เพื่อไทย เสียงแตก หวั่นเลือก สสร.ตรงแล้วมีปัญหา เตรียมประชุมพรรคหารือ 23 มิ.ย.นี้

เพื่อไทย เสียงแตก หวั่นเลือก สสร.ตรงแล้วมีปัญหา เตรียมประชุมพรรคหารือ 23 มิ.ย.นี้

เพื่อไทย เสียงแตก หวั่นเลือก สสร.ตรงแล้วมีปัญหา เตรียมประชุมพรรคหารือ 23 มิ.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.56 น.

เพื่อไทย เสียงแตก หวั่นเลือก สสร.ตรงแล้วมีปัญหา เตรียมประชุมพรรคหารือ 23 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า กรณีที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา และฝ่ายค้าน เข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญ และได้ความเห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้ 100% แต่ไม่สามารถเลือกคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงว่า ทางพรรคเพื่อไทยมีความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวแตกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีความเห็นคล้อยตามกับความเห็นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ แต่อีกฝ่ายมองว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของตุลาการเพียงไม่กี่คน ซึ่งไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีผลผูกพันทุกองค์กร หากจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.ได้โดยตรง ก็สุ่มเสี่ยงจะถูกร้อง และถ้ามีคำวินิจฉัยออกมาในทางตรงข้าม การเดินหน้าเรื่องนี้ก็จะเสียเปล่า

ดังนั้นเช้าวันที่ 23 มิ.ย. ทางแกนนำและคณะผู้บริหารพรรคจะนำเรื่องนี้มาหารือกำหนดแนวทางก่อนการประชุม สส.ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่าย แล้วกำหนดเป็นทิศทางการปรับแก้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งทางคณะผู้ร่างก็ยืนยันว่าขอแนวทางการร่างให้ชัด เมื่อได้แนวทางแล้วจะไปดำเนินการให้แล้วเสร็จ และสามารถยื่นต่อประธานสภาฯได้ก่อนที่จะมีการประชุมร่วมรัฐสภาฯ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ต้นเดือนกรกฎาคมแน่นอน 

ปธ.วิปรัฐบาล หวังอภิปรายงบฯ ปี 70 สร้างสรรค์-ไม่เสียดสี ขออย่ากล่าวหาเลยเถิด นายกฯ – รมต.

ปธ.วิปรัฐบาล หวังอภิปรายงบฯ ปี 70 สร้างสรรค์-ไม่เสียดสี ขออย่ากล่าวหาเลยเถิด นายกฯ - รมต.

ปธ.วิปรัฐบาล หวังอภิปรายงบฯ ปี 70 สร้างสรรค์-ไม่เสียดสี ขออย่ากล่าวหาเลยเถิด นายกฯ – รมต.

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.34 น.

ปธ.วิปรัฐบาล หวังอภิปรายงบฯ ปี 70 เป็นไปด้วยความสร้างสรรค์ – ไม่เสียดสี ขออย่ากล่าวหาเลยเถิด นายกฯ – รมต. เพราะเป็นคนละเวทีกัน เชื่อรบ.พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากฝ่ายค้าน 

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่จะพิจารณาตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. – 1 ก.ค. ในแต่ละวันจะพิจารณาเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. ไปจนถึงเวลาหลังเที่ยงคืน ส่วนวันสุดท้าย คือวันที่ 1 ก.ค. จะต้องลงมติในช่วงเย็น เชื่อว่า จะเป็นช่วงเวลาเพียงพอในการพิจารณา และในสัปดาห์หน้าจะมีการหารือของวิป 3 ฝ่าย ตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน เพื่อวางกรอบ และจัดสรรเวลาของแต่ละฝ่าย 

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า สส. พรรคภูมิใจไทยจะจัดผู้อภิปราย เพื่อนำเสนอเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของรัฐบาลให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ซึ่งในวันที่ 29 มิ.ย.จะมีการประชุมของ สส.พรรคภูมิใจไทย วางกรอบ และประเด็นในการอภิปราย 

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ส่วนบรรยากาศการพิจารณางบประมาณปี 2570 หากการอภิปรายอยู่ในกรอบขอบเขตของการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล ยินดีรับฟังทุกข้อเสนอแนะและความเห็น และเชื่อว่ารัฐบาลยินดีรับฟังความคิดเห็นข้อห่วงใย และเสนอแนะจากฝ่ายค้าน

“สิ่งที่อยากจะเห็นการอภิปรายที่สร้างสรรค์ หากมีประเด็นไหนที่ไม่เห็นด้วย หรือมีประเด็นไหนที่คิดว่าควรทำให้ดีกว่าเดิม ก็เสนอกันมา ไม่ใช่การอภิปรายในเชิงเสียดสีกัน ไม่ใช่อภิปรายในเชิงอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเป็นคนละเวทีกัน อยากเห็นการอภิปรายในการนำเสนอนโยบายว่ากระทรวงนี้ได้รับงบประมาณแบบนี้ มีโครงการที่จะใช้งบไม่เหมาะสม คิดว่าพูดได้ และไม่อยากให้ประท้วงให้วุ่นวาย แต่ถ้าเลยเถิดจนถึงการกล่าวหารัฐมนตรี กล่าวหานายกรัฐมนตรี มันจะเกินกว่าขอบเขตของการอภิปรายงบประมาณในรอบนี้” นายกรวีร์ กล่าว 

สายชิมห้ามพลาด งาน ‘Northern Agri Food & Coffee 2026’ จากยอดดอยสู่เมืองกรุง

สายชิมห้ามพลาด งาน ‘Northern Agri Food & Coffee 2026’ จากยอดดอยสู่เมืองกรุง

สายชิมห้ามพลาด งาน ‘Northern Agri Food & Coffee 2026’ จากยอดดอยสู่เมืองกรุง

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Northern Agri Food & Coffee 2026” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และผลักดันสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคและตลาดที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น

รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยผ่านการเพิ่มมูลค่า (Value Creation) การพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ สินค้าแปรรูป และสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

งาน “Northern Agri Food & Coffee 2026” ถือเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมสินค้าเด่นจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ มาไว้ในพื้นที่เดียว รวม 100 บูธ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าเกษตรคุณภาพ พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตกับตลาดโดยตรง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ โซนกาแฟอัตลักษณ์ภาคเหนือ ที่นำเสนอศักยภาพกาแฟไทยคุณภาพจากแหล่งผลิตชั้นนำ รวมถึงกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI สะท้อนความสามารถของเกษตรกรไทยในการผลิตสินค้าที่มีมาตรฐาน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดครบวงจร อาทิ การชิมกาแฟ การแข่งขันกาแฟดริป การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าและขยายช่องทางตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงสินค้าคุณภาพจากภาคเหนือ ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ห้างโมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านกาแฟ และไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง

กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่า งานครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดศักยภาพสินค้าเกษตรและอาหารของภาคเหนือ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และยกระดับสินค้าไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตร สินค้า GI และผลิตภัณฑ์กาแฟไทย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน

จึงเชิญชวนประชาชนและผู้ที่สนใจร่วมเลือกซื้อสินค้าภายในงาน “Northern Agri Food & Coffee 2026” ระหว่างวันที่ 19–23 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 – 21.30 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย สร้างรายได้สู่ชุมชน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

เคฟล่า จับมือ ปางช้างแม่แตง เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ CEFLAR x SUDA

เคฟล่า จับมือ ปางช้างแม่แตง เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ CEFLAR x SUDA

เคฟล่า จับมือ ปางช้างแม่แตง เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ CEFLAR x SUDA

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.55 น.

ในวันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อสินค้าที่ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งาน แต่ยังสะท้อนคุณค่าและความรับผิดชอบต่อสังคม CEFLAR (เคฟล่า) ผู้จัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท จี.เอ็ม.เอส.คอร์เปอเรชั่น จำกัด ประกาศร่วมมือครั้งสำคัญกับ ปางช้างแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ “CEFLAR x SUDA” คอลเลกชันเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผสานงานดีไซน์เข้ากับแนวคิดด้านความยั่งยืน ผ่านลวดลายศิลปะที่สร้างสรรค์จาก “สุดา” ช้างแสนรู้แห่งปางช้างแม่แตง พร้อมส่งมอบรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนการดูแลและร่วมสมทบทุนสร้าง โรงพยาบาลช้าง ประจำจังหวัดเชียงใหม่

คอลเลกชัน “CEFLAR x SUDA” ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ช้าง” ซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติของประเทศไทย โดยนำผลงานศิลปะจากฝีแปรงของ “สุดา” ช้างผู้มีพรสวรรค์ด้านศิลปะแห่งปางช้างแม่แตง มาถ่ายทอดลงบนผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน CEFLAR x SUDA จึงเป็นมากกว่าคอลเลกชันเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นตัวอย่างของการนำพลังแห่งศิลปะ และความรับผิดชอบต่อสังคมมาผสานเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคุณค่าร่วมระหว่างผู้บริโภค และสัตว์ป่าที่เป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศไทย

นายมาโนช กัมบีร์ ผู้บริหาร บริษัท จี.เอ็ม.เอส.คอร์เปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “เราต้องการสร้าง
แบรนด์ที่ไม่ได้แค่จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นสะพานที่เชื่อมผู้คนเข้ากับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า CEFLAR x SUDA ไม่ได้เป็นเพียงการออกแบบผลิตภัณฑ์คอลเลกชันพิเศษเท่านั้น แต่เป็นการนำเรื่องราวแห่งความเมตตาและการอนุรักษ์สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยมาส่งต่อผ่านสินค้าที่ผู้คนใช้งานทุกวัน เพราะฉะนั้นสินค้าของเราทุกชิ้นมีความหมาย มีเรื่องราว และมีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะเราเชื่อว่างานศิลปะที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่สวย แต่ต้องสร้างคุณค่าให้กับชีวิตได้จริง”

ด้าน นายบพิตร ชัยเลิศ ผู้บริหารปางช้างแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “ช้างไทยถือเป็นส่วนสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศของประเทศ การดูแลช้างให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ CEFLAR Care นำความคิดสร้างสรรค์มาผสานกับภารกิจด้านสังคม จนเกิดเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือช้างได้ง่ายขึ้น รายได้ที่ได้รับจะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดูแลสุขภาพช้างและการผลักดันการสร้างโรงพยาบาลช้างเพื่อรองรับการรักษาในระยะยาว”

คอลเลกชัน CEFLAR x SUDA ประกอบด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าดีไซน์พิเศษ 3 รายการ ได้แก่

  • หม้อต้มไฟฟ้าอเนกประสงค์ SUDA Collection ความจุ 1.5 ลิตร เคลือบผิว Teflon Non-Stick ป้องกันอาหารติดหม้อ แข็งแรง ทนทาน ปรับความร้อนได้ 2 ระดับ ดีไซน์มินิมอลพร้อมลวดลายจากผลงานศิลปะของช้าง ราคา 599 บาท
  • กาต้มน้ำไฟฟ้า รุ่น SUDA-PT01 ความจุ 1.8 ลิตร มาพร้อมระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อน้ำเดือด สไตล์มินิมอล ดีไซน์ สวยงาม ใช้งานสะดวก และสามารถถอดแยกออกจากฐานจ่ายไฟได้ ไม่เป็นสนิม ทำความสะอาดง่าย ราคา 499 บาท
  • รางปลั๊กไฟ รุ่น SUDA-PS01 4 ช่อง 4 สวิตช์ รองรับกำลังไฟสูงสุด 2,300 วัตต์ ผลิตจากวัสดุไม่ลามไฟ มีเบรกเกอร์นิรภัยในตัว พร้อมพอร์ต USB และ USB-C เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ราคา 599 บาท
  • โปรโมชันพิเศษสำหรับเซต 3 ชิ้น ราคาเพียง 1,399 บาท

เมื่อผู้บริโภคมองหามากกว่าสินค้า CEFLAR x SUDA คือคำตอบของการบริโภคอย่างมีจิตสำนึก รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายทุกชิ้น จะถูกนำไปสนับสนุนการดูแลสุขภาพช้างและร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลช้างแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ เพราะทุกลายเส้นมีเรื่องราว และทุกการสนับสนุนมีส่วนช่วยช้างไทย

คอลเลกชันพิเศษ CEFLAR x SUDA จำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Facebook: Ceflar Thailand, Shopee: Ceflar Thailand และ TikTok: CeflarThofficial

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดพิธีเปิด “OR Space” อย่างเป็นทางการ ณ OR Space โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดพิธีเปิด

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดพิธีเปิด “OR Space” อย่างเป็นทางการ ณ OR Space โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.31 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดพิธีเปิด “OR Space” อย่างเป็นทางการ ณ  OR Space โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเป็นพื้นที่แห่งความร่วมมือในการยกระดับการให้บริการ และอำนวยความสะดวกสบายให้กับบุคลากร ผู้รับบริการ ตลอดจนประชาชนทั่วไป



ในพิธีได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กร ร่วมตัดริบบิ้นเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล และ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และคณะผู้บริหารจาก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR นำโดย หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ สุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ 



ทั้งนี้ คณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กร พร้อมด้วยคู่ค้า และแขกผู้มีเกียรติ ได้ร่วมกันเยี่ยมชมพื้นที่ OR Space เพื่อสัมผัสถึงความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ตั้งใจรังสรรค์ขึ้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้มาใช้บริการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล บุคลากรและนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าร่วมพิธีและร่วมลงนามถวายความอาลัย เพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และพระกรณียกิจนานัปการที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยตราบนิจนิรันดร์ พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น ๓ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระกรณียกิจนานับประการด้วยความวิริยอุตสาหะ ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถและพระปณิธานอันแน่วแน่ในการใช้ความรู้ด้านกฎหมายขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการส่งเสริมหลักนิติธรรม และยกระดับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนในเวทีระหว่างประเทศ นับเป็นคุณูปการสำคัญยิ่งต่อประเทศไทยและประชาคมโลก ในด้านการสาธารณกุศล ได้พระราชทานความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยพิบัติผ่าน “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” พระกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงปฏิบัติมาโดยตลอดนั้น ล้วนสร้างประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์และประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ขอน้อมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อพันธกิจ ‘The Power of Next’ สนับสนุนแฟชั่นโชว์ธีสิส 5 สถาบัน ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่วงการแฟชั่นไทย

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อพันธกิจ 'The Power of Next' สนับสนุนแฟชั่นโชว์ธีสิส 5 สถาบัน ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่วงการแฟชั่นไทย

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อพันธกิจ ‘The Power of Next’ สนับสนุนแฟชั่นโชว์ธีสิส 5 สถาบัน ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่วงการแฟชั่นไทย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

ยัสปาล กรุ๊ป (Jaspal Group) ผู้นำในอุตสาหกรรมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการสนับสนุนสังคม ภายใต้แนวคิด “The Power of Next” โดยได้มอบทุนสนับสนุนงานแฟชั่นโชว์ผลงานธีสิสของนิสิตนักศึกษาด้านแฟชั่นดีไซน์จาก 5 สถาบันการศึกษารวม 145,000 บาท ให้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองใหม่ ๆ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของวงการแฟชั่นไทยอย่างยั่งยืน

 ผศ.ดร.อรรถพนธ์ พงษ์เลาหพันธุ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนลินี เรืองวิทยานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป หรือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน)

นลินี เรืองวิทยานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป กล่าวว่า “ยัสปาล กรุ๊ป เชื่อมั่นว่า คนรุ่นใหม่คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย การสนับสนุนแฟชั่นโชว์ผลงานธีสิสในครั้งนี้ จึงเป็นหนึ่งในการแสดงเจตนารมณ์ของแนวคิด ‘The Power of Next’ ที่เราอยากให้นิสิตนักศึกษาได้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของพวกเขามีคุณค่า และสามารถต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพในโลกแฟชั่นได้จริง ขณะเดียวกัน เวทีนี้ยังเป็นโอกาสให้ ยัสปาล กรุ๊ป ได้เห็นพลัง ความสามารถ และมุมมองใหม่ ๆ ของนักออกแบบรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร และร่วมเติบโตไปกับแบรนด์ต่าง ๆ ภายใต้ ยัสปาล กรุ๊ป ในอนาคต”

ผศ.ปรุฬห์ลภย์ พฤกษ์โสภี อาจารย์สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และนลินี เรืองวิทยานุกูล

นลินี เรืองวิทยานุกูล และรองศาสตราจารย์ ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

นลินี เรืองวิทยานุกูลม, นักศึกษา และอาจารย์ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ

ในปีนี้ ยัสปาล กรุ๊ป ได้ร่วมสนับสนุนการจัดแสดงผลงานแฟชั่นธีสิสของนิสิตนักศึกษาจาก 5 สถาบันชั้นนำ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองต่อโลกผ่านผลงานแฟชั่นที่สะท้อนแนวคิดอันหลากหลาย ดังนี้

นลินี เรืองวิทยานุกูล ร่วมแสดงความยินดี

สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “EXITS” ถ่ายทอดการค้นหาทางออก ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และการสำรวจตัวตน ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับประสบการณ์ชีวิต

สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภายใต้แนวคิด “ULTIMATE SOURCE XIX” เปิดพื้นที่ให้ผู้สร้างสรรค์ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ผ่านการทดลองแนวคิด เทคนิค และมุมมองที่ไร้ข้อจำกัด


ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 

สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “GENESIS” สื่อถึงจุดเริ่มต้นของการเติบโต การเรียนรู้ และการค้นพบตัวตนของนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านผลงานที่สะท้อนพัฒนาการทางความคิดและทักษะ

สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


หลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้แนวคิด “WHAT E VER NEXT?” ตั้งคำถามต่ออนาคตของความคิดสร้างสรรค์และทิศทางของอุตสาหกรรมแฟชั่น พร้อมชวนสำรวจบทบาทของนักออกแบบรุ่นใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้แนวคิด “Activism Thai Modern” นำเสนอการตีความอัตลักษณ์ความเป็นไทยในบริบทสมัยใหม่ ผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดร่วมสมัย เพื่อสะท้อนบทบาทของแฟชั่นในฐานะเครื่องมือสื่อสารทางสังคม

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

นอกเหนือจากการสนับสนุนเวทีแฟชั่นธีสิส ยัสปาล กรุ๊ป ยังเดินหน้าผลักดันแนวคิด “The Power of Next” ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการออกแบบ เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้จากดีไซเนอร์มืออาชีพในเครือ ยัสปาล กรุ๊ป ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง ตั้งแต่กระบวนการคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การพัฒนาคอลเลกชัน ไปจนถึงขั้นตอนการผลิต และการดำเนินธุรกิจแฟชั่นในโลกการทำงาน รวมไปถึงการฝึกงาน พร้อมเชื่อมโยงสู่โอกาสในการฝึกประสบการณ์และร่วมงานจริงกับแบรนด์ต่าง ๆ ภายใต้องค์กรในอนาคต

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ยัสปาล กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจ “The Power of Next” ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะวิชาชีพ และการเชื่อมโยงเยาวชนสู่โลกการทำงานจริง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนักออกแบบและบุคลากรรุ่นใหม่ให้เติบโตสู่กำลังสำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Easter Surgery Hospital ประกาศยกระดับสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ

Easter Surgery Hospital ประกาศยกระดับสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ

Easter Surgery Hospital ประกาศยกระดับสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.16 น.

Easter Surgery Hospital ประกาศความพร้อมในการยกระดับสู่การเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ มุ่งเน้นการให้บริการด้านศัลยกรรมตกแต่งและเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ได้มาตรฐานสากล สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและผลลัพธ์ทางการแพทย์ ต่อยอดจากประสบการณ์การดูแลผู้รับบริการมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการยุคใหม่ด้วยคุณภาพสูงสุด

นพ. ประดิษฐ์ เจริญพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร (President) ของ Easter Surgery Hospital เปิดเผยว่า “การก้าวสู่การเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางครั้งนี้ เกิดจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาสถานพยาบาลที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การดูแลหลังผ่าตัด และการยกระดับบริการภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ที่ปลอดภัยและทันสมัยที่สุด”

ยกระดับมาตรฐานการรักษาด้วยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี

นพ.ประดิษฐ์ กล่าวถึงหัวใจสำคัญในการทำงานว่า “ศัลยกรรมคือการผสมผสานระหว่างศาสตร์และศิลป์ที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นใจของบุคคล โรงพยาบาลจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการวินิจฉัยและการวางแผนการรักษาที่แม่นยำ โดยทีมแพทย์ของเรายึดถือมาตรฐานทางวิชาการและแนวปฏิบัติทางการแพทย์ที่เคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นสำคัญ”

Easter Surgery Hospital มุ่งเน้นการดูแลผู้รับบริการทั้งด้านศัลยกรรมตกแต่งและศัลยกรรมแก้ไข (Correction Surgery) โดยให้ความสำคัญกับการประเมินปัญหาอย่างรอบด้านและออกแบบแนวทางการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพื่อให้ผลลัพธ์การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

ผสานประสบการณ์ทีมแพทย์สู่มาตรฐานสากล

จุดแข็งสำคัญของโรงพยาบาลคือการบูรณาการองค์ความรู้จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ยาวนาน ร่วมกับแพทย์รุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคนิคทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“เรามุ่งมั่นติดตามความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและเทคนิคการรักษาจากทั่วโลก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพสูงสุด ภารกิจของเราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการให้บริการด้านความงาม แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้รับบริการในภาพรวม เพราะการศัลยกรรมเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นใจ คุณภาพชีวิต และความพึงพอใจของแต่ละบุคคล การพัฒนา Easter Surgery Hospital จึงเป็นการต่อยอดประสบการณ์และองค์ความรู้ที่สั่งสมมาตลอดหลายทศวรรษ สู่การให้บริการที่ครบวงจรและมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเรายังยึดมั่นในปรัชญา “3 สวย” อย่างเคร่งครัด โดยทีมแพทย์ทุกคนทำงานภายใต้หลักการเดียวกัน คือ สวยถูกต้อง : ต้องถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์
สวยถูกใจ: มีทักษะในการสื่อสารและเข้าใจความต้องการของคนไข้ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงใจที่สุดภายใต้ความถูกต้อง สวยปลอดภัย: ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่ทีมแพทย์ยึดถือ นี่คือความตั้งใจของเราในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การรักษาที่น่าเชื่อถือ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการอย่างยั่งยืน”
นพ.ประดิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการและนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์: www.easterhospital.com

จากลุคปรุงจัด สู่เทรนด์ ปรุงจืด ด้วย 7 เมกอัปตัวดังจาก found & found

จากลุคปรุงจัด สู่เทรนด์ ปรุงจืด ด้วย 7 เมกอัปตัวดังจาก found & found

จากลุคปรุงจัด สู่เทรนด์ ปรุงจืด ด้วย 7 เมกอัปตัวดังจาก found & found

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.59 น.

เมื่อเทรนด์บิวตี้จากรันเวย์ทั่วโลกหันมาโฟกัสความงามที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เทรนด์ “ปรุงจืด” จึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นนิยามความงามใหม่ และกลายเป็นเทรนด์บิวตี้ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในโลกโซเชียล ด้วยเมกอัป ที่เน้น “งานผิวจริง” ผ่านการคอมพลีทลุคที่ดูเรียบง่าย เผยผิวสุขภาพดี และสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ สไตล์เมกอัปนี้ช่วยครีเอตลุคให้ละมุนอย่างพอดี ไล่ตั้งแต่ผิวโกลว์บางเบา แก้มชมพูระเรื่อ ไปจนถึง ริมฝีปากโทนนู้ด ซึ่งเป็นหนึ่งใน  เทรนด์เมกอัปงานผิวในยุคนี้ ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกสาว ๆ คนไหนไม่อยากตกขบวน และอยากอัปเลเวลงานผิวให้ทันรับเทรนด์นี้ found & found คัดมาแล้วกับ  7 เมกอัปสำหรับครีเอตลุคผิวสวยฉ่ำ ดูสุขภาพดี มาดูกันว่ามีไอเทมชิ้นไหนน่าช้อปบ้าง ไปดูกันเลย!

TIRTIR Mask Fit Red Cushion (21N Ivory)

หัวใจของลุคปรุงจืดคือผิวที่ดูสวยเหมือนไม่ได้พยายามมากเกินไป แต่ผิวยังต้องสวยเนียนฉ่ำ งานนี้เราขอยกให้คุชชั่นตลับแดงทรงไข่สุดฮิตจากเกาหลี ที่เนื้อสัมผัสบางเบาแต่ให้การปกปิดดีเยี่ยม ช่วยเบลอรูขุมขนเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ และติดทนนานสูงสุด 72 ชั่วโมง ควบคุมความมัน กันเหงื่อ ช่วยให้ผิวดูโกลว์มีสุขภาพดี

Wakemake Defining Cover Concealfit Palette (01)

คอนซีลเลอร์พาเลตต์เนื้อครีมบางเบา ปกปิดเนียนกริบอย่างเป็นธรรมชาติ ติดทนนาน กลมกลืนไปกับผิว  มีหลายเฉดในตลับเดียว ช่วยแก้ไขปัญหาผิวบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Dasique Shadow Palette (27 Rose Milk Tea)

เติมมิติให้ดวงตาอย่างแผ่วเบา ด้วยพาเลตต์อายแชโดว์โทนสีชมพูชานมอ่อนละมุน มาพร้อมทั้ง 3 สัมผัสเนื้อแมตต์ ชิมเมอร์ และกริตเตอร์เกลี่ยง่าย ไม่เป็นก้อน สีฟุ้งกระจายสวย ช่วยสร้างลุคดวงตานุ่มนวล ดูหวานกำลังดี

Cezanne Blend Color Cheek Blush (01)

แก้มระเรื่อคืออีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของลุคปรุงจืด บลัชออนตัวนี้ช่วยเติมสีสันให้พวงแก้มดูดีมีเลือดฝาดตามธรรมชาติ เนื้อพาวเดอร์ผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เกลี่ยง่าย ให้ฟินิชบางเบาที่ช่วยเสริมให้ผิวโดยรวมดูสุขภาพดีและมีชีวิตชีวามากขึ้น

Canmake Styling Edge Eyebrow (01 Natural Brown)

คิ้วที่ดูเป็นธรรมชาติแต่ยังมีทรงสวยคือกุญแจสำคัญของเมกอัปสไตล์นี้ พลิกวงการดินสอเขียนคิ้ว ด้วยหัวดินสอปลายสี่เหลี่ยม 2in1 ให้ความบาง 0.8 มม. เนรมิตขนคิ้วเรียงเส้นสวย วาดเส้นคิ้วให้ดูคล้ายขนคิ้วจริง ให้ลุคละมุนและดูไม่แข็งจนเกินไป

KISSME Heavy Rotation Coloring Eyebrow (03)

ยกระดับลุคปรุงจืดให้ดูซอฟต์ขึ้นด้วยมาสคาร่าคิ้วที่ช่วยปรับสีคิ้วให้กลมกลืนกับสีผมและเมกอัปโดยรวม เนื้อฟิล์มบางเบาช่วยจัดทรงคิ้วให้ดูฟูเป็นธรรมชาติ เพิ่มความละมุนให้ใบหน้าโดยไม่ต้องแต่งเติมมาก

Colorgram Nude Blur Tint (03)

ปิดท้ายลุคด้วยริมฝีปากโทนนู้ดอมชมพูที่ดูสุขภาพดี ลิปทินท์เนื้อแมตต์บางเบาช่วยเบลอขอบปากให้ดูนุ่มนวล พร้อมมอบเอฟเฟกต์ซอฟต์โฟกัสที่ทำให้ริมฝีปากดูละมุนราวกับสีปากจริง เป็นความสวยแบบเรียบง่ายที่กำลังได้รับความนิยม

เพราะเสน่ห์ของเทรนด์ “ปรุงจืด” ไม่ได้อยู่ที่การแต่งหน้าให้น้อยที่สุด แต่คือการเลือกเติมแต่งอย่างพอดี สีที่เป็นธรรมชาติ เพื่อดึงความสวยในแบบของตัวเองออกมาให้โดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติ ใครที่อยากอัปเดตลุคให้ทันเทรนด์ และสัมผัสเสน่ห์ของเมกอัปสไตล์ปรุงจืด สามารถเลือกช้อปไอเทมทั้งหมดนี้ได้ที่ found & found ทุกสาขา หรือช้อปสะดวกผ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง GrabMart, LINE MAN MART, Shopee, Lazada และ TikTok Shop ได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว

ชวนสัมผัสประสบการณ์บิวตี้รูปแบบใหม่สไตล์ J/K Beauty เจอครบจบที่ found & found พร้อมติดตามสินค้าใหม่และกิจกรรมอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: foundnfound.official, IG: found.n.found  LINE Official Account: @foundnfound หรือคลิก https://bit.ly/foundnfound-line

#JKBeautyเจอครบจบที่นี่ #foundnfound #SimpleEasyEverySkin #makeupnomakeup #ปรุงจืด #glowyskin

อธิบดีกรมหม่อนไหม ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด โชว์ความสำเร็จ กลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี

อธิบดีกรมหม่อนไหม ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด โชว์ความสำเร็จ กลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี

อธิบดีกรมหม่อนไหม ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด โชว์ความสำเร็จ กลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.31 น.

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน ณ กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี ต.โพธิ์ใหญ่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เป็นหนึ่งในกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งโชว์ศักยภาพการยกระดับผ้าไหมไทยสู่เวทีระดับประเทศ ประจำปี 2569 

นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี มีจุดเริ่มต้นจากการทำอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมระดับครัวเรือนในปี พ.ศ. 2542 มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 10 ราย ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ร้อยเอ็ด ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และสาวไหมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลุ่มสามารถยกระดับได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP หม่อนใบ) และรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมสำเร็จในปี พ.ศ. 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 82 ราย มีพื้นที่ปลูกหม่อนรวม 65 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่บ้านโนนชัยศรีและบ้านหนองแคน โดยมีการแบ่งสัดส่วนกิจกรรมของสมาชิกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มปลูกหม่อนเพื่อจำหน่ายใบ 62 ราย และกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อจำหน่ายเส้นไหม 20 ราย 

กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่ม จึงได้สนับสนุนงบประมาณขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 ได้สนับสนุนงบประมาณ 3,000,000 บาท ผ่านโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและระบบการจัดการน้ำในแปลงหม่อน ทำให้ใบหม่อนมีคุณภาพดีและเหมาะสมต่อการเลี้ยงไหมอย่างมีประสิทธิภาพ และล่าสุดในปี พ.ศ. 2569 นี้ กรมหม่อนไหมได้ผลักดันงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการสร้างเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงไหมวัยอ่อนเพื่อผลิตไหมหัตถกรรม เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตรังไหม ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน อีกทั้งยังช่วยลดเวลาและแรงงาน ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรอบการเลี้ยงไหมให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น  และโครงการนำเทคโนโลยีการผลิตหม่อนไหมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่มแปลงใหญ่เส้นไหมจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อขยายผลเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการบริหารจัดการน้ำ

นายศรัญญู กล่าว จุดเด่นที่สำคัญอีกประการของกลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี คือการปรับตัวเข้าสู่ยุคการตลาดออนไลน์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ภายใต้การนำของนายบุญเรือง รัตนโสภา ประธานกลุ่ม และนางสุวะภาพ หมื่นแสน ผู้นำกลุ่มผู้ผลิตเส้นไหมมาตรฐาน โดยทางกลุ่มได้ขับเคลื่อนการจำหน่ายเส้นไหมไทยสาวมือผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างเครือข่ายไปยังจังหวัดใกล้เคียงจนมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการยกระดับสินค้าจนได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตเส้นไหมไทยสาวมือ (มกษ.8000-2565 และ มกษ. 5900-2565) และติดเครื่องหมายรับรองคุณภาพ “Q” ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงตลอดทั้งปี 

“การพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ในวันนี้ กรมหม่อนไหมตั้งใจที่จะเผยแพร่ความสำเร็จของกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้และเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ทั่วประเทศ ในการนำเทคโนโลยีและมาตรฐานผลิตภัณฑ์มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอัตลักษณ์พื้นบ้าน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มุ่งสู่ความยั่งยืนในอาชีพด้านหม่อนไหมของประเทศไทยต่อไป” นายศรัญญู กล่าว

นายศรัญญู กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้กรมหม่อนไหมยังได้นำสื่อมวลชนเข้าชม “งานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2569” ณ หอโหวด 101 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งการจัดงานประกวดในปีนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญในการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติแก่เยาวชน บุคคล ชุมชน และหมู่บ้านต้นแบบ ที่สามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหมและการทอผ้าไหมไทยให้คงอยู่คู่ชุมชนได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมทั้งเป็นเวทีนำเสนอผลงานด้านภูมิปัญญาและสร้างแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานที่ถูกต้องเกี่ยวกับลายผ้าไหมไทย ประวัติผ้าไหม ตลอดจนกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไปจนถึงการแปรรูปและการดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ สำหรับ ไฮไลต์สำคัญในปีนี้ มีการจัดการประกวดแข่งขันรวมทั้งสิ้น 34 ประเภท ประกอบด้วย การแข่งขันสาวเส้นไหม 6 ประเภท,การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 27 ประเภท และสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม 1 ประเภท ซึ่งมีผลงานจากเยาวชน เกษตรกร และกลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมจากศูนย์เครือข่ายทั่วประเทศ ส่งเข้าประกวดอย่างคึกคักรวมกว่า 800 ชิ้น ถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้าหม่อนไหมและการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ ๆ ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและตรงใจตลาดผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดผ้าไหมไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น