2DSIได้ประกัน ปฎิเสธตลอดข้อหา มีเอี่ยวคดีโกงสอบ

13 กันยายน 2569 เวลา 06:08 น.

2DSIได้ประกัน ปฎิเสธตลอดข้อหา มีเอี่ยวคดีโกงสอบ

ตำรวจบก.ปปป.ให้ประกัน 2 DSI“วิคเตอร์-ดร.ต่อ”คดีแอบอ้างช่วยสอบท้องถิ่น เผยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่โคราชเพิกถอนบรรจุแต่งตั้ง ขรก.สีเทาไปแล้ว 150 ราย

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ในข้อหาเรียกรับผลประโยชน์โดยแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ ซึ่งต่อมาได้มีการขยายผลการสืบสวนจนพบความเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 ราย ได้แก่ นายอิทธิพล ศิริเพชรภัทรกุล หรือ วิคเตอร์ อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ และ นายอนุรักษ์ ขจรฤทธิ์ หรือดร.ต่อ อายุ 46 ปี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในความผิดฐานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเป็นการตอบแทนในการจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริต ผิดกฎหมาย หรืออาศัยอิทธิพลของตนให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143และความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 175

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ระบุว่า จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้ยื่นขอรับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหามีหน้าที่การงานที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง จึงอนุญาตให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวจากจังหวัดนครราชสีมา ว่าได้มีการ การดำเนินการแก้ปัญหาโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นของจังหวัดนครราชสีมา โดยมีคำสั่งเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น กลุ่มที่ตรวจพบความผิดปกติและเข้าข่ายทุจริตสอบแข่งขันแล้วทั้ง 150 ราย

อนุทิน ปล่อยมุก ขนมาเลยรุ่นเหนือดวง แจกสส.ในวันเกิด

12 กันยายน 2569 เวลา 22:11 น.

“อนุทิน” ปล่อยมุก ขนมาเลยรุ่นเหนือดวง แจกสส.ในวันเกิด

เมื่อเวลา 21.10 น. วันที่ 12 กันยายน 2569  ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตอบคำถามสื่อภายหลังการประชุมสส. พรรค ว่ารู้สึกแฮปปี้หรือไม่ที่ลูกพรรคอวยพรวันคล้ายวันเกิดในวันที่ 13 ก.ย.ว่า อยู่กับลูกพรรคก็ต้องแฮปปี้สิ

เมื่อถามว่าได้กำชับอะไรลูกพรรคหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็คำตอบเดิม เป็นสส. ก็ต้องอยู่กับประชาชนทุกวัน เมื่อถามอีกว่านายกฯได้มีการเปิดใจอะไรหรือไม่ในที่ประชุม เพราะได้ยินเสียงดังมาถึงข้างล่าง นายอนุทิน ตอบว่า สวดมนต์

เมื่อถามว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ บอกว่าได้อวยพรนายกฯให้พระคุ้มครอง นายอนุทิน กล่าวว่า แจกรุ่นเหนือดวง ก่อนหัวเราะ เมื่อถามอีกว่าเอามาให้เพราะไม่เอาแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขนมาเลย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจริงหรือ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดเล่น พร้อมกล่าวย้ำด้วยว่าการประชุมพรรคในวันเดียวกันนี้เป็นการประชุมปกติ เพราะวันจันทร์ อังคาร ตนไม่อยู่

ด้านนางศุภจี กล่าวว่า ได้อวยพร นายกฯ ให้พระคุ้มครอง ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่ารวมถึงนางศุภจีด้วย พระคุ้มครอง

ขณะที่ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า นายกฯอวยพรให้ตนเองมากกว่า ท่านบอกว่าตั้งใจทำงานนะ ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่าเหมือนสั่งงานมากกว่า น.ส.ซาบีดา ตอบว่า ใช่ๆ

ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศ ลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร มีผล 16 ก.ย.-31 ต.ค. 69

12 กันยายน 2569 เวลา 20:26 น.

ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศ ลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร มีผล 16 ก.ย.-31 ต.ค. 69

วันที่ 12 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เรื่อง การปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว

โดยที่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ยังไม่มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายในเร็ววัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก และส่งผลให้สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ยังคงมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 11/2569 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ลดลง 2.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2569 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และข้อ 3 (1) แห่งคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 15/2562 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562 คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน จึงออกประกาศปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ดังต่อไป

(1) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 ลดลง 2.40 บาทต่อลิตร

(2) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี 7 ลดลง 2.40 บาทต่อลิตร

(3) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดลง 2.40 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน 2569

วัฒนพงษ์ คุโรวาท

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

ข่าวดี! อนุทิน สั่ง เอกนิติ ขยาย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ต่ออีก 1-2 เดือน

12 กันยายน 2569 เวลา 19:41 น.

วันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ว่าขณะนี้โครงการไทยช่วยไทยพลัสเหลือเดือนสุดท้าย ตนทราบว่ายังมีงบประมาณในส่วนนี้เหลืออยู่จากการที่ประชาชนหลายท่านไม่ได้มาลงทะเบียนประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท

ตนก็ได้สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ไปขยายการใช้ไทยช่วยไทยพลัส จะเป็น 1 หรือ 2 เดือน ก็ขอให้ครบอยู่ในวงเงินที่เรามี หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที โดยจะเป็นการใช้ต่อเนื่องไป เพราะเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี เหลืออีก 3 เดือน คือ ต.ค. พ.ย. และธ.ค. โดยงบที่เหลืออยู่ ทำได้แค่ไหนเราก็ลงไปให้พี่น้องประชาชนเพื่อลดภาระ เพราะมีภาระเรื่องค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมานี่คือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำโดยนึกถึงประชาชนอยู่ตลอดเวลา ส่วนที่มีฝ่ายตรงข้ามวิจารณ์ตลอดนั้นตนอยู่ข้างประชาชนอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อประชาชนก็ไม่มีเหตุใดต้องกังวลเพราะตนทำเพื่อประชาชนและประเทศ

อนุทิน ขอพรปีนี้ให้ประเทศ-ปชช.มีความสุข ตอบปมอยู่ครบ 8 ปี บอกกี่ปีก็ได้ ถ้าอยู่แล้วมีประโยชน์

12 กันยายน 2569 เวลา 19:18 น.

“อนุทิน” สวมเสื้อทีมไทยแลนด์ ฉลองวันเกิดแซยิด 60 ปี โชว์ห้อยพระกริ่ง จ.สุรินทร์ เผยพรุ่งนี้ขอ ทำบุญที่บ้านอยู่กับครอบครัวเงียบ ๆ ยันไม่มีฉลอง บอกขอพรปีนี้เพียง 2 สิ่งให้ประเทศ-ประชาชนมีความสุข ตอบสื่อเป็นนายกฯ กี่ปีก็ได้ ถ้าอยู่แล้วมีประโยชน์ หลังถูกถามจะอยู่ครบ 8 ปีหรือไม่ ? พร้อมให้คำมั่นประเทศจะไม่มีวันเสียดินแผ่นดินแน่นอน ปัดตอบ “เนวิน” อวยพร บอกแค่มองตาก็รู้ใจ

วันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 17.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สวมเสื้อแบรนด์ SIRIVANNAVARI คอลเลกชั่นพิเศษ “CheerTeamThai” ที่ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทย ในการแข่งแข่งขันกีฬา “เอเชียนเกมส์“ ครั้งที่ 20 เดินลงมาที่ร้านกาแฟ “จาริสต้าร์” ซึ่งอยู่ด้านล่างของที่ทำการพรรค ภูมิใจไทย เพื่อมาตามหานางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา แต่ไม่เจอ แต่ได้เจอกับสื่อมวลชนแทน โดยนายอนุทิน กล่าวว่า “มาหาเจ๊” ซึ่งสื่อมวลชนแซวว่า “ มาตอกบัตรเข้าพรรค” นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะแซวสื่อมวลชนกลับที่หลังไปชนป้ายร้านกาแฟของภริยา ว่า “เบา ๆ ป้ายนี้เป็นอะไรยุ่งเลย อยู่ได้เพราะร้านนี้นะเนี่ย”

จากนั้นนายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์เนื่องในวันใกล้วันคล้ายวันเกิด วันที่ 13 กันยายนนี้ ซึ่งจะอายุครบรอบ 60 ปี หรือ แซยิด ซึ่งเหล่าบรรดา สส. และแกนนำพรรคได้อวยพรอะไรหรือไม่ว่า ได้มีการมอบดอกไม้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไร ต้องรอประชุมก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ทำบุญที่ไหนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ได้ทำแล้ว ทำตั้งแต่วัดไทย ที่ประเทศนอร์เวย์“

ส่วนในวันพรุ่งนี้ที่ตรงกับวันคล้ายวันเกิด จะมีไปทำบุญที่ไหนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “พรุ่งนี้ทำบุญบ้านเฉย ๆ ไม่มีพิธี ไม่มีงานเลี้ยงอะไร ขออยู่กับครอบครัว ซึ่งไม่มีการเชิญพระเกจิ เป็นการทำบุญวันเกิดธรรมดาเหมือนทุกปี มีพระที่เคารพนับถือก็นิมนต์ท่านมา ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีงานเลี้ยงอะไรเลย เพราะช่วงนี้เดินทางเยอะ ขออยู่เงียบ ๆ กับครอบครัวบ้าง“

เมื่อถามว่า ปีนี้จะขอพรอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขออยู่ทุกปี ขออยู่ทุกวัน

เมื่อถามว่า แซยิด สำหรับคนไทยเชื้อสายจีนแล้วหมายถึงอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า “ครบ 60 ปี 5 รอบ”

เมื่อถามว่า ครบ 60 ปีอยากได้อะไรเป็นพิเศษบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า อยากให้ประเทศไทยเข้มแข็ง แข็งแกร่ง และอยากให้คนไทยมีความสุขมาก ๆ แค่นี้ก็โอเคแล้ว และไม่ขอให้กับตนเอง เพราะถ้าได้แค่ 2 สิ่งนั้น ถือว่า มีค่ายิ่งกว่าของขวัญใด ๆ

เมื่อถามว่า มีอะไรอยากพูดถึงประชาชนในโอกาส แซยิด ปีนี้ ที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า พวกตน และรัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาล สส.ในพรรคร่วมรัฐบาล ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ และจะทุ่มเททุกอย่างที่มีอยู่ เพื่อประเทศ และประชาชน พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีเหน็ดเหนื่อย และท้อถอยอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า มีใครอวยพรให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่ก็ถือเป็นสมัยที่ 2 แล้ว เพราะวันนี้ก็ครบ 1 ปีแล้ว ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ
ให้เป็นได้แค่ 8 ปี ไม่ระบุสมัย ตอนนี้ก็เหลือ 7 ปีแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า อยากอยู่ให้ครบ 7 ปีเลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่เราทำงาน

เมื่อถามว่า นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่พรรค ได้อวยพรอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ได้หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า “มองตารู้ใจอยู่แล้ว“

ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามย้ำอีกว่า อยู่ครบ 8 ปีเลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “หากอยู่แล้ว ทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้เหมือนที่ได้ อยู่เท่าไรก็ได้ไม่มีปัญหา ซึ่งจะอยู่ได้ หรือไม่ได้ อยู่ที่การทำให้เห็นว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพหรือไม่ เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดคือ เสียงที่สนับสนุนรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ที่ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และทุกกฎหมายที่เสนอก็ได้รับการสนับสนุน ทั้งจาก สส. และ สว. ซึ่งร่างกฎหมาย พ.ร.บ.งบฯ ได้ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งในมิติด้านความมั่นคงก็ขอให้ประชาชนได้มีความมั่นใจว่า รัฐบาลให้การสนับสนุน และเชื่อมั่นในกองทัพ ในยามที่เรามีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีการสู้รบกัน จึงขอความมั่นใจได้เลยว่า ประเทศไทยจะถูกคุกคาม จะไม่เสียอธิปไตย เสียแผ่นดินอย่างแน่นอน ภายใต้การทำงานของรัฐบาล และกองทัพร่วมกันแบบนี้ ในรัฐบาลชุดนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายการสัมภาษณ์ นายอนุทิน ได้โชว์พระกริ่ง ของจังหวัดสุรินทร์ ที่ห้อยติดตัวในช่วงวันเกิด โดยนายอนุทิน กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “หลวงพ่อให้มา” ก่อนจะบอกว่า “ซินเหนียน ไคว่เล่อ” แปลว่า ขอให้มีความสุข และ “หลิ่วซือสุ่ย”แปลว่า ครบรอบอายุ 60 ปี

อนุทิน มั่นใจ ปชช. ยังเชื่อมั่นรัฐบาลนี้บริหารประเทศ ย้อน สนธิ ทำเพื่อความสะใจ ผลที่ได้ประชาชนเดือดร้อน

12 กันยายน 2569 เวลา 19:07 น.

“อนุทิน” มั่นใจประชาชนยังเชื่อมั่นรัฐบาลนี้บริหารประเทศ ย้อน “สนธิ” ทำเพื่อความสะใจ ผลที่ได้ประชาชนเดือดร้อน โวผู้นำหลายประเทศทวงเชิญเยือนไทย พร้อมให้ กต. จ่อทำจดหมายเชิญเยือนไทย บอกไปไหนได้รับการตอบรับที่ดี

วันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 17.15 น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์การใช้สมาธิการทำงานอย่างไร ในขณะที่กลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลออกมาตำหนิรัฐบาลขมหูว่า ตนอยู่ข้างพี่น้องประชาชนและเชื่อว่าสิ่งที่ทำแล้วอะไรก็ตามถ้าเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ตนก็ไม่มีเหตุใด ๆ ที่จะต้องกังวล เพราะตนทำเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศของเรา ตนไปไหนก็ได้รับความร่วมมือที่ดี จากทั้งในและนอกประเทศ ผู้นำต่างชาติล้วนแต่ให้ความสำคัญ ไปประเทศนอร์เวย์ได้พบผู้นำระดับสูงของหลาย ๆ ประเทศ ในช่วงรอพิธีการ ได้พูดคุยกับทุกคน ผู้นำหลาย ๆ ชาติถึงกับทวงว่า “ทำไมไม่เขียนจดหมายเชิญมาประเทศไทย”

นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวตนคงต้องให้กระทรวงการต่างประเทศเชิญผู้นำเหล่านั้นเยือนประเทศไทย ซึ่งทุกคนให้ความเชื่อมั่นประเทศไทย และตอนนี้สถานการณ์โลกเป็นแบบนี้ เขาต้องการเรื่องของความมั่นคงทางอาหารอย่างมาก และต้องการทำเอ็มโอยูกับประเทศเราในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร

อย่างที่ตนเคยพูดทุกคนมีเหล็ก น้ำมัน แร่ธาตุ ในประเทศแถบอื่น ๆ ของโลก แต่สิ่งที่เขามีสู้เราไม่ได้คืออาหาร เขาไม่มีความอุดมสมบูรณ์ในการผลิตอาหาร เขาอาจจะมีการผลิตสินค้าทางการเกษตร แต่เทคโนโลยีการแปรสภาพให้เป็นอาหารบริโภคได้ทันที ด้วยต้นทุนที่ดีและมีคุณค่าทางอาหาร เขาสู้ประเทศไทยไม่ได้ โดยต้องมีการแลกเปลี่ยนกันในเรื่องพวกนี้

เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำกลุ่มมวลชนทวงคืนประเทศไทย โดยยืนยันว่าไม่ได้ไล่รัฐบาล แต่อาจทำให้รัฐบาลอยู่อย่างไม่เป็นสุข ตรงนี้คิดอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า “ทำไมถึงอยากทำให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข รัฐบาลไม่มีวันมีความสุขเพราะรัฐบาลต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่รัฐบาลต้องสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ตนคิดว่าที่เขาพูดคงอาจจะหมายความว่าไม่อยากให้รัฐบาลทำงานได้ ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ได้คนที่ได้รับความเดือดร้อนคือพี่น้องประชาชน ฉะนั้นคุณสนธิจะทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทยเดือดร้อนหรือ ไม่มีความสุขหรือ ทำไปเพื่ออะไร ทำไปแล้วสะใจกับนายอนุทินเท่านั้นหรือ ตนไม่มีคุณค่าพอที่จะต้องเอาไปแลกกับความสุขของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทุกวัน ทุกวินาทีอยู่แล้ว และก็ได้ทำมาพิสูจน์ให้เห็นเชื่อว่าจากการที่ตนได้สัมผัสพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดในทุก ๆ ที่ตนไปเชื่อว่าพี่น้องประชาชนยังให้โอกาสกับตน และยังเชื่อมั่นในการบริหารประเทศนี้ของรัฐบาลชุดนี้”

พริษฐ์ กาง 3 ทาง คดีฮั้ว เปรียบโกง สว. เป็นไวรัสสีน้ำเงิน จับตา 14 ก.ย. จะได้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสหรือไม่

12 กันยายน 2569 เวลา 18:58 น.

“พริษฐ์” กาง 3 ทาง คดีฮั้ว สว. เปรียบโกงสว. เป็นไวรัสสีน้ำเงิน จับตา 14 ก.ย. จะได้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสหรือไม่ ย้ำ หากเชื่อขบวนการโกง-หลักฐานชัด ต้องส่งฟ้อง 229 คน หวั่น เลือกปฏิบัติ-ยกคำร้อง ทำองค์กรอิสระวิกฤตศรัทธาหนักกว่าเดิม

วันที่ 12 กันยายน 2569 ในงานสัมมนาหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ในช่วงบ่าย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต่อการพิจารณาคดีโกงเลือกตั้งวุฒิสภา ว่า เดิมวันที่ 14 ก.ย.จะมีการแถลงข่าว แต่ข่าวล่าสุดจะไม่มีการแถลงแล้ว ถ้าเป็นจริงเช่นนั้น กกตหค. จริงๆ กลัวการตอบห่วงใคร จึงต้องจับตาดูวันที่ 14 ก.ย. ว่า เราจะได้รู้ถึงผลลัพธ์ที่เราติดตามกันมาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เจตนารมย์ของคนที่คิดค้นองค์กรอิสระขึ้นมาก็คาดหวังว่าให้องค์กรเหล่านี้ ตรวจสอบฝ่ายการเมืองโดยเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่วิวัฒนาการขององค์กรอิสระตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมีอาการหนักที่สุดในรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเราเห็น 2 ปัญหาใหญ่ คือ 1.องค์กรอิสระไม่สามารถเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมืองได้จริง ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้สมาชิกวุฒิสภาเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถ้าต้องการให้องค์กรอิสระพ้นจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง ก็ต้องทำให้การลงมติของวุฒิสภาเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่พบว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น สมัยก่อน สว. แม้จะมีข้อครหาว่าถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่ก็ยังยึดโยงกับประชาชน ถ้าประชาชนไม่พอใจก็สามารถเลือกคนอื่นมาทำหน้าที่แทนได้ แต่ตอนนี้ สว. ทั้งไม่เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมืองและไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่มาจากกระบวนการเลือกกันเอง จนประชาชนก็ไม่สามารถกำหนดได้ว่าใครจะมาเป็น สว. อีกทั้งยังเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน จนถูกข้อครหามาจนถึงปัจจุบัน ว่าถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า 2.องค์กรอิสระยังเป็นอิสระจากประชาชน ประชาชนทำอะไรไม่ได้หากไม่พึงพอใจต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั้นๆ นอกจากนี้กลไกที่รัฐสภา เคยมีในการถอดถอนองค์กรอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือกลไกที่ประชาชนเคยเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอน ก็ถูกดึงออกจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่วนกลไกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็สุ่มเสี่ยงว่าจะเจอทางตัน ไม่ว่า 20 ปีก่อนเจตนารมย์ในการก่อตั้งองค์กรอิสระเป็นอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าวันนี้องค์กรอิสระอยู่ในสภาวะที่มีวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง

นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงคดีโกง สว. หากมีอยู่จริง ก็ไม่ต่างอะไรกับความพยายามของกลุ่มการเมืองหนึ่งที่พยายามฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญเพื่อยึดกลุ่มองค์กรอิสระ เปรียบ สถาบันทางการเมืองของประเทศ เหมือนร่างกายมนุษย์ การโกง สว. ก็คือไวรัสสีน้ำเงิน ถ้าไวรัสสีน้ำเงินมีอยู่จริง ร่างกายเราติดเชื้อตั้งแต่การเลือก สว. แต่ปี 2567 แล้ว เมื่อการตรวจสอบเรื่องนี้ล่าช้า ไวรัสก็ค่อยๆกระจายไปทั่วร่างกายมากขึ้น


ซึ่ง สว. ชุดปัจจุบันรับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 4 คน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 5 คน และ กกต. 4 คน ดังนั้น ความเสียหายเดินหน้าไปแล้ว แต่วันที่ 14 ก.ย. ถือเป็นโอกาสที่เราจะได้ฉีดวัคซีน เพื่อหยุดการแพร่ของไวรัสสีน้ำเงิน แต่จะมีการฉีดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับมติของ กกต. หาก กกต. ยกคำร้องทั้งหมด สุดท้ายไวรัสนี้ก็จะกลายพันธุ์แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตก็จะดื้อต่อวัคซีน นี่คือเดิมพันต่อคดีโกงสว. ที่กำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้ และหากคดีโกง สว. ทำได้โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือระบอบการเมืองที่สีหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด หรือสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด

“ก่อนหน้านี้มีคนพูดว่ามีคนอยู่เหนือดวงหรือไม่ แต่ถ้าคดีโกงสว. ทำสำเร็จ จะมีคนอยู่เหนือกฎหมายแน่นอน นี่คือความอันตรายของสิ่งที่เรากำลังต่อสู้อยู่ นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับองค์กรอิสระ ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นความสัมพันธ์เจ้านายกับลูกน้อง แทนที่องค์กรอิสระจะตรวจสอบฝ่ายการเมือง แต่จะกลายเป็นแขนขา เครื่องมือของฝ่ายการเมือง ที่ยึดกุมองค์กรอิสระและวุฒิสภาได้สำเร็จ หากเจ้านายทำอะไรผิดไปก็จะมีลูกน้องคอยไปวิ่งเต้นเคลียร์คดีให้ หากในอนาคตเรื่องแดงขึ้นมา แล้วจะมีถูกลงโทษจากการกระทำผิด ก็มีความเป็นไปได้ว่าคนที่จะถูกรับโทษก็ไม่ใช่เจ้านายที่เป็นผู้บัญชาการ แต่จะตัดตอนให้ลูกน้องอย่างองค์กรอิสระรับผิดแทน“ นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่จะเข้าข่ายความผิดที่จะต้องส่งศาลในคดีนี้ มาตราหลักคือมาตรา 62 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นอกจากนี้ ยังมีความผิดฐานสัญญาว่าจะให้ และยังมีความผิดเกี่ยวกับการแนะนำตัว รวมถึงการแทรกแซงโดยนักการเมือง หากมีหลักฐานเข้าข่ายการกระทำความผิดดังกล่าว ต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงมีหน้าที่สั่งฟ้องที่ศาล

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนขอวิเคราะห์ผลที่จะออกมาใน 14 ก.ย. นี้ว่า มี 3 ทาง คือ 1. สั่งฟ้องทั้ง 229 คน 2. ยกคำร้องทั้งหมด ไม่สั่งฟ้องใครเลย และ 3. สั่งฟ้องบางส่วน ไม่สั่งฟ้องบางส่วน แต่ตนมองว่าน่าจะออกได้แค่สองทางเท่านั้น คือ สั่งฟ้องทั้งหมดและไม่สั่งฟ้องใครเลย ถ้าวิเคราะห์ในเชิงตรรกะ กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เวลานี้เขาทำงานกันเป็นขบวนการ ดังนั้น ในเชิงตรรกะ สิ่งที่กกต. ต้องคิดในเชิงหลักการ คือเชื่อในหลักฐานที่มีทั้งหมดหรือไม่ว่าขบวนการนี้มีอยู่จริง ถ้ากล้าบอกว่าไม่เชื่อก็ยกทั้งหมด แต่ถ้าบอกว่าเชื่อขบวนการนี้มีอยู่จริง ต้องสั่งฟ้องทั้งหมดหรือเกือบหมด ถ้าบอกว่าเชื่อว่าขบวนการนี้มีอยู่จริง แต่สั่งฟ้อง 10-30 คน จะอธิบายด้วยตรรกะอย่างไร เพราะหากขบวนการนี้มีอยู่จริง ไม่สามารถสำเร็จได้ จากคนแค่ 10-30 คน ฉะนั้น เมื่อเห็นหลักฐาน ต้องแยกเหตุการณ์อย่าเหมารวมกัน เส้นเงินแต่ละเส้นก็ต้องวิเคราะห์กันไป

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เมื่อดูรูปแบบเส้นการเงินของแต่ละพื้นที่มีรูปแบบเดียวกัน คือไปจ้างคนมาลงสมัครเพื่อพยายามส่งตัวแทนให้เข้าไปในระดับประเทศให้ได้มากที่สุด และเมื่อคนของตัวเองผ่านเข้าไปในระดับประเทศไม่เยอะ ก็พยายามช้อนคนอื่นจากกระบวนการอื่นที่ผ่านเข้าไปในระดับประเทศได้ รูปแบบการนัดรวมตัวกันทำโพย อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี อยุธยา ซึ่งการทำโพยใบสั่งที่หน้าตาเหมือนกัน และตรงกับผลที่ออกมา เห็นการปฐมนิเทศที่โรงแรมภูแมน และเห็นการลงมติของคนที่เป็นสว. ลงมติเหมือนกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องบังเอิญขนาดนั้นหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วแต่ละเหตุการณ์ที่เหมือนกันเพราะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเดียวกัน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หาก กกต. ทำงานแบบตรงไปตรงมา พิจารณาจากพยานหลักฐาน กกต. ควรสั่งฟ้องทั้งหมด แต่ถ้าเราเชื่อว่า กกต. ไม่ได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่ต้องการตอบแทนบุญคุณ ที่เลือกเข้ามาเป็นกกต. ต้องการปกป้องเครือข่ายสีน้ำเงินเข้ม นักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม ที่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจ กกต.จะสั่งฟ้องบางคนได้หรือไม่ สั่งฟ้องเฉพาะสีน้ำเงินอ่อนที่สังเวยได้ อย่าลืมว่าศาลสามารถไต่สวนเข้าถึงหลักฐานได้ ถ้าศาลเข้าถึงหลักฐานขึ้นมา และพบว่ามีน้ำเงินเข้มบางคน หลักฐานชัดกว่าน้ำเงินอ่อนด้วยซ้ำ กกต. จะซวยแน่นอน ดังนั้น ข้อเรียกร้องที่มีถึง กกต. คือ ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตามข้อเสนอของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 เพราะเห็นว่าหลักฐานในกระบวนการนี้ชัดเจน และหาก กกต. ต้องการพ้นข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กกต. ต้องสั่งฟ้องทั้ง 229 คน

ซึ่งมี กกต. 4 คน มาจาก สว. ชุดนี้แต่ก็ไม่สามารถห้ามให้ กกต.ทั้ง 4 คนนี้ ไม่เข้าประชุมก็ไม่ได้ แต่ กกต. ทั้ง 4 คนนี้ต้องไม่ใช้ดุลพินิจของตัวเองในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้มีพระคุณของ กกต. พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่นอนในทางการเมือง ถ้า กกต. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคนไหนที่มีหลักฐาน เตรียมคำตอบมาที่สภาฯได้เลย ในการรายงานประจำปีต่อสภาฯ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฐานะรัฐมนตรี เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเตรียมตอบในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เลย ส่วนผู้ถูกกล่าวหาคนไหนที่ กกต. ยกคำร้อง ก็อย่าชะล่าใจ ถ้าหลักฐานชัดเรื่องไปถึงศาลฎีกาแน่ หาก กกต. ดำเนินการในลักษณะที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราก็มีสิทธิ์ในการดำเนินคดีกับ กกต. ในฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ ยืนยันหาก กกต. ยกคำร้องแม้หลักฐานชัด เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน

ส่วนที่เวทีถูกกล่าวหามาตลอดว่า เป็นการกดดัน กกต. และเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้น ตนก็ต้องขอถามกลับไปว่าผิดหรือ ที่เรียกร้องให้ กกต. ทำถูกกฎหมาย ไม่ได้เรียกร้องอะไรที่เกินเลยไปกว่าให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ในฐานะองค์กรอิสระที่ควรเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองและทำตามกฎหมาย ใครก็ตามที่พยายามจะขัดขวางในการเรียกร้องนี้ กลุ่มคนนั้นต่างหากที่พยายามทำให้ตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย

กกต. คุมเข้มวันชี้ชะตา คดีฮั้วสว. 14 ก.ย.นี้ จัดตำรวจ 1 กองร้อย รับมือมวลชน

12 กันยายน 2569 เวลา 18:07 น.

‘กกต.’คุมเข้มวันลงมติฮั้ว สว. 14 ก.ย.จัดตำรวจ 1 กองร้อย รับมือมวลชน จ่อแถลงผลเย็น 14 ก.ย.นี้ คาดไม่เปิดเผยคะแนน-ชื่อคนผิด

วันที่ 12 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมกกต.เพื่อลงมติคดีฮั้วสว.ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ซึ่งจะเริ่มในเวลา 10.00 น. มีรายงานว่าวันดังกล่าวเมื่อเริ่มการประชุม กกต.แต่ละคนจะส่งใบลงมติของตนเองที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ใน 7 ข้อกล่าวหา โดยใบลงมติดังกล่าวกกต.แต่ละคนได้รับไปตั้งแต่ครั้งจบการรับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา จากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมจะรวบรวมผลการลงมติและขานมติ ซึ่งเมื่อวันที่11ก.ย.ที่ผ่านมากกต.ได้มีการประชุมทำความเข้าใจในเรื่องการลงมติดังกล่าวแล้ว

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ทั้ง 229 คน แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน รมต.สส.และกรรมการบริหารพรรคพรรคภูมิใจไทย 21คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน สว.สำรองและผู้สมัครสว. 50 คน

ทั้งนี้ หลังจาก กกต.มีมติแล้วจะเป็นขั้นตอนของสำนักงานฯซึ่งจะต้องมีการรวบ รวมความเห็นของกรรมการแต่ละคนที่เป็นเสียงข้างมากหรือเป็นมติเอกฉันท์มาจัดทำเป็นคำวินิจฉัย โดยตามกฎหมายจะต้องดำเนินการจัดทำคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน กรณีหากเป็นมติให้มีการส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็จะใช้เวลาในการจัดทำคำร้อง 60 วันเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังพบว่าสำนักงานฯมีการเตรียมการเรื่องของการแถลงผลการประชุมไว้ในเย็นวันเดียวกัน โดยจะมีการเปิดให้สื่อมวลชนลงทะเบียนในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. และมีความเป็นไปได้สูงที่การแถลงจะไม่มีการระบุจำนวนเสียง กกต.ที่ลงมติว่าเป็นเท่าใด ใครเป็นเสียงข้างมาก ข้างน้อย รวมถึงจะไม่มีการระบุรายชื่อผู้ถูกกล่าวหากรณีที่กกต.มีมติให้ส่งศาลฎีกาฯพิจารณา แต่จะเป็นการระบุจำนวนคนเท่านั้น โดยความชัดเจนให้รอคำวินิจฉัย และคำสั่งรับฟ้องของศาลฎีกาเป็นหลัก

นอกจากนี้ สำนักงานฯประเมินว่าอาจมีกลุ่มมวลชนต่างๆมาเกาะติดการลงมติและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่เช้า จึงมีการเตรียมในเรื่องมาตรการความปลอด ภัย โดยประสานกับกองบังคับการตำรวจ นครบาล 2 และตำรวจสน.ทุ่งสองห้อง ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยจำนวน 1 กองร้อย รวมทั้งมีการกันพื้นที่ให้ทั้งสื่อมวลชน และประชาชน อยู่บริเวณภายนอกสำนักงานฯ จนกว่าจะถึงช่วงเวลาใกล้แถลงข่าว จึงจะเปิดให้สื่อมวลชนเท่านั้นเข้าพื้นที่เพื่อรับฟังการแถลงข่าว

มีรายงานว่า ในการประชุมดังกล่าวกกต.จะพิจารณาลงมติสำนวนคดีข้อกล่าวหาใน 7 ข้อหา ประกอบด้วย 1. กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสว.ตามมาตรา76 วรรคหนึ่ง หรือไม่ 2.ผู้สมัครยินยอมให้ กรรมการบริหารพรรค การเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา76 วรรคสอง หรือไม่

3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนดคือ ระเบียบกกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา70 และมาตรา36 หรือไม่ 4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 1 )หรือไม่

5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 3 )หรือไม่ 6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา79 หรือไม่ 7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่ โดยการลงมติของ กกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล

ศุภชัย โต้ อภิสิทธิ์ ชี้ กกต. ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ปมส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ยัน ภท.ไม่ปกป้องคนผิด

12 กันยายน 2569 เวลา 17:37 น.

’ศุภชัย‘ โต้ ’อภิสิทธิ์‘ ปมจี้ กตต. ส่งเรื่องฮั้วสว.ให้ศาล ชี้ มีอำนาจวินิจฉัย บอก ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ขอเคารพองค์กรอิสระ ยืนยัน ภูมิใจไทยไม่ปกป้องคนผิด

เมื่อเวลา 14.55 น. วันที่ 12 ก.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องฮั้วสว.ให้ศาลในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ โดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น ว่า ดูเสมือนว่านายอภิสิทธิ์ ได้ออกความเห็นของท่าน ซึ่งตนมีความเห็นแย้งกับท่าน ที่ท่านบอกว่าถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาล ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของท่าน ก็เป็นความเห็นในเชิงอัตรา เพราะท่านเองคิดว่าวิธีการที่ดีที่สุดคือ ยื่นศาล แต่ขณะเดียวกันตนอยากทบทวนให้ท่านทราบว่าอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เขียนไว้ชัดว่าถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดต้องต้องส่งศาล แต่ในขณะเดียวกัน กกต. ก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ว่าถ้าเหตุนั้นมันไม่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด กกต. ก็มีสิทธิ์ที่จะยกคำร้องนี้ และไม่ยื่นต่อศาล

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ท่านพูดอยู่ครึ่งเดียว ทั้งนี้ที่ตนพูดเพื่ออยากจะบอกว่าอำนาจตามกฎหมายของ กกต. รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด สิ่งที่จะย้ำให้ประชาชนได้ทราบคือกกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ที่เมื่อมีการไต่สวน สอบสวนจบแล้วก็ต้องส่งไปยังศาล แต่กกต. มีหน้าที่จะวินิจฉัยในเรื่องเหล่านั้นในทุกคดี และกกต.ได้ปฏิบัติอย่างนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่อง สส.หรือท้องถิ่นทั้งหมดเป็นอำนาจของ กกต. ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อก็ส่ง ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องต้องต้องส่ง แต่ถ้าท่านไม่เชื่อท่านก็ไม่ส่ง วันนี้ก็พยายามที่จะกดดันบอกต้องส่งอย่างเดียว วันนี้ท่านทั้งหลายจะกดดันอย่างไรก็กดดันไปเถอะ แต่ต้องให้ความเคารพองค์กรอิสระ องค์กรอิสระมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นท่านอย่าพยายามพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือบิดไปในทางที่ท่านปรารถนา ในฐานะพรรคการเมืองต้องพูดสองมุม ตนยืนยันมาตลอดและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถ้าวินิจฉัยแล้วไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายที่ตั้งข้อหามา 6 ข้อหา ท่านฟ้องไม่ได้ตามที่กล่าวอ้าง คณะไต่สวนชุดที่ 26 จะฟ้องแบบเหวี่ยงแห ฟ้องทุกราย ทั้งๆที่แต่ละคนพฤติการณ์ การกระทำไม่เหมือนกันคุณจะมาจับเหวี่ยงแห อันนี้ผิด กกต. มีสิทธิ์จะถูกฟ้องได้

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันเรื่องของการดำเนินคดี เรื่องที่มีโทษทางอาญาต้องมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดที่ชัดเจน แต่ละข้อหาต้องพิสูจน์ได้ว่า 229 รายมีการกระทำความผิดอะไรบ้าง พฤติการณ์เป็นอย่างไร ถ้าบอกจ่ายเงินจ่ายให้กับใคร ประเภทที่บอกไปอยู่ด้วยกันโทรศัพท์หากันอันนี้พยายามทำให้สังคมไขว้เขว ตนยังยืนยันว่า อำนาจ กกต.ชัดเจน ถ้าเห็นมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีความผิด มีการกระทำความผิดก็ต้องยื่น แต่ถ้าท่านเห็นว่าไม่ผิดยื่นไม่ได้ วันนี้เห็นว่าใครผิดก็ต้องว่าไปตามผิด แต่ตนยืนยันว่า เราไม่ได้ปกป้องใครก็ตามของพรรคภูมิใจไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน 9 คนของพรรคภูมิใจไทยที่ตนเคยพูดตั้งแต่แรก เขาไม่ได้มีส่วนรับรู้ในเรื่องการกระทำความผิด แต่การพยายามชี้นำสังคมบิดเบือนข้อเท็จจริง เลยจำเป็นต้องมาพิสูจน์ความจริงเล่าให้ประชาชนที่สนใจฟัง

เมื่อถามว่า ที่นายศุภชัยบอกว่าวันที่ 14 กันยายนจะมีคดีที่ช็อกคืออะไร นายศุภชัย กล่าวว่า ช็อกนี้ มันแล้วแต่ใครจะช็อก ตนคิดว่ามันต้องมีช็อกนั่นแหละ แต่คงไม่พูดดีกว่า เอาเป็นว่าตั้งแต่ตนดูมาถึงวินาทีนี้มีคนช็อกกันเป็นระยะอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าช็อกเกิดจากอะไรก็ใจเย็นๆ

ภูมิใจไทยคึกคัก! อนุทิน นำประชุม สส. นักการเมือง-คนดังส่งดอกไม้อวยพรวันเกิดครบ 60 ปี

12 กันยายน 2569 เวลา 17:27 น.

ภท.คึกคัก “อนุทิน” ประชุมสส.พรรคประจำสัปดาห์ ก่อนเบิร์ดเดย์ 60 ปีค่ำนี้ “พปชร.-ปช.-เจียรวนนท์“ ส่งดอกไม้อวยพร

วันที่ 12 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่พรรคภูมิใจไทย ก่อนการประชุมพรรคประจำสัปดาห์ในเวลา 16.30 น. เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากช่วงค่ำจะมีการรับประทานอาหารและอวยพรวันคล้ายวันเกิด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่จะครบรอบ 60 ปีในวันที่ 13 ก.ย.69

โดยตั้งแต่เวลา 14.00 น. ได้มีรัฐมนตรี สส. ตัวแทนพรรคการเมือง และภาคเอกชน นำดอกไม้มาอวยพรวันเกิดนายอนุทิน อย่างต่อเนื่อง อาทิ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายสันติ พร้อมพัฒน์ และสส.เพชรบูรณ์ นายยุทธนา ศรีตะบุตร สส.หนองคาย ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา พรรคประชาชาติ และยังมีภาคเอกชน เช่น นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ส่งแจกันดอกไม้ เป็นต้น

ขณะที่นายอนุทิน เดินทางถึงพรรคในเวลา 15.30 น. โดยผู้สื่อข่าวได้อวยพรวันเกิดล่วงหน้า นายอนุทิน กล่าวว่า “ยังๆไม่ถึง“

ทั้งนี้เวลา 18.00 น.สส.พรรคภูมิใจไทย จะมีการรับประทานอาหารร่วมกัน และร่วมอวยพรวันเกิด นายอนุทิน