แสลงใจนักการเมืองเทา? ‘สมชาย’ฉายภาพ’ประชามติ’รัฐธรรมนูญ

แสลงใจนักการเมืองเทา? 'สมชาย'ฉายภาพ'ประชามติ'รัฐธรรมนูญ

แสลงใจนักการเมืองเทา? ‘สมชาย’ฉายภาพ’ประชามติ’รัฐธรรมนูญ

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #รู้ทันการเมืองไทย #รู้ทันประชามติ

Ep.1 มาตรา160(4)(5)แสลงใจนักการเมืองเทา?

ก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์นี้ประชาชนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

ควรรับทราบให้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญมาตราใด

บ้างที่นักการเมืองอยากแก้ไข

โดยจะขอนำเสนอรายประเด็นให้ทราบต่อไปดังนี้

มาตรา160(4)(5) ในเรื่องคุณสมบัติ ที่ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่ประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง นั้น

เป็นมาตราหนึ่งที่นักการเมืองส่วนใหญ่ในหลายพรรคทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน อยากแก้ไขโละทิ้งมากที่สุดมาตราหนึ่ง

ด้วยเหตุผล ที่เคยถูกยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ให้อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วอย่างน้อย2คน และยังโยงไปถึงบทบัญญัติเรื่องจริยธรรม สส สว ที่ทำให้รัฐมนตรีบางคน พ้นจากตำแหน่งในเรื่องครอบครองที่ดินป่าอุทยานเขาใหญ่

ทำให้สส ถูกปปชชี้มูล เรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรงเพราะเสียบัตรลงคะแนนแทนกัน และบุกรุกที่ดิน

ป่าสงวน ซึ่งศาลฎีกาเคยพิพากษาจำคุกและให้พ้นจากตำแหน่งมาแล้ว เกือบ10 คน

รัฐธรรมนูญมาตราแสลงใจนายกฯ รมต สส สว นี้

กำลังจะถูกยกเลิกไปในการลงประชามติเห็นชอบ

ให้เลิกรัฐธรรมนูญ2560

และจะไม่มีวันปรากฏมาตรา160(4)(5)อีกไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เพราะไม่มีวันที่พวกเขาจะยอมให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือสสร ที่เขาตั้งขึ้น บัญญัติไว้อีกแน่นอน

จึงเสนอมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงประชามติ X #ไม่เห็นชอบ

#ล้มรัฐธรรมนูญ #ปราบโกง

สมขาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาญัตติขอให้สภา
มีมติส่งเรื่องที่มีเหตุสมควรจะให้มีการออกเสียงประชามติให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ของวุฒิสภา

เอกสารประกอบการพิจารณา
https://share.google/EesRoQsYhDf5yiwDt

‘ชัยวุฒิ-เจษฎ์’ลุยเมืองจันท์ เผยกระแสคนรุ่นใหม่ตอบรับล้นหลาม

'ชัยวุฒิ-เจษฎ์'ลุยเมืองจันท์ เผยกระแสคนรุ่นใหม่ตอบรับล้นหลาม

‘ชัยวุฒิ-เจษฎ์’ลุยเมืองจันท์ เผยกระแสคนรุ่นใหม่ตอบรับล้นหลาม

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่ภาคตะวันออกทวีความเข้มข้น ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายชาตรี ทิพยเจือจุน บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 13, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายอดุลย์ ศรีภูมิสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.จันทบุรี เขต 3 เบอร์ 9 ลงพื้นที่บริเวณสนามสามเหลี่ยมทุ่งนางเชย สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แลนด์มาร์กสำคัญใจกลางเมืองจันทบุรี เพื่อจัดกิจกรรม “รักชาติเริ่มที่การรับฟัง”

​บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ตั้งใจมารับฟังวิสัยทัศน์จำนวนมาก โดยทีมพรรครักชาติ ได้สลับกันนำเสนอนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เปลี่ยนวิธีคิดภาครัฐ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนจาก “รัฐสงเคราะห์” (เน้นการแจกจ่าย) ให้กลายเป็น “รัฐส่งเสริม” (มอบเครื่องมือทำมาหากิน) เพื่อให้ประชาชนยืนได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน รวมถึงแก้โจทย์ “ทุน” และ “ต้นทุน” ให้รายย่อย อีกทั้งนโยบายแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของพ่อค้าแม่ขาย (SMEs) ที่มักติดขัดเรื่องเอกสารและการตรวจสอบเครดิตบูโรจากธนาคารพาณิชย์ โดยเสนอให้ “แบงก์รัฐ” เข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลาง

นอกจากนี้ ยังนำเสนอนโยบาย “บันเทิงไทยสากล” ซึ่งทีมพรรครักชาติ ได้นำเสนอตอนหนึ่งว่า ​”พรรครักชาติมองเห็นศักยภาพของคนไทย เราต้องการเปลี่ยนวัฒนธรรมและความบันเทิงให้เป็นเม็ดเงินเข้าประเทศ นโยบายบันเทิงไทยสากลไม่ใช่แค่ความฝัน แต่คือการสร้างงาน สร้างอาชีพ และดึงรายได้เข้าสู่กระเป๋าพี่น้องประชาชนทุกคน”

​ขณะที่ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม โดยในช่วงหนึ่งของกิจกรรม ได้จัด Open Mic ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่จันทบุรีได้สะท้อนมุมมองทางการเมืองและปัญหาในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบายพรรค ซึ่งบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของ New Voter ในพื้นที่

​หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมบริเวณสนามสามเหลี่ยมทุ่งนางเชย สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทีมพรรครักชาติได้ขึ้นรถแห่รอบตัวเมืองจันทบุรี พร้อมเปิดเพลงประจำพรรค “รักชาติ 35” กระหึ่มทั่วเมือง สร้างสีสัน และเรียกความสนใจจากประชาชนสองข้างทางที่ต่างหยุดดูและทักทาย

​จากนั้นปิดท้ายภารกิจด้วยการเดินเท้าลุยหาเสียงบริเวณ ตลาดน้ำพุ อำเภอเมืองจันทบุรี ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของจังหวัด โดยนายชัยวุฒิและ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าอย่างเป็นกันเอง พร้อมชิมอาหารจากพ่อค้าแม่ค้าตลอดสองข้างทาง ท่ามกลางกระแสตอบรับจากพ่อค้าแม่ค้า ที่ต่างเข้ามาพูดคุยสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงฝากความหวังไว้กับทีมพรรครักชาติ ซึ่งทั้งสองแคนดิเดตนายกฯ รับปากจะนำทุกเสียงสะท้อนไปผลักดันเป็นนโยบายเร่งด่วนหากได้เป็นรัฐบาล

​นับเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญของ “พรรครักชาติ” ในการปักธงพื้นที่ภาคตะวันออก ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและกระแสตอบรับที่ไม่ธรรมดา

– 006

‘เอกนัฏ’โว‘อนุทิน’ฟีเวอร์ ลั่น!ปักธงเมืองกรุง พร้อมเดินสุดซอยจนถึงวันเลือกตั้ง

‘เอกนัฏ’โว‘อนุทิน’ฟีเวอร์ ลั่น!ปักธงเมืองกรุง พร้อมเดินสุดซอยจนถึงวันเลือกตั้ง

‘เอกนัฏ’โว‘อนุทิน’ฟีเวอร์ ลั่น!ปักธงเมืองกรุง พร้อมเดินสุดซอยจนถึงวันเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.36 น.

“เอกนัฏ”ลงพื้นที่พญาไท ช่วย”ครูพรีมมี่ นรเสฏฐ์”หาเสียง โว”อนุทิน”ฟีเวอร์ ลงพื้นที่กองเชียร์เพียบแบบไม่เคยมีมาก่อน ลั่นปักธงเมืองกรุงฯ พร้อมเดินสุดซอยจนถึงวันเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงการเลือกตั้งพื้นที่ กทม.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงพื้นที่ช่วย นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขตดินแดง พญาไท เบอร์ 13 มาพบปะหาเสียงกับประชาชนที่บริเวณลานกีฬาชุมชนใต้ทางด่วนพระราม 6

โดย นายเอกนัฏ กล่าวว่า วันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไปเดินพบปะประชาชนที่คลองลัดมะยมจะเห็นว่ามีกองเชียร์เยอะแยะไปหมด ไม่เคยมีใครมาเชียร์มากขนาดนี้มาก่อน สนามเลือกตั้ง กทม. เป็นสนามที่ท้าทายทุกพรรค ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยรู้ดีว่าที่ผ่านมาเลือกตั้งปี 66 หลายคนไม่ได้เลือกเรา แต่เที่ยวนี้มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปกับนายอนุทิน มาเชียร์ให้กำลังใจกัน บอกจะเลือกภูมิใจไทยแน่นอน มั่นใจว่าจนถึงวันที่ 8 ก.พ.เราจะเดินหน้าให้เต็มที่ เชื่อว่าครั้งนี้นายนรเสฏฐ์มีโอกาสได้เป็น สส.

นายเอกนัฏ กล่าวว่า การที่นายอนุทินเข้ามาเป็นนายกฯ ไม่ถึง 3 เดือน ได้ทำผลงานไว้หลายอย่าง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำโครงการคนละครึ่งพลัส และโดยเฉพาะเรื่องชายแดน ถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาลก็จะสร้างกำแพงปกป้องอธิปไตยของไทย เราพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว และยังมีนโยบายอีกหลายอย่าง แล้วยังมาพร้อมกับทีมอเวนเจอร์สอีก ขนาดมีเวลาไม่ถึง 4 เดือน ยังทำได้ขนาดนี้ ถ้ามีเวลา 4 ปี จะทำได้ขนาดไหน

ด้าน นายนรเสฏฐ์ ปราศรัยกับประชาชนในพื้นที่ ว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องคือ เราจะเพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัยทุกอำเภอทั่วประทศ และเขตดินแดงต้องมีโรงพยาบาล เราจะผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม

– 006

‘เอกนัฏ’อ้อนชาว ‘ดินแดง-พญาไท’ เทหมดใจ ดัน’ครูพรีมมี่’เข้าสภาฯ

'เอกนัฏ'อ้อนชาว 'ดินแดง-พญาไท' เทหมดใจ ดัน'ครูพรีมมี่'เข้าสภาฯ

‘เอกนัฏ’อ้อนชาว ‘ดินแดง-พญาไท’ เทหมดใจ ดัน’ครูพรีมมี่’เข้าสภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.22 น.

“เอกนัฏ” อ้อนชาว “ดินแดง – พญาไท” เทหมดใจ ดัน“ครูพรีมมี่” เบอร์ 13 ภูมิใจไทย เข้าสภาฯ 

“เอกนัฏ” ขึ้นเวที “ดินแดง – พญาไท ขอกาภูมิใจไทย 2 ใบ ฝากเทคะแนนให้ “ครูพรีมมี่” เข้าสภาฯ เสริมมือทำงานให้ พรรค ชี้เลือกตั้งครั้งนี้สำคัญ ประเทศจะเสี่ยงไม่ได้แล้ว ย้ำเดินหน้าคนละครึ่งพลัสเฟส 2 – สร้างกำแพงตามแนวชายแดน ด้าน “ครูพรีมมี่” ขอโอกาสเข้าไปทำงานเพื่อประชาชน พร้อมพัฒนาพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิต “ดินแดง – พญาไท” ต้องดีขึ้น 

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่ กทม. พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยด้วยแกนนำพรรค ขึ้นเวทีปราศรัย ตลาดใต้ทางด่วนหน้าวัดมะกอก เพื่อหาเสียงให้กับ นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ ผู้สมัคร สส.เขตดินแดง – พญาไท เบอร์ 13 พรรคภูมิใจไทย  โดยได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่เข้าฟังการปราศรัยอย่างเนืองแน่น 

นายเอกนัฏ ปราศรัยตอนหนึ่งว่า ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้กลับมาใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ประกาศปกป้องชีวิตพี่น้องทหาร สร้างกำแพงตามแนวชายแดน เพื่อปกป้องไม่ให้มีอาวุธสงครามตกมาใส่คนไทย เป็นกำแพงกั้นสินค้าเถื่อน ยาเสพติด สำหรับนายอนุทิน แม้จะมีบุคลิกนอบน้อม เข้าคนง่าย แต่พอเป็นการปัญหาไทยกัมพูชาอย่างเด็ดขาด จนสามารถสถาปนาความมั่นคงจัดระเบียบตามแนวชายแดนได้ 17 จุด เป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งยังมีทีมงานคุณภาพอย่าง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ที่ทำผลงานในรอบ 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา จนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งเรื่องค้าขาย ทำข้าวขึ้นราคา เรื่องเวทีนานาชาติ เรื่องคนละครึ่งพลัส ทำจีดีพีขยับขึ้น สะท้อนภาพชัดเจนว่าภูมิใจไทยพูดแล้วทำ ทำแบบให้เห็นผลงานแล้ว ตอนนี้ นายกฯ เดินตามตลาดต้องดูแลให้ดี เพราะเจ้าหนี้เยอะมาก ตามมาทวงหนี้ 2,000 บาท 2,400 บาท กับโครงการคนละครึ่งพลัส ดังนั้น คนอย่างอนุทิน ต้องกลับมาใช้หนี้ นโยบายคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ทำทันที

“ทำงานไม่ถึง 3 เดือน ยังทำได้ขนาดนี้ ถ้ามีเวลา 4 ปี จะทำได้ขนาดไหน  พรรคภูมิใจไทยไม่ขายฝัน เราพิสูจน์ฝีมือแล้วมั่นใจทำได้แน่นอน รอบนี้มากับทีมแอดเวนเจอร์ ศุภจี สีหศักดิ์ เอกนิติ และท่านอนุทิน ทำให้ผมเดินหน้าสุดซอยต่อแน่นอน เข้าใจว่ามีหลายพรรคมาประชาสัมพันธ์ จะขอทำนั่นนี่ แต่เที่ยวนี้การเลือกของท่านมีผลกับประเทศไทย เรายอมให้ไทยอยู่แบบเสี่ยงๆ แบบนี้ได้หรือ เสี่ยงโดยไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลสนบัสนนุนกองทัพหรือไม่ จะยอมให้ประชานิยมมาทุบกระปุก จะเสี่ยงแบบนี้ต่อไปหรือไม่ ถ้าเสี่ยงไม่ได้ ก็ไม่ยาก เลือกคนที่ไม่เสี่ยง คือคนที่ทำมาแล้วสำเร็จ ตามที่พูด ไม่ต้องเสี่ยงแล้ว 8 กุมภาพันธ์ เอาชัวร์อย่าให้ใครหลอก เลือกคน ภูมิใจไทย 2 ใบ บัตรเขียวเลือก นรเสฏฐ์ เบอร์ 13 บัตรบัตรสีชมพู เบอร์ 37 พรรคภูมิใจไทย และสำหรับนายนรเสฏฐ์นั้นเป็นคนมีความสามารถ มีชื่อมีชั้นในพื้นที่อยู่แล้ว”นายเอกนัฏ กล่าว  

ด้านนายนรเสฏฐ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มองเห็นปัญหาของประชาชน ที่ตนอยากเข้าไปช่วยแก้ไข ไปเป็นปากเป็นเสียงในสภาฯ อยากช่วยพัฒนาทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต ยกระดับรายได้ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้น้องๆ เยาวชน ผลักดันเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ สานต่อคนละครึ่งพลัส และเรื่องสำคัญที่ตนอยากเห็นมากที่สุดคือ คนดินแดง – พญาไท ต้องมีโรงพยาบาลรัฐที่มีมาตรฐานในพื้นที่ ซึ่งตนพร้อมจะเป็นกระบอกเสียงส่งไปให้ถึงในระดับนโยบาย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ลงพื้นที่อย่างมั่นใจ ประชาชนให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะเห็นผลงานของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตอกย้ำเรื่องการพูดแล้วทำ และนโยบายต่างๆ ที่หาเสียงครั้งนี้ ก็เป็นนโยบายที่ทำได้จริงๆ โดยตนยังคงใช้ยุทธศาสตร์เคาะประตูบ้านให้ชาวบ้านได้เห็นหน้าตา หวังว่าประชาชนจะเปิดใจให้โอกาสตนสักครั้ง ตนจะทำงานเต็มที่แน่นอน ขอโอกาสจากพี่น้องประชาชน กาเบอร์ 13 เลือกครูพรีมมี่ เข้าไปทำงาน
หลังจากปราศรัยแล้วเสร็จ นายเอกนัฏและนายนรเสฏฐ์ เดินพบปะทักทายประชาชนที่มาฟังการปราศรัย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักประชาชนขอถ่ายรูป พร้อมตะโกนว่าเบอร์ 13 สู้ๆ

นายกฯ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจแผนบริหารจัดการน้ำ แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

นายกฯ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจแผนบริหารจัดการน้ำ แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

นายกฯ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจแผนบริหารจัดการน้ำ แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.47 น.

นายกฯ ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำประตูระบายน้ำสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี รับฟังแผนการสูบน้ำและบริหารจัดการน้ำลงทุ่งโพธิ์พระยา เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.69 เวลา 16.00 น. ที่ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ตำบลบางเลน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เข้าร่วม

 นายกรัฐมนตรีรับฟังบรรยายจากนายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เกี่ยวกับแผนการสูบน้ำช่วยเหลือและการบริหารจัดการน้ำลงทุ่งโพธิ์พระยา ซึ่งมีพื้นที่ 211,653 ไร่ รับน้ำเข้าทุ่ง 203 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ แผนงานประกอบด้วย อาทิ 1) แผนงานปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก เพื่อระบายน้ำในแนวเหนือ-ใต้ ตั้งแต่คลองเจ้าเจ็ดต่อเนื่องไปสู่ทะเลอ่าวไทยให้มากที่สุด เพื่อลดภาระการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนและเจ้าพระยา 2) แผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายแม่น้ำท่าจีน และ 3) แผนงานพื้นที่รับน้ำนอง เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำรวม 1.2 ล้านไร่ เพื่อให้ได้พื้นที่ชะลอน้ำปริมาณ 1,700 ล้าน ลบ.ม. แก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้รับฟังรายงานการกำจัดผักตบชวา ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเอ่อล้นตลิ่งริมคลองสองพี่น้อง โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดและกรมชลประทานได้บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมวางแผนขุดลอกคลองและกำจัดผักตบชวาตลอดทั้งปี ส่งผลให้การผลักดันและระบายน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ภายหลังรับฟังการบรรยาย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประชาชนที่มาต้อนรับในการลงพื้นที่ติดตามสภาพปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจมาโดยตลอด และยิ่งเข้าใจปัญหานี้ว่าอยู่ที่การตัดสินใจและการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ เมื่อได้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

“หากบ้านเรือนของประชาชนน้ำท่วมเกิน 7 วัน รัฐบาลต้องจ่ายเงินเยียวยาในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งค่าเยียวยาใช้งบประมาณมากกว่าค่าใช้จ่ายในการขยายประตูระบายน้ำ การขุดลอกทางน้ำ ค่าซ่อมแซมถนน หรือการกำจัดผักตบชวา จึงไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน รัฐบาลไม่สามารถเลี่ยงการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ และต้องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาว ไม่ต้องทุกข์กับภัยธรรมชาติในทุกปี” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ไม่หวั่น!คะแนนตาม’ปชน.’ ‘ยศชนัน’บอกมีโพลลับ’เพื่อไทย’นำโด่ง

ไม่หวั่น!คะแนนตาม'ปชน.' 'ยศชนัน'บอกมีโพลลับ'เพื่อไทย'นำโด่ง

ไม่หวั่น!คะแนนตาม’ปชน.’ ‘ยศชนัน’บอกมีโพลลับ’เพื่อไทย’นำโด่ง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.33 น.

“ยศชนัน”ไม่หวั่นหลังคะแนนนิด้าโพลตามหลัง”ปชน.” บอกมีโพลลับ”เพื่อไทย”นำโด่ง เตรียมปล่อยนโยบายหมัดเด็ดโค้งสุดท้าย ดึงคะแนนคนยังไม่ตัดสินใจ ลั่นพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งnรบ. เมิน”ไชยชนก”ประกาศไม่จับมือ ถามกลับใครพูดจริงหลัง”อนุทิน”แย้งแค่ความเห็นส่วนตัว

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 ที่โรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิทยา จ.กาญจนบุรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงผลของนิด้าโพลที่ระบุว่าประชาชนชาวเชียงใหม่เลือกพรรคและตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน (ปชน.) โดยคะแนนนำพรรคเพื่อไทย ว่า เรื่องนี้ยังไม่มีความกังวลอะไร เนื่องจากเราลงพื้นที่มาก่อน และเรามองเห็นหลายส่วน สำหรับเรื่องโพลเรามีหลายโพลอยู่พอสมควร ซึ่งวันนี้เขายังไม่ได้เปิดเผยออกมา เป็นโพลที่พรรคเพื่อไทยนำอยู่เยอะพอสมควร ตรงนี้ทำให้เรามั่นใจและเป็นหนึ่งในความคิดเห็นต่างๆ ที่ทำให้จำเป็นต้องทำงานหนักขึ้น ขณะเดียวกันขวัญกำลังใจยังดีอยู่ เพราะมีอีกหลายโพลที่เราทราบมา

เมื่อถามว่า จะมีคณะใหญ่ลงพื้นที่หาเสียงย้ำใน จ.เชียงใหม่ อีกหรือไม่ เพื่อให้ความมั่นใจว่าสามารถยึดพื้นที่คืนได้ นายยศชนัน กล่าวว่า ตอนนี้ทีมงานวางแผนในการย้ำพื้นที่อยู่ การย้ำต้องย้ำพื้นที่ พยายามลงในทุกพื้นที่ ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ทั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ก็พยายามกระจายตัวกันลงพื้นที่ ที่สำคัญที่สุดการทำงานอย่างหนักของ สส.เขตของเรา พิสูจน์มาแล้วว่าไม่ได้เพิ่งลงพื้นที่ในช่วงเลือกตั้ง แต่ทุกคนลงพื้นที่ก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อถามว่า โพลของสื่อมวลชนยังมีความนิยมเป็นอันดับ 1 และมีความแตกต่างจากหลายสำนักโพลที่ยังมีคะแนนเป็นรองนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า แน่นอนว่าตอนนี้ยังไม่จบ เรายังเหลือเวลาอีก 2 สัปดาห์ ความเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ ในจุดนี้ถ้ามอง สส.ทุกคนของเราต้องทำงานเพิ่มเติมอย่างหนัก เพื่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ตนเชื่อว่าครั้งนี้คือการเลือกตั้งแห่งความเปลี่ยนแปลง และเป็นความหวังให้พี่น้องประชาชนทุกคน และในสัปดาห์สุดท้ายจะเป็นสัปดาห์ที่เราสื่อสารนโยบายจริงๆ แล้วทุกคนจะนำนโยบายตรงนี้มาเปรียบเทียบ หลายคนยังไม่ได้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะฉะนั้นโอกาสของเรายังมีอยู่ มั่นใจว่าวันนี้เราพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกมาประกาศว่าจะไม่จับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย นั้น นายยศชนัน กล่าวว่า อีกวันหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ออกมาบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ตรงนี้ตนเลยไม่แน่ใจว่าอันไหนเป็นความจริง เลยยังไม่ให้ข้อมูลตรงนี้เพิ่มเติม เมื่อถามย้ำว่า มองว่าเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของนายไชยชนก ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ถ้าได้พบเจอกัน อาจได้สอบถามเป็นการส่วนตัวดูว่าเป็นอย่างไร

‘ซาบีดา’ลุยช่วย 3 ผู้สมัครพัทลุงเข้าสภาฯ ชี้นาทีนี้’ภูมิใจไทย’คำตอบสุดท้าย

'ซาบีดา'ลุยช่วย 3 ผู้สมัครพัทลุงเข้าสภาฯ ชี้นาทีนี้'ภูมิใจไทย'คำตอบสุดท้าย

‘ซาบีดา’ลุยช่วย 3 ผู้สมัครพัทลุงเข้าสภาฯ ชี้นาทีนี้’ภูมิใจไทย’คำตอบสุดท้าย

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

“ซาบีดา” ลุยช่วย 3 ผู้สมัครพัทลุง  เข้าสภาฯ ชี้ นาทีนี้ “ภูมิใจไทย” คำตอบสุดท้าย ย้ำ “เมืองลุง” กำลังไปได้ดี ต้องใช้การเมืองให้เป็น เลือกยกจังหวัด 8 ก.พ. บัตรชมพู กา 37 เน้น ๆ รอบนี้แบ่งใครไม่ได้ ขายคนละครึ่งพลัส กลับมาแน่ สรุปนโยบาย ภารกิจสำคัญสร้างศักดิ์ศรีไทยในเวทีโลก ไม่ให้ใครแย่งอธิปไตย ดูแลมั่นคง-สังคมเศรษฐกิจปากท้อง-รับมือภัยพิบัติ

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ จังหวัดพัทลุงช่วยผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงประกอบด้วย นาวาอากาศเอก ดร.อธิคุณ คงมี (ผู้การจุน) ผู้สมัคร สส. พัทลุง เขต 1  เบอร์ 4 นายวรท เทอดวีระพงศ์ (ปลัดเม่น) ผู้สมัคร สส. พัทลุง เขต 2 เบอร์ 1 และ นายเขมพล อุ้ยตยะกุล (มุนินทร์) ผู้สมัคร สส. พัทลุง เขต 3 เบอร์ 3 หาเสียง 

โดยช่วงเช้านางสาวซาบีดา ได้ไปเดินตลาดสดเทศบาลเมืองพัทลุงและพบปะผู้นำศาสนา ที่มัสยิดตัวเมืองพัทลุง จากนั้นช่วงสายเดินทางไปต่อที่ตลาดใต้โหนด อำเภอควนขนุน ส่วนช่วงบ่ายได้ไปที่เทศบาลควนเสาธง อ.ตะโหมด ก่อนจะปิดท้ายที่ตลาดเย็นแม่ขรี 

นางสาวซาบีดา ได้ขอคะแนนให้กับผู้สมัครของพรรคทุกเขต และย้ำว่าพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายมุสลิม ขับเคลื่อนเรื่องกิจการฮัจญ์ ที่ราคาสูงเข้าไม่ถึง ผลักดันจนทำให้วันนี้ราคาถูกลง ตั้งแต่พรรคภูมิใจไทย เข้าไปทำงานในกระทรวงมหาดไทย ใช้เวลาเกือบ 3 ปี สามารถลดราคา ให้ผู้ที่จะไปประกอบพิธีฮัจญ์ ได้เกือบ 300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีการขึ้นเงินค่าตอบแทนครูโรงเรียนตาดีกาอีกด้วย 

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ ก็ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด และวันนี้พัทลุงกำลังจะไปได้ด้วยดี ขอให้ประชาชนใช้การเมืองให้เป็น เลือกคนให้เป็น อย่าเลือกเขตเดียว ต้องเลือกทั้งจังหวัด ไปเป็นองคาพยพ ให้เห็นศักดิ์ศรีชาวพัทลุงว่าไปเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพื่อให้ครอบคลุม สิ่งสำคัญอยากให้พี่น้องใช้การเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาวพัทลุง

นางสาวซาบีดา ยังกล่าวถึงเรื่องนโยบาย ของพรรคภูมิใจไทยว่า ทุกท่านให้การตอบรับ โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นอย่างดี และสอบถามว่าจะกลับมาอีกหรือไม่ซึ่งยืนยันว่ากลับมาแน่นอนหากเลือกภูมิใจไทย ส่วนเรื่องนโยบายพรรคอื่นๆ มีครอบคลุมเรื่องการศึกษาทั้งระบบทุกเพศทุกวัย เข้าไปพัฒนาทักษะสร้างงาน สร้างรายได้สร้างอาชีพ รวมถึงให้ความสำคัญเรื่องปัญหายาเสพติดที่มีศูนย์บำบัดยาเสพติดและสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สร้างศักดิ์ศรีทำให้ไทยเป็นไทยในเวทีโลก มีศักดิ์ศรีไม่มีใครสามารถลบหลู่ดูหมิ่นหรือเข้ามาแย่งอธิปไตยของเราได้ถือเป็นภารกิจหลักของพรรคภูมิใจไทยที่จะต้องดูแลทั้งเรื่องความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจปากท้อง และวางมาตรการรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นระบบมากที่สุด 

“ขอฝากว่า กาอย่างเดียวไม่พอต้องบอกต่อด้วย วันที่ 8 กุมภาพันธ์ขอกาเน้นๆ  เลือกภูมิใจไทยทั้ง 2 ใบ ระบบเขต และเบอร์ 37 บัตรสีชมพู ทำไมวันนี้ถึงต้องเป็นพรรคภูมิใจไทยทุกท่านเห็นแล้วว่าพรรคที่มีแนวโน้มเติบโตมากที่สุดและได้รับกระแสความนิยมสูงสุดตอนนี้น่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคกำลังเติบโตแต่มีทิศทางที่ดี มีขนาดใหญ่ขึ้น มีจิ๊กซอว์ที่จะเติมเต็ม เป็นส่วนผสมที่ลงตัว มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทำงานร่วมกัน ดังนั้นภูมิใจไทยเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับพี่น้องประชาชน ใครมาขอแบ่งคะแนน ขอโทษนะคะไม่ได้จริงๆ นาทีนี้ต้องภูมิใจไทยเท่านั้นที่จะทำให้พี่น้องประชาชนภูมิใจ”นางสาวซาบีดา กล่าว

‘อนุชา’ลุยหาเสียงอยุธยา ยัน พท.ทำได้จริง ขอโอกาสผู้สมัครทำงานผลักดันนโยบาย

'อนุชา'ลุยหาเสียงอยุธยา ยัน พท.ทำได้จริง ขอโอกาสผู้สมัครทำงานผลักดันนโยบาย

‘อนุชา’ลุยหาเสียงอยุธยา ยัน พท.ทำได้จริง ขอโอกาสผู้สมัครทำงานผลักดันนโยบาย

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

“อนุชา นาคาศัย”ลงพื้นที่อยุธยา ช่วย”จิรทัศ ไกรเดชา”ผู้สมัคร สส.หาเสียง ชูนโยบายพักชำระหนี้ ประกันกำไรพืชผลการเกษตร ยันที่ผ่านมาเพื่อไทยทำได้จริง ขอโอกาสผู้สมัครเข้าไปทำงานผลักดันนโยบายพรรค

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายอนุชา นาคาศัย ผู้สมัคร สส.ชัยนาท เขต 1 เบอร์ 3 พรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่ ต.พระยาบันลือ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ช่วย นายจิรทัศ ไกรเดชา ผู้สมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 5 เบอร์ 6 หาเสียง โดยชูนโยบาย ประกันกำไรพืชผลการเกษตรให้ 30% ป้องกันไม่ให้ขาดทุน และมีเป้าหมายดันราคาข้าวให้เพิ่มขึ้นคือ ข้าวขาว 10,000 บาท/ตัน ข้าวหอมมะลิ 15,000 บาท/ตัน เน้นให้พี่น้องเกษตรกรมีเงิน

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายปลดหนี้ ใครมีหนี้ 200,000 บาท จ่ายแค่ 10% ปิดจบล้างหนี้ คนวัยเกษียณหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ล้างหนี้ให้เลย ใครเป็นหนี้นอกระบบให้กู้ 50,000 บาท เพื่อปิดหนี้นอกระบบ ซึ่งเรื่องปากท้องของพี่น้องคนไทยเป็นวาระสำคัญของพรรคเพื่อไทย และนโยบายพักหนี้เกษตรกร พักต้นและดอก 3 ปี วงเงิน 500,000 บาท ระหว่างพัก ดอกเบี้ยหยุดนิ่ง รัฐจ่ายดอกเบี้ยในช่วงที่พักหนี้แทนเกษตรกร ช่วยเกษตรกรได้ราว 3.5 ล้านบัญชี มูลหนี้กว่า 500,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันมีนโยบายหวยเกษียณ ซื้อหวยแล้วเงินไม่หาย พอถึงอายุ 60 เงินเป็นของเรา / นโยบายบ้านเพื่อคนไทย คนไทยเข้าถึงบ้าน ผ่อนบ้านแบบไม่มีเงินดาวน์เดือนละ 4,000 บาท รัฐจัดให้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนที่มีรายได้น้อย ได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตนเอง และอีกหนึ่งนโยบาย คือรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถเมล์ติดแอร์ 10 บาท ซึ่งแม้จะถูกตั้งคำถามว่าไม่ใช่นโยบายของคนต่างจังหวัด แต่นโยบายนี้สามารถตอบโจทย์ให้คนต่างจังหวัดที่เข้าไปเรียนและทำงานใน กทม.ได้ และยังสามารถมีเงินเหลือเก็บเพื่อนำไปสร้างอนาคตของตัวเอง หรือผ่อนบ้าน คอนโด

ทั้งนี้ ระหว่างการปราศรัยมีพี่น้องประชาชนได้สอบถามหาแนวทางให้ผู้มีรายได้น้อย มีโอกาสลืมตาอ้าปาก เช่น เรื่องคนละครึ่ง สำหรับคนที่ไม่มีมือถือ ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้รับตรงนี้ไป / การแก้ปัญหาน้ำท่วม ให้มีศักยภาพมากกว่านี้ ลดผลกระทบที่ชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำอย่างเราได้รับ นายอนุชา ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายหลายอย่างที่พร้อมขับเคลื่อนและผลักดัน เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยได้พ้นจากความลำบาก รวมถึงเป็นนโยบายที่ทำเพื่อคนฐานราก ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

“ที่ผ่านมามีรัฐบาลใดได้ให้อะไรแก่พวกเราบ้าง มีอะไรที่พวกเราได้บ้างตลอด 20 กว่าปีมานี้ ไม่มีใครที่จะคิดให้คนจนจริงๆ เหมือนกับพรรคเพื่อไทย โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค พวกเราได้ใช้กันทุกคน ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็สามรถใช้ 30 บาทรักษาได้ ทั้งโรคหัวใจ โรคมะเร็งและโรคอื่นๆ และยังมีนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ที่เข้าถึงชาวบ้านจริงๆ ทั่วทั้งประเทศ และนโยบายอื่นๆ อีกมากมาย” ดังนั้น จึงอยากขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนจ.พระนครศรีอยุธยา เขต 5 ให้เลือกทั้งคน ทั้งพรรคให้ถล่มทลาย เลือกคนให้เลือกเบอร์ 6 เลือกพรรคให้เลือกเบอร์ 9 เข้าไปผลักดันนโยบายเพื่อไทย เพื่อให้เราได้พ้นจากความลำบาก มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

– 006

พิธา–กุลธิดา พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS–สปสช.

พิธา–กุลธิดา พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS–สปสช.

พิธา–กุลธิดา พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS–สปสช.

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

“พิธา–กุลธิดา” พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS–สปสช. ชี้การมองภาพรวมทั้งระบบ-สหภาพแรงงาน-เพดานชั่วโมงทำงาน คือกุญแจลดภาวะหมดไฟแพทย์–พยาบาล

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมพบปะและแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ชาวไทยในสหราชอาณาจักร ที่ University of London โดยกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการเปรียบเทียบระบบสาธารณสุขระหว่าง National Health Service (NHS) ของสหราชอาณาจักรกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ภายใต้การกำกับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมร่วมกันระดมแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อลดภาวะหมดไฟ (burnout) ของแพทย์และพยาบาล

นายพิธา กล่าวว่า การดูแลสุขภาพประชาชนจะยั่งยืนไม่ได้ หากละเลยสุขภาวะของบุคลากรด่านหน้า การพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ช่วยสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า “กติกาแรงงานที่เป็นธรรม” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณสุข ประเด็นเปรียบเทียบสำคัญที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน เช่น งบสาธารณสุขต่อ GDP สหราชอาณาจักรใช้งบด้านสุขภาพประมาณ 10–11% ของ GDP ขณะที่ประเทศไทยใช้อยู่ราว 3–4% ของ GDP ภาระงานแพทย์ต่อประชากร สหราชอาณาจักรมีแพทย์ประมาณ 1 คนต่อประชากร 350–400 คน ประเทศไทยเฉลี่ยราว 1 คนต่อ 1,200–1,300 คน และบางจังหวัดสูงกว่านี้มาก 

สิทธิการรวมตัวของบุคลากรสาธารณสุขในสหราชอาณาจักร แพทย์และพยาบาลสามารถรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานได้ตามกฎหมาย ทำหน้าที่เจรจาค่าจ้าง สภาพการทำงาน และปกป้องสิทธิของผู้ปฏิบัติงานในระบบ NHS ส่วนเพดานชั่วโมงทำงานตามกฎหมาย กฎหมายแรงงานของสหราชอาณาจักรกำหนด ชั่วโมงทำงานไม่เกินเฉลี่ย 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (คำนวณเฉลี่ยในรอบ 17 สัปดาห์) พร้อมสิทธิการพักผ่อนขั้นต่ำ เพื่อป้องกันความล้าเรื้อรังและความเสี่ยงต่อคุณภาพการรักษา

ส่วนแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อลดภาวะหมดไฟ เช่น ลดภาระงานที่ไม่ใช่งานรักษาด้วยระบบดิจิทัลและการแบ่งงานในทีมสหสาขา กำหนดเพดานชั่วโมงทำงานที่ชัดเจนและตรวจสอบได้โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของบุคลากรด่านหน้าในการออกแบบนโยบาย ผ่านองค์กรตัวแทนหรือสหภาพ ดูแลสุขภาพกาย–ใจของแพทย์และพยาบาลเชิงป้องกัน ไม่ใช่แก้ไขเมื่อเกิดวิกฤตแล้ว

แพทย์ไทยในอังกฤษ ทิ้งท้ายว่า บทเรียนจากสหราชอาณาจักรชี้ชัดว่า การลงทุนด้านสาธารณสุขไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณหรือสิทธิผู้ป่วย แต่ต้องรวมถึงศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตของผู้รักษา ซึ่งเป็นหัวใจของระบบสุขภาพที่ยั่งยืน และเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยควรกล้าหยิบมาพูดอย่างจริงจัง

ผบ.ทบ.นำสวนสนามวันกองทัพบก เปร่งสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล

ผบ.ทบ.นำสวนสนามวันกองทัพบก เปร่งสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล

ผบ.ทบ.นำสวนสนามวันกองทัพบก เปร่งสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

ผบ.ทบ. นำสวนสนาม วันกองทัพบก เปร่งคําสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล ย้ำความสําเร็จทุกภารกิจ ขึ้นอยู่กับทหารทุกนาย ล้วนขับเคลื่อน ปกป้อง ชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ และประชาชน

18 มกราคม 2569 ลานเอนกประสงค์ ศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี  พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานใน พิธีสวนสนาม กระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องใน วันกองทัพบก 2569

ซึ่งการจัดกำลังสวนสนามในปีนี้ประกอบด้วย 12 กองพันสวนสนาม 4 กองบังคับการกรม จากกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์, กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์, กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 และกรมทหารปืนใหญ่ที่ 71 โดยมี พลตรี กิตติ ประพิตรไพศาล ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นผู้บังคับกองผสม

พล.อ.พนา ได้กล่าวนำคำปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล ว่า ข้าพเจ้าจะยอมตายเพื่ออิสรภาพและความสงบแห่งประเทศชาติ ข้าพเจ้า จะอยู่ในศีลธรรมของศาสนา ข้าพเจ้า จะเทิดทูนและรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า ข้าพเจ้าจะรักษาไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้าพเจ้าจะเชื่อถือผู้บังคับบัญชาและปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด พร้อมจะปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วยความยุติธรรม ข้าพเจ้า จะไม่แพร่งพลายความลับ ของทางราชการทหารเป็นอันขาด

จากนั้น พล.อ พนา กล่าวหาให้โอวาทในตอนหนึ่งว่า เพื่อนทหารที่รักทุกท่าน วันกองทัพไทย และวันกองทัพบก ถือเป็นวันแห่งเกียรติยศ อันน่าภาคภูมิใจ และมีความหมายยิ่งของเหล่าทหารทั้งหลาย รวมถึงประชาชนชาวไทยทั้งชาติที่ได้ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสดุดีวีรกรรมอดีตนักรบกล้าหาญที่เสียสละเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของราชอาณาจักรให้มีความมั่นคงจนถึงปัจจุบัน 

นอกจากนี้ยังเป็นวันที่กำลังพลบรรจุใหม่ทุกนาย ได้กระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล อันศักดิ์สิทธิ์ อันแสดงถึงการเป็นทหารของชาติอย่างสมบูรณ์ จึงขอให้ทุกท่านยึดมั่นในสัจจะวาจาที่ได้ให้ไว้อย่างเคร่งครัด ร่วมแรง ร่วมใจกัน ปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยอุดมการณ์ของการเป็นทหารอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี มีความแข็งแกร่ง ทั้งร่างกายและจิตใจ มีจิตสาธารณะ 

โดยตระหนักเสมอว่า ความสำเร็จของทุกภารกิจขึ้นอยู่กับเพื่อนทหารทุกท่านที่ล้วนมีหน้าที่อันสำคัญในการขับเคลื่อนกองทัพบกให้พร้อมเผชิญกับทุกภารกิจทุกรูปแบบ รวมทั้งภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบันธำรงไว้ ซึ่งอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนความผาสุกของประชาชนสืบไป 

นอกจากนี้ พล.อ.พนา ได้อ่านสาส์นของ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า วันที่ 18 มกราคม นับเป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นวันที่น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาลัยและวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษทหารกล้า ผู้ได้เสียสละชีวิตเพื่อธำรงไว้ ซึ่งเอกราชของชาติไทย ซึ่งคนไทยทั้งชาติร่วมระลึกถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความรักชาติอันแน่วแน่ ของเหล่าบรรพชน ผู้ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อย่างร่มเย็นสืบมา ถือได้ว่า เป็นภารกิจหน้าที่อันสำคัญยิ่งที่ทหารทุกนายจะต้องตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ สืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษในทุกยุคทุกสมัย 

กองทัพไทย ได้ยืนยันปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ปกป้องประชาชนและรักษาไว้ ซึ่งอธิปไตยของชาติตลอดจนบรรเทาความเดือดร้อน เพื่อให้ประชาชนอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาปัจจุบันที่กองทัพไทยได้ผนึกกำลังปกป้องอธิปไตยรักษาผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน โดยได้เสียสละชีวิตและเลือดเนื้อ ดังเช่น บรรพบุรุษของเราที่ได้ปฏิบัติมา