สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ

12 ก.ค. 2569 11:16 น.

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความตึงเครียด หลังกองทัพอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่มีกำหนด พร้อมยิงขีปนาวุธโจมตีเรือสินค้าติดธงไซปรัสโดยอ้างออกนอกเส้นทาง ส่งผลให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มอิหร่านเป็นระลอกที่ 3 ในรอบสัปดาห์

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงยืนยันการเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่อเป้าหมายในประเทศอิหร่าน เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา (11 ก.ค.) ซึ่งถือเป็นการโจมตีครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์นี้ ภายใต้คำสั่งโดยตรงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบโต้อย่างรุนแรงหลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ก่อเหตุ “โจมตีอย่างอุกอาจ” ต่อเรือบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ติดธงไซปรัสที่มีชื่อว่า “เอ็มวี จีเอฟเอส กาแล็กซี” (MV GFS Galaxy) ขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯระบุว่า การโจมตีของอิหร่านส่งผลให้ห้องเครื่องของเรือสินค้าลำดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างหนักจนเกิดเพลิงไหม้และไม่สามารถแล่นต่อไปได้ ด้านหน่วยปฏิบัติการทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) เปิดเผยว่า ลูกเรือทั้งหมดจำเป็นต้องสละเรือและอพยพลงเรือชูชีพ โดยมีรายงานลูกเรือพลเรือนสูญหายไป 1 ราย

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แชร์แถลงการณ์ดังกล่าวพร้อมระบุข้อความสั้นๆ ว่า “อิหร่านเลือกทางเลือกที่ผิดพลาด และตอนนี้พวกเขาต้องชดใช้”

ก่อนหน้าการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ สำนักข่าวไออาร์เอ็นเอของทางการอิหร่าน รายงานว่า กองทัพอิหร่านได้สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ “จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง” โดยอ้างว่าเรือสินค้าลำดังกล่าวปิดระบบระบุตำแหน่งและแล่นออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาต จึงได้ทำการยิงขีปนาวุธครูซเพื่อเป็นการ “ยิงเตือน” ให้หยุดเรือ

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแถลงว่า “ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดจนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป และจนกว่าการแทรกแซงของอเมริกาในภูมิภาคนี้จะสิ้นสุดลง โดยจะไม่มีเรือลำใดได้รับอนุญาตให้แล่นผ่าน” พร้อมเตือนว่าหากสหรัฐฯ มีท่าทีก้าวร้าวใดๆ ตอบกลับมา อิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรงที่สุดและจะตกเป็นเป้าหมายโจมตีฐานทัพแห่งใหม่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคทันที

การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 5 ของโลก ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อเดือนก่อนหลังสงครามปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ต้องพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

ชนวนเหตุความขัดแย้งในครั้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากอยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ ซึ่งนับเป็นการแถลงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกหลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขาที่ถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศของพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และเพิ่งมีพิธีฝังศพไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ผู้นำสูงสุดคนใหม่กล่าวว่า “การล้างแค้นคือเจตจำนงของคนในชาติ และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราขอให้สัตยาบันว่าจะล้างแค้นให้แก่โลหิตของผู้นำผู้ล่วงลับและผู้พลีชีพทุกคน จากน้ำมือของฆาตกรอาชญากรที่น่าอดสูเหล่านี้” พร้อมระบุว่าอิหร่านได้จัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่เป็นเป้าหมายในการสังหารไว้แล้ว ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความตอบโต้โดยขู่ว่าหากอิหร่านพยายามลอบสังหารตน สหรัฐฯ จะตอบโต้อย่างไร้ความปราณี “ขีปนาวุธ 1,000 ลูกถูกล็อกเป้าและพร้อมยิงไปยังสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และจะมีตามมาอีกหลายพันลูกทันที หากรัฐบาลอิหร่านลงมือทำตามคำขู่ลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือตัวผม!”

แม้สถานการณ์จะหมิ่นเหม่ต่อการเกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่อดีตตัวกลางและผู้ไกล่เกลี่ยยังคงพยายามทำงานอย่างหนัก โดยสำนักข่าวทาสนิมของอิหร่านรายงานว่า คณะผู้แทนจากประเทศกาตาร์ได้เดินทางเยือนกรุงเตหะรานเมื่อวันศุกร์เพื่อพยายามฟื้นฟูบทบาทการเป็นคนกลางและกู้คืนกระบวนการเจรจา ขณะที่มีรายงานจากสื่อสหรัฐฯ ว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านบางส่วนได้ส่งสัญญาณผ่านคนกลางอ้างว่าการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันก่อนหน้านี้เป็นความผิดพลาดของกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงภายในประเทศที่ควบคุมไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสหรัฐฯ ยื่นคำขาดผ่านตัวกลาง เรียกร้องให้อิหร่านต้องออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” จะเปิดให้สัญจรระหว่างประเทศอย่างเสรี และให้คำมั่นว่าจะหยุดยิงใส่เรือพาณิชย์โดยเด็ดขาด ขณะที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ตอบโต้ว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว แต่ข้อตกลงจะมีความหมายก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามร่วมกันเท่านั้น.

ที่มา BBC / AFP

กราดยิงกลางเทศกาลซัลซาในโตรอนโต เสียชีวิต 2 ราย เจ็บอีก 4

กราดยิงกลางเทศกาลซัลซาในโตรอนโต เสียชีวิต 2 ราย เจ็บอีก 4

12 ก.ค. 2569 10:29 น.

กราดยิงกลางเทศกาลซัลซาในโตรอนโต เสียชีวิต 2 ราย เจ็บอีก 4

เกิดเหตุคนร้ายเปิดฉากกราดยิงกลางเทศกาลเต้นรำและดนตรีลาติน “ซัลซา ออน เซนต์แคลร์” ประจำปีครั้งที่ 22 ในนครโตรอนโต ประเทศแคนาดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 2 ราย บาดเจ็บอีก 4 ราย ตำรวจยันควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้แล้ว แต่คนร้ายยังคงหลบหนี

เกิดคนร้ายก่อเหตุกราดยิงในนครโตรอนโต ประเทศแคนาดา บริเวณถนนเซนต์แคลร์ อเวนิว เวสต์ ตัดกับอาร์ลิงตัน อเวนิว ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสไตล์ลาติน “ซัลซา ออน เซนต์แคลร์” ประจำปี ครั้งที่ 22 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจโตรอนโตได้รับแจ้งเหตุในเวลาประมาณ 20:12 น. ตามเวลาท้องถิ่น ว่ามีคนร้ายที่ก่อเหตุยิ อยู่ในพื้นที่จัดงานเทศกาลเต้นรำซัลซาดังกล่าว ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และประชาชนที่มาร่วมชมดนตรีสดและการแสดงเต้นรำอย่างคึกคัก

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบผู้ถูกยิงทั้งหมด 6 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 4 ราย ซึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยทางตำรวจยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บของเหยื่อกลุ่มนี้

ในช่วงแรกของการเข้าระงับเหตุ ตำรวจได้ประกาศเตือนอย่างเร่งด่วนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงและอยู่ห่างจากพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาทางตำรวจแถลงว่าสามารถ “ควบคุมพื้นที่เกิดเหตุได้แล้ว” แต่เน้นย้ำและแจ้งเตือนประชาชนว่าผู้ต้องสงสัย หรือกลุ่มผู้ต้องสงสัย ยังไม่ถูกจับกุมตัวและยังคงหลบหนีอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากจะยังคงตรึงกำลังในพื้นที่เพื่อสืบสวนและไล่ล่าตัวผู้ก่อเหตุอย่างเข้มงวด

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเอเอฟพี ประจำจุดเกิดเหตุรายงานว่า มีกองกำลังตำรวจกระจายอยู่ทั่วบริเวณถนนเซนต์แคลร์ อเวนิว ซึ่งเป็นถนนสายหลักในย่านใจกลางเมืองโตรอนโตที่ปกติจะเต็มไปด้วยความราบรื่นและปลอดภัย

หลังเกิดเหตุ นายดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนทารีโอ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X เพื่อประณามเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า “ผมรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งกับความรุนแรงที่ไร้มนุษยธรรมในเทศกาล ซัลซา ออน เซนต์แคลร์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 2 รายและทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ผมขอส่งกำลังใจและความระลึกถึงไปยังผู้เคราะห์ร้าย ครอบครัวของพวกเขา และทุกคนที่ได้รับผลกระทบ”

นอกจากนี้ นายฟอร์ด ยังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ชีพและหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินที่เข้าช่วยเหลือในที่เกิดเหตุทันที พร้อมประกาศว่า “ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้จะต้องถูกจับกุม ถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

ทั้งนี้ นครโตรอนโต ถือเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา และเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่ได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ เหตุการณ์กราดยิงที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายในพื้นที่สาธารณะเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก

อย่างไรก็ตาม เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แคนาดาเพิ่งเผชิญเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนในเมืองอื่นเมื่อไม่นานมานี้ โดยเมื่อปลายเดือนที่แล้ว เกิดเหตุกราดยิงในเมืองมอนทรีออล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ก่อนที่คนร้ายจะถูกวิสามัญฆาตกรรม และก่อนหน้านั้นในเดือนกุมภาพันธ์ ก็เคยเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่เมืองทัมเบลอร์ ริดจ์  เมืองเหมืองแร่ขนาดเล็กทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 8 ราย รวมถึงมารดาและพี่ชายต่างมารดาของผู้ก่อเหตุ และมีผู้บาดเจ็บอีก 27 ราย ก่อนที่มือปืนหญิงจะปลิดชีพตัวเองตาม.

ที่มา BBC / AFP

เกาหลีใต้ประกาศเตือนคลื่นความร้อน “ระดับร้ายแรง” ครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งแตะ 39.9 องศาฯ

เกาหลีใต้ประกาศเตือนคลื่นความร้อน "ระดับร้ายแรง" ครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งแตะ 39.9 องศาฯ

12 ก.ค. 2569 10:14 น.

เกาหลีใต้ประกาศเตือนคลื่นความร้อน “ระดับร้ายแรง” ครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งแตะ 39.9 องศาฯ

เกาหลีใต้ออกประกาศเตือนคลื่นความร้อน “ระดับร้ายแรง” เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มใช้ระบบแจ้งเตือนใหม่เมื่อเดือนมิถุนายน หลังอุณหภูมิในเมืองคยองซานและโพฮังพุ่งเฉียด 40 องศาเซลเซียส ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขเตือนคลื่นความร้อนอาจเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิต โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ทางการเกาหลีใต้ได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับ “รุนแรงขั้นวิกฤต” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก สำหรับพื้นที่เมืองคยองซาน และเมืองโพฮัง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ภายใต้ระบบเตือนภัยรูปแบบใหม่ที่เพิ่งเริ่มนำมาใช้เมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดอย่างสุดขั้ว

รายงานระบุว่า คำเตือนภัยระดับสูงสุดนี้มีผลบังคับใช้ในทั้งสองเมืองตั้งแต่เวลา 10:00 น. ของวันนี้ (12 ก.ค.) หลังจากวันก่อนหน้านี้ อุณหภูมิในเมืองคยองซานพุ่งสูงถึง 39.9 องศาเซลเซียส และเมืองโพฮังพุ่งแตะ 37.2 องศาเซลเซียส ขณะที่การพยากรณ์อากาศคาดว่าอุณหภูมิในวันอาทิตย์นี้จะยังคงพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียสในทั้งสองพื้นที่

สำหรับระบบเตือนภัยคลื่นความร้อนรูปแบบใหม่นี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเกณฑ์การประกาศเตือนภัยระดับ “รุนแรงขั้นวิกฤต” จะเกิดขึ้นเมื่อคาดการณ์ว่าอุณหภูมิสูงสุดประจำวันจะแตะ 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป ในพื้นที่ที่มีดัชนีความร้อนสูงตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน

สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี (KDCA) ได้ออกแถลงการณ์เร่งด่วนเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งและปฏิบัติตามแนวทางป้องกันโรคจากความร้อนอย่างเคร่งครัด พร้อมอธิบายว่า คลื่นความร้อนไม่เพียงแต่ทำให้เกิดโรคลมแดด หรือภาวะเพลียแดดเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้โรคประจำตัวของผู้ป่วยแย่ลง เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคไต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิต

ทางหน่วยงานเน้นย้ำว่า ภายใต้คำเตือนภัยระดับรุนแรงนี้ แม้แต่ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็สามารถเกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงจากความร้อนได้เช่นกัน โดยในพื้นที่ที่มีการประกาศเตือนภัย ทางการเตือนประชาชนควรระงับหรือเลื่อนกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำงานในนาข้าวและไร่นาสวนเกษตร, การทำงานในเขตก่อสร้าง, การเล่นกีฬาและกิจกรรมหรือจัดงานอีเวนต์กลางแจ้งทั้งหมด พร้อมแนะนำให้ย้ายไปยังสถานที่ที่เย็นกว่า เช่น ในร่ม เงาไม้ หรือศูนย์พักพิงคลายร้อน และพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงคอยหมั่นตรวจเช็กสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนบ้านใกล้เคียง

จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังของแผนกฉุกเฉินประจำสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี ซึ่งร่วมมือกับห้องฉุกเฉินกว่า 520 แห่งทั่วประเทศ ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 10 ที่ผ่านมา มียอดผู้ป่วยสะสมจากโรคที่เกิดจากความร้อนแล้ว 535 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกิดจากสาเหตุนี้แล้ว 2 ราย

เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สภาพอากาศร้อนจัดที่ลากยาวส่งผลให้ความเสียหายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยตลอดทั้งปีมีผู้ป่วยจากความร้อนสูงถึง 4,460 ราย และเสียชีวิต 29 ราย ซึ่งราว 30% ของผู้ป่วย และ 35% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด กระจุกตัวอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 10 วัน ระหว่างวันที่ 20 ถึง 31 กรกฎาคมเท่านั้น

ผลการวิเคราะห์ผลกระทบทางสุขภาพยังพบว่า เมื่อดัชนีความร้อนแตะระดับ 38 องศาเซลเซียส จะส่งผลต่อประชากรในสัดส่วนที่ต่างกัน เช่นกลุ่มอายุต่ำกว่า 65 ปี ความเสี่ยงในการเสียชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้น 4% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 7% ส่วนกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงในการเสียชีวิตโดยรวมพุ่งสูงถึง 19% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 14% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อคลื่นความร้อน

นายอิม ซึงกวาน กรรมาธิการสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี กล่าวทิ้งท้ายว่า “เมื่อมีการประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับรุนแรงขั้นวิกฤต แม้แต่คนที่มีร่างกายแข็งแรงก็สามารถได้รับผลกระทบรุนแรงได้ ดังนั้น ผู้สูงอายุ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้พิการ และผู้ที่มีโรคประจำตัว จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ” พร้อมแนะนำให้ประชาชนดื่มน้ำบ่อยๆ แม้ว่าจะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม.

ที่มา Yonhap / CHOSUNBIZ

อังกฤษจับผู้ต้องสงสัยคดีสังหาร “แอนน์ วิดเดอคอมบ์” อดีตรัฐมนตรีหญิงวัย 78 ปี

อังกฤษจับผู้ต้องสงสัยคดีสังหาร "แอนน์ วิดเดอคอมบ์" อดีตรัฐมนตรีหญิงวัย 78 ปี

12 ก.ค. 2569 09:53 น.

อังกฤษจับผู้ต้องสงสัยคดีสังหาร “แอนน์ วิดเดอคอมบ์” อดีตรัฐมนตรีหญิงวัย 78 ปี

ตำรวจอังกฤษจับกุมตัวชายวัย 28 ปี ในเทศมณฑลเซาท์ยอร์กเชียร์ ต้องสงสัยพัวพันคดีฆาตกรรม “แอนน์ วิดเดอคอมบ์” อดีตรัฐมนตรีและโฆษกพรรครีฟอร์มยูเคที่บ้านพักในมณฑลเดวอน ตำรวจยืนยันยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายหรือแรงจูงใจทางการเมือง

ตำรวจเดวอนและคอร์นวอลล์ของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ได้จับกุมชายชาวอังกฤษผิวขาววัย 28 ปี ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในเซาท์ยอร์กเชียร์ ในข้อหาต้องสงสัยก่อเหตุสังหาร แอนน์ วิดเดอคอมบ์ (Ann Widdecombe) อดีตรัฐมนตรีหญิงของพรรคอนุรักษนิยม และโฆษกด้านการย้ายถิ่นฐานและกระบวนการยุติธรรมของพรรครีฟอร์มยูเค (Reform UK) โดยผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวไว้เพื่อสอบปากคำ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นห่างจากบ้านพักของวิดเดอคอมบ์ในหมู่บ้านเฮย์ทอร์ มณฑลเดวอน ราว 430 กิโลเมตร โดยตำรวจได้รับการสนับสนุนจากหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตำรวจเซาท์ยอร์กเชียร์ในการปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ ตำรวจเคยจับกุมชายวัย 26 ปี ในเมืองนิวตันแอบบอต ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 18 กิโลเมตร ในข้อหาต้องสงสัยคดีเดียวกัน แต่ภายหลังได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันเสาร์ หลังเจ้าหน้าที่ระบุว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสืบสวนอีกต่อไป

วิดเดอคอมบ์ วัย 78 ปี ถูกพบได้รับบาดเจ็บสาหัสภายในบ้านพักเมื่อเวลา 11.40 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น (9 ก.ค.) โดยตำรวจเชื่อว่าเธอถูกทำร้ายตั้งแต่เกือบ 24 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ก่อนที่ทีมผู้จัดการของเธอจะประกาศข่าวการเสียชีวิตในวันศุกร์

ตำรวจระบุว่า แม้ในช่วงแรกจะมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่หน่วยต่อต้านการก่อการร้าย แต่จากการสืบสวนจนถึงขณะนี้ ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือเป็นอาชญากรรมที่มีแรงจูงใจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยหรือภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อการสืบสวนที่ยังดำเนินอยู่

ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและกำลังตำรวจจำนวนมากประจำอยู่บริเวณบ้านพักของวิดเดอคอมบ์ ขณะที่ประชาชนและนักการเมืองหลายคนเดินทางไปวางดอกไม้ไว้อาลัย โดย ไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรครีฟอร์มยูเค กล่าวยกย่องว่า เธอเป็นบุคคลที่โดดเด่นและเป็นผู้ปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างแข็งขัน

ด้าน ปีเตอร์ ฮอร์รอลล์ คนขับรถส่วนตัวที่ร่วมงานกับวิดเดอคอมบ์มาอย่างยาวนาน กล่าวว่า เขาแทบไม่อยากเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ใจดี ตรงไปตรงมา และพร้อมตอบทุกคำถามอย่างจริงใจ

ขณะที่บรรดานักการเมืองจากหลายพรรค รวมถึงนายกรัฐมนตรี เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ และ เคมี บาเดนอค หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ต่างแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของวิดเดอคอมบ์ พร้อมยกย่องผลงานที่เธออุทิศให้กับการเมืองและสังคมอังกฤษตลอดหลายทศวรรษ

แอนน์ วิดเดอคอมบ์ เริ่มต้นเส้นทางการเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนุรักษนิยม เขตเมดสโตน ระหว่างปี 1987-2010 และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวงในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี จอห์น เมเจอร์ ก่อนรับตำแหน่งสำคัญในฝ่ายค้านหลังพรรคพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 1997

หลังอำลาสภาผู้แทนราษฎร เธอมีบทบาทในวงการโทรทัศน์จากการเข้าร่วมรายการ Strictly Come Dancing ของบีบีซี และรายการ Celebrity Big Brother ก่อนหวนคืนสู่การเมืองกับพรรคเบร็กซิต (Brexit Party) ในปี 2019 ในฐานะสมาชิกรัฐสภายุโรป และเข้าร่วมพรรครีฟอร์มยูเค ในปี 2023 โดยดำรงตำแหน่งโฆษกด้านการย้ายถิ่นฐานและกระบวนการยุติธรรมจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต.

ที่มา BBC

ชาวยูกันดา อดตายแล้ว 16 ศพ หลังภัยแล้งทำลายผลผลิต

ชาวยูกันดา อดตายแล้ว 16 ศพ หลังภัยแล้งทำลายผลผลิต

12 ก.ค. 2569 06:30 น.

ชาวยูกันดา อดตายแล้ว 16 ศพ หลังภัยแล้งทำลายผลผลิต

(ภาพจาก Badru KATUMBA / AFP)

ทางการยูกันดาเปิดเผยว่า มีประชาชนเสียชีวิตจากภาวะอดอยากในประเทศแล้วอย่างน้อย 16 ศพ หลังจากภัยแล้งที่ยาวนานทำลายผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านจนหมด

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569 รัฐบาลยูกันดาเปิดเผยว่า มีประชาชนอย่างน้อย 16 รายเสียชีวิตจากความหิวโหยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในภูมิภาคคาราโมจา (Karamoja) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เนื่องจากเผชิญกับภัยแล้งที่ยาวนาน

บรรดาเกษตรกรระบุว่า พวกเขาต้องสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรไปทั้งหมด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกน้อยมากหรือไม่มีฝนตกเลยนับตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลเพาะปลูก

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้นซ้ำซากในภูมิภาคนี้ มีสาเหตุมาจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝนที่น้อยเกินไป การตัดไม้ทำลายป่า การเลี้ยงสัตว์มากเกินไปจนทำลายทุ่งหญ้า และศัตรูพืช ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันทำให้ชุมชนต่าง ๆ ต้องตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่อความหิวโหยมากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี โรบินาห์ นับบันจา กล่าวว่า หลายพันครัวเรือนต้องตกอยู่ในสภาพไม่มีอาหารประทังชีวิต เนื่องจากช่วงเวลาที่แห้งแล้งได้ทำลายพืชผลจนหมดสิ้น โดยสำนักงานของเธอจะยื่นขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในวันจันทร์นี้ เพื่อจัดซื้อสิ่งของบรรเทาทุกข์เพิ่มเติมสำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ภาพพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่าง และถั่วเหลืองขนาดใหญ่ในภูมิภาคคาราโมจา ยืนต้นแห้งเหี่ยว ทำลายความหวังของชาวบ้านที่จะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างอุดมสมบูรณ์ลงอย่างสิ้นเชิง

ผู้เชี่ยวชาญต่างเรียกร้องให้มีการพยากรณ์อากาศที่ดีขึ้น รวมถึงการลงทุนในระบบชลประทานและพืชพันธุ์ที่ทนแล้ง

พื้นที่กึ่งแห้งแล้งทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูกันดา เคยประสบกับวิกฤตการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อน โดยรายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า ในปี 2565 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,200 ศพ จากการอดอยากและโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูกันดา

แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ เฮนรี โอเคลโล โอเรียม รัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้น เรียกผู้ที่เสียชีวิตจากความหิวโหยว่าเป็นพวก “โง่เง่า” อ้างว่ายูกันดามีสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยและมีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้นประชาชนจึงควรจะสามารถปลูกอาหารกินเองได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 44 ศพในบังกลาเทศ ประชาชนติดค้างนับล้าน

น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 44 ศพในบังกลาเทศ ประชาชนติดค้างนับล้าน

12 ก.ค. 2569 04:02 น.

น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 44 ศพในบังกลาเทศ ประชาชนติดค้างนับล้าน

บังกลาเทศกำลังเผชิญเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 44 ศพ และมีชาวบ้านติดค้างอีกกว่า 1 ล้านคน ขณะที่การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ก.ค. 2569 ว่า บังกลาเทศเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 44 ศพ มีประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนติดค้างอยู่ในพื้นที่ ซึ่งทีมช่วยเหลือกำลังเร่งส่งความช่วยเหลือไปยังชุมชนต่างๆ

กระทรวงการจัดการภัยพิบัติของบังกลาเทศเปิดเผยว่า น้ำท่วมใน 7 เขต ได้แก่ จิตตะกอง, ค็อกซ์สบาซาร์, บันดาร์บัน, รังกามาติ, คากราชารี, โมวิบาซาร์ และ ฮาบิกันจ์ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน หลายพันครอบครัวต้องถูกตัดขาด และมีชาวบ้านติดค้างอยู่ถึง 267,918 ครัวเรือน

ความพยายามในการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากในพื้นที่ประสบภัยเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ, ถนนชำรุดเสียหาย และระบบการสื่อสารถูกตัดขาด ในขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาหารได้หลายวันแล้ว เนื่องจากน้ำท่วมขังมิดบ้านเรือน

ชาวบ้านต้องพึ่งพาอาหารแห้ง เช่น ข้าวเม่า ข้าวพอง หรือบิสกิตที่ไม่จำเป็นต้องปรุงสุก ควบคู่ไปกับสิ่งของบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ กองทัพบกและกองทัพเรือของบังกลาเทศกำลังใช้เรือลำเลียงอาหาร, น้ำดื่ม, ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ ไปยังชุมชนต่าง ๆ ที่ถูกตัดขาด ในขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งยกระดับความพยายามในการบรรเทาทุกข์

“รัฐบาลกำลังทำทุกวิถีทางเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม สิ่งของบรรเทาทุกข์ น้ำดื่มที่ปลอดภัย และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ กำลังถูกแจกจ่ายออกไป และเราขอเรียกร้องให้ประชาชนที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังย้ายไปยังศูนย์พักพิงที่ใกล้ที่สุด” อิกบัล ฮอสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจัดการภัยพิบัติและการบรรเทาทุกข์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดดินถล่มทับโรงเรียนในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในค็อกซ์สบาซาร์ ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยเสียชีวิต 16 ศพ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็กด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

12 ก.ค. 2569 02:59 น.

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

สส.เดโมแครตจากสหรัฐฯ ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธ คุมตัวเอาไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ระหว่างเดินทางเยือนเขตเวสต์แบงก์ ก่อนที่เขากับผู้ช่วยจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อตำรวจเข้าแทรกแซง

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2569 นาย โร คันนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต วัย 49 ปี เปิดเผยว่า เขาถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่มีอาวุธครบมือ ควบคุมตัวเป็นเวลา 90 นาที ระหว่างที่เขาเดินทางเยือนเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครอง

นายคันนาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ก.ค.) เขาและทีมงานนั่งอยู่ในรถตู้ตอนที่ถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานซึ่งถือปืนไรเฟิล M4 เข้าล้อมไว้ ระหว่างการไปเยือนซากปรักหักพังของหมู่บ้านเคอร์เบ็ต ซานูตา (Khirbet Zanuta) ในภารกิจค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อดูผลกระทบจากการยึดครองพื้นที่ของอิสราเอล

“พวกเราอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลทำลาย พวกเขาทำลายโรงเรียน พวกเขาทำลายหมู่บ้านนั้น และพวกเราก็แค่กำลังเดินดูอยู่” นายคันนาระบุผ่าน X

ภาพตอนที่ รถของ โร คันนา สส.สหรัฐฯ กับทีมงาน ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธสกัดเอาไว้
ภาพตอนที่ รถของ โร คันนา สส.สหรัฐฯ กับทีมงาน ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธสกัดเอาไว้

“แล้วพวกอันธพาลเหล่านี้ก็เข้ามาพร้อมกับปืนกล — M4 ซึ่งเป็นปืนกลที่ผลิตในอเมริกา — และพวกเขาก็กักตัวเราไว้ พวกเขาปิดกั้นถนน จากนั้นพวกเขาก็โทรเรียก IDF (กองกำลังป้องกันอิสราเอล) และ IDF ก็อยู่ข้างพวกเขา ไม่ใช่ข้างคนอเมริกัน”

อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าดำเนินการหลังจากได้รับรายงานว่ามีกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานปิดกั้นยานพาหนะในพื้นที่ดังกล่าว “เมื่อเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ได้สลายกลุ่มพลเรือนอิสราเอลและอนุญาตให้ยานพาหนะเดินทางต่อไปได้”

ด้านผู้ช่วยที่ร่วมเดินทางไปกับนายคันนาเปิดเผยว่า ในระหว่างที่ถูกกักตัว พวกเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเยรูซาเลม และได้รับการปล่อยตัวหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งเข้ามาแทรกแซง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออก อิสราเอลสร้างนิคมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานราว 160 แห่ง เป็นที่อยู่อาศัยของชาวผู้มีเชื้อสายยิวราว 700,000 คน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนานาประเทศ เนื่องจากเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการร่วมกับฉนวนกาซาเพื่อตั้งเป็นรัฐในอนาคต

นอกจากนั้น การสร้างนิคมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศด้วย แต่อิสราเอลเพิกเฉยมาตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนอ่วม ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งรอบ 2 อพยพแล้วกว่า 2 ล้านคน

จีนอ่วม ไต้ฝุ่น "บาหวี่" ขึ้นฝั่งรอบ 2 อพยพแล้วกว่า 2 ล้านคน

12 ก.ค. 2569 01:49 น.

จีนอ่วม ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งรอบ 2 อพยพแล้วกว่า 2 ล้านคน

ไต้ฝุ่น “บาหวี่” พัดขึ้นฝั่งประเทศจีนแล้ว ซึ่งนับเป็นการพัดขึ้นฝั่งครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน ส่งผลให้ต้องมีการอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคนออกจากพื้นที่ที่อยู่ในเส้นทางเคลื่อนตัวของพายุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไต้ฝุ่น “บาหวี่” (Bavi) ซึ่งมีความกว้างถึง 1,000 กิโลเมตร ณ จุดที่กว้างที่สุด หรือเทียบเท่ากับความกว้างของประเทศฝรั่งเศส ได้พัดขึ้นฝั่งครั้งแรกที่เมืองชายฝั่งไท่โจวเมื่อค่ำวันเสาร์ (11 ก.ค. 2569) ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งเป็นครั้งที่สองที่เมืองเวินโจวในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน

หลังจากพัดถล่มเกาะห่างไกลหลายแห่งของญี่ปุ่น พายุบาหวี่ก็ได้นำพาฝนตกหนักมายังไต้หวันขณะเคลื่อนตัวเฉียดผ่านปลายเกาะทางตอนเหนือ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ดินถล่มที่เกิดจากอิทธิพลของพายุลูกนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 17 รายในฟิลิปปินส์

แม้ บาหวี่ จะมีระดับความรุนแรงลดลงเหลือระดับ 1 แล้ว แต่ยังคงมีความเสี่ยงเนื่องจากมีปริมาณความชื้นมหาศาลอยู่ภายในกลุ่มแถบเมฆและฝน

หน่วยงานสภาพอากาศของจีนคาดการณ์ว่า ไต้ฝุ่นลูกนี้จะนำพา “ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์” มาสู่ทางตะวันออกของมณฑลเจ้อเจียงและทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลฝูเจี้ยน พร้อมเสริมว่าการอพยพผู้คนนั้น “ทำไปเพื่อป้องกันสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้”

ขณะที่สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า มีประชาชนมากกว่า 1.7 ล้านคนถูกอพยพในมณฑลเจ้อเจียง และอีกหลายพันคนในมณฑลใกล้เคียง โดย โรงเรียน สถานที่ทำงาน และกิจกรรมกลางแจ้งในมณฑลเจ้อเจียงได้ถูกสั่งระงับชั่วคราว ขณะที่เที่ยวบินกว่า 400 เที่ยวและบริการรถไฟอีกหลายสิบเที่ยวถูกยกเลิก

ทั้งนี้ ไต้ฝุ่นบาหวี่เริ่มก่อตัวในฐานะซูเปอร์ไต้ฝุ่น โดยพัดถล่มเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ด้วยความเร็วลมสูงถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ต่อมาพายุลูกนี้เคลื่อนตัวผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกและอ่อนกำลังลงเหลือความเร็วลม 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยระหว่างทางมันได้พัดถล่มหมู่เกาะซากิชิมะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะริวกิวของญี่ปุ่นที่อยู่ระหว่างเกาะหลักของประเทศกับไต้หวัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย และประชาชนอีกหลายพันคนไม่มีไฟฟ้าใช้

ตัวเกาะไต้หวันเองแม้ไม่ได้ถูกพัดถล่มโดยตรง แต่ประชาชนหลายพันคนจำเป็นต้องอพยพออกจากบ้านเรือน และมีความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มหลังจากมีฝนตกหนัก อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

อนึ่ง จีนเพิ่งเผชิญอิทธิพลของไต้ฝุ่น “ไมสัก” (Maysak) ซึ่งเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณเขตปกครองตนเองหลิงสุ่ย มณฑลไหหลำ (ไหหนาน) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา และขึ้นฝั่งรอบที่สองในมณฑลกว่างซีทางตอนใต้ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก คลื่นลมแรง และน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ของจีน ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

11 ก.ค. 2569 23:53 น.

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

เรือสปีดโบ๊ทล่มระหว่างให้บริการนักท่องเที่ยวที่เกาะแห่งหนึ่งของเวียดนาม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ซึ่งเป็นผู้โดยสารส่วนใหญ่ของเรือลำนี้

สื่อท้องถิ่นของเวียดนาม รายงานในวันที่ 11 ก.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุเรือสปีดโบ๊ทที่บรรทุกนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเกิดล่มใกล้กับเกาะแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเวียดนาม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ ส่วนคนอื่นๆ ได้รับความช่วยเหลืออย่างปลอดภัยแล้ว

รายงานระบุว่า มีชาวอินเดีย 32 คน และลูกเรืออีก 4 คนอยู่บนเรือลำดังกล่าว ซึ่งเกิดพลิกคว่ำห่างจากเกาะ “ฮอน เมย์ รุต งอย” (Hon May Rut Ngoai) ประมาณ 400 เมตร ท่ามกลางสภาพทะเลที่มีคลื่นลมแรงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

สำนักข่าว VnExpress ของเวียดนามรายงานว่า เรือท่องเที่ยวหลายลำในบริเวณใกล้เคียงได้รีบเข้าไปช่วยเหลือทันที และพบว่ามีผู้โดยสารจำนวนมากติดอยู่ภายในตัวเรือ ขณะที่บางรายงานระบุว่าเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นพลเมืองชาวอินเดีย ส่วนผู้รอดชีวิตได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้ 21 คน

เกาะ ฮอน เมย์ รุต งอย เป็นเกาะขนาดเล็กในหมู่เกาะอันทอย (An Thoi) ทางตะวันออกสุดของอ่าวไทย อยู่ห่างจากเกาะฟูโกว๊ก (Phu Quoc) ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ไปทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาท่องเที่ยวแบบทัวร์ล่องเรือเที่ยวชมเกาะต่างๆ

เหงียน เทียน ไฮ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคอมมิวนิสต์ในพื้นที่เผยว่า เรือสปีดโบ๊ทลำดังกล่าวอาจล่มเนื่องจากลมกระโชกแรงและคลื่นสูง โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังคงทำงานเพื่อยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิตที่แน่ชัด

“สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการกู้ภัย การนำผู้ประสบภัยทั้งหมดขึ้นฝั่ง และทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปที่การปฐมพยาบาลฉุกเฉินให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่” นายไฮกล่าว

ทางด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย กล่าวว่าเขารู้สึกสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบข่าวร้าย เกี่ยวกับอุบัติเหตุเรือล่มในเวียดนามที่มีพลเมืองชาวอินเดียรวมอยู่ด้วย

“ผมขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และขอส่งแรงใจให้ผู้รอดชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บหายดีในเร็ววัน” นายโมดีโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำเวียดนามบรรยายเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ความสูญเสียครั้งใหญ่” พร้อมทั้งเผยแพร่รายชื่อทั้งหมดของพลเมืองชาวอินเดียทั้ง 32 คนที่อยู่บนเรือลำที่ล่ม และจัดตั้งสายด่วนโทรศัพท์เพื่อให้ข้อมูลและความช่วยเหลือแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น จะล้างแค้นสหรัฐฯ – อิสราเอล ฐานร่วมกันสังหารบิดา

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น จะล้างแค้นสหรัฐฯ - อิสราเอล ฐานร่วมกันสังหารบิดา

11 ก.ค. 2569 23:09 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น จะล้างแค้นสหรัฐฯ – อิสราเอล ฐานร่วมกันสังหารบิดา

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศกร้าวว่า จะล้างแค้นสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่ร่วมกันสังหารบิดาของเขา โดยมีการจัดทำรายชื่อบุคคลที่จะตกเป็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569 ทางการอิหร่านเผยแพร่แถลงการณ์ของ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน โดยเขาให้คำมั่นว่าจะล้างแค้นสหรัฐฯ กับอิสราเอลที่ร่วมกันสังหาร อาลี คาเมเนอี บิดาของเขา และผู้นำสูงสุดคนก่อน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่า จะทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก หากมีความพยายามลอบสังหารตัวเขา

ทั้งสองฝ่ายต่างยกระดับการใช้วาทกรรมอย่างดุเดือด หลังจากการยิงอาวุธตอบโต้กันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สั่นคลอนข้อตกลงชั่วคราวที่มีเป้าหมายเพื่อยุติสงคราม ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ กับอิสราเอลร่วมมือกันโจมตีอิหร่าน สังหาร อาลี คาเมเนอี กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน

ทรัมป์ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงของพวกเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว ในขณะที่บรรดาประเทศตัวกลางพยายามที่จะกอบกู้กระบวนการทางการทูต โดยสื่อของอิหร่านรายงานว่าคณะผู้แทนจากกาตาร์ได้เดินทางไปยังอิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในวันเสาร์ทางการอิหร่านเผยแพร่แถลงการณ์ฉบับแรกของ โมจตาบา คาเมเนอี ที่ออกหลังเสร็จสิ้นพิธีศพบิดาของเขาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 ก.ค.) โดยระบุว่า “การแก้แค้นคือเจตจำนงของคนในชาติเรา และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

“เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของตัวผม หรือของเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ไม่ว่าพวกเราจะอยู่หรือไม่ สิ่งนี้ก็จะต้องเกิดขึ้น” คาเมเนอีผู้ลูกระบุในแถลงการณ์ และเสริมว่า อิหร่านได้จัดทำรายชื่อบุคคลที่จะตกเป็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว

ก่อนที่อิหร่านจะเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า ความพยายามใด ๆ ที่จะลอบสังหารเขา จะทำให้สหรัฐฯ “ทำลายล้างอิหร่านให้สิ้นซาก”

“ขีปนาวุธ 1,000 ลูกถูกล็อกเป้าและเตรียมพร้อมยิงไปยังสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านแล้ว และจะมีอีกหลายพันลูกตามไปในทันที หากรัฐบาลอิหร่านลงมือตามคำขู่ที่ประกาศไว้ในหลายมุมโลก ว่าจะลอบสังหาร หรือพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ผม!”

“คำสั่งถูกส่งออกไปเรียบร้อยแล้ว และกองทัพสหรัฐฯ ก็พร้อม มีความมุ่งมั่น และมีความสามารถ ในกรอบเวลา 1 ปี และอาจขยายเวลาออกไป เพื่อที่จะทำลายล้างและทำลายทุกพื้นที่ของอิหร่านให้สิ้นซาก”

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า การเจรจากับอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไป แต่เขาได้โจมตีการเจรจาเหล่านั้นว่าเป็น “เรื่องเสียเวลา”

ขณะเดียวกัน อับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยืนกรานว่ารัฐบาลเตหะรานได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนของตนแล้ว หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อเดือนก่อน

ทั้งนี้ คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านได้จัดการเจรจาโดยตรงร่วมกันหนึ่งรอบในสวิตเซอร์แลนด์ นับตั้งแต่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ รวมถึงมีการเจรจาทางอ้อมในกาตาร์ ทว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณของความคืบหน้าทางการทูตแต่อย่างใด และการปะทะกันครั้งล่าสุดยิ่งทำให้ความหวังเลือนลางลงไปอีก

อุปสรรคสำคัญในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายคืออนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านได้สั่งปิดไม่ให้เรือพาณิชย์ผ่านในช่วงสงคราม เพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

อิหร่านยืนกรานที่จะควบคุมการสัญจรของเรือและได้ประกาศแผนการที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยระบุว่าจะไม่มีการกลับไปสู่การเดินเรืออย่างเสรีเหมือนยุคก่อนสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลวอชิงตันปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐต่าง ๆ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna