ณัฐชาติ ประกาศชัด! ธรรมนัส ไปไหน ผมไปด้วย ลั่นอยู่ฝ่ายไหนก็ทำเต็มที่

ณัฐชาติ ประกาศชัด! ธรรมนัส ไปไหน ผมไปด้วย ลั่นอยู่ฝ่ายไหนก็ทำเต็มที่

ณัฐชาติ ประกาศชัด! ธรรมนัส ไปไหน ผมไปด้วย ลั่นอยู่ฝ่ายไหนก็ทำเต็มที่

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.58 น.

“ณัฐชาติ”ประกาศชัด“ไม่ว่า ร.อ.ธรรมนัส ไปที่ไหน ผมไปด้วย”ลั่น อยู่ฝ่ายไหนก็จะทำเต็มที่เพื่อชาวสุพรรณบุรี พร้อมขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้

วันที่  27 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สส.เขต 3 สุพรรณบุรี พรรคกล้าธรรม เข้ารับหนังสือรับรองสส.จากกกต.พร้อมให้สัมภาษณ์กรณีมีชื่อเป็น1 ใน 9 สส.งูเห่าจากพรรคกล้าธรรม ว่า ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน ตื่นเช้ามาก็ตกใจ และมีพี่น้องประชาชนส่งข้อความมาหาถามว่าเกิดเรื่องนี้ได้อย่างไร ซึ่งตนก็ได้บอกว่าไม่รู้เรื่อง อาจจะเป็นเรื่องของกระแสวิพากษ์ของคนที่สนใจการเมือง และเป็นสิทธิของบุคคลที่จะคิดได้ แต่ไม่มีมูลความจริงภายในพรรค ซึ่งตนก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แต่ก็ได้คุยกับกลุ่มภายในพรรคว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง และก็ได้มีการพูดคุยในกลุ่มสส.ทั้ง 9 คนที่ถูกระบุว่าเป็นงูเห่า ซึ่งเป็นลักษณะของการคุยแซวกันว่ามาได้อย่างไร ไม่มีการถกเถียงจริงจัง ยืนยันว่าไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนเราพร้อมที่จะทำงานให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าไม่มีพรรคไหนมาทาบทาม 

“ยอมรับว่าตกใจมากเมื่อเห็นข่าว เพราะเราเพิ่งมาเป็นสส.สมัยแรก และเป็นจังหวัดสุพรรณบุรีด้วยถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตเลยที่มีข่าวบนหน้าสื่อว่ามีชื่อเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องความคิดของตัวเอง”

นายณัฐชาติ กล่าวต่อว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการพูดคุยในวงของสังคมมากกว่า ซึ่งพรรคเราค่อนข้างชัดเจน ในเรื่องที่จะทำงานให้กับพี่น้องประชาชน แต่ด้วยความที่อาจจะมีการหยิบยกประเด็นอะไรหลายๆอย่างขึ้นมา อาจจะทำให้เกิดความไขว้เขวบ้างซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเมือง และตนก็ไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นการกลั่นแกล้ง

“ผมขอยืนยันว่า ไม่ว่า ร.อ.ธรรมนัส จะไปที่ไหนก็จะไปด้วย”

นายณัฐชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนดีใจมาก และกราบขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความไว้วางใจ ซึ่งจะน้อมรับทุกคะแนนด้วยจิตใจอันมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสุพรรณบุรีให้ดียิ่งขึ้น ยอมรับว่าดีใจที่สุดในชีวิต และยืนยันว่าตนไม่ได้มีปัญหากับบ้านใหญ่ในสุพรรณบุรี เป็นพี่น้องกันดี ด้วยความที่ตนทำงานการเมืองท้องถิ่นเป็นสจ. มาก็รู้จักมักคุ้นกับสส.สุพรรณบุรี เป็นอย่างดีและให้ความเคารพรักกับท่านเป็นอย่างดี เป็นพี่เป็นน้องกันพร้อมที่จะทำงานร่วมกัน

ส้มขนาดนี้ลาออกไปเป็นหัวหน้าเลย ดร.นิว แซะ ปริญญา FC โผล่คอมเมนต์เพียบ

ส้มขนาดนี้ลาออกไปเป็นหัวหน้าเลย ดร.นิว แซะ ปริญญา  FC โผล่คอมเมนต์เพียบ

ส้มขนาดนี้ลาออกไปเป็นหัวหน้าเลย ดร.นิว แซะ ปริญญา FC โผล่คอมเมนต์เพียบ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.44 น.

วันนี้ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ ดร.นิว นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงนาย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ถ้านายปริญญา เทวานฤมิตรกุล จะส้มขนาดนี้ ลาออกจากอาจารย์ มธ. ไปเป็นหัวหน้าพรรคส้มคนใหม่ดีกว่าครับ เหมาะมาก”

ดร.นิว

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ ดร.นิว เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำให้ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เช่น

“เขาไม่เชิญ พอๆกับจานเจด”

“มันไม่ใช่อาจารย์ แต่มันเป็นอาจมครับ”

“ต่อไปมีแต่อาจารย์ส้ม หลานๆอนาคตคงมีแนวคิดแบบนี้แน่นอนน่าเป็นห่วง”

“ท่านเอียงมานานแล้วครับ55555555”

“ไปบวชแทนหลวงป้าแถวเสาชิงช้า แล้วให้หลวงป้าออกมาเป็นอาจารย์แทนครับ”

“ใช่ค่ะแอบๆมันเหนื่อยน๊าาา “

“ลองออกมานำเด็กบ้างต่ะอย่าอยู่ใต้กระโปรงเด็ก เก่งจริงก็กล้าๆๆนะ”

“เห็นด้วย ไปเป็นต่อจากไอ้เท่ง เลย 555”

ดร.นิว
ดร.นิว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan

ทนายนกเขา ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบ กกต. จัดเลือกตั้งขัด รัฐธรรมนูญ

ทนายนกเขา ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบ กกต. จัดเลือกตั้งขัด รัฐธรรมนูญ

ทนายนกเขา ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบ กกต. จัดเลือกตั้งขัด รัฐธรรมนูญ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.41 น.

‘ทนายนกเขา’ร้อง”ผู้ตรวจการแผ่นดิน” สอบ’กกต.’จัดเลือกตั้งไม่ลับ ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขัดรธน. ระบุฟ้องประชาชนข้อหาอั้งยี่รุนแรง ชี้บางพรรคการเมืองเข้าข่ายมากว่า

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ “ทนายนกเขา” นำทีมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.) ยื่นหนังสือให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.ที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญในกรณีการจัดเลือกตั้ง ไม่ลับ ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม 

นายนิติธร กล่าวว่า ตนเองยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้พิจารณาพฤติการณ์การกระทำของ กกต.และกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยมองว่ากระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยสิ่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญขณะนี้มีประเด็นที่พอจะสรุปได้ คือ คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ซึ่ง กกต.เคยแถลงข่าวว่าเชื่อมโยงข้อมูลได้ ซึ่งหากเชื่อมโยงข้อมูลได้ การเลือกตั้งจะลับหรือไม่ โดยในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ว่า “โดยตรงและลับเท่านั้น” ไม่ได้มีการอธิบายเพิ่มว่ามอบให้ใครเป็นผู้รักษาความลับ ฉะนั้นต้องลับด้วยกระบวนการ เมื่อใช้เทคโนโลยีเข้ามาก็มีปัญหาตามมาว่า ใครเป็นเจ้าของระบบและใครเข้าถึงระบบ

ส่วนกรณีบัตรเขย่งยังไม่มีคำตอบ  ข้อเท็จจริงปรากฏว่าความสัมพันธ์ของบัตรบัญชีรายชื่อและสส.แบ่งเขต แตกต่างกันในระดับที่สูงมาก ซึ่งยังไม่มีคำตอบ ประเด็นสำคัญเรื่องสุจริตและเที่ยงธรรม หากจำได้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา การนับคะแนนจบ 100% แล้ว แต่ประกาศแค่ 95% ตามกฎหมายไม่อนุญาต การประกาศ 95% จะต้องมีเหตุสำคัญฉุกเฉินอย่างยิ่ง 

นอกจากนี้ เรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด มีข้อบ่งชี้ว่าการกระทำมีข้อสงสัย ในการออกระเบียบอาจมีการอ้างว่าการเลือกตั้งก่อนหน้านั้นก็มี แต่จะเห็นว่ากระบวนการเน้นไปในเรื่องของความปลอดภัยแต่ครั้งนี้ต่างออกไป เชื่อว่าหาก กกต.ตอบประชาชนว่ามีแบบนี้ การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 อาจจะไม่เกิดขึ้นประชาชนจำนวนมากก็จะไม่ออกไปใช้สิทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ หาก กกต.อยากพิสูจน์ ขอให้เอาบัตรเลือกตั้งต้นขั้วที่ยังไม่มีการลงคะแนนมาเชื่อมระบบ

ส่วนที่ กกต.ตีความว่าสิ่งที่ทำอยู่สุจริตและโปร่งใส ฟังขึ้นหรือไม่  นายนิติธร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงเรื่องสุจริตและบัตรเขย่งถามว่าสุจริตหรือไม่ อย่างไรก็ได้แล้วค่อยว่ากัน มาให้ถ้อยคำต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ตอนนี้ประชาชนมีความสงสัย แต่ กกต.กลับเซ็นประกาศรับรอง สส. นายนิติธร มองว่า ขณะนี้ยังไม่มีองค์กรใดชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ลับ สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กระบวนการเลือกตั้งก็ไปต่อได้ กระบวนการเลือกตั้งยังไม่จบ การรับรองก็รับรองไปก่อน คิดได้ว่ามีเรื่องทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ กกต.บอกว่ายังหาความผิดปกติไม่เจอ ถ้าถามถึงความชอบธรรมก็เป็นเรื่องที่น่าคิด

ท้ายที่สุดของคดีนี้ตนเองคาดเดาไม่ได้ จึงมายื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเพื่อที่จะได้ชี้ว่าไปอย่างไร  จะนำไปสู่กระบวนการต่อไปของ กกต.ว่าบัตรเลือกตั้งแบบนี้ทำได้หรือไม่  และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกติกา หากย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ เทคโนโลยีน้อยกว่านี้เยอะ เหตุใดสังคมจึงรู้สึกว่ามันลับ  เลือกตั้งกันแบบธรรมดา เราก็มีสภาวะที่คนรู้ว่ามีการซื้อเสียง มีการย้ายบุคลากรเข้าไปรองรับการเลือกตั้ง แต่คนรู้สึกว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยลับกว่า 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากฝืนความรู้สึกของประชาชนมากๆ ทางกลุ่มมีแนวคิดถึงขั้นจะลงถนนหรือไม่ นายนิติธร กล่าวว่ายังไม่มีประเด็นเพียงพอที่จะลงถนน  ขณะนี้สังคมต้องคิดเรื่องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ประพฤติผิดมาตรฐาน จริยธรรมอย่างร้ายแรง เราให้กระบวนการตรวจสอบทำหน้าที่ไป แต่คนจะมาทำหน้าที่คณะรัฐมนตรี หากเป็นบุคคลที่มีประวัติกระดำกระด่าง ถึงแม้จะไม่มีคดีและข้อบ่งชี้ถึงความซื่อสัตย์สุจริต ตนเองถึงจะเคลื่อนไหว

ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าการเลือกตั้งมิชอบด้วยกฎหมาย จะต้องมีคนรับผิดชอบ เราจะมีการยื่นดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ กกต.ต่อไป ส่วนการแจ้งความประชาชนและสื่อมวลชน ตนเองมองไม่เห็นความผิด บ้านเรากฎหมายเป็นระบบกล่าวหา ส่วนตัวไม่เห็นว่าจะเข้าข้อกฎหมายอย่างไร กกต.มีมุมมองอย่างไรตนเองไม่ทราบ ตนเองไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่สิ่งที่ได้รับรู้จากสื่อมวลชน เห็นว่าไม่เพียงพอที่จะไปตั้งข้อกล่าวหาร้องทุกข์ ไม่รู้เจตนา กกต. แต่ส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะสมไม่ควร

นายนิติธร ยังกล่าวถึงข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ว่า หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานพรรคการเมืองบางพรรคก็ใกล้เคียงกับอั้งยี้ซ่องโจร  ขอให้ไปเทียบดูแล้วกันสำหรับการมายื่นร้องผู้ตรวจการแผ่นดินในวันนี้ หวังให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทำตามหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องรอ กกต.เข้ามาชี้แจงก็สามารถสรุปสำนวนได้ หากต้องการพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตนเองจะหาให้ทุกประเด็น แต่สำคัญคือผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

นักวิชาการ ยกนิ้วบทบาท สีหศักดิ์ ในเวทียูเอ็น เดินกลยุทธ์การทูตมีประสิทธิภาพ

นักวิชาการ ยกนิ้วบทบาท สีหศักดิ์ ในเวทียูเอ็น เดินกลยุทธ์การทูตมีประสิทธิภาพ

นักวิชาการ ยกนิ้วบทบาท สีหศักดิ์ ในเวทียูเอ็น เดินกลยุทธ์การทูตมีประสิทธิภาพ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.38 น.

กระชากหน้ากาก ’เขมร‘ จากเล่นบท ’เหยื่อ‘ สู่ผู้ไม่เคารพกติกา! ’นักวิชาการ‘ ยกนิ้วบทบาท ’สีหศักดิ์‘ ในเวที UNHRC เดินกลยุทธ์การทูตมีประสิทธิภาพ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นต่อบทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ระหว่างเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า การดำเนินบทบาททางการทูตของฝ่ายไทยถือว่าทำได้อย่างมีประสิทธิภาพกลยุทธ์ทางการทูตที่ไทยใช้ในครั้งนี้ เป็นการฉายภาพให้ประชาคมโลกเห็นว่า การที่กัมพูชาเดินสายกล่าวหาไทยในเวทีระหว่างประเทศว่าเป็นผู้รุกราน กลับทำให้กัมพูชาถูกมองว่าไม่เคารพกระบวนการสันติภาพ และมีแนวโน้มสร้างความขัดแย้งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่า

“การนำเสนอของฝ่ายไทยทำให้เกิดคำถามในเวทีโลกว่ากัมพูชาจะเลือกเส้นทางสันติภาพ หรือจะเดินหน้าความขัดแย้งผ่านการฟ้องร้องและการกล่าวหา โดยที่ยังไม่ให้ความร่วมมือกับไทยอย่างจริงจัง อีกทั้งยังมีพฤติกรรมยั่วยุอยู่เป็นระยะ ส่งผลให้การทูตเชิงรุกของกัมพูชามีข้อจำกัดมากขึ้น” รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าว

นักวิชาการม.ธรรมศาสตร์ ยังเปรียบเทียบบทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กับ นายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา โดยเห็นว่า ฝ่ายไทยมีความคล่องแคล่วทั้งด้านทักษะการทูตและการนำเสนอประเด็นต่อประชาคมโลกมากกว่า ทั้งนี้ ในการประชุมเกี่ยวกับอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยทุ่นระเบิดที่ผ่านมา ฝ่ายไทยเคยแสดงจุดยืนบนเวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน จนทำให้ฝ่ายกัมพูชาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากมาแล้ว

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ไทยมีแนวโน้มดำเนินการทูตเชิงรุกมากขึ้น และสามารถตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาได้อย่างคล่องตัวบนเวทีนานาชาติ

จุลพันธ์ คุยแกนนำ ภูมิใจไทย แล้ว ยันไม่ได้ตีกลับรายชื่อ รมต. เพื่อไทย ‘ยศชนัน’ยังอุบนั่ง อว.

จุลพันธ์ คุยแกนนำ ภูมิใจไทย แล้ว ยันไม่ได้ตีกลับรายชื่อ รมต. เพื่อไทย ‘ยศชนัน’ยังอุบนั่ง อว.

จุลพันธ์ คุยแกนนำ ภูมิใจไทย แล้ว ยันไม่ได้ตีกลับรายชื่อ รมต. เพื่อไทย ‘ยศชนัน’ยังอุบนั่ง อว.

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.32 น.

‘จุลพันธ์’ เผยคุยแกนนำ ‘ภูมิใจไทย’ แล้ว หลังเจอข่าวปูดถูก ’ภท.‘ ตีกลับรายชื่อ รมต. ยัน ‘เพื่อไทย’ ยังไม่ส่ง ไร้วางตัว ชี้ทุกคนที่มีชื่อ-คุณสมบัติครบ ด้าน ‘ยศชนัน’ ยังอุบนั่ง ‘อว.’ ชี้ทุกกระทรวงสำคัญหมด ไม่มีแบ่งเกรด เชื่อ ‘ก.เกษตรฯ-แรงงาน’ ไม่ใช่ ‘เผือกร้อน’

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 10.20 น. ที่รัฐสภา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าจัดสรรโควตารัฐมนตรีว่า ตอนนี้ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันเพิ่มเติมหลังจากวันได้พบกันที่พรรคภูมิใจไทย สิ่งจำเป็นตอนนี้คือ การดูภายในพรรคให้พร้อมไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ต้องพร้อมที่จะทำหน้าที่และทำงาน 

เมื่อถามถึง กระแสข่าวที่พรรคภูมิใจไทยตีกลับรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ มีเพียงการพูดคุยกันภายในว่าพร้อมที่จะทำงานในทุกรูปแบบ เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงที่มีการคิดและทำหลายอย่าง

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยอยากได้คนรุ่นใหม่เป็นรัฐมนตรี ในส่วนของพรรคเพื่อไทย จะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ทุกเรื่องเป็นเรื่องที่เรานำมาหารือกันทั้งหมดอยู่แล้วเช่น วันแรกที่เราจะเข้าไปทำงาน จะทำอะไรบ้าง ตอนนี้ประเทศมีปัญหาเรื่องอะไรบ้าง และกระแสโลกเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเราพยายามดูบุคลากรต่างๆ เพื่อจะสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลได้อย่างเหมาะสม ทุกคนมองการทำงานที่กระทรวง แต่กระทรวงเดียวตอนนี้ทำงานไม่ได้ ฉะนั้น ต้องเป็นคนที่สามารถทำงานได้กับทุกคน เพื่อสามารถผลักดันประเทศชาติไปข้างหน้าได้

เมื่อถามว่า ส่วนตัวจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ตนยังคงจะไม่ให้ข้อมูลอะไร แต่หากมีความแน่ชัดแล้วจะแจ้งให้ทุกคนทราบอีกครั้ง

เมื่อถามว่า ได้มีการเตรียมการบ้านไว้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เราเตรียมการบ้านไว้ทุกกระทรวง

เมื่อข้อถามว่า บางกระทรวงที่ถูกมองว่าเป็นเผือกร้อน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีกระแสข่าวว่ากระทรวงดังกล่าวจะถูกจัดให้เพื่อไทยนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่มีเผือกร้อนที่เกี่ยวกับประเทศ หรือกระทรวงเกรดเอ บี ซี ซึ่งตนคิดว่าวันนี้ไม่มีใครกล้าพูดว่ากระทรวงไหนเกรดเอ บี ซี เพราะทุกกระทรวงเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญทั้งหมด หลักการมีอยู่แค่นี้ ซึ่งก็น่าจะสามารถเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่า ขณะนี้จัดหมวดหมู่นโยบายแล้วหรือไม่ ว่าหากได้กระทรวงไหนจะนำนโยบายไปขับเคลื่อนอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า นโยบายเรา หรือนโยบายของทุกท่าน ต้องมีการเชื่อมโยงกัน แน่นอนว่าหากมีความแน่ชัด จะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง 

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการพูดคุยภายในพรรคเกี่ยวกับกระแสข่าวโควตารัฐมนตรี ว่า ภายในพรรคไม่ได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งโควตาคณะรัฐมนตรี แต่จากการพูดคุยเบื้องต้นกับพรรคภูมิใจไทย จะเป็นการพูดคุยเรื่องการทำงานไปข้างหน้า ยืนยันว่ายังไม่ได้พูดคุยกันว่า แต่ละพรรคมีความถนัดหรือจะแบ่งจัดสรรกันอย่างไร ขณะนี้เราไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่ง เราต้องรอพรรคอันดับหนึ่งดำเนินการเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล การรวบรวมเสียงให้ครบถ้วน แต่ฟังจากข่าวก็ได้ยินว่าเกือบได้ 300 เสียงแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขยืนยันว่าเดินหน้าสู่รัฐบาลได้ 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ หน้าที่ของพรรคแกนนำจะต้องมีการนัดหมายเพื่อพูดคุยถึงความเหมาะสมของบุคลากร และความถนัดของแต่ละพรรคในการดำเนินการตามนโยบายที่มี เพื่อขับเคลื่อนรัฐบาลร่วมกัน ย้ำว่าอำนาจการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ตามกฎหมายเป็นของนายกรัฐมนตรี ขั้นตอนขณะนี้หลังจากรับรอง สส.แบบแบ่งเขต จะมีการรับรองสส.บัญชีรายชื่อ คาดว่าจะมีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายเดือนมีนาคม เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้น ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นก็ชัดเจนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกฯ เพื่อส่งรายชื่อไปตรวจสอบประวัติและนำขึ้นทูลเกล้าฯ 

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า แน่นอนว่าการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล การหารือร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ และจากประสบการณ์ที่เคยทำงานร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจะมีการพูดคุยในลักษณะนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความราบรื่นและเข้าใจตรงกัน ส่วนที่เป็นข่าวทั้งเรื่องของรายชื่อที่ส่งไปแล้วมีการตีกลับรายชื่อนั้น ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นแต่อย่างใด และพรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ส่งรายชื่อและยังไม่ได้พูดคุยกัน

เมื่อถามว่า หากเสนอชื่อโควตารัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยแล้ว ถูกตีกลับจะดำเนินการอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน เพราะยังไม่เห็นเหตุการณ์ การจะไปสมมติจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ขอรอให้มีการหารือ พบปะ นั่งคุยกันก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร 

เมื่อถามถึงกระแสที่ออกมาจะเป็นแรงกระเพื่อมที่ปล่อยจากภายในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่มี พรรคเพื่อไทยมีความสมัครสมานสามัคคีกัน วันนี้เห็นได้ชัดว่าเรายกขบวน สส.แบบแบ่งเขตมากันครบ ส่วนสส.บัญชีรายชื่อคาดว่าจะมาในวันศุกร์หน้า เป็นการแสดงออกถึงความสมัครสมาน สามัคคี และเป็นการแสดงความพร้อมให้สังคมเห็นว่าพร้อมเดินหน้าทำงานในส่วนของนิติบัญญัติ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนได้คุยกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยแล้วเกี่ยวกับกระแสข่าวตีกลับรายชื่อรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งทางนั้นยืนยันว่าไม่มีข่าว เพราะมีไม่ได้ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ยื่นรายชื่อ ซึ่งพรรคก็ไม่ได้คิดอะไรมากกับข่าวนี้ ถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองช่วงนี้และต้องรอกระบวนการต่างๆ เป็นช่วงสุญญากาศทุกพรรคต้องรอให้กระบวนการของพรรคหลักในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า การมีข่าวออกมาอาจจะไม่ใช่การปล่อย แต่อาจเป็นเรื่องความเข้าใจของสังคม ความคิดของสังคมบางส่วน หรือสื่อมวลชน ที่อาจจะไปฟังข่าวมาและมาลงข่าว เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว ซึ่งไม่ใช่ผลเสียหรือผลร้ายอะไร พรรคยืนยันในคุณสมบัติของคนของพรรค ซึ่งรายชื่อ 3-4 คนตามข่าว เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าของพรรค การทำงานของพรรคที่ผ่านมาพิสูจน์ได้แล้วว่าทั้งการบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และประวัติทำงานก็ไม่มีอะไรด่างพล้อย ต้องให้ความเป็นธรรมกับบุคลากรด้วย เพราะข่าวที่ออกมาไม่มีมูลเหตุ ไม่มีจุดเริ่มต้น 

เมื่อถามย้ำว่า มีบุคคลที่ถูกวางตัวเป็นรัฐมนตรีแล้วใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พวกเรามีบุคลากรที่มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีจำนวนมาก และสส.ที่ผ่านการเลือกตั้งมาก็เป็นสส.หลายสมัย และมีศักยภาพ จุดนี้เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคที่จะต้องหารือกันอีกครั้ง แต่วันนี้ยังไม่ได้เริ่มที่จะพิจารณา 

‘ยศชนัน’ ชี้ ‘ทักษิณ’ วางมือทางการเมือง เรื่องส่วนตัว ยัน ‘เพื่อไทย’ ทำตามรูปแบบพรรคการเมือง

‘ยศชนัน’ ชี้ ‘ทักษิณ’ วางมือทางการเมือง เรื่องส่วนตัว ยัน ‘เพื่อไทย’ ทำตามรูปแบบพรรคการเมือง

‘ยศชนัน’ ชี้ ‘ทักษิณ’ วางมือทางการเมือง เรื่องส่วนตัว ยัน ‘เพื่อไทย’ ทำตามรูปแบบพรรคการเมือง

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.22 น.

‘ยศชนัน’ ชี้ ‘ทักษิณ’ วางมือทางการเมือง เรื่องส่วนตัว ยัน ‘เพื่อไทย’ ทำตามรูปแบบพรรคการเมือง

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา10.20น. ที่รัฐสภา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกเปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณอาจวางมือทางการเมืองต่อจากนี้ จะมีผลกับทางพรรคเพื่อไทยหรือไม่ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว พรรคเพื่อไทยดำเนินการในรูปแบบของพรรคการเมืองอยู่แล้ว 

เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ยันไม่มีเรื่องรายชื่อ สุริยะ-สมศักดิ์ ถูกตีกลับ

เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ยันไม่มีเรื่องรายชื่อ สุริยะ-สมศักดิ์ ถูกตีกลับ

เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ยันไม่มีเรื่องรายชื่อ สุริยะ-สมศักดิ์ ถูกตีกลับ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.17 น.

”ยศชนัน-จุลพันธ์-สุริยะ-ประเสริฐ“ นำสส.เขต รายงานตัวต่อสภา ย้ำคุยแกนนำภท.วานนี้ ยันไม่มีคุย ส่งชื่อ-ตีกลับใดๆ พท.พร้อมทำงานทุกรูปแบบมีนโยบายทุกกระทรวง ขับเคลื่อนรัฐบาลร่วมกัน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นำทีม สส.แบบแบ่งเขตของพรรคเพื่อไทย เดินทางด้วยรถบัสจากที่ทำการพรรคเพื่อไทย มารายงานตัวที่อาคารรัฐสภา

นายยศชนันให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการไปร่วมรัฐบาลโดยผู้สื่อข่าวถามว่า มองการพูดคุยอย่างไร และกระแสข่าวที่ออกมามีการส่งรายชื่อให้พรรคแกนนำและถูกตีกลับ นายยศชนันกล่าวว่า ยังไม่ได้คุยเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ไปพบ ตอนนี้ต้องคุยเรื่องภายในว่า วันนี้เราอยู่ได้หมด พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่แล้ว ส่วนกระแสข่าว ไม่จริง ไม่มีเรื่องนี้ เป็นลักษณะแค่มีการคุยภายในว่าเราต้องพร้อมที่จะทำงานในทุกรูปแบบ เพราะตอนนี้จะเป็นช่วงที่มีการคิดทำหลายอย่าง

เมื่อถามว่า เพื่อไทยได้มีการพูดคุยถึงเรื่องกระทรวงตามที่เป็นข่าวหรือไม่

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราไม่ได้คุยกันในเรื่องของการแบ่งคณะรัฐมนตรีใด ๆ การหารือกับทางภูมิใจไทยในเบื้องต้น หลังจากได้รับเชิญมาแล้ว มีการไปพูดคุยกันเรื่องของการทำงานร่วมกันไปข้างหน้า ยังไม่ได้พูดถึงว่าแต่ละพรรคมีความถนัดหรือว่าจะจัดสรรกันอย่างไร ซึ่งอันนั้นไม่ใช่ประเด็นหลักของเรา ขณะนี้เราต้องรอให้พรรคอันดับ 1 ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล การรวบรวมเสียง ฟังจากข่าวว่าเกือบแตะ 300 แล้ว ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่ยืนยันได้ว่าการเดินหน้าสู่การเป็นรัฐบาลน่าจะเป็นไปตามนั้นได้ หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของพรรคแกนหลักในการนัดหมายเพื่อไปพูดคุยกันในเรื่องของความเหมาะสมด้านบุคลากร ความถนัดของแต่ละพรรค และนโยบายที่จะขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาลร่วมกัน

เมื่อถามอีกว่า อำนาจการจัดสรรบุคคลเป็นอำนาจของพรรคเพื่อไทยแบบเต็มรูปแบบ ภูมิใจไทยไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซงใช่หรือไม่

นายจุลพันธ์กล่าวว่า อำนาจในเรื่องการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นของนายกฯ ขั้นตอน ณ ขณะนี้ หลังจากมีการรับรอง สส.แบบแบ่งเขต ก็จะมีการรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ คงจะมีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในช่วงปลายเดือน เพื่อเลือกประธานสภา หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ เรื่องของประธานสภา ก็จะมีการลงมติเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นจะมีความชัดเจน เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกฯ ในการส่งรายชื่อไปตรวจสอบ แล้วก็ส่งรายชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่ว่าพรรคเพื่อไทยมีอำนาจอยู่หรือไม่ อำนาจอยู่ที่นายกฯ แต่แน่นอนว่าการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล การหารือร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผมเชื่อว่าจากประสบการณ์การทำงานที่เคยทำงานร่วมกับคุณอนุทิน เชื่อว่าการพูดคุยในลักษณะนี้คงจะเกิดขึ้น เพื่อให้มีความราบรื่นและเข้าใจตรงกัน 

ขณะนี้จากที่เป็นข่าว ทั้งเรื่องของรายชื่อที่ส่งไป เรื่องของการบอกว่ามีการตีกลับรายชื่อมา ผมได้มีการพูดคุยกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยเมื่อวานนี้ ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งแต่เรื่องของเพื่อไทยส่งชื่อไปแล้ว ชื่อเราก็ยังไม่ได้ส่ง เขาก็ยังไม่ได้ตีกลับชื่อใด ๆ ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องของกระทรวง เพราะฉะนั้นรอให้มีการหารือกัน พบปะนั่งคุยกัน มันก็จบแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อถามว่า มีคลื่นใต้น้ำของพรรคเพื่อไทยเองที่ปล่อยข่าวออกมาใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ยืนยันว่าไม่มี และกล่าวว่า ภายในพรรคเพื่อไทยมีความสมัครสมานสามัคคี วันนี้ก็เห็นได้ชัด เรายกขบวนกันมาครบ ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ สัปดาห์หน้าก็จะนัดหมายกันมาครบ คาดเป็นวันศุกร์ เพื่อรายงานตัวต่อสภา วันนี้เป็นการแสดงความพร้อมของพรรคเพื่อไทยว่าเรามีความสามัคคี และเป็นการแสดงความพร้อมให้กับสังคมเห็นว่าวันนี้เราพร้อมเดินหน้าทำงานในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยหลังจากกลับไปวันนี้ อาจารย์เชนจะนำการประชุมเรื่องกฎหมาย เตรียมความพร้อมที่จะยื่นกฎหมายเข้าสู่สภาทันทีที่มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎร ราว 20 ฉบับ

เมื่อถามอีกว่า ทำไมข่าวปล่อยออกมามีชื่อตีกลับทั้งสุริยะและประเสริฐ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้คิดอะไรลึกขนาดนั้น เป็นเรื่องปกติของการเมือง ช่วงนี้เป็นช่วงรอกระบวนการต่าง ๆ ทั้งการรับรองของ กกต. และ สส.มารายงานตัวต่อสภา รอเปิดสภา เป็นช่วงที่เป็นสุญญากาศ ทุกพรรคก็ต้องรอให้พรรคหลักจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น การที่มีข่าวออกมาอาจจะไม่ได้เป็นการปล่อย แต่อาจเป็นเรื่องของความเข้าใจ ความคิดของสังคมบางส่วน หรือสื่อบางส่วนที่อาจจะไปฟังข่าวมา ก็ลงให้มันเกิดเป็นความเคลื่อนไหว ซึ่งไม่ได้เป็นผลเสียหรือผลร้ายใด ๆ เพราะพรรคยืนยันในคุณสมบัติของผู้สมัครของเราทุกคน รวมถึงแคนดิเดตรัฐมนตรี และที่มีชื่อตามข่าวทั้ง 3-4 ท่าน เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าของพรรค การทำงานที่ผ่านมาในอดีตพิสูจน์ชัด ทั้งในส่วนฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ประวัติการทำงานก็ไม่มีอะไรด่างพร้อย เพราะฉะนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับตัวบุคลากรทุกท่านด้วย ข่าวลักษณะนี้ไม่มีมูล ไม่มีเหตุเริ่มต้น

ถามอีกว่า บุคคลที่มีชื่อถูกวางตัวจะเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเรามีบุคลากรที่มีความพร้อมจะเป็นรัฐมนตรีจำนวนมาก ส.ส.ที่ผ่านการเลือกตั้งมาหลายคนก็เป็นมาหลายสมัย มีศักยภาพ ก็เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคที่จะต้องหารือกันอีกครั้ง ยังไม่ได้จบในวันนี้ และยังไม่ได้เริ่มที่จะพิจารณา

ถามอีกว่า พรรคภูมิใจไทยต้องการเด็กรุ่นใหม่มาบริหารประเทศ จะนำเรื่องนี้ไปหารือด้วยหรือไม่ นายยศชนันกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เรานำมาหารือทั้งหมดอยู่แล้ว วันนี้สิ่งที่เราพยายามจะทำก็คือ วันแรกที่เราเข้าไปทำงาน เราจะทำอะไรบ้าง และตอนนี้ประเทศเรามีปัญหาเรื่องอะไร กระแสโลกเป็นอย่างไร เราพยายามดูบุคลากรต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลได้อย่างเหมาะสม แน่นอนว่าทุกคนมองแต่ละคนลงไปที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ตอนนี้ทำงานแบบแยกกระทรวงเดียวไม่ได้แล้ว ความจริงคือต้องเป็นคนที่สามารถทำงานให้กับทุกฝ่าย และสามารถผลักดันให้ประเทศชาติไปข้างหน้าได้

เมื่อถามว่า อาจารย์เชนน่าจะดู อว.แน่หรือไม่ นายยศชนันกล่าวว่า คงยังไม่ให้ข้อมูลอะไร หากเกิดมีความแน่ชัดแล้ว เราจะแจ้งให้ทุกคนทราบอีกครั้ง

ถามว่าได้เตรียมการบ้านไว้บ้างหรือไม่ นายยศชนันกล่าวว่า เราเตรียมการบ้านไว้ทุกกระทรวง ถามอีกว่า บางกระทรวงถูกมองว่าเป็นเผือกร้อน หรือว่ามีข้อขัดแย้ง เช่น กระทรวงเกษตร หรือกระทรวงแรงงาน ก็มีข่าวว่าจะจัดสรรให้เพื่อไทยกำกับดูแล นายยศชนันกล่าวว่า ไม่มีเรื่องเผือกร้อนอยู่แล้ว เรื่องเกี่ยวกับประเทศไม่มีเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงเกรด A B C ผมคิดว่าวันนี้ไม่น่าจะมีใครกล้าพูดว่ากระทรวงไหนเกรด A B C เพราะทุกกระทรวงเป็นกระทรวงที่สำคัญทั้งหมด หลักการมีอยู่แค่นี้ ก็น่าจะสามารถเดินหน้าไปได้ ส่วนที่จะเตรียมนโยบายด้านไหนไปขับเคลื่อนอย่างไร ก็ต้องมีการเชื่อมโยงกัน แน่นอนว่าพอมีความแน่ชัด ก็จำเป็นต้องคุยอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามว่า เมื่อวานคุณแพทองธารบอกว่าคุณทักษิณอาจจะวางมือทางการเมือง หลังจากนี้จะมีสะท้อนกลับมาที่พรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายยศชนันกล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัว พรรคเพื่อไทยเราดำเนินการในรูปแบบของพรรคการเมือง

ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ 9 คน สอบสินบนทองคำ กรรมการ ป.ป.ช.

ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ 9 คน สอบสินบนทองคำ กรรมการ ป.ป.ช.

ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ 9 คน สอบสินบนทองคำ กรรมการ ป.ป.ช.

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.15 น.

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569  นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะผู้ไต่สวนอิสระ กรณีกล่าวหา นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีรับสินบนทองคำ 246 บาท 

คำสั่งระบุว่า  ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 236 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 และมาตรา 50 ให้ประธานศาลฎีกาพิจารณาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเพื่อดำเนินการไต่สวนหาข้อเท็จจริงและทำความเห็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ประกอบด้วย
บุคคลไม่น้อยกว่าเจ็ดคน ซึ่งประธานวุฒิสภาในฐานะประธานรัฐสภามีหนังสือเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่านายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา มายังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ นั้น ประธานศาลฎีกาได้แต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระประกอบด้วย 

1.นายชวลิต อิศรเดช รองประธานศาลฎีกา

2.นายเผดิม เพ็ชรกูล 

3.นายอธิคม อินทุภูติ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

4.นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

5.นายอดิศร ไชยคุปต์ รองอัยการสูงสุด

6.นายสัญจัย จันทร์ผ่อง อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา

7.ศาสตราจารย์ไผทชิต เอกจริยกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

8.ศาสตราจารย์ศักดา ธนิตกุล อดีตคณบดีนิติศาสตร์จุฬา

9.ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.

จึงประกาศเพื่อให้ทราบ หากผู้ใดประสงค์จะคัดค้านผู้ไต่สวนอิสระคนใด ให้ยื่นคำร้องคัดค้านเป็นหนังสือ ระบุเหตุผลและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องต่อประธานศาลฎีกาภายใน 14 วัน นับแต่วันประกาศรายชื่อคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 40 และข้อ 43

ประกาศ ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

(นายอติศักดิ์ ตันติวงศ์)

กกต.สอบตก! ผลสำรวจ KPI โพล เผยประชาชนไม่เชื่อมั่น จัดเลือกตั้งสูงถึง 87.7 %

กกต.สอบตก! ผลสำรวจ KPI โพล เผยประชาชนไม่เชื่อมั่น จัดเลือกตั้งสูงถึง 87.7 %

กกต.สอบตก! ผลสำรวจ KPI โพล เผยประชาชนไม่เชื่อมั่น จัดเลือกตั้งสูงถึง 87.7 %

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.47 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เลือกตั้ง 69เช็คคะแนน กกต. ในสายตาประชาชน” ระหว่างวันที่ 13 – 16 ก.พ. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปกระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stagesampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ร้อยละ 2.5 นอกจากนี้ทุกแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนและความสมเหตุสมผลของคำตอบ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และรายงานผลต่อไป

ผลการสำรวจทาง Line Today 1ในคำถาม “ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 87.7 ระบุว่า “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย”ขณะที่ร้อยละ 12.3 ระบุว่า “ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม – สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 67.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ32.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยภาพรวมเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 57.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ42.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็วเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 54.7 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ 45.3 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการควบคุมการหาเสียงให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 54.3 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ 45.7ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการนับคะแนนที่โปร่งใสและประชาชนตรวจสอบได้เป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 50.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ49.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องตามกฏหมายและระเบียบการเลือกตั้งเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 56.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”ขณะที่อีกร้อยละ 43.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการอำนวยความสะดวกแก่คนมาใช้สิทธิเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 59.9 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี” ขณะที่อีกร้อยละ 40.1 ประเมินว่า“พอใช้–แย่”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์และป้ายประกาศต่าง ๆ ในวันเลือกตั้งเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 61.9 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”ขณะที่อีกร้อยละ 38.1 ประเมินว่า “พอใช้–แย่”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านคิดว่า สิ่งที่ กกต ควรปรับปรุงเร่งด่วนที่สุด อันดับแรกคืออะไร” พบว่าผู้ตอบระบุว่า กกต. ควรเร่งปรับปรุง “การนับคะแนนที่โปร่งใส” มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 23.6 รองลงมาคือ“การบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง” ร้อยละ 23.3 และ “การสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลก่อนเลือกตั้ง” ร้อยละ20.5 ขณะที่ “การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว” มีสัดส่วนร้อยละ 7.8 และ “การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุและคนพิการ” ร้อยละ 6.5 ส่วน “การจัดการการเลือกตั้งล่วงหน้า” อยู่ที่ร้อยละ 4.6 ขณะที่ร้อยละ 13.7 ระบุว่า “ไม่มีข้อเสนอแนะ”

เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถาม “ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่”พบว่า กรุงเทพมหานครมีสัดส่วนผู้ตอบว่า “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม–ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” ร้อยละ 70.7ขณะที่ร้อยละ 29.3 ระบุว่า “ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม–สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด” ส่วนภาคกลางมีผู้ตอบว่า“ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม–ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” ต่ำที่สุดที่ร้อยละ 21.5 ขณะที่ร้อยละ 78.5 ระบุว่า“ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม–สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด” ขณะที่ภาคตะวันออกมีผู้ตอบว่า “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม–ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” ร้อยละ 44.4 และ “ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม–สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด” ร้อยละ 55.6 ในทางกลับกัน ภูมิภาคที่มีสัดส่วนผู้ตอบว่า “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม–ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” อยู่ในระดับสูง ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 65.3 ขณะที่ร้อยละ 34.7 ระบุว่า “ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม–

สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด” ตามด้วยภาคเหนือซึ่งมีผู้ตอบว่า “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม–ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย”ร้อยละ 59.4 และ “ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม–สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด” ร้อยละ 40.6 และภาคใต้มีผู้ตอบว่า“ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม–ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” สูงที่สุดที่ร้อยละ 74.9 ขณะที่ร้อยละ 25.1 ระบุว่า“ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม–สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด”
ลักษณะของตัวอย่างผู้ตอบ

ในส่วนของข้อมูลลักษณะพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 48.6 เป็นเพศชายร้อยละ 49.8 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 0.7 เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ และร้อยละ 0.9 ไม่ต้องการระบุเพศขณะที่เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 18.8 อยู่ในช่วงอายุ18–25 ปีร้อยละ 20.3 อยู่ในช่วงอายุ26–35 ปีร้อยละ 18.6 อยู่ในช่วงอายุ36–45 ปีร้อยละ 19.2 อยู่ในช่วงอายุ46–55 ปีและร้อยละ 23.1 ม

อายุ56 ปีขึ้นไป ส่วนระดับการศึกษา พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 1.7 ต่ำกว่าประถมศึกษา ร้อยละ 7.2 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 25.4 จบระดับมัธยมศึกษา หรือเทียบเท่า ร้อยละ 17.1 จบระดับอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า ร้อยละ 36.9 จบระดับปริญญาตรี ร้อยละ 7.6 สูงกว่าปริญญาตรี และร้อยละ 4.1 ไม่ต้องการระบุระดับการศึกษา ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 8.5 อยู่ในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 19.1อยู่ในภาคกลาง ร้อยละ 7.4 อยู่ในภาคตะวันออก ร้อยละ 33.3 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 17.8อยู่ในภาคเหนือ และร้อยละ 13.9 อยู่ในภาคใต้

ในส่วนของข้อมูลพื้นฐานด้านอาชีพของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 16.0 เป็นข้าราชการ/พนักงานของรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 12.0 เป็นพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 15.3 เป็นเจ้าของ
กิจการ/ผู้ประกอบการ/ค้าขาย ร้อยละ 12.3 เป็นเกษตรกร/ทำสวนทำไร่/ทำประมง ร้อยละ 18.5 รับจ้างทั่วไป/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.3 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 2.9 เป็นแม่บ้าน/ผู้ดูแลครอบครัว ร้อยละ 5.0เป็นผู้เกษียณอายุ/ไม่มีอาชีพ และร้อยละ 6.7 ไม่ต้องการระบุอาชีพ ขณะที่เมื่อพิจารณาตามระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 30.0 มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ร้อยละ 33.5 มีรายได้15,000–30,000 บาทร้อยละ 11.6 มีรายได้30,001–45,000 บาท ร้อยละ 2.9 มีรายได้45,001–60,000 บาท ร้อยละ 1.2 มีรายได้ 60,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 20.8 ไม่ต้องการระบุรายได้

ดร.สุวิทย์ เปิดเหตุผล! ทำไม รมว.อว. ต้องเป็น ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’

ดร.สุวิทย์ เปิดเหตุผล! ทำไม รมว.อว. ต้องเป็น ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’

ดร.สุวิทย์ เปิดเหตุผล! ทำไม รมว.อว. ต้องเป็น ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.31 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมต้องยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ?

ผู้นำที่ประเทศไทยต้องการ เพื่อขับเคลื่อน Fourth Human Evolution ผ่านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

มนุษยชาติกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากยุคเกษตรกรรม สู่อุตสาหกรรม สู่ดิจิทัล และวันนี้สู่ Fourth Human Evolution — ยุคที่ Technosphere ไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องมือ” แต่กลายเป็น “โครงสร้างอำนาจ” ที่กำหนดเศรษฐกิจ สังคม และแม้แต่ความหมายของความเป็นมนุษย์ AI, Neurotechnology, Bioengineering, Quantum Computing และ Data Infrastructure กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และสมดุลอำนาจของรัฐและตลาดอย่างเป็นระบบ คำถามของประเทศไทยจึงไม่ใช่ว่า จะใช้เทคโนโลยีอย่างไร แต่คือจะออกแบบ Technosphere ของตนเองอย่างไร เพื่อรักษาอธิปไตยและความสมดุลทางอารยธรรม ในบริบทนี้ กระทรวง อว. จึงไม่ใช่ “กระทรวงงบวิจัย” หากคือ Strategic Core ของประเทศ

I. อว. คือคานงัดเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ

ภายใต้กรอบ Four Civilizational Layers (อ่านรายละเอียดในบทความที่โพสต์ก่อนหน้า) กระทรวง อว. ทำหน้าที่กำกับ Technosphere ซึ่งเป็นระนาบที่เติบโตเร็วและส่งผลลึกที่สุดต่อประเทศ
Technosphere วันนี้กำหนด
 • โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล
 • ขีดความสามารถการแข่งขัน
 • ความมั่นคงไซเบอร์
 • ระบบข้อมูลข่าวสาร
 • สมดุลอำนาจในสังคม
หากไร้ผู้นำที่มองเห็นภาพระบบ Technosphere จะเติบโตแบบไร้ทิศทาง และปะทะกับ Biosphere, Sociosphere และ Ecosphere อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

II. เหตุผลที่ ศ. ยศชนัน เหมาะสม

1) Systems Thinker มากกว่า Administrator
ในฐานะอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ศ. ยศชนัน กำกับยุทธศาสตร์วิจัยทั้งระบบ ครอบคลุมคุณภาพ มาตรฐานสากล การจัดสรรทุน ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ และการเชื่อมงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม
ประเทศวันนี้ต้องการ Policy Integrator ที่เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง
 • AI กับแรงงาน
 • งานวิจัยกับเศรษฐกิจจริง
 • มหาวิทยาลัยกับความมั่นคง
 • เทคโนโลยีกับคุณธรรม
ในยุคเปลี่ยนอารยธรรม เราต้องการ Integrator มากกว่า Bureaucrat

2) Tech Literacy เชิงสถาปัตยกรรม
การกำกับ AI และ Deep Tech ต้องการความเข้าใจเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงเชิงนโยบายผิวเผิน
พื้นฐานด้าน Brain Engineering และ Neurotechnology — ที่เชื่อม Brain–Computer Interface, Neuro-modulation และ AI — ทำให้เห็นชัดว่าเทคโนโลยีกำลังแตะ “แก่นของความเป็นมนุษย์”
รัฐมนตรี อว. ต้องสามารถ
 • สนทนากับนักวิจัยขั้นสูงได้
 • เข้าใจ Data Ecosystem
 • มองเห็นผลกระทบของ Algorithmic Governance
ความรู้เชิงสถาปัตยกรรมนี้คือเงื่อนไขขั้นต่ำของผู้นำ Technosphere

3) Moral Framing ของเทคโนโลยี
ประเทศไทยไม่ควรสุดโต่งระหว่าง Laissez-faire แบบ Silicon Valley กับ Authoritarian Tech Model
เราต้องการ Tech-Moral Path — เส้นทางที่ยอมรับพลังของเทคโนโลยี ควบคู่กับหลักคิดทางจริยธรรม
ผู้นำที่เข้าใจว่า AI ไม่ใช่แค่ Productivity Tool แต่คือโครงสร้างอำนาจ ย่อมเหมาะสมจะวางกรอบ Tech-Moral Discipline ให้ประเทศ

III. Strategic Agenda ที่ต้องมีผู้ “In Charge”
หากไทยจะขับเคลื่อน Fourth Human Evolution ในแบบของตนเอง รัฐมนตรี อว. ต้องทำหน้าที่เป็น Chief Architect of Thailand’s Tech-Moral Civilization
วาระเร่งด่วน ได้แก่

 1. จัดทำ Thailand Tech-Moral Framework
 2. วาง AI Oversight Architecture
 3. ปรับ KPI มหาวิทยาลัยจาก paper-based เป็น impact-based
 4. จัดสรรงบวิจัยตาม Four Civilizational Layers
 5. สร้าง Human Augmentation Economy แทน AI Displacement Economy
วาระเหล่านี้ไม่ใช่ Incremental Reform แต่คือการ Re-architect ระบบทั้งโครงสร้าง
IV. หน้าต่างโอกาสของประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญสามความเสี่ยงใหญ่
 • พึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติสูง
 • มหาวิทยาลัยไม่เชื่อมเศรษฐกิจจริง
 • การกำกับ AI ล่าช้า

หาก อว. ทำหน้าที่เพียง Funding Agency ประเทศอาจสูญหายไปอีกหนึ่งทศวรรษ แต่หากมองกระทรวงนี้เป็น Strategic Lever ไทยสามารถ Repositioning ตนเองเป็น Tech-Moral Hub ของ ASEAN
V. Beyond Minister — Toward Civilizational Leadership
รัฐมนตรีทั่วไปบริหารงบประมาณ แต่รัฐมนตรีในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่ออารยธรรม ต้องบริหาร “ทิศทางของระบบ”
บทบาทของ ศ. ยศชนัน จึงไม่ควรถูกจำกัดที่ตำแหน่งบริหาร หากควรถูกยกระดับเป็นผู้ออกแบบสมดุล Technosphere ให้สอดประสานกับ
 • Biosphere (ความมั่นคงพื้นฐาน)
 • Sociosphere (ความเป็นธรรม)
 • Ecosphere (ความยั่งยืน)
เพื่อวางรากฐานอารยธรรมเทคโนโลยีที่มีหลักการและยั่งยืน

บทสรุป

ในศตวรรษที่อธิปไตยไม่ได้วัดจากกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่จากความสามารถในการกำกับ AI และ Deep Tech ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คือ Chief Architect ของ Technosphere ไทย คำถามจึงไม่ใช่ “ใครบริหารได้” แต่คือ “ใครออกแบบอนาคตเป็น” หาก ศ. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้รับความไว้วางใจ นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล หากคือโอกาสในการ Reset ทิศทาง Technosphere ของชาติอย่างเป็นรูปธรรม