คุณแหน : 22 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 22 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 22 มิถุนายน 2569

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

๐๐จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี ต้อนรับ พลโท อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ พร้อมด้วยคณาจารย์และนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 มาดูกิจการและศึกษาภูมิประเทศภาคใต้ พร้อมเปิดเวทีเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การพัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี การท่องเที่ยว และพลังงานไฟฟ้าชีวมวล”..๐๐

๐๐ ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด ประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพผู้นำท้องที่ และท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเป็นเครือข่าย ป.ป.ช. ภาคประชาสังคม จ.ร้อยเอ็ด..๐๐

๐๐ยินดีกับคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ที่ได้รับรางวัล Thai HealthTech Excellence Awards 2026 ในหมวด รร.แพทย์ ระดับ Gold ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมด้านสุขภาพของประเทศไทย..๐๐

๐๐ เพลินพิศ ศรีภพ นายกเทศมนตรีเมืองตาคลี พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมพิธีเปิด การประกวดแข่งขันทักษะทางวิชาการ ระดับภาคเหนือ ครั้งที่ 21 “สวรรคโลกวิชาการ CREATIVE CITY CREATIVE LEARNING” โดยมี สมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รอง ผวจ.สุโขทัย เป็นประธานในพิธีเปิด..๐๐

๐๐ มิตรสหายยินดีกับ ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ที่ได้เป็น ว่าที่  รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน..๐๐

๐๐มูลนิธิเวชดุสิตในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ สนับสนุนสนามเด็กเล่นให้กับ รร.บ้านป้องกันตนเองด่านชุมพล จ.ตราด เพื่อเสริมสร้างทักษะทางด้านร่างกายให้เหมาะสมแก่วัย และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ..๐๐

๐๐ ชื่นชม วิทูร สุริยวนากุล ซีอีโอ บมจ.โกลบอลเฮ้าส์ พร้อม เข็มชาติ สังฆะคาม ที่ร่วมส่งมอบโครงการ AI Empowering Education เพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี AI ในการพัฒนาการเรียนรู้และเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.ราชภัฏร้อยเอ็ด โดยมี ผศ.ดร.วิชิต กำมันตะคุณ อธิการบดี รับมอบ..๐๐

๐๐คมคาย ธูสรานนท์ ชวน พิมพาพรรณ ชาญศิลป์ และ นฤมล ปุณณกิติเกษม เที่ยวชมฟยอร์ดและน้ำตกอลังการในนอร์เวย์ ไปจบโปรแกรมที่สวีเดน โดยมีขาประจำ กาญจนา แสมขาว, วรรณภา อาจแย้มสรวล, วิทยา ดำรงค์ศักดิ์สกุล และ รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ ร่วมทีม..๐๐

๐๐ ยามว่าง ดร.จรวยพรภัทร ลีสมสิริ พร้อม ปารณีย์ อำนวยรักษ์กุล ชวนเพื่อนๆ วตท. และ วพน. ไปออกรอบตีกอล์ฟที่ มาเก๊า 3 วัน..๐๐

๐๐ ภญ.วันวิสา สหศุภานันท์ ศิษย์เก่าเภสัชมหิดลรุ่น 25 มอบเงินบริจาค เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของ 10 ภาควิชาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล โดยมี รศ. ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ รับมอบ..๐๐

๐๐ ชนิต สุวรรณพรินทร์ เป็นตัวแทนสมาคมการตลาดฯ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินในโครงการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT)..๐๐

๐๐ สมาคมนักศึกษาเก่า ม.เชียงใหม่ ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ ดร.ภญ.ฐานิศร มหัตนิรันดร์กุล นักศึกษาเก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่..๐๐

๐๐ สวด พรชัย สกุลวีระ บิดา อัญญารัตน์ สกุลวีระ 21-26 มิ.ย.19.30 น.วัดศรีประจันตคาม ปราจีนบุรี ..ฌาปนกิจ 27 มิ.ย.15.30 น. และสวด วาสนา ภู่บัวเผื่อน มารดา นงชนก สถานานนท์ 21-24 มิ.ย.18.30 น.วัดคันลัด พระประแดง สมุทรปราการ ..ฌาปนกิจ 25 มิ.ย.16.30 น..๐๐

น้องใหม่

หนุ่ม ศรราม ตอบตรงๆ ถ้าย้อนเวลาได้จะเลือกแต่งงานไหม ฟังแล้วน้ำตาคลอ

หนุ่ม ศรราม ตอบตรงๆ ถ้าย้อนเวลาได้จะเลือกแต่งงานไหม ฟังแล้วน้ำตาคลอ

หนุ่ม ศรราม ตอบตรงๆ ถ้าย้อนเวลาได้จะเลือกแต่งงานไหม ฟังแล้วน้ำตาคลอ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.53 น.

สร้างความประทับใจให้กับแฟนรายการและผู้ชมไม่น้อย เมื่อพระเอกตลอดกาล “หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์” ควงลูกสาวสุดที่รัก “น้องวีจิ” มาเปิดบ้านและพูดคุยแบบอบอุ่นในรายการ ตีท้ายครัว ทางช่อง 3 พร้อมเปิดใจถึงเรื่องความรักและชีวิตครอบครัวหลังทำหน้าที่คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวมาหลายปี

ในช่วงหนึ่งของรายการ หนุ่ม ศรราม ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องความรักในอนาคต หลังถูกถามว่า น้องวีจิหวงคุณพ่อจนไม่อยากให้มีแฟนหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวตอบว่า “ผมไม่คิดจะมีแฟนครับ ตั้งแต่ผมเหลือแค่พี่วีจิกับผมสองคน ผมตัดสินใจเลยว่า ผมน่าจะไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรักแล้ว ผมมีวีจิคนเดียวก็ดีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับลูก”

พระเอกรุ่นใหญ่ยังยอมรับว่า เมื่ออายุมากขึ้น ความเป็นตัวของตัวเองก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ทำให้มองว่าการใช้ชีวิตกับลูกสาวเพียงสองคนในตอนนี้คือความสุขที่ลงตัวที่สุด และไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกของลูกจากการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่

นอกจากนี้ หนุ่ม ศรราม ยังถูกถามถึงอดีตภรรยา “กุ้งพลอย กนิษฐรินทร์” ว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ จะยังตัดสินใจแต่งงานด้วยหรือไม่ เจ้าตัวตอบว่า “เลือกทำครับ เพราะได้วีจิครับ วันนี้มีวีจิแล้วไงครับ”

หลังรายการออกอากาศ แฟนๆ ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมในความรักและความทุ่มเทของ หนุ่ม ศรราม ที่ทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ให้กับลูกสาวมาโดยตลอด พร้อมยกให้เป็นอีกหนึ่งคุณพ่อคนบันเทิงที่ดูแลลูกได้อย่างอบอุ่นและน่าชื่นชม

ไทยพีบีเอสเปิดเวที เพลงครูในยุค AI ผนึกกำลังหาทางออกลิขสิทธิ์ ดนตรีไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

ไทยพีบีเอสเปิดเวที เพลงครูในยุค AI ผนึกกำลังหาทางออกลิขสิทธิ์ ดนตรีไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

ไทยพีบีเอสเปิดเวที เพลงครูในยุค AI ผนึกกำลังหาทางออกลิขสิทธิ์ ดนตรีไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

ไทยพีบีเอส ผนึกความร่วมมือภาคีด้านศิลปวัฒนธรรมและทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเวทีเสวนา “เพลงครูในยุค AI: ดนตรีดั้งเดิม ลิขสิทธิ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันหาทางออกต่อปัญหาการอ้างสิทธิ์ลิขสิทธิ์เพลงไทยเดิมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมผลักดันการสร้างระบบข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อให้ดนตรีไทยสามารถก้าวต่อไปในโลกดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย ศูนย์สื่อศิลปวัฒนธรรม ร่วมกับ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โครงการคีตนคร และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดกิจกรรมศิลป์สโมสรเสวนา “เพลงครูในยุค AI: ดนตรีดั้งเดิม ลิขสิทธิ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล”  โดยมี ดร.พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร เป็นผู้กล่าวเปิดงาน ณ ห้อง Friend for BACC หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เดินหน้าบทบาทสื่อสาธารณะในการเป็น “พื้นที่กลาง” แลกเปลี่ยนหาแนวทางแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิ์ลิขสิทธิ์ผลงานดนตรีไทยบนโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569

ภายในเวทีเสวนาได้หยิบยกประเด็นปัญหาสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อวงการดนตรีไทย อย่างปัญหาการอ้างสิทธิ์ลิขสิทธิ์ดนตรีดั้งเดิมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เมื่อบทเพลงดั้งเดิมซึ่งถือเป็น “สาธารณสมบัติ” และมรดกทางวัฒนธรรม ถูกนำไปบรรเลงและเผยแพร่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่กลับถูกระบบ AI ตรวจจับและแจ้งเตือนว่าละเมิดลิขสิทธิ์ ปัญหานี้สร้างความตื่นตระหนกและ “ความกลัวลิขสิทธิ์” ให้กับเยาวชนและนักดนตรีไทยเป็นอย่างมาก จนหลายคนเลือกที่จะลบผลงานทิ้ง

กรณีศึกษาที่ทำให้ประเด็นนี้ถูกพูดถึงในวงกว้าง มาจาก คุณปกป้อง ขำประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจทำนองหลักเพลงไทย ที่จัดประกวดการบรรเลงเพลง “มูล่ง” ให้จบภายใน 4 นาที แต่เมื่ออัปโหลดคลิปของผู้เข้าแข่งขัน กลับถูกแจ้งเตือนละเมิดลิขสิทธิ์จากบริษัทต่างชาติ ซึ่งคุณปกป้องได้เน้นย้ำในวงเสวนาว่า ไม่ว่าเราจะหาทางออกด้วยวิธีใด สุดท้ายวงการดนตรีไทยก็ต้องกลับมาเริ่มต้นที่การมีฐานข้อมูลที่ชัดเจน ว่าเรามีต้นทุนเพลงสาธารณสมบัติอยู่เท่าไหร่

ดร.พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า ระบบการตรวจจับเสียงหรือ Acoustic Fingerprint ที่แพลตฟอร์มดิจิทัลใช้ในการบริหารจัดการลิขสิทธิ์นั้น ไม่ได้มีความแม่นยำสมบูรณ์แบบเสมอไป เนื่องจากเป็นการวิเคราะห์และเปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของคลื่นเสียงเป็นหลัก โดยไม่ได้พิจารณาถึงสถานะทางกฎหมายของบทเพลงว่ามีลิขสิทธิ์อยู่หรือเป็นงานสาธารณสมบัติ ส่งผลให้บางกรณีเกิดการอ้างสิทธิ์เหนือผลงานดนตรีดั้งเดิมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมของสังคม

โดย ดร.พิเศษ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเร่งพัฒนา “ฐานข้อมูลกลาง” (Database) สำหรับรวบรวมข้อมูลบทเพลงและองค์ความรู้ด้านดนตรีที่อยู่ในกลุ่มสาธารณสมบัติอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือสำหรับนักดนตรี ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ หน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยฐานข้อมูลดังกล่าวจะช่วยลดข้อพิพาทจากการอ้างสิทธิ์ที่คลาดเคลื่อน สร้างความชัดเจนในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ และเปิดโอกาสให้เกิดการต่อยอด สร้างสรรค์ และเผยแพร่มรดกทางดนตรีไทยสู่สาธารณะได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

ด้าน คุณวรพจน์ นิ่มวิจิตร ตัวแทนจากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยฯ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างดนตรีไทยและดนตรีคลาสสิกของตะวันตกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการที่เพลงไทยเดิมขาดการจดทะเบียนรหัสมาตรฐานสากล เช่น ISWC (รหัสประจำตัวงานดนตรีกรรม) และ ISRC (รหัสประจำตัวสิ่งบันทึกเสียง) ทำให้เมื่อระบบ AI สแกนข้อมูล จึงไม่พบ Meta Data ที่จะช่วยยืนยันความแตกต่างของชิ้นงานได้

สำหรับผู้ที่ประสบปัญหา คุณนิธิ กฤษณพันธุ์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ให้ความรู้ว่า การแจ้งเตือนจากระบบ Content ID ยังไม่ใช่การตอกย้ำว่าทำผิดกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ในทันที แพลตฟอร์มยังเปิดโอกาสให้โต้แย้งสิทธิ์ (Dispute) ได้ พร้อมระบุว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงประสานงานกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อหาแนวทางแก้ไขในระยะยาว

เวทีเสวนาครั้งนี้ได้ข้อเสนอร่วมกันว่า การแก้ปัญหาลิขสิทธิ์ดนตรีไทยในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ นักดนตรี สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่ชัดเจน เพิ่มองค์ความรู้ให้กับผู้ใช้งาน และคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

ช่วงท้ายของการเสวนา ดร.พิเศษ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของไทยพีบีเอสว่า ไทยพีบีเอสมีแผนและยุทธศาสตร์ที่จะสนับสนุนพื้นที่ทั้งบนหน้าจอโทรทัศน์ (On Air) และออนไลน์ (Streaming/Podcast) เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชน คนดนตรี ศิลปินพื้นบ้าน ไปจนถึงกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถทางศิลปวัฒนธรรม

กิจกรรมศิลป์สโมสรเสวนา “เพลงครูในยุค AI: ดนตรีดั้งเดิม ลิขสิทธิ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล” นี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่สื่อสาธารณะในการเปิดพื้นที่ เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม เทคโนโลยี และกฎหมาย พร้อมเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมกันหาคำตอบต่อโจทย์สำคัญของยุคสมัย เพื่อให้ “เพลงครู” และมรดกทางดนตรีของไทยสามารถเดินทางต่อไปบนโลกดิจิทัลได้อย่างเข้าใจ เป็นธรรม และยั่งยืน

สามารถติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X (Twitter), LINE, TikTok, Instagram
▪ Website : www.thaipbs.or.th
▪ Application : Thai PBS

วินนี้ไม่ดุไม่โหด แต่น่ารัก อุ๊บ วิริยะ ย้อนอดีตสวมวิญญาณ สู้โควิด งานนี้บอกเลยหล่อขึ้นฟรี

วินนี้ไม่ดุไม่โหด แต่น่ารัก อุ๊บ วิริยะ ย้อนอดีตสวมวิญญาณ สู้โควิด งานนี้บอกเลยหล่อขึ้นฟรี

วินนี้ไม่ดุไม่โหด แต่น่ารัก อุ๊บ วิริยะ ย้อนอดีตสวมวิญญาณ สู้โควิด งานนี้บอกเลยหล่อขึ้นฟรี

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคนบันเทิงที่ขยันทำมาหากินไม่เลือกงานและไม่เคยหวั่นต่อความลำบาก สำหรับนักปั้นมือทองชื่อดังอย่าง อุ๊บ วิริยะ พงษ์อาจหาญ ที่ล่าสุดได้ออกมาเผยภาพวันวานผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว สร้างความฮือฮาและเรียกเสียงชื่นชมจากแฟนคลับเป็นอย่างมาก

โดยภาพที่นำมาเผยแพร่นั้นเป็นเหตุการณ์ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อประมาณ 6-7 ปีก่อน ซึ่งในเวลานั้นเจ้าตัวได้สวมวิญญาณเป็นโชเฟอร์ขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ที่บริเวณตะวันนา บางกะปิ เพื่อหารายได้เสริมในช่วงที่งานในวงการบันเทิงอาจได้รับผลกระทบไปบ้าง

อุ๊บ วิริยะ

งานนี้เจ้าตัวยังได้เขียนข้อความประกอบภาพสุดน่ารักด้วยสไตล์ที่เป็นกันเองว่า “วินนี้น่ารัก ไม่ดุไม่โหดครับ ผู้ชายหล่อขึ้นฟรีค้า (รูปเมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมาตอนเกิดโควิด..พี่อุ๊บไปขับวินเล่นๆ ที่ตะวันนา บางกะปิ ครับ)” ซึ่งเผยให้เห็นโมเมนต์ที่ อุ๊บ วิริยะ สวมเสื้อกั๊กวินสีส้ม พร้อมหมวกกันน็อก สวมบทบาทเป็นพี่วินมอเตอร์ไซค์อย่างตั้งใจ

ทำเอาชาวเน็ตที่ได้เห็นภาพต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมในความสู้ชีวิตและความน่ารักเป็นกันเองของพี่อุ๊บกันอย่างท่วมท้น เช่น

อุ๊บ วิริยะ
อุ๊บ วิริยะ
อุ๊บ วิริยะ
อุ๊บ วิริยะ
อุ๊บ วิริยะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก วิริยะ พงษ์อาจหาญ 

ไปให้สุดแล้วหยุดที่คุก ลูกหมี ทนายเดชา เฮลั่นสะใจชนะคดี

ไปให้สุดแล้วหยุดที่คุก ลูกหมี  ทนายเดชา เฮลั่นสะใจชนะคดี

ไปให้สุดแล้วหยุดที่คุก ลูกหมี ทนายเดชา เฮลั่นสะใจชนะคดี

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

เป็นประเด็นร้อนในวงการบันเทิงวันนี้ หลังจากการต่อสู้ทางกฎหมายอันยาวนาน ล่าสุด “ลูกหมี รัศมี” ได้ออกมาเปิดใจด้วยความโล่งอก หลังศาลมีคำพิพากษาตัดสินให้ชนะคดีความขัดแย้งกับคู่กรณีอดีตดาราดัง “ปู มัณฑนา” โดยศาลสั่งลงโทษจำคุกคู่กรณีเป็นเวลา 2 ปี ในขณะเดียวกันทางศาลได้อนุญาตให้ ปู มัณฑนา ยื่นขอประกันตัวชั่วคราวด้วยวงเงินจำนวน 45,000 บาท ทั้งนี้ในวันดังกล่าว ทางฝั่งของปู มัณฑนา ได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่ายังไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับผลการตัดสินของคดีในเวลานี้ด้าน ‘ทนายเดชา’ ก็ได้ออกมาโพสต์แจ้งข่าวผ่านแฟนเพจ ทนายคลายทุกข์ ว่า  ศาลอาญากรุงเทพใต้จำคุก ‘ปู มัณฑนา’  สองปีแจ้งความเท็จกลั่นแกล้งผู้อื่นและหมิ่นประมาท #ลูกหมีเป็นโจทย์

โดย ลูกหมี รัศมี ได้เปิดเผยถึงผลการตัดสินของศาลในวันนี้ว่า ชนะค่ะ ‘ลูกหมี’ ชนะนะคะ ก็ ‘ปู’ ติดคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญานะคะ ซึ่งเป็นโทษหนักสุด ดีใจมาก ๆ เลยค่ะ เราเป็นโจทย์ก็ต้องคอยบวกเลขไปเรื่อยๆ ไม่มีวันที่สิ้นสุดเลยในการบวกเลข เลขมงคลวันนี้ 2+4   ติดคุกไม่รอลงอาญา 2 ปี และนับโทษต่ออีก 2 คดี เป็น 4 ปี ตอนนี้รวมไปรวมมาก็ 10 ปีแล้วนะนิ้วนับไม่พอแล้ว วันนี้เรื่องคดีไม่ตื่นเต้น แต่ลุ้นว่าศาลท่านจะตัดสินให้จำคุกกี่ปี  เพราะถ้าท่านสั่งจำคุก 2 ปีก็ต้องไปบวกเลขเพิ่มไปอีกก็เลยยิ่ง งง

ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นางแบบชื่อดังยังได้ฝากข้อความเดือดส่งตรงไปถึงอดีตดาราสาวคู่กรณี เกี่ยวกับแนวโน้มการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไปว่า“ก็นิสัย “คุณปู” น่าจะสู้นะคะ ไปเลยค่ะ ไปให้สุด แล้วหยุดที่คุกค่ะ”

เคลื่อนไหวแล้ว ปู มัณฑนา โพสต์น้อมรับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลั่นลุยยื่นอุทธรณ์สู้ต่อ

เคลื่อนไหวแล้ว ปู มัณฑนา โพสต์น้อมรับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลั่นลุยยื่นอุทธรณ์สู้ต่อ

เคลื่อนไหวแล้ว ปู มัณฑนา โพสต์น้อมรับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลั่นลุยยื่นอุทธรณ์สู้ต่อ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.01 น.

จากกรณีคดีความที่เป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์และเป็นที่จับตามองของสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “ลูกหมี รัศมี”  ชนะคดีและศาลสั่งลงโทษจำคุก ปู มัณฑนา เป็นเวลา 2 ปี ข้อหาแจ้งความเท็จกลั่นแกล้งผู้อื่นและหมิ่นประมาท ในขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ทางศาลได้อนุญาตให้ ปู มัณฑนา ยื่นขอประกันตัวชั่วคราวด้วยวงเงินจำนวน 45,000 บาท ทั้งนี้ในวันดังกล่าว ทางฝั่งของปู มัณฑนา ได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่ายังไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับผลการตัดสินของคดีในเวลานี้ ล่าสุดเจ้าตัว “ปู-มัณฑนา โห่ศิริ” ได้ออกมาเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว “Pou Mantana” โดยการโพสต์ข้อความชี้แจงแนวทางการสู้คดีและส่งสารถึงสื่อมวลชนทันที

โดยในโพสต์แรก ปู มัณฑนา ได้ระบุข้อความเกี่ยวกับรูปคดีอย่างชัดเจนว่า ตนเองเคารพในกระบวนการยุติธรรม แต่เตรียมจะใช้สิทธิ์ต่อตามกฎหมาย โดยระบุว่า “ปูเคารพคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์ต่อไป” ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้รับการปักหมุดไว้ที่ด้านบนสุดของหน้าโปรไฟล์

นอกจากนี้ ในเวลาไล่เลี่ยกัน อดีตนักแสดงสาวได้โพสต์ภาพข้อความอีกหนึ่งโพสต์ เพื่อส่งสารถึงกองทัพสื่อมวลชนที่เฝ้าติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ โดยขอความกรุณาและปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ในเวลานี้ ความว่า “ขออภัยสื่อมวลชนทุกท่านด้วยนะคะ วันนี้ปูยังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ และขออนุญาตยังไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในขณะนี้” ซึ่งโพสต์นี้ก็ถูกนำมาปักหมุดไว้เช่นเดียวกัน

การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เจ้าตัวน้อมรับคำตัดสินในด่านแรก แต่ยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ส่วนรายละเอียดเชิงลึกและสาเหตุที่แท้จริง คงต้องรอให้เจ้าตัวพร้อมและออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง หากมีความคืบหน้าอย่างไร ทางสำนักข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

ปิ๊งปิ๊ง รภัทร สุดปลื้ม เข้ารับรางวัล นพเกล้าดาวมงกุฎเพชร

ปิ๊งปิ๊ง รภัทร สุดปลื้ม เข้ารับรางวัล นพเกล้าดาวมงกุฎเพชร

ปิ๊งปิ๊ง รภัทร สุดปลื้ม เข้ารับรางวัล นพเกล้าดาวมงกุฎเพชร

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของศิลปินรุ่นใหม่ เมื่อนักร้องสาว “ปิ๊งปิ๊ง-รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์” เข้ารับรางวัลอันทรงเกียรติ “นพเกล้าดาวมงกุฎเพชร” ภายในงานเชิดชูเกียรติบุคคลในวงการบันเทิง ซึ่งจัดขึ้นเพื่อบูชาองค์มหาเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ โชคลาภ และความสำเร็จ พร้อมทั้งเชิดชูครูบาอาจารย์ ปูชนียบุคคล ศิลปินอาวุโส และผู้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่วงการศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ไทยโดย สาวปิ๊งปิ๊ง ได้รับรางวัลในสาขา “นักร้องน้องใหม่กระแสแรง” จากผลงานเพลงฮิตกว่า 5 แสนวิว “โสดนะจีบได้” สังกัดค่าย Time Lives Music ซึ่งได้รับความนิยมจากแฟนเพลงอย่างต่อเนื่อง และสร้างกระแสตอบรับที่ดีบนสื่อออนไลน์

สาวปิ๊งปิ๊ง  เปิดเผยความรู้สึกหลังรับรางวัลว่า “รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง พร้อมขอบคุณคณะผู้จัดงาน แฟนเพลง และทุกกำลังใจที่สนับสนุนผลงานมาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาผลงานทางด้านดนตรีและการแสดง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพให้กับวงการบันเทิงไทยต่อไป และขอขอบพระคุณ อาจารย์วันชัย สุพรรณ เจ้าของรายการ คุยเฟื่องเรื่องพระด้วยค่ะ”

รางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญ ที่สะท้อนถึงความสำเร็จและความมุ่งมั่นของศิลปินรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นที่จับตามองในวงการบันเทิงไทยงานนี้มีผู้บริหารค่าย Time Lives Music อาทิ ประพันธ์พงษ์ อินทร์กสิกร, กันตภณ พุ่มหนุน และ เพชร พงศธรเสถียร ร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีณ หอประชุมชั้น 2 อาคาร B  บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัดถนนแจ้งวัฒนะ

มีน นิชคุณ อวดลุคสตรีทสุดคลาสสิก เดินชมเมืองมิลานหลังจบโชว์ Ralph Lauren Spring 2027

มีน นิชคุณ อวดลุคสตรีทสุดคลาสสิก เดินชมเมืองมิลานหลังจบโชว์ Ralph Lauren Spring 2027

มีน นิชคุณ อวดลุคสตรีทสุดคลาสสิก เดินชมเมืองมิลานหลังจบโชว์ Ralph Lauren Spring 2027

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.26 น.

แม้ว่าแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน Ralph Lauren Purple Label & Polo Ralph Lauren Spring 2027 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี จะรูดม่านปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กระแสความปังของหนุ่มหล่อ ‘มีน–นิชคุณ ขจรบริรักษ์’ (@meennicha8) ในฐานะแขกคนพิเศษของแบรนด์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ล่าสุดเจ้าตัวขอพักผ่อนด้วยการเดินสำรวจเมืองมิลาน พร้อมจัดเต็มสตรีทสไตล์สุดคลาสสิกจาก Polo Ralph Lauren ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความคลาสสิกแบบ American Heritage ออกมาให้แฟน ๆ ได้ชมกันถึง 3 ลุค 3 สไตล์

ลุคที่ 1 Casual Heritage (เสน่ห์อเมริกันคลาสสิกในทุกวัน) เปิดประเดิมลุคแรกด้วยความแคชชวลที่ผสมผสานความสบายและความประณีตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว หนุ่มมีนเลือกเลเยอร์เสื้อแจ็กเก็ตสีงาช้างทับเสื้อเชิ้ตเดนิมและเสื้อยืดสีชมพูอ่อน เพิ่มเลเยอร์ให้ดูมีมิติ แมตช์เข้าคู่กับกางเกงเดนิมสีเข้มและรองเท้าสนีกเกอร์สีขาว คอมพลีตลุคให้ดูผ่อนคลายยิ่งขึ้นด้วยกระเป๋าถักโทนสีธรรมชาติ เหมาะกับวันสบาย ๆ แต่ยังคงความเท่อย่างมีระดับ

ลุคที่ 2 Italian Effortless Summer (เรียบง่าย ทว่าสง่างามร่วมสมัย)ต่อกันด้วยลุคที่สะท้อนกลิ่นอายฤดูร้อนอันแสนอบอุ่นในแบบฉบับอิตาลี หนุ่มมีนมาในเสื้อลินินสีเขียวมะกอกพับแขนสบาย ๆ จับคู่กับกางเกงยีนส์ทรงหลวม (Loose Fit) เพิ่มลูกเล่นน่าค้นหาด้วยการนำเสื้อถัก Cable Knit มาพาดไว้ที่ไหล่ และถือกระเป๋าโท้ตสีน้ำเงินเข้ม ถ่ายทอดนิยามความสมาร์ทแคชชวลที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสง่างามร่วมสมัย

ลุคที่ 3 Denim on Denim (กลิ่นอาย Western American เหนือกาลเวลา)ปิดท้ายความหล่อเหลาด้วยลุคเดนิมออนเดนิม (Denim on Denim) ที่สะท้อนจิตวิญญาณตะวันตกอันเป็นหัวใจของแบรนด์ มีนสวมแจ็กเก็ตเดนิมที่มีดีเทลคอเสื้อสีคอนทราสต์ ตัดกับตัวเสื้อ สวมทับเสื้อเชิ้ตลายสก็อตโทนสีพาสเทลด้านใน จับคู่กับกางเกงยีนส์ฟอกสีอ่อน เป็นการนำเสนอแฟชั่น American Casual Wear ที่เรียบง่าย นุ่มนวล แต่เปี่ยมไปด้วยรายละเอียดที่น่าดึงดูดใจ

เรียกได้ว่าทั้ง 3 ลุคของ ‘มีน-นิชคุณ’ ในทริปมิลานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนตัวตนอันมีเสน่ห์ของเขาเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดดีเอ็นเอความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของ Polo Ralph Lauren ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบและน่าประทับใจจริง ๆ

ไขข้อข้องใจชาวเน็ต เป้ย-เมย์ เปิดตัวเลข ดาราใส่ซองงานแต่งกี่บาท

ไขข้อข้องใจชาวเน็ต เป้ย-เมย์ เปิดตัวเลข ดาราใส่ซองงานแต่งกี่บาท

ไขข้อข้องใจชาวเน็ต เป้ย-เมย์ เปิดตัวเลข ดาราใส่ซองงานแต่งกี่บาท

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.37 น.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกออนไลน์ เมื่อสองนักแสดงสาวเพื่อนซี้ เป้ย ปานวาด และ เมย์ พิชญ์นาฏ ออกมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับธรรมเนียมการใส่ซองงานแต่งของเหล่าคนดัง ผ่านคลิปใน TikTok ช่อง @maypeihello หลังมีคำถามยอดฮิตว่า “ดาราไปงานแต่งงาน ใส่ซองกันกี่บาท?”

       โดย เป้ย ปานวาด ระบุว่า การใส่ซองขึ้นอยู่กับความสนิทสนมเป็นหลัก หากสนิทมากก็จะให้มากขึ้น แต่โดยทั่วไปจะอยู่ในระดับหลักพันถึงหลักหมื่น ส่วนหลักแสนอาจไม่ใช่แนวทางที่ทุกคนสามารถทำได้ พร้อมมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในชีวิตของเจ้าบ่าวเจ้าสาว จึงควรให้ตามกำลังและความเหมาะสม

ด้าน เมย์ พิชญ์นาฏ ได้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า ในช่วงเริ่มต้นเข้าวงการใหม่ๆ เคยใส่ซองงานแต่งอยู่ที่ประมาณ 2,000–4,000 บาท แต่เมื่อโตขึ้นและมีประสบการณ์มากขึ้น ก็จะพิจารณาตามความเหมาะสมของงาน เช่น สถานที่จัดงาน ระดับโรงแรม และจำนวนแขกที่เชิญ

       เมย์ระบุเพิ่มเติมว่า หากเป็นงานในโรงแรมระดับ 5–6 ดาว จะไม่เคยใส่ต่ำกว่า 4,000 บาท และหากไปในฐานะคู่ อาจเพิ่มจำนวนขึ้นตามความเหมาะสม ส่วนกรณีเพื่อนสนิทอาจอยู่ในช่วง 10,000–20,000 บาท โดยย้ำว่าไม่ได้มองเป็นการแข่งขัน แต่เป็นการแสดงน้ำใจและการช่วยเหลือกันในวันสำคัญของเพื่อน

ทั้งนี้ เมย์ยังเสริมว่า เจ้าภาพไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับเงินจำนวนเท่าใดจากแขก แต่เป็นเรื่องของน้ำใจและความตั้งใจของผู้มาร่วมงาน ขณะที่เป้ยเห็นด้วย พร้อมย้ำว่าการแต่งงานถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต

ส่งกำลังใจ จ๋า ยศสินี ใจเกือบพังทำชีวิตเปลี่ยนหลังดูแล แม่จิ๋ม มยุรฉัตร ป่วยอัลไซเมอร์

ส่งกำลังใจ จ๋า ยศสินี ใจเกือบพังทำชีวิตเปลี่ยนหลังดูแล แม่จิ๋ม มยุรฉัตร  ป่วยอัลไซเมอร์

ส่งกำลังใจ จ๋า ยศสินี ใจเกือบพังทำชีวิตเปลี่ยนหลังดูแล แม่จิ๋ม มยุรฉัตร ป่วยอัลไซเมอร์

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.35 น.

ขอส่งกำลังใจ “จ๋า ยศสินี ณ นคร” ที่ออกมาเปิดใจในรายการ LifeDot tucktalk พูดคุยถึงการดูแลคุณแม่ จิ๋ม มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช อดีตนางเอกและผู้จัดละครคนดังในวัย 76 ปีที่ตอนนี้ป่วยเป็น โรคอัลไซเมอร์ จนศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถ ซึ่งเป็นโรคที่เป็นแล้วไม่มีทางหายและต้องอยู่รักษากันยาวๆ จนทำให้ จ๋า ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านานเกือบ 2ปี เพราะโรคอัลไซเมอร์ไม่ได้เปลื่ยนแค่ชีวิตคนป่วย แต่เปลี่ยนชีวิตทั้งครอบครัวโดยเจ้าตัวเล่าว่า

 “โรคนี้เป็นสิ่งที่เรากลัวมาตลอด โดยเฉพาะแม่ แกจะชอบพูดตลอดว่าฉันกลัวมากเลย ฉันเป็นอัลไซเมอร์แน่ๆ ด้วยที่บ้านมีพันธุกรรมตรงนี้ จนเราต้องบอกแม่ว่าแม่อย่าสะกดจิตตัวเองอย่างนั้น ด้วยความที่เขากลัวเขาก็จะมีการเตรียมพร้อมของเขา เขาจะเขียนตารางว่าในแต่ละวันเขาต้องทำอะไร เบอร์คนนั้นคนนี้

แต่พอวันนั้นมันเกิดขึ้นจริงๆ มันทำให้เรารู้ว่าเรารู้จักกับโรคนี้น้อยมาก กลายเป็นพอถึงเวลาเราไม่รู้เลยว่าเราจะรับมือกับมันยังไงในฐานะผู้ดูแลทั้งๆ ที่เราเองก็เตรียมตัวมาเหมือนกัน

ความจำเสื่อมกับสมองเสื่อมไม่เหมือนกัน อัลไซเมอร์คือสมองเสื่อม เสื่อมคือการโดนทำลายไป มันไม่ใช่แค่การลืม สมมติบางคนที่ตอนปกติมารยาทดี แต่พอสมองตรงส่วนที่เก็บมารยาทเสื่อมไปเขาอาจจะกลายเป็นคนไม่มีมารยาทก็ได้ มันเปลี่ยนบุคคลิกของคนๆ นั้นได้เลย แต่ละคนก็จะเสื่อมตรงจุดที่ไม่เหมือนกัน”

เล่าเคสอัลไซเมอร์ของ “จิ๋ม มยุรฉัตร” นอกจากกรรมพันธุ์แล้วยังเป็นเรื่องของปัจจัยพฤติกรรมการใช้ชีวิตรอบด้าน

“แม่เป็นคนเครียด ขี้กังวล แกจะกังวลทุกอย่าง เป็นห่วงทุกคน ในส่วนของกรรมพันธ์ุมันก็ส่วนหนึ่ง แต่น้อยมาก มันเป็นโรคของพฤติกรรม แล้วมันไม่ได้เป็นแค่กับคนอายุเยอะ อายุน้อยก็สามารถเป็นได้เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าสมองมันล้ามากๆ มันเครียดมากๆ รู้สึกเหนื่อย ย้อนมาที่พฤติกรรมผู้หญิงที่บ้านที่ป่วยจากรุ่นสู่รุ่นที่มีเหมือนกันคือเคลื่อนตัวช้า ชอบกินขนมหวาน คุณจิ๋มแกติดขนม ซึ่งอัลไซเมอร์มันคือเบาหวานชนิดที่ 3 แล้วแม่ไม่ชอบออกกำลังกาย

การนอนก็มีส่วนมากๆ คุณจิ๋มนอนยาก ไม่ค่อยจะยอมนอน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บเรื่องทุกอย่างไว้กับตัวเอง ก็จะเครียด นอนยาก จะนอนก็เก็บเอามาคิด ห่วงงาน ห่วงลูก

ที่เป็นจุดปัญหามากๆ คือตอนคุณพ่อเสีย แม่ดูแลพ่อที่ป่วยต้องฟอกไตมาเป็น 10 ปีมันก็มีภาวะความเครียดที่เกิดขึ้น ช่วงที่พ่อเสียจ๋าว่าแม่ช็อก แล้วไม่ได้ระบายออกมา โดพามีนในสมองมันปิดลง ช่วงโควิดเริ่มเห็นว่าแม่มือสั่น ก็เริ่มมีอาการจากพาร์กินสัน ทำให้แกเขียนบท ทำงานไม่ได้ เป็นเรื่องที่แม่เจ็บปวดใจมาก เพราะเขารักการเขียนมาก ก็เริ่มจากตรงนั้นแล้วค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ”

ตัดวงจรอัลไซเมอร์ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองใหม่หมดทุกอย่าง

“ในวันนั้นสิ่งที่เราทำได้ก็คือทำทุกอย่างให้ดีที่สุด คุณหมอจะบอกให้คนไข้เล่นเกม พาไปออกกำลังกาย รับแสงแดด ทำให้ใจเราดีขึ้น ส่วนตัวจ๋าเองพอเราทราบแล้วว่าครอบครัวเราเป็นโรคนี้มา 3 รุ่น และเรารู้ว่ามันไม่ใช่โรคกรรมพันธุ์ 100% ฉะนั้นเราต้องรีบตัด จ๋าเลยปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองใหม่หมด หันมาออกกำลังกาย แม่พูดกับจ๋าเลยนะ ไปเอามาจากไหน ไม่มีใครในตระกูลนี้ออกกำลังกายกัน แล้วก็ดูแลอาหารการกิน พยายามทำอะไรก็ได้ที่ให้สมองและมือสัมพันธ์กันมากๆ

ด้วยสิ่งที่ครอบครัวหล่อหลอมเรามา เราก็เคลื่อนตัวช้าแบบแม่ของเรา ก็เป็นคนทำอะไรช้า นอนเยอะ ซึ่งพฤติกรรมทำอะไรช้ามันมีผลกับโรคนี้ จ๋าก็ปรับให้ตัวเองเป็นคนแอ็กทีฟ ทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ อย่างเช่นเรียนภาษาใหม่ ออกเดินทางคนเดียว แล้วก็เล่นเกมอะไรก็ได้เป็นการฝึกให้สมองได้เจอกับสิ่งใหม่ๆ

สิ่งที่ยากสำหรับจ๋าคือการจัดการกับความเครียด เพราะจ๋าเป็นคนที่จมอยู่กับความเครียดได้เป็นวันๆ อะไรได้ที่มันเปลี่ยนไปแม้เพียงนิดเดียวจะเครียดมาก กลายเป็นว่าทุกวันนี้เราต้องตั้งใจจัดสรรเวลาให้กับตัวเอง การใช้ชีวิต การทำงาน การกิน การนอน โชคดีที่ได้สามี เพราะเขาเป็นคนไม่เครียดและจัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี เขาก็พยายามทำให้เราได้ไปเจอโลกใหม่ๆ เช่นการเดินทาง

จ๋าจะเป็นคนที่เหมือนแม่แทบจะทุกอย่าง เช่น แกไม่ชอบเดินทาง จ๋าก็ไม่ชอบเดินทาง ไม่อยากไปไหน ขี้กลัว จ๋าบอกสามีไม่อยากไปเพราะกลัวจิ้งจกเพราะแม่ก็กลัวจิ้งจก สามีบอกว่าถ้าน้องกลัวแค่จิ้งจก มันจะทำให้น้องไม่ได้เจอประสบการณ์ที่น้องควรจะได้เจอ เขาผลักเราออกไปเจอแสงแดด เจอป่า มันช่วยให้ร่างกายเราสดชื่นขึ้น จากที่เราเครียดมาก แล้วเราได้ไปเจอธรรมชาติ เรากลับรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นเรื่องสมมติหมดเลย”

จริงๆ คนดูแลคนไข้สมองเสื่อมโดดเดี่ยวกว่าผู้ป่วย การดูแลและการรับมือยากทุกมิติ

“มันยากในทุกมิติเลยค่ะ ความเข้าใจในโรคนี้ของคนยังน้อยมาก โรคนี้ไม่มียารักษา ฉะนั้นมันไม่หาย เราไม่รู้เลยว่าคนที่อยู่กับเราเขาเป็นอะไร หลายคนเกิดความรู้สึกผิดที่พ่อแม่เขามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป แล้วเราไปหงุดหงิดว่าเขาเป็นอะไรโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คืออาการแรกของโรค เช่น หงุดหงิด ถามซ้ำ พูดวน ลูกหลานจะหงุดหงิด เราจะอยากให้เขาเป็นเหมือนเดิม กลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ไหม อย่าถามอะไรซ้ำๆ เราจะมีคำถาม

ทำไมเขาไม่เป็นเหมือนเดิมที่เขาเคยเป็นทั้งๆ ที่เขาดูปกติมากๆ สิ่งที่ผู้ดูแลต้องปรับอย่างแรกคือปรับใจตัวเอง ว่าเขาป่วย เขาไม่เหมือนเดิม และนี่คืออาการของโรค และหลังจากนี้คุณจะต้องดีลกับอาการของโรค เข้าใจมัน ใจคนดูแลก็จะไม่พังมาก จริงๆ แล้วคนดูแลคนป่วยโรคสมองเสื่อมโดดเดี่ยวกว่าคนป่วยอีกนะคะ บางทีมันไม่รู้จะพูดยังไง หลายคนรู้สึกว่าตัวเองอกตัญญูไปเลยด้วยซ้ำ มันมีแต่การพูดไม่ออก มันจุกอยู่ในใจ อยากจะพูดกับใคร ความเข้าใจของคนข้างนอกมันก็ไม่มี กลายเป็นก็ไม่รู้จะปรึกษาใครเหมือนกัน มันเป็นความคิดถึงตั้งแต่วันที่ยังไม่จากกันด้วยซ้ำ มันมีหลายเรื่องที่ผู้ดูแลต้องทำใจและหลายคนทำใจไม่ได้ ไม่รู้จะดีลยังไง”

อย่าลืมเช็กใจตัวเองจากการเบิร์นเอาต์ในการดูแลผู้ป่วย

“เราเห็นบ้านอื่นพาพ่อแม่ไปเที่ยวไปกินข้าว เราอยากทำ แต่แม่ไม่ได้ชอบการที่จะต้องออกไปอยู่กับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เราก็พูดไม่ออก ทำไมไม่พาเขาไปกินข้าว ไม่เที่ยว เราเองคนดูแลก็อยู่กับเสียงในหัวตัวเองจนหาทางออกไม่ได้ คนดูแลจะมีความจุกใจ เหนื่อยใจ ไม่รู้จะพูดกับใคร พูดไปก็ไม่รู้จะมีคนเข้าใจหรือเปล่า

อีกอย่างนะคะ ถ้าคนดูแลเริ่มรู้สึกเหนื่อย รู้สึกผิดว่าเราเป็นลูกที่ไม่ดี ดูแลพ่อแม่ไม่ได้อันนี้คือสัญญาณของการเบิร์นเอาต์ ให้เปลี่ยนความรู้สึกผิดเป็นการรู้ตัวว่านี่คือการเบิร์นเอาต์จากการดูแลผู้ป่วย ฉะนั้นคนที่ดูแลผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองให้ดีเท่ากับที่ดูแลผู้ป่วย กลับมาดูแลตัวเองด้วยเพราะเราจะต้องอยู่กับระยะโรคนี้ไปยาวนานมาก เราต้องเตรียมตัว เตรียมอะไรหลายๆอย่างเพื่อที่จะอยู่กับตรงนี้ไปให้ได้ยาวนาน”

เล่าตนเองก็ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังทราบว่าแม่ป่วยภาวะสมองเสื่อม ต้องรับยาอยู่ 2 ปี

“ในชีวิตเราเห็นแม่เป็นฮีโร่ของเรามาตลอด มีอะไรก็ปรึกษา เรามีแม่ดูแลเรามาทั้งชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต ในวันนึงที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแค่ทำใจรับตรงนี้มันก็ยากแล้ว ในบรรดาทั้งหมดจ๋าเป็นคนที่ประคองใจได้แย่ที่สุด จ๋าเป็นซึมเศร้าอยู่ 2 ปี หลังจากที่รู้ว่าแม่เริ่มป่วย หลังจากที่จ๋าทำมาตาลดาเพื่อฮีลใจคนทั้งประเทศ จ๋าเองรับยาอยู่ 2 ปี

จ๋าอยากบอกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่สิ่งที่เคยทำให้เรามีความสุข มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเหมือนเดิมแล้ว ไปพบแพทย์เลยค่ะ ยิ่งถ้าเราปล่อยไว้นาน มันจะยิ่งทำให้โรคต่างๆ เข้ามาได้เร็ว ถ้าเราไม่สบายเราดูแลใครไม่ได้เลย ฉะนั้นเราต้องแข็งแรงค่ะ เราต้องทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม ใช้ชีวิตให้เป็นปกติ ใจเราก็จะเป็นปกติ ตัวเขาก็จะปกติ”

เป็นความโชคดีมากๆ ของลูกหลานที่ “จิ๋ม มยุรฉัตร” วางแผนการเงินทำให้มีอิสรภาพทางการเงิน ลูกหลานมีเงินจ้างคนดูแลทำให้ชึวิตได้ออกไปหายใจบ้าง

“คุณจิ๋มแกมีอิสรภาพทางการเงิน เขาเก็บของเขาไว้ในการที่จะใช้ดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นโชคดีของลูกมากๆ นะ ถ้าเราไม่โชคดีแบบนี้จ๋าก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ไม่ใช่แค่โชคดีธรรมดา แต่โชคดีมากๆ ด้วยที่เขามีอิสรภาพการเงินถึงขั้นที่เราพอจะจ้างคนดูแลเขาแบบเต็มเวลาได้ ทำให้ลูกๆ สามารถหายใจกันได้ ลูกๆได้ออกไปใช้ชีวิตกันได้ด้วย เพราะถ้าไม่มีเงินส่วนนี้เราไม่ได้ไปใช้ชีวิตของตัวเองเลย เพราะเราก็ปล่อยแม่เอาไว้ไม่ได้

อิสรภาพทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญเลยนะคะ ทั้งตัวเราและอะไรก็ตามแต่ ตอนนี้มีประกันสำหรับโรคเหล่านี้แล้ว มันจะทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้น ถ้าไม่มีตรงนี้ เราก็ล้มครืนกันไปทั้งหมด

ฉะนั้นตอนนี้หาที่พึ่งให้ตัวเองได้ก็หาไว้ก่อนเลยไม่ว่าจะเป็นประกัน การลงทุน หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะดูแลเราในระยะยาว”

ร้องไห้ส่งกำลังใจให้กับคนที่ดูแลผู้ป่วนอัลไซเมอร์เหมือนกัน ต่อให้ไม่มีใครเข้าใจขอให้รู้ไว้ว่าคุณเก่งมากๆ แล้ว

“คนดูแลคนป่วยทุกคนแบกภาระบางอย่างที่มองไม่เห็นไว้กับตัว มันพูดไม่ออกเราแบกตรงนี้ไว้โดยที่เราไม่รู้ว่าเราจะพูดกับใครได้บ้าง เพราะบางทีทางออกที่เขาแนะนำมามันก็ทำให้เรารู้สึกไม่ไหว อยากจะบอกกับทุกคนที่ดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมว่าคุณเก่งมากๆ (ร้องไห้) ต่อให้จะไม่มีคนเข้าใจ หรือเรารู้สึกไม่ดีกับตัวเอง ให้บอกตัวเองไว้เลยว่าคุณเก่งมากๆ แล้ว

บางทีที่เราต้องดีลกับผู้ป่วยที่เขาเปลี่ยนไปให้เข้าใจว่านี่เรากำลังดีลกับอาการ เราไม่ได้ดีลกับพ่อแม่ที่เขาเป็นแบบเดิม บางอย่าที่เขาพูดเขาไม่ได้ไม่รักเรา มันเป็นอาการป่วย ถ้าเราแยกออกว่านี่คือการดีลกับอาการป่วย และที่สำคัญมากๆ คือดูแลใจคุณให้ดีมากๆ พอๆ กับที่คุณดูแลคนป่วยได้ ทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ อย่างน้อยขอให้ใจคุณแข็งแรง”