พระจันทร์สตรอว์เบอร์รีอวดโฉมเหนือท้องฟ้ายุโรป ผู้คนแห่ชมความงดงาม

พระจันทร์สตรอว์เบอร์รีอวดโฉมเหนือท้องฟ้ายุโรป ผู้คนแห่ชมความงดงาม

30 มิ.ย. 2569 08:42 น.

พระจันทร์สตรอว์เบอร์รีอวดโฉมเหนือท้องฟ้ายุโรป ผู้คนแห่ชมความงดงาม

ประชาชนในหลายประเทศของยุโรปออกมาชมความงามของ “พระจันทร์สตรอว์เบอร์รี” หรือพระจันทร์เต็มดวงแรกของฤดูร้อนในซีกโลกเหนือ โดยสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในหลายเมือง 

ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ผู้คนพากันเดินทางขึ้นไปยัง คาเลนแบร์ก จุดชมวิวที่สูงที่สุดของเมือง เพื่อรอชมพระจันทร์เต็มดวงที่ค่อย ๆ โผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้าในช่วงค่ำ ท่ามกลางทัศนียภาพของเมืองหลวงออสเตรีย

ส่วนที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างรวมตัวตามจุดชมวิวสำคัญ เพื่อถ่ายภาพพระจันทร์ที่ลอยเด่นเหนือแม่น้ำตากุส โดยในช่วงที่ดวงจันทร์เพิ่งโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า หลายคนสังเกตเห็นว่ามีสีออกส้มอมทองและดูมีขนาดใหญ่กว่าปกติ

แม้จะมีชื่อเรียกว่า “พระจันทร์สตรอว์เบอร์รี” แต่ในความเป็นจริง ดวงจันทร์ไม่ได้มีสีชมพูหรือสีแดงเหมือนผลสตรอว์เบอร์รีแต่อย่างใด โดยชื่อนี้มีที่มาจากชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มอัลกอนควิน  ที่ใช้พระจันทร์เต็มดวงในเดือนมิถุนายนเป็นสัญญาณบ่งบอกช่วงเวลาเก็บเกี่ยวสตรอว์เบอร์รีป่า ซึ่งต่อมาชื่อนี้ได้รับการเผยแพร่ผ่านปฏิทินดาราศาสตร์และถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก

นักดาราศาสตร์อธิบายว่า สีส้มหรือสีทองที่หลายคนมองเห็น เกิดจากดวงจันทร์อยู่ในตำแหน่งต่ำใกล้ขอบฟ้า ทำให้แสงต้องเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศโลกมากกว่าปกติ ส่งผลให้แสงสีน้ำเงินกระเจิงออกไป เหลือแสงโทนเหลือง ส้ม หรือแดงให้มองเห็นเด่นชัด นอกจากนี้ ยังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Moon Illusion หรือภาพลวงตาที่ทำให้ดวงจันทร์ดูใหญ่กว่าปกติเมื่ออยู่ใกล้เส้นขอบฟ้า ทั้งที่ขนาดจริงไม่ได้เปลี่ยนแปลง

พระจันทร์เต็มดวงในเดือนมิถุนายนยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม เช่น Honey Moon หรือ Mead Moon ในยุโรป ซึ่งเชื่อมโยงกับฤดูกาลเก็บน้ำผึ้ง ขณะที่บางพื้นที่เรียกว่า Rose Moon เพราะเป็นช่วงที่ดอกกุหลาบผลิบานเต็มที่

สำหรับปีนี้ พระจันทร์สตรอว์เบอร์รียังเป็น “ไมโครมูน” เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่ดวงจันทร์อยู่ห่างโลกมากกว่าปกติ จึงมีขนาดเล็กกว่าพระจันทร์เต็มดวงทั่วไปเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เมื่อดวงจันทร์ลอยต่ำเหนือขอบฟ้า ผู้สังเกตยังคงรู้สึกว่ามันมีขนาดใหญ่และโดดเด่นจากปรากฏการณ์ภาพลวงตาทางสายตา ทำให้ค่ำคืนดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สร้างความประทับใจให้ผู้คนทั่วโลก.

ที่มา : AP

ระเบิดอาคารที่พักในโมนาโก เจ็บ 3 ราย ตำรวจชี้อาจเป็นเหตุโจมตีครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ระเบิดอาคารที่พักในโมนาโก เจ็บ 3 ราย ตำรวจชี้อาจเป็นเหตุโจมตีครั้งแรกในประวัติศาสตร์

30 มิ.ย. 2569 08:38 น.

ระเบิดอาคารที่พักในโมนาโก เจ็บ 3 ราย ตำรวจชี้อาจเป็นเหตุโจมตีครั้งแรกในประวัติศาสตร์

เกิดเหตุระเบิดหน้าอาคารที่พักในโมนาโก ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 ราย ทางการเชื่อมีแนวโน้มเป็นการก่อเหตุโจมตีด้วยวัตถุระเบิด นับเป็นเหตุลักษณะนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุระเบิดบริเวณหน้าอาคารที่พักอาศัยบนถนนรูว์ เรเวอรองด์ แปร์ หลุยส์ ฟรอลลา (Rue Révérend Père Louis Frolla) ใกล้พรมแดนประเทศฝรั่งเศส ในโมนาโก เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 ราย โดย 2 รายอาการสาหัส และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 

นายคริสตอฟ มีร์ม็องด์ มุขมนตรีแห่งโมนาโก เปิดเผยว่า จากข้อมูลเบื้องต้นเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการโจมตีและเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุ โดยระบุว่า แรงระเบิดเกิดจากวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งภายในบรรจุนอตและลูกเหล็ก เพื่อเพิ่มอานุภาพการทำลาย โดยมีรายงานว่า ก่อนเกิดเหตุพบกระเป๋าต้องสงสัยถูกวางทิ้งไว้บริเวณด้านหน้าอาคาร นอกจากนี้เขากล่าวว่า นี่อาจเป็น เหตุโจมตีลักษณะนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโมนาโก 

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยได้ระดมกำลังเข้าปิดพื้นที่ ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเร่งสืบสวนเพื่อหาผู้ก่อเหตุ รวมทั้งแรงจูงใจของการวางระเบิดครั้งนี้.

สหรัฐฯ เจอคลื่นความร้อนรุนแรง เร่งรับมืออุณหภูมิพุ่ง ก่อนวันชาติ 4 กรกฎาคม

สหรัฐฯ เจอคลื่นความร้อนรุนแรง เร่งรับมืออุณหภูมิพุ่ง ก่อนวันชาติ 4 กรกฎาคม

30 มิ.ย. 2569 08:22 น.

สหรัฐฯ เจอคลื่นความร้อนรุนแรง เร่งรับมืออุณหภูมิพุ่ง ก่อนวันชาติ 4 กรกฎาคม

สหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อน ที่รุนแรงไม่ต่างจากหลายประเทศในยุโรป โดยหลายรัฐประกาศมาตรการรับมือ หลังอุณหภูมิและค่าดัชนีความร้อนพุ่งสูงต่อเนื่องก่อนวันชาติสหรัฐฯ ในวันที่ 4 กรกฎาคม

ที่นครนิวยอร์ก ทางการได้ประกาศ เฝ้าระวังสภาพอากาศร้อนจัด ครอบคลุมพื้นที่นครนิวยอร์กและรัฐใกล้เคียง ขณะที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางไปพักผ่อนและคลายร้อนที่ ชายหาดโคนีย์ไอแลนด์

เจ้าหน้าที่พยากรณ์ว่า ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ อุณหภูมิที่ร่างกายรับรู้ได้ จะอยู่ที่ประมาณ 90-100 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 32-38 องศาเซลเซียส โดยสภาพอากาศจะร้อนที่สุดในช่วงวันพุธและวันพฤหัสบดี

ขณะที่หน่วยงานด้านสภาพอากาศเตือนว่า คลื่นความร้อนถือเป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันมากที่สุด เมื่อเทียบกับภัยพิบัติทางอากาศประเภทอื่น

ส่วนที่เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี มีการส่งเจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินออกตระเวนแจกน้ำดื่มเย็น เครื่องดื่ม และน้ำแข็ง พร้อมตรวจสอบอาการของผู้ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากอากาศร้อน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ไร้บ้านที่ต้องอาศัยอยู่ตามพื้นที่กลางแจ้ง

โลแกน คิง วัย 29 ปี ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณป่าหลังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง กล่าวว่า แม้จะกางเต็นท์อยู่ใต้ร่มไม้ แต่ภายในเต็นท์กลับร้อนอบอ้าวจนแทบอยู่ไม่ได้ การที่เจ้าหน้าที่เอาน้ำเย็นมาแจกช่วยได้มาก

ด้าน ไมค์ รัสเซลล์ เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของเมืองแนชวิลล์ เปิดเผยว่า หน่วยงานจะเริ่มปฏิบัติการ “Heat Patrol” ทันที เมื่อค่าดัชนีความร้อนสูงกว่า 103-105 องศาฟาเรนไฮต์

เจ้าหน้าที่จะออกตรวจตามจุดที่ผู้ไร้บ้านพักอาศัย แจกน้ำเย็นและขวดน้ำแช่แข็ง เพื่อนำมาประคบบริเวณลำคอ ลดอุณหภูมิของร่างกาย รวมทั้งเฝ้าสังเกตอาการ เพลียแดด และ โรคลมแดด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ในช่วงหลายวันนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองแนชวิลล์มีการคาดการณ์ว่าค่าดัชนีความร้อนจะอยู่ระหว่าง 101-114 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 38-46 องศาเซลเซียส

สถานการณ์ในสหรัฐฯ เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศในยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงเช่นกัน โดยหลายพื้นที่มีการประกาศเตือนภัยด้านสาธารณสุขและขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงกลางวัน สะท้อนให้เห็นว่าคลื่นความร้อนกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายภูมิภาคของโลก พร้อมสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากอากาศร้อนจัด.


ที่มา :AP

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ปลด “ลิซา คุก” พ้นบอร์ดเฟด ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ปลด “ลิซา คุก” พ้นบอร์ดเฟด ขัดรัฐธรรมนูญ

30 มิ.ย. 2569 06:00 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ปลด “ลิซา คุก” พ้นบอร์ดเฟด ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่า คำสั่งปลด ลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น ผิดรัฐธรรมนูญ และให้เธออยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ระหว่างการต่อสู้คดีทุจริตจำนอง

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ปฏิเสธความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการสั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จากตำแหน่งทันทีโดยยังไม่พิสูจน์ความผิด ซึ่งถือเป็นคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ที่จำกัดอำนาจของประธานาธิบดีที่มีเหนือธนาคารกลาง

ด้วยมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง ศาลมีคำวินิจฉัยว่า ลิซา คุก สามารถดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดต่อไปได้ ในระหว่างที่เธอต่อสู้ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตจำนองที่ยังไม่มีการพิสูจน์ ซึ่งยื่นฟ้องโดยเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์

“ศาลตัดสินคำร้องนี้ด้วยหลักการตีความแบบแคบ ว่า ประธานาธิบดีล้มเหลวในการให้ความคุ้มครองทางกระบวนการยุติธรรมตามที่ (ลิซา) คุก พึงมีสิทธิ์ได้รับตามกฎหมาย และหากไม่มีความคุ้มครองดังกล่าว เธอจะไม่สามารถโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ประธานาธิบดียื่นฟ้องต่อเธอได้อย่างเหมาะสม” คณะผู้พิพากษาระบุ

ลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ
ลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ

คดีนี้มุ่งเน้นไปที่ ลิซา คุก ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากโจ ไบเดน โดยวาระการดำรงตำแหน่ง 14 ปีของเธอในคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ มีกำหนดจะสิ้นสุดลงในปี 2581 โดยเธอถือเป็นผู้หญิงผิวดำคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งในบอร์ดบริหารของเฟด

เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ทรัมป์ประกาศปลด ลิซา คุก ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างกะทันหัน โดยอ้างว่าเขามีหลักฐานว่าคุกก่อเหตุทุจริตการจำนอง หรือการที่ผู้ซื้อบ้านระบุชื่ออสังหาริมทรัพย์หลังที่สองว่าเป็นที่อยู่อาศัยหลักเพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่ดีกว่า ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย

ด้านคุกปฏิเสธข้อกล่าวหาและยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ โดยระบุว่าเธอถูกปลดโดยไม่มีเหตุผลอันควร

คำตัดสินของคณะผู้พิพากษาเพื่อปกป้องเฟดในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปจากวิธีที่ศาลเคยปฏิบัติต่อทรัมป์ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ซึ่งส่วนใหญ่ศาลมักจะอนุญาตให้ประธานาธิบดีมีอำนาจในวงกว้างในการดำเนินนโยบายตามวาระของตนโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ในวันเดียวกันนี้ ศาลยังมีคำวินิจฉัยด้วยว่า ทรัมป์ “มีอำนาจ” ในการปลด รีเบกกา สลอเทอร์ กรรมการจากพรรคเดโมแครตประจำคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (FTC) ซึ่งถูกให้ออกจากตำแหน่งก่อนที่วาระของเธอจะสิ้นสุดลง

นอกจากนั้น ศาลยังอนุญาตให้ทรัมป์ปลดสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งจากพรรคเดโมแครตออกจากคณะกรรมการความสัมพันธ์แรงงานแห่งชาติ (NLRB) ส่งผลให้บอร์ดสหภาพแรงงานที่มีอำนาจสูงนี้ขาดองค์ประชุมที่จำเป็นในการตัดสินข้อพิพาทด้านแรงงาน

อีกทั้งศาลยังได้ริบอำนาจของศาลแขวงชั้นต้นในการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักถูกนำมาใช้เพื่อสกัดกั้นทรัมป์ในการบริหารประเทศสมัยแรก

และศาลยังได้ระงับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่จำกัดไม่ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ใช้เรื่องเชื้อชาติและชาติพันธุ์เป็นเกณฑ์ในการตั้งข้อสงสัยอย่างสมเหตุสมผลในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองด้วย

อย่างไรก็ตาม ศาลดูเหมือนจะมุ่งมั่นที่จะปกป้องเฟด โดยคำตัดสินนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของธนาคารกลาง ซึ่งเผชิญกับการโจมตีจากทำเนียบขาวมาตลอดปีที่ผ่านมา เนื่องจากเฟดไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานตามที่ทรัมป์ต้องการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อิหร่านย้ำ ยังไม่มีแผนเจรจากับสหรัฐฯ แม้ทรัมป์บอกจ่อคุยอังคารนี้

อิหร่านย้ำ ยังไม่มีแผนเจรจากับสหรัฐฯ แม้ทรัมป์บอกจ่อคุยอังคารนี้

30 มิ.ย. 2569 05:22 น.

อิหร่านย้ำ ยังไม่มีแผนเจรจากับสหรัฐฯ แม้ทรัมป์บอกจ่อคุยอังคารนี้

โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่า พวกเขายังไม่มีแผนการเจรจากับสหรัฐฯ ในทุกระดับในเร็วๆ นี้ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งออกมาบอกว่า เจ้าหน้าที่ 2 ฝ่ายจะคุยกันในวันอังคาร

สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (IRIB) รายงานในวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 ว่า นายเอสมาอิล บากาอี แถลงว่า อิหร่านยังไม่มีกำหนดการประชุมเจรจาใด ๆ กับสหรัฐอเมริกาในทุกระดับในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากรัฐบาลเตหะรานยังคงมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) มากกว่าการขยับไปสู่การเจรจาเพื่อทำข้อตกลงขั้นสุดท้าย

นายบากาอีระบุว่า สิ่งที่เตหะรานให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในขณะนี้ คือการตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อกำหนดต่าง ๆ ในบันทึกความเข้าใจได้รับการปฏิบัติตาม และการผลักดันข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของตนภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว

เขาบอกอีกว่า สหรัฐฯ ได้ออกใบอนุญาตที่จำเป็นซึ่งผูกพันกับข้อสัญญาข้อที่ 10 ที่ครอบคลุมเรื่องการขายน้ำมันแล้ว และอิหร่านกำลังติดตามผลการบังคับใช้ใบอนุญาตเหล่านั้น

นอกจากนี้ เขาระบุว่ากำลังมีการดำเนินการตามข้อสัญญาข้อที่ 11 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปลดล็อกการอายัดทรัพย์สินของอิหร่านเช่นกัน โดยในบริบทดังกล่าว คณะผู้แทนผู้เชี่ยวชาญจากอิหร่านจะเดินทางไปยังกรุงโดฮา ของกาตาร์ ในช่วงปลายสัปดาห์นี้

นายบากาอีชี้แจงว่า อิหร่านและสหรัฐฯ ยังไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนของการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงขั้นสุดท้าย โดยเขาอธิบายว่า ภายใต้ข้อสัญญาข้อที่ 13 ของบันทึกความเข้าใจ การเจรจาเพื่อทำข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะเริ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อข้อสัญญาข้อที่ 1, 4, 5, 10 และ 11 เริ่มมีผลบังคับใช้ และข้อกำหนดเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่องแล้วเท่านั้น

เขากล่าวเสริมว่า การเดินทางเยือนกาตาร์ของตัวแทนสหรัฐฯ (หากเกิดขึ้น) จะไม่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของคณะผู้แทนอิหร่าน ซึ่งเขาเน้นย้ำว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ รวมถึงข้อสัญญาข้อที่ 11 เท่านั้น

ถ้อยแถลงของนายบากาอีเกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “อิหร่านได้ร้องขอให้จัดการประชุมขึ้น ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ที่กรุงโดฮา!”

ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ กับอิหร่านเพิ่งประกาศยุติการโจมตีเข้าใส่กันในวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อ้างว่าเพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือสินค้า ขณะที่เตหะรานก็โจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ดับทะลุ 1,700 ศพ UN เตือนจำนวนจะเพิ่มอีก

แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ดับทะลุ 1,700 ศพ UN เตือนจำนวนจะเพิ่มอีก

30 มิ.ย. 2569 04:17 น.

แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ดับทะลุ 1,700 ศพ UN เตือนจำนวนจะเพิ่มอีก

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุแผ่นดินไหวที่เวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นจนมากกว่า 1,700 ศพแล้ว โดยสหประชาชาติเตือนว่า จำนวนจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจเพิ่มสูงถึง 10,000 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานรัฐสภาแห่งชาติของเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน พุ่งทะลุ 1,700 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากภัยพิบัติครั้งนี้อีกกว่า 5,000 ราย พร้อมระบุเพิ่มเติมว่ายังมีประชาชนอีกหลายหมื่นคนที่ยังคงสูญหาย

ด้านนายจานลูกา รัมปอลลา เดล ตินดาโร ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมส่วนท้องถิ่นขององค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวในงานแถลงข่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเวเนซุเอลาจะเพิ่มขึ้นอีก “อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ในขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งนั่นเป็นเรื่องน่าเศร้าสลด

นายตินดาโรกล่าวว่า UN ภายใต้ความเห็นชอบร่วมกับทางการเวเนซุเอลา กำลังปฏิบัติงานบนสมมติฐานที่ว่าจำเป็นต้องจัดเตรียมถุงบรรจุศพไว้จำนวน 10,000 ใบ “มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวเลขจริงจะน้อยกว่านั้น นั่นคือเหตุผลที่เรากำลังมุ่งมั่นกับปฏิบัติการกู้ภัยในเวลานี้”

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงถึง 44% ที่ยอดผู้เสียชีวิตอาจพุ่งสูงถึง 10,000 ราย และมีความเป็นไปได้ 30% ที่อาจจะสูงถึง 100,000 ราย

นายตินดาโรเผยอีกว่า นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อนเมื่อ 24 มิ.ย. เวเนซุเอลาเผชิญเหตุอาฟเตอร์ช็อกตามมาแล้วมากกว่า 500 ครั้งทั่วประเทศ รวมถึงเหตุอาฟเตอร์ช็อกขนาด 5.2 เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา

ตินดาโรกล่าวเพิ่มเติมว่า มีรัฐที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 7 รัฐ โดยรัฐลาไกวรา (La Guaira) และเขตเมืองหลวงการากัส (Caracas) เป็นสองพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด

นอกจากนั้น เขายังระบุว่ามีสิ่งปลูกสร้างและอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างน้อย 2,500 หลัง ซึ่งส่วนใหญ่ในจำนวนนี้ได้พังถล่มลงมาอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงเวลาวิกฤต 72 ชั่วโมงแรกในการค้นหาผู้รอดชีวิตจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่นายตินดาโรยืนยันว่ายังไม่หมดหวังในการค้นหาผู้รอดชีวิต โดยระบุว่า “เมื่อวานนี้เพียงวันเดียว ซึ่งเป็นเวลา 4 วันหลังเกิดเหตุ และล่วงเลยช่วงเวลาวิกฤต 72 ชั่วโมงมาแล้ว 1 วัน ทีมกู้ภัยนานาชาติก็ยังสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาได้อย่างปลอดภัยถึง 7 คน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดีอาร์คองโกสั่งห้ามรวมตัวในเมืองหลวง หวั่นไวรัสอีโบลาระบาด

ดีอาร์คองโกสั่งห้ามรวมตัวในเมืองหลวง หวั่นไวรัสอีโบลาระบาด

30 มิ.ย. 2569 03:31 น.

ดีอาร์คองโกสั่งห้ามรวมตัวในเมืองหลวง หวั่นไวรัสอีโบลาระบาด

ทางการดีอาร์คองโกสั่งห้ามรวมตัวขนาดใหญ่ในเมืองหลวง อ้างว่าเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา แต่ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า รัฐทำไปเพื่อสกัดการชุมนุมประท้วงที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าต่างหาก

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คอนโก) ประกาศสั่งห้ามการรวมตัวของคนจำนวนมากในกรุงคินชาซา ซึ่งเป็นเมืองหลวง รวมถึงในพื้นที่อื่น ๆ อีก 3 แห่ง เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา

แม้ว่าในปัจจุบันจะพบการระบาดของโรคร้ายแรงนี้แค่ใน 3 จังหวัดทางภาคตะวันออก ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงคินชาซาไปราว 1,800 กิโลเมตร แต่ทางการมีความกังวลว่าเชื้ออาจแพร่กระจายมายังเมืองหลวงที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นถึง 18 ล้านคนแห่งนี้

สำหรับอีก 3 จังหวัดที่อยู่ภายใต้คำสั่งห้ามดังกล่าว ได้แก่ จังหวัดโชโป (Tshopo), โอต์-อูเอเล (Haut-Uele) และ บาส-อูเอเล (Bas-Uele) ซึ่งล้วนมีพรมแดนติดกับพื้นที่ที่มีการยืนยันพบผู้ติดเชื้ออีโบลา

อย่างไรก็ตาม แกนนำคนสำคัญจากพรรคฝ่ายค้านของดีอาร์คอนโกออกมาโจมตีคำสั่งนี้ โดยอ้างว่ามาตรการดังกล่าวแท้จริงแล้วถูกใช้เพื่อสกัดกั้นการเดินขบวนประท้วงที่มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค.นี้ เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่พบผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้ออีโบลาในกรุงคินชาซาแม้แต่รายเดียว

“คำสั่งนี้ไม่มีความชอบธรรม และเราไม่สามารถยอมรับการตัดสินใจนี้ได้” นายแปรงซ์ เอเปงเก โฆษกกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้านลามูกา (Lamuka) บอกกับสำนักข่าว บีบีซี (BBC)

ด้านนายโรดริเก รามาซานี เลขาธิการพรรคฝ่ายค้านอองโวล (Envol) เรียกร้องให้ผู้ประท้วงเพิกเฉยต่อคำสั่งห้ามและเข้าร่วมการเดินขบวน โดยระบุว่า คำสั่งของรัฐบาล “ส่งกลิ่นอายของเกมการเมือง มากกว่าที่จะเป็นมาตรการด้านสาธารณสุข”

สำหรับการเดินขบวนประท้วงดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่มพันธมิตร C64 ซึ่งเป็นการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านร่างกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งพวกเขามองว่า อาจเปิดทางให้ประธานาธิบดีเฟลิกซ์ ชิเซเคดี สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้เกินกำหนด 2 สมัย

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้ออีโบลาในกรุงคินชาซา แต่มีแพทย์รายหนึ่งซึ่งถูกตรวจพบว่าติดเชื้อในฝรั่งเศส ได้เดินทางผ่านเมืองหลวงแห่งนี้เพื่อกลับบ้าน หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่ ณ ศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาในเมืองที่เป็นศูนย์กลางการระบาด

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาถูกจำกัดวงอยู่แค่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ อิตูรี (Ituri), คีวูเหนือ (North Kivu) และคีวูใต้ (South Kivu) ซึ่งในภูมิภาคเหล่านี้ได้มีการสั่งห้ามรวมตัวกันของคนหมู่มากมานานหลายสัปดาห์แล้ว

ปัจจุบัน ทางการดีอาร์คองโกระบุจำนวนผู้ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้ออีโบลาไว้ที่ 1,274 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้นเป็น 360 ศพแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 6 ศพ มือปืนกราดยิงศูนย์เยาวชนเยอรมนี จับผู้ต้องสงสัยแล้ว 2 คน

ดับแล้ว 6 ศพ มือปืนกราดยิงศูนย์เยาวชนเยอรมนี จับผู้ต้องสงสัยแล้ว 2 คน

30 มิ.ย. 2569 01:00 น.

ดับแล้ว 6 ศพ มือปืนกราดยิงศูนย์เยาวชนเยอรมนี จับผู้ต้องสงสัยแล้ว 2 คน

เกิดเหตุกราดยิงที่ศูนย์เยาวชนในเมืองทางตอนเหนือของเยอรมนี ให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ ขณะที่ตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 2 ราย รวมทั้งมือปืนผู้ก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุมือปืนกราดยิงที่ศูนย์สวัสดิการเยาวชนในเมืองชตาเดอ (Stade) ทางตอนเหนือของประเทศเยอรมนี ส่งผลให้ผู้หญิง 4 คนและผู้ชาย 1 คนถูกยิงเสียชีวิตภายในอาคาร ขณะที่มีผู้บาดเจ็บไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา กลายเป็นเหยื่อรายที่ 6 ของเหตุการณ์นี้

ตำรวจให้ข้อมูลกับสำนักข่าวบีบีซี (BBC) ว่า ผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดเป็นผู้ใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 2 คน ซึ่งรวมถึงตัวผู้ก่อเหตุด้วย และตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนบุคคลที่สามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุของคนร้ายยังไม่ทราบแน่ชัด

อนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ ศูนย์สวัสดิการเยาวชนบนถนนดังกอร์สสตราสเซอ (Dankersstrasse) ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุว่า เป็นศูนย์พักพิงสำหรับผู้หญิงและเด็ก โดยตำรวจได้รับแจ้งเหตุเสียงปืนดังขึ้นครั้งแรกเมื่อเวลาประมาณ 12:10 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ตำรวจได้เข้าปิดล้อมพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งประกาศเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าใกล้บริเวณดังกล่าว

สถานีโทรทัศน์ ZDF และ RTL ของเยอรมนีรายงานอ้างอิงคำแถลงของโฆษกเมืองชตาเดอว่า เด็ก ๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนประถมศึกษาที่อยู่ใกล้เคียงยังคงอยู่ภายในอาคารในช่วงที่เกิดเหตุยิงกัน และหลังจากนั้นไม่นาน ผู้ปกครองก็ได้เดินทางมารับตัวพวกเขากลับไปอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ เมืองชตาเดอตั้งอยู่ในรัฐโลเวอร์แซกโซนี (Lower Saxony) ห่างจากเมืองฮัมบูร์กไปทางทิศตะวันตกประมาณ 30 กิโลเมตร และมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 50,000 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์

29 มิ.ย. 2569 23:17 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขอให้ทบทวนคดีหมิ่นประมาทและล่วงละเมิดทางเพศนาง อี. จีน แครอลล์ ซึ่งทรัมป์ถูกตัดสินว่ามีความผิด

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขอให้ทบทวนคดีแพ่ง ซึ่งศาลตัดสินว่าเขามีความผิดฐานหมิ่นประมาทและล่วงละเมิดทางเพศนาง เอลิซาเบธ จีน แครอลล์ (E. Jean Carroll) นักเขียนหญิง ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 82 ปีแล้ว

ย้อนกลับไปในปี 2566 คณะลูกขุนในนิวยอร์กมีคำสั่งให้ทรัมป์จ่ายค่าเสียหายแก่แครอลล์เป็นเงิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากคดีแพ่งที่เธอฟ้องร้องว่าทรัมป์ได้ล่วงละเมิดทางเพศเธอในช่วงทศวรรษ 1990 และหลังจากนั้นเขายังได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์โดยตราหน้าว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่กุขึ้น ส่งผลให้ทรัมป์โดนคดีหมิ่นประมาทเพิ่มเติม

ทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้มาโดยตลอด และอ้างซ้ำ ๆ ว่าผู้พิพากษาที่ดูแลคดีแพ่งดังกล่าวอนุญาตให้มีการนำเสนอหลักฐานที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลต่อมุมมองของคณะลูกขุนที่มีต่อตัวเขา

เอลิซาเบธ จีน แครอลล์
เอลิซาเบธ จีน แครอลล์

เมื่อปี 2568 ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางได้เห็นพ้องกับคำตัดสินของคณะลูกขุน และระบุว่าไม่มีเหตุผลอันควรที่จะต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาคดีใหม่ ทรัมป์จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสูงสุดเข้ามาแทรกแซง ซึ่งในท้ายที่สุด ศาลสูงสุดก็ปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำร้องของนายทรัมป์

อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับการตัดสินใจไม่รับพิจารณาคดีในครั้งนี้ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของศาลสูงสุด

อนึ่ง นี่ถือเป็นความหวังสุดท้ายของทรัมป์ในการพลิกคำตัดสินอันเป็นเอกฉันท์ของคณะลูกขุน และนั่นหมายความว่าเขาจะต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่แครอลล์ได้รับอนุมัติจากศาล

นาง โรเบอร์ตา คาแพลน ทนายความของแครอลล์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า การตัดสินใจของศาลสูงสุดในครั้งนี้ “เป็นการยืนยันอย่างเด็ดขาดถึงคำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์ของคณะลูกขุนที่ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ได้ล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท อี. จีน แครอลล์ จริง”

“ความพยายามหลายต่อหลายครั้งของเขาในการอุทธรณ์คำตัดสินนั้นล้มเหลวทั้งหมด และคำสั่งศาลในวันนี้ได้ยุติการแสวงหาช่องทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองแล้ว” เธอกล่าวเสริม

ด้านนายทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social หลังศาลมีคำตัดสินว่า เขาจะยังคงต่อสู้กับ “คดีที่ถูกใช้เป็นอาวุธและสงครามกฎหมาย (Lawfare)” ซึ่งรวมถึง “ข้ออ้างเรื่องการหมิ่นประมาทอันน่าขบขัน ด้วยอำนาจและพละกำลังทั้งหมดที่มี”

“คดีนี้แท้จริงแล้วเป็นการต่อต้านสหรัฐอเมริกาและทุกสิ่งที่ประเทศนี้ยืนหยัด และไม่ควรปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับประธานาธิบดีคนอื่น หรือผู้สมัครชิงตำแหน่งในอนาคตอีกเลย” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“รัฐนิวยอร์กได้ตรากฎหมายขึ้นมาในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อย้อนเวลากลับไปหลายทศวรรษ เพียงเพื่อจะ ‘เล่นงาน’ ผมอย่างไม่ถูกต้อง มันเป็นกฎหมายที่ทำขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจง และความอยุติธรรมนี้จะปล่อยให้คงอยู่ต่อไปไม่ได้!”

ทั้งนี้ ในคำร้องที่ยื่นต่อศาลสูงสุด ทนายความของทรัมป์โต้แย้งว่า ทนายความของแครอลล์ไม่ควรเปิดเผยคลิปวิดีโอ “Access Hollywood” ปี 2548 ให้คณะลูกขุนเห็น ซึ่งในคลิปนั้นปรากฏภาพประธานาธิบดีพูดว่าตนเองลวนลามและจูบผู้หญิง

การแสดงความคิดเห็นของทรัมป์เกี่ยวกับผลการตัดสินของคณะลูกขุนในคดีนี้ ส่งผลให้คณะลูกขุนอีกชุดหนึ่งมีคำสั่งให้เขาจ่ายเงินให้แครอลล์เพิ่มอีก 83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฐานหมิ่นประมาทเธอ ซึ่งคณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางได้ปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์ของเขาต่อคำตัดสินดังกล่าวไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะตัดสินว่าทรัมป์มีความผิดฐานหมิ่นประมาทและล่วงละเมิดทางเพศแครอลล์ แต่คณะลูกขุนได้ยกฟ้องข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขืนกระทำชำเรา ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาของรัฐนิวยอร์ก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รอดปาฏิหาริย์ กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหนุ่มวัย 21 ปี ติดใต้ซากแผ่นดินไหว 106 ชม.

รอดปาฏิหาริย์ กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหนุ่มวัย 21 ปี ติดใต้ซากแผ่นดินไหว 106 ชม.

29 มิ.ย. 2569 22:11 น.

รอดปาฏิหาริย์ กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหนุ่มวัย 21 ปี ติดใต้ซากแผ่นดินไหว 106 ชม.

กู้ภัยเวเนซุเอลาและนานาชาติช่วยชายวัย 21 ปี ออกจากซากอาคารที่พังถล่มเพราะแผ่นดินไหวได้สำเร็จ หลังจากชายคนนี้ติดอยู่ในนั้นนานถึง 106 ชั่วโมง

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 นาย นายิบ บูเคเล ประธานาธิบดีแห่งประเทศเอลซัลวาดอร์ เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยจากเวเนซุเอลา, เม็กซิโก, และเอลซัลวาดอร์ ช่วยเหลือชายวัย 21 ปีรายหนึ่งซึ่งติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังในรัฐลาไกวรา (La Guaira) ของเวเนซุเอลามานานเกือบ 5 วัน ออกมาได้สำเร็จ

ประธานาธิบดีบูเคเลโพสต์ข้อความว่า พบตัวนายอารอน ลีไว คานติโย วาร์กัส ในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ใต้ซากปรักหักพังในเมืองการาบัลเลดา (Caraballeda) ทว่าระหว่างทีมกู้ภัยและอารอนกลับมีร่างของผู้เสียชีวิตขวางอยู่ ซึ่งทำให้การช่วยเหลือยากลำบากยิ่งขึ้น

นายบูเคลาระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันชายหนุ่มวัย 21 ปีรายนี้อยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว และทีมกู้ภัยจะยังคง “เดินหน้าทำงานต่อไปด้วยความหวังที่จะสามารถรักษาชีวิตผู้คนให้ได้มากที่สุด”

ด้านนาง เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ระบุว่า ปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 43 ชั่วโมง และอารอนติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังเป็นเวลานานถึง 106 ชั่วโมง ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือออกมา

ทั้งนี้ ทางการเวเนซุเอลาระบุจำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนไว้ที่อย่างน้อย 1,450 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3,150 ราย นอกจากนั้นมีรายงานบ้านเรือนพังทลายหรือได้รับความเสียหายอย่างน้อย 774 หลัง และมีประชาชนรวมทั้งสิ้น 12,721 คนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ขณะที่โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินมูลค่า “ความเสียหายทางกายภาพโดยตรง” จากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาไว้ว่าอาจสูงถึง 6,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวเนซุเอลาเลยทีเดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc