พริษฐ์ ขู่ 14 ก.ย.นี้ กกต. ไม่ส่งฟ้องศาล 229 คนเอี่ยวฮั้ว สว. เจอกันเวทีสภา-ซักฟอก

12 กันยายน 2569 เวลา 16:38 น.

’ไอติม‘ บี้กดดัน ‘7กกต.’ ลงมติส่ง ‘229ผู้ถูกกล่าวหา’ ใน ‘คดีฮั้ว สว.’ ให้ศาลพิสูจน์ ชี้หลักฐานทั้งเส้นเงิน-นัดหมาย-โพยยังอยู่ มองเคสพยานกลับคำคนเดียวไม่ทำให้ ‘ช้างทั้งตัว’ หายไป ลั่นหากยกคำร้องเรื่องไม่จบ พร้อมเดินหน้าตรวจสอบทุกช่องทาง หวั่นบางสีอยู่เหนือกฎหมาย

12 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวก่อนคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันพรุ่งนี้ ( 14 ก.ย.) ว่า กิจกรรมสัมมนาเรื่ององค์กรอิสระในวันนี้ต้องการสื่อสารให้องค์กรอิสระปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากอิทธิพลแทรกแซง ซึ่งบทบาทของ กกต. ต่อคดีดังกล่าวเป็นกรณีสำคัญที่สังคมกำลังจับตา

นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนยังยืนยันข้อเรียกร้องให้ กกต. ทั้ง 7 คน ลงมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คนต่อศาล ไม่ใช่การฟันธงว่าทุกคนกระทำผิด แต่เห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอให้ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาล ว่าใครกระทำผิดบ้าง โดยยกเหตุผลว่า คดีก่อนหน้านี้ กกต. เคยส่งฟ้องจากหลักฐานข้อความสนทนาเรื่องการจับคู่ลงคะแนน ขณะที่คดีนี้มีหลักฐานที่เห็นว่าแสดงถึงการทำงานเป็นขบวนการ ทั้งเส้นทางการเงิน การนัดหมาย และโพยที่นำไปใช้ในวันเลือก

นายพริษฐ์ กล่าวว่า กกต. 4 ใน 7 คน มีปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ เนื่องจากได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งจาก สว. ชุดที่มีผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่ควรใช้ดุลพินิจเป็นคุณต่อผู้ที่ให้ความเห็นชอบตนเอง ทางออก คือส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา หรืออย่างน้อยควรพิจารณาความเห็นของ กกต. อีก 3 คนที่ไม่มีปัญหาดังกล่าว แล้วลงมติไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน

ส่วนข้อสังเกตว่าการจัดกิจกรรมเป็นการกดดัน กกต. ก่อนลงมติ นายพริษฐ์ยืนยันว่า การเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตามกฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนราษฎร โดยสิ่งที่กังวลคือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือใช้มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละคดี จึงต้องนำเสนอข้อมูลและตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามถึงเอกสารหลุดที่เกี่ยวข้องกับพยานกลับคำให้การ นายพริษฐ์กล่าวว่า “เราจะเรียกว่าเอกสารหลุดหรือเอกสารปล่อยครับ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อหาบังเอิญตรงกับที่ สส. พรรคภูมิใจไทยอภิปรายในสภาก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ หลักฐานคดี สว. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพยานเพียงคนเดียว แต่ยังมีพยานอีกหลายร้อยคน เส้นทางการเงิน ประวัติการติดต่อ โพย และบัตรลงคะแนน

“มันมีช้างทั้งตัวครับพยานกลับคำให้การคนเดียว ไม่ได้ทำให้ช้างตัวนั้นหายไป” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากพยานอ้างว่าการให้การครั้งแรกเกิดจากแรงกดดันทางการเมือง ก็ควรตรวจสอบเช่นกันว่าการกลับคำให้การครั้งที่สอง ซึ่งเป็นคุณต่อพรรคภูมิใจไทยและเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคมีอำนาจ ได้รับแรงกดดันหรือไม่ โดยต้องนำคำให้การทั้งสองครั้งมาเทียบกับพยานและหลักฐานอื่น ไม่ใช่เลือกตั้งคำถามเพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า คำให้การครั้งหลังที่ปฏิเสธเรื่องการทำโพย ขัดแย้งกับหลักฐาน โดยอ้างถึงภาพกล้องวงจรปิด การพบโพยในสถานที่เลือก และรูปแบบการกระจายคะแนนทั้ง 20 กลุ่มที่มีลักษณะคล้ายกัน ฃพร้อมตั้งคำถามว่า หากอ้างว่ามีการทำโพยย้อนหลัง จะอธิบายผลคะแนนที่สอดคล้องกันได้อย่างไร

สำหรับแนวทางหลังวันที่ 14 กันยายน นายพริษฐ์ กล่าวว่า หาก กกต. ยกคำร้องหรือไม่ส่งฟ้องทั้งที่หลักฐานชัดเจน “เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน” โดย กกต. ต้องเตรียมตอบคำถามในการพิจารณารายงานประจำปีในสภาสัปดาห์หน้า ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฝ่ายบริหารก็ต้องตอบคำถามในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ในทางกฎหมายยังต้องพิจารณาช่องทางดำเนินการต่อ รวมถึงการดำเนินคดีกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งอาจต้องให้ผู้เสียหายเป็นผู้ยื่น ไม่ใช่พรรคการเมืองโดยตรง

นายพริษฐ์ กล่าวยืนยันว่า พร้อมดำเนินการทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมายและสิทธิที่มีเพื่อให้เกิดความยุติธรรม พร้อมกล่าวว่า หากคดีโกง สว. จบลงโดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่จะได้กลับมาคือระบบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด และว่า “สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือกลัวมีบางสีอยู่เหนือกฎหมาย”

พริษฐ์ ยัน ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกใน ก.ย.นี้ ล็อกเป้าถล่ม อนุทิน-ไชยชนก

12 กันยายน 2569 เวลา 16:15 น.

’ทั่นปธ.วิปค้าน‘ ลั่นยื่นซักฟอกรัฐบาลในเดือนก.ย.นี้แน่นอน ล็อกเป้า ‘อนุทิน–ไชยชนก’ พุ่งเป้าเปิดเแผล ’โกงสอบท้องถิ่น–ฮั้ว สว.– TH – AI Passport’ แย้มมีเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผย

วันที่ 12 กันยายน  2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานในการจัดทำรายละเอียดญัตติ และรวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่ต่างฝ่ายประสงค์จะอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว คาดว่าจะดำเนินการตามกรอบเวลาเดิม คือจะพยายามทำญัตติให้เสร็จและยื่นภายในเดือนนี้

เมื่อถามว่า ส่วนหนึ่งเพราะรอดูมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เรื่องคดีฮั้ว สว.หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้รอตรงนั้น เพราะยังไงก็รู้ผลในวันที่ 14 กันยายน อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า มีการล็อกเป้าเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า มี 2-3 ส่วน ส่วนแรกคือประเด็นที่ปรากฏต่อสาธารณะ เช่นการโกงสอบท้องถิ่น คดีโกงเลือก สว. และโครงการ TH-AI Passport ส่วนที่สองคือกลุ่มประเด็นที่เราตรวจสอบและเก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นที่สาม ต้องรอดูว่าหลังจากนี้จนถึงวันอภิปราย จะมีเรื่องใหม่เข้ามาหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนตัวบุคคล หลังจากที่ได้มีการนัดทานข้าวกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ได้มอบหมายให้แต่ละพรรคไปรวบรวมข้อมูล ซึ่ง 2 ชื่อที่ยืนยันเรียบร้อยแล้ว และพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกัน คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนจะมีใครอีกบ้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมจากทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า จะมีการอภิปรายเชื่อมโยงถึงบุคคลที่บุรีรัมย์หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอดูเนื้อหาสาระ แต่ในช่องทางทางการ ก็ต้องเจาะจงไปที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่หากมีหลักฐานปรากฏว่า ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน แต่รับใช้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ก็ต้องรวมอยู่ในสาระการอภิปรายด้วย

ผอ.JIC ไทย เปิดหลักฐาน กัมพูชาใช้’พระวิหาร’เป็นฐาน ขอประชาคมโลกสอบ ย้ำมรดกโลกไม่ใช่เกราะสงคราม

12 กันยายน 2569 เวลา 16:01 น.

“ผอ.JIC ไทย” เปิดหลักฐานโต้เขมร ใช้ “พระวิหาร” เป็นฐานทหาร ย้ำมรดกโลกไม่ใช่เกราะสงคราม ขอประชาคมโลกตรวจสอบพิกัด-ภาพอาวุธ-ไทม์ไลน์ ใครยิงจากไหน เมื่อใด

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ระบุถึงกรณีที่ฝ่ายไทยมีหลักฐานว่า ทหารกัมพูชาใช้บริเวณปราสาทพระวิหารเป็นฐานที่มั่นทางทหาร โดยไทยยืนบนหลักว่า การนำพื้นที่มรดกโลกไปใช้ประโยชน์ทางทหารเป็นประเด็นสำคัญตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อมูลที่ฝ่ายไทยนำเสนอประกอบด้วยภาพทางอากาศ พิกัด และภาพอาวุธที่ระบุว่าอยู่ในบริเวณดังกล่าว ทั้งอาวุธต่อต้านรถถัง RPG อาวุธประจำกาย และตำแหน่งอาวุธต่อสู้อากาศยาน สิ่งที่ไทยต้องการคือ ให้มีการตรวจสอบหลักฐานเหล่านี้อย่างเป็นกลาง ไม่ใช่ตัดสินจากคำกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ส่วนกรณีที่ไทยกล่าวหาว่ากัมพูชาใช้พื้นที่มรดกโลกเป็นฐานยิงใส่ทหารไทยใช่หรือไม่ ผอ.JIC ระบุว่า ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่าบริเวณดังกล่าวถูกใช้ในกิจกรรมทางทหาร และมีข้อกล่าวหาที่ต้องตรวจสอบว่า มีการใช้อาวุธจากพื้นที่นั้นต่อกำลังไทย โดยฝ่ายไทยพร้อมนำเสนอพิกัด เวลา ภาพ และข้อมูลประกอบ เพื่อให้พิจารณาจากข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า หากทหารกัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานทหาร เท่ากับว่าปราสาทหมดความคุ้มครองหรือไม่ ผอ.JIC ระบุว่า ไม่ควรพูดว่าหมดความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกฎหมายมีรายละเอียดและเข้มงวดกว่านั้น โดยอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 กำหนดให้หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและบริเวณใกล้เคียงในลักษณะที่ทำให้เสี่ยงต่อการถูกทำลายหรือเสียหายจากการสู้รบ

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการยิงจากพื้นที่มรดกโลก ไทยมีสิทธิตอบโต้หรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายในขณะนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะมีทหารหรืออาวุธอยู่แล้วจะโจมตีได้ทันที ภายใต้หลักคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ต้องพิจารณาว่าสถานที่นั้นกลายเป็นวัตถุประสงค์ทางทหารหรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่ และต้องใช้มาตรการที่เป็นไปได้เพื่อลดความเสียหายต่อมรดกทางวัฒนธรรม โดยหลักดังกล่าวปรากฏชัดใน Second Protocol ปี 1999 โดยเฉพาะเรื่อง imperative military necessity และ precautions in attack

เมื่อถามย้ำอีกว่า แล้วใครควรรับผิดชอบต่อความเสียหายของปราสาท ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องดู Full Timeline ว่าใครนำกำลังและอาวุธเข้าไป ใครใช้อาวุธ จากตำแหน่งใด เมื่อใด และฝ่ายที่ตอบโต้มีเป้าหมายอะไร จึงจะประเมินความรับผิดชอบได้อย่างเป็นธรรม ไม่ควรเริ่มเรื่องจากภาพความเสียหายเพียงปลายเหตุ

ส่วนข้อความสำคัญที่ไทยต้องการบอกประชาคมโลกคืออะไร ผอ.JIC ระบุว่า มรดกโลกต้องเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ ไม่ใช่เครื่องมือในการทำสงคราม ทุกฝ่ายมีหน้าที่ร่วมกัน อย่าใช้มรดกทางวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์ทางทหาร และอย่าโจมตีมรดกทางวัฒนธรรมโดยปราศจากเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไทยขอเพียงมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกฝ่าย คือ ตรวจสอบข้อเท็จจริง คุ้มครองชีวิต และคุ้มครองมรดกของมนุษยชาติ

“มรดกโลกไม่ควรถูกใช้เป็นฐานทางทหารหรือเป็นเกราะกำบังการปฏิบัติการทางทหาร หากมีข้อกล่าวหาเรื่องการยิงจากพื้นที่ดังกล่าว ขอให้ตรวจสอบ Full Timeline ใครยิง จากไหน เมื่อใด และเป้าหมายอะไร ไทยพร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามมาตรฐานสากล” ผอ.JIC กล่าว

‘เหรียญเหนือดวง’ก็ช่วยไม่ได้ ปชป. อัดรัฐบาลซ้ำซากแก้ค่าน้ำมันแพง อึ้งกองทุนติดลบพุ่งแสนล้าน 

12 กันยายน 2569 เวลา 15:43 น.

“ปชป.” อัด รัฐบาลซ้ำซากแก้ค่าน้ำมันแพง สร้างหนี้ให้ ปชช.แบก อึ้งกองทุนน้ำมันติดลบพุ่งแสนล้าน ย้อนเจ็บ “เหรียญเหนือดวง” ช่วยไม่ได้ หากไม่จริงใจแก้ปัญหา

วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแถลงข่าวอัดรัฐบาลถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันแพงและภาระหนี้สินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของนายกรัฐมนตรี ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปีนี้ นายกฯ จะสละเวลามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยบริหารงานราชการแผ่นดินและทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน มากกว่าการรับใช้กลุ่มทุนพลังงาน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันแพง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่อย่างหนัก


น.ส.ศิริภา กล่าวต่อว่า ในครึ่งปีแรกกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทำกำไรไปมากกว่า 80,000 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลโดยกรมสรรพากรออกมาประกาศว่าจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สูงกว่าประมาณการถึง 2% คิดเป็นเงิน 40,000 – 50,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นล้วนมาจากผลของการจัดเก็บ VAT จากการนำเข้าน้ำมันและกลุ่มธุรกิจพลังงาน ชี้ให้เห็นว่าแม้แต่รัฐบาลเองก็ได้รับประโยชน์จากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ แต่สุดท้ายประชาชนยังคงต้องเผชิญราคาน้ำมันแพงและแบกรับภาระหนี้สินกองทุนน้ำมันที่ติดลบกว่า 80,000 ล้านบาท

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุอีกว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แม้ราคาหน้าปั๊มในประเทศยังไม่ปรับขึ้น แต่ราคาหน้าโรงกลั่นเพิ่มขึ้นไปแล้ว เนื่องจากรัฐใช้วิธีอุดหนุนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบ “ชดเชยแล้ว ชดเชยอีก” สร้างหนี้ระยะยาวตกเป็นภาระของประชาชน ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอแนวทางแก้ปัญหาหลายครั้ง โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิตทันที และการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นมาทำเป็นส่วนลด ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันลงได้ทันทีถึง 9 บาทต่อลิตร โดยไม่ต้องสร้างหนี้กู้เงินมาอุดหนุน

“ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านนายกฯ จะจริงใจต่อการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงในครั้งนี้ มากกว่าการเดินสายไปมูทั่วประเทศในช่วงวันเกิดของท่านค่ะ และหากท่านไม่คิดจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเลย ดิฉันต้องเรียนท่านแบบนี้ค่ะว่า หากท่านยังจะสะสมหนี้สิน สร้างภาระให้กับพี่น้องประชาชนไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว เหรียญเหนือดวงที่ท่านแขวนอยู่ ก็จะไม่สามารถช่วยอะไรท่านนายกฯ ได้เลยค่ะ” น.ส.ศิริภา กล่าว

ด้าน นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหากองทุนน้ำมันนาน เข้าสู่เดือนที่ 6 แล้ว ทั้งการเก็บภาษี Windfall Tax การยกเว้นภาษีสรรพสามิต และการเจรจากับโรงกลั่นเพื่อปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่นไม่ให้ฟันกำไรเกินควร เพื่อเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขระหว่างโรงกลั่น ธุรกิจพลังงาน และประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้โรงกลั่นฟันกำไรอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

นายพงศกร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันติดลบอยู่ราว 85,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในเดือนหน้าอาจพุ่งสูงถึง 100,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องใช้เงินอุดหนุนประมาณสัปดาห์ละ 2,500 ล้านบาท คำถามคือรัฐบาลจะนำเงินจากไหนมาจ่าย ในเมื่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทนั้น เงินกู้ก้อนแรก 200,000 ล้านบาทจะหมดลงในเดือนนี้ ส่วนเงินกู้ก้อนหลังอีก 200,000 ล้านบาท ก็ไม่มีงบส่วนใดที่จัดสรรไว้สำหรับชดเชยกองทุนน้ำมันเลย โดยรัฐบาลเตรียมนำไปใช้กับการเปลี่ยนถ่ายพลังงานผ่านโครงการโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งตนจะนำเสนอรายละเอียดข้อห่วงใยต่อไป

“ขอให้รัฐบาลฟังเราหน่อยครับ คนใช้น้ำมันเนี่ยท่านอาจจะมีสวัสดิการเบิกได้ ในเรื่องของน้ำมัน เพราะท่านเป็น ครม. เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาล แต่พี่น้องประชาชน เขาต้องจ่ายเอง ค่าน้ำมัน ไม่มีเงินที่สามารถที่จะเบิกค่าน้ำมันได้ และที่สำคัญคือ เงินที่ท่านเอาไปจ่ายเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนน้ำมันหรือไปกู้ คนที่เป็นหนี้ คือประชาชน ไม่ใช่แค่ท่าน ดังนั้นครับ คิดถึงประชาชนบ้าง” นายพงศกร กล่าว

ธนกร หนุนขยาย ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 พร้อมสานต่อ ไทยเที่ยวไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

12 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.


“ธนกร” หนุนขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” เผยรัฐบาลเตรียมสานต่อนโยบาย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี วอนผู้ประกอบการโรงแรมอย่าฉวยโอกาสขึ้นราคา ลั่น “อนุทิน” ไม่ปล่อยให้เอาเปรียบคนไทยด้วยกันเอง

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะให้มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า ขณะนี้เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาถึงความเหมาะสมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ หรือผลตอบรับของโครงการ ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในเฟสแรกนั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าตนไปลงพื้นที่ที่จังหวัดไหนก็จะมีชาวบ้านมาฝากข้อความไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่า ขอให้ต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสไปเรื่อยๆ จนกว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกจะเลิกผันผวน เพื่อให้พี่น้องประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ไม่ต้องลำบากจนเกินไปจากค่าครองชีพต่างๆ ที่สูงขึ้น ที่สำคัญ รัฐบาลก็ชี้แจงไปแล้วว่า วันนี้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ในส่วนของ 2 แสนล้านบาทที่ใช้ไปนั้นยังมีเหลืออยู่ ดังนั้น เชื่อว่าจะสามารถขยายโครงการออกไปได้อีกอย่างน้อย 1-2 เดือน

นายธนกร กล่าวอีกว่า นอกจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างมากจากพี่น้องประชาชนแล้ว รัฐบาลกำลังเตรียมผลักดันโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกด้วย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2569 โดยเบื้องต้น รัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก โดย 1 สิทธิจะได้รับการสนับสนุนค่าที่พักจ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนที่เหลือประชาชนจ่ายเอง หรือหากค่าที่พักไม่ถึงก็เบิกตามจริง คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2569 เชื่อว่าจะกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศได้แน่นอน

“เมื่อรัฐบาลมีมาตรการออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ก็อยากจะขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้วยว่า อย่าฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พักเลย เพราะเท่ากับเป็นการเอาเปรียบคนไทยด้วยกันเอง ในยามที่ประเทศต้องการความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจไปให้ได้ ซึ่งท่านนายกฯ ไม่มีทางปล่อยคนที่เอาเปรียบคนไทยด้วยกันเองอย่างแน่นอน ทั้งขึ้นแบล็กลิสต์ ไม่ให้โอกาสเข้าร่วมโครงการได้อีก และดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด” นายธนกร กล่าว

รัฐบาลปลื้ม สื่อเวียดนาม–มาเลเซีย ชูไทยท็อปโลก อันดับ 3 ดิจิทัลโนแมด-อันดับ 4 วัยเกษียณ

12 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

สื่อเวียดนาม–มาเลเซียชูไทยท็อปโลก อันดับ 3 “ดิจิทัลโนแมด”–อันดับ 4 “วัยเกษียณ” รัฐบาลต่อยอดดึงกำลังซื้อเข้าไทย 365 วัน

วันที่ 12 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า VnExpress International ของเวียดนาม และ The Star ของมาเลเซีย รายงานผล Rumavi Global Relocation Index 2026 ซึ่งประเมิน 192 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายอันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมด (Digital Nomads) ด้วยคะแนน 75.4 และอันดับ 4 ของโลกสำหรับผู้เกษียณ (Retirees) ด้วยคะแนน 74.3 สะท้อนว่าไทยไม่ได้โดดเด่นเพียงด้านการท่องเที่ยว แต่มีศักยภาพเป็นจุดหมายสำหรับ “อยู่นาน ทำงาน และใช้ชีวิต” ในระดับโลก

สำหรับดิจิทัลโนแมด ไทยอยู่อันดับ 3 ของโลก รองจากมาเลเซียและโปรตุเกส ส่วนกลุ่มผู้เกษียณ ไทยอยู่อันดับ 4 รองจากมาเลเซีย ปานามา และโปรตุเกส โดยทั้งสองประเภทไทยเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

จุดแข็งของไทยอยู่ที่ค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ 96.9 คะแนน ระบบเงินตราและธนาคาร 91.8 คะแนน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 89.4 คะแนน รวมถึงคุณภาพและต้นทุนการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างละ 78 คะแนน ซึ่งตอบโจทย์ทั้งคนทำงานจากระยะไกลและผู้เกษียณที่ต้องการพำนักระยะยาว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองอันดับดังกล่าวเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” เพราะดิจิทัลโนแมดและผู้เกษียณต่างชาติเป็นกลุ่มที่มีโอกาสพำนักและใช้จ่ายในประเทศต่อเนื่อง ทั้งที่พัก อาหาร การเดินทาง สุขภาพ และบริการต่าง ๆ หากสามารถดึงดูดให้พำนักนานขึ้น ย่อมเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการและชุมชนได้ตลอดทั้งปี

“เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คนทั่วโลกอยากมาเที่ยวไทย แต่ต้องทำให้คนที่มีศักยภาพอยากอยู่ไทยนานขึ้น และใช้จ่ายในไทยมากขึ้น อันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมดและอันดับ 4 สำหรับผู้เกษียณ จึงเป็นโอกาสที่ไทยต้องเปลี่ยนให้เป็นรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจ” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะต่อยอดจุดแข็งดังกล่าวผ่านการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล ภาคบริการ และระบบสุขภาพ ควบคู่กับการผลักดันประเทศไทยเป็นจุดหมายคุณภาพตลอด 365 วัน โดยขยับจากการเน้น “จำนวนคนมาเที่ยว” ไปสู่การเพิ่ม “มูลค่าต่อคนและระยะเวลาพำนัก” ให้มากขึ้น

สำหรับกลุ่มดิจิทัลโนแมด รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสภาพแวดล้อมที่รองรับการทำงานและพำนักระยะยาว ขณะที่กลุ่มผู้เกษียณจะเชื่อมโยงกับการยกระดับบริการสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ เศรษฐกิจสุขภาพ และเศรษฐกิจสูงวัย ซึ่งเป็นภาคบริการมูลค่าสูงที่ประเทศไทยมีศักยภาพ

“จุดแข็งของไทยวันนี้ไม่ใช่แค่ ‘เที่ยวดี’ แต่คือ ‘อยู่ได้ ทำงานได้ และเกษียณได้’ รัฐบาลจะต่อยอดจุดแข็งนี้ให้เป็น Destination Thailand ที่ดึงกำลังซื้อ สร้างรายได้ใหม่ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับยังสะท้อนประเด็นที่ไทยต้องเร่งพัฒนา ทั้งการเข้าถึงภาษาอังกฤษ โอกาสทางธุรกิจ และหลักนิติธรรม ซึ่งรัฐบาลจะนำมาประกอบการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าทำงาน และน่าลงทุนในระยะยาว

ชวน แฉขบวนการยึดครององค์กรอิสระ ตั้งคนตามอำเภอใจ เหมือนระบบประธานาธิบดี  เตือนอย่าใช้ชาติคืนหนี้บุญคุณ!

12 กันยายน 2569 เวลา 15:09 น.

“ชวน” ชี้ องค์กรอิสระเป็นกลไกสำคัญตรวจสอบการใช้อำนาจ แต่กำลังโดนแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เตือน ต้องยึดความซื่อสัตย์-เที่ยงตรง -ธรรมาภิบาล ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชาติ

12 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาในหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ในช่วงเช้ามีผู้ร่วมปาฐกถาพิเศษ ได้แก่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

โดยนายชวน กล่าวปาฐกถาว่า เดิมโครงสร้างการปกครองยึด 3 อำนาจหลักคือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เกิดขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึด 3 หลักนี้ในการบริหารบ้านเมืองมาตลอด แต่ก็ลุ่มๆ ดอนๆไม่ใช่เพราะโครงสร้างไม่ดี แต่เพราะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากบุคคลมากกว่าการยึดอำนาจหลายครั้ง ซึ่งในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นครั้งแรก ใช้โครงสร้างการปกครองบ้านเมืองในระบบรัฐสภามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เหมือนเดิมแต่มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์กรอื่นๆเกิดขึ้นอีกประมาณ 5-6 องค์กร ซึ่งเป้าหมายของรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระ เพื่อให้เป็นองค์กร มีการตรวจสอบ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองทุกองค์กร รวมถึงการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมโดยองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย และการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน ป.ป.ช. มีหน้าที่ดูแลเพื่อควบคุมนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งองค์กรอื่นๆ

นายชวน กล่าวว่า ในทุกองค์กรจะมีมาตราหนึ่งเขียนไว้ว่า บุคลากรที่จะเข้ามาอยู่ในองค์กร ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และคำนี้ก็เริ่มเกิดขึ้น แต่มีองค์กรเดียวที่ไม่เขียนเรื่องนี้ไว้คือกรรมการสิทธิมนุษยชน รัฐบาลในขณะนั้นจึงเป็นภาระที่ต้องออกกฎหมายในทุกฉบับให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด รัฐบาลชุดนั้นจึงต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติที่เข้มแข็ง ซึ่งกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระได้ประกาศใช้เมื่อปีพ.ศ. 2541-2542

นายชวน กล่าวอีกว่า ในช่วงที่เริ่มการทำงานขององค์กรอิสระ อย่างกกต.ชุดแรก ได้ลงโทษผู้ที่ทำผิดโดยไม่มีข้อสงสัยในความเชื่อถือ แต่เมื่อกกต. ชุดหลังจากนั้นก็มีข้อครหาตามมา ซึ่งกกต.ชุดที่ 2 ถูกจำคุกไป 3 คน มาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากนั้นก็มีกกต. บางชุดมีข้อครหาว่าเรียกรับเงิน เปลี่ยนใบแดงเป็นใบเหลือง หรือเปลี่ยนใบเหลืองเป็นใบเขียว ซึ่งมีราคาที่ต้องจ่าย และด้วยการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระมีผลต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือเรื่องการตรวจสอบที่เข้มข้นเพื่อให้ประสิทธิภาพการปกครองนี้สมบูรณ์ อำนาจอธิปไตย 3 อำนาจ สถาบันเดียวที่มั่นคงตลอดคือตุลาการ แม้จะมีการยึดอำนาจแต่ก็ไม่สามารถก้าวล่วงการทำงานของตุลาการได้เลย ดังนั้น ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อำนาจตุลาการก็ยังคงความเข้มข้น ทั้งศักยภาพและบทบาทหน้าที่ไว้อย่างน่าชื่นชม

นายชวน กล่าวว่า เมื่อองค์กรอิสระเกิดขึ้นอำนาจการตัดสินก็เปลี่ยนแปลงไปในบางเรื่อง การตัดสินบางอย่างจบลงที่องค์กรเหล่านี้ ยกเว้นบางกรณีที่จะต้องส่งศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่จุดเริ่มต้นของการสืบสวนองค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้สืบสวน และเมื่อตนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว รัฐบาลใหม่เข้ามา การแทรกแซงก็เริ่มเกิดขึ้น และฝ่ายบริหารล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ ด้วยการฆ่าตัดตอน คือฝ่ายบริหารเข้าไปตัดสินคดีความแทนตุลาการคือการส่งตำรวจไปฆ่าตัดตอนคนร้ายที่ภาคใต้

นายชวน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขขององค์กรอิสระก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่กลับมาเลวร้ายเนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง และวันนี้ก็กำลังจะกลายเป็นโจทก์ เช่น การพิจารณางบประมาณปี 2570 จึงมีการคัดค้านไม่ให้จัดงบประมาณให้กับ กกต. เพราะองค์กรอิสระต้องเพิ่มคนอีกหลายพันคน ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มภาระกับภาษีของรัฐ ดังนั้น องค์กรเหล่านี้จึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ถ้าองค์กรเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ที่ให้เป็นองค์กรสำหรับการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ องค์กรเหล่านี้ก็จะล้มเหลว การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองขณะนี้รุนแรงจนน่าตกใจ มีคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง

“ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ แต่หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ผมเชื่อว่าลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน การแทรกแซงไม่ใช่เฉพาะในองค์กรอิสระ ความจริงแล้วทุกองค์กรส่งคนตัวเองเข้าไปอยู่หมด ทั้งหมดเป็นการเข้าไปยึดครองอย่างน่าตกใจ และแน่นอนการแต่งตั้งข้าราชการก็เพื่อไม่ใช่ระบบรัฐสภา เป็นระบบประธานาธิบดี คือตั้งตามอำเภอใจและอยู่นาน“ นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวว่า โดยสรุปการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่มีองค์กรอิสระ เป็นไปในทางบวกมาโดยตลอด การตรวจสอบเข้มข้นดีขึ้นแบ่งเบาภาระของศาลยุติธรรมไปได้มาก แต่ในที่สุดการเมืองที่มีธุรกิจการเมืองเข้ามาแทรกแซง คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองที่มองเส้นทางการเมืองเป็นธุรกิจลงทุน ซื้อสส. ซื้อเสียง และหักกำไร ดังนั้น ทุกเรื่องจึงมีประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าการเมืองในระบบที่มีองค์กรอิสระไม่สามารถตรวจสอบได้ องค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาท และงานที่ทำอยู่ตอบสนองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเราจะคุ้มครองปกป้องระบอบนี้ไว้ เราก็ต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือผู้บริหารต้องยึดมั่น ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้น องค์กรอิสระจะประสบความสำเร็จได้จริงต้องยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาลเที่ยงตรง โดยไม่ไปเกรงใจใคร เพราะรู้ว่าความเกรงใจ ที่ทำให้กกต. ชุดหนึ่งต้องลงเอยอย่างน่าเสียดาย สังคมไทยต้องมีข้อไม่เกรงใจรวมอยู่ด้วยเพื่อบ้านเมือง องค์กรอิสระต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีอื่น อย่าเอาประโยชน์ของชาติไปตอบแทนบุญคุณ ถึงท่านได้เป็นเพราะของช่วยก็ตาม แต่บัดนี้ท่านได้เป็นก็ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องยึดหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าองค์กรอิสระ เป็นประโยชน์ต่อการปกครองได้อย่างแท้จริง

‘รุทธพล’ เปิดแผนยุติธรรมเชิงรุก 7 ด้าน ย้ำไม่ปล่อยคดีช้าซ้ำเติมคนจน

12 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

“รุทธพล”เปิดแผนยุติธรรมเชิงรุก 7 ด้าน ช่วยประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม ดึงเข้าถึงชาวบ้าน ย้ำไม่ปล่อยคดีช้า ซ้ำเติมคนจน เร่งช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5 พันล้าน

เมื่อเวลา 09.05 น.วันที่ 12 กันยายน 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT 2HD ถึงการขับเคลื่อนงานกระทรวงยุติธรรมเชิงรุกของรัฐบาลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย ให้ความสำคัญกับหลักความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม จึงกำหนดนโยบายหลัก 7 ด้าน ได้แก่ 1.การน้อมนำโครงการพระราชดำริและพระบรมราโชบายไปปฏิบัติให้เกิดผล 2.การปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ 3.การแก้ไขปัญหายาเสพติด 4.การคุ้มครองสิทธิและเยียวยาประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 5.การพัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรม 6.การฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำ และ7.การบริหารงานอย่างมืออาชีพ

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า แต่ละกรมต้องมีกรอบเวลาทำงาน ไม่ปล่อยให้เรื่องของประชาชนค้างหลายเดือนเหมือนที่ผ่านมา โดยตนและปลัดกระทรวงยุติธรรมลงไปดูความพร้อมของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยตัวเอง เพื่อให้ประชาชนรู้ทันทีว่าเรื่องของตนจะเดินต่ออย่างไร

“เมื่อมีพี่น้องประชาชนเข้ามาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์แล้ว ขั้นตอนต่อไปเราจะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว เรื่องการช่วยเหลือ เยียวยา และเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เป็นงานที่กำชับทุกกรมในกระทรวง” พล.ต.ท.รุทธพลกล่าว

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงคำพูดที่ว่าคุกมีไว้ขังคนจนนั้นว่า ปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมมีกองทุนยุติธรรม ศูนย์ยุติธรรมชุมชนทุกจังหวัด และสายด่วน ช่วยคนยากจนหรือผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งค่าประกันตัว ค่าจ้างทนาย การเยียวยาผู้เสียหาย และคำปรึกษากฎหมาย อย่างไรก็ตาม กองทุนยุติธรรมไม่ได้ช่วยทุกกรณี แต่มีคณะกรรมการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้เงินไปถึงคนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่มีเงินต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ต่อสู้คดี

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ด้านยาเสพติดกระทรวงยุติธรรมใช้ ป.ป.ส.ทำงานร่วมตำรวจ ทหาร จังหวัด และอำเภอ ครบทั้งป้องกัน ปราบปราม บำบัดฟื้นฟู และเฝ้าระวัง โดยสกัดตั้งแต่ชายแดนไทย–ลาว–เมียนมา ก่อนยาเสพติดทะลักเข้าประเทศ

“ที่ผ่านมา ป.ป.ส.ประสานประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งจุดตรวจ ฝึกเจ้าหน้าที่ และติดตามผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในไทยแล้วหลบหนีข้ามแดน พร้อมเน้นจับผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล และยึดทรัพย์ โดยเคยสกัดสารตั้งต้นที่หากหลุดไปได้ อาจผลิตยาบ้าได้กว่า 1,000 ล้านเม็ด”

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงกรณี อาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้า การพนันออนไลน์ และเครือข่ายข้ามชาติว่า นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นประธานอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะ หน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องบูรณาการตำรวจ DSI ปปง. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และสรรพากรขณะนี้มีชุดทำงาน 7 ชุด แบ่งเป็นคดีออนไลน์และฟอกเงิน 4 ชุด คดีนอมินี 3 ชุด ลงพื้นที่พัทยา ชลบุรี เกาะสมุย เกาะพะงัน และภูเก็ต เพื่อตรวจเครือข่ายต่างชาติ นอมินี และการถือครองทรัพย์สินผิดปกติในไทย

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า สิ่งที่เหยื่อออนไลน์ต้องการที่สุดคือเงินที่ถูกหลอกต้องตามคืนให้ได้ ตำรวจจึงตั้งศูนย์ ACSC เป็นวอร์รูม มีตำรวจ ปปง. และธนาคารอยู่ร่วมกัน เมื่อแจ้งเหตุจะเร่งสกัดเส้นทางเงินจากบัญชีม้าแถวแรกไปถึงแถวต่อไป รวมถึงจุดกดเงินสด โดยในคดีที่ยึดทรัพย์ได้แล้ว ตำรวจและ DSI ประสาน ปปง.ขายทอดตลาดทรัพย์สิน เช่น รถหรู เพื่อนำเงินเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย ทำแล้วเกือบ 700 ราย ผู้เสียหายเกือบ 600 คน วงเงินกว่า 130 ล้านบาท

ส่วนด้านการแก้หนี้ครัวเรือน กระทรวงยุติธรรมใช้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ช่วยก่อนฟ้อง และกรมบังคับคดีช่วยหลังศาลมีคำสั่ง ปีงบประมาณ 2569 จัดไกล่เกลี่ย 23 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 ราย ขอแก้หนี้กว่า 40,000 ราย ทุนทรัพย์กว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งการไกล่เกลี่ยช่วยลดภาระประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท หลายกรณีจากต้องผ่อนเดือนละ 10,000-15,000 บาท เหลือ 1,500 บาท หนี้บัตรเครดิตหลักแสนเหลือ 15,000 บาท

“เงินที่เหลือเขาก็เอาไปดูแลครอบครัวได้ และปีหน้าจะเริ่มจัดไกล่เกลี่ยหนี้รอบใหม่ช่วงเดือนม.ค. เพื่อให้คนเดือดร้อนมีโอกาสตั้งหลัก เลี้ยงลูกหลาน และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

‘ธนพร’ ซัดม็อบสีส้ม 13 ก.ย. แค่คนแพ้ เกมอำนาจ เตือนอย่าเล่นนอกกติกา กดดัน กกต.จนบ้านเมืองไร้ขื่อแป

12 กันยายน 2569 เวลา 14:37 น.

“ธนพร” ซัดม็อบสีส้ม 13 ก.ย. แค่คนแพ้ เกมอำนาจ เตือนอย่าเล่นนอกกติกา กดดัน กกต.จนบ้านเมืองไร้ขื่อแป สะกิด เล่นแรง ระวังโดน VAR แจกใบเหลือง-แดง

วันที่ 12 กันยายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงการนัดชุมนุมและเดินขบวนในวันที่ 13 กันยายนว่า การชุมนุมโดยสงบถือเป็นสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนสามารถแสดงความเห็นหรือความไม่พอใจได้ แต่ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตัดสินใจไปตามความประสงค์ของผู้ชุมนุมหรือไม่

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า หากสังคมยอมรับหลักคิดว่า เมื่อใครไม่พอใจหน่วยงานรัฐก็สามารถระดมคนไปกดดันได้ ต่อไปบ้านเมืองอาจกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้มีมวลชนมากกว่าเป็นฝ่ายกำหนดคำตอบ ส่วนผู้ไม่มีพวกก็อาจหันไปใช้วิธีอื่น จนนำไปสู่สภาวะไร้กติกาและความขัดแย้งรุนแรง

“ถ้าเราจะอยู่กันแบบนี้ก็ไม่ต้องมีกฎหมาย ใครไม่พอใจอะไรก็เดินขบวนไปกดดันหน่วยงานนั้น สุดท้ายบ้านเมืองจะกลายเป็นว่าใครมีพวกก็ไปกดดันกันเอา”

สำหรับการพิจารณาคดีหรือคำร้องต่างๆ รศ.ดร.ธนพรระบุว่า กกต.มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยจากข้อกฎหมาย พยาน และหลักฐาน หากฝ่ายใดไม่เห็นด้วยก็สามารถใช้ช่องทางร้องเรียนต่อองค์กรหรือศาลที่มีอำนาจได้ ไม่ควรนำการปิดถนนหรือสร้างความวุ่นวายมาใช้แทนกระบวนการทางกฎหมาย

รศ.ดร.ธนพรกล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมว่า การเชิญชวนให้ประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญยังสามารถทำได้ แต่หากแกนนำและสมาชิกพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมเดินขบวนด้วย ก็ยิ่งทำให้สถานะของกิจกรรมชัดเจนว่าเป็น “ม็อบสีส้ม”

“การที่คุณเท้งโพสต์ ในทางการเมืองก็ถือว่าชัดเจนดี วันอาทิตย์นี้ก็เป็นม็อบสีส้ม ส่วนสาเหตุไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า บอลแพ้ คนไม่แพ้’

รศ.ดร.ธนพรมองว่า เบื้องหลังการเคลื่อนไหวไม่ใช่เพียงการเรียกร้องต่อ กกต. แต่สะท้อนความไม่พอใจหลังพรรคประชาชนพ่ายแพ้ในเกมอำนาจตามระบบ ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการแข่งขันทางการเมืองในระดับต่างๆ

แม้พรรคประชาชนจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มาของ สว.หรือกล่าวหาเรื่องการฮั้วได้ แต่ในขณะที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องยอมรับก่อนว่า สส.และ สว.ชุดปัจจุบันเข้าสู่ตำแหน่งตามกติกาที่บังคับใช้อยู่ หากเห็นว่ากติกามีปัญหาก็ควรแก้ไขผ่านระบบ ไม่ใช่พ่ายแพ้ในระบบแล้วหันไปใช้แรงกดดันนอกสภา

“สีส้มแพ้ตามกติกา แต่เมื่อแพ้แล้วกลับใช้วิธีนอกกติกา ทั้งที่เคยวิจารณ์คนอื่นว่าไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย วันนี้จึงเหมือนถ่มน้ำลายใส่มือตัวเองแล้วนำมาทาหน้า”

รศ.ดร.ธนพรเปรียบเทียบสถานการณ์ครั้งนี้กับการแข่งขันฟุตบอล โดยระบุว่า พรรคประชาชนสามารถเคลื่อนไหวและตรวจสอบได้ แต่ต้องระวังไม่ให้การชุมนุมเกินขอบเขตหรือกลายเป็นความวุ่นวาย เพราะปัจจุบันสังคมและกฎหมายเปรียบเสมือนระบบ VAR ที่ตรวจสอบการกระทำย้อนหลังได้

“จะเข้าพรวด จะเสียบแรงก็ทำได้ แต่ต้องระวังว่าทุกวันนี้มี VAR หากทำตัวเป็นฮูลิแกนแล้วโดนใบเหลืองใบแดงขึ้นมา อย่ามาร้องขอนิรโทษกรรมกันใหม่ เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมเดิมไม่ได้ครอบคลุมการกระทำในปี 2569”

รศ.ดร.ธนพรกล่าวอีกว่า พรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็น “การเมืองก้าวใหม่” ควรแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานผ่านระบบรัฐสภา การอ้างว่าตนมีเสียงไม่เพียงพอและต้องแพ้ในการลงมติ ไม่ใช่เหตุผลที่จะละทิ้งการเจรจาต่อรอง เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่มีฝ่ายใดได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น หากพรรคประชาชน

ต้องการแก้ไขที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้ง ก็ควรเปิดการเจรจากับฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่าง พร้อมเสนอสิ่งแลกเปลี่ยนที่แต่ละฝ่ายยอมรับได้ เพราะการประนีประนอมและ “ยื่นหมูยื่นแมว” เป็นกลไกปกติของรัฐสภาทั่วโลก

“ต้องคิดก่อนว่าอีกฝ่ายก็มีตัวตนอยู่ในระบบการเมือง เขาเข้ามาในสภาได้ก็เพราะมีประชาชนเลือก คุณจะปฏิเสธว่าต้องมีเฉพาะสีเดียวกับคุณจึงจะถูกต้องไม่ได้ แล้วคนไทยที่เลือกพรรคอื่นจะให้เขาไปอยู่ต่างประเทศหรืออย่างไร”

รศ.ดร.ธนพรวิจารณ์ว่า หากพรรคประชาชนยืนยันว่าจะต้องได้ทุกอย่างตามความต้องการของตัวเอง และเมื่อไม่ได้ก็ใช้มวลชนกดดัน พฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่ต่างจากเด็กที่ลงไปนอนดิ้นกลางห้างเพื่อบังคับให้ผู้ปกครองซื้อของเล่นให้

“กรณีเด็กสีส้มในสภางอแง ไม่ควรตามใจ เพราะหากตามใจก็จะยิ่งไปกันใหญ่ และอาจทำให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาพบ้านป่าเมืองเถื่อน” จี้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเสมอภาค

รศ.ดร.ธนพรย้ำว่า ผู้ชุมนุมวันที่ 13 กันยายนสามารถใช้สิทธิได้ แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกับการชุมนุมของเกษตรกร คนจน หรือกลุ่มการเมืองอื่นๆ

หากพบว่าการชุมนุมมีแนวโน้มเกินขอบเขตหรือฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เลือกปฏิบัติ

“ผู้ชุมนุมก็ใช้สิทธิตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกกลุ่ม แบบนี้จึงเรียกว่าแฟร์เพลย์กันทุกฝ่าย” รศ.ดร.ธนพรกล่าว

วิกฤตเขื่อนลำปาว! ผ่าท้องปลาหมอคางดำรอบ 4 พบไข่เต็มท้องพร้อมแพร่พันธุ์

12 กันยายน 2569 เวลา 15:41 น.

วิกฤตเขื่อนลำปาว! ผ่าท้องปลาหมอคางดำรอบ 4 พบไข่เต็มท้องพร้อมแพร่พันธุ์ ด้าน ผวจ.กาฬสินธุ์ สนธิกำลังปูพรมล่าตัดวงจรระบาด-ย้ำพบบริเวณใกล้เคียงจุดเดิม

วันที่ 12 กันยายน 2569 นายหนูพร ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านคำเขื่อนแก้ว หมู่ที่ 16 ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้นำปลาต้องสงสัยจำนวน 3 ตัว ที่จับได้บริเวณริมเขื่อนลำปาว (รอยต่อ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี) มามอบให้เจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันทันทีว่าเป็น “ปลาหมอคางดำ” ความยาว 7–10 เซนติเมตร อายุราว 3 เดือน

ต่อมา นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามการผ่าท้องพิสูจน์ ณ ลานเจ้าปู่เชียงโสม สะพานเทพสุดาฯ ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธ์ ผลการตรวจชันสูตรพบว่าปลาหมอคางดำจำนวน 2 ตัว มีไข่แน่นเต็มท้อง พร้อมขยายพันธุ์ได้ทันที เจ้าหน้าที่จึงประเมินว่ากลุ่มประชากรปลาหมอคางดำยังคงกระจายตัวอยู่ในโซนรอยต่อ ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี และยังไม่ได้ขยายวงกว้างออกไปนอกเขื่อนลำปาว

นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับ นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ สรุป timeline การพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว รวม 4 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 (31 ส.ค. 69): พบที่บ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี , ครั้งที่ 2 (5 ก.ย. 69): พบที่บ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จำนวน 2 ตัว , ครั้งที่ 3 (9 ก.ย. 69): พบที่บ้านคำแคน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จำนวน 2 ตัว (เพศผู้และเพศเมีย) และครั้งที่ 4 (12 ก.ย. 69): พบที่บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จำนวน 3 ตัว (พบไข่เต็มท้อง 2 ตัว)

จังหวัดกาฬสินธุ์ได้สั่งการให้ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประมงอำเภอ ผสานกำลังร่วมกับชาวประมงพื้นบ้าน ปูพรมสุ่มสำรวจจับปลาตามริมตลิ่งเพื่อเร่งกำจัดตัดวงจรการแพร่ระบาด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหากพบปลาลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ประมงในพื้นที่เข้าตรวจสอบและกำจัดทันทีเพื่อปกป้องระบบนิเวศทางน้ำ