เดือดขู่ฟ้อง‘ดีเอสไอ’ เท้งอุ้มภาวุธ โวยป้ายสีคดีฟอเร็กซ์

เดือดขู่ฟ้อง‘ดีเอสไอ’  เท้งอุ้มภาวุธ  โวยป้ายสีคดีฟอเร็กซ์

เดือดขู่ฟ้อง‘ดีเอสไอ’ เท้งอุ้มภาวุธ โวยป้ายสีคดีฟอเร็กซ์

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดือดขู่ฟ้อง‘ดีเอสไอ’ เท้งอุ้มภาวุธ โวยป้ายสีคดีฟอเร็กซ์ เอาคืนจี้ปปช.สอบTH-AI อ้างไม่จำเป็นต้องมีคนร้อง เรืองไกรตามเช็คบิลไอซ์

หัวหน้าเท้ง ยังไม่หายแค้น หลังสส.ภาวุธ ถูกโยงคดีฟอเร็กซ์ ขู่ฟ้องกลับ ม.157 ดีเอสไอ ทั้งจี้ ป.ป.ช.สอบฮั้ว TH-AI Passport ของรัฐมนตรีพรรคสีน้ำเงินโดยไม่จำเป็นต้องมีคนไปร้อง ด้านอธิบดีปกครอง ย้ำไม่ได้ส่งไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” หลังโดนอดีตปลัดภูเก็ตเอาผิด ด้านประชาชน ชวนจับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา “ปริญญา-สมชัย” เจ้าเก่าเกาะติดถี่ยิบ ฝ่ายอนุชา-ปชป.ชูปราบคอร์รัปชั่น

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในความผิดตามมาตรา 157 กรณีคำสั่งให้ช่วยราชการไม่ชอบ และปมแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ในส่วนประเด็นไลน์หลุด ยืนยันว่าไม่ใช่ข้อความของตน และไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหา ส่วนเรื่องคำสั่งให้ช่วยราชการนายรุ่งเรือง นั้น มั่นใจว่าทำตามระเบียบขั้นตอนถูกต้องทุกอย่าง ตนได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาให้รับทราบแล้ว และยังไม่มีผู้บังคับบัญชาท่านใดท้วงติง หรือเห็นว่าตนทำผิดระเบียบและกฎหมายข้อไหน สำหรับการฟ้องร้องของนายรุ่งเรือง ตนมองว่าเป็นสิทธิ หากเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ขอให้รอดูข้อเท็จจริงของผลการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยต่อไป

“ผมนอกจากเป็นอธิบดีกรมการปกครองแล้ว ยังมีฐานะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) จากนี้ทุกเรื่องที่พิจารณาว่าเข้าข่ายมูลฐานความผิด ป.ป.ง. ผมจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ง.ดำเนินการต่อตามหน้าที่ อำนาจ ต่อไปทุกราย” อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว

ภท.เกาะติดคดีสส.พรรคส้ม

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน รวมถึง นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ออดมาระบุ พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน ในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติด จนส่งผลให้พ้นจากการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ว่า คดีของอดีตผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน มีที่มาจากการขยายผลของเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 2 (บก.ปส.2) เมื่อเดือน ธ.ค.2568 จากคดียาเสพติดสำคัญรวม 10 คดี ก่อนพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังผู้ต้องหา 11 ราย จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญา และเข้าตรวจค้น จับกุม พร้อมยึดทรัพย์สินหลายรายการ ต่อมา พนักงานสอบสวน บก.ปส.2 มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 11 ราย ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน และส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาเมื่อเดือนมีนาคม 2569 อย่างไรก็ตาม อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง พร้อมส่งสำนวนกลับมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1 คดีนี้ยังไม่ยุติ ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับสำนวนกลับมาแล้ว และเชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง เพื่อส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ปชป.พร้อมอภิปรายงบฯ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเตรียม สส.  อภิปรายเนื้อหาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณ ปี 2569 ราว 3 – 4 คน ซึ่งเรื่องใหญ่ที่พรรคจะชี้เห็นคือรัฐบาลดำเนินการ จัดทำร่างกฏหมายโอนงบล่าช้า จึงทำให้ไทยเสียโอกาสเปลี่ยนแปลงการใช้งบประมาณ ทำให้หน่วยงานเร่งใช้งบฯ จากเดิมที่รัฐคาดการณ์จะทำการโอนงบได้เกือบ 100,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายโอนงบได้เพียง 10,000 ล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลดำเนินการโอนงบได้เร็วอาจไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทำให้เสียโอกาสในการใช้งบฯ โดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย  

นายสาทิตย์ กล่าวว่า การอภิปรายร่างกฎหมายงบฯ 2570 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สำคัญ รัฐบาลมีเวลาที่จะดูเรื่องการใช้จ่ายงบฯ มากพอสมควรที่จะดูแลเรื่องการจัดสรรงบ โดยในภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจขณะนี้ การใช้จ่ายงบฯ ของรัฐที่มีจำกัด ควรมีทิศทางในการใช้จ่ายสอดคล้องกับภาวะการทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และรัฐบาลอ้างเรื่องของภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ดังนั้นการใช้จ่ายต้องกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เช่น 1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม การใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐบาลมุ่งดูแลประชาชนพุ่งเป้า หว่านโปรย ต้องดูว่ารัฐบาลจัดสรรงบฯ ดูแลประชาชนในกลุ่มต่างๆ อย่างไร 2. ในภาวะเศรษฐกิจจะต้องระมัดระวังหลายเรื่องเช่น เรื่องเงินเฟ้อ 3.ต้องรู้ว่าการใช้จ่ายตามนโยบายรัฐบาลตอบโจทย์ภาวะการทางเศรษฐกิจหรือไม่ เช่นงบลงทุนต้องสอดคล้องกับทิศทางที่ควรเป็นในมิติของอนาคตเช่นการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และ 4. โครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ควบคุมทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวง ทบวง กรมทำให้เกิดการใช้จ่ายงบซ้ำซ้อน และสูญเปล่า

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตการใช้งบประมาณที่อาจเกิดขึ้นที่จะเป็นประเด็นใหญ่ในการอภิปรายว่าการจัดสรรงบงบประมาณรายจ่ายประจำปี เรื่องใหญ่คือการใช้ Open Data  การเปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ในการอภิปรายพรรคประชาธิปัตย์จะชี้เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างที่เรียลไทม์ทันต่อเวลาจะทำให้เกิดการตรวจสอบรั่วไหลของงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อนุชา”ชูปราบคอรัปชั่น

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดยิ่งเจริญ กับ นายชัชชนะพงศ์ แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางเขน หมายเลข 2

จากนั้นลงพื้นที่กับ นายต้นรังสรรค์ กียปัจจ์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตหลักสี่ หมายเลข 4 ที่ตลาดเมืองทอง (บึงสีกัน) ซอยแจ้งวัฒนะ 14 ก่อนจะลงพื้นที่ร่วมกับนายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ ผู้สมัคร ส.ก.เขตมีนบุรี หมายเลข 2 ที่ตลาดจตุจักร 2 ต่อด้วยการลงพื้นที่กับนายเกษนันท์ เรืองตาบ ผู้สมัคร ส.ก.เขตคันนายาว หมายเลข 1

นายอนุชา กล่าวถึงเสียงสะท้อนจากการลงพื้นที่ที่เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายว่า นอกเหนือจากปัญหาเรื้อรังที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องการให้แก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาขยะและความสะอาดแล้ว ประชาชนยังเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหา “การทุจริตคอร์รัปชัน” อย่างจริงจัง

“ประชาชนต้องการให้ผู้ว่าฯ และ ส.ก. จากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปขจัดการทำงานที่ไม่โปร่งใสใน กทม.ทั้งในระดับผู้บริหารและข้าราชการประจำ โดยเฉพาะประเด็นการซื้อขายตำแหน่งและการเรียกรับผลประโยชน์ (ใต้โต๊ะ) เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณของกรุงเทพมหานคร จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและไม่มีการรั่วไหล ซึ่งนโยบายต่อต้านการทุจริตเป็นข้อสั่งการตรงจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่กำชับให้ผู้สมัครทุกระดับ ยึดถือปฏิบัติ หากพบความไม่โปร่งใส หรือมีข้อสงสัยจากสังคม ผู้ปฏิบัติงานจะต้องสามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนผ่านกลไกของพรรค” นายอนุชา กล่าว

ไม่ได้กังวลโพลโค้งสุดท้าย

สำหรับผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ในช่วงโค้งสุดท้าย นายอนุชา ระบุว่า ไม่ได้มีความกังวลใจใดๆ เนื่องจากตลอดการลงพื้นที่ ประชาชนยังคงให้กำลังใจและสนับสนุนให้เดินหน้าต่อไป นอกจากนี้ยังพบสัญญาณบวกจาก 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่มอดีตผู้สนับสนุนพรรค ที่เคยไปเลือกผู้สมัคร หรือพรรคอื่น เริ่มแสดงความจำนงกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง หลังเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่วนกลุ่มที่ยังลังเล เริ่มตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น จากการนำเสนอนโยบายที่เอาจริงเอาจังและวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่พรรคนำเสนอ

ภาคประชาชนจับตาเลือกตั้ง

ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ องค์กรภาคประชาชนร่วมแถลงข่าว “จับตาความโปร่งใส เลือกตั้ง กทม.-พัทยา” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

โดยมี รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน จาก We Watch นายยิ่งชีพ อัขฌานนท์ Vote62 และนางสาวกัลยกร สุนทรพฤกษ์ iLaw

รศ.ปริญญา กล่าวว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่มีคำถามมากมายเรื่องความไม่โปร่งใส และจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งของประเทศไทยไม่เกิดคำถามหรือข้อสงสัยแบบนี้อีก การเลือกตั้งท้องถิ่นซึ่งเป็นรูปแบบพิเศษ นอกจากจะมี อบจ. เทศบาล มี อบต. แล้ว ประเทศไทยก็มีการเลือกตั้งพิเศษ 2 แห่ง คือ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ซึ่งเลือกพร้อมกัน ดังนั้น องค์กรที่เป็นภาคประชาชนที่ติดตามสังเกตการณ์เลือกตั้งมาหลายครั้ง คือ We Watch, iLaw และเครือข่ายภาคประชาชน จึงจัดกิจกรรมจับตาการเลือกตั้งในครั้งนี้ เพื่อนำหลักความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนให้กลับคืนมา เพราะสิ่งที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเลือกใครก็เป็นสิทธิโดยบริบูรณ์ของประชาชน และประชาธิปไตยของการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเห็นต่าง ก็จบที่หีบบัตรเลือกตั้ง

ดังนั้น บัตรเลือกตั้งทุกใบก็ควรจะนับให้ตรงกับการแสดงเจตจำนง การจดคะแนน หรือการลงคะแนน ผลคะแนนทุกอย่างก็เป็นไปตามสิ่งที่เป็นเจตจำนงของประชาชนที่กากบาทไป ใครแพ้ชนะก็เป็นไปตามความเป็นจริงที่ประชาชนได้ตัดสินใจแล้วในคูหาเลือกตั้ง แต่เมื่อความโปร่งใสมีปัญหา การมีส่วนร่วมก็มีน้อย จึงเกิดคำถามเหล่านี้ขึ้น ครั้งนี้ ทั้ง iLaw และ We Watch จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อหาว่าจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งในครั้งนี้โปร่งใส

จับตาเลือกตั้งนายกฯพัทยา

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้หลายคนบอกว่าไม่ค่อยได้มาแสดงออก หรือถกเถียง หรือปะทะกันในเชิงความคิดสร้างสรรค์ในการกำหนดนโยบายที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ แต่มีการดิสเครดิตกันทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียคะแนน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นความก้าวหน้าการแข่งขัน หรือการหาเสียงเลือกตั้ง จึงคิดว่าควรปรับปรุงเรื่องนี้ ส่วนประเด็นที่น่าสนใจและที่ต้องจับตาในการเลือกตั้งเมืองพัทยา จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์น้อยมาก 49.96% ซึ่งก็เป็นความท้าทาย บัตรเลือกตั้งหาย หรือบัตรเลือกตั้งเขย่ง สิ่งเหล่านี้ก็เคยเกิดขึ้นถึงขั้นประกาศชะลอการนับคะแนน และสั่งให้เลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้นก็เคยมีมาแล้ว

สมชัย เสียดายไร้นวัตกรรม

ด้าน รศ. สมชัย กล่าวว่า หากดู พ.ร.บ. การเลือกตั้งท้องถิ่นและเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ. การเลือกตั้ง สส. ก็จะเห็นความแตกต่างว่า พ.ร.บ. ท้องถิ่นมีความก้าวหน้ามากกว่า ยกตัวอย่างเรื่องรูปแบบของการใช้สิทธิ์ พ.ร.บ. การเลือกตั้ง สส. ไปกำหนดเพียงรูปแบบเดียวว่าต้องใช้บัตรเลือกตั้งเท่านั้น ส่วน พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่นสามารถใช้รูปแบบอื่น ๆ ได้ จะเป็นบัตรเลือกตั้งก็ได้ หรือจะเป็นเครื่องลงคะแนนก็ได้ เพื่ออำนวยความสะดวก ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้สะดวกกว่าเดิม และ กกต. ควรจะใช้โอกาสของการเลือกตั้งท้องถิ่นในการพัฒนาการจัดการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการทบทวนใช้นวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อเตรียมการการเลือกตั้งทั่วไปในอนาคต เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส รวมถึงการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตลอดจนการรายงานผลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กลับไม่ใช้โอกาสนี้เลย แต่กลับบอกว่าจะใช้การเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานครและพัทยาครั้งนี้ให้ดีที่สุด ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเอกชนหรือภาคประชาชนมาดำเนินการเอง

ย้ำคนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ

ช่วงท้ายของการแถลงข่าว รศ.ปริญญา กล่าวว่า ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของการเลือกตั้งและร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ป้องกันไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งมีเครื่องมือหลายอย่าง ทั้งกล้องถ่าย การบันทึกคลิปวิดีโอ หรือแม้แต่การใช้ AI เข้ามาช่วย และอีกข้อ ซึ่งสำคัญมากสำหรับคนที่จับตาการเลือกตั้ง คือการทักท้วงเมื่อเห็นว่าการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งนั้นผิดปกติ เช่น การคิดคะแนนบนบอร์ดไม่ชัดเจน หรือบอร์ดนับคะแนนตั้งห่างไป ประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์ก็สามารถทักท้วงได้

ร้องปปช.สอบทรัพย์สินไอซ์

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ด้วยการสรรหา สว.เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่า มีการยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น อันอาจจะเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง หรือไม่

นายเรืองไกรยังยกตัวอย่างทรัพย์สินหลายราบการของนส.รักชนก ประกอบกำร้องด้วย

‘เท้ง’บี้’ปปช.’สอบฮั้วTH-AI

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการติดตามตรวจสอบโครงการTH-AI Passport ของรัฐบาล โดยส่งสัญญาณเตือนอย่างเข้มข้นไปยังหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. และกระบวนการยุติธรรม ว่า ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) มาตรา 14 วรรคสอง กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าไม่จำเป็นต้องรอให้พฤติการณ์มีมูลความผิดชัดแจ้ง หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบพฤติกรรมที่ส่อเค้าว่าจะมีการล็อกสเปก หรือการตกลงราคาล่วงหน้าที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง ป.ป.ช. ต้องดำเนินการสอบสวนทันที ที่ผ่านมาในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม 2 คณะ มีตัวแทน ป.ป.ช. นั่งร่วมรับฟังอยู่ด้วย และทาง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เตรียมจะส่งข้อสังเกตและบันทึกการประชุมไล่เรียงพฤติการณ์ทั้งหมดไปให้ ป.ป.ช. อย่างเป็นทางการ

ปปช.ต้องทำงานเชิงรุก

“ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุก เมื่อเห็นพฤติการณ์ส่อทุจริตต้องสอบสวนทันทีโดยไม่ต้องมีคนร้องเรียน หาก ป.ป.ช. ไม่ทำ ก็จะเข้าข่ายกระทำความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เสียเอง ส่วนฝั่งฝ่ายค้านก็จะตรวจสอบควบคู่ขนานกันไป คาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 1 เดือน” นายณัฐพงษ์ ย้ำ

เมื่อถามว่ากรณีที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาท้าให้ตรวจสอบนั้น ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่ าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องปฏิเสธ แต่หากบริสุทธิ์ใจจริง รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างให้โปร่งใส หรือสั่งชะลอและยกเลิกโครงการนี้ไปก่อนเพื่อเปิดประมูลใหม่ตามช่องทางของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากเป็นโครงการที่สังคมตั้งคำถามสูงมาก

“เท้ง”อุ้ม”ภาวุธ”

นายณัฐพงษ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้เปิดโปงโครงการ TH-AI Passport แต่กลับถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงข่าวเชื่อมโยงกับคดีความ โดยตั้งข้อสังเกตว่าการแถลงข่าวของ DSI ครั้งนี้มีความผิดปกติอย่างมาก

“เป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะผู้ต้องสงสัยกลับถูกเปิดเผยชื่ออย่างเอิกเกริก แต่รายชื่อของผู้ต้องหาตัวจริงกลับไม่มีใครถูกเปิดเผยเลยแม้แต่คนเดียว อยากเรียกร้องให้ DSI ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา”

หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุเพิ่มเติมว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรคได้หารือกันแล้ว หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือยอมตนเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม พรรคประชาชนพร้อมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อฟ้องดำเนินคดีกลับกับเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนอย่างถึงที่สุด

เมื่อถามถึงประเด็นที่ นายภาวุธ ขาดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้อ้างว่ามีภารกิจประชุมจำนวนมาก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนตอบแทนไม่ได้ เจ้าตัวต้องเป็นผู้ชี้แจงเองว่าวันนั้นติดภารกิจด่วนอะไร

ตั้งกก.สอบข้อเท็จจริงภาวุธ

ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางการเงินจำนวน 28 ล้านบาทที่ไหลเข้าบัญชีของนายภาวุธนั้น ผู้นำฝ่ายค้านชี้แจงว่า จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นภายในพรรค ทราบว่านายภาวุธมีพฤติกรรมการลงทุนและเทรดสินทรัพย์อยู่แล้ว เช่น ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งการทำธุรกรรมออนไลน์อาจมีข้อจำกัดเรื่องการโอนเงินบ้าง ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาทุจริตเสมอไป และขอให้สังคมให้ความเป็นธรรม

ขณะนี้พรรคประชาชนได้ตั้งคณะกรรมการเสาะหาข้อเท็จจริงภายใน โดยมี นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นผู้ดูแลร่วมกัน แต่เนื่องจากกรณียังไม่มีหมายเรียกหรือเอกสารทางกฎหมายอย่างเป็นทางการเหมือนกรณีของสมาชิกพรรคคนอื่น จึงยังไม่ถึงขั้นตั้งกรรมการสอบสวนวินัย แต่อย่างไรก็ตาม จะให้นายภาวุธเข้ามาชี้แจงรายละเอียดของที่มาเงิน 28 ล้านบาทด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่สังคม

ซัดกลับเขมร ไทยโต้แถลงการณ์มั่ว ไม่ได้ละเมิดอธิปไตย

ซัดกลับเขมร ไทยโต้แถลงการณ์มั่ว  ไม่ได้ละเมิดอธิปไตย

ซัดกลับเขมร ไทยโต้แถลงการณ์มั่ว ไม่ได้ละเมิดอธิปไตย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวฯโต้กัมพูชา ย้ำปักธงในพื้นที่ปฏิบัติการเดิม ไม่ใช่ละเมิดอธิปไตย ชี้ข้อกล่าวหาเผาคลังสินค้าไร้หลักฐาน ยืนยันไทยยึด MOU 2000 และถ้อยแถลงร่วมปี 2568 อย่างเคร่งครัด หนุนตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมทุกประเด็น ย้ำไม่ต้องการเพิ่มความตึงเครียดชายแดน กองทัพลุยกู้ระเบิดกว่า 200 ลูก บริเวณเนิน 350 เตือนอย่าเดินนอกเส้นทางเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2569 กล่าวหาว่าฝ่ายไทยปักธงชาติไทยในดินแดนกัมพูชา อันเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชานั้น ว่า ฝ่ายไทยขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ไทยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยดูแลรักษาความปลอดภัยและปฏิบัติภารกิจมาโดยตลอด การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การยึดครองดินแดนโดยมิชอบ และไม่มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสถานะของพื้นที่หรือแนวเขตแดนแต่อย่างใด

พร้อมระบุว่า ในกรณีพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับแนวเขตแดน ควรได้รับการพิจารณาและแก้ไขผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ถูกตีความหรือขยายความจนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ สำหรับกรณีแถลงการณ์กัมพูชากล่าวหาว่าไทยเป็นผู้เผาคลังสินค้าบริเวณ O Smach นั้น ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานใดที่สามารถยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าวได้ ฝ่ายไทยเห็นว่าควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันผ่านกลไกที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

เมื่อถามถึงกรณีการก่อสร้างรั้วหรือสิ่งปลูกสร้างตามแนวชายแดน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การปรับปรุงพื้นที่หรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความปลอดภัยในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลและการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายไทย สามารถดำเนินการได้ตามอำนาจหน้าที่ตามปกติ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ด้านการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่ มิได้มุ่งเปลี่ยนแปลงแนวเขตแดนหรือสร้างความได้เปรียบทางดินแดนแต่อย่างใด

ส่วนข้อกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจขัดต่อบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา หรือ MOU 2000 หรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส ยืนยันว่า ไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตาม MOU 2000 อย่างเคร่งครัด ประเด็นใดที่ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวเขตแดน ควรได้รับการหารือผ่านกลไกทวิภาคีตามที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน มากกว่าการดำเนินการฝ่ายเดียว

เมื่อถามว่า รัฐบาลไทยจะตอบโต้แถลงการณ์ของกัมพูชาหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ไทยยังคงยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้กลไกทางการทูตมากกว่าการโต้ตอบผ่านสื่อ ประเทศไทยพร้อมชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง และดำเนินการผ่านช่องทางทวิภาคีที่มีอยู่ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องการให้สถานการณ์ลุกลามหรือเพิ่มระดับความตึงเครียดตามแนวชายแดน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวย้ำว่า จุดยืนของประเทศไทยคือการดำเนินการภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายไทยมาโดยตลอด ควบคู่กับการยึดมั่นในข้อตกลงที่มีร่วมกันระหว่างสองประเทศ ขณะที่ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ควรได้รับการพิสูจน์และตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกัน และไม่ประสงค์ให้เกิดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติม

ด้านกองทัพบกรายงานความคืบหน้าปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณ”เนิน 350” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังคงมีวัตถุระเบิดตกค้างจากอดีต โดยระบุว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดสามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้โดยกองกำลังกัมพูชา ได้แล้วมากกว่า 200ทุ่น

มีรายงานของกองทัพบกยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการตรวจค้นและเก็บกู้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประเมินว่ายังมีทุ่นระเบิดฝังอยู่ในบริเวณดังกล่าวอีกเป็นจำนวนมาก

จากสถานการณ์ดังกล่าว กองทัพบกจึงได้ออกประกาศแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมหรือทำกิจกรรมในบริเวณเนิน 350 ขอให้เพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด และปฏิบัติตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามกฎและคำแนะนำ ขอให้รับฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างเคร่งครัด ห้ามออกนอกเส้นทาง ไม่อนุญาตให้เดินออกนอกเส้นทางที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันอันตรายถึงชีวิตจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่ยังไม่ได้ทำการเก็บกู้ หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้อง แคะ แกะ หรือเคลื่อนย้ายวัตถุแปลกปลอมเด็ดขาด และให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที กองทัพบกขอย้ำเตือนว่า ความปลอดภัยของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้ทุกท่านให้ความร่วมมือเพื่อให้การเข้าเยี่ยมชมพื้นที่เป็นไปอย่างปลอดภัย

ทลายเครือข่ายนอมินี เปิดกลุ่มลับ! ยึดหาดเปลือยอาบแดด

ทลายเครือข่ายนอมินี  เปิดกลุ่มลับ!  ยึดหาดเปลือยอาบแดด

ทลายเครือข่ายนอมินี เปิดกลุ่มลับ! ยึดหาดเปลือยอาบแดด

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทลายเครือข่ายนอมินี เปิดกลุ่มลับ! ยึดหาดเปลือยอาบแดด รบ.ลุยตัดวงจร3จังหวัด เอาคืนที่ดินกว่า1,000ล.

รัฐบาลเอาจริงเปิดปฏิบัติการกวาดล้างนอมินีในพื้นที่ภูเก็ต–กระบี่-พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท เร่งขยายผลปราบปรามทั่วประเทศ ด้านกรมพัฒนาธุรกิจฯ เผยบางบริษัทมีคนไทยถือหุ้น 100% แต่ในความเป็นจริงให้ต่างชาติมีผู้บริหารและควบคุมกิจการพบทั้งรับทำธุรกิจก่อสร้างพูลวิลล่า แถมยังเปิดรีสอร์ทกลุ่มลับเฉพาะยึดเป็นหาดส่วนตัวเปลือยกายกลางแจ้ง

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี ในการกวาดล้างขบวนการนอมินีหรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลได้บูรณาความร่วมมือสนธิกำลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนนโยบายของนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องมุ่งเน้นลงพื้นที่กวาดล้างขบวนการนอมินีรวมถึงแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยวันที่ 22 มิถุนายนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานปราบปรามสแกมเมอร์และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 500 นาย ปฏิบัติการ ”ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3“ในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และจังหวัดกระบี่ ดำเนินการตรวจค้นที่ดิน 89 แปลง พื้นที่รวม 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 1,053 ล้านบาท ในพื้นที่เป้าหมาย 3 จังหวัด ดังนี้

จังหวัดภูเก็ต ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลง จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 50.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติ 12 คน หมายจับ 13 หมายจับ และ บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 62.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมายค้น รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 56 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ 13 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 231 ล้านบาท

จังหวัดพังงา ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 7 แปลง จำนวน 17 ไร่ 3 งาน 18 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 269 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 6 หมายจับ ศาลอนุมัติหมายค้น 3 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 1 คน และบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 1 บริษัท ที่ดิน 1 แปลง จำนวน 9 ไร่ 3 งาน 20.4 ตร.ว. เจ้าพนักงานที่ดินสาขาตะกั่วป่า ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ บริษัท อตามันฯ ซึ่งถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่าประมาณ 54 ล้านบาท

จังหวัดกระบี่ ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 17 แปลง จำนวน 6 ไร่ 1 งาน 12.4 ตร.ว.มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 40 หมายจับ หมายค้น 13 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไทย 26 คน ชาวต่างชาติ 12 คน นำตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 8 บริษัท ที่ดิน 8 แปลง จำนวน 8 ไร่ 25.6 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาทศาลได้อนุมัติหมายค้น 6 หมาย เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามของบริษัท

สรุปผลการปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3ในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา บริษัทที่มีลักษณะเป็นนอมินี จำนวน 29 บริษัท และ บริษัทถือครองที่ดิน แต่มีจำนวนผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวมากกว่าคนไทย จำนวน 48 บริษัท ดำเนินการตามหมายและกระบวนการทางกฎหมาย / ออกหมายจับ จำนวน 59 หมาย ออกหมายค้น จำนวน 60 หมาย ที่ดิน จำนวน 89 แปลง พื้นที่รวม 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตารางวา รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวน 1,053,518,872 บาท

“นายกรัฐมนตรีสั่งการเร่งขยายผลลงพื้นที่กวาดล้าง ปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ แจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยหม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่ ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการปราบปรามการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมสนับสนุนตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น และงบการเงินแบบเชิงลึก

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ได้ร่วมกับพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนจากกรมที่ดิน ผู้แทนสำนักงานพาณิชย์ทั้งสองจังหวัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ชื่อปฏิบัติการของ สตช. ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามันเพื่อป้องกันและปราบปรามการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า

นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่าผลการปฏิบัติการในจังหวัดภูเก็ต พบบริษัทที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นนอมินีจำนวน 10 บริษัท เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย โดยมีจำนวนที่ดิน 4 แปลง จำนวนกว่า 2 ไร่ มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท และพบบริษัทอีก 39 ราย ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติเกินกว่ากึ่งหนึ่ง เข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดินรวม 52 แปลง มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตกว่า 231 ล้านบาท

โดยจุดที่กรมฯ ได้ร่วมตรวจค้นเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอป่าตอง ซึ่งจดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 2562 ประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ห้องชุด และบริการเช่ารถจักรยานยนต์ รวมทั้งเคยประกอบธุรกิจนำเที่ยว แต่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตนำเที่ยวเนื่องกระทำผิดเงื่อนไขเรื่องสัดส่วนกรรมการ จากการตรวจสอบพบว่ากรรมการและผู้ถือหุ้นคนไทยในบริษัทมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 3 บริษัท และเป็นกรรมการ 5 บริษัท โดยผู้ถือหุ้นคนไทยยอมรับว่าถือหุ้นแทนคนอิสราเอล และยังพบว่ามีบริษัทที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านกัญชา ใช้ที่ตั้งแห่งเดียวกันในการประกอบกิจการด้วย

นายพูนพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับจังหวัดกระบี่ พบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินีจำนวน 9 บริษัท ถือครองที่ดิน 17แปลง จำนวนกว่า 6 ไร่ มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท และพบบริษัทอีก 8 ราย ที่มีโครงสร้างการถือหุ้นเข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน 8 แปลง จำนวนกว่า 8 ไร่ มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกว่า 499 ล้านบาท

นอกจากนี้ การตรวจสอบยังพบกรณีสำคัญอีกหลายประเด็น อาทิ การตรวจพบบริษัททรอปิคอลเฮาส์ฯ ประกอบธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ของกลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างพูลวิลล่า โครงการตั้งอยู่ในทำเลทองในจังหวัดกระบี่ มีทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท ถือครองที่ดิน 16 แปลง จำนวนกว่า 6 ไร่ มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียน

จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียน มีคนไทยถือหุ้น100% ทำให้บริษัทถือสัญชาติไทย แต่ในความเป็นจริงบริษัทดังกล่าว มีผู้บริหารและควบคุมกิจการโดยชาวต่างชาติ แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) โดยเชื่อว่าคนไทยไม่ได้มีการลงทุนจริง และ บริษัท ซาลาบัฟ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ที่หาลูกค้าที่เป็นรีสอร์ทเพื่อหาสมาชิกของกลุ่มลับเฉพาะในการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่นิยมไม่สวมใส่เสื้อผ้าในกิจกรรมกลางแจ้งภายในรีสอร์ทและหาดทรายแบบมีความเป็นส่วนตัว โดยกรรมการเป็นคนไทยที่ไม่สามารถให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นผู้ลงทุนจริงแม้ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวจะมีคนไทยถือหุ้น 100% เพราะบริษัทมีความผิดปกติหลายๆ ประเด็นที่ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นนอมินี

นายพูนพงษ์ ยังระบุว่า จะมีการขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเตรียมส่งข้อมูลบริษัท 623 รายในพื้นที่ 4 จังหวัด (สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา) ซึ่งพบผู้ทำบัญชีเข้าไปพัวพันให้การสนับสนุนต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีให้ชุดเฉพาะกิจฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

“ขอย้ำว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมอำนวยความสะดวกต่อการลงทุนจากต่างชาติที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้ประกอบการต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แต่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ใช้ช่องทางนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ นายพูนพงษ์ ยังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา และคณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทยฌโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีรวมถึงการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

จากกาการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทางทีมปราบนอมินีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้นำส่งข้อมูลนิติบุคคลรวม 53 ราย ให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกรรมทางการเงิน และนำส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกในทุกมิติ เพื่อนำผู้ฝ่าฝืนกฎหมายมาลงโทษให้ถึงที่สุด พร้อมทั้งนำส่งข้อมูลให้ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพากร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่โดยละเอียดอีกขั้นหนึ่ง

สำหรับพื้นที่เขตห้วยขวาง กรมฯ ได้รับการสนับสนุนข้อมูลร้านอาหารที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนจากสำนักงานเขตห้วยขวางแล้ว 112 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก สำหรับพื้นที่อื่นในกรุงเทพมหานครอีก 49 เขต กรมฯ ได้ขอข้อมูลไปที่ทำการเขตทุกแห่งแล้ว รอการส่งข้อมูลกลับของแต่ละเขตเพื่อตรวจสอบต่อไป

อนุทิน สะพายย่ามช้อปโอท็อปวันที่สอง เดินเพลินนานกว่า 5 ชั่วโมง

อนุทิน สะพายย่ามช้อปโอท็อปวันที่สอง เดินเพลินนานกว่า 5 ชั่วโมง

อนุทิน สะพายย่ามช้อปโอท็อปวันที่สอง เดินเพลินนานกว่า 5 ชั่วโมง

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.10 น.

‘อนุทิน’สะพายย่ามช้อปโอท็อปวันที่สอง เดินเพลินนานกว่า 5 ชั่วโมง ร่วมขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ยามเย็น -ใกล้รุ่ง‘ ก่อนแวะนวด ’คอ บ่า ไหล่‘ ปลื้มยอดจำหน่าย 1 วันครึ่ง สะพัด 147 ล้าน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 21 มิ.ย.69 ภายหลังเดินทางกลับจากภารกิจที่จังหวัดเลย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังงาน OTOP Midyear 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางอรจิรา ศิริมงคล อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายวรงค์ แสงเมือง นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมให้การต้อนรับ

โดยนายอนุทิน ร่วมขับร้องเพลงประสานเสียงกับเยาวชนวง VoiZe Academy Thailand อาทิ บทเพลงพระราชนิพนธ์ “ยามเย็น (Love at Sundown)” และบทเพลง “ใกล้รุ่ง” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพลงปลุกใจ “บ้านเกิดเมืองนอน”

จากนั้นนายอนุทิน สะพ่ายย่ามเดินเยี่ยมชมบูธต่างๆเพื่อให้กำลังใจผู้ประกอบการ และพบปะขอบคุณประชาชนที่เดินทางมาจับจ่ายใช้สอยในงานตามโซนต่าง ๆ โดยได้แวะชิม และช็อป สินค้าประเภทต่าง ๆ ทั้งอาหารแห้ง อาหารทะเลแปรรูป น้ําพริกกุ้งเสียบ ปลาเค็ม เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย โดยในระหว่างที่เดินเยี่ยมชมบูธ ได้เชิญชวนประชาชนช่วยกันจับจ่ายใช้สอย อุดหนุนผู้ประกอบการสินค้าประเภทต่าง ๆ จากทั่วประเทศ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ช่วยกันใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งผู้ประกอบการในงานได้ลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการร้านไทยช่วยไทยพลัส เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้เพื่อลดภาระค่าครองชีพ 60/40 ตามนโยบายรัฐบาล และได้เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ผลผลิตสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และผลิตภัณฑ์ของผู้ต้องขังที่ได้รับการพัฒนาฝึกทักษะวิชาชีพโดยกรมราชทัณฑ์ พร้อมทั้งได้แวะนวดคอ บ่า ไหล่ ที่ร้านทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เสา H1 ชานเลนเจอร์ 1 อีกด้วย โดยนายอนุทินใช้เวลาเดินในงานกว่า 5 ชั่วโมง

ขณะที่ยอดจำหน่ายงาน OTOP Midyear 2026 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรก จนถึงเวลา 13.00 น. วันนี้ มียอดจำหน่ายรวม 147.433 ล้านบาท โดยโซนที่ได้รับความนิยมสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. OTOP 5 ประเภท 2. OTOP ชวนชิม 3. ศิลปิน OTOP 4. OTOP Startup และ 5. OTOP Premuim

รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทย กำหนดจัดงาน OTOP Midyear 2026 ภายใต้แนวคิด “OTOP NEXT INSPIRATION สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา สู่ระดับสากล” มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านการผสมผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 3 – 5 ดาว จาก 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร มากกว่า 2,500 บูธ มาให้ประชาชนได้เลือกซื้ออย่างจุใจ พร้อมเปิดโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งจะมีพิธีเปิดงานในวันที่ 22 มิ.ย.2569 เวลา 15.00 น. โดยมีนายอนุทินเป็นประธาน

กองทัพ โต้หนังสือประท้วงกัมพูชา ยันปฏิบัติภารกิจภายในอธิปไตยของไทย

กองทัพ โต้หนังสือประท้วงกัมพูชา ยันปฏิบัติภารกิจภายในอธิปไตยของไทย

กองทัพ โต้หนังสือประท้วงกัมพูชา ยันปฏิบัติภารกิจภายในอธิปไตยของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.45 น.

กองทัพ โต้หนังสือประท้วงกัมพูชา ยืนยันปฏิบัติภารกิจภายในอธิปไตยของไทย ยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างสองประเทศ และการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า จากกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ยื่นประท้วงประเทศไทย โดยมีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับกองทัพไทยได้นำธงชาติไทยไปปักและเชิญขึ้นสู่ยอดเสาภายในดินแดนของกัมพูชาอันเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชานั้น  

ขอชี้แจงว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ละเมิดหรือรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาอย่างที่กล่าวอ้าง การดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย 

ในส่วนของกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า ฝ่ายไทยเป็นผู้วางเพลิงคลังสินค้าภายในพื้นที่บริเวณช่องจอม ซึ่งเป็นพื้นที่ของประเทศไทยนั้น จากการประสานงานกับหน่วยในพื้นทิ่ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่ามีการวางเพลิงแต่อย่างใด โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงเหตุเพลิงไหม้และดับไปเองในพื้นที่รกร้างซึ่งไม่มีผู้พักอาศัย และไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่และตรวจสอบโดยทันที

สำหรับกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยก่อสร้างรั้วคอนกรีตบริเวณพื้นที่ปราสาทตาควายนั้น กองทัพขอชี้แจงว่า ฝ่ายไทยไม่ได้มีการก่อสร้างรั้วคอนกรีตตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นการจัดวางแนวป้องกันเพื่อความมั่นคงโดยใช้แท่งแบริเออร์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้า อันเป็นมาตรการด้านความปลอดภัยที่ดำเนินการภายในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยรับผิดชอบ

กองทัพยึดมั่นในข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี ภายใต้หลักสันติวิธี เพื่อธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพ ความสงบเรียบร้อย ในบริเวณพื้นที่ชายแดน

ภราดร ย้อน พริษฐ์ ชี้ แก้ รธน.ต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

ภราดร ย้อน พริษฐ์ ชี้ แก้ รธน.ต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

ภราดร ย้อน พริษฐ์ ชี้ แก้ รธน.ต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.50 น.

ภราดร ย้อน พริษฐ์ ชี้ แก้ รธน.ต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล เตือนอย่านำความเห็นส่วนบุคคลมาแทนคำวินิจฉัยศาล

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ว่า ทุกฝ่ายควรยึดหลักการและข้อเท็จจริงทางกฎหมายเป็นสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับบุคคลหรือจุดยืนทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตนขอให้นายพริษฐ์ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ได้นำคณะเข้าหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับแนวทางการทำประชามติตามคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ว่าจำเป็นต้องทำประชามติ 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง

ภายหลังการหารือครั้งดังกล่าว นายพริษฐ์ได้แถลงต่อสาธารณะว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าสามารถทำประชามติเพียง 2 ครั้งได้ แต่ต่อมาเมื่อมีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำวินิจฉัยดังกล่าวเพิ่มเติม ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในปี 2568 ว่าจำเป็นต้องทำประชามติ 3 ครั้ง เพียงแต่สามารถควบรวมการทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เข้าด้วยกันได้

“การยกเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อรื้อฟื้นอดีตหรือกล่าวโทษใคร แต่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ความเห็นของตุลาการท่านใดท่านหนึ่ง หรือการหารือนอกรูปคำวินิจฉัย ไม่อาจถือเป็นข้อยุติทางกฎหมายได้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะต่างหากที่เป็นข้อยุติที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ” นายภราดร กล่าว

นายภราดร ระบุว่า การกล่าวหาว่าผู้อื่นไม่ยึดหลักการ ทั้งที่ตนเองก็เคยมีการตีความสถานการณ์ที่คลาดเคลื่อนจากข้อยุติทางกฎหมาย ย่อมเป็นเรื่องที่ควรกลับมาทบทวนด้วยเช่นกัน เพราะในท้ายที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นการแข่งขันว่าใครพูดถูกก่อน หรือใครจะได้รับเครดิตทางการเมืองมากกว่าใคร

“เป้าหมายที่แท้จริงควรอยู่ที่การทำให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และสามารถนำพาประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง หากเรายังยึดตัวบุคคลมากกว่าหลักการ หรือยึดชัยชนะทางการเมืองมากกว่าความสำเร็จของประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะไม่สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้”

นายภราดร กล่าวว่า บทเรียนจากอดีตควรทำให้ทุกฝ่ายระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเคารพกระบวนการทางกฎหมาย เพราะหากยังวนเวียนอยู่กับการกล่าวหาและการสร้างความขัดแย้งทางการเมือง ประเทศก็จะติดอยู่กับปัญหาเดิม ๆ โดยไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้”นายภราดร กล่าว

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุน นายกฯ-ผบ.ตร. เดินหน้ากู้ศรัทธา ยกระดับความเชื่อมั่นโลก

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุน นายกฯ-ผบ.ตร. เดินหน้ากู้ศรัทธา ยกระดับความเชื่อมั่นโลก

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุน นายกฯ-ผบ.ตร. เดินหน้ากู้ศรัทธา ยกระดับความเชื่อมั่นโลก

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.49 น.

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุน นายกฯ-ผบ.ตร. เดินหน้ากู้ศรัทธา ยกระดับความเชื่อมั่นโลก

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง รีเซ็ตภูเก็ต: จากเมืองท่องเที่ยวสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติและความเชื่อมั่นของโลก ในศตวรรษที่ 21 โดยมีเนื้อหาระบุว่า “สำหรับผม นักท่องเที่ยวอาจเดินทางมาภูเก็ตเพราะทะเลสวย แต่จะกลับมาอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น

ภูเก็ตไม่ใช่เพียงจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโลก เป็นประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้เกษียณอายุ ผู้ประกอบการ และประชาชนจากนานาประเทศ
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในภูเก็ต จึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคนภูเก็ตหรือคนไทยเท่านั้น แต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจที่ประชาคมโลกมีต่อประเทศไทย

จากการรับฟังและเกาะติดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดภูเก็ต ผมเห็นว่า ปัญหาภูเก็ตไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเรื่องอาชญากรรม หรือเฉพาะเรื่องนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็น “ปัญหาเชิงระบบหลายมิติ” ที่เชื่อมโยงกันระหว่างทุนต่างชาติ นอมินี อสังหาริมทรัพย์ การออกใบอนุญาต กฎหมายผังเมือง กองช่าง ทนายความ บัญชี ผู้มีอิทธิพล แรงงานต่างด้าว การบังคับใช้กฎหมาย และความเชื่อมั่นของประชาชน
สาระสำคัญที่น่ากังวลคือ มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การทำสัญญาซื้อขายที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลง การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ การไม่คืนผลประโยชน์ตามสัญญา การโยกย้ายเงินออกนอกระบบเศรษฐกิจไทย และการอาศัยช่องว่างของหน่วยงานรัฐหรือวิชาชีพเอกชนบางส่วนในการทำให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องดูเหมือนถูกต้อง

หากปล่อยไว้ ปัญหานี้จะไม่กระทบเฉพาะผู้ซื้อชาวต่างชาติหรือผู้ประกอบการบางราย แต่จะกระทบต่อ ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการแข่งขัน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย โดยตรง เพราะภูเก็ตคือหน้าต่างสำคัญของประเทศต่อสายตาโลก เมื่อความเชื่อมั่นในภูเก็ตเสียหาย ความเชื่อมั่นต่อการท่องเที่ยว การลงทุน หลักนิติธรรม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยย่อมถูกตั้งคำถามไปพร้อมกัน

การลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังจับตาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่สำคัญว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างจริงจัง เพราะภูเก็ตไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย แต่เป็นหนึ่งในหน้าตาของประเทศในสายตาประชาคมโลก การรับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วน การติดตามข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และการมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ สะท้อนแนวคิดการบริหารที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมาย และการรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
 
ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรได้รับการกล่าวถึงว่า ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ด้านการบริหารกำลังพลและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและแนวทางการบริหารราชการของฝ่ายปกครอง การตัดสินใจปรับโครงสร้างการบริหารและส่งสัญญาณให้ทุกระดับให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือปัญหาที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับมาตรฐานการทำงานของตำรวจให้ตอบสนองต่อความท้าทายของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผลสำเร็จจะไม่ได้วัดจากจำนวนคดีหรือการจับกุมเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากระดับความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นที่ประชาชนและนานาชาติมีต่อประเทศไทยในระยะยาว

ในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน และในฐานะผู้ทำงานด้านข้อมูล นโยบาย และยุทธศาสตร์ ผมเห็นว่า การแก้ปัญหาภูเก็ตต้องไม่ใช่การจับเป็นรายคดีเท่านั้น แต่ต้องยกระดับเป็น “ปฏิบัติการฟื้นฟูความเชื่อมั่นภูเก็ตแบบบูรณาการเร่งด่วน”

ความจริงแล้ว ปัญหาภูเก็ตในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของจังหวัดภูเก็ต แต่เป็นภาพสะท้อนของความท้าทายใหม่ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายทุนข้ามชาติ การใช้ตัวแทนอำพรางธุรกิจ การฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์ อาชญากรรมข้ามชาติ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ หากประเทศไทยสามารถออกแบบระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมได้สำเร็จ ภูเก็ตอาจไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่ได้รับการแก้ไขปัญหาเท่านั้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบการบริหารจัดการเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่หลายประเทศสามารถศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคต

ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนมี 7 ประการ

1. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจภูเก็ต เพื่อบูรณาการตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตรวจคนเข้าเมือง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรรพากร ที่ดิน ท้องถิ่น และหน่วยงานด้านแรงงาน

2. ตรวจสอบโครงสร้างนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินี โดยใช้ข้อมูลผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน งบการเงิน ใบอนุญาตก่อสร้าง และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง

3. ตรวจสอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีข้อร้องเรียน โดยเฉพาะกรณีก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ผิดสัญญา ไม่คืนเงินหรือผลประโยชน์ตามเงื่อนไข และใช้คนไทยเป็นเพียงตัวแทนทางกฎหมาย

4. ตรวจสอบระบบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตท้องถิ่นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจุดเสี่ยงในกองช่าง เทศบาล อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการ

5. จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวและผู้ประกอบการต่างชาติ โดยแยกให้ชัดระหว่างผู้ที่เข้ามาทำงานถูกกฎหมาย ผู้ที่ทำธุรกิจแฝง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหรือผู้มีอิทธิพล ด้วยภารกิจตำรวจ ต.ม.และกระทรวงแรงงาน

6. ยกระดับตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจพื้นที่ให้เป็นระบบ “Tourist Trust Police” ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงดูแลความปลอดภัย แต่ต้องเป็นกลไกฟื้นฟูความไว้วางใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน และประชาชนในพื้นที่

7. ใช้ Data Science และ Methodology สร้างดัชนีความเสี่ยงภูเก็ต โดยเชื่อมข้อมูลคดีร้องเรียน นิติบุคคล ใบอนุญาต งบการเงิน แรงงานต่างด้าว อาชญากรรม และเสียงสะท้อนของประชาชน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายแม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้

ผมเคยศึกษา Data Science and Methodology จาก University of Michigan และด้านยุทธศาสตร์ นโยบาย และความมั่นคงจาก Georgetown University กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงเคยเรียนร่วมกับคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) แลกเปลี่ยนทางวิชาการเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงทำให้ผมเห็นชัดว่าปัญหาเช่นภูเก็ตต้องแก้ด้วยข้อมูล ยุทธศาสตร์ และความร่วมมือหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ใช้ดุลพินิจเฉพาะหน้า

สิ่งที่ภูเก็ตต้องการในวันนี้ไม่ใช่เพียงการปราบปราม แต่คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นของคนภูเก็ต ไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นของคนไทย แต่คือความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย
เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การทำให้ภูเก็ตน่ากลัวสำหรับคนดี แต่ต้องทำให้ภูเก็ตไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนทุจริต คนหลอกลวง นอมินีผิดกฎหมาย กลุ่มทุนเทาทุกกลุ่มทุกชาติ เครือข่ายผู้มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองเทา ๆ 

หากประเทศไทยสามารถรีเซ็ตระบบการกำกับดูแล ฟื้นฟูหลักนิติธรรม ยกระดับความโปร่งใส และสร้างมาตรฐานใหม่ของการบริหารจัดการเมืองท่องเที่ยวระดับโลกได้สำเร็จ ภูเก็ตจะไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวระดับโลก แต่จะกลายเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์ความเชื่อมั่นของโลก”และจะกลายเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวไว้วางใจ นักลงทุนเชื่อมั่น ประชาชนภาคภูมิใจ และรัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเท่าเทียม เพราะในโลกยุคใหม่ ความมั่นคงไม่ได้วัดจากกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ถูกวัดจากระดับความเชื่อมั่นที่ประชาชน นักลงทุน และประชาคมโลกมีต่อประเทศนั้น

และหากประเทศไทยสามารถรีเซ็ตภูเก็ตได้สำเร็จ โลกจะไม่ได้จดจำภูเก็ตเพียงเพราะทะเลสวย แต่จะจดจำภูเก็ตในฐานะต้นแบบของเมืองที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความไว้วางใจ และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตของชาติได้อย่างแท้จริง”

ภราดร ชี้ TH-AI Passport ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตรวจสอบ กับ สั่งยกเลิก เตือนเสี่ยงประเทศเสียโอกาส

ภราดร ชี้ TH-AI Passport ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตรวจสอบ กับ สั่งยกเลิก เตือนเสี่ยงประเทศเสียโอกาส

ภราดร ชี้ TH-AI Passport ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตรวจสอบ กับ สั่งยกเลิก เตือนเสี่ยงประเทศเสียโอกาส

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.43 น.

ภราดร ชี้ TH-AI Passport ต้องแยกให้ออกระหว่าง การตรวจสอบ กับ การสั่งยกเลิก เตือนตัดสินล่วงหน้าเสี่ยงประเทศเสียโอกาส ย้ำเปิดตรวจสอบได้เต็มที่ แต่ต้องยึดข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.69 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ TH-AI Passport โดยอ้างเหตุผลเรื่องความคุ้มค่า ความซ้ำซ้อนกับบริการ AI ที่มีอยู่แล้ว และข้อกังวลด้านกฎหมายและความมั่นคง ว่า สังคมควรแยกให้ออกระหว่าง “การตรวจสอบ” กับ “การสั่งยกเลิกโครงการ” ซึ่ง การตรวจสอบการใช้งบประมาณและการดำเนินงานของภาครัฐเป็นสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายค้าน รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะช่วยให้ทุกโครงการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดความคุ้มค่าสูงสุด แต่การตรวจสอบควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและกระบวนการที่เป็นธรรม ไม่ใช่การสรุปผลล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“หากมีข้อสงสัยเรื่องกฎหมาย ความคุ้มค่า หรือความปลอดภัยของข้อมูล ก็ควรเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบให้ถึงที่สุด แต่การเรียกร้องให้ยกเลิกทันที ทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุปว่าโครงการผิดกฎหมายหรือสร้างความเสียหายจริง อาจทำให้เกิดผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่สังคมต้องพิจารณาเช่นกัน” นายภราดร กล่าว

นายภราดร ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการแข่งขันด้าน AI ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะประชาชน การมีข้อถกเถียงว่าโครงการใดเหมาะสมหรือไม่เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรจบลงด้วยการปิดกั้นทุกความพยายามตั้งแต่ต้น

“การบอกว่ามี AI ฟรีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีโครงการลักษณะนี้ เป็นการมองเพียงมิติเดียว เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่ว่ามีของฟรีหรือไม่ แต่คือคนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่มีคุณภาพและนำไปใช้เพิ่มศักยภาพในการศึกษา การทำงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่”

นายภราดร กล่าวด้วยว่า มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายออกมาเตือนเช่นกันว่า หากภาครัฐตัดสินใจยกเลิกโครงการโดยปราศจากข้อยุติทางกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางสัญญาและภาระค่าเสียหายที่ประชาชนต้องรับผิดชอบในอนาคต รวมถึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและนักลงทุนที่ต้องการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย

“ผมเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ เปิดให้มีการตรวจสอบอย่างเต็มที่ เปิดข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ให้ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาชน และทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบได้ หากพบความไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากพบว่าไม่คุ้มค่าก็ต้องปรับปรุงหรือยุติ แต่หากยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ก็ไม่ควรมีใครรีบตัดสินล่วงหน้า”นายภราดร กล่าว

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบคือกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่การตัดสินล่วงหน้าไม่ใช่การตรวจสอบ หากสังคมต้องการคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ก็ควรปล่อยให้ข้อเท็จจริงทำงาน และตัดสินกันบนข้อมูล ไม่ใช่บนกระแสทางการเมือง ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจง แต่ไม่มีฝ่ายใดควรมีสิทธิ์ตัดสินความจริงแทนกระบวนการตรวจสอบของประเทศ

ปธ.สภาฯ เผยพรุ่งนี้นัด รมว.ยุติธรรม-รมว.กลาโหม-หน่วยเกี่ยวข้อง ระดมกึ๋นถกแก้ยาเสพติด

ปธ.สภาฯ เผยพรุ่งนี้นัด รมว.ยุติธรรม-รมว.กลาโหม-หน่วยเกี่ยวข้อง ระดมกึ๋นถกแก้ยาเสพติด

ปธ.สภาฯ เผยพรุ่งนี้นัด รมว.ยุติธรรม-รมว.กลาโหม-หน่วยเกี่ยวข้อง ระดมกึ๋นถกแก้ยาเสพติด

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

ประธานรัฐสภา เผยพรุ่งนี้นัด รมว.ยุติธรรม-รมว.กลาโหม-หน่วยเกี่ยวข้อง ระดมกึ๋นถกแก้ปัญหายาเสพติดเป็นรูปธรรมทุกด้าน ดัน ค่าย CBTx พื้นที่ต้นแบบ 6 อำเภอบุรีรัมย์นำร่อง

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดโดยชุมชนมีส่วนร่วม (Community Based Treatment and Rehabilitation : CBTx) ในพื้นที่จังหวัดบุรัรัมย์ นำร่อง 6 อำเภอ ได้แก่ ลำปลายมาศ คูเมือง พุทไธสง นาโพธิ์ บ้านใหม่ไชยพจน์ และหนองหงส์ โดยบูรณาการความร่วมมือจากฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้เข้ารับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การค้นหา คัดกรอง บำบัด ฟื้นฟู ไปจนถึงการติดตามหลังกลับคืนสู่ชุมชน 

นายโสภณ กล่าวว่า การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพคิดโดยชุมชนมีส่วนร่วม (CBTx) ภายใต้โครงการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” ที่ วัดสุวรรณาราม หมู่ 11 ตำบลบ้านเป้า อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ กิจกรรมครั้งนี้มี นายนิสิต วงศ์หทัย นายอำเภอพุทไธสง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพุทไธสง สมาชิกสภาจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทไธสง สาธารณสุขอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันทุกตำบล หัวหน้าส่วนราชการ บุคลากรทางการแพทย์ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี 

นายโสภณ กล่าวต่อว่า การเปิดค่าย CBTx รุ่นที่ 1 ของตำบลบ้านเป้า มีผู้เข้ารับการบำบัดจำนวน 40 คน เพื่อขยายโอกาสให้ผู้มีปัญหายาเสพติดเข้าถึงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากชุมชน ครอบครัว และทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือและสนับสนุนให้กลับมาเป็นกำลังสำคัญของสังคม ปัญหายาเสพติดไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อผู้เสพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชน เศรษฐกิจ และคุณภาพประชากรของประเทศในระยะยาว 

“ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหายาเสพติดจึงเป็นประเด็นที่น่ากังวล เพราะส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ รวมถึงครอบครัวของผู้เสพ ซึ่งล้วนต้องได้รับการดูแลและฟื้นฟู” นายโสภณ กล่าว 

นายโสภณ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในวันพรุ่งนี้(22มิ.ย.) เวลา 13.30 น. จะมีการประชุมหารือที่อาคารรัฐสภา โดยเชิญรมว.ยุติธรรม รมว.กลาโหม ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านกฎหมาย การป้องกัน การปราบปราม การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูผู้ผ่านการบำบัด 

“ผมได้กำชับให้พื้นที่นำร่องทั้ง 6 อำเภอ ขับเคลื่อนการดำเนินงาน CBTx อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมติดตามดูแลผู้ผ่านการบำบัดอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ ส่งเสริมการประกอบอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สามารถกลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของสังคมได้อย่างยั่งยืน การแก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ต้องไม่หยุดอยู่ที่การจับกุมหรือการบำบัดรักษา แต่ต้องทำให้ผู้ที่เคยหลงผิดสามารถกลับมายืนหยัดในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ มีอาชีพ มีรายได้ และมีอนาคต เพราะทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศไทย คือประชาชนที่มีคุณภาพ การคืนคนคุณภาพกลับสู่สังคม จึงเป็นการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว” นายโสภณ กล่าว

งัดประวัติศาสตร์ตอกหน้าเขมร! หลังเหลี่ยมทำทวงคืน บ้านหนองจาน

งัดประวัติศาสตร์ตอกหน้าเขมร! หลังเหลี่ยมทำทวงคืน บ้านหนองจาน

งัดประวัติศาสตร์ตอกหน้าเขมร! หลังเหลี่ยมทำทวงคืน บ้านหนองจาน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.04 น.

งัดประวัติศาสตร์ตอกหน้าเขมร! หลังเหลี่ยมทำทวงคืน บ้านหนองจาน กองทัพ แจงไทยตั้งศูนย์อพยพลี้ภัยยุคเขมรแดง แบกรับภาระช่วยมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวกรณีกัมพูชาจะขอคืนพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ว่า การกล่าวอ้างเกี่ยวกับบ้านหนองจานของกัมพูชา  โดยอ้างอิงข้อมูลทางประวัติศาสตร์และหลักมนุษยธรรมและจุดยืนของประเทศไทยในการยึดมั่นหลักกฎหมายระหว่างประเทศควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ชายแดนของไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเคยเป็นพื้นที่รองรับผู้หนีภัยการสู้รบชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ความรุนแรง และเหตุการณ์ในยุคเขมรแดง โดยในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการจัดตั้งค่ายผู้หนีภัยการสู้รบและศูนย์ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมหลายแห่งตามแนวชายแดน รวมถึงพื้นที่บ้านหนองจาน

ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยได้เปิดพื้นที่ชายแดนเพื่อรองรับผู้หนีภัยการสู้รบจำนวนมาก และประสานความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ในการจัดหาอาหาร ยารักษาโรค น้ำสะอาด และที่พักพิงชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตด้านมนุษยธรรม

การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยต้องรับภาระทั้งด้านงบประมาณ การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน การดูแลความปลอดภัย และการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมเป็นเวลาหลายปี เพื่อให้ผู้หนีภัยการสู้รบสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย ก่อนทยอยเดินทางกลับประเทศเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

“การกล่าวถึงบ้านหนองจานควรพิจารณาควบคู่กับบริบททางประวัติศาสตร์ เพราะพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหนึ่งตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนชาวกัมพูชาในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งของภูมิภาค” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวและว่า

สำหรับจุดยืนของไทยในประเด็นอธิปไตยและเขตแดนนั้นประเทศไทยยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมและความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด ขณะเดียวกันก็ยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เอกสารทางราชการ และข้อตกลงเขตแดนที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

การพิจารณาประเด็นด้านอธิปไตยและเขตแดนจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักฐาน และกระบวนการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐ

“บ้านหนองจานถือเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการเปิดพื้นที่และให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยการสู้รบชาวกัมพูชาจำนวนมากในยามวิกฤต โดยไทยยังคงยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมควบคู่ไปกับการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมายระหว่างประเทศ” ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา