ผลไม่เปลี่ยนแปลง!!! นับคะแนนใหม่ ดินแดงเขต 6 เรียบร้อยดี

ผลไม่เปลี่ยนแปลง!!! นับคะแนนใหม่ ดินแดงเขต 6 เรียบร้อยดี

ผลไม่เปลี่ยนแปลง!!! นับคะแนนใหม่ ดินแดงเขต 6 เรียบร้อยดี

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

1 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้มีการนับคะแนนเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ใหม่ ของหน่วยเลือกตั้งที่ 74 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 6 ซึ่งปรากฏภาพการนับคะแนนเมื่อวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่ากรรมการนับคะแนนต้องมุดเข้าไปขีดคะแนน เนื่องจากมีการติดแบบขีดคะแนนซ้อนกัน ทำให้มีผู้ทักท้วงกรรมการขีดคะแนนแล้วไม่เปิดเผย

โดยบรรยากาศในการนับคะแนนครั้งนี้ค่อนข้างเงียบเหงา มีผู้มาสังเกตการณ์นับคะแนนส่วนใหญ่เป็นสื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง อาทิ นางปาณิสรา เนตรธารทอง ผอ.เขตดินแดง , นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร , นายชวลิต  วงใหญ่ รองผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร , น.ส.พัชรินทร์ รัตนวิภา ผู้ตรวจการเลือกตั้ง กกต.รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยเมื่อใกล้เวลา 10.00 น.กรรมการประจำหน่วยทั้ง 9 คน ได้นำวัสดุอุปกรณ์มาติดตั้ง รวมถึงเปิดหีบบัตรแบบบัญชีรายชื่อ และทำการตรวจสอบจำนวนบัตรว่าตรงกับข้อมูลบัตรเลือกตั้งที่บันทึกในแบบ สส.5/12 ในวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.หรือไม่ หลังตรวจสอบจำนวนบัตรแล้วได้แจ้งให้ผู้สังเกตการณ์ทราบว่า มีจำนวนบัตรดี 419 ใบ บัตรเสีย 22 ใบ บัตรไม่เลือกพรรคการ เมืองใด 9 ใบ รวมบัตรทั้งหมด 450 ใบ ซึ่งตรงกับข้อมูลบัตรเลือกตั้งที่บันทึกในแบบ สส.5/12 ในวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.

จากนั้นเมื่อถึงเวลา 10.00 น.นายวิษณุ ศรีทองพานิชย์ ประธานกรรมการหน่วย ได้แจ้งผู้มาสังเกตการณ์ว่าสามารถบันทึกภาพการนับคะแนนได้ และหากไม่ถูกต้อง สามารถยื่นทักท้วงได้ ก่อนจะเริ่มนับคะแนน ในเวลา 10.00 น.ซึ่งตลอดระยะเวลาของการนับคะแนนไม่พบว่ามีการก่อกวนหรือมีการทักท้วง โดยการนับคะแนนเสร็จสิ้นในเวลา 12.20 น.

ผลการนับคะแนนปรากฎว่า

พรรคเพื่อชาติไทย 2 คะแนน

พรรคใหม่ 1 คะแนน

พรรคมิติใหม่ 1 คะแนน

พรรครวมใจไทย 2 คะแนน

พรรครวมไทยสร้างชาติ 20 คะแนน

พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คะแนน

พรรคเพื่อไทย 34 คะแนน

พรรคทางเลือกใหม่ 3 คะแนน

พรรคเศรษฐกิจ 12 คะแนน

พรรคเสรีรวมไทย 3 คะแนน

พรรครวมพลังประชาชน 2 คะแนน

พรรคอนาคตไทย 1 คะแนน

พรรคพลังเพื่อไทย 1 คะแนน

พรรคประชาธิปัตย์ 54 คะแนน

พรรคไทยภักดี 10 คะแนน

พรรคแรงงานสร้างชาติ 1 คะแนน

พรรคประชาชาติ 1 คะแนน

พรรครักชาติ 1 คะแนน

พรรคภูมิใจไทย 56 คะแนน

พรรคกล้าธรรม 1 คะแนน

พรรคพลังประชารัฐ 1 คะแนน

พรรคโอกาสใหม่ 9 คะแนน

พรรคประชาชน 198 คะแนน

พรรคไทยสร้างไทย 2 คะแนน

พรรคไทยก้าวใหม่ 2 คะแนน

รวมมีบัตรเลือกตั้งทั้งหมด 450 ใบ แบ่งเป็นบัตรดี 419 ใบบัตรเสีย 22 ใบ และบัตรไม่ประสงค์เลือกพรรคการเมืองใด 9 ใบ

ทั้งนี้ จำนวนบัตรและจำนวนคะแนนของหน่วยเลือกตั้งที่ 74 ในการนับวันนี้ พรรคอันดับ 1 – 4 ในการนับวันนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการนับในวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.โดยพรรคประชาชนยังคงได้ 198 คะแนน พรรคภูมิใจไทย 56 คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ 54 คะแนน และพรรคเพื่อไทย 34 คะแนน

– 006

ผอ.กกต.กทม.เผยนับคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ ดินแดงเขต 6 เรียบร้อยดี

ผอ.กกต.กทม.เผยนับคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ ดินแดงเขต 6 เรียบร้อยดี

ผอ.กกต.กทม.เผยนับคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ ดินแดงเขต 6 เรียบร้อยดี

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.26 น.

ผอ.กกต.กทม.เผยนับคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ ดินแดงเขต 6 เรียบร้อยดี ไร้เหตุซ้ำรอยเลือกตั้งใหม่คันนายาว

1 มีนาคม 2569 ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) กล่าวถึงภาพรวมการนับคะแนนใหม่เลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 74 เขตเลือกตั้งที่ 6 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรณีบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่สำนักงานเชตดินแดง ถนนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง ซึ่งได้มีการนับคะแนนใหม่ในวันนี้ตั้งแต่เวลา 10.00 น.จนกระทั่งถึงเวลา 12.00 น.เสร็จสิ้นแล้วบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารต่างๆ รวมถึงเอกสาร 5/18 บช. เพื่อรายงานไปยัง กกต.ส่วนกลาง ไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า ในการนับคะแนนใหม่ในวันนี้ มีเหตุการณ์ที่เข้าข่ายเหมือนกับการเลือกตั้งใหม่ ที่คันนายาว กทม.เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา หรือไม่ ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ไม่มี ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไร จากนี้ถ้าทำเอกสารเสร็จ ราวๆ 1 ชั่วโมง ก็สามารถส่งไปยัง กกต.ส่วนกลาง ได้

เริ่ม 2 มีนาคมนี้ ขนส่งฯ เปิดศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปฯ

เริ่ม 2 มีนาคมนี้ ขนส่งฯ เปิดศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปฯ

เริ่ม 2 มีนาคมนี้ ขนส่งฯ เปิดศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปฯ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

เริ่ม 2 มีนาคมนี้ ขนส่งฯ เปิดศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปฯ ครบจบในที่เดียว ถึง 31 มี.ค.ไม่เว้นวันหยุด

1 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก เตรียมเปิดศูนย์ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เร่งดำเนินการจดทะเบียนรถให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนที่ประกาศของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มีนาคม 2569

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการครบวงจรในจุดเดียว ตั้งแต่การลงทะเบียนหรือขอความเห็นชอบ ตรวจสภาพรถ ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน เปลี่ยนประเภทการจดทะเบียนรถ รับชำระค่าธรรมเนียมและภาษี (ถ้ามี)

– ณ อาคารตรวจสภาพรถ (อาคาร 4) สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (จตุจักร)

– ระหว่างวันที่ 2 – 31 มีนาคม 2569

– เวลา 08.30 – 18.00 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกได้แจ้งผู้ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันให้นำรถเข้าดำเนินการทางทะเบียนให้ถูกต้อง หากมีการรวมกลุ่มสมาชิกเพื่อนำรถมาดำเนินการพร้อมกันจำนวนมาก สามารถแจ้งนัดหมายล่วงหน้าเพื่อความรวดเร็วในการรับบริการ

พร้อมกันนี้ ได้ซักซ้อมแนวทางกับสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ (รย.17) และรถยนต์รับจ้าง (รย.18) เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า การเปิดศูนย์ One Stop Service ครั้งนี้ เป็นการเร่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สร้างความมั่นใจทั้งต่อผู้ให้บริการและผู้โดยสาร ก่อนที่ประกาศ Ride Sharing จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ

“รัฐบาลย้ำชัดว่า การจัดระเบียบครั้งนี้ไม่ใช่การปิดอาชีพ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานบริการ เพื่อความปลอดภัยและความเป็นธรรมในระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

ห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลาง สถาบันพระปกเกล้าย้ำยึดหลักสหประชาชาติ หนุนเจรจาสันติวิธี

ห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลาง สถาบันพระปกเกล้าย้ำยึดหลักสหประชาชาติ หนุนเจรจาสันติวิธี

ห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลาง สถาบันพระปกเกล้าย้ำยึดหลักสหประชาชาติ หนุนเจรจาสันติวิธี

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.03 น.

“สถาบันพระปกเกล้า”ออกแถลงการณ์ ห่วงสถานการณ์ใน”ตะวันออกกลาง” แสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสีย ย้ำยึดหลัก”สหประชาชาติ” หนุน”เจรจาสันติวิธี”

1 มีนาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสถาบันพระปกเกล้า แถลงการณ์ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดในตะวันออกกลาง ว่า สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะคลังสมองของชาติด้านนิติบัญญัติ ภายใต้กำกับของประธานรัฐสภา มุ่งส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลบนพื้นฐานสันติวิธี ขอแสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน

สถาบันพระปกเกล้า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกฝ่าย ความสูญเสียของพลเรือนผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องเตือนใจถึงต้นทุนทางมนุษย์ของความขัดแย้ง ซึ่งไม่อาจประเมินค่าได้

สถาบันพระปกเกล้า ขอเน้นย้ำหลักการสำคัญตามกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะข้อ 2(3) และ 2(4) ซึ่งกำหนดให้รัฐสมาชิกระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยสันติวิธี และงดเว้นจากการใช้กำลัง หลักการดังกล่าวเป็นรากฐานของระเบียบโลกและระบบกติกาพหุภาคี

ในฐานะสถาบันที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย ธรรมาภิบาลและสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้าเห็นว่าความมั่นคงที่ยั่งยืนมิอาจเกิดจากการยกระดับความรุนแรง หากแต่ต้องอาศัยการเจรจา และการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ทั้งผ่านกลไกฝ่ายบริหารและการทูตเชิงรัฐสภา สมาชิกรัฐสภามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความรับผิดชอบ กำกับดูแลการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการกำกับการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการเจรจาอย่างต่อเนื่องในยามวิกฤต

ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ผ่านกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาและความร่วมมือระหว่างรัฐสภากับประเทศคู่เจรจาสำคัญ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในเวทีสหภาพรัฐสภา (IPU) และเวทีรัฐสภาระหว่างประเทศอื่นๆ กลไกเหล่านี้สามารถเป็นช่องทางสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ และธำรงรักษาความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ท่ามกลางบริบทความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

สถาบันพระปกเกล้า โดยสำนักงานสันติวิธีและธรรมาภิบาล พร้อมสนับสนุนฝ่ายนิติบัญญัติและภาคนโยบายของประเทศไทยด้วยองค์ความรู้เชิงหลักการ การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ และข้อเสนอเชิงประจักษ์ ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันที่ความไม่มั่นคงในภูมิภาคหนึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก สถาบันพระปกเกล้า เชื่อว่าบทบาทของประเทศไทยจำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ความรับผิดชอบในเวทีพหุภาคี และสันติภาพที่ตั้งอยู่บนความยุติธรรมและความร่วมมือคือรากฐานที่มั่นคงที่สุดของเสถียรภาพระหว่างประเทศ

****************************************

KPI Statement on the Recent Conflict in the Middle East

The King Prajadhipok’s Institute (KPI), as Thailand’s national legislative think tank under Parliament dedicated to advancing democracy, constitutional governance, and peace, expresses its grave concern over the recent escalation involving the United States, Israel, and Iran.

We extend our deepest condolences to the families of all victims. The loss of civilian lives is a solemn reminder of the profound human cost of conflict.

KPI reaffirms the foundational principles of the Charter of the United Nations, particularly Article 2(3) and Article 2(4), which require the peaceful settlement of disputes and the non-use of force. These principles are not merely legal obligations but they are the safeguards of an international order and the conditions necessary for peaceful coexistence.

As an institution rooted in democratic governance and peaceful conflict resolution, and mindful of the indispensable role of legislatures, KPI urges all parties to exercise utmost restraint and recommit to constructive engagement through both executive and parliamentary channels. Parliamentary diplomacy, though often less visible, provides continuity, accountability, and space for dialogue when formal negotiations are strained. Parliamentarians serve as custodians of international commitments and humanitarian responsibility.

Thailand maintains parliamentary friendship groups with major global partners, including countries in the Middle East. Together with mechanisms under the Inter-Parliamentary Union (IPU) and other fora, these channels offer enduring avenues for confidence-building and principled engagement even during periods of geopolitical tension.

Through our Office of Peace and Good Governance, KPI stands ready to support Thailand’s parliamentary and policy community with principled analysis, comparative legislative insight, and evidence-based recommendations. Our commitment to peace and good governance reflects the conviction that stability is sustained not by force, but by institutions, law, accountability, and dialogue.

In an interconnected world where regional instability impacts globally, Thailand’s engagement must remain guided by international law, responsible multilateralism, and unwavering commitment to peaceful resolution. KPI strongly believes that Peace grounded in justice and sustained through cooperation remains the most enduring foundation of global stability.

– 006

สภาฯเปิดรับรายงานตัว สส.วันหยุด! ยอดรวม 4 วัน 101 คน ยังเหลืออีก 295 คน

สภาฯเปิดรับรายงานตัว สส.วันหยุด! ยอดรวม 4 วัน 101 คน ยังเหลืออีก 295 คน

สภาฯเปิดรับรายงานตัว สส.วันหยุด! ยอดรวม 4 วัน 101 คน ยังเหลืออีก 295 คน

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.29 น.

1 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานการเปิดรับรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต ชุดที่ 27 ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ (1 มี.ค.) ซึ่งเปิดให้รายงานตัวเป็นวันที่ 4 มี สส.เข้ารายงานตัวเพิ่มเติม จำนวน 4 คน ในช่วงเช้าก่อนเวลา 12.00 น.ประกอบด้วย นายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย , นายสุริยา แป้นสุจา สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย , นายวิโรจน์ สาระวงศ์ สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย และ นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ สส.หนองคาย พรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ ตลอดทั้ง 4 วัน มี สส.มารายงานตัวแล้ว 101 คน ยังเหลืออีก 295 คน ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง สส.แบบแบ่งเขต 396 คน โดยแต่ละพรรคการเมือง ประกอบด้วย

1.พรรคภูมิใจไทย จาก 170 คน มารายงานตัวแล้ว 41 คน

2.พรรคประชาชน จาก 88 คน ยังไม่มีใครมารายงานตัว

3.พรรคเพื่อไทย จาก 58 คน มารายงานตัวแล้ว 49 คน

4.พรรคกล้าธรรม จาก 55 คน มารายงานตัวแล้ว 2 คน

5.พรรคประชาธิปัตย์ จาก 10 คน มารายงานตัวแล้ว 1 คน

6.พรรคไทรวมพลัง จาก 5 คน ยังไม่มีใครมารายงานตัว

7.พรรคประชาชาติ จาก 5 คน มารายงานตัว 4 คน

8.พรรคพลังประชารัฐ จาก 4 คน มารายงานตัว 4 คน

9.พรรคไทยสร้างไทย จาก 2 คน ยังไม่มีใครมารายงานตัว

10.พรรคโอกาสใหม่ จาก 1 คน มารายงานตัว 1 คน

ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยังคงเปิดรับรายงานตัว สส.ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.ที่บริเวณห้องโถงชั้น B1 อาคารรัฐสภา

– 006

กาง 3 ขั้นตอนช่วยคนไทย! รัฐบาลพร้อมส่งเครื่องบิน ลุยภารกิจอพยพพื้นที่ตะวันออกกลาง

กาง 3 ขั้นตอนช่วยคนไทย! รัฐบาลพร้อมส่งเครื่องบิน ลุยภารกิจอพยพพื้นที่ตะวันออกกลาง

กาง 3 ขั้นตอนช่วยคนไทย! รัฐบาลพร้อมส่งเครื่องบิน ลุยภารกิจอพยพพื้นที่ตะวันออกกลาง

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

1 มีนาคม 2569 รายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ภายหลังสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีร่วมต่ออิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายฝ่ายจับตาผลกระทบด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

รัฐบาลไทย โดย กระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือและอพยพคนไทยในกรณีเกิดภาวะสงครามหรือเหตุฉุกเฉิน โดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในพื้นที่จะทำหน้าที่แจ้งเตือนความปลอดภัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เตรียมเอกสารเดินทางให้พร้อม และเปิดสายด่วน (Hotline) เพื่อสื่อสารข้อมูลอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ยกระดับรุนแรงขึ้น จะมีการหาพื้นที่ปลอดภัย จุดรวมพล ตามแผนฉุกเฉิน เพื่อดำเนินการอพยพออกจากพื้นที่จัดแย้งต่อไป

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 2 มี.ค.69 เวลา 10.00 น.เพื่อบูรณาการแผนรับมือ โดยจะสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม และ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เร่งดำเนินการตามแผนอพยพฉุกเฉิน เพื่อนำคนไทยกลับประเทศอย่างปลอดภัย

เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เครื่องบินพาณิชย์แบบเช่าเหาลำจากประเทศที่ปลอดภัย หรือใช้สายการบินไทยเป็นหลัก โดยกองทัพอากาศได้สแตนด์บายอากาศยานแบบที่เหมาะสมกับสถาณการณ์ เพื่อรองรับภารกิจ ทั้งนี้ กองทัพอากาศจะประสานด้านสนามบิน เส้นทางบิน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ จะประสานให้คนไทยในพื้นที่สู้รบลงทะเบียน แจ้งความประสงค์ และนัดหมายจุดพบในพื้นที่ปลอดภัยสูงสุด ก่อนจัดเที่ยวบินเข้ารับตัวกลับประเทศไทย

ในบางกรณี อาจต้องเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนไปยังประเทศที่สาม เพื่อความปลอดภัยในการขึ้นเครื่องและลดความเสี่ยงจากการสู้รบโดยตรง

ขั้นตอนการช่วยเหลือและอพยพคนไทยจากพื้นที่สู้รบ

1.สำรวจจำนวนและรวบรวมรายชื่อตรวจสอบจำนวนคนไทยทั้งหมดในพื้นที่ ก่อนพิจารณาเช่าเหมาลำเครื่องบินไปยังประเทศที่มีสนามบินปลอดภัย เพื่อเป็นจุดพักรอรับ

2.จัดเที่ยวบินพาณิชย์เข้ารับตามจุดนัดหมายระหว่างรอการรวมพล จะใช้เครื่องบินพาณิชย์เข้ารับตัวในพื้นที่ที่กำหนด

3.เสริมกำลังโดยกองทัพอากาศ หากประเมินแล้วเส้นทางการบินมีความปลอดภัยเพียงพอ กองทัพอากาศจะจัดส่งเครื่องบินเข้ารับคนไทยที่เหลือ และลำเลียงกลับประเทศโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลย้ำว่า ความปลอดภัยของคนไทยคือภารกิจเร่งด่วนสูงสุด พร้อมยืนยันการทำงานเชิงรุก ประสานทุกหน่วยงาน เพื่อให้การอพยพเป็นไปอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และปลอดภัยที่สุด

นายกฯถึงบุรีรัมย์ ท้าเยาวชนรำมวยเตะก้านคอ พร้อมตั้งการ์ดรอรับ

นายกฯถึงบุรีรัมย์ ท้าเยาวชนรำมวยเตะก้านคอ พร้อมตั้งการ์ดรอรับ

นายกฯถึงบุรีรัมย์ ท้าเยาวชนรำมวยเตะก้านคอ พร้อมตั้งการ์ดรอรับ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.37 น.

1 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 10.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานบุรีรัมย์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ อาสาสมัครรักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด ให้การต้อนรับ นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ได้จัดการแสดงวัฒนธรรมต้อนรับ ประกอบด้วย รำไทยนาฏศิลป์ โขน และมวยไทย ช่วงหนึ่ง นายกฯ ได้แวะทักทายเยาวชนที่จัดแสดงมวยไทย พร้อมกับหยอกให้เตะมาที่ก้านคอตนเอง ซึ่งนายกฯ ได้ตั้งการ์ดรอรับ ระหว่างนี้มีเยาวชนอีกคนได้หยอกกับเพื่อนว่า ให้จัดหนักเลย ทำให้นายกฯ ถึงกับหัวเราะ ทั้งนี้ เยาวชนดังกล่าวได้เตะไปเพียงระดับขาของนายกฯ เท่านั้น และไม่ได้มีการโดนตัวแต่อย่างใด ก่อนที่จะยกมือไหว้นายกฯ

– 006

นายกฯ เยือนบุรีรัมย์ เปิดงาน MotoGP 2026 ยกระดับไทยสู่การเป็นฮับมอเตอร์สปอร์ต

นายกฯ เยือนบุรีรัมย์ เปิดงาน MotoGP 2026 ยกระดับไทยสู่การเป็นฮับมอเตอร์สปอร์ต

นายกฯ เยือนบุรีรัมย์ เปิดงาน MotoGP 2026 ยกระดับไทยสู่การเป็นฮับมอเตอร์สปอร์ต

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

นายกฯ เยือนบุรีรัมย์ เปิดงาน MotoGP 2026 ยกระดับไทยสู่การเป็น “ฮับมอเตอร์สปอร์ต” ในภูมิภาค หลังเป็นเจ้าภาพ 7 ปีซ้อน

1 มีนาคม 2569 เวลา 09.45 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา , นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ , นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีไปตามสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ออกเดินทางจาก บน.6 ไปจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดและมอบรางวัลการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี พ.ศ. 2569 “PT Grand Prix of Thailand 2026” ณ สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

สำกรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี (MotoGP) ประจำปี พ.ศ. 2569 นี้เป็นสนามแรก ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพสนามเปิดฤดูกาล “MotoGP 2026“ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 นอกจากนี้ วันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ไทยยังรับหน้าที่สนามทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล (Pre-Season Test) อย่างเป็นทางการ โดยประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP เป็นปีที่ 7 และได้เป็นสนามเปิดฤดูกาล 2 ปีติดต่อกัน เป็นการตอกย้ำการเดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “ฮับมอเตอร์สปอร์ต” ในภูมิภาคอีกด้วย

นายกฯเรียกถก สมช.พรุ่งนี้ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางทุกมิติ

นายกฯเรียกถก สมช.พรุ่งนี้ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางทุกมิติ

นายกฯเรียกถก สมช.พรุ่งนี้ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางทุกมิติ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.48 น.

“นายกฯ”เรียกประชุม สมช.พรุ่งนี้ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางทุกมิติ สั่ง ทอ.เร่งประสานเครื่องบิน อพยพคนไทยเร็วที่สุด มอบ”เอกนิติ”ดูแลผลกระทบน้ำมัน-พลังงาน

1 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.50 น.ที่ท่ากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ว่า ตั้งแต่เมื่อคืนตนได้รับการรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการต่างประเทศ และได้สั่งการเตรียมการช่วยเหลืออพยพคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ และได้ประสานกับกองทัพอากาศ โดยหากหารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ การเตรียมความพร้อมอากาศยาน ที่จะไปรับคนไทย ซึ่งลําดับแรกคือคนไทยที่พักอาศัยอยู่ที่ประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่อันตรายที่สุด เปิดไล่เรียงไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีเหตุสู้รบว่าจะหาช่องทางให้เขากลับมาได้อย่างไร ซึ่งเรื่องอากาศยานไม่น่ามีปัญหา เพราะหากใช้เครื่องบินทหาร อาจต้องแวะเติมน้ํามันหลายที่ ก็จะพิจารณาการเช่าเหมาลํา เพื่อให้ดําเนินการได้เร็วที่สุด พร้อมทั้งยังต้องตรวจสอบเรื่องการปิดน่านฟ้า ว่าจะต้องอพยพคนไทยไปยังประเทศที่สามแล้วจะรับตัวเขากลับมาอย่างไร

เมื่อถามว่า เครื่องบินจะไปรับและเร็วที่สุดเมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ทางเราพร้อมตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ที่สําคัญคือปลายทาง โดยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม จะใช้โค้ดการบินของรัฐบาล เพื่อจัดเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ต้องแวะเติมน้ํามัน บินรวดเดียวเลยเพื่อ ไปรับได้หรือไม่ ขอยืนยันรัฐบาลไทยจะทําทุกวิถีทาง ที่จะทําให้คนไทยเหล่านั้นอยู่ในความปลอดภัยสูงสุด หากเขาประสงค์จะกลับมา เราต้องเตรียมพร้อมที่จะไปรับ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สําหรับการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจ ได้ให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว คลัง เตรียมรับสถานการณ์ ถึงอย่างไรเรื่องเศรษฐกิจต้องได้รับผลกระทบแน่นอน ไม่ว่าจะค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน ต้นทุนพลังงาน เราต้องหาวิธีทําให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

เมื่อถามว่า จําเป็นต้องมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการประชุมสมชในวันที่ 2 มีนาคมเวลา 10.00 น.และต่อด้วยการประชุมทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หอการค้า และฝ่ายที่จะต้องดูแลเรื่องการส่งออกนําเข้า มาตรการการพยุงราคา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้บริโภคในประเทศไทย

เมื่อถามว่า ประเมินว่าสถานการณ์จะลุกลามหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือ อย่าให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบที่รุนแรง หากมีผลกระทบอย่างไรก็ขอให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดม จึงต้องเตรียมความพร้อมในทุกภาคส่วน

เมื่อถามถึงตัวเลขคนไทยในพื้นที่อิหร่าน นายกฯ กล่าวว่า มีการรายงานภาพรวมคนไทย ในพื้นที่ที่มีการปะทะประมาณ 7 หมื่นคน แต่รายละเอียดคงต้องไปสอบถามแต่ละกระทรวง ถามอีกว่า จะบอกอะไรกับคนไทยที่ขณะนั้ยังไม่อยากจะกลับ นายกฯ บอกว่า แต่ละประเทศคงมีมาตรการ ด้วยความปลอดภัยกับประชาชนของเขารวมถึงคนต่างชาติในประเทศนั้นด้วย จึงขอให้ติดตามคำแนะนําและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตของประเทศไทยในประเทศต่างๆ ได้เปิดสายด่วนและศูนย์ปฏิบัติ เพื่อให้การช่วยเหลือตลอดเวลา

รัฐบาลแนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค.69

รัฐบาลแนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค.69

รัฐบาลแนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค.69

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.44 น.

1 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 ให้สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ 1 ปี

โดยคนต่างด้าว นายจ้าง และสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ eworkpermit.doe.go.th พร้อมเอกสารและหลักฐาน และชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แรงงานต่างด้าวจะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้อีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 นั้น

แรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนามตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ประสงค์จะอยู่และทำงานต่อในราชอาณาจักรจะต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตเดิมจะสิ้นสุดพร้อมทั้งดำเนินการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง รวมถึงตรวจลงตราวีซ่าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

โดยมีแนวทางการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ดังนี้

1.นายจ้างต้องยื่นคำขอต่ออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสารหลักฐานตามที่กำหนด อาทิ ใบรับรองแพทย์ เอกสารประกันสุขภาพหรือประกันสังคม และเอกสารนายจ้าง ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และชำระค่าธรรมเนียมค่ายื่นคำขอฉบับละ 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานฉบับละ 900 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

2.เมื่อนายทะเบียนพิจารณาอนุญาตแล้ว คนต่างด้าวจะสามารถทำงานในราชอาณาจักรต่อได้เป็นระยะเวลา 1 ปี ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 โดยในระหว่างนี้สามารถใช้ทะเบียนใบอนุญาตทำงานเป็นหลักฐานแทนใบอนุญาตทำงานไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงาน

3.คนต่างด้าวต้องไปดำเนินการตรวจลงตราวีซ่าหรือขออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 28 กันยายน 2569 จะได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปถึง 31 มีนาคม 2570 และแนบเอกสารประกอบในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน

“นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวต้องเร่งดำเนินการทุกขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดมิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกกฎหมาย เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด หากกรมการจัดหางานตรวจสอบพบคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดทั้งนายจ้างคนไทยและลูกจ้างต่างชาติ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว