ปิดตำนาน ซัดดัมอีสาน สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ สิริอายุ 68 ปี

ปิดตำนาน ซัดดัมอีสาน สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ สิริอายุ 68 ปี

ปิดตำนาน ซัดดัมอีสาน สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ สิริอายุ 68 ปี

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.07 น.

27 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “แจ้งข่าวชาวสารคาม” โพสต์ข้อความระบุว่า “สิ้นแล้วปิดตำนาน ซัดดัมอีสาน “สุชาติ ศรีสังข์”อดีต สส. มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ”

จากนั้นเพจเฟซบุ๊ก “แจ้งข่าวชาวสารคาม” โพสต์อีกว่า “ญาติแจ้งข่าวเศร้า #สุชาติ_ศรีสังข์ #ซัดดัมอีสาน อดีต สส.มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ อายุ 68 ปี ในนามของครอบครัวศรีสังข์ ขอแจ้งข่าวการจากไปของคุณพ่อ ท่านสุชาติ ศรีสังข์ อดีตส.ส. มหาสารคาม ซึ่งท่านได้จากพวกเราไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11:37น. ค่ะ ตลอดชีวิตของพ่อ พ่อทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด วันนี้พ่อได้พักแล้ว ขอให้ดวงวิญญาณของพ่อไปสู่สุคติในภพภูมิที่ดีนะคะ กราบขอกำลังใจ และร่วมส่งคุณพ่อด้วยกันค่ะ

สุชาติ ศรีสังข์ หรือเจ้าของฉายา “ซัดดัมอีสาน” ถือเป็นหนึ่งในสีสันและตำนานหน้าหนึ่งของการเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 2530 – 2540 เขาเป็น สส.ที่มีบุคลิกโดดเด่นและสไตล์การเมืองที่ดุดัน

สุชาติ ศรีสังข์ เป็นชาว จ.มหาสารคาม โดยกำเนิด เริ่มต้นเส้นทางจากการเป็นนักกฎหมายและทนายความ ก่อนจะตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองที่มีฐานเสียงหนาแน่นในพื้นที่ และมีวาทศิลป์ที่เข้าถึงใจชาวบ้าน เป็น สส.มหาสารคาม หลายสมัย เคยสังกัดหลายพรรคการเมืองตามบริบทการเมืองยุคนั้น เช่น พรรคความหวังใหม่ (ยุค พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) และพรรคไทยรักไทย

ที่มาของฉายา “ซัดดัมอีสาน” ฉายานี้ไม่ได้มาเพราะความโหดร้าย แต่มาจาก “รูปลักษณ์และบุคลิก” ที่คล้ายคลึงกับ ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำอิรักในสมัยนั้น โดยเขามักไว้หนวดทรงหนาที่ดูคล้ายผู้นำอิรัก บ่อยครั้งมักปรากฏตัวในชุดซาฟารี หรือชุดกึ่งทหารที่ดูทะมัดทะแมง ส่วนการอภิปรายในสภา มีความดุดัน ตรงไปตรงมา และไม่เกรงกลัวใคร ทำให้สื่อมวลชนและเพื่อน สส.ขนานนามเขาว่า “ซัดดัมอีสาน” ซึ่งเจ้าตัวก็ดูจะน้อมรับฉายานี้ด้วยความเต็มใจ

‘กกต.’แจงยิบปมดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ยันไม่ได้ฟ้องปชช.-คุกคามสื่อ

'กกต.'แจงยิบปมดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ยันไม่ได้ฟ้องปชช.-คุกคามสื่อ

‘กกต.’แจงยิบปมดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ยันไม่ได้ฟ้องปชช.-คุกคามสื่อ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.06 น.

‘กกต.’ยันไม่ได้ฟ้องประชาชน ไม่ได้คุกคามสื่อ แจงที่ต้องดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง เหตุแบ่งงานกันทำเป็นขบวนการ ไม่ใช่ในฐานะประชาชนทั่วไป มุ่งเซาะกร่อนบ่อนทำลายอำนาจและการทำหน้าที่จัดเลือกตั้งของ กกต.ให้ขาดความน่าเชื่อถือโดยวิธีที่ไม่สุจริตจึงไม่อาจละเว้นได้ ซ้ำยังปั่นกระแสในโซเชียล ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีมีการนำเสนอข่าวว่า การที่ กกต.แจ้งความกองบังคับการปราบปราม เป็นการฟ้องประชาชนถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หรือ กกต. คุกคามสื่อนั้นไม่เป็นความจริง

สำหรับบุคคลหรือสื่อมวลชนที่ดำเนินการตั้งกล้องวีดิโอหรือถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ดำเนินการขานคะแนนหรือนับคะแนน พร้อมทั้งแสดงภาพบัตรเลือกตั้งที่วินิจฉัยแล้วให้ประชา ชนทราบสามารถกระทำได้ หรือการถ่ายวีดีโอหรือถ่ายภาพบรรยากาศของประชา ชนมาใช้สิทธิลงคะแนนสามารถกระทำได้และไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่ต้องไม่กระทบ (1) สิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (2) ไม่กระทบหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน. (3) กกต.มีหน้าที่ในการดูแลกระบวนการและผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบการเลือกตั้งได้ทุกขั้นตอน ดังที่ปรากฏในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือการลงคะแนนใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 แต่หากการตรวจสอบ(การใช้สิทธิเสรีภาพ )ไปละเมิด (3 ข้อข้างต้น) กกต.ก็ต้องดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ ไม่อาจละเว้นได้

“เป็นการดำเนินการแจ้งความกับบุคคลที่ร่วม และแบ่งงานกันทำเป็นขบวนการ กกต. ไม่ได้ดำเนินการกับผู้ประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง และดำเนินการแจ้งความไปตามข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยว ข้อง และในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 มีสื่อมวลชนและประชาชน กว่า 100 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ จะเห็นได้ว่า กกต. ไม่ได้ดำเนินการร้องทุกข์แต่อย่างใด และได้ตระหนักถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง และการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ “

โดย กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหา กลุ่มบุคคลที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ดังนี้ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏว่ามีการกระทำของกลุ่มบุคคล / หรือความผิดเฉพาะบุคคลที่ตั้งกล้องวีดิโอตั้งแต่เช้า ถ่ายภาพประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งการลงคะแนน และต่อเนื่องไปจนถึงการนับคะแนน และมีการกระทำซึ่งหน้าบริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งที่มีกลุ่มบุคคลพยายามถอดรหัสให้ได้ว่าบัตรลงคะแนนที่ถ่ายภาพและบันทึกภาพไว้เป็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งการลงคะแนนตามกฎหมายต้องเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

“แต่กลุ่มบุคคลนี้ มีความพยายามที่จะเปิดเผย หรืออาจถูกเปิดเผยที่จะดำเนินการ โดยอ้างว่ามาทำการพิสูจน์อะไรบางอย่าง เพราะข้อมูลการลงคะแนนในครั้งนี้จะต้องนำผลการลงคะแนนไปใช้จริง เป็นการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ รวมถึงภารกิจของ กกต.ที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ขาดความน่าเชื่อถือ ด้วยวิธีการที่มิอาจถือว่าเป็นการดำเนินการโดยสุจริตได้”

ซึ่งหากเป็นกรณีการเลือกตั้งจำลอง ที่ผลคะแนนไม่ได้นำมาใช้ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การกระทำที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภา พันธ์ 2569 กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหากลุ่มบุคคล ดังนี้ 1. ขัดขวางการดำเนินงานของ กกต. เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางรายไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากทราบว่าจะมีการติดตั้งกล้องเพื่อสังเกต การณ์ในเรื่องนี้ และบางคนที่มาใช้สิทธิ เลือกตั้งพอมาถึงหน้าหน่วยเลือกตั้งเห็นกล้องในลักษณะถ่ายวิดิโอตั้งอยู่ จึงตัดสินใจไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีการนำเสนอข่าวว่าจะนำภาพของประชาชนที่ถ่ายไว้ไปเข้าขบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อสามารถระบุตัวตนจากภาพถ่ายได้ โดยมีเป้าหมายคือ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าว

2.การกระทำที่จะอ่านบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกใครเป็นการกระทำที่ทุจริตตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และเป็นความปรากฏ กกต. จึงมีอำนาจและหน้าที่ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

3. การอ้างว่า กกต.เอาผิดหรือฟ้องประชาชนไม่เป็นความจริง ในอดีต กกต.ไม่เคยดำเนินคดีกับบุคคลใดๆ ปัจจุบันมีการดำเนินคดีเป็นรายแรก ที่จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากเป็นการกระทำของบุคคลกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีเจตนาไม่สุจริต ไม่ใช่การดำเนินการในฐานะประชาชนทั่วไป

4. กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต. ยื่นแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ มีหลักฐานการนำเสนอข้อมูลร่วมกัน มีรูปถ่าย และมีหลักฐานอื่นๆชี้ให้เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

5.กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต.ยื่นแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีการนัดหมายกับกลุ่มขบวนการที่จะเปิดเผยสิ่งที่ได้ทำในเวทีสาธารณะ แต่ไม่ได้ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุนั้น พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนร่วมในขบวนการเช่นกัน

6.มีการลงในสื่อ Social Media โดยตลอด ทั้งจากบุคคลในกลุ่มขบวนการ ที่ประมวลเรื่องต่างๆเกี่ยวกับบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ แต่ใช้วิธีการไม่สุจริต และมีขบวนการปั่นกระแสในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศได้

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังยืนยันว่า การจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 85 อย่างเคร่งครัด การออกเสียงต้องโดยตรงและลับ กำกับทุกขั้นตอนให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยุติธรรมต่อทุกฝ่ายโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีสองมาตรฐาน เพราะทุกคะแนนเสียง มีความหมาย และต้องได้รับการเคารพอย่างแท้จริง โดย กกต.ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กกต.จะรักษาความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อคะแนนเสียงของประชาชน เพื่อพิทักษ์เจตนารมย์ของประชาธิปไตยไว้อย่างดีที่สุด
 

เสริมสิริมงคล นายกฯ-ภริยา ใส่ม่อฮ่อม ห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ

เสริมสิริมงคล นายกฯ-ภริยา ใส่ม่อฮ่อม ห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ

เสริมสิริมงคล นายกฯ-ภริยา ใส่ม่อฮ่อม ห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.33 น.

27 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 16.15 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางมาถึงที่ท่าอากาศยานแพร่ โดยมี นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ และหัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ

ต่อมาเวลา 17.32 น. นายกฯ , น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ เดินทางมาถึงวัดพระธาตุช่อแฮ โดยรถ Toyota Alphard ทะเบียน 3 ขล 2499 กรุงเทพมหานคร โดยสวมเสื้อม่อฮ่อมพื้นเมือง โดยมีประชาชนสวมชุดพื้นเมือง “ผ้าม่อฮ่อม” และม่อฮ่อมร่วมสมัย ที่ผสมผสานกับผ้าทอ ผ้าปัก มีความทันสมัย สวยงาม และคงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และมี น.ส.ชนกนันท์ ศุภศิริ สส.แพร่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย , นายชนาธิป ศุภศิริ สส.แพร่ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย รวมถึง นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือ “แม่เลี้ยงติ๊ก” ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีต สส.แพร่ หลายสมัย รอต้อนรับ

โดยทันทีที่เดินทางมาถึง ได้ทักทายประชาชน ตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน โบกมือทักทายพี่น้องประชาชนที่มารอต้อนรับตลอดเส้นทางก่อนขึ้นพระธาตุ พร้อมถ่ายรูปกับประชาชน และนางรำ “ฟ้อนไหว้สา ปูฉาพระธาตุช่อแฮ” โดยสมาคมผู้นำสตรีพัฒนาชุมชนจังหวัดแพร่

จากนั้น นายกฯ พร้อมคณะ ได้ขึ้นรถรางมายังวัดพระธาตุช่อแฮ นายกฯ ได้ร่วมสมทบทุนกับสมเณร คณะครุศาสตร์ เพื่อพัฒนาโรงเรียนชนบท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่

ต่อมาได้ร่วมอัญเชิญผ้าห่มพระธาตุ เดินขึ้นบันไดเสือ เพื่อประกอบพิธีห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ่ โดยก่อนเริ่มพิธีได้กราบสักการะพระเจ้าช่อแฮ และนมัสการ “พระโกศัยเจติยารักษ์” เจ้าอาวาสวัดพระธาตุช่อแฮ เป็นสิริมงคล และลงนามในสมุดเยี่ยม โดยในช่วงหนึ่งเจ้าอาวาสได้สนทนากับ น.ส.ธนนนท์ ว่า เกิดปีขาลใช่หรือไม่ ซึ่งภริยานายกฯ ได้ตอบรับ และท่านเจ้าอาวาส กล่าวว่า พระพระธาตุช่อแฮ เป็นพระธาตุประจำของคนเกิดปีขาล ก่อนเริ่มพิธี โดยระหว่างประกอบพิธีสงฆ์ห่มผ้าพระธาตุ อนุญาตเฉพาะบุรุษเข้าไปทำพิธีด้านในพระธาตุเท่านั้น และนายกฯ ได้ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมพระสงฆ์ 22 รูป เป็นอันจบพิธี โดยเจ้าอาวาสได้มอบพระพุทธรูป และพระเครื่อง “พระเจ้าช่อแฮ” ให้กับนายกฯ และ น.ส.ธนนท์ และนายกฯ ได้มอบต้น “ยมหิน” ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำ จ.แพร่ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจบพิธีห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ วัดพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่ นายกฯ พร้อมคณะ เดินทางต่อไปที่คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ จัดแสดงประวัติศาสตร์และของใช้เจ้านายฝ่ายเหนือ เป็นการส่วนตัว โดยสักการะอนุสาวรีย์เจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย เป็นสิริมงคล และเยี่ยมชมภายในพิพิธภัณฑ์ ก่อนเดินทางกลับ กทม.

– 006

ทบ.เผยเขมรลักลอบวางทุ่นระเบิด อาจพบอีกหลายจุด ยังไม่พบรายงานอาวุธ PHL-03

ทบ.เผยเขมรลักลอบวางทุ่นระเบิด อาจพบอีกหลายจุด ยังไม่พบรายงานอาวุธ PHL-03

ทบ.เผยเขมรลักลอบวางทุ่นระเบิด อาจพบอีกหลายจุด ยังไม่พบรายงานอาวุธ PHL-03

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.08 น.

ทบ.เผยกัมพูชาลักลอบวางทุ่นระเบิด อาจพบอีกหลายจุด เพราะรู้ว่าพื้นที่ที่เคยลักลอบเข้ามาอยู่เป็นอธิปไตยไทย ย้ำหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง ขณะอาวุธ PHL-03 ยังไม่พบรายงาน และหากใช้จริงจะส่งผลเสียต่อกัมพูชาเอง

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 กรณีที่มีกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ขณะปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานบริเวณพื้นที่ช่องระยี อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในการควบคุมและเป็นอธิปไตยของประเทศไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลสังกัดกองร้อยทหารราบที่ 233 จำนวน 1 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยขาข้างขวาขาด และมีบาดแผลบริเวณร่างกาย ภายหลังเกิดเหตุ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์โดยเร่งด่วน ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กองทัพบกได้กำชับให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดูแลด้านการรักษาพยาบาลและสิทธิประโยชน์ของกำลังพลอย่างเต็มที่

จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่าพื้นที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นดินที่ปกคลุมด้วยเศษไม้ ใบไม้ และวัสดุธรรมชาติสะสมเป็นเวลานาน ประกอบกับทุ่นระเบิดอาจฝังตัวอยู่ในชั้นดินลึกและยากต่อการตรวจพบ อีกทั้งก่อนเกิดเหตุมีฝนตกในพื้นที่ซึ่งส่งผลต่อสภาพดิน โดยขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอย่างละเอียด

โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า จากข้อมูลและบริบทในพื้นที่ คาดว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวอาจถูกวางไว้ก่อนที่ทหารกัมพูชาจะถอยร่นออกจากพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อทหารไทย เนื่องจากทราบดีอยู่แล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายกัมพูชาเคยลักลอบเข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ยังมีการประเมินว่าอาจมีทุ่นระเบิดที่ทหารกัมพูชาลักลอบวางไว้ในหลายจุด แม้ฝ่ายไทยจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้อย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม  เนื่องจากยอมรับว่าทุ่นระเบิดที่กัมพูชาได้วางไว้ยังมีอยู่เยอะมากในพื้นที่ๆ ฝ่ายกัมพูชาได้เคยวางกำลังอยู่ก่อน  และมาในปัจจุบันฝ่ายเราได้เข้าไปควบคุมพื้นที่เหล่านั้นอยู่

ซึ่งนับเป็นความท้าทายต่อการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่  ซึ่งผู้บังคับบัญชามีความห่วงใยเป็นอย่างมาก ได้กำชับหน่วยให้เพิ่มความ ระมัดระวัง  เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบ ดำเนินการเก็บกู้ เพื่อพยายามทำพื้นที่ให้ปลอดภัยให้ได้มากที่สุด 

สำหรับกระแสข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวอาวุธ PHL-03 จากฝั่งกัมพูชาที่มีประชาชนบางส่วนกังวลนั้น โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ในขณะนี้จากข้อมูลทางด้านการข่าวฝ่ายกองทัพ ยังไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวในเรื่องอาวุธดังกล่าว โดยเฉพาะในระดับที่จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน  

ซึ่งกองทัพยังคงเฝ้าระวังและติดตามโดยไม่ประมาท แต่ทั้งนี้อาวุธประเภทดังกล่าวเป็นอาวุธที่มีระยะยิงไกล เกินขอบเขตบริเวณพื้นที่แนวชายแดน เกินระดับความเหมาะสมของสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจากที่ผ่านมายังไม่ปรากฏกัมพูชา มีความพยายามที่จะนำมาใช้ เพราะหากมีการพิจารณานำมาใช้จริงจะทำให้ฝ่ายไทยมีความชอบธรรมเพิ่มขึ้นในการตอบโต้กลับด้วยความแม่นยำต่อเป้าหมายสำคัญๆ ในทางลึกมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงกว้างขวางกับประเทศกัมพูชาได้ ทำให้ที่ผ่านการใช้อาวุธในปฏิบัติการทางทหารจึงระมัดระวังให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมตามความจำเป็น

“กองทัพมีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ทั้งกำลังทางบกและกำลังทางอากาศในการป้องกันประเทศในทุกมิติ โดยไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงและเคารพในกติกาที่ได้ตกลงร่วมกัน ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน” โฆษกกองทัพบก กล่าว

อุดมการณ์สีส้มดับแสง! อัษฎางค์ ชี้ 5 ปัจจัยทำพรรคประชาชนแพ้ระนาว

อุดมการณ์สีส้มดับแสง! อัษฎางค์ ชี้ 5 ปัจจัยทำพรรคประชาชนแพ้ระนาว

อุดมการณ์สีส้มดับแสง! อัษฎางค์ ชี้ 5 ปัจจัยทำพรรคประชาชนแพ้ระนาว

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.05 น.

27 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Orange Eclipsed: เมื่ออุดมการณ์สีส้มดับแสง

ปรากฏการณ์ “Orange Eclipsed” หรือการดับแสงของค่ายสีส้มในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของ “วิกฤตศรัทธา” ที่ประชาชนมีต่อความย้อนแย้งในจุดยืนของบรรดาปัญญาชนและแกนนำทางความคิดของฝ่ายสีส้มเอง

1) โลกที่เสียงก้องสะท้อนแต่พวกเดียวกัน

พรรคส้มพ่ายแพ้การเลือกตั้งเพราะติดกับดัก “อยู่ในโลกที่เสียงก้องสะท้อนแต่พวกเดียวกันในโลกออนไลน์“ ทำให้ประเมินกระแสสังคมผิดพลาด ในขณะที่ค่ายสีน้ำเงินเจาะลึกไปที่ “ปากท้อง” และ “ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น” ซึ่งตอบโจทย์ชาวบ้านรากหญ้าที่ต้องการความอยู่รอดมากกว่าการปฏิรูปโครงสร้าง

2) ประชาธิปไตยสีส้ม

สำหรับพวกเขาแล้ว “ประชาธิปไตย” ไม่ใช่กติกา แต่เป็นเพียงเครื่องมือ หากกติกาไหนทำให้พวกตัวเองชนะ นั่นคือประชาธิปไตย หากกติกาไหนทำให้แพ้ นั่นคือเผด็จการ ประชาชนที่เฝ้าดูอยู่ไม่ได้โง่ และนี่คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้คะแนนเสียงสวิงกลับไปยังขั้วอนุรักษ์นิยมใหม่

3) บริบทความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แสงสีส้มดับลง

บริบทปี 2026 คือปีแห่งความตึงเครียด สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการปะทะกันด้วยกำลังทหารจริง ได้ทำลายความน่าเชื่อถือของนโยบายความมั่นคงแบบ “โลกสีส้ม” ของพรรคประชาชนจนหมดสิ้น

ในภาวะสงครามหรือวิกฤตความมั่นคง ประชาชนมักโหยหา ผู้นำที่ดูเข้มแข็ง พึ่งพาได้ และมีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพ ซึ่งคุณอนุทินตอบโจทย์นี้ได้มากกว่า

ในขณะที่ นโยบายปฏิรูปกองทัพ หรือการตัดงบประมาณความมั่นคง ของพรรคประชาชน กลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงในสายตาประชาชนเมื่อประเทศกำลังมีภัยสงคราม ทำให้ถูกมองว่า “โลกในอุดมคติ” หรือ “บ่อนทำลายความมั่นคง” ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน

4) การผลัดใบที่ “ไม่สุกงอม”

การยุบพรรคก้าวไกลและกำเนิดใหม่เป็นพรรคประชาชน ทำให้สูญเสียบุคลากรเกรด A (ขุนพลแถวหน้า) ไปจากกระดานการเมือง แกนนำรุ่นที่ 3 (พรรคประชาชน) ขาดบารมี และความแหลมคมเมื่อเทียบกับรุ่นธนาธร หรือ พิธา การขาดแม่ทัพที่ดึงดูดใจ ประกอบกับความเหนื่อยล้าของผู้สนับสนุนที่ต้องสู้คดีซ้ำซาก ทำให้แรงเหวี่ยงทางการเมืองแผ่วลงจนถูกพรรคภูมิใจไทยที่สะสมทรัพยากรมาเต็มที่ “Bypass” หรือแซงหน้าไปได้

5) กับดัก “ความสุดโต่ง“

การเน้นประเด็นที่เปราะบางและท้าทายสถาบันหลักมากเกินไป ทำให้เสียแนวร่วมสายกลาง ที่ต้องการเพียงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การที่พรรคไม่สามารถประนีประนอมทางการเมืองได้ ทำให้พวกเขาโดดเดี่ยวและไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้จริง เปิดโอกาสให้พรรคแนว “ประนีประนอมปนผลประโยชน์” อย่างภูมิใจไทย เข้ายึดพื้นที่ตรงกลางไปครอง

บทสรุป

คำว่า “Orange Eclipsed” ไม่ใช่แค่การแพ้เลือกตั้ง แต่คือการ “แพ้ทางยุทธศาสตร์” ต่อค่ายสีน้ำเงิน และพ่ายแพ้ต่อบริบทความมั่นคง (สงคราม) ที่ทำให้อุดมการณ์เสรีนิยมกลายเป็นเรื่องรองรองจากความอยู่รอดของชาติ

กกต.สรุปยอดประชามติ ใช้สิทธิ 36 ล้านคน เห็นชอบ 21 ล้าน-ไม่เห็นชอบ 11 ล้าน

กกต.สรุปยอดประชามติ ใช้สิทธิ 36 ล้านคน เห็นชอบ 21 ล้าน-ไม่เห็นชอบ 11 ล้าน

กกต.สรุปยอดประชามติ ใช้สิทธิ 36 ล้านคน เห็นชอบ 21 ล้าน-ไม่เห็นชอบ 11 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.40 น.

กกต.เปิดยอดออกเสียงประชามติ 36 ล้านคน เห็นชอบ 21 ล้านคน ไม่เห็นชอบ 11 ล้านคน เผยจำนวนบัตรไม่ตรงกับผู้มีสิทธิ เหตุผู้ออกเสียงแสดงตน แต่ไม่ออกเสียง ขณะที่นอกราชฯส่งซองเปล่า ไม่มีบัตรกลับมา

27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกเอกสารข่าวเผยแพร่ สรุปตัวเลขผู้มาออกเสียงประชามติ ประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรม นูญฉบับใหม่หรือไม่” เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 52,933,610 คน ปรากฏว่ามาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 36,870,302 คน หรือร้อยละ 69.65 แบ่งเป็น ผู้ออกเสียงเห็นชอบ เห็นชอบ 21,622,029 เสียง หรือร้อยละ 58.64 และคะแนนไม่เห็นชอบ 11,231,161 เสียง หรือร้อยละ 30.46 ขณะที่ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,442 เสียง คิดเป็นร้อยละ 8.34 และพบว่ามีบัตรเสีย 942,608 ใบ หรือร้อยละ 2.56

ทั้งนี้ จำนวนบัตรออกเสียงประชามติในประเทศ น้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 12 บัตร เนื่องจากผู้มาใช้สิทธิมาแสดงตนแต่ไม่ขอรับบัตรออกเสียงประชามติ หรือรับบัตรออกเสียงประชามติแล้ว แต่ไม่ประสงค์ออกเสียงลงคะแนน ขณะที่บัตรออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร มีจำนวนน้อยกว่าผู้มาใช้สิทธิ 50 บัตร เนื่องจากผู้มีสิทธิออกเสียง ส่งซองเปล่ากลับมา โดยไม่ส่งบัตรกลับมา

ยศชนัน ประชุมทีมเพื่อไทย พร้อมดัน 4 เรื่องทันทีหลังเปิดสภาฯ

ยศชนัน ประชุมทีมเพื่อไทย พร้อมดัน 4 เรื่องทันทีหลังเปิดสภาฯ

ยศชนัน ประชุมทีมเพื่อไทย พร้อมดัน 4 เรื่องทันทีหลังเปิดสภาฯ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.28 น.

“ยศชนัน”ประชุมทีมเพื่อไทย พร้อมดัน 4 เรื่องทันทีหลังเปิดสภาฯ หวังสร้างระบบ-โอกาสใหม่ให้ ปชช.

27 กุมภาพันธ์ 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีภาพ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย , นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย และคณะทำงานร่วมประชุม พร้อมระบุข้อความว่า เรามาเริ่มทำงานกัน สำหรับตนและพรรคเพื่อไทย งานนิติบัญญัติคือกระดูกสันหลังของการเปลี่ยนประเทศ เราทำงานทุกวันเพื่อเปลี่ยนเสียงสะท้อนจากพื้นที่ให้กลายเป็นกฎหมายที่ประชาชนเห็นผลลัพธ์ได้จริง โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นหัวใจหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตและปลดล็อกศักยภาพคนไทย

นายยศชนัน ระบุว่า บทบาทนิติบัญญัติในฐานะ สส.คือบทบาทที่เชื่อมโยงกับประชาชนมากที่สุด และเราพร้อมทำงานทันทีที่สภาเปิด เราเตรียมร่างกฎหมายที่พร้อมยื่นทันทีใน 4 ประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่อง New Growth Engine สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากนวัตกรรม ความมั่นคงในทุกมิติของโลกยุคใหม่ การออกแบบกติกาสังคมที่โปร่งใส ทันสมัย และโครงสร้างพื้นฐานที่คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างระบบที่เอื้อต่อการเติบโตและสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับพี่น้องประชาชนในระยะยาว

กกต.ส่งคำชี้แจงถึงผู้ตรวจฯ ปมถูกร้องพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่อขัด รธน.

กกต.ส่งคำชี้แจงถึงผู้ตรวจฯ ปมถูกร้องพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่อขัด รธน.

กกต.ส่งคำชี้แจงถึงผู้ตรวจฯ ปมถูกร้องพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่อขัด รธน.

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.18 น.

กกต.ส่งหนังสือชี้แจงปมถูกร้องพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่อขัด รธน. พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบ ถึงมือผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว

27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพผฯ มีรายงานว่า วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งเอกสารชี้แจงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่ กกต.พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มาตรา 96 หรือไม่ พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้ว

ตามขั้นตอนของผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังจากได้รับหนังสือชี้แจงจากสำนักงาน กกต.แล้ว ทางสำนักงานฯ จะประมวลเรื่องและเสนอที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาภายใน 60 วันนับจากวันที่ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องไว้พิจารณา หากที่ประชุมเห็นว่าคำร้องมีมูลเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญก็จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะสั่งยุติเรื่อง

ผ่อนปรนส่งน้ำมันไปลาว กองทัพภาค 2 ย้ำคุมเข้มห้ามหลุดรอดไปกัมพูชา

ผ่อนปรนส่งน้ำมันไปลาว กองทัพภาค 2 ย้ำคุมเข้มห้ามหลุดรอดไปกัมพูชา

ผ่อนปรนส่งน้ำมันไปลาว กองทัพภาค 2 ย้ำคุมเข้มห้ามหลุดรอดไปกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.56 น.

27 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้มีคำสั่งผ่อนปรนการส่งออกน้ำมันบริเวณด่านช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้อนุมัติแนวทางผ่อนปรนการควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งการผ่อนปรนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนชาวลาว

อย่างไรก็ตาม ยังคงมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดในกรณีการส่งต่อไปยังกัมพูชา โดยการดำเนินการทั้งหมดจะอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมที่เหมาะสม ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการทุกด้าน เพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด

สำหรับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ให้ประสานการปฏิบัติโดยตรงกับกองกำลังสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

ทบ.มั่นใจคุมชายแดนอยู่! เตือนกัมพูชา หากใช้ PHL-03 ไทยมีสิทธิชอบธรรมตอบโต้

ทบ.มั่นใจคุมชายแดนอยู่! เตือนกัมพูชา หากใช้ PHL-03 ไทยมีสิทธิชอบธรรมตอบโต้

ทบ.มั่นใจคุมชายแดนอยู่! เตือนกัมพูชา หากใช้ PHL-03 ไทยมีสิทธิชอบธรรมตอบโต้

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.48 น.

ทบ.เผยกัมพูชาลักลอบวางทุ่นระเบิด อาจพบอีกหลายจุด เพราะรู้ว่าพื้นที่ที่เคยลักลอบเข้ามาอยู่เป็นอธิปไตยไทย ย้ำหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง ขณะ PHL-03 ยังไม่พบรายงาน และหากใช้จริงจะส่งผลเสียต่อกัมพูชาเอง

27 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 กรณีที่มีกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ขณะปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานบริเวณพื้นที่ช่องระยี อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในการควบคุมและเป็นอธิปไตยของประเทศไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลสังกัดกองร้อยทหารราบที่ 233 จำนวน 1 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยขาข้างขวาขาด และมีบาดแผลบริเวณร่างกาย ภายหลังเกิดเหตุ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์โดยเร่งด่วน ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กองทัพบกได้กำชับให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดูแลด้านการรักษาพยาบาลและสิทธิประโยชน์ของกำลังพลอย่างเต็มที่

จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่าพื้นที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นดินที่ปกคลุมด้วยเศษไม้ ใบไม้ และวัสดุธรรมชาติสะสมเป็นเวลานาน ประกอบกับทุ่นระเบิดอาจฝังตัวอยู่ในชั้นดินลึกและยากต่อการตรวจพบ อีกทั้งก่อนเกิดเหตุมีฝนตกในพื้นที่ซึ่งส่งผลต่อสภาพดิน โดยขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอย่างละเอียด

โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลและบริบทในพื้นที่ คาดว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวอาจถูกวางไว้ก่อนที่ทหารกัมพูชาจะถอยร่นออกจากพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อทหารไทย เนื่องจากทราบดีอยู่แล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายกัมพูชาเคยลักลอบเข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ยังมีการประเมินว่าอาจมีทุ่นระเบิดที่ทหารกัมพูชาลักลอบวางไว้ในหลายจุด แม้ฝ่ายไทยจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้อย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม เนื่องจากยอมรับว่าทุ่นระเบิดที่กัมพูชาได้วางไว้ยังมีอยู่เยอะมากในพื้นที่ๆ ฝ่ายกัมพูชาได้เคยวางกำลังอยู่ก่อน และมาในปัจจุบันฝ่ายเราได้เข้าไปควบคุมพื้นที่เหล่านั้นอยู่

ซึ่งนับเป็นความท้าทายต่อการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผู้บังคับบัญชามีความห่วงใยเป็นอย่างมาก ได้กำชับหน่วยให้เพิ่มความ ระมัดระวัง เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบ ดำเนินการเก็บกู้ เพื่อพยายามทำพื้นที่ให้ปลอดภัยให้ได้มากที่สุด

สำหรับกระแสข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวอาวุธ PHL-03 จากฝั่งกัมพูชา ที่มีประชาชนบางส่วนกังวลนั้น โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ในขณะนี้จากข้อมูลทางด้านการข่าวฝ่ายกองทัพ ยังไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวในเรื่องอาวุธดังกล่าว โดยเฉพาะในระดับที่จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งกองทัพยังคงเฝ้าระวังและติดตามโดยไม่ประมาท แต่ทั้งนี้อาวุธประเภทดังกล่าวเป็นอาวุธที่มีระยะยิงไกล เกินขอบเขตบริเวณพื้นที่แนวชายแดน เกินระดับความเหมาะสมของสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจากที่ผ่านมายังไม่ปรากฏกัมพูชามีความพยายามที่จะนำมาใช้ เพราะหากมีการพิจารณานำมาใช้จริงจะทำให้ฝ่ายไทยมีความชอบธรรมเพิ่มขึ้นในการตอบโต้กลับด้วยความแม่นยำต่อเป้าหมายสำคัญๆ ในทางลึกมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงกว้างขวางกับประเทศกัมพูชาได้ ทำให้ที่ผ่านการใช้อาวุธในปฏิบัติการทางทหารจึงระมัดระวังให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมตามความจำเป็น

โฆษกกองทัพบก เน้นย้ำว่า กองทัพมีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ทั้งกำลังทางบกและกำลังทางอากาศในการป้องกันประเทศในทุกมิติ โดยไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงและเคารพในกติกาที่ได้ตกลงร่วมกัน ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน