รัฐบาลมาเลเซียหารือสายการบินคู่แข่ง จับตาการเงิน “แอร์เอเชีย”

รัฐบาลมาเลเซียหารือสายการบินคู่แข่ง จับตาการเงิน "แอร์เอเชีย"

17 ก.ย. 2569 13:33 น.

รัฐบาลมาเลเซียหารือสายการบินคู่แข่ง จับตาการเงิน “แอร์เอเชีย”

รัฐบาลมาเลเซียเรียกสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ และบาติก แอร์ หารือแนวทางรองรับส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศ หากแอร์เอเชียเผชิญวิกฤตการเงิน หลังต้นทุนน้ำมันพุ่งสูงและภาระหนี้สินสะสม ด้านแอร์เอเชียย้ำยังคงมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจและการดำเนินงานตามปกติ

รัฐบาลมาเลเซียได้เริ่มหารือกับสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ และบาติก แอร์ เพื่อประเมินความพร้อมในการเข้ามารับช่วงต่อส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศของ “แอร์เอเชีย” สายการบินราคาประหยัดรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเงินของแอร์เอเชีย

การหารือดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังมาเลเซีย และบริษัทการท่าอากาศยานมาเลเซีย หรือ MAHB ผู้บริหารท่าอากาศยานที่มีความเชื่อมโยงกับภาครัฐ โดยหนึ่งในทางเลือกคือการเตรียมความพร้อมให้สายการบินคู่แข่งสามารถเข้ามารองรับเส้นทางและผู้โดยสารของแอร์เอเชีย หากสถานการณ์ทางการเงินของสายการบินแย่ลง

แอร์เอเชียระบุว่าครองตลาดการบินมาเลเซียโดยรวมราว 40% และคิดเป็นประมาณ 60% ของเที่ยวบินภายในประเทศ ทำให้สถานะทางการเงินของสายการบินเป็นประเด็นสำคัญสำหรับรัฐบาลมาเลเซีย เนื่องจากมีผลต่อการเชื่อมต่อทางอากาศและการเดินทางภายในประเทศ 

แหล่งข่าวระบุว่า มาเลเซีย แอร์ไลน์ และบาติก แอร์ พร้อมขยายเที่ยวบินและรับเส้นทางกับผู้โดยสารของแอร์เอเชีย ในลักษณะการขยายธุรกิจของตนเอง มากกว่าการเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของแอร์เอเชีย อย่างไรก็ตาม หากต้องรับช่วงการดำเนินงานในวงกว้าง ทั้งสองสายการบินต้องการรับช่วงสัญญาเช่าเครื่องบินของแอร์เอเชียด้วย เนื่องจากการรองรับเส้นทางและจำนวนผู้โดยสารจำนวนมากโดยไม่มีเครื่องบินเพิ่มเติมจะทำได้ยาก

แรงกดดันต่อแอร์เอเชียเพิ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยในไตรมาส 2 อยู่ที่ 183 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 66% จากไตรมาสก่อนหน้า ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน 

แอร์เอเชียรายงานขาดทุนสุทธิไตรมาส 2 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน จำนวน 831 ล้านริงกิต หรือราว 6,700 ล้านบาท โดยได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 331 ล้านริงกิต ขณะที่ ณ วันที่ 30 มิถุนายน บริษัทมีหนี้สินหมุนเวียน 18,400 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีเงินสดกับยอดเงินฝากธนาคาร 954 ล้านริงกิต 

แหล่งข่าวยังระบุว่า แอร์เอเชียมีภาระหนี้ต่อ MAHB อย่างน้อย 500 ล้านริงกิต จากค่าธรรมเนียมการลงจอด ค่าจอดเครื่องบิน และบริการอื่น ๆ โดย MAHB ได้ขยายกำหนดเวลาชำระเงินให้แล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้ง MAHB และ แอร์เอเชียไม่ได้ยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับภาระหนี้ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน แอร์เอเชียกำลังเดินหน้าระดมทุน โดยมีเป้าหมายกู้เงินสูงสุด 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากตลาดตราสารหนี้ระหว่างประเทศ และวงเงินสินเชื่อในประเทศอีก 700 ล้านริงกิต เพื่อใช้เป็นหลักในการปรับโครงสร้างและรีไฟแนนซ์หนี้ 

แหล่งข่าว 2 คนประเมินว่าแอร์เอเชียอาจต้องการเงินทุนใหม่อย่างน้อย 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อจัดการสถานะทางการเงิน แต่แอร์เอเชียระบุว่าเป้าหมายการจัดหาเงินทุนที่ประกาศไว้นั้นเพียงพอต่อความต้องการของบริษัท

นอกจากนี้ แอร์เอเชียยังปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกเลิกเส้นทางที่ไม่ทำกำไร การส่งเครื่องบินเก่า 25 ลำคืนให้บริษัทผู้ให้เช่า และการเจรจาปรับสัญญากับซัพพลายเออร์เพื่อลดต้นทุน 

ฟารุก คามาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของแอร์เอเชียระบุว่า บริษัทไม่ขอแสดงความคิดเห็นต่อการคาดการณ์เกี่ยวกับการดำเนินงานหรือสถานะทางการเงิน รวมถึงข้อตกลงทางธุรกิจที่ยังไม่ได้ประกาศ พร้อมย้ำว่าแอร์เอเชียยังคงมุ่งรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพในทุกตลาด และยังเห็นความต้องการเดินทางที่แข็งแกร่งในเครือข่ายของบริษัท

ด้าน MAHB ระบุว่า การหารือกับสายการบินต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเครือข่ายและเส้นทางตามปกติ รวมถึงการพิจารณาเพิ่มขีดความสามารถและเปิดเส้นทางในตลาดที่ยังมีช่องว่างหรือมีความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง โดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มทางการเงินของแอร์เอเชีย

ส่วน แชนดรัน รามา มูธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบาติก แอร์ มาเลเซีย ระบุว่า สายการบินมีความสามารถในการนำเครื่องบินเข้ามาให้บริการได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับหรือช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเที่ยวบินภายในประเทศ หากมีความจำเป็น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังมาเลเซียได้ว่าจ้าง Alton Aviation Consultancy ให้ประเมินความต้องการเงินทุนของแอร์เอเชีย ขณะที่รัฐบาลพิจารณาทางเลือกในการสนับสนุนสายการบิน ซึ่งเป็นนายจ้างรายใหญ่และมีบทบาทสำคัญในการให้บริการเที่ยวบินราคาประหยัดในภูมิภาค 

หลังมีรายงานข่าวดังกล่าว หุ้นแอร์เอเชีย และบริษัท Capital A ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ต่างปรับตัวลดลง 5.5% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน ขณะที่ตลาดการเงินมาเลเซียปิดทำการในวันพุธเนื่องในวันหยุดราชการ.

ที่มา Reuters

เนทันยาฮูขู่ผ่าน กม.ถอนสัญชาติ ผกก.สารคดี “NAZA” ตีแผ่ปฏิบัติการอิสราเอลในฉนวนกาซา

เนทันยาฮูขู่ผ่าน กม.ถอนสัญชาติ ผกก.สารคดี "NAZA" ตีแผ่ปฏิบัติการอิสราเอลในฉนวนกาซา

17 ก.ย. 2569 12:43 น.

เนทันยาฮูขู่ผ่าน กม.ถอนสัญชาติ ผกก.สารคดี “NAZA” ตีแผ่ปฏิบัติการอิสราเอลในฉนวนกาซา

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศผลักดันกฎหมายถอนสัญชาติผู้ที่ทำให้ทหารอิสราเอลเสื่อมเสียชื่อเสียง ท่ามกลางกระแสต่อต้านผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี “NAZA” ที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ซึ่งเปิดโปงว่ากองทัพอิสราเอลกำหนดจำนวนพลเรือนที่คาดว่าจะเสียชีวิตไว้ในกระบวนการโจมตีฉนวนกาซา ขณะที่ผู้กำกับและครอบครัวเผชิญคำข่มขู่จากกลุ่มขวาจัด

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศว่า จะผลักดันกฎหมายฉบับใหม่เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลถอนสัญชาติผู้ที่ทำให้ทหารอิสราเอลเสื่อมเสียชื่อเสียง โดยถือเป็นการยกระดับการข่มขู่ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “NAZA” ซึ่งนำเสนอข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสังหารพลเรือนในฉนวนกาซาโดยกองทัพอิสราเอล

สารคดีเรื่องนี้กำกับโดยยูวัล อับราฮัม และราเชล ซอร์ สองผู้สื่อข่าวชาวอิสราเอล โดยกล่าวหาว่า การเสียชีวิตของพลเรือนจำนวนมากถูกนำมารวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจเลือกเป้าหมายโจมตีของกองทัพอิสราเอลในกาซาเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม เนทันยาฮูและกองทัพอิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ภาพยนตร์ความยาว 80 นาทีเรื่องนี้ได้รับรางวัล Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา และได้รับเสียงปรบมือนาน 25 นาที ซึ่งถือเป็นสถิติของเทศกาล ภาพยนตร์ใช้ชื่อ “NAZA” ตามศัพท์ย่อทางทหารของอิสราเอลที่ใช้ระบุจำนวนผู้เสียชีวิตซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการโจมตีทางอากาศ โดยเฉพาะพลเรือนที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มความสูญเสียข้างเคียง

เนื้อหาของสารคดีอ้างอิงบทสัมภาษณ์โดยไม่เปิดเผยตัวตนของเจ้าหน้าที่ข่าวกรองและทหาร รวมถึงข้อมูลการสืบสวนที่เผยแพร่โดยสื่ออิสราเอลและปาเลสไตน์อย่าง +972 Magazine, Local Call และ The Guardian ระหว่างปี 2566–2568

เนทันยาฮูกล่าวผ่านวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า รัฐบาลจะผลักดันกฎหมาย 2 ฉบับ เพื่อรับมือกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความเสียหายอย่างมหาศาล” ต่อทหารอิสราเอล กฎหมายฉบับแรกมีเป้าหมายถอนสัญชาติของผู้ที่ทำให้ทหารอิสราเอลเสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนฉบับที่สองจะเพิ่มบทลงโทษทางการเงินในคดีหมิ่นประมาท โดยเพิ่มค่าเสียหายตามกฎหมายเป็น 20 เท่า

ตามรายงานของสื่ออิสราเอล ร่างกฎหมายฉบับแรกซึ่งจะเสนอผ่านกระทรวงยุติธรรม อาจเพิ่มวงเงินเรียกร้องค่าเสียหายในคดีหมิ่นประมาทเป็น 1 ล้านเชเกล โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียหาย ขณะที่ร่างกฎหมายฉบับที่สองซึ่งจะเสนอผ่านกระทรวงมหาดไทย จะกำหนดให้สามารถถอนสัญชาติผู้ที่ทำให้ทหารอิสราเอลและรัฐอิสราเอลเสื่อมเสียชื่อเสียงในต่างประเทศ

เนทันยาฮูยกเหตุการณ์ 3 กรณีเป็นเหตุผลในการเสนอกฎหมาย ได้แก่ สารคดี NAZA ที่เขากล่าวหาว่านำเสนอเจ้าหน้าที่และทหารอิสราเอลในฐานะอาชญากรสงคราม รวมถึงคำกล่าวของยาอีร์ โกลัน อดีตนายพลฝ่ายซ้ายซึ่งผันตัวเป็นนักการเมืองในปี 2568 ว่า “ประเทศที่มีสติย่อมไม่ฆ่าเด็กเป็นงานอดิเรก” และกรณีการรั่วไหลของวิดีโอในปี 2567 ที่แสดงให้เห็นทหารทำร้ายผู้ถูกควบคุมตัวชาวปาเลสไตน์ในกาซา

การประกาศของเนทันยาฮูเกิดขึ้นหลังผู้กำกับทั้งสองเผชิญกระแสต่อต้านจากรัฐบาลและกลุ่มฝ่ายขวาจัดในอิสราเอล โดยมิกี โซฮาร์ รัฐมนตรีวัฒนธรรมอิสราเอล เรียกร้องให้ถอนสัญชาติของผู้กำกับทั้งสอง และกล่าวหาว่าพวกเขาทรยศต่อรัฐ พร้อมขอบคุณเนทันยาฮูที่ประกาศเตรียมแก้ไขกฎหมาย โดยระบุว่าถึงเวลายุติสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความอัปยศ”

ด้านอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล เรียกผู้กำกับทั้งสองว่า “ความอัปยศ” ขณะที่เนทันยาฮูประณามภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “ยอมรับไม่ได้” และกล่าวหาว่าเป็นการนำเสนอทหารอิสราเอลในฐานะอาชญากรสงคราม

ในช่วงค่ำวันพุธ (16 ก.ย.) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาหลายสิบคนรวมตัวกันบริเวณหน้าบ้านพ่อแม่ของราเชล ซอร์ หนึ่งในผู้กำกับสารคดี โดยมีนักเคลื่อนไหวและทีมงานหาเสียงที่เชื่อมโยงกับพรรคขวาจัดโอตซ์มา เยฮูดิต ของรัฐมนตรีเบน-กวีร์เข้าร่วมด้วย ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจชายแดนถูกส่งไปดูแลพื้นที่

ผู้ประท้วงรายหนึ่งเรียกร้องให้ใช้ “โทษประหารชีวิตกับผู้ทรยศ” และเรียกร้องให้รื้อถอนบ้านของครอบครัวผู้กำกับ ขณะเดียวกัน มีข้อความในกลุ่มนักเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนไปชุมนุมบริเวณบ้านของผู้กำกับ โดยบางข้อความมีเนื้อหาเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านี้ เยฮูดา ชเลซิงเกอร์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ Channel 14 ซึ่งมีแนวคิดฝ่ายขวา เรียกร้องให้ติดตามหรือไล่ล่าผู้กำกับทั้งสองไปทุกที่ และขัดขวางไม่ให้พวกเขากลับเข้าอิสราเอล พร้อมเรียกร้องให้ชาวยิวในอิสราเอลและต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าเสียงปรบมือ 25 นาทีในเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นเสียงปรบมือที่ต่อต้านชาวยิว จะต้องมี “ราคาที่ต้องจ่ายอย่างหนัก”

ด้านอับราฮัมกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Channel 13 ของอิสราเอลว่า เขารู้สึกหวาดกลัวว่าอาจไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ “แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยาก อิสราเอลคือบ้านของผม เป็นสถานที่เดียวที่ผมต้องการใช้ชีวิต และเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อผม ดังนั้น แน่นอนว่าผมกลัวว่าจะไม่สามารถกลับไปได้”

ขณะที่กลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์และองค์กรสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์สนับสนุนผู้กำกับทั้งสอง โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนในอิสราเอล 43 แห่ง เรียกร้องให้ทางการยุติการปลุกปั่นและคำข่มขู่ รวมถึงไม่ดำเนินคดีกับผู้กำกับหรือแหล่งข่าวของพวกเขา

นอกจากนี้ ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวอิสราเอลมากกว่า 1,500 คน ลงชื่อในคำร้องสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกและการสร้างสรรค์ พร้อมแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับอับราฮัมและซอร์ โดยเตือนว่าเส้นแบ่งระหว่างถ้อยคำปลุกปั่นกับความรุนแรงทางกายภาพหรือคำข่มขู่เอาชีวิตกำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มผู้ลงชื่อเรียกร้องให้ภาพยนตร์ NAZA ได้รับการเผยแพร่ในอิสราเอล เพื่อให้ผู้ชมสามารถรับชมและตัดสินเนื้อหาด้วยตนเอง

อับราฮัมและซอร์เคยได้รับรางวัลออสการ์จากสารคดีเรื่อง “No Other Land” ในปี 2567 ซึ่งร่วมกำกับกับบาเซล อัดรา และฮัมดาน บัลลาล โดยนำเสนอการต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล

องค์กรสิทธิมนุษยชนยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตในกาซา โดยเฉพาะพลเรือน และเรียกร้องให้เปิดทางให้ผู้สื่อข่าวเข้าถึงพื้นที่ได้โดยไม่มีอุปสรรค หลังอิสราเอลจำกัดการเข้าถึงของผู้สื่อข่าวต่างชาติมาเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566.

ที่มา Reuters / Guardian

ออสเตรเลียจ่อห้ามนักเรียนต่างชาติพาคู่ครอง-ลูกไปอยู่ด้วย เล็งคุมเข้มวีซ่า ลดผู้อพยพ

ออสเตรเลียจ่อห้ามนักเรียนต่างชาติพาคู่ครอง-ลูกไปอยู่ด้วย เล็งคุมเข้มวีซ่า ลดผู้อพยพ

17 ก.ย. 2569 11:47 น.

ออสเตรเลียจ่อห้ามนักเรียนต่างชาติพาคู่ครอง-ลูกไปอยู่ด้วย เล็งคุมเข้มวีซ่า ลดผู้อพยพ

ออสเตรเลียคุมเข้มคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ ห้ามนักเรียนต่างชาติพาคู่ครองและบุตรติดตามไปเรียนด้วย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดการเปลี่ยนประเภทวีซ่า หวังลดจำนวนผู้อพยพให้เหลือ 2.25 แสนคนภายในปี 2028

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมออกมาตรการคุมเข้มระบบคนเข้าเมือง โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการ ห้ามนักเรียนต่างชาตินำสมาชิกครอบครัวติดตามไปออสเตรเลียระหว่างศึกษา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อทั้งคู่ครองและบุตรที่อยู่ในความอุปการะของนักเรียนต่างชาติ

มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูประบบวีซ่าชั่วคราวของรัฐบาล โดยโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีกิจการภายในออสเตรเลีย เตรียมเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการในการแถลงที่เนชันแนล เพรส คลับ ในกรุงแคนเบอร์รา โดยรัฐบาลตั้งเป้าลดจำนวนผู้อพยพสุทธิจากปัจจุบันประมาณ 300,000 คนต่อปี เหลือ 225,000 คนภายในปี 2028

ปัจจุบันนักเรียนต่างชาติสามารถพาคู่สมรสหรือคู่ครอง รวมถึงบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี เดินทางไปออสเตรเลียในฐานะสมาชิกครอบครัวติดตามได้ โดยคู่สมรสหรือคู่ครองยังสามารถทำงานในออสเตรเลียได้ ภายใต้ข้อจำกัดด้านจำนวนชั่วโมงทำงานที่แตกต่างกันตามหลักสูตรของนักเรียน

แต่ภายใต้มาตรการใหม่ นักเรียนต่างชาติจะถูกจำกัดสิทธิ์ในการพาครอบครัวติดตามไปด้วย โดย ABC รายงานว่า แม้รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศลดจำนวนโควตานักเรียนต่างชาติโดยตรง แต่การตัดสิทธิ์พาครอบครัวไปด้วยจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการควบคุมจำนวนผู้อพยพ

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ในปีงบประมาณล่าสุด มีการอนุมัติวีซ่านักเรียน 337,427 ราย และในจำนวนนี้ 45,991 รายเป็นวีซ่าสำหรับผู้ติดตามหรือสมาชิกครอบครัว ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวอาจมีผลต่อผู้เดินทางเข้าประเทศจำนวนไม่น้อย

นอกจากเรื่องครอบครัวของนักเรียนต่างชาติ รัฐบาลยังเตรียมเพิ่มความเข้มงวดกับวีซ่าชั่วคราว โดยมุ่งจัดการกรณีผู้ถือวีซ่าเปลี่ยนประเภทวีซ่าเพื่อยืดเวลาพำนักในประเทศ และต้องการให้ผู้ย้ายถิ่นออกจากออสเตรเลียเมื่อวีซ่าหมดอายุ เพื่อป้องกันการใช้ช่องทางที่เรียกว่า “visa hopping”

ออสเตรเลียเผชิญแรงกดดันให้ควบคุมจำนวนผู้อพยพ หลังจำนวนการย้ายถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อประเทศเปิดพรมแดนอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 หลังใช้มาตรการจำกัดการเดินทางเกือบ 2 ปีในช่วงโควิด-19 โดยนักเรียนต่างชาติ ผู้เดินทางแบบเวิร์กกิงฮอลิเดย์ และแรงงานทักษะชั่วคราว เป็นกลุ่มสำคัญที่ผลักดันตัวเลขดังกล่าว

ข้อมูลทางการระบุว่า จำนวนผู้อพยพสุทธิในปีสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 อยู่ที่ 306,000 คน ลดลงจาก 429,000 คนในปี 2024 และระดับสูงสุด 518,000 คนในปี 2023 โดยนักเรียนต่างชาติคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขล่าสุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการควบคุมผู้อพยพกำลังเป็นที่ถกเถียงในออสเตรเลีย โดยมีทั้งข้อกังวลเรื่องแรงกดดันต่อที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันภาคการศึกษาก็จับตาผลกระทบจากมาตรการจำกัดการนำครอบครัวของนักเรียนต่างชาติเข้าประเทศอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : channelnewsasia

สื่ออินเดียตีข่าว “สี จิ้นผิง” ป่วยระหว่างร่วมประชุม BRICS ที่นิวเดลี

สื่ออินเดียตีข่าว "สี จิ้นผิง" ป่วยระหว่างร่วมประชุม BRICS ที่นิวเดลี

17 ก.ย. 2569 11:35 น.

สื่ออินเดียตีข่าว “สี จิ้นผิง” ป่วยระหว่างร่วมประชุม BRICS ที่นิวเดลี

สื่อของอินเดียรายงานข่าวลืออาการป่วยของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เกิดขึ้นระหว่างร่วมประชุม BRICS ที่ กรุงนิวเดลี ทำให้ต้องเดินทางกลับจีนกะทันหัน

วันที่ 16 กันยายน 2569 เว็บไซต์ข่าวไทม์ ออฟ อินเดีย รายงานอ้างคำเปิดเผยของนายหวังชุน เซีย ประธานพรรคประชาธิปไตยจีน ที่โพสต์ลงใน X ว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีอาการหน้ามืดระหว่างเข้าร่วมการประชุม BRICS ที่จัดขึ้นในกรุงนิวเดลี ของอินเดีย และถูกส่งตัวขึ้นเครื่องบินพิเศษทางการแพทย์ไปยังกรุงปักกิ่ง

รายงานข่าวยังระบุว่า หลังได้รับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นจากทีมแพทย์ที่ร่วมคณะไปด้วยกันแล้ว ผู้นำจีนได้ย่นเวลาเยือนอินเดียเพื่อเดินทางกลับจีนก่อนกำหนด ซึ่งเมื่อเครื่องบินพิเศษเดินทางถึงท่าอากาศยานของจีนก็ไม่ได้มีการต้อนรับกลับ แต่มีเฮลิคอปเตอร์ทหารมารับตัวผู้นำจีนไปยังโรงพยาบาลพิเศษ 301 ในกรุงปักกิ่ง

รายงานข่าวระบุว่า ทีมแพทย์โรงพยาบาล 301 ยังเปิดเผยว่า นายสีจิ้นผิงมีอาการป่วยด้วยโรคอิสซีมิก สโตรก (ischemic stroke) หรือ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน นอกจากนี้ยังระบุว่า ผู้นำจีนมีความกังวลว่าข้อมูลด้านสุขภาพจะรั่วไหลไปถึงทางอินเดียทำให้ปฏิเสธรับการรักษาที่โรงพยาบาลอินเดีย

โดยข่าวลืออาการป่วยของผู้นำจีนเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ในการประชุมสุดยอด BRICS ที่กรุงนิวเดลี ของอินเดีย โดยมีการแชร์คลิปนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย หยุดชะงักระหว่างกล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมเมื่อวันที่ 12 กันยายน เพื่อสอบถามว่าทางด้านของผู้นำจีน “โอเคหรือไม่” ซึ่งมีรายงานอีกกระแสว่า ที่จริงคำถามของผู้นำอินเดียมีขึ้นระหว่างที่หูฟังล่ามแปลภาษาของผู้นำจีนเกิดขัดข้องพอดี ทำให้ต้องมีการถอดหูฟังออกมาตรวจสอบและมีเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคหลายคนเข้าไปช่วยดูตรงนั้น

อย่างไรก็ตาม กรณีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะนี้ยังมีเพียงข่าวลือจากแหล่งข่าวฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจีน ซึ่งอ้างว่าผู้นำจีนมีอาการป่วยและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ไม่มีการยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการของจีน และมีการเปิดเผยว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เข้าร่วมภารกิจตามกำหนดการครบถ้วน และเดินทางกลับกรุงปักกิ่งในวันที่ 13 กันยายนตามแผน โดยยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเขามีปัญหาด้านสุขภาพหรือไม่อย่างไร

ขณะที่ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่านายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายนว่า เขามีกำหนดพบกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยการพบหารือถือเป็นการเตรียมการตามปกติก่อนการพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งทรัมป์ระบุว่าจะมีขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดีซี ในวันที่ 24 กันยายน นี้ โดยการเดินทางครั้งนี้มีการเตรียมการมานานหลายเดือน แต่ทางการจีนยังไม่ได้ยืนยันกำหนดวันดังกล่าวอย่างเป็นทางการ.

 ที่มา Times of India

ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ วิกฤตเอชไอวีพุ่ง พบผู้ติดเชื้อก้าวกระโดด

ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ วิกฤตเอชไอวีพุ่ง พบผู้ติดเชื้อก้าวกระโดด

17 ก.ย. 2569 11:18 น.

ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ วิกฤตเอชไอวีพุ่ง พบผู้ติดเชื้อก้าวกระโดด

ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับชาติจากการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยจากการใช้ยาเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รัฐบาลเตรียมขยายบริการตรวจ ป้องกัน และรักษา

ฟิจิ ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับชาติจากการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการตรวจหาเชื้อ การรักษา และการป้องกันการแพร่ระบาด

อันโตนิโอ ลาลาบาลาวู รัฐมนตรีสาธารณสุขฟิจิ เปิดเผยว่า ในปี 2568 มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ประมาณ 2,016–2,060 ราย โดยรัฐบาลประเมินว่า ปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ประมาณ 1 คนในทุก 60 คนติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 1 คนในทุก 167 คนเมื่อ 5 ปีก่อน นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ประมาณ 1 ใน 50 คนติดเชื้อเอชไอวี และมีทารกเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับเชื้อดังกล่าวเพิ่มขึ้น

รัฐมนตรีสาธารณสุขระบุว่า การรับมือในระดับการระบาดทั่วไปไม่เพียงพออีกต่อไป พร้อมประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างเป็นทางการ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วน

ข้อมูลจากโครงการร่วมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยเอชไอวีและเอดส์ หรือ UNAIDS ระบุว่า ฟิจิมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 9,100 คนในปี 2568 แต่มีเพียงร้อยละ 39 ที่ทราบสถานะการติดเชื้อของตนเอง และเพียงร้อยละ 22 ที่เข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 78 สำหรับผู้ติดเชื้อที่เข้าถึงการรักษา

UNAIDS ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในฟิจิเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า ระหว่างปี 2553–2568 ส่งผลให้ฟิจิเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรายใหม่รวดเร็วที่สุดในโลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและองค์กรพัฒนาเอกชนระบุว่า การใช้ยาเมทแอมเฟตามีนที่เพิ่มขึ้น การฉีดยาเสพติดโดยใช้เข็มร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการแพร่ระบาด โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เรียกว่า “Bluetoothing” หรือ “hotspotting” ซึ่งผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดจะฉีดเลือดของผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมาจากยาเสพติดเข้าสู่ร่างกาย โดยอาจใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

ฟิจิยังเผชิญปัญหาการเข้าถึงเข็มฉีดยาสะอาดที่จำกัด ขณะที่การตีตราทางสังคม ความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอ และการเข้าถึงบริการตรวจและรักษาที่จำกัด ยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

รัฐบาลฟิจิเตรียมจัดตั้งโครงการแจกเข็มและกระบอกฉีดยา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากการใช้เข็มร่วมกัน โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขยืนยันว่า ประเทศมีอุปกรณ์เพียงพอแล้ว และจะเสนอแก้ไขกฎหมายต่อรัฐสภา เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้

เจสัน มิตเชลล์ หัวหน้าคณะทำงานรับมือเอชไอวีแห่งชาติฟิจิ กล่าวว่า อาจต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปีในการควบคุมการแพร่ระบาด พร้อมเตือนว่า วิกฤตเอชไอวีส่งผลให้ระบบสาธารณสุขของประเทศเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการรองรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลและการให้บริการผู้ป่วยนอก

ด้านวินนี ไบอันยิมา ผู้อำนวยการบริหาร UNAIDS กล่าวต้อนรับการประกาศภาวะฉุกเฉินของฟิจิ โดยระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจอย่างชัดเจนต่อประชาคมโลกว่า ปัญหาเอดส์ยังไม่สิ้นสุด และการแพร่ระบาดของเอชไอวีสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ประเทศต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีระบบสาธารณสุขและเครือข่ายชุมชนที่พร้อมตอบสนองต่อวิกฤตอย่างเร่งด่วน พร้อมสนับสนุนแผนการขยายบริการป้องกัน ตรวจหาเชื้อ และเข้าถึงการรักษาของฟิจิ.

ที่มา BBC / Guardian

กัมพูชาจะเปลี่ยน “โปเชนตงแอร์พอร์ต” สนามบินเก่าในพนมเปญเป็นสวนสาธารณะ อนุรักษ์อาคาร-หอบังคับการไว้

กัมพูชาจะเปลี่ยน "โปเชนตงแอร์พอร์ต" สนามบินเก่าในพนมเปญเป็นสวนสาธารณะ อนุรักษ์อาคาร-หอบังคับการไว้

17 ก.ย. 2569 10:01 น.

กัมพูชาจะเปลี่ยน “โปเชนตงแอร์พอร์ต” สนามบินเก่าในพนมเปญเป็นสวนสาธารณะ อนุรักษ์อาคาร-หอบังคับการไว้

นายกฯ “ฮุน มาเนต” ของกัมพูชา ประกาศปรับเปลี่ยนพื้นที่สนามบินโปเชนตงเดิมในกรุงพนมเปญเป็น “สวนสาธารณะโปเชนตง” พร้อมอนุรักษ์อาคารผู้โดยสารและหอบังคับการเดิมไว้

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกาศแผนพัฒนาพื้นที่สนามบินโปเชนตง สนามบินแห่งเก่าในกรุงพนมเปญ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการพักผ่อนและทำกิจกรรมขนาดใหญ่ ภายใต้ชื่อ “สวนสาธารณะโปเชนตง” (Pochentong Park)

ผู้นำกัมพูชากล่าวระหว่างพิธีเปิดโรงพยาบาลหลวงมี เมื่อวันพุธที่ 16 กันยายนว่า โครงการพัฒนาพื้นที่สนามบินเก่าจะยังคงรักษาอาคารผู้โดยสารและหอบังคับการบินเก่าซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสนามบินโปเชนตงเอาไว้ พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และออกกำลังกาย รวมถึงพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมสาธารณะ

รายงานข่าวระบุว่า ในอนาคตพื้นที่แห่งนี้ยังสามารถใช้จัดการแข่งขันวิ่งมาราธอน นิทรรศการ และคอนเสิร์ต โดยอาจพัฒนาร้านกาแฟ พื้นที่จอดรถ และบริการอื่นๆ ผ่านการให้เอกชนเช่าพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีกัมพูชาย้ำว่า ที่ดินบริเวณสนามบินเดิมจะยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ ขณะที่โครงการมีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์เอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของโปเชนตง ควบคู่กับการสร้างพื้นที่พักผ่อนแห่งใหม่สำหรับประชาชนในกรุงพนมเปญ.

ที่มา Freshnews

“คิม โย จอง” ฟาดเดือด! มีแต่ “คนโง่” ที่เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะยอมละทิ้งโครงการนิวเคลียร์

"คิม โย จอง" ฟาดเดือด! มีแต่ "คนโง่"  ที่เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะยอมละทิ้งโครงการนิวเคลียร์

17 ก.ย. 2569 09:51 น.

“คิม โย จอง” ฟาดเดือด! มีแต่ “คนโง่” ที่เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะยอมละทิ้งโครงการนิวเคลียร์

คิม โย จอง น้องสาว คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศกร้าว สถานะรัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งเด็ดขาดและย้อนกลับไม่ได้ พร้อมซัดคนที่เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะยอมปลดนิวเคลียร์ว่า “ไอ้โง่”

คิม โย จอง น้องสาวและผู้มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน ระบุว่า สถานะของเกาหลีเหนือในฐานะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์นั้นเด็ดขาด และไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้เปลี่ยนแปลงหรือย้อนกลับได้

แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA ขณะที่การประชุมใหญ่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA กำลังจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

คิม โย จอง ระบุว่า คลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการกระทำอุกอาจของพวกนอกรีตในระดับนานาชาติ พร้อมกล่าวถึงความพยายามผลักดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ว่าเป็นคำพูดไร้สาระแบบเดิม ๆ ที่คาดว่าจะได้ยินอีกในการประชุม IAEA

เธอยังกล่าวอย่างดุเดือดว่า หากใครเชื่อว่าการปลดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ คนเหล่านั้นก็คือพวกโง่

คิม โย จอง ยังย้ำว่า ไม่ว่าฝ่ายที่เป็นศัตรูจะพยายามปฏิเสธความเป็นจริงด้วยถ้อยคำสวยหรูเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะของเกาหลีเหนือในฐานะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วทั้งในทางกายภาพและทางกฎหมาย

ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้บัญญัติสถานะการเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในกฎหมาย พร้อมประกาศว่าคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศเป็นสิ่งถาวรและไม่สามารถย้อนกลับได้

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่งระบุว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ประมาณ 57 ลูก ขณะที่เกาหลีใต้ประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวอาจอยู่ระหว่าง 80-120 ลูก

คลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ระหว่างคิม จอง อึน และทรัมป์ ล้มเหลวในปี 2019 หลังทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ว่าเกาหลีเหนือจะได้รับอะไรเป็นการตอบแทน หากยอมดำเนินมาตรการปลดอาวุธนิวเคลียร์.

ที่มา : channelnewsasia

เผยเกาหลีเหนือส่งแรงงาน 1 แสนคนไปต่างแดน บางส่วนไปผลิตโดรนทหารในรัสเซีย

เผยเกาหลีเหนือส่งแรงงาน 1 แสนคนไปต่างแดน บางส่วนไปผลิตโดรนทหารในรัสเซีย

17 ก.ย. 2569 09:26 น.

เผยเกาหลีเหนือส่งแรงงาน 1 แสนคนไปต่างแดน บางส่วนไปผลิตโดรนทหารในรัสเซีย

รายงานเผย เกาหลีเหนือส่งแรงงานไปต่างประเทศมากถึง 1 แสนคน ส่วนใหญ่อยู่จีน-รัสเซีย บางส่วนทำงานโรงงานผลิตโดรนทหารในรัสเซีย สร้างรายได้สูงสุด 2.58 หมื่นล้านบาทในปี 2568

วันที่ 16 กันยายน 2569 ทีมติดตามมาตรการคว่ำบาตรพหุภาคี หรือ MSMT เปิดเผยรายงานที่ระบุว่า เกาหลีเหนือยังคงส่งแรงงานไปทำงานในต่างประเทศราว 35,600-101,280 คน แม้เข้าข่ายละเมิดมติคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยแรงงานเกือบทั้งหมดอยู่ในจีนและรัสเซีย

รายงานระบุว่า มีอย่างน้อย 17 ประเทศที่ถูกสงสัยว่ายังคงรับแรงงานเกาหลีเหนือเข้าทำงาน โดยแรงงานเหล่านี้สร้างรายได้ให้เกาหลีเหนือราว 450-800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.45-2.58 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และรายได้ส่วนหนึ่งถูกนำไปสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

โดยจนถึงช่วงปลาย 2568 ในรัสเซียมีแรงงานเกาหลีเหนือประมาณ 15,000-30,000 คน แรงงานบางส่วนถูกส่งไปทำงานในโรงงานผลิตโดรนทางทหาร รวมถึงโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาวุธของรัสเซีย ขณะที่มีการใช้โครงการวีซ่านักเรียนเป็นช่องทางอำพรางสถานะของแรงงานเกาหลีเหนือที่เข้าไปทำงาน ขณะที่แรงงานเกาหลีเหนือในรัสเซียมีรายได้เฉลี่ยราว 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.4 แสนบาทต่อคนต่อปี และในบางอุตสาหกรรมค่าจ้างรายเดือนอาจสูงกว่าแรงงานเกาหลีเหนือที่ทำงานในจีนถึง 5 เท่า

ส่วนจีนเป็นประเทศที่มีแรงงานเกาหลีเหนือมากที่สุด โดยประเมินว่ามีอยู่ระหว่าง 20,000-70,000 คน แม้ระหว่างปี 2566-2568 จะมีแรงงานราว 10,000-20,000 คนถูกส่งกลับเกาหลีเหนือชั่วคราว แต่ระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึงมกราคม 2569 มีแรงงานชุดใหม่เดินทางเข้าจีนประมาณ 10,000 คน

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า ทางการเกาหลีเหนือยังควบคุมการเดินทางและการติดต่อกับบุคคลภายนอกของแรงงานอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศ ขณะที่ MSMT เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติดำเนินการกับบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดมาตรการคว่ำบาตร พร้อมเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ จัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญติดตามมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือขึ้นมาอีกครั้ง.

ที่มา Yonhap

ภาพดาวเทียมเผยธารน้ำแข็งกรีนแลนด์-แอนตาร์กติกาละลาย 12.5 ล้านล้านตัน จากโลกร้อน ดันน้ำทะเลหนุนสูง

ภาพดาวเทียมเผยธารน้ำแข็งกรีนแลนด์-แอนตาร์กติกาละลาย 12.5 ล้านล้านตัน จากโลกร้อน ดันน้ำทะเลหนุนสูง

17 ก.ย. 2569 08:36 น.

ภาพดาวเทียมเผยธารน้ำแข็งกรีนแลนด์-แอนตาร์กติกาละลาย 12.5 ล้านล้านตัน จากโลกร้อน ดันน้ำทะเลหนุนสูง

งานวิจัยล่าสุดเผย ธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาละลายไปแล้วราว 12.5 ล้านล้านตัน นับตั้งแต่ปี 1979 หรือเทียบเท่ากับน้ำแข็งที่สามารถปกคลุมพื้นที่สหรัฐฯ ทั้งหมดด้วยความหนาราว 1.5 เมตร

รายงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Data ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1979 ธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็งไปราว 12.5 ล้านล้านตัน หรือ 11.3 ล้านล้านตันในหน่วยเมตริกตัน ปริมาณมหาศาลนี้เทียบเท่ากับน้ำแข็งที่สามารถนำไปปกคลุมพื้นที่สหรัฐฯ แผ่นดินใหญ่ทั้งหมดด้วยความหนาประมาณ 1.5 เมตร

นักวิจัยจากนานาชาติระบุว่า การละลายกำลังเกิดขึ้นเร็วขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประมาณ 5 ใน 6 ของการสูญเสียน้ำแข็งไม่ได้เกิดจากอากาศที่ร้อนขึ้นโดยตรง แต่เกิดจากน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นเข้ากัดเซาะแผ่นน้ำแข็งจากด้านล่างและด้านข้าง ทำให้ธารน้ำแข็งไหลลงสู่มหาสมุทรมากขึ้น

เอริก ริญโญ นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ และหนึ่งในผู้ร่วมวิจัย ระบุว่า แผ่นน้ำแข็งกำลังละลายอย่างรวดเร็ว และการสูญเสียน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกกำลังทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเปราะบางของพื้นที่ชายฝั่ง

ผลการศึกษาจากภาพดาวเทียมระบุว่า น้ำแข็งที่ละลายไปทั้งหมดกลายเป็นน้ำเกือบ 3 พันล้านล้านแกลลอน หรือประมาณ 11.3 พันล้านล้านลิตร และมีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 3.1 เซนติเมตรนับตั้งแต่ปี 1979 นอกเหนือจากปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อินเนส โอโตซากา นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรีย และหัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า แม้ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 เซนติเมตรอาจดูไม่มาก แต่ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เซนติเมตร จะทำให้มีประชาชนอีก 2-3 ล้านคนเผชิญน้ำท่วมอย่างน้อยปีละครั้ง

ขณะเดียวกัน ธารน้ำแข็งยาคอบส์ฮาว์น (Jakobshavn) ในกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กำลังร่นถอยด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 50 เมตรต่อวัน

การละลายเร่งตัวชัดเจนในช่วงทศวรรษ 2010

ทีมวิจัยระบุว่า ในช่วงทศวรรษ 1970, 1980 และเข้าสู่ทศวรรษ 1990 แผ่นน้ำแข็งทั้งสองแห่งยังค่อนข้างคงที่ ก่อนที่การละลายจะเริ่มเพิ่มขึ้น และเร่งตัวอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษ 2010

แม้ข้อมูลระหว่างปี 2020-2023 จะพบว่าการสูญเสียน้ำแข็งชะลอลงชั่วคราว แต่นักวิจัยระบุว่าเป็นผลจากความแปรปรวนของสภาพอากาศในระยะสั้น ไม่ได้หมายความว่าแนวโน้มระยะยาวเปลี่ยนไป และจากการติดตามข้อมูลหลังปี 2023 พบว่าแนวโน้มการสูญเสียน้ำแข็งกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง

นักวิจัยยังเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็งอาจเกิดขึ้นช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกหลายทศวรรษ นั่นหมายความว่า แม้มนุษย์จะสามารถหยุดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ การสูญเสียน้ำแข็งและผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลก็อาจดำเนินต่อไปอีกหลายทศวรรษ.

ที่มา : AP

ทรัมป์โวย เฟดขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ ลั่นสหรัฐฯ เครดิตดีสุดในโลก

ทรัมป์โวย เฟดขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ ลั่นสหรัฐฯ เครดิตดีสุดในโลก

17 ก.ย. 2569 06:03 น.

ทรัมป์โวย เฟดขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ ลั่นสหรัฐฯ เครดิตดีสุดในโลก

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความแสดงความไม่พอใจที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี สวนทางกับความต้องการของเขาที่อยากให้ลดดอกเบี้ยมาตลอด

เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social แสดงความไม่พอใจที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี โดยชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยควรลดลงมาเหลือ 1% หรือต่ำกว่านั้น เพราะสหรัฐฯ คือประเทศที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดในโลก

“อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาควรจะอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่านั้น เพราะเราคือประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ดีที่สุดในโลก ดีแบบทิ้งห่าง” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“ประเทศของเรากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการลงทุนใหม่ๆ! หากเราหยุดทำการค้ากับทุกประเทศที่เราขาดดุลด้วย ซึ่งก็คือเกือบทั้งหมดของประเทศที่เราทำการค้าด้วย เราจะทำกำไรได้อย่างน้อย 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี”

“คำว่า ‘ขาดดุล’ ก็เป็นแค่คำหรูๆ ที่ใช้เรียกคำว่า ‘ขาดทุน’ เท่านั้น เรากำลัง ‘แบก’ เกือบจะทุกประเทศในโลกใบนี้เอาไว้ และเรื่องนี้จะดำเนินต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ลดอัตราดอกเบี้ยให้สหรัฐอเมริกาได้แล้ว และต้องทำโดยด่วน! ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ก่อนหน้านี้นาย เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ แถลงข่าวหลังมติคณะกรรมการ FOMC ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75% – 4.00% โดยเน้นย้ำว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นผลจาก อัตราเงินเฟ้อที่ “อยู่ในระดับสูงเกินไปและนานเกินไปแล้ว” ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อช่วงฤดูร้อนไม่ได้ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เขายอมรับถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่น วิกฤตราคาพลังงานจากสงครามอิหร่าน ที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อ แต่ด้วยอัตราการว่างงานซึ่งทรงตัวที่ราว 4.1% เปิดโอกาสให้เฟดสามารถดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อคุมเงินเฟ้อได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานรุนแรงเกินไป

นายวอร์ชปฏิเสธที่จะตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับปฏิกิริยาของนายทรัมป์ ที่มีต่อการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ แต่เขายืนยันถึงความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และการตัดสินใจของเฟดขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจและภารกิจหลักในการดูแลการจ้างงานและเงินเฟ้อ ไม่ได้ถูกชักจูงหรือได้รับอิทธิพลจากฝ่ายการเมืองหรือตลาดการเงิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truth social