อว. จับมือ MIT ดัน ‘AHA Thailand’ ดึงดูดมหาวิทยาลัย-กลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ

อว. จับมือ MIT ดัน 'AHA Thailand' ดึงดูดมหาวิทยาลัย-กลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ

อว. จับมือ MIT ดัน ‘AHA Thailand’ ดึงดูดมหาวิทยาลัย-กลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

“อ.เชน” นำกระทรวง อว. จับมือสถาบัน  MIT สหรัฐฯ ผลักดัน “AHA Thailand” ดึงดูดมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ พร้อมลุยโครงการ “Learning Lab” สร้างกระบวนการเรียนรู้ – ใช้ AI ให้คนทุกช่วงวัยก่อนต่อยอดไปสู่นโยบาย “แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลาง” ระดับชาติ

8 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสวนาเรื่อง AI: The Invisible Architect of Future Industry เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมด้วย ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร MIT Professor, Founding Director of the Cyborg Psychology research group & Co-director of the MIT Media Lab’s Advancing Humans with AI (AHA) research program จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยมีนายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำ อว., นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว.,  ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ. NIA พร้อมด้วยนายกสมาคมต่างๆ ได้แก่ สมาคมการค้าสตาร์ตอัปไทย สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย สมาคมไทยไอโอที สมาคมสมองกลฝังตัวไทย และสมาคมการค้าผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัล เข้าร่วมที่ NIA

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า AI มีความสำคัญมากกับอนาคตของประเทศไทย ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้คือการเร่งเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI อย่างเป็นระบบและสร้างให้คนไทยกล้าลุกขึ้นมาคิดและทำสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่เทคโนโลยีหรือทรัพยากร แต่คือ “ฮีโร่” และ “เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ” ที่จะช่วยจุดประกายให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ หากประเทศไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เชื่อว่าจะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ภายใน 3–4 ปี 

“AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหนึ่งแขนง แต่เป็น “แกนหลัก” ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะด้านไบโอเทค การแพทย์หรือการพัฒนายา นอกจากนี้ การพัฒนา AI ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือ “การเตรียมคน” หรือทุนมนุษย์ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองและประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการผลักดันแนวคิด “AI for All” เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุขหรือการพัฒนาสังคม เพื่อให้ AI กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ดร.พัทน์ กล่าวว่า ทิศทางด้าน AI ที่สำคัญของประเทศไทยสามารถอธิบายได้ผ่าน 3 ทิศทางหลัก ทิศทางแรกคือการเปลี่ยนบทบาทของ AI จากเครื่องมืออัตโนมัติให้กลายเป็น “คู่หูทางปัญญา” หรือ Intelligence Augmentation (IA) ที่ช่วยเสริมศักยภาพของมนุษย์ แทนที่จะเข้ามาแทนที่ ขณะเดียวกัน AI ต้องถูกนำมาใช้เปิดมุมมองชีวิตให้กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาส ผ่านการจำลองเส้นทางอนาคตที่หลากหลาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายในชีวิต ทิศทางที่สองต้องพัฒนา AI ในลักษณะ “โค้ชทางความคิด” ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ให้คำตอบโดยตรง แต่ช่วยตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา และลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงในโลกดิจิทัล รวมถึงการนำ AI มาใช้ปลดล็อกข้อจำกัดของงานวิจัยไทยที่มักหยุดอยู่เพียงในระดับเอกสาร ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้มากขึ้นและสุดท้าย คือการยกระดับวัฒนธรรมไทยผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้แนวคิด Heritage + Technology + Art + Innovation (H.T.A.I.) ที่ผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น การใช้ AI วิเคราะห์และต่อยอดท่าทางนาฏศิลป์ไทยอย่างโขน เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ที่ยังคงอัตลักษณ์ดั้งเดิมแต่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน หรือการออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศิลปะกับเทคโนโลยี เช่น การให้เยาวชนเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของ AI ในการรำไทย ซึ่งไม่เพียงสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อศิลปะ แต่ยังช่วยขยายการรับรู้วัฒนธรรมไทยสู่สังคมดิจิทัลในวงกว้าง 

ต่อมา ศ.ดร.ยศชนัน ให้สัมภาษณ์ เพิ่มเติมว่า กระทรวง อว.จะร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology – MIT) ประเทศสหรัฐฯ ใน 2 โครงการหลัก คือ 1.โครงการเชื่อมโยงงานวิจัยขั้นสูง (Advanced Research) ด้าน AI และมนุษย์ ระหว่างไทยกับ MIT เพื่อเตรียมผลักดันให้เกิด “ AHA Thailand” ขึ้นเป็นแกนกลางสำคัญในการดึงดูดมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และ 2. โครงการ “Learning Lab” ที่ร่วมกับ Open AI เพื่อค้นหารูปแบบ AI ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กไทยมากที่สุดเพื่อนำมาสร้างเป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) ในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก วัยแรงงานที่ต้อง Reskill/Upskill ไปจนถึงผู้สูงวัยหลังเกษียณ ให้สามารถปรับตัวใช้เทคโนโลยีและกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้กับประเทศได้ ซึ่งงานวิจัยด้านการศึกษาทั้งหมดนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่นโยบายและการสร้าง “แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลาง” ระดับชาติต่อไป

ด้าน ดร.พัทน์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมืออีกด้านคือ การนำ “Soft Power” ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย มาทำงานร่วมกับ “Hard Technology” อย่าง AI เพื่อเติมเต็มศักยภาพซึ่งกันและกัน เราไม่ได้มองแค่การอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่เรามุ่งเน้นที่การพัฒนาและต่อยอด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์และทำความเข้าใจศิลปะการแสดง “โขน” ในเชิงลึก ซึ่งโปรเจกต์นี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการแปลงมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต และพร้อมจะขยายผลไปยังศิลปวัฒนธรรมแขนงอื่นๆ ต่อไป เพราะเป้าหมายหลักของเราคือต้องทำให้ AI เป็น “เพื่อน” ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ AI กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาดิสรัป (Disrupt) หรือทำลายล้างเรา

Bjorn Michael ตีความกรุงเทพฯ ผ่าน ‘+66’ บทแรกของซีรีส์ภาพถ่ายพอร์ตเทรตทั่วเอเชีย

Bjorn Michael ตีความกรุงเทพฯ ผ่าน ‘+66’  บทแรกของซีรีส์ภาพถ่ายพอร์ตเทรตทั่วเอเชีย

Bjorn Michael ตีความกรุงเทพฯ ผ่าน ‘+66’ บทแรกของซีรีส์ภาพถ่ายพอร์ตเทรตทั่วเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

ในเมืองที่ทุกการเคลื่อนไหว คือจังหวะชีวิต และทุกการเชื่อมโยงคือพลังที่ขับเคลื่อน Faces by Bjorn: Bangkok +66 ชวนมองกรุงเทพฯ ในมุมใหม่ที่ไม่ใช่ผ่านแลนด์มาร์ก แต่ผ่าน “ผู้คน” ที่ทำให้เมืองนี้มีความหมาย นิทรรศการโดย Bjorn Michael ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และแฟชั่นโฟโต้กราฟเฟอร์ชาวฟิลิปปินส์ เปิดตัวบทแรกของซีรีส์ภาพถ่ายพอร์ตเทรตทั่วเอเชีย ที่ถ่ายทอดตัวตนของแต่ละเมืองผ่านบุคคลที่อาศัย สำหรับกรุงเทพฯ โปรเจกต์นี้ถูกตีความผ่าน “+66” กับภาพพอร์ตเทรตขาวดำจำนวน 66 ภาพ ที่จับจ้อง “ตัวตน” ของแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ครีเอทีฟ บุคคลในแวดวงวัฒนธรรม ไปจนถึงผู้คนที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของตัวเอง นิทรรศการจัดแสดงที่ TOWNHOUSE Space ระหว่างวันที่ 1 – 28 พฤษภาคม 2569  เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้สัมผัสกรุงเทพฯ ในแบบที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น

แม้จะมีรากฐานจากโลกแฟชั่น แต่งานของ Bjorn กลับถอยห่างจากความสมบูรณ์แบบที่ถูกขัดเกลา สู่บางสิ่งที่ “จริง” และ “สัมผัสได้” โดยการตัดสีออกจากภาพ ทำให้แต่ละพอร์ตเทรตเต็มไปด้วยพลังเงียบที่ ไม่ได้พูดถึงความเพอร์เฟกต์ แต่คือ “การมีอยู่” ที่ถ่ายทอดผ่านภาพนิ่งสงบสลับกับความสั่นไหวเล็กน้อย สะท้อนจังหวะและความขัดแย้งของกรุงเทพฯ ได้อย่างเฉียบคม

Bjorn Michael ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และแฟชั่นโฟโต้กราฟเฟอร์

สำหรับ Bjorn กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่โลเคชัน แต่คือ “จุดเปลี่ยน” โดยกล่าวว่า “สำหรับผม พอร์ตเทรตไม่เคยเป็นแค่แฟชั่นหรือความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มันอยู่ระหว่างสองสิ่งนั้น ซึ่งมันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราเห็น แต่คือการมีอยู่ในช่วงเวลานั้น ที่กรุงเทพฯ ผมค้นพบทั้งความแข็งแรงที่เงียบงัน และความอ่อนโยนในตัวผู้คน ซึ่งเปลี่ยนวิธีที่ผมมองโลก Faces by Bjorn: +66 คือการเก็บรักษาความรู้สึกนั้นไว้ ซึ่งทุกภาพคือการสำรวจตัวตน อัตลักษณ์ และความงดงามของการ ‘ถูกมองเห็น’”

ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในอุตสาหกรรมแฟชั่น รวมถึงบทบาทครีเอทีฟไดเรกเตอร์สายดิจิทัลให้กับหนึ่งในกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ของฟิลิปปินส์ งานของ Bjorn ในวันนี้จึงสะท้อนทิศทางที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น ขับเคลื่อนด้วยผู้คนและสถานที่ที่เขาได้พบเจอ

Bangkok +66 ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในชีวิตของเขา โดยถือเป็นโอกาสครบรอบ 1 ปีของการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ซึ่งจังหวะของเมือง ทั้งความเร่งรีบ ความนิ่ง และความหลากหลายของผู้คน ได้เปลี่ยนทั้งมุมมองและวิธีการถ่ายภาพของเขาไปโดยสิ้นเชิง

ทุกใบหน้าจึงไม่ใช่แค่ “บุคคล” แต่เป็นชิ้นส่วนของภาพรวมของเมือง เป็นภาพสะท้อนของกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน

 ซีรีส์ Faces by Bjorn จะเดินทางต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชีย ได้แก่ มะนิลา (+63) โตเกียว (+81) โซล (+82) และเซี่ยงไฮ้ (+86) เพื่อสร้างคลังภาพของเมืองผ่าน “ผู้คน” อย่างต่อเนื่อง

แต่ทุกอย่างเริ่มต้นที่นี่  กรุงเทพฯ +66

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ณ กรุงปารีส อวดโฉมเครื่องแต่งกายราชสำนักไทย ผ่านฉลองพระองค์ในสมเด็จพระพันปีหลวง

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ณ  กรุงปารีส อวดโฉมเครื่องแต่งกายราชสำนักไทย ผ่านฉลองพระองค์ในสมเด็จพระพันปีหลวง

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ณ กรุงปารีส อวดโฉมเครื่องแต่งกายราชสำนักไทย ผ่านฉลองพระองค์ในสมเด็จพระพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ???????? ???????????????? ???????? ????????????????????????????́: ???????????????????? ???????????????? ???????????????????? ???????????????? ???????????????????????????????????? ???????? ???????????????????????????????????? จัดแสดงระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ ????????????????́???? ???????????? ???????????????? ????????́???????????????????????????????? กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยความร่วมมือระหว่าง ???????????????????? พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมบรมราชินีนาถ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และ Musée des Arts Décoratifs ทั้งนี้ SACIT เชิญชวนคนไทยร่วมเผยแพร่ภาพการสวมใส่ชุดไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยขอให้ร่วมกันใส่แฮชแท็ก #ชุดไทยพระราชนิยม #SACIT #CHUDTHAI #RoyalThaiDress #expo_lamodeenmajeste เพื่อร่วมกันแสดงพลังของคนไทยให้คนทั่วโลกได้เห็น 

นิทรรศการครั้งสำคัญนี้จัดขึ้นในวาระครบรอบ 340 ปี และ 170 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส นำเสนอผลงานกว่า 200 ชิ้น ถ่ายทอดพัฒนาการของเครื่องแต่งกายราชสำนักไทยสู่เวทีโลก ผ่านฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมด้วยชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และงานหัตถศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า สะท้อนความประณีตของภูมิปัญญาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และเป็นก้าวสำคัญในการเสนอขึ้นทะเบียนต่อ UNESCO ในปี 2569

ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT  เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยนำฉลองพระองค์และผลงานหัตถศิลป์ไปจัดแสดง ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยรวบรวมผลงานกว่า 200 รายการ ครอบคลุมทั้งฉลองพระองค์ ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูงประเภทต่าง ๆ ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ และวัตถุจัดแสดงออกแบบร่วมสมัยของนักออกแบบไทย ซึ่งนับเป็น “ทูตวัฒนธรรม” ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ที่ทรงใช้เป็นสื่อกลางทางการทูต เพื่อเผยแพร่ความเป็นไทยสู่สากลมาอย่างยาวนาน นิทรรศการครั้งนี้ยังได้รับการดูแลโดย Béatrice Quette ภัณฑารักษ์ประจำคอลเลคชั่นศิลปะเอเชียและอิสลามของ Musée des Arts Décoratifs

ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT

“นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงความงามทางพัสตราภรณ์เท่านั้น แต่มีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีทางการทูตและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในมิติต่างๆ ทั้งด้านศิลปหัตถกรรม และวัฒนธรรมสู่สายตาชาวฝรั่งเศสและชาวโลก เพื่อให้เกิดการรับรู้ถึงคุณค่าและกระตุ้นความสนใจในงานหัตถศิลป์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมให้แก่ประชาชนไทยทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญยังเป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาและรูปแบบของชุดไทยพระราชนิยมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ซึ่งสอดคล้องกับวาระสำคัญที่ประเทศไทยเตรียมเสนอให้ชุดไทยพระราชนิยมขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO ในปี พ.ศ. 2569 นี้ด้วย” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

เพื่อสะท้อนภาพมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ผศ.ดร. อนุชา ได้ฉายภาพวิวัฒนาการ การแต่งกายของสตรีไทยนับพันปี ตั้งแต่ยุคทวารวดี ผ่านการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย กระทั่งในปี พ.ศ. 2503  “ชุดไทยพระราชนิยม” ได้ถือกำเนิดขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งจะต้องโดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ ด้วยพระราชประสงค์ที่จะให้สตรีไทยมีชุดประจำชาติ ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนและทัดเทียมสากล จึงเป็นที่มาของชุดไทยทั้ง 8 แบบ ซึ่งตั้งชื่อตามพระตำหนักและพระที่นั่งสำคัญ อีกทั้ง ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ออกแบบตัดเย็บฉลองพระองค์ในคราวเสด็จเยือนต่างประเทศ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานความงามแบบไทยเข้ากับแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศสได้อย่างวิจิตรลงตัว และพระราชทานให้เป็นชุดประจำชาติสำหรับสตรีไทยที่เผยแพร่สู่สายตาโลกผ่านบุคคลสำคัญอย่าง อาภัสรา หงสกุล นางงามจักรวาลคนแรกของไทย เมื่อครั้งเดินทางไปร่วมการประกวดนางงามจักรวาล ณ สหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทยให้เป็นมาตรฐานการแต่งกายสำหรับงานต่างๆ และนิยมนำมาเป็นชุดในพิธีมงคลสมรส จนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตและสืบทอดคุณค่ามาจนถึงปัจจุบัน

“SACIT เชิญชวนให้คนไทยร่วมสวมใส่ “ชุดไทยพระราชนิยม” อย่างถูกต้อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ชุดไทยได้รับการรับรองในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการพิจารณาของ UNESCO พร้อมส่งเสริมให้เกิด Social Practice หรือแนวปฏิบัติทางสังคมในการสวมใส่ชุดไทยอย่างแพร่หลายและสร้างพลวัตในงานหัตถศิลป์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับวัฒนธรรมไทยสู่การยอมรับในเวทีโลก”   ผู้อำนวยการ SACIT กล่าว

ร่วมภาคภูมิใจกับความประณีตแห่งมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ผ่านนิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส พร้อมติดตามเรื่องราวและภาพบรรยากาศจากนิทรรศการได้ทางช่องทางโซเชียล มีเดียของ ????????????????????

‘อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน’ ททท. เปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก 2569 กระตุ้นท่องเที่ยว

‘อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน’ ททท. เปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก 2569 กระตุ้นท่องเที่ยว

‘อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน’ ททท. เปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก 2569 กระตุ้นท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.46 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก จัดงานแถลงข่าวเปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ระยอง ตราด และจันทบุรี ณ สวนเคพี การ์เด้น ตำบลท่าหลวง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี พร้อมเชิญสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ร่วมกิจกรรม Media Fam Trip ระหว่างวันที่ 7 – 8 พฤษภาคม 2569 สัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยว วิถีชุมชน อาหารท้องถิ่น และผลไม้คุณภาพ บนเส้นทางจังหวัดระยองและจันทบุรี ถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวในฤดูกาลแห่งความอร่อยของภาคตะวันออกสู่สาธารณชน

นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2569 ททท. ยังคงเดินหน้าส่งเสริมภาพลักษณ์ “สวรรค์นักกิน…ถิ่นตะวันออก” ผ่านการนำเสนอเสน่ห์ของฤดูกาลผลไม้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการท่องเที่ยวภาคตะวันออก โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ “กินถึงแหล่ง” ชิมผลไม้สดจากสวน เรียนรู้วิถีชุมชน และเดินทางท่องเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งธรรมชาติ คาเฟ่ วัฒนธรรม และอาหารท้องถิ่น ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ที่มองหาประสบการณ์การเดินทางที่มีเอกลักษณ์และสามารถแบ่งปันต่อบนสื่อสังคมออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ภาคตะวันออกยังเป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางสะดวก อยู่ไม่ไกลมากนัก เหมาะสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวแบบ Road Trip รวมถึงรองรับการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กิจกรรมเปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก ประจำปี 2569 “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” จัดขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออกตลอดช่วงฤดูกาลผลไม้ ระหว่าง เดือนเมษายน ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “สวรรค์นักกิน…ถิ่นตะวันออก” ที่มุ่งนำเสนอจุดเด่นด้านอาหาร วัตถุดิบท้องถิ่น และผลไม้คุณภาพ อาทิ ทุเรียน มังคุด และเงาะ ควบคู่กับการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อสร้างสีสันทางการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายวัชรพล สารสอน ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนครนายก กล่าวว่า จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี   และสระแก้ว เป็นเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีศักยภาพ และสามารถเชื่อมโยงการเดินทางสู่ภาคตะวันออก     ได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติและสัมผัสเสน่ห์วิถีท้องถิ่น โดยมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก และอุทยานแห่งชาติปางสีดา จังหวัดสระแก้ว ซึ่งล้วนมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ จังหวัดปราจีนบุรียังมีชื่อเสียงด้าน “ทุเรียน GI” ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องรสชาติและคุณภาพอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียด กลิ่นหอมละมุน และรสชาติกลมกล่อมเฉพาะถิ่น สะท้อน อัตลักษณ์ของพื้นที่ และภูมิปัญญาการปลูกทุเรียนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน เติมเต็มประสบการณ์การเดินทางของภาคตะวันออกให้ครบทั้งธรรมชาติ อาหาร และเสน่ห์ของผลไม้คุณภาพไทย

นางวันดี เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยอง ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลไม้คุณภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะทุเรียน ด้วยความโดดเด่นของพื้นที่เพาะปลูกที่เอื้อต่อการให้ผลผลิตคุณภาพดี ส่งผลให้ทุเรียนมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เนื้อเนียนละเอียด กลิ่นหอม รสชาติเข้มข้น และมีความหลากหลายของสายพันธุ์มากกว่า 100 สายพันธุ์ สำหรับสายพันธุ์ขึ้นชื่อที่ได้รับความนิยมชมชอบจากทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค ต้องยกให้ “หมอนทอง” ที่โดดเด่นด้วยเนื้อหนานุ่ม รสชาติหวานมัน “ก้านยาว” ที่มีกลิ่นหอมละมุน เนื้อละเอียด รสชาติ กลมกล่อม หรือ “ชะนี” ที่มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมชัดเจน ล้วนสะท้อนถึงภูมิปัญญาและความอุดมสมบูรณ์ ของแหล่งปลูกผลไม้ภาคตะวันออก โดยในปีนี้ยังมีสวนผลไม้คุณภาพและแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรม “เรียนรู้ ดู ชิม” ผลไม้สดจากสวนอย่างใกล้ชิด

ว่าที่ร้อยตรี กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานตราด กล่าวว่า จังหวัดตราด มีจุดเด่นทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นหมู่เกาะและชายหาดที่มีความสวยงาม วิถีชุมชนริมทะเล อาหารท้องถิ่น และผลไม้ อย่าง “ทุเรียนชะนีเกาะช้าง” ที่มีชื่อเสียงด้านเนื้อเหนียวนุ่ม รสชาติเข้มข้น หวานมัน กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นหนึ่งผลไม้คุณภาพของภาคตะวันออกที่มีรสชาติอร่อยไม่แพ้พื้นที่ใดของประเทศ อีกทั้งยังมีเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง ตลอดจนมีการจัดทำโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวแบบพักค้างคืนและกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

นายศักดิ์สกุล ศุภกฤตอนันต์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานจันทบุรี กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรี ถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลไม้คุณภาพสำคัญของประเทศ โดย “ทุเรียนสายแร่อัญมณี” นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ชาวจันทบุรี ที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีการเพาะปลูกอันพิถีพิถันในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะกระบวนการดูแลผลผลิตให้แขวนครบจำนวนวัน เพื่อให้ได้ทุเรียนที่แก่จัดอย่างเหมาะสมก่อนการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ทุเรียนมีรสชาติหวานมันเข้มข้น เนื้อเนียนนุ่ม และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อีกทั้งยังมีเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงได้ทั้งธรรมชาติ ชุมชนริมน้ำ คาเฟ่ สวนผลไม้ ร้านอาหารท้องถิ่น ตลาดเก่า รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม และวิถีชีวิต ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางให้ครบทั้งกิน เที่ยว และพักผ่อนในทริปเดียว

ททท. ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ของภาคตะวันออกในช่วงฤดูกาลผลไม้ ปี 2569 พร้อมเปิดประสบการณ์ “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ท่ามกลางบรรยากาศสวนผลไม้เขียวชอุ่ม และวิถีชุมชนอันอบอุ่นของภาคตะวันออก ให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ พร้อมลิ้มรสผลไม้สดจากต้นที่คัดสรรคุณภาพจากชาวสวน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ มังคุด เงาะ สละ และผลไม้ขึ้นชื่ออีกมากมาย โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน “สวนผลไม้ที่เข้าร่วมโครงการ” ใน 4 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ปราจีนบุรี ระยอง ตราด และจันทบุรี จะได้รับส่วนลดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อสวนผลไม้ รวมถึงเงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ ดังนี้

1. สวนผลไม้จังหวัดปราจีนบุรี : Facebook ททท. สำนักงานนครนายก – นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว :

2. สวนผลไม้จังหวัดระยอง : Facebook ททท.สำนักงานระยอง

3. สวนผลไม้จังหวัดจันทบุรี : Facebook ททท.สำนักงานจันทบุรี

4. สวนผลไม้จังหวัดตราด : Facebook ท่องเที่ยวตราด Trat Tourism (ททท.สำนักงานตราด)

ททท. เชื่อมั่นว่ากิจกรรมดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของภาคตะวันออกให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ติดตามข่าวสารท่องเที่ยวภาคตะวันออกได้ทาง Facebook : เที่ยวภาคตะวันออก https://www.facebook.com/traveleastthailand

ชวนชอป ‘ของดีเมืองละโว้’ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ในงาน ‘Lopburi Market Fest’

ชวนชอป ‘ของดีเมืองละโว้’ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ในงาน ‘Lopburi Market Fest’

ชวนชอป ‘ของดีเมืองละโว้’ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ในงาน ‘Lopburi Market Fest’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.41 น.

จังหวัดลพบุรี เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร อาหารปลอดภัยที่สำคัญ กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา ประเด็นเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรปลอดภัย สู่เศรษฐกิจฐานราก มุ่งเน้นพัฒนาการผลิต การแปรรูป และการตลาดสินค้าเกษตร ให้มีแหล่งผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งส่งเสริมให้เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน รวมทั้งการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ซึ่งจะทำให้เกษตรกรผู้ผลิต ผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงในอาชีพ  ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจการค้าของผู้ประกอบการมีความมั่นคงและยั่งยืน

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี จึงได้นำนโยบายของรัฐบาลด้านการส่งเสริมพัฒนาผู้ผลิต ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและกระแสโลกในยุคปัจจุบัน ตลอดจนสนับสนุนช่องทางการตลาดของสินค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ให้มีช่องทางการจำหน่าย และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้า ผลิตภัณฑ์ อาหารปลอดภัย รวมถึงสินเด่นของจังหวัดลพบุรี ส่งผลต่อการพัฒนากิจในระดับพื้นที่ และระดับประเทศต่อไป

จังหวัดลพบุรี โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี จัดงาน “ของดีเมืองละโว้ ตลาดเกษตรปลอดภัย Lopburi Market Fest” หวังให้ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการสินค้า ผลิตภัณฑ์ อาหารปลอดภัย และสินค้าเด่นของจังหวัดลพบุรี มีแนวคิดในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกและความต้องการของผู้บริโภค มีช่องทางการจำหน่าย มีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงการค้าสู่ผู้บริโภคนอกพื้นที่จังหวัดลพบุรี รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สินค้าของจังหวัดลพบุรีให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยนำสินค้าเด่นของจังหวัดลพบุรีที่มีคุณภาพ คัดมาเฉพาะงานนี้ กว่า 50 ร้านค้า อาทิ ปลาส้มฟัก ไข่เค็มดินสอพอง ผ้าทอมัดหมี่ กางเกงลิงลพบุรี ตะกร้าสานพลาสติก กระยาสารท  ข้าวหมาก ข้าวเม่าสด ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน กาละแม ไอศครีมผลไม้ สมูทตี้ผลไม้ น้ำนมข้าวโพดข้าว เมล็ดทานตะวันคั่ว  ถั่วทอง ถั่วลิสง  ข้าวโพดคั่วโบราณ น้ำผึ้ง ตะกร้าสานเส้นพลาสติก อาหารหลากหลาย และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายนาทีทอง ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

เปิดตัว WAARA Wellness and Health Café เฮลท์คาเฟ่แห่งแรกในประเทศไทย

เปิดตัว WAARA Wellness and Health Café เฮลท์คาเฟ่แห่งแรกในประเทศไทย

เปิดตัว WAARA Wellness and Health Café เฮลท์คาเฟ่แห่งแรกในประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

WAARA Wellness and Health Café เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกของการดูแลสุขภาพที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Era of Holistic Longevity” หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่านการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสมดุลภายในงานเปิดตัว ได้รับเกียรติจาก ท่านภราดร ปริศนานันทกุล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติและคนในวงการสุขภาพและไลฟ์สไตล์เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

คุณวชิราภรณ์ สุระหิรัญพล ผู้ก่อตั้ง WAARA Wellness เผยว่า WAARA Wellness ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์สุขภาพทั่วไป แต่ตั้งใจให้เป็น “พื้นที่ของการเริ่มต้นดูแลตัวเอง” ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยผสานแนวคิดสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Wellness) เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน“เราอยากให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ใช่แค่เพื่อความสวย แต่คือการมีสุขภาพดีในระยะยาวต่อไป”บรรยากาศภายในงานเป็นกันเองและอบอุ่น โดยมีแขกรับเชิญพิเศษอย่าง แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส ที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองเรื่องการดูแลตัวเองอย่างสมดุล รวมถึง อุ้ม ลักขณา และ เจ็ง วิไลลักษณ์ ตระการรุ่งโรจน์ ที่มาร่วมแสดงความยินดี

WAARA นำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพที่ครบด้านในที่เดียว ได้แก่Nutritional Excellenceเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ออกแบบโดยคำนึงถึงโภชนาการที่เหมาะสม อร่อยและทานได้จริงในชีวิตประจำวันHolistic Wellness การดูแลที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ และความสมดุลของอารมณ์Longevity Innovationการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยวางแผนสุขภาพในระยะยาวนอกจากนี้ WAARA ยังมีบริการดูแลสุขภาพและความงามที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เช่นวิตามินบำบัด (IV Drip) ที่ปรับสูตรตามความต้องการของร่างกาย
Facial Treatment ที่ผสานศาสตร์การนวด เช่น ยกกระชับ เดรนน้ำเหลือง และการบำบัดผิวในรูปแบบต่างๆBody Treatment ด้วยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยดูแลรูปร่างและฟื้นฟูร่างกายอย่างปลอดภัยPreventive Health Consultation การปรึกษา และวางแผนดูแลเชิงป้องกัน WAARA Wellness and Health Café เปิดให้บริการแล้ววันนี้ พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพแบบยั่งยืน ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกันเอง และเข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Social Media : WAARA Wellness and Health Café  https://www.facebook.com/waarawellness  https://www.instagram.com/waarawellness?igsh=ank5bzlyN3ZzdzNm&utm_source=qr

เช็กให้รู้ ดูให้ชัวร์ แชร์ให้เป็น อย. ผนึก 4 มหา’ลัย ปั้นเครือข่าย Young Smart Consumers

เช็กให้รู้ ดูให้ชัวร์ แชร์ให้เป็น อย. ผนึก 4 มหา’ลัย ปั้นเครือข่าย Young Smart Consumers

เช็กให้รู้ ดูให้ชัวร์ แชร์ให้เป็น อย. ผนึก 4 มหา’ลัย ปั้นเครือข่าย Young Smart Consumers

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันด้านสุขภาพให้คนรุ่นใหม่ จับมือ  4 สถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จัดกิจกรรม “Young Smart Consumers: วัยรุ่นไทย รู้ไว้ ใช้เป็น” ครั้งที่ 2 ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษารู้เท่าทันโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพในยุคดิจิทัล

วันนี้ (7 พฤษภาคม 2569) ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (SCL) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) นายแพทย์รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ปัจจุบัน อย. พบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเข้าข่ายผิดกฎหมายมากกว่า 20,000 รายการต่อปี ส่วนใหญ่เป็นการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง จึงจำเป็นต้องสร้างทักษะคิด วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลให้กับกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็น Digital Generation ให้สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

ภายในงานมีการจัดกิจกรรม Interactive Learning และ Talk Show โดย วีเจจ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี พร้อมฐานการเรียนรู้ 4 ฐาน อาทิ การตรวจสอบเลข อย. การอ่านฉลากโภชนาการ การแจ้งเบาะแสโฆษณาผิดกฎหมาย และการติดตามข้อมูลผ่าน FDA Channel โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 200 คนทั้งนี้ อย. มุ่งผลักดันเยาวชนสู่การเป็น “Young Smart Consumers” ภายใต้แนวคิด “เช็กให้รู้ ดูให้ชัวร์ แชร์ให้เป็น” พร้อมขยายเครือข่ายเยาวชนเฝ้าระวังภัยสุขภาพ เพื่อร่วมสร้างสังคมไทยรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภคสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์นกกาเหว่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์นกกาเหว่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์นกกาเหว่า

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกของชีวิตนั้น การเดินทางสู่ความสำเร็จ มักมีขวากหนามและหลุมพรางที่คอยลวงตาเสมอ  กว่าร้อยปีมาแล้ว    ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี (B.P.) ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลก ได้สอนวิธี “รู้จักคนขี้โกง ประเภทนกกาเหว่า”   ไว้ในหนังสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ”  “Rovering to Success” ว่า     

ในธรรมชาติ นกกาเหว่าได้ชื่อว่าเป็นนกที่เจ้าเล่ห์ที่สุด  ชอบเอาไข่ของตนไปแอบให้แม่กาดำฟัก  โดยจิกไข่ในรังเจ้าของเดิมออก แล้วแอบวางไข่ของตนเข้าแทน โดยแม่กาไม่รู้   แล้วปล่อยให้แม่นกกาดำรับภาระเลี้ยงดูลูกนกกาเหว่าจนเติบใหญ่   โดยนกกาเหว่าไม่เคยเหนื่อยยากกับการสร้างรัง และไม่เคยฟักไข่เอง

ท่าน บีพี เปรียบเทียบพฤติกรรมของมนุษย์แบบนี้ว่าเป็น “มนุษย์นกกาเหว่า Human Cuckoo”  ซึ่งหมายถึงคนขี้โกง  ที่คอยจ้องจะฉวยผลประโยชน์จากน้ำพักน้ำแรงของผู้อื่น เป็นคนประเภท “เอาแต่ได้” ที่แทรกซึมเข้าไปในสังคมเพื่อดึงเอาทรัพยากร หาชื่อเสียง หรือความดีความชอบมาเป็นของตน โดยที่ตัวเองแทบไม่ได้ลงมือลงแรงอะไรเลย

บางคนใช้คำพูดเป็นอาวุธ โดยเฉพาะ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ บางจำพวกที่เก่งกาจในการหาเสียงโน้มน้าวใจ พวกเขา เป็นเสมือนนักสะกดจิตที่ใช้คำสัญญาอันสวยหรูมาปิดบังเจตนาที่แท้จริง

ท่าน บีพี  บอกว่า มนุษย์เรามีจุดอ่อนอย่างหนึ่งคือ “มักเชื่อเรื่องที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นเรื่องจริง”  ดังนั้น    เมื่อเห็นบทความเป็นเอกสารจาก นักเขียนหรือนักหนังสือพิมพ์ ฝีมือดี ที่ร้อยเรียงอักษรได้อย่างสละสลวย ก็มักจะปล่อยให้ตัวอักษรเหล่านั้นจูงจมูกไป โดยลืมตรวจว่าเบื้องหลังข้อความนั้นมี “ความจริง” อยู่กี่มากน้อย

บีพี  ไม่ได้สอนให้เรากลายเป็นคนขี้ระแวงจนไร้ความสุข แต่สอนให้เป็นคน “มีไหวพริบ” ท่านเปรียบคนเหลวไหลหรือคนเจ้าเล่ห์ว่า “คดเคี้ยวเหมือนงู” เส้นทางของคนเหล่านี้ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง เจตนาของเขาซ่อนอยู่ในซอกหลืบของคำพูดที่ดูดี ดังนั้น หลักการรับมือที่สำคัญที่สุดคือ:

1. ลืมตาไว้ข้างหนึ่งเสมอ: แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ดูน่าไว้วางใจ ก็ต้องเหลือพื้นที่ไว้สำหรับความช่างสังเกต อย่าหลับตาเชื่อเพียงเพราะภาพลักษณ์ที่เขาสร้างขึ้น

2. ฟังหูไว้หู: อย่าให้ความไพเราะของเสียงหรือความสวยงามของตัวอักษรมาปิดบังข้อเท็จจริง จงนำสิ่งที่ได้ยินมากลั่นกรองด้วยสติปัญญาของตน

ท่านบีพี สอนว่า  “การเดินทางของชีวิตเปรียบเสมือนการพายเรือไปสู่ความสำเร็จ หากเราไม่รู้จักแยกแยะ “นกกาเหว่า” ในคราบมนุษย์ เราอาจกลายเป็นผู้ที่เหนื่อยยากสร้างรังเพื่อให้คนอื่นมาชุบมือเปิบ หรือร้ายกว่านั้น คือการถูกจูงใจให้หลงเชื่อในสิ่งที่เป็นเท็จจนเสียศูนย์เสียทาง

ความดีที่แท้จริง  ต้องมาคู่กับปัญญา ปัญญาจะช่วยให้เราเห็นความคดเคี้ยวของงู และเห็นไข่ของนกกาเหว่าที่แอบวางไว้ในรังใจของเรา”

การอ่านหนังสือคำสอนของเบเดนโพเอล เรื่องมนุษย์นกกาเหว่า  เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ10 ด้วยการเรียน เชื่อฟังคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิ (ธัมมสวนมัย)  เพื่อเพิ่มพูนไหวพริบ และปัญญาในการดำเนินชีวิต  มิให้ตกเป็นเหยื่อของคนชั่ว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รูว่า “คนดีต้องรู้ทันคนเอาแต่ได้ และคนขี้โกง แบบนกกาเหว่า”

ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย  สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ   https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 8 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 8 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 8 พฤษภาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานพิธีมอบหนังสือพระราชทาน สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เล่ม 45 ฉบับพระราชทาน ให้กับสถานศึกษาในพื้นที่ จ.นครปฐม 70 แห่ง เพื่อให้นักเรียนใช้ในการศึกษาและเข้าถึงสารานุกรมฯ ได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึงตามพระราชปณิธาน..
  • พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข รับมอบเงินบริจาคจาก ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก.บจ.ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” สานต่อโครงการ  “ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพช่าง ปีที่ 5” เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน รร.พระดาบส มูลนิธิพระดาบส ช่วยฝึกสอนวิชาชีพให้ผู้ด้อยโอกาส..
  • พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ และ วัลลภ อธิคมประภา เปิดบ้าน เลี้ยงวันเกิดให้ รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ งานนี้ สุวพันธุ์-รุ่งนภา ตันยุวรรธนะ, วิทยา-วาสินี ผิวผ่อง, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, ดร.ลักขณา  ลีละยุทธโยธิน, ศ.สุรเดช หงส์อิง, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร, ธีรเดช สินธพเรืองชัย, ประภาพรรณ  พิชัยคำ, โอม ศิวะดิตถ์, ดร.ศิพัฒน์ ไตรอุโฆษ, จักร  โกศัลยวัตร, ฉวีวรรณ ทิมา, มาโนช สุขเพิ่ม, ภัทธิรา หาญสกุล ไม่พลาด..
  • ยินดีกับ วิรัตน์ รักษ์พันธ์ ได้เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา..
  • มิตรสหายร่วมยินดีกับ พล.อ.อ. อิทธพร คณะเจริญ ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก..
  • ผศ.นพ.ทวีลาภ ตั๊นสวัสดิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.บูรพา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา ให้แก่นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์และพยาบาลศาสตร์ ม.บูรพา ประจำปีการศึกษา 2568..
  • ชาว ปธพ. 1 ยินดีกับ นพ.อิทธิกร โถสุวรรณโชต ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ ปธพ.ประจำปี 2569 ในงานคืนสู่เหย้า บายศรีสู่ขวัญ ปธพ. 1-12 และ ปนพ. 1-3..
  • แม้มีภารกิจมาก ผศ.ดร.ประพันธ์พงษ์ ขำอ่อน ได้จัดสรรเวลามาบรรยายให้หลักสูตร Digital CEO# 9..
  • สุเมธ สุรบถโสภณ พร้อมเพื่อนๆ BCC 129 ร่วมยินดีกับ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย, โชติพัฒน์ พีชานนท์ และ วรวุฒิ กาญจนกูล ที่ได้รับรางวัล บีซีซี ดีเด่น “รางวัลอารีย์ เสมประสาท” ประจำปี 2568..
  • ธนชน เคนสิงห์ ผอ.สวนสัตว์นครราชสีมา ประกาศชื่อของ “ลูกฮิปโปแคระ” เป็นหลานของเจ้า “หมูเด้ง” หลังได้คะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ชื่อว่า “หมูแดง” เป็นลูกฮิปโปแคระตัวแรกที่กำเนิดที่สวนสัตว์นครราชสีมา..
  • สำหรับอายุ 65 ปีขึ้นไป พญ.ลลิดา วีระวิทยานันต์ แนะนำ 8 วัคซีนสำคัญ คือคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก, ไข้หวัดใหญ่, โควิด-19, หัด คางทูม หัดเยอรมัน, อีสุกอีใส, ไวรัสตับอักเสบบี, การติดเชื้อแบคทีเรีย, RSV เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค สร้างภูมิคุ้มกัน ลดการแพร่กระจาย ลดการเสียชีวิต และควบคุมการระบาดได้ ติดตามที่ https://youtu.be/XG8tUdBAnEI?si=AsYLP83kuFn3Vn__..

น้องใหม่

โม มนชนก ไม่เขินใช้คนละครึ่ง พร้อมวอนแก้ปัญหาค่าไฟแพง

โม มนชนก ไม่เขินใช้คนละครึ่ง พร้อมวอนแก้ปัญหาค่าไฟแพง

โม มนชนก ไม่เขินใช้คนละครึ่ง พร้อมวอนแก้ปัญหาค่าไฟแพง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งเสียงที่พูดถึงปัญหาค่าไฟแพงที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่ สำหรับนักแสดงสาว “โม มนชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ” หลังออกมาโพสต์ระบายผ่านโซเชียลเกี่ยวกับบิลค่าไฟที่พุ่งสูงผิดปกติ จนกลายเป็นไวรัลและมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569  “โม มนชนก” ได้พูดถึงประเด็นดังกล่าว โดยเจ้าตัวยอมรับว่า ค่าไฟในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคมประมาณ 30% ทั้งที่ช่วงที่ผ่านมาเธอพยายามประหยัดเต็มที่ ด้วยการทนร้อน เปิดเพียงพัดลมแทนเครื่องปรับอากาศทั้งกลางวันและกลางคืน

โมเผยว่า ตอนเห็นบิลค่าไฟถึงกับรู้สึกโกรธ เพราะคิดว่าตัวเองลดการใช้ไฟลงมากแล้ว แต่กลับต้องจ่ายแพงขึ้นกว่าเดิม โดยคาดว่าสาเหตุอาจมาจากการใช้เตาไฟฟ้าทำอาหารบ่อยขึ้น เนื่องจากช่วงนี้ไม่ค่อยออกไปไหน และเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวอาจกินไฟมากกว่าที่คิด

นอกจากนี้ นักแสดงสาวยังเล่าแบบติดตลกว่า หากค่าไฟยังพุ่งต่อเนื่อง อาจต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านคุณแม่ที่จังหวัดนนทบุรี เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และจะเปิดแอร์ให้เต็มที่ทุกห้องแบบไม่ต้องกังวลเรื่องค่าไฟอีกต่อไป

ส่วนประเด็นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่กำลังจะเปิดลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ โมเผยว่า ตนเองเตรียมลงทะเบียนแน่นอน และไม่รู้สึกเขินที่จะใช้สิทธิ เพราะมองว่าเป็นเงินจากภาษีของประชาชน