มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนบริการทันตกรรมเชิงรุก เติมสุขภาพฟันแข็งแรงให้เด็กไทย

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนบริการทันตกรรมเชิงรุก  เติมสุขภาพฟันแข็งแรงให้เด็กไทย

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนบริการทันตกรรมเชิงรุก เติมสุขภาพฟันแข็งแรงให้เด็กไทย

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

กิตติวรรณ อนุเวชสกุล รองประธานกรรมการ มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ร่วมด้วย ม.ร.ว.จิยากร อาภากร เสสะเวช กรรมการอำนวยการ มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย และร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เข้าร่วมพิธีเปิดหน่วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่ ภายใต้โครงการ “สุขภาพดีใต้ร่มพระบารมี” ด้วยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย ทีมบุคลากรทางการแพทย์ และหน่วยงานด้านสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี เพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเปิดให้บริการตรวจและรักษาทางทันตกรรมฟรีในระหว่างวันที่ 12-15 มกราคม 2569 ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 47 และ หอประชุมเทศบาล จังหวัดเพชรบุรี พร้อมตั้งเป้าขยายการดำเนินงานหน่วยทันตกรรมเชิงรุก เพื่อมอบบริการตรวจรักษาฟันให้เด็กและเยาวชนทั่วไทยตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการไม่ต่ำกว่า 67,000 คน ภายในปี 2569 นี

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ได้ง่ายๆ ที่ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขาทั่วประเทศ ผ่านโปรแกรม Round-Up  หรือสแกน QR Code ที่กล่องรับบริจาคของมูลนิธิฯ และเครื่องสั่งอาหารอัตโนมัติ หรือบริจาคผ่านเว็บไซต์เทใจ https://taejai.com/th/d/freedentaltreatment_ch/#donate (ลดหย่อนภาษีได้) สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ได้ที่ FB • IG • TikTok • LINE @rmhcthailand หรือ http://www.rmhc.or.th

สาลินี คุวานันท์ บริจาคเงิน 20,000,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ

สาลินี คุวานันท์ บริจาคเงิน 20,000,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ

สาลินี คุวานันท์ บริจาคเงิน 20,000,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.25 น.

สาลินี คุวานันท์ มอบเงินบริจาค 20,000,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ รับมอบโดย รศ.นพ.ประกาศิต จิรัปปภา กรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ณ โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

คุณแหน : 19 มกราคม 2568

คุณแหน : 19 มกราคม 2568

คุณแหน : 19 มกราคม 2568

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

  • ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปาฐกถาพิเศษ “ลูกของแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด จ.เชียงราย 20 ม.ค…
  • เออรี่รีไทร์จากกระทรวงมหาดไทยแล้ว เกษร แก้วทิพย์ ภริยา อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด รับตำแหน่งนายกสมาคมภริยาอัยการและมุ่งมั่นทำงานเพื่อสาธารณกุศลทันที.. ล่าสุดชวนกัลยาณมิตร อาทิ  ชรินทร์ทิพย์ เทพปัญญา, ธิดารัตน์  ต๋าอ่อน และ ดร.พรทิพย์ วงษ์นครินทร์  บริจาคเงินสมทบกองทุน น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯเพื่อเยาวชน ฯ และ เตรียมเข้าเฝ้ารับพระราชทานเข็มพระนามาภิไธยย่อ สธ. วันที่ 2 ก.พ…
  • วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผวจ.ลพบุรี เป็นประธานเปิดงานมหกรรมนาฏดนตรี เปิดตำนานการแสดงลิเกโครงการสร้างความเชื่อมั่นด้านภาพลักษณ์ และประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว ณ วัดซาก อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี..
  • บุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการ “ศรีวรการส่งมอบความสุขแก่นักเรียนด้อยโอกาส” เพื่อส่งมอบความสุขให้แก่นักเรียนด้อยโอกาสจาก 25 โรงเรียน กว่า 250 คน และครอบครัวยากจนจาก 11 ชุมชน จำนวน 280 ครอบครัว ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา..
  • เพื่อนๆยินดีกับ เกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข  ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้รับรางวัลเกียรติยศรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2568 จากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ประเภทรางวัล “การพัฒนาองค์กรดีเด่น” องค์กรที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านการพัฒนาศักยภาพ และมีความสามารถในการปรับตัวสูง..
  • งานแต่งงาน กมลชนก อวกาศจักรวาฬ และ “มิกกี้” ธนิสร์ บุตรชาย พนัส-พิงค์พร อัสสรัตนกุล นอกจากจัดงานได้ดีมาก ญาติมิตรร่วมงานคับคั่ง แถมชมมินิคอนเสิรต์จากนักร้องดังผู้เป็นน้องชายเจ้าบ่าว “บิวกิ้น” พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล.. ส่วนของชำร่วยในงาน ถูกใจผู้รับมาก เป็น คุุ๊กกี้  Mick solf cookies เกรดพรีเมี่ยม โฮมเมดร้านของ เจ้าบ่าวเอง รสชาติ อร่อย และหวานน้อย ที่กำลังอินเทรนด์ขณะนี้ คุณพ่อพนัส ปลื้มใจกับคำชื่นชมมากมาย..
  • ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์  พร้อมสามี ปรีชาและลูกสาวคนโต ดร.ปณิธาร บินลัดฟ้าไปเที่ยวกรุงปักกิ่ง ตั้งใจพักผ่อนฟิตร่างกายให้เต็มที่ เพื่อกลับมาทำงานสานต่องานจิตอาสาเพื่อองค์กรการกุศลต่างๆ  ..เหมาะเคราะห์ทักทาย เมื่อลูกปิดประตูรถตู้ VIP ทับมือคุณแม่เสียอย่างนั้น  วันต่อมาระหว่างเดินเที่ยวชมพระราชวังฤดูร้อน ก็พลาดลื่นล้มบนน้ำแข็งหัวฟาดราวสะพาน หน้าผากโนเป็นลูกมะกรูด ขาแพลงบวมเป่ง ต้องแอดมิท รพ. นึกว่าจะหมดเคราะห์เพราะอีกสองวันจะกลับเมืองไทยแล้ว แต่ก่อนกลับ คุณสามีทำกระเป๋าสตางค์ที่อัดแน่นไปด้วยเงินหยวนหล่นหายไประหว่างไปดูการแสดงอุปรากรจีนกับคุณลูก ฟาดเคราะห์แบบจุกๆ ส่งท้ายทริป..กลับมาแล้วขอให้เรื่องร้ายๆ ผ่านพ้นไป.. มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามา

คุณแหน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฝุ่นกับปัญหาสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฝุ่นกับปัญหาสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฝุ่นกับปัญหาสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

สภาพอากาศในช่วงนี้เรียกว่าวิกฤตก็น่าจะได้ ทุกคนคงรับรู้ได้ เพราะส่งผลให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจ และคันหน้าตา และคันตัว ยิ่งคนที่มีคนที่ปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว ยิ่งประสบความเดือดร้อนหนัก เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ที่เมื่อสูดฝุ่นเข้าไปในระบบทางเดินหายใจมาก ๆ ก็อาจทำให้โรคกำเริบได้

ดังนั้น ถ้าหากเป็นไปได้ก็ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น ริมถนนใหญ่ บริเวณที่มีการจราจรคับคั่ง การก่อสร้างที่ก่อให้เกิดฝุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ทราบอยู่แล้วว่าสภาพอากาศเลวร้าย มีปริมาณ PM 2.5 หนักมาก ๆ เพราะฉะนั้น หากจำเป็นต้องออกจากบ้าน ก็ต้องสวมใส่หน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นได้ระดับ N95 หรือเทียบเท่า เพราะหน้ากากอนามัยธรรมดาไม่เพียงพอกับการกันฝุ่นขนาดจิ๋ว ส่วนคนที่ชอบออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ ต้องงดไปก่อนในระยะที่ฝุ่นพิษระบาดหนัก

ในช่วงนี้ ดูเสมือนว่าบางวันอากาศเย็นสบาย บางคนก็เปิดประตูหน้าต่างรับลม บางคนเปิดหน้าบ้านแล้วนอนรับลมเย็น ต้องขอบอกตรง ๆ ว่า ในภาวะที่มีฝุ่นพิษมาก ๆ เช่นนี้ ขอร้องว่าอย่าเปิดหน้าต่างบ้านแล้วนอน และขอแนะนำว่าต้องเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดบ้านให้มากขึ้น และต้องดูดฝุ่น ถูพื้นให้บ่อยขึ้น หากสามารถติดตั้งเครื่องฟอกอากาศที่มีคุณภาพได้ ก็จะช่วยให้มีอากาศดีภายในบ้าน แต่ถ้าพักอาศัยอยู่ในเขตที่สภาพอากาศไม่ดีมาก ๆ ก็ต้องสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นตลอดเวลา แม้แต่เวลาอยู่ในบ้าน เพื่อความปลอดภัยกับสุขภาพ ขอย้ำว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืดหรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง อาจเกิดอาการกำเริบของโรคได้ง่ายขึ้น จึงจำเป็นต้องเตรียมยาพ่นขยายหลอดลมไว้ให้พร้อม พกยาติดตัวไว้ตลอดเวลา รวมถึงตรวจสอบซ้ำว่ามียาสำรองเพียงพอหรือไม่ แต่หากมีอาการกำเริบบ่อยกว่าปกติ ต้องรีบไปพบแพทย์ก่อนนัดเพื่อประเมินการรักษาว่าต้องปรับหรือเพิ่มยาหรือไม่

คนที่มีอาการแพ้ เช่น เจอฝุ่นแล้วน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จาม และภูมิแพ้ระบบผิวหนัง มีอาการคันตามร่างกายเมื่อสัมผัสฝุ่น อาจต้องรับประทานยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีนเป็นประจำ แทนที่จะรับประทานตามอาการ การรับประทานยาตามอาการอาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่ากับการกินยาเป็นประจำ เพื่อป้องกันการแพ้ โดยยาแก้แพ้เบื้องต้นที่แนะนำให้รับประทานคือ ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ง่วง หรือง่วงน้อย เนื่องจากยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่รับประทานแล้วง่วงอาจจะมีผลข้างเคียงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมากเกินไป ไม่ว่าจะทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง หรือง่วงนอนจนไม่สามารถทำงานที่เกี่ยวกับการขับรถ ควบคุมเครื่องจักร หรือทำงานในที่สูงได้ นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคบางโรค เช่น ต้อหิน ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น

ปัจจุบัน ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ง่วงมีอยู่หลายชนิด เช่น เซทิริซีน (Cetirizine) เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine) เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine) ลอราทาดีน (Loratadine) เดสลอราทาดีน (Desloratadine) ไบลาสทีน (Bilastine)

สำหรับผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก ก่อนใช้ยาแก้แพ้ใด ๆ ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ เพื่อเลือกชนิดและขนาดของยาให้เหมาะสม เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด รวมถึงไม่เกิดปัญหายาตีกับยารักษาโรคเรื้อรังที่กำลังใช้อยู่

เมื่อเราคงไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่นพิษและฝุ่นต่าง ๆ ได้ ก็ต้องอยู่กับมันด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของเรา

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Food & Wine Festival Celebrating Korat GI” ยกระดับสร้างซอฟต์พาวเวอร์สินค้าของดีโคราช

Food & Wine Festival Celebrating Korat GI”  ยกระดับสร้างซอฟต์พาวเวอร์สินค้าของดีโคราช

Food & Wine Festival Celebrating Korat GI” ยกระดับสร้างซอฟต์พาวเวอร์สินค้าของดีโคราช

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.47 น.

จังหวัดนครราชสีมา โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ วัฒนธรรมจังหวัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานนครราชสีมา สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และ สมาคมการท่องเที่ยวและบริการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย จัดงานเปิด  “Food & Wine Festival Celebrating Korat GI”  ณ  Midwinter  Khao Yai   ถนนธนะรัชต์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569

โดย นาง พิรุณวรรณ จงใจภักดิ์  พาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา  กล่าวรายงานการจัดกิจกรรม  ในครั้งนี้ว่า งาน  “Food & Wine Festival Celebrating Korat GI”  จัดขึ้นเพื่อสานต่อนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ 11 อุตสาหกรรม ได้แก่ อาหาร กีฬา ดนตรี ภาพยนตร์และซีรีส์ ท่องเที่ยว หนังสือ ศิลปะ ออกแบบ แฟชั่น เทศกาล  และเกม โดยสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในจังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันมีมากถึง 11 สินค้า ได้แก่ ไวน์เขาใหญ่ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน กาแฟดงมะไฟ  กาแฟวังน้ำเขียว ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน  มะขามเทศเพชรโนนไทย ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ ผ้าไหมคึมมะอุบัวลาย ผ้าไหมปักธงชัย และน้อยหน่าเพชรปากช่อง ซึ่งในงานนี้ได้รวบรวมสินค้า GI ทุกสินค้ามารวมไว้งานเดียว เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าของจังหวัด พร้อมกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวตามนโยบายของจังหวัด

สำหรับไฮไลท์ของงาน ได้แก่ การชิมไวน์จาก Winery ทุกแห่งในเขาใหญ่ ได้แก่ ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ GranMonte Vineyard and Winery พีบี วัลเล่ย์ เขาใหญ่ ไวน์เนอรี่ PB Valley Khao Yai Winery ไร่องุ่นไวน์อัลซีดีนี่ Alcidini Winery และ Village Farm Winery นำไวน์คุณภาพเยี่ยมมาให้ทดลองชิมกัน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์เมนู GI อาหารโคราช กับ รสชาติที่หายไป โดย เชฟเจมส์-พัศกฤต ธนาอัญมณี Chef Consultant World Reward Solutions (สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่)  กิจกรรมเสวนา และ workshop  Wind insider : “ What ‘s the Glass ? อะไรเอ่ยอยู่ในไวน์ โดยไร่องุ่นพีบีวัลเล่ย์ เขาใหญ่  Wine Workshop :  Wine Culture 101 : Wind Made Easy วัฒนธรรมไวน์ 101 ดื่มไวน์อย่างมั่นใจสำหรับมือใหม่ โดยไร่องุ่นซิดินี่ ไวน์เนอรี่  / Khao Yai Terroir : Soil &Climate Influence on Wine /  แตร์ฮัวร์ : ดินและสภาพภูมิอากาศเขาใหญ่ โดยไร่องุ่นไวน์ กราน- มอนเต้  Wine WorkShop : Hidden Grape Varietals of Khao Yai : สายพันธ์องุ่นไวน์ที่ไม่ซ้ำใครจากเขาใหญ่ โดยไร่องุ่น กราน – มอนเต้  The Rise of Local&Local Wine  เที่ยวกินดื่มอย่างไรให้ถึงเขาใหญ่ โดยไร่องุ่น กราน- มอนเต้  Village Farm Country Society 2026  วิลเลจฟาร์ม คันทรี่โซไซตี้ 2026 โดยไร่องุ่นวิลเลจ ฟาร์มไวน์เนอรี่   กิจกรรม Talk หัวข้อ คนไทยจะดื่มอย่างศิวิไลซ์ได้ไหม โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจริญ เจริญชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ แอดมินเพจ สุราไทย ฯ พร้อมชมสีสันบอลลูนยักษ์  รับฟังมินิคอนเสิร์ต  จากศิลปินชั้นมากมาย อาทิ ETC  มิสเตอร์โก้ แซกแมน  บอย พีเมคเกอร์  และสงกรานต์ รังสรรค์ ฯลฯ 

ด้าน นายวิจิตร  กิจวิรัตน์   รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้กล่าวถึงงานในครั้งนี้ว่า  นครราชสีมาเป็นมหานครสินค้าจีไอ มีสินค้าหลากหลายให้ได้ชม อีกทั้งยัง สืบเนื่องด้วยประธานกรรมการการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ  ได้แต่งตั้งอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์จังหวัดนครราชสีมา เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ 11 อุตสาหกรรม  ซึ่งจังหวัดนครราชสีมา ให้ความสำคัญกับซอฟพาวเวอร์และสินค้า GI เพื่อส่งเสริมและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชน และสร้างตลาดใหม่ ๆ  จึงได้อนุมัติงบประมาณของจังหวัดที่รัฐบาลจัดสรรให้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569  จัดงานนี้ขึ้น  คาดว่าจะสร้างรายได้ให้การท่องเที่ยวกว่า5 ล้านบาท และมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 5 พันคน  คิดว่าทุกคนคงจะมีความสุข สนุกสนานในกิจกรรมที่จัดขึ้นและคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย “

อย. รุกสร้าง ‘Health Literacy’เสริมเกราะคนไทยสร้างความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพมุ่งสู่สังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน

อย. รุกสร้าง 'Health Literacy'เสริมเกราะคนไทยสร้างความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพมุ่งสู่สังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน

อย. รุกสร้าง ‘Health Literacy’เสริมเกราะคนไทยสร้างความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพมุ่งสู่สังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.43 น.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้าง “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy)” มุ่งยกระดับทักษะคนไทยให้ “เข้าถึง-เข้าใจ-ตรวจสอบ-ใช้จริง” เน้นทักษะพื้นฐานสำคัญ เช่น การอ่านฉลาก การตรวจสอบเลข อย. และการรู้เท่าทันโฆษณาโอ้อวดเกินจริงบนโลกออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างปลอดภัยเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลผ่านสื่อออนไลน์และ Social Media ซึ่งมีทั้งเรื่องจริงและข่าวปลอม อย. ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันให้ผู้บริโภค จึงได้เร่งพัฒนาสื่อความรู้รูปแบบใหม่ที่ทันสมัย เข้าใจง่าย ทั้งคลิปวิดีโอ และอินโฟกราฟิก เผยแพร่ผ่านทุกแพลตฟอร์มของ FDAThai (Facebook, TikTok, YouTube, LINE OA)พร้อมกันนี้ ได้ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ได้แก่ เครือข่าย อย.น้อย, โครงการเครือข่ายชุมชนร่วมใจป้องกันภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ (บวร.ร.) และ อสม. เพื่อกระจายความรู้ที่ถูกต้องลงลึกถึงระดับชุมชน ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มวัย ชูวิสัยทัศน์ “FDA On Health Up” คุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก นอกจากการให้ความรู้ อย. ยังมุ่งเน้นระบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่ทันสมัย (Smart Regulation) โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเชื่อมโยงให้ประชาชนสามารถ ตรวจสอบสถานะเลข อย. และผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ด้วยตนเองอย่างสะดวกรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวัง และจัดการโฆษณาผิดกฎหมายเชิงรุก เพื่อตัดวงจรข้อมูลเท็จที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน

สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ผ่านทาง:Facebook / TikTok / YouTube / LINE: @FDAThaiสายด่วน อย. 1556“รวมพลังคนไทย รู้เท่าทันผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน”

เนื้องอกกระดูกสันหลัง กับอาการปวดหลัง แค่ไม่ใช่ปวดหลัง

เนื้องอกกระดูกสันหลัง กับอาการปวดหลัง แค่ไม่ใช่ปวดหลัง

เนื้องอกกระดูกสันหลัง กับอาการปวดหลัง แค่ไม่ใช่ปวดหลัง

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เนื้องอกกระดูกสันหลัง คือก้อนของเซลล์ที่ผิดปกติ ที่อยู่ภายในกระดูกสันหลัง หรือ รอบๆ กระดูกสันหลัง เซลล์ที่ผิดปกตินี้แบ่งตัวอย่างเหนือการควบคุมของร่างกาย เนื้องอกกระดูกสันหลังแบ่งเป็นชนิดเนื้อดีและเนื้อร้าย สามารถแบ่งชนิดตามต้นกำเนิดได้เป็นเนื้องอกปฐมภูมิ คือเนื้องอกที่มีต้นกำเนิดจากกระดูกสันหลัง หรือไขสันหลัง และเนื้องอกทุติยภูมิคือเนื้องอกที่มีต้นกำเนิดจากมะเร็งที่ตำแหน่งอื่น แล้วแพร่กระจายมาที่กระดูกสันหลัง

ผศ.พญ. กัณฐิกา วศินพงศ์วณิช แพทย์ชำนาญการด้านกระดูกสันหลัง สถาบันกระดูกสันหลัง Bumrungrad Spine Institute ให้ข้อมูลว่า เนื้องอกกระดูกสันหลังเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับโรคกระดูกสันหลังชนิดอื่นๆ โดยปกติแล้วเนื้องอกกระดูกสันหลังจะโตอย่างช้าๆ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการหลายอย่างรวมกัน และปวดหลัง คืออาการหนึ่งที่พบได้

อาการเนื้องอกกระดูกสันหลัง ผู้ป่วยสามารถแสดงอาการได้หลายแบบ ขึ้นกับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอก ดังนี้  ปวดกลางหลังทั่วๆ ไป / ปวดมากตอนกลางคืน, เดินผิดปกติ / สูญเสียการทรงตัว หรือ หกล้มบ่อยๆ, ชา / อ่อนแรง / รู้สึกเสียวที่แขนหรือขา หรือบริเวณลำตัว, เดินลำบากในที่มืด, ควบคุมการอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้, กล้ามเนื้ออ่อนแรง,กระดูกสันหลังคด

อย่างไรก็ตาม เนื้องอกมีโอกาสเกิดได้ในคนทุกคน แต่อุบัติการณ์เกิดต่ำมาก นักวิจัยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกกระดูกสันหลัง อาจจะเกิดจากไวรัส ยีนที่บกพร่อง การสัมผัสสารเคมี หรือสารพิษบางชนิด และภาวะบกพร่องของภูมิคุ้มกัน

การตรวจเพื่อวินิจฉัย แพทย์จะวินิจฉัยจาก ประวัติผู้ป่วยและอาการ การตรวจร่างกาย โดยประเมินกำลังของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวและการควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว การรับรู้ที่ผิวหนัง รีเฟล็กซ์  หรือ เอ็กซเรย์ จะมองเห็นโครงสร้างที่เป็นกระดูกชัด แต่ไม่สามารถเห็นโครงสร้างที่เป็นเนื้อเยื่ออื่น ดังนั้น จึงไม่เห็นเนื้องอกโดยตรง ขณะที่ เอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI เป็นเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัย เนื้องอกกระดูกสันหลัง ในผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องทำการฉีดสีเพื่อให้แยกชนิด หรือขอบเขตของเนื้องอกได้ชัดเจนมากขึ้น  ส่วนวิธี Positron emission tomography (PET SCAN) เป็นการตรวจการทำงานของเซลล์ทั้งร่างกาย ใช้สำหรับดูว่าเนื้องอกมีการกระจายไปที่ตำแหน่งใดบ้างในร่างกาย

เมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์ เมื่อสูญเสียการทรงตัวหรือหกล้มบ่อยๆ สังเกตุว่าเดินลำบาก ก้าวขาลำบาก เนื่องจากเกร็งหรือปวด มีภาวะกล้ามเนื้อขาเกร็ง เสียวขา ชาขาหรือลำตัว ปวดหลัง โดยเฉพาะปวดมากเวลานอนหงาย หรือปวดมากตอนกลางคืน ควบคุมการอุจจาระ หรือปัสสาวะไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดหลังอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า เป็นเนื้องอกกระดูกสันหลัง แนะนำให้มาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากปวดหลังมีสาเหตุได้จากหลายอย่าง และโรคเนื้องอกกระดูกสันหลังกลับเป็นสาเหตุพบได้น้อย ปวดหลังทั่วๆ ไปอาจจะค่อยๆ ดีขึ้น ในขณะที่เนื้องอกกระดูกสันหลังมักปวดกลับมาเป็นซ้ำ ปวดตลอดเวลา หรืออาการปวดแย่ลงเรื่อยๆ

‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’ อีกทางเลือกในการรักษามะเร็ง

‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’ อีกทางเลือกในการรักษามะเร็ง

‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’ อีกทางเลือกในการรักษามะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพียงได้ยินคำว่า “มะเร็ง”  ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด คนรู้จัก หรือกับคนมีชื่อเสียง อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกได้หลากหลาย ทั้งตกใจ หวาดหวั่น หรือวิตกกังวล ทำให้หลายๆ คนต้องหันมาทบทวนแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเองที่ผ่านมาว่ามีพฤติกรรมใดที่ก่อให้เกิดมะเร็งหรือไม่ หรืออีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือแนวทางการรักษาใหม่ๆ

องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2565 ประมาณร้อยละ 76 ภายใน 25 ปีข้างหน้า สำหรับประเทศไทย ข้อมูลในปี พ.ศ. 2562-2564 จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่าพบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เฉลี่ยประมาณ 140,000 ต่อปี และจากรายงานสถิติสาธารณสุขพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิดเฉลี่ยประมาณ 84,000 คน ซึ่งโรคมะเร็งไม่ได้มีผลกระทบต่อผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งกระทบถึงครอบครัวและสังคมรอบข้าง ทั้งในแง่ของร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

“ภูมิคุ้มกันบำบัด” ทางเลือกใหม่ในการต่อสู้กับมะเร็ง

ในโลกของการแพทย์ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การรักษาโรคมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่นักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกมุ่งมั่นที่จะพัฒนา ด้วยความตั้งใจที่จะลดอัตราการเสียชีวิต ลดผลข้างเคียง และป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งหลายชนิดได้ หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังเป็นทางเลือกใหม่ คือ “ภูมิคุ้มกันบำบัด” หรือ Immunotherapy ซึ่งได้กลายมาเป็นแนวทางการรักษาที่พลิกโฉมการรักษามะเร็งในยุคปัจจุบัน 

มาทำความรู้จักกับ “ระบบภูมิคุ้มกัน” ในร่างกายกันก่อน เพื่อที่จะเข้าใจวิธีการรักษาตามแนวทาง “ภูมิคุ้มกันบำบัด” ให้ดียิ่งขึ้น ระบบภูมิคุ้มกัน เกิดจากการทำงานร่วมกันของเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ รวมถึงต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อมไทมัส ต่อมทอนซิล ไขกระดูก และเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อและต่อสู้กับเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง โดยเมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้น

ผศ.ดร.นพ.ลักษมันต์ ธรรมลิขิตกุล จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 

“ภูมิคุ้มกันบำบัด” ใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสู้กับมะเร็ง

ผศ.ดร.นพ.ลักษมันต์ ธรรมลิขิตกุล จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า “ภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นหนึ่งในวิธีการรักษามะเร็ง โดยใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมาเป็น “อาวุธ” ในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายของเรามีเซลล์เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่หลักในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้คือ ทีเซลล์ (T-cells) ซึ่งสามารถตรวจจับและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติได้ รวมถึงเซลล์มะเร็งที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ แต่เซลล์มะเร็งมีความซับซ้อนและชาญฉลาด เพราะมันสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของระบบภูมิคุ้มกันได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มะเร็งสามารถเติบโตและแพร่กระจายในร่างกาย แต่ด้วยการค้นพบกลไกที่เซลล์มะเร็งใช้เพื่อหลบหลีกภูมิคุ้มกัน นักวิจัยจึงสามารถพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง”

ภูมิคุ้มกันบำบัดแตกต่างจากการรักษาอื่นอย่างไร

สิ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบำบัดแตกต่างจากการรักษามะเร็งแบบดั้งเดิม เช่น เคมีบำบัด หรือการฉายรังสี คือ ภูมิคุ้มกันบำบัดไม่ได้มุ่งทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำหน้าที่นั้นแทน หนึ่งในรูปแบบของภูมิคุ้มกันบำบัดที่ได้รับความสนใจในขณะนี้คือ ยายับยั้งการทำงานของอิมมูนเช็คพอยต์ (Immune Checkpoint Inhibitors) ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ช่วยเปิดทางและเพิ่มศักยภาพให้เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถโจมตีเซลล์มะเร็งได้

ไขความลับของอิมมูนเช็คพอยต์ กุญแจสำคัญของการรักษา

โดยปกติ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีอิมมูนเช็คพอยต์ (Immune Checkpoint) เป็นกลไกของร่างกายที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันทำงานเกินความจำเป็น เช็คพอยต์ตัวสำคัญตัวหนึ่งชื่อ PD-1 อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cells) ซึ่งสามารถจับกับ PD-L1 ที่อยู่บนเซลล์มะเร็ง เมื่อ PD-1 และ PD-L1 จับกันแล้วจะส่งสัญญาณยับยั้งทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดนี้หยุดกำจัดเซลล์มะเร็ง เปรียบเสมือนการเหยียบเบรกทำให้ระบบภูมิคุ้มกันหยุดทำงาน

ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นยายับยั้งการทำงานของอิมมูนเช็คพอยต์ ซึ่งทำหน้าที่ขัดขวางไม่ให้ PD-1 และ PD-L1 จับกันได้ ทำให้เป็นการตัดสัญญาณยับยั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ จึงส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็งได้

มีการศึกษาวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่ายายับยั้งการทำงานของอิมมูนเช็คพอยต์นี้สามารถใช้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งรูปแบบอื่น ๆ เช่น ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือการฉายรังสี ในการรักษามะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา มะเร็งเต้านมที่ไม่มีตัวรับฮอร์โมนและไม่มีตัวรับเฮอร์ทู (ทริปเปิลเนกาทีฟ, triple negative) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งตับ มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น ทั้งนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจะเป็นผู้พิจารณาเลือกชนิดและรูปแบบการของการใช้ยาให้เหมาะสมกับชนิดของมะเร็ง ระยะโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย

ผลข้างเคียง สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มการรักษา

แม้ว่าภูมิคุ้มกันบำบัดจะเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็ง แต่ยานี้อาจมีผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยควรทราบ ผลข้างเคียงเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นมากจนเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ผิวหนังอักเสบทำให้มีผื่น ลำไส้อักเสบทำให้มีอาการท้องเสียหรือปวดท้อง ปอดอักเสบทำให้มีอาการไอหรือเหนื่อย ตับอักเสบทำให้มีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย หรือระบบต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ ทำให้ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง จนเกิดภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ หรือภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต เป็นต้น ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มีระดับความรุนแรงได้หลากหลาย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ในบางราย อาจมีอาการรุนแรงทำให้แพทย์ต้องพิจารณาหยุดการรักษาชั่วคราว และให้การรักษาด้วยยากลุ่มสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกันเพื่อบรรเทาอาการ

ภูมิคุ้มกันบำบัด อีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นการรักษามะเร็งรูปแบบหนึ่งที่ใช้การทำงานของร่างกายในการจัดการกับเซลล์มะเร็ง แม้ว่าจะยังไม่สามารถใช้ในการรักษามะเร็งได้ทุกชนิด และยังมีข้อจำกัดบางประการ แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในด้านนี้กำลังสร้างทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาโรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดูแลที่เหมาะสมและการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกใช้แนวทางที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เพราะทุกคนมีเส้นทางการรักษาที่แตกต่างกัน และการร่วมมือกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมแพทย์คือกุญแจสำคัญในการเอาชนะโรคร้ายนี้

‘เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์’ คว้ามาตรฐาน AACI ระดับ Excellence แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก

‘เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์’ คว้ามาตรฐาน AACI ระดับ Excellence แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก

‘เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์’ คว้ามาตรฐาน AACI ระดับ Excellence แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดข้อ ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรวัยทำงานและผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบการดูแลสุขภาพโดยทั่วไปยังคงเน้นการรักษาแบบแยกส่วน ทำให้โรคกระดูกสันหลังและข้อซึ่งมีความซับซ้อน ต้องการการดูแลที่ลึกและเฉพาะทางมากกว่าการบรรเทาอาการเพียงระยะสั้น

นพ.ดิตถพงศ์ บุญอำพล ผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์  กล่าวว่า โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ หรือ เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ (S Spine and Joint Hospital) ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดที่เล็งเห็นถึงข้อจำกัดของระบบการแพทย์ทั่วไป ซึ่งทรัพยากรมักกระจายไปยังหลายแผนก เช่น สูตินรีเวช กุมารเวชศาสตร์ ศัลยกรรม ฯลฯ ส่งผลให้การดูแลโรคเฉพาะทางอย่างกระดูกสันหลังและข้อที่มีจำนวผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลของกรมอนามัยโลกที่รายงานว่า มีจำนวนผู้ที่มีภาวะทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal Conditions) ทั่วโลก ประมาณ 1.71 พันล้านคน ที่มีอาการปวดหลัง ปวดคอ ข้อเสื่อม ซึ่งต้องการการฟื้นฟูและการดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ความเฉพาะทางในการรักษาไม่สามารถลงลึกและครอบคลุมได้เท่าที่ควร

ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสถานพยาบาลที่สามารถใช้ศักยภาพทางวิชาชีพได้อย่างเต็มที่ โรงพยาบาลแห่งนี้จึงถูกออกแบบให้มีระบบที่ “ตรงจุด” ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี เครื่องมือแพทย์ และกระบวนการดูแลรักษา โดยยึดหลัก “การรักษาที่เริ่มจากความเข้าใจเชิงลึกของโรค” เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนในทุกมิติ

จากการบูรณาการทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และระบบสนับสนุนภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ ได้รับการรับรองมาตรฐาน High Reliability Degree – Excellence จาก American Accreditation Commission International (AACI) สหรัฐอเมริกา นับเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ผ่านเกณฑ์ระดับสูงสุดดังกล่าว

AACI เป็นองค์กรตรวจประเมินมาตรฐานสถานพยาบาลระดับสากล ซึ่งได้รับการยอมรับในกว่า 40 ประเทศ การรับรองระดับ High Reliability Degree – Excellence สะท้อนถึงความพร้อมของโรงพยาบาลในทุกมิติ ตั้งแต่ระบบดูแลผู้ป่วย ความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพการรักษา มาตรฐานห้องผ่าตัด ความพร้อมด้านภาวะฉุกเฉิน ไปจนถึงระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงในระดับองค์กร

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ ให้การดูแลผู้ป่วยมากกว่า 100,000 ราย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังและข้อที่มีความซับซ้อนหรือเป็นโรคเรื้อรัง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบการรักษาที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางการแพทย์ ความปลอดภัย และประสบการณ์ของผู้ป่วยในทุกขั้นตอน

ในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ โรงพยาบาลได้นำนวัตกรรมการผ่าตัดแผลเล็ก หรือ MIS (Minimally Invasive Surgery) มาใช้ในการรักษาโรคกระดูกสันหลัง โดยใช้กล้อง Endoscope ที่มีแผลผ่าตัดขนาดเล็กเพียง 0.5 เซนติเมตร ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการเสียเลือด และเร่งการฟื้นตัวของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน หลังการรักษา

นอกจากนี้ ยังเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทยที่ให้บริการ Standing MRI หรือ MRI ท่ายืน ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะกดทับเส้นประสาทและความผิดปกติของกระดูกสันหลังในสภาวะที่ร่างกายรับน้ำหนักจริง เพิ่มความแม่นยำในการค้นหาสาเหตุของอาการปวด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการเฉพาะขณะยืน เดิน หรือเคลื่อนไหว

ปัจจุบัน เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ ยังขยายบทบาทสู่การเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์นานาชาติ (International Spine & Medical Technology Center – ISMTC) โดยร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ชั้นนำระดับโลก ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านรังสีวินิจฉัยและเวชศาสตร์เฉพาะทางแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ระดับสูงสุดครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพของโรงพยาบาลเฉพาะทางไทยในเวทีสากล แต่ยังสะท้อนทิศทางของระบบสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบการรักษาอย่างลึกซึ้ง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว

โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ปรึกษาโทร. 02-034-0808            

‘นิตา ลลดา – ป่าน ปานชีวา’โชว์ทีเด็ดวัยทีนเสียงทอง

'นิตา ลลดา - ป่าน ปานชีวา'โชว์ทีเด็ดวัยทีนเสียงทอง

‘นิตา ลลดา – ป่าน ปานชีวา’โชว์ทีเด็ดวัยทีนเสียงทอง

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

บ่ายนี้พิธีกรระดับบิ๊กบอส “นก-บริพันธ์ ชัยภูมิ” สั่งจัดเต็มแสงสีเสียงและทีมแดนเซอร์บนเวทีคอนเสิร์ต “ชุมทางดาวทอง” ต้อนรับ 2ศิลปินวัยทีนเสียงทอง “นิตา ลลดา” และ “ป่าน ปานชีวา” สังกัดสังกัด SSK MUSIC ที่พร้อมโชว์ทีเด็ดดาวรุ่งกับซิงเกิ้ลใหม่ ดาวติ๊กต็อก, อยากมีเธอค้าบ, ขออยู่คนเดียว และ สาริกาคืนถิ่น มาเติมความสดใสสไตล์ลูกทุ่งวัยทีนแบบฟรุ้งฟริ้ง

บ่ายวันศุกร์..มาลุ้นกันต่อในการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งมาตรฐานระดับประเทศ GLO Miracle Music ซีซั่น 2 นัดนี้เป็นคิวของหนุ่มปทุมธานี “ภูมิ-ปรณัฐ ธนาฐิติภา” คว้าเพลง “ผู้เสียสละ“ พร้อมชิงแต้มเพลงซึ้งกับสาวสวยเมืองเชียงใหม่ “แก้มอุ่น-ปฏิญญา คำมา” ในเพลง “ใครมีปืนเถื่อน“ และที่ทำเอาคณะกรรมการสุดอึ้ง!! เมื่อทั้งคู่เลือกประชันบทเพลงเดียวกัน “แผ่นดินน้ำตา” เอาละซิ…งานหิน งานโหด บังเกิด!! คะแนนนำจะถูกเทไปให้ตัวแทนจังหวัดไหน ฝากแฟนๆ ร่วมชมส่งแรงเชียร์ไปพร้อมกันเด้อเพลิดเพลินกับบทเพลงเพราะๆ และร่วมลุ้นไปพร้อมกันได้ในรายการ “ชุมทางดาวทอง” ทางช่อง 7HD กดหมายเลข 35 หรือชมผ่านออนไลน์ที่เพจเฟสบุ๊ค Ch7HD ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 22 และศุกร์ที่ 23 มกราคม  2569 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป สามารถดูย้อนหลังได้ที่ www.bugaboo.tv, Youtube Channel 7 Star Studio และเฟสบุ๊คแฟนเพจhttps://www.facebook.com/chumtangdaotong/ ความบันเทิงที่ไปกับคุณทุกที่ทุกเวลา