‘อนุทิน’พูดติดตลกไม่ใช่‘ทิน’ ปมอักษรย่อนักการเมือง‘ท.’ บอก‘ภูมิใจไทย’ไม่มีพัวพันยาเสพติด

‘อนุทิน’พูดติดตลกไม่ใช่‘ทิน’ ปมอักษรย่อนักการเมือง‘ท.’ บอก‘ภูมิใจไทย’ไม่มีพัวพันยาเสพติด

‘อนุทิน’พูดติดตลกไม่ใช่‘ทิน’ ปมอักษรย่อนักการเมือง‘ท.’ บอก‘ภูมิใจไทย’ไม่มีพัวพันยาเสพติด

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

“อนุทิน”พูดติดตลกไม่ใช่”ทิน” ปมอักษรย่อนักการเมือง”ท.” บอก”ภูมิใจไทย”ไม่มีพัวพันยาเสพติด ย้ำนโยบาย”ปิดชื่อถือพฤติกรรม”เปิดเจอใครโดนหมด

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่อ่างเก็บน้ำหนองสังข์ ต.หนองสังข์ อ.นาแก จ.นครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เพจ CSI LA ออกมาเปิดเผยถึงนักการเมืองอักษรย่อ “ท.” รองหัวหน้าพรรคสีฟ้าคนดังภาคใต้ พัวพันขบวนการค้ายาเสพติด ได้รับรายงานแล้วหรือไม่ ว่า ตำรวจยังไม่ได้รายงาน แต่ทราบมาจากข่าว แต่ไม่ใช่ “ทิน”

เมื่อถามว่า ขณะนี้นักการเมือง ท. มองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้เกิดจากพรรคภูมิใจไทย และไม่ได้เกิดจากการเป็นรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการได้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง และเต็มที่ เพราะขณะนี้รัฐบาลมีอำนาจจำกัดอยู่ในช่วงยุบสภา ซึ่งทุกวันนี้ตนไปหาเสียงก็ไม่มีรถนำขบวน ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ก็ไม่กล้ามาต้อนรับ ซึ่งตนก็ไม่กล้าให้เขามาด้วย เพราะถ้าหากเขามาเดี๋ยวซวย ตอนนี้ตนได้ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ส่วนการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องของการปฏิบัติ เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ก็ทำหน้าที่ของเขาไป

เมื่อถามต่อว่า กรณี 10 นักการเมืองรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์และยาเสพติดอยู่พรรคใดบ้าง รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรายงานบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนใช้นโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ตอนนี้ตนไม่ถามใครทั้งสิ้น เปิดมาเจอใครก็เป็นคนนั้น ไม่มีข้อยกเว้น ตนไม่ถาม แต่แค่สั่งการ ให้ดำเนินการกับผู้ทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องรายงานตนว่าเป็นใคร และไม่ต้องมาถามว่าเป็นคนนี้แล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อ และตนก็ยึดถือแนวทางนี้มาตลอด

‘ธนกร’จวก’เพื่อไทย’ ทบทวนใหม่’ยิ่งกว่าพลัส 70:30′ ชี้ใช้งบสูงมาก แต่ไม่ตอบโจทย์

'ธนกร'จวก'เพื่อไทย' ทบทวนใหม่'ยิ่งกว่าพลัส 70:30' ชี้ใช้งบสูงมาก แต่ไม่ตอบโจทย์

‘ธนกร’จวก’เพื่อไทย’ ทบทวนใหม่’ยิ่งกว่าพลัส 70:30′ ชี้ใช้งบสูงมาก แต่ไม่ตอบโจทย์

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

“ธนกร”จวก“เพื่อไทย” ทบทวนใหม่“ยิ่งกว่าพลัส 70:30” ชี้ต้องใช้งบสูงมาก แต่ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทย แถมอาจเบียดบังงบที่จำเป็นกว่า เหน็บแผลเก่าดิจิตอล wallet คนเขายังคาใจอยู่ โวนโยบาย“ภูมิใจไทย”พูดแล้วทำ ทำได้จริง เห็นผลจริง แนะการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แข่งขันว่าใครแจกมากกว่ากัน แต่เป็นใครใช้งบได้ฉลาดและได้ผลจริงกว่า

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” ของพรรคเพื่อไทย ว่า การที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่าจะช่วยลดภาระประชาชน และยังช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจนั้น แต่ยังคงมีคำถามสำคัญว่า นโยบายนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูงมาก นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวอาจจะยังไม่ใช่มาตรการเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยได้แบบตรงจุด แต่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น เพราะตามหลักเศรษฐศาสตร์ การกระตุ้นที่ดีต้องใช้เงินรัฐเพื่อดึงเงินเอกชนออกมาใช้ แต่นโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้น เมื่อรัฐออกให้ถึง 70% ประชาชนจ่ายเพียง 30% แรงจูงใจในการควักเงินเพิ่มของประชาชนจึงต่ำมาก ดังนั้น ผลที่เกิดขึ้นคือ คนจำนวนมากไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มจริง เพียงแค่เปลี่ยนเวลา หรือใช้สิทธิ์กับของที่ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว เงินหมุนจริงในระบบ แต่ต่ำกว่างบที่รัฐใส่ลงไป นี่คือ multiplier ต่ำ แต่ต้นทุนสูง

เมื่อถามว่า จะทำให้รัฐบาลยิ่งต้องใช้งบประมาณสูงมากขึ้นเกินไปหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า เมื่อภาระงบประมาณสูง ก็จะไปเบียดบังงบที่จำเป็นกว่า สัดส่วนรัฐ 70 : ประชาชน 30 ทำให้ต้นทุนงบประมาณต่อหัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วงที่รายได้รัฐยังไม่ฟื้นเต็มที่นั้น การทุ่มงบจำนวนมากกับมาตรการชั่วคราว จึงเท่ากับการเบียดบังงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดงบที่จะใช้เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน จำกัดความสามารถรัฐในการช่วยกลุ่มเปราะบางแบบตรงจุด ดังนั้น พรรคเพื่อไทยต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เงินภาษีจำนวนมากนี้ให้ผลคุ้มค่ากับเศรษฐกิจจริงหรือไม่ เพราะตนมองว่าไม่ตรงเป้าและไม่ยั่งยืน ที่สำคัญ โครงการนี้ยังอาจจะไปบิดเบือนพฤติกรรม โดยสร้างความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะดีได้ด้วยการแจก แทนที่จะสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ส่วนมองว่า “คนละครึ่งพลัส” แตกต่างจาก “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” อย่างไรนั้น นายธนกร กล่าวว่า การที่รัฐออกครึ่งหนึ่ง และประชาชนออกครึ่งหนึ่งนั้นจะใช้งบประมาณน้อยกว่า แต่ได้ผลมากกว่า เพราะจะเห็นได้ชัดว่า คนละครึ่งพลัสนั้นเงินของเอกชนไหลเข้าสู่ระบบได้มากกว่า ภาระงบประมาณสามารถควบคุมได้ และมีประสิทธิภาพมากกว่า ที่สำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ และทำได้จริง เห็นผลจริง เพราะต่อยอดนโยบายดีๆ มาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ดังนั้น นโยบายยิ่งกว่าพลัส 70:30 ควรต้องทบทวนอย่างจริงจัง ก่อนที่สุดท้ายจะกลายเป็นเพียงนโยบายที่ใช้งบประมาณสูง แต่ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทย เพราะถ้าจะช่วยผู้มีรายได้น้อย ก็ควรช่วยให้ตรงเป้า แต่ถ้าต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องออกแบบให้ประชาชนอยากใช้เงินของตัวเองร่วมในโครงการ

“การเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายดิจิตอล wallet บอกว่าจะแจกผ่านช่องทางออนไลน์ที่ทำขึ้นมาเอง แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ แจกได้ไม่ครบ และเจ๊งไม่เป็นท่า เพราะคิดโครงการให้ซับซ้อน แถมยังคิดไม่ครบว่าจะเอาเงินจากไหน จำนวนเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่หัวใจสำคัญคือแหล่งงบประมาณ วินัยการคลัง และการออกแบบเพื่อไม่ให้รั่วไหล จนทำให้ประชาชนฝันค้าง ดังนั้น วันนี้พรรคเพื่อไทยต้องประกาศให้คนเชื่อให้ได้ก่อนว่าที่ประกาศไปนั้นจะทำได้ เพราะแผลเก่าดิจิตอล wallet คนเขายังคาใจอยู่ อย่างไรก็ตาม การขายฝันให้ประชาชนเสี่ยงรอรัฐแจกนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครแจกมากกว่ากัน แต่คือการดูว่าใครที่ใช้งบประมาณได้ฉลาดและได้ผลจริงกว่ากัน” นายธนกร กล่าว

กกต.เผย 35 พรรคร่วมแสดงความเห็นประชามติ แบ่งเป็น 18 พรรคหนุน-14 พรรคต้าน-3 พรรคจุดยืนพิเศษ

กกต.เผย 35 พรรคร่วมแสดงความเห็นประชามติ แบ่งเป็น 18 พรรคหนุน-14 พรรคต้าน-3 พรรคจุดยืนพิเศษ

กกต.เผย 35 พรรคร่วมแสดงความเห็นประชามติ แบ่งเป็น 18 พรรคหนุน-14 พรรคต้าน-3 พรรคจุดยืนพิเศษ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

กกต.เผย 35 พรรคร่วมแสดงความเห็นประชามติ แบ่งเป็น 18 พรรคหนุน-14 พรรคต้าน-3 พรรคจุดยืนพิเศษ เตรียมคัดเลือกตัวแทนผ่าน Zoom 23 ม.ค. หากตกลงไม่ได้จับสลาก ก่อนดีเบตทางการ 27 ม.ค.นี้

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดให้พรรคการเมืองแจ้งความประสงค์เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ระหว่างวันที่ 17 – 19 ม.ค.2569 ผ่านกลุ่มไลน์ Open Chat นั้น ผลปรากฏว่า มีพรรคการเมืองแจ้งความประสงค์รวมทั้งสิ้น 35 พรรคการเมือง โดยแบ่งตามจุดยืนความเห็นได้ ดังนี้ พรรคที่เห็นชอบ จำนวน 18 พรรค , กลุ่มที่ไม่เห็นชอบ จำนวน 14 พรรค และกลุ่มที่มีความเห็นทางใดทางหนึ่งนอกเหนือจากเห็นชอบและไม่เห็นชอบ จำนวน 3 พรรค

ขั้นตอนการคัดเลือกตัวแทนแสดงความคิดเห็นในวันที่ 23 ม.ค.69 เวลา 10.00 น.จะมีการประชุมผ่านระบบ Zoom Meeting ณ ห้อง 604 ชั้น 6 สำนักงาน กกต.เพื่อชี้แจงภาพรวมการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ กทม.และผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง โดยจะแบ่งห้อง Zoom ออกเป็น 2 ห้องหลัก คือ กลุ่มเห็นชอบ และกลุ่มไม่เห็นชอบ เพื่อให้แต่ละกลุ่มคัดเลือกตัวแทนกลุ่มละ 5 คน ยกเว้นความเห็นนอกจากเห็นชอบและไม่เห็นชอบ มีผู้แจ้งความประสงค์ 3 พรรค ทั้งนี้ หากพรรคการเมืองในกลุ่มไม่สามารถตกลงคัดเลือกตัวแทนกันได้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ดำเนินการจับสลากเพื่อหาผู้ที่จะเป็นตัวแทนในการแสดงความคิดเห็นตามจำนวนที่กำหนด

โดยกิจกรรมการแสดงความคิดเห็นจะมีขึ้นในวันที่ 27 ม.ค.69 ณ ห้องออดิทอเรียม โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีลำดับขั้นตอน ดังนี้ เวลา 09.00 น.ตัวแทนพรรคการเมืองรายงานตัว และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร จะทำการจับสลากเพื่อเรียงลำดับการแสดงความคิดเห็น และในเวลา 10.30 น.เริ่มการแสดงความ

กระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย! ‘วิรังรอง’ร้องศาล ปค.ขอให้วันทำประชามติ 8 ก.พ.เป็นโมฆะ

กระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย! 'วิรังรอง'ร้องศาล ปค.ขอให้วันทำประชามติ 8 ก.พ.เป็นโมฆะ

กระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย! ‘วิรังรอง’ร้องศาล ปค.ขอให้วันทำประชามติ 8 ก.พ.เป็นโมฆะ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

“วิรังรอง”ร้องศาลปกครอง ขอให้วันทำประชามติ 8 ก.พ.เป็นโมฆะ อ้างกระบวนการกำหนดวันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อรธน.และละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุสาระสำคัญใจความว่า ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอร้องให้ศาลปกครองได้โปรดมีคำสั่งเพิกถอน “ประกาศของคณะรัฐมนตรี และ กกต.” ที่กำหนดให้มีการทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ให้เป็นโมฆะ และเนื่องจากขณะนี้ใกล้วันทำประชามติ หากปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไปตามประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่มิอาจแก้ไขได้ภายหลัง เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรมของรัฐ และสิทธิของข้าพเจ้าที่ถูกลิดรอน ตลอดจนลดภาระด้านงบประมาณของแผ่นดินซึ่งส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ข้าพเจ้าขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

โดยได้แนบหนังสือร้องเรียนเนื้อความอ้างในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ตามรัฐธรรมนูญ ขอร้องเรียนศาลว่า การกระทำของหน่วยงานรัฐ คือรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และ กกต.ในกระบวนการจัดทำประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 2569 เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของข้าพเจ้าและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีกระบวนการ การปฏิบัติและขั้นตอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ปี 2564

โดยมีเหตุผลสำคัญ ดังนี้ 1.กระบวนการเสนอญัตติและลงมติมิชอบด้วยขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และข้อบังคับการประชุมสภา ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2.การกำหนดวันที่ให้มีการออกเสียงประชามติไม่เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 3.ผลกระทบความเสียหายต่อรัฐและละเมิดสิทธิเสรีภาพ อ้างว่าการจัดทำประชามติโดยมิชอบด้วยกฎหมายและกระบวนการ โดยเฉพาะการไม่ปฏิบัติตามกรอบระยะเวลา ขั้นต่ำ 60 วัน ตามที่ พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 10 กำหนด เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ข้าพเจ้าพึงมีตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ข้าพเจ้าในฐานะพลเมืองและผู้มีสิทธิออกเสียงได้รับความเดือดร้อน หากปล่อยให้กระบวนการที่มิชอบด้วยกฎหมายดำเนินต่อไปจนถึงวันออกเสียงประชามติ จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสถานะความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะถูกโต้แย้งในภายหลังว่ามีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีที่มาจากการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นการสูญเสียงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลโดยสูญเปล่าจากการจัดกิจกรรมที่ไม่มีกฎหมายรองรับ

“ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงทางกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่ามีการจงใจข้ามขั้นตอนเพื่อความรวดเร็วจนละเลยความถูกต้องที่กฎหมายบังคับไว้ ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ศาลปกครองได้โปรดมีคำสั่งเพิกถอน “ประกาศของคณะรัฐมนตรี/กกต.” ที่กำหนดให้มีการทำประชามติในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ ให้เป็นโมฆะ และเนื่องจากขณะนี้ใกล้วันทำประชามติ หากปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไปตามประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่มิอาจแก้ไขได้ภายหลัง เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรมของรัฐ และสิทธิของข้าพเจ้าที่ถูกลิดรอน ตลอดจนลดภาระด้านงบประมาณของแผ่นดินซึ่งส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ข้าพเจ้าขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด” นางวิรงรอง กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ น.ส.นันทนา ให้สัมภาษณ์อยู่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน กกต.มีประชาชน ซึ่งมาติดต่อหน่วยงานอื่นภายในศูนย์ราชการฯได้ตะโกนสวนไปยังน.ส.นันทนาว่า “จะแก้ทำไม ของเดิมมันก็ดีอยู่แล้ว” ก่อนที่จะเดินผ่านไป

ปชป.เดือดแจ้งความโดนใส่ร้าย ‘สาทิตย์’ลั่นเกมการเมือง 100%

ปชป.เดือดแจ้งความโดนใส่ร้าย 'สาทิตย์'ลั่นเกมการเมือง 100%

ปชป.เดือดแจ้งความโดนใส่ร้าย ‘สาทิตย์’ลั่นเกมการเมือง 100%

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

จับแพะชนแกะ! ‘สาทิตย์​’โต้เพจดัง ปูด ​ตร.เตรียมค้น​บ้าน‘รองหน.พรรคสีฟ้า’อักษรย่อ‘ท.’โยง‘ยาเสพติด’ ชี้เป็นการโจมตีการเมือง​ ทำเข้าใจผิด​เอี่ยวเคส​”10 นักการเมือง” ตัดคะแนนนิยมใต้​ เผย”ฝ่ายกฎหมายชัยชนะ”แจ้งความเอาผิด

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาทิตย์​ วงศ์​หนอง​เตย​ รองหัวหน้า​พรรค​ประชาธิปัต​ย์​ กล่าวถึงกรณี​เพจ​ CSI​ LA ออกมาโพสต์​ข้อความ “ด่วน ตำรวจเตรียมเข้าค้นบ้าน “รองหัวหน้าพรรคสีฟ้า” คนดังภาคใต้ อักษรย่อ “ท.​” พัวพันขบวนการค้ายาเสพติด” ทำให้หลายคนพุ่งเป้าไปที่ นายชัยชนะ​ เดชเดโช​ รองหัวหน้า​พรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่​ภาคใต้ ​ว่า​ ข่าวนี้จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ เป็นเพียงการจับแพะชนแกะ ข้อเท็จจริงคือ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (20 ม.ค.69)​ เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าจับกุมคดียาเสพติด ซึ่งผู้ต้องหานามสกุลเดชเดโช เป็นนามสกุลเดียวกับนายชัยชนะ ซึ่งในรายละเอียดของข่าวพบว่า ตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ยืนยันว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับนายชัยชนะ เพียงแต่นามสกุลเดียวกัน แต่มีการนำเอาข่าวนี้ไปจับแพะชนแกะ ผสมกับ​เรื่อง​ 10 นักการเมืองและมีการลงในเพจข่าวบางเพจ ในทำนองว่าจะเข้าไปค้นบ้านของรองหัวหน้าพรรคสีฟ้า พร้อมยืนยันว่า จากการตรวจสอบแล้วไม่มีความจริงแต่ประการใด้​ ซึ่งคนเข้าใจว่าเป็นการทำให้เกิดความเสียหายกับรองหัวหน้าพรรคมากกว่า

นายสา​ทิตย์​ กล่าวต่อว่า ในวันนี้จะมีการให้ฝ่ายกฎหมายของนายชัยชนะ แจ้งความเอาผิด กับผู้ที่จงใจทำให้เกิดความเสียหายยืนยันว่า เป็นการเมืองเรื่องร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากพรรคมีคะแนนเสียงที่ดีในพื้นที่ภาคใต้​ จึงอาจมีบางฝ่ายจงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลต่อคะแนนเสียงทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนยันเรื่องการเมืองสุจริต ไปหาเป็นคนของพรรคจริงก็ไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน

‘พิพัฒน์’ปลุกคนใต้เลือกอนาคตตัวเอง ยันกา‘ภท.’เป็น‘แกนนำตั้งรบ.’ดัน‘แลนด์บริดจ์-SEC-นิคมจะนะ’

‘พิพัฒน์’ปลุกคนใต้เลือกอนาคตตัวเอง ยันกา‘ภท.’เป็น‘แกนนำตั้งรบ.’ดัน‘แลนด์บริดจ์-SEC-นิคมจะนะ’

‘พิพัฒน์’ปลุกคนใต้เลือกอนาคตตัวเอง ยันกา‘ภท.’เป็น‘แกนนำตั้งรบ.’ดัน‘แลนด์บริดจ์-SEC-นิคมจะนะ’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

‘พิพัฒน์’ปลุกพี่น้องคนใต้เลือกอนาคตด้วยมือตัวเอง ไม่ใช่แค่จากกระแส ย้ำทวงคืนโอกาส-ความยุติธรรม ที่หายไป 30 ปี ยันกา ‘ภูมิใจไทย’ เป็น ‘แกนนำตั้งรัฐบาล’ ดัน ‘แลนด์บริดจ์-SEC-นิคมจะนะ’

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงสิ่งที่อยากจะบอกประชาชนในภาคใต้ ว่า ขอทวงคืนโอกาสและความยุติธรรมให้พี่น้องชาวใต้ที่หายไปกว่า 30 ปี แม้ภาคใต้จะมีความเจริญ แต่ยังขาดการสนับสนุนที่เพียงพอจากรัฐด้านคมนาคม และสาธารณูปโภค หากได้รับการสนับสนุนทัดเทียมภาคอื่นมั่นใจว่าภาคใต้จะสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากกว่าปัจจุบันอย่างมหาศาล

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงเหตุผลว่าทำไมต้องเลือกพรรคภูมิใจไทยยกภาคทั้ง 14 จังหวัดว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะผลักดันโครงการสำคัญ อาทิ แลนด์บริดจ์ ชุมพร ระนอง และเชื่อมสุราษฎร์ธานี  การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) การจัดสรรพื้นที่สาธารณะราว 6 แสนไร่ สร้างอาชีพด้านปศุสัตว์ และพืชพลังงานควบคู่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม และท่าเรือ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่ง และการลงทุน ซึ่งทั้งหมดมีการศึกษามาแล้วแต่ยังไม่เคยได้รับการผลักดันจริงจัง

“การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกจากกระแส แต่คือการเลือกอนาคตภาคใต้บ้านเรา ด้วยมือคนใต้ของเราเอง หากเลือกพรรคภูมิใจไทย ภาคใต้จะได้โครงสร้างพื้นฐาน งาน รายได้ และศักดิ์ศรีกลับคืนมา โดยขออาสาเป็นตัวแทนคนใต้ ทำนโยบายภาคใต้เพื่อคนใต้อย่างแท้จริง” นายพิพัฒน์ กล่าว

แก้ รธน.รายมาตรา ฝันที่ไม่มีทางเกิด! ‘สมชัย’บอกคิดง่ายๆเรื่อง‘สว.’ ใครจะโหวตตัดสิทธิตัวเอง

แก้ รธน.รายมาตรา ฝันที่ไม่มีทางเกิด! ‘สมชัย’บอกคิดง่ายๆเรื่อง‘สว.’ ใครจะโหวตตัดสิทธิตัวเอง

แก้ รธน.รายมาตรา ฝันที่ไม่มีทางเกิด! ‘สมชัย’บอกคิดง่ายๆเรื่อง‘สว.’ ใครจะโหวตตัดสิทธิตัวเอง

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.46 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ฝันที่ไม่มีทางเกิด

ตอนที่ 1 อยากจะแก้เรื่อง สว.

มีเรื่องแย่ ๆ ในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไม่สามารถแก้ได้ ด้วยวิธีการแก้รายมาตรา

เรื่องแรก คือ เรื่อง คุณสมบัติ และ วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

สว. ชุดปัจจุบัน ได้รับการบ่นว่ามีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ และกระบวนการคัดเลือกกันเอง ทำให้เกิดการฮั้ว สว. กลายเป็นกลุ่มก้อนเสียงข้างมากที่ไม่เป็นอิสระทางการเมือง

สว. ยังมีหน้าที่ไปเลือก องค์กรอิสระ เช่น กกต. ปปช. คตง. กรรมการสิทธิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้องค์กรเหล่านี้ ทำงานอย่างไม่เป็นอิสระตามไปด้วย

การแก้รายมาตรา มีกติกาว่า ในวาระที่ 1 และ 3 ต้องมี สว. ร่วมเห็นชอบด้วย 1 ใน 3 หรือ 67 คนขึ้นไป

คิดง่าย ๆ สว. ที่ไหน จะร่วมโหวตเพื่อตัดความได้เปรียบของตัวเอง

แก้เรื่อง คุณสมบัติ และกระบวนการคัดเลือก สว. ด้วยวิธีการแก้รายมาตรา โดยต้องมี สว. 1 ใน 3 เห็นชอบ จึงยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นเอเวอเรสต์

‘พปชร.’จี้’ไชยชนก’เปิดรายชื่อ 10 สส.เอี่ยวสแกมเมอร์

'พปชร.'จี้'ไชยชนก'เปิดรายชื่อ 10 สส.เอี่ยวสแกมเมอร์

‘พปชร.’จี้’ไชยชนก’เปิดรายชื่อ 10 สส.เอี่ยวสแกมเมอร์

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.33 น.

‘พปชร.’จี้’ไชยชนก’เปิดรายชื่อ 10 สส.เอี่ยวสแกมเมอร์ พร้อมเรียกร้อง’รัฐบาล’ประสานทางการจีนขอรายชื่อคนไทยเกี่ยวข้องเครือข่าย’เฉินจื้อ’ มาลงโทษ

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พี่น้องประชาชนเรียกร้อง ให้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำการเปิดเผยรายชื่อ 10 สส. หรือนักการเมืองสีเทากว่า 10 รายที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์เพื่อตีแผ่ให้ประชาชนได้รับรู้และขจัดคนเลวใพ้สิ้นไป

กรณีดังกล่าวสังคมให้ความสำคัญ รวมทั้งกรณีที่นายไชยชนก สั่งยกเลิก MOU จัดตั้งศูนย์กลางดิจิทัลและธุรกิจการเงิน ระหว่างกระทรวงดีอีกับบริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากสิงคโปร์ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2567 หลังพบพิรุธ หลายประการ

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า กรณีนี้ ท่าน รมต.จะนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องส่งเรื่องนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบ  ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอไอ และ ปปง. ว่า กระบวนการต่างๆ มีความเกี่ยวโยงกับทุนเทาที่สหรัฐฯ เคยคว่ำบาตรและเป็นความผิดตามกฏหมายหรือไม่อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ทางท่าน ไชยชนก ต้องเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนมีความเคลือบแคลงสงสัยในความเป็นมา MOU ดังกล่าว ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ใน MOU ดังกล่าวมีการระบุถึงการพนันกีฬาออนไลน์หรือ “Sport Rating Online Gaming” ใช่หรือไม่  และข้อความดังกล่าวผิดกฏหมายตาม พ.ร.บ.การพนัน หรือไม่

ประเด็นที่ 2 การจัดตั้งศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงินของประเทศไทยหรือ Thailand International Digital Business and Finance Center” (TIDC) ในรูปแบบของกฎบังคับพิเศษที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง DE หรือที่เรียกว่า “ Digital Economy Regulatory Sandbox (DERS) โดยมีการยกเว้นกฏหมายบางฉบับ ใช่หรือไม่

ประเด็นที่ 3  ได้มีการเสนอขอขยายขอบเขต MOU ให้ครอบคลุมบริการทางการเงินหลายประเภท เช่น Forex Futures, CFD, OTC Derivatives, NDFs, Spot Foreign Exchange และ Derivatives หรือตราสารอนุพันธ์ ใช่หรือไม่

ประเด็นที่ 4 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) มีความเห็นว่า MOU ดังกล่าว ขัดหรือผิดกฎหมาย PDPA หรือไม่

ประเด็นที่ 5 อัยการสูงสุดได้มีการทักท้วงใน MOUดังกล่าว  และในการลงนามในMOU ได้มีการแก้ไขตามคำแนะนำของอัยการสูงสุด หรือไม่

ประเด็นที่ 6 ในMOU ระบุว่า ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่เกิดขึ้นจาก MOUจะเป็นของบริษัทคู่สัญญาในMOU (บริษัทจากสิงคโปร์)  ไม่ใช่กรรมสิทธิของไทย  ใช่หรือไม่

ประเด็นที่ 7 ตำแหน่งของผู้ลงนามในนามในฝั่งบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ ที่ระบุว่าเป็น “Chief Officer ของบริษัท CAI สิงคโปร์” แทนที่จะเป็นตำแหน่งในบริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ จริงหรือไม่

ประเด็นที่ 8 ผู้ถือหุ้นหรือผู้เกี่ยวข้องกับ บริษัทTIDCและบริษัท CAI มีความสัมพันธ์หรือมีความเกี่ยวข้องกับบริษัท BIC หรือบริษัท Prince หรือไม่

ประเด็นที่ 9 ได้มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล หรือ ข้อมูลไบโอแมตตริกซ์ หรือมีการเชื่อมโชงข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจจะความเสี่ยงที่ข้อมูลดังกล่าวจะรั่วไหลหรือไม่  อย่างไร

ประเด็นที่ 10 กรณีมีภาพ รมว.ดีอี ปรากฎภาพกับนายเบน สมิธ และนักการเมืองอื่น เป็นภาพจริงหรือเป็นภาพตัดต่อ

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า นอกจากนี้ กรณีที่ปรากฎข่าวว่า นายเฉินจื้อ อาชญากรสแกมเมอร์ ที่ทางการจีนรับตัวไปดำเนินคดี ได้รับสารภาพและให้ข้อมูลว่ามีคนไทยเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์กว่า 1,000 คน กรณีนี้ทางรัฐบาล และพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ควรจะต้องรีบประสานกับทางการจีน เพื่อนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

‘ชัยชนะ’ลั่นไม่เกี่ยวข้องกับ‘ผู้ต้องหาคดียา’นามสกุลเดียวกัน ชี้ถูกโยงหวังผลการเมือง-จ่อฟ้อง

‘ชัยชนะ’ลั่นไม่เกี่ยวข้องกับ‘ผู้ต้องหาคดียา’นามสกุลเดียวกัน ชี้ถูกโยงหวังผลการเมือง-จ่อฟ้อง

‘ชัยชนะ’ลั่นไม่เกี่ยวข้องกับ‘ผู้ต้องหาคดียา’นามสกุลเดียวกัน ชี้ถูกโยงหวังผลการเมือง-จ่อฟ้อง

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.10 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “CSI LA” โพสต์ข้อความระบุว่า “ด่วน ตำรวจเตรียมเข้าค้นบ้าน “รองหัวหน้าพรรคสีฟ้า” คนดังภาคใต้ อักษรย่อ ท. พัวพันขบวนการค้ายาเสพติด” ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เพจดังปูดแรง!!! ตร.จ่อค้นบ้าน’รองหัวหน้าพรรคสีฟ้า’คนดังภาคใต้ อักษรย่อ ท.)

ต่อมา นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดูแลพื้นที่ภาคใต้ โพสต์ข้อความระบุว่า “หยุดวิธีการที่ไม่สร้างสรรค์ แบบนี้เถอะครับ มานำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนดีกว่าครับ ชีวิตผมไม่เคยเกี่ยวข้องเรื่องแบบนี้ครับ” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ชัยชนะ’ฟาด’CSI LA’ ปมปูด ตร.จ่อค้นบ้าน’นักการเมือง’อักษรย่อ ท.)

ล่าสุด นายชัยชนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมขอยืนยันด้วยเกียรติว่า ผม สส.ชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ต้องหารายนี้ ไม่ว่าจะทางพฤตินัยหรือนิตินัย หากท่านหรือใครก็ตามมีหลักฐานเส้นทางการเงิน หรือหลักฐานการติดต่อที่เชื่อมโยงว่าเราเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ขอให้นำออกมาแสดงต่อสาธารณชนหรือยื่นต่อพนักงานสอบสวนได้เลยครับ เรายินดีให้ตรวจสอบ แต่หากเป็นการกล่าวหาลอยๆ เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง ผมขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความถูกต้องครับ”

อนึ่งก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดไล่ล่า สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้ปิดล้อมจับกุมเอเยนต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่ ในพื้นที่ชุมชนทุ่งจีน ต.นาเคียน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ทราบชื่อต่อมาคือ นายจักรกฤษณ์ เดชเดโช หรือ ซัน หรือ ซัน ทุ่งจีน อายุ 30 ปี ชาวเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมของกลาง ยาไอซ์ 2 ถุงๆ ละ 1 กิโลกรัม รวม 2 กิโลกรัม , อาวุธปืนขนาด 9 มม. 1 กระบอก พร้อมกระสุน 8 นัด จึงตรวจยึดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง ก่อนควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เบื้องต้นได้แจ้ง 4 ข้อกล่าวหา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

– 006

ถูกใจสิ่งนี้!! ‘เถกิง สมทรัพย์’ชม’อ.เจษฎ์’ตอก’วิโรจน์’ปมรำดาบถวายพระเจ้าตาก

ถูกใจสิ่งนี้!! 'เถกิง สมทรัพย์'ชม'อ.เจษฎ์'ตอก'วิโรจน์'ปมรำดาบถวายพระเจ้าตาก

ถูกใจสิ่งนี้!! ‘เถกิง สมทรัพย์’ชม’อ.เจษฎ์’ตอก’วิโรจน์’ปมรำดาบถวายพระเจ้าตาก

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.33 น.

ถูกใจสิ่งนี้!! ‘เถกิง สมทรัพย์’ชม’อ.เจษฎ์’ตอก’วิโรจน์’ปมรำดาบถวายพระเจ้าตาก บอกอยากกาเลือกพรรคล่วงหน้าให้เลย

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 นายเถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโสและอดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ได้ชม อาจารย์เจษฎ์ ของขึ้นเรื่องถูกพาดพิงการรำดาบ…โห..ผมแทบจะกาบัตรเลือกพรรคในวันที่ 8 ล่วงหน้าให้เลย”

ต่อมาได้โพสต์เพิ่มเติม ระบุว่า “คนหนึ่งศรัทธาในบูรพมหากษัตริย์ (ในที่นี้คือพระเจ้าตากสินในฐานะผู้กู้ชาติ) อีกคนสังกัดพรรคที่(เคย) ศรัทธาในการแก้มาตรา 112 ความเชื่อแบบนี้คือ เสรีภาพของแต่ละคน

กรณีนี้แค่ประทะคารม ยังไม่ถึงกับลงไม้ลงมือ เลือกตั้งรอบนี้เดือดปุดๆ แต่คิดแล้วล่ะว่าอยากจะไปลงให้อาจารย์เจษฎ์สักใบ เพราะการสักการะพระเจ้าตากสินและบูรพมหากษัตริย์ของอาจารย์ ไม่เกี่ยวกับวิวาทะกับคุณวิโรจน์ แต่เห็นวิวาทะจึงได้ทราบเหตุผลการรำดาบ ว่า เพื่ออะไร”

ขอบคุณภาพจาก เถกิง สมทรัพย์ และTHE STANDARD