ทร.สั่งสอบด่วน ปมพลทหารโดนซ่อมโหด คาดรับน้องทหารใหม่ ลั่นผิดจริงฟันอาญา-วินัย

ทร.สั่งสอบด่วน ปมพลทหารโดนซ่อมโหด คาดรับน้องทหารใหม่ ลั่นผิดจริงฟันอาญา-วินัย

ทร.สั่งสอบด่วน ปมพลทหารโดนซ่อมโหด คาดรับน้องทหารใหม่ ลั่นผิดจริงฟันอาญา-วินัย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.24 น.

ทร.สอบด่วนปมพลทหารถูกลงโทษไม่เหมาะสม ว่อนโซเชียล คาดโยงรับน้องทหารใหม่ ลั่นผิดจริงฟันทั้งวินัย-อาญา

22 มิถุนายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าพลทหารสังกัดกองทัพเรือรายหนึ่งถูกลงโทษในลักษณะไม่เหมาะสม จนเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ

โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่า กองทัพเรือได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทั้งนี้ หากผลการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการทางวินัยและทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด ไม่มีการละเว้น

“กองทัพเรือยืนยันไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรง การกลั่นแกล้ง หรือการลงโทษนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด พร้อมย้ำให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของกำลังพลทุกนาย โดยจะดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และแจ้งผลให้สาธารณชนรับทราบต่อไป” โฆษกกองทัพเรือกล่าว

รายงานข่าวจากกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น เหตุการณ์ดังกล่าวคาดว่ามีสาเหตุมาจากการรับน้องภายในหน่วย ระหว่างทหารกองประจำการที่เข้ารับราชการมาก่อน กับทหารกองประจำการที่เพิ่งเข้ามาประจำการใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง.

ม็อบต้านแลนด์บริดจ์ปักหลักทำเนียบฯ ประสิทธิชัย สับเละเจ๊งแน่! สร้างเสร็จก็ร้าง-สิ่งแวดล้อมพัง

ม็อบต้านแลนด์บริดจ์ปักหลักทำเนียบฯ ประสิทธิชัย สับเละเจ๊งแน่! สร้างเสร็จก็ร้าง-สิ่งแวดล้อมพัง

ม็อบต้านแลนด์บริดจ์ปักหลักทำเนียบฯ ประสิทธิชัย สับเละเจ๊งแน่! สร้างเสร็จก็ร้าง-สิ่งแวดล้อมพัง

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

เครือข่าย SEC Whtch ปักหลักประชิดทำเนียบฯ ค้าน พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ-โครงการแลนด์บริดจ์ “ประสิทธิชัย”ซัดหาก กม.บังคับใช้ คนใต้กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง เชื่อ”แลนด์บริดจ์”หากดึงดันสร้างเสร็จ โครงการร้างแน่ เสียทั้งสิ่งแวดล้อม-ธุรกิจ เชื่อ”EEC”เดดล็อก จาก รธน.ปี 60-ยุทธศาสตร์ชาติ หวั่นทําที่ดินหลุดเข้ามือต่างชาติ

22 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณศาลกรมหลวงชุมพร ถ.พระราม 5 ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทําเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Whtch) ประมาณ 10 คน นำโดย นายประสิทธิชัย หนูนวล ประธานเครือข่ายฯ ปักหลักชุมนุม เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นวันที่สอง โดยได้แจ้งการชุมนุมต่อ สน.นางเลิ้ง เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่ วันที่ 21 มิถุนายน ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569

โดย นายประสิทธิชัย เปิดเผยว่า ตามกระบวนการไทม์ไลน์ ปลายเดือนมิถุนายนนี้ หรือต้นเดือนกรกฎาคม ร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ จะนําเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อ ครม.เห็นชอบก็จะผ่านไปยังสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนนี้ตามไทม์ไลน์ในเดือนธันวาคมต้องพิจารณากฎหมายให้เสร็จ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่มีผลบังคับใช้ทันที และจากนั้นก็จะทําให้ชาวจังหวัดภาคใต้กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง หรือชนชั้นแรงงาน ซึ่งมีกลุ่มนายทุนเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง

“นี่เป็นการสูญเสียที่สําคัญที่สุด และเป็นภัยพิบัติที่สําคัญที่สุด ที่ก่อโดยคนไทย เขียนกฎหมายโดยคนไทย ยึดทรัพยากรโดยคนไทย เพื่อเอาไปให้ต่างชาติ เราไม่เก็บค่าธรรมเนียม ไม่เก็บภาษี เราไม่ได้อะไรเลย คนใต้มีหน้าที่สองอย่างคือ หนึ่ง รับรู้ข้อมูลจากผลกระทบ สองรับการเยียวยา กฎหมายมันเป็นอย่างนี้”

นายประสิทธิชัย กล่าวต่อ โครงการแลนด์บริดจ์ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เราพิจารณากันมา 2 – 3 ปี และพอตนได้รับข้อมูลจากทั้งฝ่ายวิชาการและฝ่ายธุรกิจ ทําให้มั่นใจชัดเจนว่าหากสร้างแล้วจะต้องร้างแน่นอน บอกไม่มีบริษัทเดินเรือใดที่จะมาใช้บริการ แต่ที่รัฐบาลบอกว่าจะสร้างงานได้ มีบริษัทส่วนใหญ่สนใจนั้น ก็คือบริษัทก่อสร้าง เพราะยังไงก็ได้ประโยชน์ แต่บริษัทเดินเรือไม่มีใครมาใช้ เพราะเขาใช้ที่ช่องแคบมะละกาอยู่แล้ว ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องยกตู้มาทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย และพิจารณาจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะต้องมีการถมทะเลนับหมื่นไร่ ต้องสูญเสียทรัพยากรชายฝั่งที่มีความสวยงาม

สรุปคือทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและเรื่องธุรกิจมันไม่คุ้ม เมื่อเอาสองเรื่องนี้มาเป็นตัวตั้ง ตนคิดว่าโครงการแลนด์บริดจ์ยังไงก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งก่อนหน้าโครงการเซาธ์เทิร์น ซีบอร์ด เดิมก็ร้างอยู่ ตนจึงไม่คิดว่าควรจะร้างเป็นรอบที่สอง ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นเมกะโปรเจคก์ ที่ตนเชื่อว่ามีคน 90 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าอย่าเดินไปทางนั้น เพราะเชื่อว่าประเทศจะหายนะทางเศรษฐกิจ เพราะมันไม่คุ้ม

นายประสิทธิชัย กล่าวถึงโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่นายกรัฐมนตรีกําลังดึงกลับไปดูแลด้วยตัวเอง ว่า เป็นการเร่งกระบวน ที่จะใช้พื้นที่ของอีอีซีที่ผ่านกฎหมายหมดแล้ว ทำการโปรโมทให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามา ซึ่งตนคิดว่าตรงนี้เป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตราย โดยข้อเท็จจริงตอนนี้นักลงทุนคุณภาพเขาหนีออกจากบ้านเรา เมื่อมีการเปิดกติกาแบบนี้ อาจจะมีนักลงทุนสีเทาที่เข้ามา เพราะเขาชอบกติกาที่ไม่ต้องใช้เหตุผล เนื่องจากกฎหมายอีอีซี เป็นการใช้อํานาจในการบังคับ ว่าจะเอาที่ดินตรงนี้เพื่อไปทําอย่างนี้ แต่ในการวางแผนเศรษฐกิจ เราควรใช้เหตุผลและข้อมูล ว่าจะได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมันควรจะเป็นแบบไหน ฉะนั้น ตนจึงคิดว่าการเกิดขึ้นของกฎหมายเศรษฐกิจพิเศษ มันไม่ตอบโจทย์ในพื้นที่ภาคใต้ และไม่ตอบโจทย์ทั่วประเทศด้วย และที่ตนกังวลคือ กฎหมายนี้บังคับใช้ที่ภาคตะวันออกแล้ว และกําลังจะมาภาคใต้ และไปภาคอีสาน ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญปี 60 และ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ว่าจะต้องมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะฉะนั้นโดยการบังคับของกฎหมาย ประเทศไทยทุกภูมิภาคจะถูกบังคับโดยกฎหมายนี้ ว่าที่ดินจะหลุดไปสู่มือต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม นายประสิทธิชัย ระบุด้วยว่า การปักหลักชุมนุมที่นี่ จะเน้นไปที่การให้ข้อมูลเชิงวิชาการ ส่วนการจะยกระดับอย่างไรนั้นจะประเมินอีกครั้ง

นายกฯ ยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วยเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส ถกทุกเดือน

นายกฯ ยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วยเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส ถกทุกเดือน

นายกฯ ยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วยเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส ถกทุกเดือน

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก กรอ.นัดแรก ยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วยเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส ถกทุกเดือน

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยก่อนการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เข้าหารือกับนายกฯบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม 

โดยการประชุม กรอ. นัดแรก มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง อาทิ นายเอกนิติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 

ด้านนายกฯ กล่าวว่า  วันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายใหม่ในการที่พวกเราทุกคนได้มาร่วมประชุมที่คณะกรรมการกรอ. ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศของเรามีความมั่นคงแข็งแรง และยั่งยืน ซึ่งวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะใช้ที่ประชุมแห่งนี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อให้การพัฒนาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตอนแรกเราก็คิดว่าจะเป็นรูปแบบของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ) แต่ได้หารือกับครม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกฯที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจท่านเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีมีองค์ประกอบแบบเป็นครม.เศรษฐกิจ แต่ขอให้มีเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาและหารือแนวทางร่วมร่วมกัน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนครม.เศรษฐกิจพลัส มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วยถือว่าเป็นกำลังสำคัญอีกหนึ่งแรงของรัฐบาลประเด็นที่หารือในวันนี้ เป็นเรื่องของการสร้างความสามารถการแข่งขันของประเทศนี้
ถ้าเราสามารถประชุมในทุกเดือนหรือ 6 สัปดาห์ต่อครั้ง 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ถ้าเรามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่มีการกลั่นกรองที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตรด้านพลังงาน ด้านแรงงาน ด้านการค้า เราก็จะสามารถใช้มติของที่ประชุมนี้เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อประหยัดเวลา เพราะครม.ส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ฉะนั้นการเห็นชอบในที่ประชุมนี้นำเข้าที่ประชุมครม.จะทำให้พิจารณาได้เร็ว ฉะนั้นตรงนี้อยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยฝ่ายราชการ ฝ่ายองค์กรอิสระ และฝ่ายรัฐบาลในการแสวงหาความร่วมมือประสานงานกันอย่างต่อเนื่องให้เกิดผลอย่างเป็นธรรมและรวดเร็วสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 

ศุภจี แจ้งข่าวดีสถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลาย หลังเรือขนส่งที่ติดค้างเริ่มเดินทางได้ตามปกติ

ศุภจี แจ้งข่าวดีสถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลาย หลังเรือขนส่งที่ติดค้างเริ่มเดินทางได้ตามปกติ

ศุภจี แจ้งข่าวดีสถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลาย หลังเรือขนส่งที่ติดค้างเริ่มเดินทางได้ตามปกติ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.47 น.

ศุภจี แจ้งข่าวดีสถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลาย หลังเรือขนส่งที่ติดค้างเริ่มเดินทางได้ตามปกติ พร้อมเดินหน้าเจรจาอิหร่าน-รัสเซียหนุนซัพพลายเต็มที่ เผยทิศทางราคา ยูเรีย ในตลาดโลก เริ่มปรับลดลง มั่นใจทำราคาในไทยค่อยๆ ลดตามต้นทุน ย้ำไม่มีการปรับขึ้นแน่นอน พร้อมลุยมาตรการ ปุ๋ยธงเขียว พร้อมเตรียมคลอด แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง ช่วยลดภาระเกษตรกรไทย สั่งคุมเข้มห้ามกักตุน-ฉวยโอกาสเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงสถานการณ์การบริหารจัดการปุ๋ยว่า รัฐบาลในฐานะทีมประเทศไทยได้ติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด แม้จะยังมีความไม่แน่นอนเรื่องการยุติสงคราม แต่ยืนยันว่าจะควบคุมทั้งปริมาณไม่ให้ขาดแคลนและดูแลราคาให้เหมาะสม 

ล่าสุดได้รับข่าวดีว่าเรือขนส่งปุ๋ย 5 ลำที่เคยติดอยู่ในช่องแคบ สามารถประสานจนหลุดออกมาได้แล้ว 2 ลำ และอีก 1 ลำมีการปรับเส้นทางขนถ่ายสินค้าทางบกเพื่อลงเรือที่ทะเลแดงมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย ทำให้สถานการณ์ซัพพลายเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการไทยช่วยไทย ปุ๋ยธงเขียวเพื่อลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดยตั้งเป้ากระจายไป 40 จังหวัด ปัจจุบันทำแล้ว 6 จังหวัด และจะทำต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 

ส่วนในด้านการควบคุมราคา กรมการค้าภายในได้ดำเนินคดีกับผู้ขายปุ๋ยเกินราคาไปแล้วกว่า 1,640 ราย และขอให้เกษตรกรแจ้งเบาะแสหากพบการเอาเปรียบ 

สำหรับแผนระยะยาว รัฐบาลได้เตรียมโครงการ แม่ปุ๋ยคนละครึ่งและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่งโดยจะสนับสนุนเงินกู้ผ่าน ธกส. ครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ตรงตามสภาพดินและเพิ่มผลผลิตให้ตรงความต้องการตลาด อีกทั้งยังมีการเจรจากับประเทศมิตรไมตรีอย่างจีนและรัสเซียเพื่อเป็นแหล่งนำเข้าสำรองหากเส้นทางปกติมีปัญหา 

นายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล อุปนายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่าระบุว่า สถานการณ์ขาดแคลนปุ๋ยในตลาดโลกเริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่เคยขาดหายไปในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า (มีนาคม-พฤษภาคม) เริ่มมีการนำเข้าจากแถบตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว 

ขณะเดียวกันผู้ผลิตในซาอุดีอาระเบียก็ได้ปรับแผนขนส่งทางรถบรรทุกจากฝั่งตะวันออกไปยังท่าเรือทะเลแดงเพื่อส่งมาไทยอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับแนวโน้มราคาเริ่มอ่อนตัวลง โดยเฉพาะกลุ่มไนโตรเจนและยูเรีย ส่วนสูตร NP และ NPK ราคาหยุดนิ่งและมีโอกาสปรับลดลงในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม ราคาในประเทศจะค่อยๆ ทยอยปรับลงตามต้นทุนจริงคล้ายกับสถานการณ์ราคาน้ำมัน แต่อาจไม่ลดลงทันทีเนื่องจากยังมีสต็อกต้นทุนเดิมอยู่ แต่ยืนยันว่าจะไม่ปรับขึ้นราคาแน่นอน 

นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย เปิดเผยความคืบหน้าด้านการเจรจาระหว่างประเทศว่า รัฐบาลอิหร่านยืนยันพร้อมสนับสนุนปุ๋ยยูเรียให้ไทย และได้รับข้อมูลว่าจะไม่คิดค่าธรรมเนียมพิเศษหรือ “หัวคิว” สำหรับเรือที่จะเดินทางมายังประเทศไทย เช่นเดียวกับทางรัสเซียที่พร้อมให้ความร่วมมือในการซื้อขายปุ๋ยเคมีกับไทยในฐานะมิตรประเทศ 

“ขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนกและมั่นใจได้ว่าปุ๋ยจะไม่ขาดแคลนแน่นอน [12, 13] พร้อมระบุว่าปัจจุบันถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สินค้าเกษตรไทย เช่น ข้าว มียอดส่งออกและราคาพุ่งสูงขึ้น ช่วยสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ” 

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน  กล่าวว่าจากข้อมูลสถิติราคาว่า หากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ปุ๋ยยูเรียมีการปรับขึ้นสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 60% ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตปรับขึ้นเฉลี่ย 20% และโพแทสเซียมปรับขึ้นเพียง 0.2% ปัจจุบันราคายูเรียมีทิศทางปรับลดลงชัดเจนที่สุด 

ทั้งนี้ กรมฯ มีการติดตามสต็อกปุ๋ยจากผู้ประกอบการทุก 15 วัน ยืนยันว่าปัจจุบันมีปุ๋ยทุกสูตรเพียงพอจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือสื่อมวลชนไม่ลงรายละเอียดจำนวนสต็อกเชิงลึก เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลบางกลุ่มฉวยโอกาสกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรจนเกิดราคาเทียมขึ้นในตลาด ซึ่งกรมฯ จะทำงานร่วมกับคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และสมาคมต่างๆ เพื่อดูแลให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างเป็นธรรมต่อไป

สุริยะ ยันปุ๋ยไทยเพียงพอ แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด

สุริยะ ยันปุ๋ยไทยเพียงพอ แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด

สุริยะ ยันปุ๋ยไทยเพียงพอ แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.05 น.

“สุริยะ”ยันสถานการณ์ปุ๋ยไทยยังเพียงพอ แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด รอ”รมว.เกษตรฯมาเลเซีย”นัดหารือเคลียร์ปมระงับกุ้งไทย 5 สายพันธุ์

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีความคืบหน้าเดินทางไปเจรจากับ รมว.เกษตรฯ ของประเทศมาเลเซีย เพื่อปลดล็อกกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ว่า ขณะนี้ยังรอหนังสือตอบรับกำหนดการเข้านัดหารือกับ รมว.เกษตรฯ ของมาเลเซีย

เมื่อถามว่า กรณีที่สมาคมกุ้งไทยเสนอให้ใช้มาตรการเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบปลากะพงของประเทศมาเลเซีย เพื่อนำไปหารือนั้น นายสุริยะ กล่าวว่า ขอรอหนังสือตอบรับจาก รมว.เกษตรฯ ของมาเลเซีย ก่อน

เมื่อถามว่า สถานการณ์ปุ๋ยในประเทศไทยเป็นอย่างไร ภายหลังยังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ นายสุริยะ กล่าวว่า ปุ๋ยตอนนี้คงยังไม่มีปัญหา และยืนยันว่า สถานการณ์ปุ๋ยยังคงมีเพียงพอจนหมดฤดูกาลเพาะปลูก

ปธ.หอการค้าฯ มั่นใจ! รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทย แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก

ปธ.หอการค้าฯ มั่นใจ! รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทย แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก

ปธ.หอการค้าฯ มั่นใจ! รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทย แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.44 น.

“พจน์”มั่นใจ! รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทย แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก รอผลยุติสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไตรมาส 4 ภาวะเศรษฐกิจอาจจะชะงัก ว่า ไม่น่าจะชะงักแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนราชการจะต้องเพิ่มเติมมาตรการอะไรหรือไม่ นายพจน์ กล่าวว่า ต้องรอดูผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรก ไม่ต้องห่วง ซึ่งตนมองว่า กรอบการเจรจาสหรัฐอเมริกาและอิหร่านน่าจะดีขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลมีแผนหลายอย่าง รวมถึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุด ดังนั้น ไม่ต้องห่วง

ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวสั้นๆ ถึงมาตรการรับมือสถานการณ์สหรัฐฯและอิหร่าน ว่า ขอรอผลการประชุม กรอ. เมื่อถามถึงความคืบหน้าการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้งบจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ
นายลวรณ กล่าวว่า เขาเพิ่งปิดไปเมื่อตอน 23.00 น.ของคืนวันที่ 21 มิ.ย.และเมื่อได้ข้อมูลทั้งหมด จะมีการเรียกประชุมเพื่อเริ่มกระบวนการกลั่นกรองต่อไป

เบอร์ 5 ลุยไม่หยุด! อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกลาดกระบัง-คลองสามวา ฟังเสียงชาวกรุง

เบอร์ 5 ลุยไม่หยุด! อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกลาดกระบัง-คลองสามวา ฟังเสียงชาวกรุง

เบอร์ 5 ลุยไม่หยุด! อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกลาดกระบัง-คลองสามวา ฟังเสียงชาวกรุง

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.25 น.

“อนุชา เบอร์ 5-อภิสิทธิ์”ลุยหาเสียงไม่หยุด บุก”ลาดกระบัง-คลองสามวา” ชูนโยบายรถฟีดเดอร์ ขยายศูนย์ฝึกอาชีพ จี้ตรวจโครงสร้างอาคารเก่าชั้นในกรุง

22 มิถุนายน 2568 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดกลางนครร่มเกล้า ตลาดเกรียงไกร กับ น.สพ.อนันต์ ฤกษ์ดี ผู้สมัคร ส.ก.เขตลาดกระบัง หมายเลข 6 จากนั้นลงพื้นที่ชุมชนเคซี 1 กับ นายมนูญ อินช่วย ผู้สมัคร ส.ก.เขตคลองสามวา หมายเลข 5 ก่อนจะไปลงพื้นที่ตลาด Sun Plaza เขตจตุจักร ช่วงเที่ยง

นายอนุชา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่วันนี้ ก็ได้รับฟังปัญหาที่ชาวบ้านสะท้อนมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะอาดในตลาด เรื่องการคมนาคม ซึ่งเรานำเสนอเกี่ยวกับเรื่องของ รถฟีดเดอร์ (Feeder) หรือรถเมล์เล็กมาวิ่งตามตรอกซอกซอย เพราะว่าหลายที่ในบริเวณนี้จะมีหมู่บ้าน มีการเคหะที่อยู่อาศัยกัน แต่ยังไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่มารับส่ง บางทีต้องรอเป็นชั่วโมง ก็เลยอยากให้เพิ่มความถี่นำไปสู่ระบบขนส่งหลัก

นายอนุชา ยังกล่าวถึงนโยบายการสร้างรายได้ว่า เมื่อวานนี้ก็ได้ไปที่ศูนย์ฝึกอาชีพของ กทม. ก็เห็นปัญหาเรื่องความแออัดของศูนย์ มีคนเป็นร้อย แต่ปรากฏว่าอยู่ในห้องประมาณไม่เกิน 3 ห้องเล็กๆ แล้วก็ร้อนด้วย หลายคนบอกว่าอยากให้ขยาย บางคนยังต้องไปฝึกอาชีพกันอยู่บริเวณริมทางเดิน หลายคนบอกว่าอยากให้ขยาย อยากให้เพิ่มเติมหลายๆ จุดมากขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าหลายคนเดินทางมาไกล ขณะที่ปัญหาอิทธิพลแรงงานต่างด้าว เดินตามแผงในตลาดก็ยังเห็นอยู่ มีหลายคนมากระซิบบอกว่าไม่อยากพูดดัง แสดงว่าเริ่มมีอิทธิพล ตรงนี้เรายอมไม่ได้ อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ไม่ควรให้การสนับสนุน

สำหรับปัญหาระเบียงอาคารเก่าถล่มที่เขตสัมพันธวงศ์ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นายอนุชา กล่าวว่า ตอนนี้หลายคนมองว่า “ถ้าปัญหาไม่เกิด ก็ไม่เข้าไปดำเนินการ” แต่สิ่งที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์มองจากนี้ไป กทม. ต้องมีนโยบายทำงานเชิงรุก อะไรที่มองเห็นแล้วคิดว่าต้องเข้ามาตรวจสอบ อาจต้องดำเนินการก่อนที่จะเกิดปัญหา อย่างเมื่อวันก่อนที่เห็นคืออาคารอายุกว่าร้อยปี แต่อาคารเหล่านั้นไม่ได้เป็นที่พักอาศัยแล้ว ส่วนใหญ่คนที่เคยอยู่บริเวณนั้นใช้เป็นหน้าร้านขายของ ถ้าเกิดสมมติว่าเป็นที่พักอาศัย อาจจะเกิดความเสี่ยงกว่านี้ได้

“ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชั้นในที่อาคารมีอายุการใช้งานค่อนข้างมาก เมื่อวานดูแล้วอาคารมีลักษณะคล้ายๆ กัน หลังๆ ก็จะมีการเปลี่ยนในเรื่องของกฎระเบียบมากขึ้น ทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น แต่ว่าของเก่าเราจะไปบอกให้เขารื้อทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น คงต้องเข้าไปดูว่าจะไปเสริมอย่างไรให้เกิดความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น ต้องให้แต่ละเขตไปพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องของการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบตรงนี้เพิ่มเติม” นายอนุชา กล่าว

– 006

‘กรณ์’ อัดรัฐบาลแจก AI หวั่นข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ชี้สถิติคนไทยเน้นใช้ ‘ดูดวง’ เสี่ยงโดนมิจฉาชีพล้วงความลับ

'กรณ์' อัดรัฐบาลแจก AI หวั่นข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ชี้สถิติคนไทยเน้นใช้ 'ดูดวง' เสี่ยงโดนมิจฉาชีพล้วงความลับ

‘กรณ์’ อัดรัฐบาลแจก AI หวั่นข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ชี้สถิติคนไทยเน้นใช้ ‘ดูดวง’ เสี่ยงโดนมิจฉาชีพล้วงความลับ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 – นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแสดงความกังวลและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในการเตรียมแจกสิทธิการใช้งานระบบ AI ภายใต้แอปพลิเคชัน TH-AI Passport ให้กับประชาชนจำนวน 5 ล้านคน ด้วยงบประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงร้ายแรงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และการขาดอธิปไตยทางเทคโนโลยี (AI Sovereignty)

พร้อมเปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานที่น่าตกใจว่า คนไทยใช้ AI เพื่อ “การดูดวง” สูงถึง 3 ใน 4 ของผู้ใช้งานทั้งหมด ซึ่งอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกถูกดูดไปใช้ในการหลอกลวงแบบเฉพาะเจาะจง (Hyper-Personalized AI Phishing) พร้อมตั้งคำถามตัวโตถึงรัฐบาลว่า หากเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมาย โดยมีรายละเอียดเนื้อหาฉบับเต็มระบุว่า

“ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างเช่น Norway เขาเริ่มกังวลเรื่องการใช้ AI โดยผู้ใช้ขาดความเข้าใจ และมีมาตรการจำกัดการเข้าถึงและใช้งานในบางกรณี..

..แต่ภาครัฐของไทยเรากลับกำลังจะหว่านแจกสิทธิการใช้โดยไม่ระมัดระวังว่าอาจจะนำไปสู่ภัยอันตรายอะไร

การถกเถียงเรื่องนี้ในหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาก็จะเน้นประเด็นดราม่า จนล่าสุดถึงกับมี DSI ออกมาแถลง “ข้อมูลที่ไม่เป็นการกล่าวหา“ สส. พรรคฝ่ายค้านที่เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาเปิดโปงนโยบายนี้

ข้อเท็จจริงเรื่องของ สส. ท่านนั้นเป็นอย่างไรเราคงต้องรอดู แต่หากจะบอกว่าการตั้งโต๊ะแถลงโดย DSI ไม่มีการเมืองเกี่ยงข้องคงมีน้อยคนที่เชื่อ

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบยังคงต้องเดินหน้าอย่างเข้มข้นต่อไป

เพราะความเสี่ยงเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความคุ้มค่าหรือเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ยังมีความเสี่ยงว่าโครงการนี้อาจจะเป็นประตูเชื่อมระหว่างประชาชน 5 ล้านคนกับกลุ่มมิจฉาชีพที่รอล้วงข้อมูลออกไปใช้ในการหลอกลวงเรา

นี่คือประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์ สิทธิการเป็นเจ้าของข้อมูลและอธิปไตยทางเทคโนโลยี หรือ AI Sovereignty

กระทรวงดีอีย้ำบ่อยครั้งว่าการให้สิทธิ์คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึงระบบคือเป้าหมายหลักและเป็น KPI สำคัญ แต่หลักคิดในการผลักดันเทคโนโลยีระดับชาติ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแจกสิทธิ์เพื่อให้คนกดรับพร่ำเพรื่อ แต่อยู่ที่ทำให้คนไทยใช้เป็นและมีภูมิคุ้มกันในการใช้งาน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นผลักให้คนไทยรับความเสี่ยงมากกว่าการได้รับการสนับสนุนทางปัญญาและนวัตกรรม

เรามาดูตามจริงกันครับ ว่าที่ผ่านมาคนไทยใช้ AI ทำอะไร

ข้อมูลสถิติที่น่าสนใจและเป็นตลกร้ายคือ คนไทยใช้ AI ในการดูดวงเป็นอันดับหนึ่งของโลก และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 3 ใน 4 ของผู้ใช้งานทั้งหมดในประเทศ!

เมื่อประชาชนที่ยังขาดความเข้าใจบวกกับความชอบเรื่องการดูดวง มองหน้าต่างแชท AI เป็นเหมือนร่างทรงดิจิทัลหรือเพื่อนปรับทุกข์ สิ่งที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ฐานข้อมูลจึงไม่ใช่คำสั่งที่เน้นเรื่องนวัตกรรมหรือการเพิ่ม Productivity ของภาคธุรกิจ แต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกที่ละเอียดอ่อนมาก ไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟาก ความกังวล ปัญหาครอบครัว หรือแม้กระทั่งหนี้สินส่วนบุคคล ซึ่งข้อมูลประเภทนี้ไม่ควรหลุดเข้าไปในระบบอินเทอร์เน็ตตั้งแต่แรก

ข้อมูลพฤติกรรมเหล่านี้เปราะบางมาก หากระบบความปลอดภัยหละหลวมและรั่วไหลไปสู่มิจฉาชีพ ซึ่งปัญหาข้อมูลรั่วไหลของภาครัฐไทยก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วโดยไม่มีการดำเนินการแก้ไขที่เป็นกิจลักษณะ

ผมเกรงว่าหากแอปพลิเคชัน TH-AI Passport ที่สร้างด้วยความเร่งรีบ บีบกระบวนการให้ประมูลผ่านและทำระบบในเวลาเพียง 30 วัน สามารถเกิดปัญหารั่วไหลได้ และสิ่งที่มิจฉาชีพจะได้ไปรอบนี้ไม่ใช่แค่ชื่อหรือเบอร์โทรอีกต่อไป แต่คือประวัติการสนทนาและความลับในชีวิต แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะสามารถอัปเกรดเครื่องมือไปสู่การทำ Hyper-Personalized AI Phishing โทรมาหลอกลวงโดยจี้ถูกจุดอ่อนทางจิตวิทยา ความเครียดเรื่องหนี้สิน หรือปัญหาครอบครัวที่คุณเคยพิมพ์คุยกับ AI ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

แม้กระทรวงดีอีจะพยายามชี้แจงว่าข้อมูลปลอดภัยเพราะตั้งอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ไทย แต่ถ้าดูหลักโครงสร้างแล้ว ข้อมูลคำสั่งหรือ Prompt ทั้งหมดต้องถูกยิงผ่าน API ออกไปประมวลผลที่ในต่างประเทศอยู่ดี และข้อชี้แจงของภาครัฐใน TOR ก็ยังมีความย้อนแย้งไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการคลังข้อมูลพฤติกรรมศาสตร์ขนาดใหญ่ หรือ Behavioral Big Data นี้ ซึ่งสุดท้ายแล้วสิทธิ์มักจะตกไปอยู่ในมือของบริษัทเอกชนตัวกลางในประเทศที่เป็นผู้รับงาน

สภาพการณ์แบบนี้เท่ากับเราใช้เงินภาษี 1,600 ล้านบาท ไปสร้างกลไกเก็บรวบรวมวิธีคิด ความลับ และพฤติกรรมความอ่อนแอของคนไทย 5 ล้านคน ไปกองไว้ในมือของเอกชนและบิ๊กเทคข้ามชาติ โดยที่ประเทศไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ถาวรหรือโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเองเลยหลังจบสัญญาเช่าใช้ 1 ปี

และที่หน้ากลัวที่สุด ระบบที่เปิดให้คนใช้งานในสเกลระดับล้านคนเช่นนี้ ย่อมเผชิญกับความเสี่ยงจากช่องโหว่ทางไซเบอร์ที่เรียกว่า Prompt Injection ซึ่งเป็นการถูกโจมตีด้วยการฝังคำสั่งลวงจากผู้ไม่หวังดี ลองนึกดูครับหากประชาชนไปกดรับลิงก์หรือคัดลอกข้อความที่มีการซ่อนสคริปต์ลวงมาวางในช่องแชท ตัวโมเดลจะถูกบิดเบือนให้ปฏิเสธคำสั่งระบบเดิม แล้วหันมาส่งข้อมูลปลอม ข้อความหลอกลวง หรือแม้กระทั่งลิงก์ดูดเงินให้แก่ผู้ใช้ทันที เมื่อประชาชนใช้งานโดยไม่มี AI Literacy และเลือกที่จะเชื่อใจคำแนะนำทั้งหมดเพราะคิดว่าเป็นแพลตฟอร์มที่รัฐจัดหาและรับรองให้ ความเสี่ยงทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชนทันที

คำถามสำคัญที่รัฐต้องตอบคือ หากเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนบนแพลตฟอร์มนี้ ในทางกฎหมายใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?”

ปฏิรูปเริ่มเห็นผล! รัฐบาลปลื้ม จัดอันดับ IMD ปี 69 ชี้การศึกษาไทยฟื้น

ปฏิรูปเริ่มเห็นผล! รัฐบาลปลื้ม จัดอันดับ IMD ปี 69 ชี้การศึกษาไทยฟื้น

ปฏิรูปเริ่มเห็นผล! รัฐบาลปลื้ม จัดอันดับ IMD ปี 69 ชี้การศึกษาไทยฟื้น

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.14 น.

22 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเผยผลจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโลกของ IMD ปี 2569 พบการศึกษาไทยขยับขึ้น 3 อันดับ สู่อันดับ 52 ของโลก หลังอันดับลดลงต่อเนื่องหลายปี ขณะที่อัตราการรู้หนังสือพุ่งขึ้นถึง 9 อันดับ สะท้อนผลปฏิรูปเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมเร่งแผนเชิงรุก 4 ด้าน ยกระดับภาษาอังกฤษ ทักษะแรงงาน และ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริม AI Literacy และการหารือกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดแนวทาง Screen Time ในสถานศึกษาอย่างสมดุล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความยินดีต่อผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2569 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพบว่าปัจจัยด้านการศึกษาของไทยปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 52 ของโลก ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญของภาคการศึกษาไทย หลังจากอันดับด้านการศึกษาปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า IMD เป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกที่จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยประเมินจากข้อมูลเชิงประจักษ์จากแหล่งสถิติระหว่างประเทศควบคู่กับการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคเอกชนทั่วโลก ซึ่งผลการจัดอันดับปี 2569 พบว่าประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 ของโลก จากเดิมอันดับ 30 โดยหนึ่งในปัจจัยที่มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างน่าสนใจคือด้านการศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้การประเมินด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

เมื่อพิจารณารายละเอียดรายตัวชี้วัดด้านการศึกษา พบว่าหลายด้านปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ขยับขึ้นถึง 9 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 48 ของโลก สะท้อนความสำเร็จในการขยายโอกาสทางการศึกษาและการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะที่งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อนักเรียนปรับดีขึ้น 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 50 ของโลก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรด้านการศึกษา

นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจยังสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อคุณภาพการศึกษาของไทยมากขึ้น โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานปรับดีขึ้น 3 อันดับ และการศึกษาระดับอุดมศึกษาปรับดีขึ้น 2 อันดับ สะท้อนว่าระบบการศึกษาสามารถพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและตลาดแรงงานได้ดียิ่งขึ้น

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า แม้ผลการจัดอันดับจะสะท้อนพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลยังคงตระหนักดีว่ายังมีประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทักษะแรงงานระดับสูงที่ปรับลดลง 8 อันดับ และทักษะภาษาต่างประเทศที่ปรับลดลง 5 อันดับ ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการของภาคธุรกิจในด้านกำลังคนคุณภาพสูงยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ระบบการศึกษาไทยต้องยกระดับอย่างจริงจัง

กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เร่งขับเคลื่อนแผนเชิงรุก 4 ด้าน ประกอบด้วย การยกระดับฐานข้อมูลการศึกษาให้เป็นปัจจุบันและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลสากล การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตในสาขา STEM เทคโนโลยี การบริหารจัดการข้อมูล และภาษาอังกฤษ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม สำหรับด้านการนำ AI มาใช้ในสถานศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นการสร้าง “AI Literacy” ให้ผู้เรียนและครูสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและมีวิจารณญาณ ควบคู่กับการกำหนดแนวทาง การใช้เครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ในสถานศึกษา ที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีในชั้นเรียนส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการนำอุปกรณ์ดิจิทัลเข้ามาทดแทนการเรียนรู้แบบเดิม

รัฐบาลเปิดเกมรุก! เดินหน้าปราบอาชญากรรมข้ามชาติเต็มรูปแบบ

รัฐบาลเปิดเกมรุก! เดินหน้าปราบอาชญากรรมข้ามชาติเต็มรูปแบบ

รัฐบาลเปิดเกมรุก! เดินหน้าปราบอาชญากรรมข้ามชาติเต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.05 น.

22 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ควบคู่กับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน ภายใต้แนวทาง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนในทุกมิติ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ด้วยอาชญากรรมจำนวนมากเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน รัฐบาลจึงต้องยกระดับเครื่องมือและความร่วมมือระหว่างประเทศให้ทันต่อรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือระบบ SCAM & Human Trafficking Information Exchange and Linked Database หรือ “SHIELD” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศในฐานะแพลตฟอร์มกลางสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ โดยระบบ SHIELD ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินระหว่างประเทศ ทำให้การติดตามผู้กระทำผิด การขยายผลเครือข่าย และการดำเนินคดีมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดช่องว่างที่กลุ่มอาชญากรเคยใช้หลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย

ทั้งนี้ SHIELD ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของศูนย์ปฏิบัติการ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) หรือศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคาร ปปง. ดีเอสไอ กระทรวงดีอี กระทรวงการต่างประเทศ ในการติดตามเส้นทางการเงิน อายัดบัญชี ช่วยเหลือผู้เสียหาย และขยายผลจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์อย่างเป็นระบบ จนได้รับการยอมรับและความสนใจจากหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้านำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านระบบ IBOC (Intelligent Bird Eye Operation Center) หรือศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับความผิดปกติและเข้าระงับเหตุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีแผนพัฒนาเกาะเสม็ดเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคนต่อปี ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่สำคัญอื่นของประเทศ

“รัฐบาลเชื่อว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรมยุคใหม่ต้องทำทั้งเชิงรุกและเชิงระบบ SHIELD ช่วยเชื่อมข้อมูลและไล่ล่าเครือข่ายอาชญากรรมในระดับนานาชาติ ขณะที่ AI ผ่านระบบ IBOC ช่วยป้องกันเหตุและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จริง ทั้งสองส่วนจะทำงานควบคู่กันเพื่อปกป้องประชาชน ลดความเสียหายจากอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย” นางสาวรัชดา กล่าว