จีนรวบตัวชายฉงชิ่ง หลอกรับเลี้ยงสุนัขก่อนทรมานจนบาดเจ็บ-ตาย

จีนรวบตัวชายฉงชิ่ง หลอกรับเลี้ยงสุนัขก่อนทรมานจนบาดเจ็บ-ตาย

11 มิ.ย. 2569 13:55 น.

จีนรวบตัวชายฉงชิ่ง หลอกรับเลี้ยงสุนัขก่อนทรมานจนบาดเจ็บ-ตาย

ทางการจีนควบคุมตัวชายวัย 39 ปีในนครฉงชิ่ง หลังถูกกล่าวหาว่าหลอกขอรับเลี้ยงสุนัขและแมวจำนวนมาก ก่อนทรมานและทำร้ายสัตว์จนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พร้อมถ่ายคลิปเผยแพร่และจำหน่ายทางออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความโกรธแค้นในสังคมจีน จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงหลายวันและกระแสเรียกร้องให้จีนออกกฎหมายลงโทษการทารุณกรรมสัตว์อย่างจริงจัง

คืบหน้าคดีสะเทือนใจคนรักสัตว์ในประเทศจีน ซึ่งกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างดุเดือด ล่าสุด สำนักงานตำรวจนครฉงชิ่งได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่า ได้ทำการจับกุมและลงโทษกักขังแก่ นายหลี่ ชายวัย 39 ปี หรือที่รู้จักกันในฉายาบนโลกออนไลน์ว่า “ฉงชิ่ง ซามูเอลโกว่” เป็นเวลา 15 วัน ซึ่งถือเป็นโทษขั้นสูงสุดภายใต้กฎหมายการจัดการความปลอดภัยสาธารณะของจีน หลังจากสืบสวนพบว่า นายหลี่ได้ใช้อุบายหลอกลวงผู้อื่นเพื่อขอรับเลี้ยงสุนัข ก่อนจะลงมือทำร้ายและทรมานจนสัตว์ได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มตาย

อย่างไรก็ตาม บทลงโทษดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่กลุ่มอาสาสมัครและประชาชนทั่วไป เนื่องจากภายใต้กฎหมายปัจจุบันของประเทศจีน “ยังไม่มีบทลงโทษทางอาญาโดยตรงสำหรับผู้ที่ทารุณกรรมสัตว์” ส่งผลให้ฝูงชนกว่า 100 คน รวมตัวปักหลักปิดล้อมอพาร์ตเมนต์ของนายหลี่ในเขตเจียงเป่ย รวมถึงบริเวณสถานีตำรวจอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม โดยมีประชาชนบางส่วนนำเก้าอี้และกางเต็นท์นอนประท้วง มีการจัดทำข้าวหม้อใหญ่และเสบียงมาแจกจ่ายในพื้นที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลได้เข้าตรึงกำลังและควบคุมตัวผู้ประท้วงบางส่วนที่พยายามถ่ายภาพเหตุการณ์

ชนวนเหตุเริ่มถูกเปิดเผยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากนายหลี่ได้โพสต์โฆษณาบนแพลตฟอร์มโต่วอิน หรือ TikTok เวอร์ชันจีน อ้างว่าตนเองต้องการอุปการะสุนัขไปเลี้ยงฟรี โดยแต่งเรื่องหลอกลวงเจ้าของเดิมว่า “ลูก ๆ ทั้งสองคนของเขาชอบลูกสุนัขมาก” จนกระทั่งมีหญิงสาวรายหนึ่งหลงเชื่อและส่งมอบลูกสุนัขให้

แต่ในเวลาต่อมา กลุ่มอาสาสมัครได้ไปพบลูกสุนัขตัวหนึ่งชื่อว่า “ตงตง” ถูกทิ้งไว้ที่ราวบันไดอาคารที่พักของนายหลี่ ในสภาพปางตาย หัวบวมเป่ง ขาหัก ท้ายที่สุดเมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลสัตว์ แพทย์ระบุว่า สุนัขถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม “ฟันถูกเลื่อยจนเรียบเสมอเหงือก และหางถูกตัดขาด” จนต้องทำการฟอกเลือดและกู้ชีพอย่างเร่งด่วน ซึ่งทางโรงพยาบาลเผยว่าหลังจากยื้อชีวิตมาหลายวัน ล่าสุดเจ้าตงตงเริ่มกลับมาทานอาหารได้เองเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ กลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์ยังสืบพบว่า นายหลี่ไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก แต่มีพฤติกรรมทำเป็นขบวนการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทำคลิปวิดีโอการทรมานสัตว์ไปขายในกลุ่มลับออนไลน์

กลุ่มอาสาสมัครและนักกฎหมายจากองค์กร “ผู้พิทักษ์สัตว์เลี้ยง” แย้งว่า ทางการไม่ควรด่วนสรุปสั่งขังเพียง 15 วันแล้วปล่อยตัวไป แต่ควรใช้มาตรา 275 ของกฎหมายอาญาจีน ในข้อหา “เจตนาทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น”

เนื่องจากการกระทำของนายหลี่เข้าข่ายการหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปทำลาย ซึ่งตามเกณฑ์กฎหมายของนครฉงชิ่ง หากมูลค่าความเสียหายรวมกันเกิน 5,000 หยวน (ประมาณ 24,000 บาท) จะสามารถสั่งฟ้องเป็นคดีอาญาที่มีโทษจำคุกได้ทันที อาสาสมัครจึงเรียกร้องให้ตำรวจตรวจสอบประวัติการรับเลี้ยงสุนัขย้อนหลัง 1-2 ปีของนายหลี่ เพื่อรวมรวบมูลค่าของสุนัขทุกตัวที่ถูกหลอกไปฆ่าและยกระดับเป็นคดีอาญา

เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบสะท้อนกลับไปยังบัญชี WeChat ของโรงพยาบาลสัตว์ที่ช่วยรักษาเจ้าตงตง ที่จู่ ๆ ก็ถูกสั่งระงับการใช้งานชั่วคราวหลังถูกรายงานในระบบ เนื่องจากมีการเปิดสตรีมมิงรายงานอาการของสุนัข ซึ่งมีผู้บริจาคเงินเข้ามาจำนวน 14,416 หยวน (ประมาณ 70,000 บาท) โดยทางโรงพยาบาลยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่ได้เปิดรับเงินเพื่อสร้างกระแส และจะนำเงินบริจาคทั้งหมดส่งมอบต่อให้แก่องค์กรการกุศลเพื่อสัตว์จรจัดต่อไป.

ที่มา BBC / global.hk01

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้วันที่สอง

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้วันที่สอง

11 มิ.ย. 2569 12:40 น.

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้วันที่สอง

สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางสุ่มเสี่ยงลุกลามสู่สงครามเต็มรูปแบบ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงอาวุธถล่มตอบโต้กันอย่างดุเดือดเป็นคืนที่สองติดต่อกัน ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ทำไว้เมื่อเดือนเมษายนพังทลายลง ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาดพร้อมถล่มซ้ำหากอิหร่านยังไม่ยอมลงนามข้อตกลงสันติภาพ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีทางทหารตอบโต้กันเป็นวันที่สองติดต่อกัน สั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิงที่บรรลุร่วมกันเมื่อเดือนเมษายน และเพิ่มความเสี่ยงที่สงครามในตะวันออกกลางจะขยายวงกว้าง

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นปฏิบัติการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง โดยมุ่งเป้าไปที่ระบบเฝ้าระวังทางทหาร ระบบสื่อสาร เรดาร์ และฐานป้องกันภัยทางอากาศหลายแห่งในอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้ต่อสิ่งที่เรียกว่า “การรุกรานอย่างต่อเนื่องและไร้เหตุผล” ของอิหร่าน

ก่อนการโจมตีไม่นาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างหนักอีกครั้ง หากรัฐบาลอิหร่านยังไม่ยอมลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับสหรัฐฯ โดยทันที พร้อมกล่าวหาว่าอิหร่านใช้เวลานานเกินไปในการเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างถาวร

ด้านนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่านได้รับโอกาสในการเจรจาแล้วแต่ไม่ตอบรับ พร้อมยืนยันว่าการโจมตีครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงกดดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

หลังการโจมตีของสหรัฐฯ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน หรือ IRGC ได้เปิดปฏิบัติการตอบโต้ทันที โดยระบุว่าได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ จำนวน 18 จุดในคูเวตและบาห์เรน รวมถึงกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในบาห์เรน IRGC ยังอ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 12 ลูกใส่ฐานทัพอัลอัซรัคในจอร์แดน ซึ่งเป็นฐานบัญชาการของสหรัฐฯ เป็นคืนที่สองติดต่อกัน

ทางการคูเวตเปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศได้เข้าสกัดเป้าหมายทางอากาศที่เป็นภัยคุกคาม ขณะที่บาห์เรนยืนยันว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดและทำลายการโจมตีจากอิหร่านได้สำเร็จ พร้อมมีการเปิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศทั่วประเทศในช่วงกลางดึก คูเวตยังประกาศปิดน่านฟ้าชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดได้ขยายไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยสื่อทางการอิหร่านรายงานว่าช่องแคบดังกล่าวถูกปิดการเดินเรือทุกประเภทอย่างสมบูรณ์ และ IRGC อ้างว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่แล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดใช้งาน และเรือพาณิชย์ยังสามารถเดินทางผ่านได้ตามปกติ

ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที โดยน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงสำคัญของโลก พุ่งขึ้นเกือบ 2% แตะระดับประมาณ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

รายงานจากอิหร่านระบุว่า เกิดเสียงระเบิดในหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงเมืองสิริก คาร์กัน บันดาร์อับบาส มีนาบ และคาราจ ใกล้พื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนขอบเขตการโจมตีที่ขยายตัวมากขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งเดิมมีกำหนดใช้เป็นเวลา 2 สัปดาห์ แม้หลังจากนั้นจะมีการยิงตอบโต้กันเป็นระยะ แต่ยังไม่ลุกลามกลับสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ชนวนของความรุนแรงรอบล่าสุดเริ่มต้นขึ้นหลังเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบอาปาเช่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อต้นสัปดาห์ โดยสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลัง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วภูมิภาค

ด้านนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ยืนยันว่าอิหร่านจะยืนหยัดต่อสู้กับแรงกดดันและการคุกคามทุกรูปแบบ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่ากำลังบ่อนทำลายกระบวนการทางการทูตผ่านการส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกัน

นอกจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านแล้ว การสู้รบในเลบานอนระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านยังดำเนินต่อเนื่อง โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 คนจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในภาคใต้ของเลบานอน

ด้านนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนว่าตะวันออกกลางกำลังถูกดึงเข้าสู่วิกฤตที่ลึกยิ่งขึ้น พร้อมระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันแทบไม่ต่างจาก “การลดระดับการยิง” มากกว่าจะเป็นการหยุดยิงที่แท้จริง นายกูเตอร์เรสเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันกลับสู่แนวทางทางการทูตโดยเร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า “ต้องไม่มีการโจมตีเพิ่มเติม และต้องไม่มีข้ออ้างสำหรับความรุนแรงอีกต่อไป”

สงครามที่ดำเนินมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันราย และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทั่วโลก ทำให้ตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลกยังคงจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด.

ที่มา BBC / Reuters

ผลวิจัยชี้ ฝนตกหนัก-ดินถล่มเกาะสุมาตรา 4 วัน ทำประชากร “ลิงอุรังอุตังตาปานูลี” ลดกว่า 7%

ผลวิจัยชี้ ฝนตกหนัก-ดินถล่มเกาะสุมาตรา 4 วัน ทำประชากร "ลิงอุรังอุตังตาปานูลี" ลดกว่า 7%

11 มิ.ย. 2569 11:51 น.

ผลวิจัยชี้ ฝนตกหนัก-ดินถล่มเกาะสุมาตรา 4 วัน ทำประชากร “ลิงอุรังอุตังตาปานูลี” ลดกว่า 7%

ผลการศึกษาฉบับใหม่เผยว่า ฝนตกหนักและดินถล่มเพียง 4 วัน จากอิทธิพลของพายุไซโคลนเซนยาร์ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปลายปี 2025 ทำให้ “อุรังอุตังทาปานูลี” สัตว์ตระกูลลิงใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก ตายอย่างน้อย 58 ตัว หรือราว 7% ของประชากรทั้งหมดที่มีอยู่ไม่ถึง 800 ตัวบนโลก

ผลการศึกษาที่เผยแพร่วันนี้ (11 มิ.ย.) ระบุว่า ฝนตกหนักต่อเนื่องเพียง 4 วันและเหตุการณ์ดินถล่มบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประชากรอุรังอุตังทาปานูลี (Tapanuli Orangutan) ซึ่งเป็นลิงใหญ่ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก

นักวิจัยประเมินว่า อุรังอุตังทาปานูลีอย่างน้อย 58 ตัว จากประชากรที่เหลืออยู่ไม่ถึง 800 ตัว ตายจากผลกระทบของสภาพอากาศสุดขั้วในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คิดเป็นประมาณ 7% ของประชากรทั้งหมดของสายพันธุ์

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินแบบจำกัด และยังไม่รวมผลกระทบทางอ้อมจากการที่เรือนยอดป่าได้รับความเสียหาย หรือปริมาณอาหารตามธรรมชาติลดลงหลังเกิดภัยพิบัติ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุไซโคลนเซนยาร์ (Cyclone Senyar) ที่พัดถล่มเกาะสุมาตราในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน และนับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2025

นักวิจัยระบุว่า ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ฝนตกหนักรุนแรงสามารถคุกคามการอยู่รอดของประชากรลิงใหญ่ได้โดยตรง ขณะที่ผลกระทบต่อสัตว์ป่าอื่น ๆ ในพื้นที่ยังยากต่อการประเมินอย่างเป็นรูปธรรม

ก่อนหน้านี้ นักอนุรักษ์และผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าได้สังเกตว่าหลังพายุผ่านพ้นไป การพบเห็นอุรังอุตังทาปานูลีในพื้นที่ลดลงอย่างผิดปกติ จนนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่าสัตว์จำนวนมากอาจถูกกระแสน้ำหลากหรือดินถล่มพัดพาไป

ศาสตราจารย์ เอริก เมยาร์ด ผู้อำนวยการบริหารขององค์กร บอร์เนียว ฟิวเจอร์ส (Borneo Futures) ในประเทศบรูไน และเป็นหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิต 58 ตัวนั้นเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจากการประเมินเบื้องต้นเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อนที่คาดไว้ที่ 35 ตัว

หลายสัปดาห์หลังเกิดพายุ เจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมในพื้นที่รายงานว่าพบซากอุรังอุตังทาปานูลีตัวหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้กองโคลนและซากไม้ในหมู่บ้านปูโลปักกัต เขตตาปานูลีตอนกลาง

เด็คกี จันทรา เจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ร่วมปฏิบัติงานในพื้นที่ เปิดเผยว่า ปกติอุรังอุตังมักลงมาหากินผลไม้บริเวณดังกล่าว แต่หลังภัยพิบัติ พื้นที่กลับกลายเป็นเหมือนสุสานของพวกมัน

ศาสตราจารย์เมย์ยาร์ดกล่าวว่า ภาพซากสัตว์ที่เขาได้รับแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของดินถล่ม โดยระบุว่าหากป่าหลายเฮกตาร์พังถล่มลงมาในคราวเดียว แม้แต่อุรังอุตังที่มีพละกำลังมากก็ไม่อาจเอาตัวรอดได้

รายงานยังชี้ว่า แม้พายุไซโคลนเซนยาร์จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงของสภาพอากาศเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่าเหตุการณ์ฝนตกหนักสุดขั้วในพื้นที่จะเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นในอนาคต

นักวิจัยเตือนว่า อุรังอุตังทาปานูลี ซึ่งเพิ่งได้รับการจำแนกเป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลกเมื่อปี 2017 อาจสูญพันธุ์ได้ หากประชากรลดลงมากกว่า 1% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน รัฐบาลอินโดนีเซียได้ระงับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลายโครงการในพื้นที่ป่าคุ้มครองบาตังโตรู (Batang Toru) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยหลักของอุรังอุตังทาปานูลี ทั้งโครงการเหมืองแร่ การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน และโครงการพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยประเมินความเสี่ยงด้านระบบนิเวศอย่างละเอียดมากขึ้น

คณะผู้วิจัยระบุว่า วิกฤตที่อุรังอุตังทาปานูลีกำลังเผชิญสะท้อนให้เห็นถึงการบรรจบกันของปัญหาความไม่มั่นคงทางสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเปราะบางของระบบนิเวศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตอบสนองในระดับสากลอย่างเร่งด่วน

นักวิจัยย้ำว่า การปกป้องอุรังอุตังทาปานูลีที่ยังเหลืออยู่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากนานาชาติ ทั้งการคุ้มครองภายในประเทศ การวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสนับสนุนด้านงบประมาณและเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์ของลิงใหญ่สายพันธุ์หนึ่งของโลกเป็นครั้งแรกในยุคสมัยใหม่.

ที่มา BBC

จลาจลเบลฟาสต์เดือดคืนที่ 2 ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงสลายม็อบ

จลาจลเบลฟาสต์เดือดคืนที่ 2 ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงสลายม็อบ

11 มิ.ย. 2569 11:13 น.

จลาจลเบลฟาสต์เดือดคืนที่ 2 ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงสลายม็อบ

สถานการณ์ความไม่สงบในไอร์แลนด์เหนือทวีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นคืนที่สอง ตำรวจปราบจลาจลต้องใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงสลายฝูงชน หลังชนวนเหตุคดีชายชาวซูดานก่อเหตุไล่แทงชายท้องถิ่นจนบาดเจ็บและสูญเสียดวงตา ลุกลามกลายเป็นการประท้วงต่อต้านผู้อพยพครั้งใหญ่

ตำรวจไอร์แลนด์เหนือใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายฝูงชนที่ก่อความไม่สงบบริเวณวงเวียนแซนดีโนวส์  ในเมืองเกลนกอร์มลีย์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเบลฟาสต์ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) หลังเกิดเหตุจลาจลและการประท้วงรุนแรงเป็นคืนที่สองติดต่อกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ก่อเหตุที่ขว้างอิฐ ขวดแก้ว และเศษไม้ใส่แนวเจ้าหน้าที่ แม้จะมีการส่งกำลังเสริมเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่เหตุความรุนแรงในคืนวันพุธยังถือว่าเบากว่าเหตุการณ์จลาจลในคืนวันอังคาร

ภาพจากพื้นที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นกลุ่มคนหลายสิบคนสวมเสื้อผ้าสีดำและปกปิดใบหน้า รื้อถอนรั้วและทางเข้าบ้านเรือนใกล้เคียงเพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธขว้างปา นอกจากนี้ยังมีการจุดไฟเผารถขนาดใหญ่ของกรมโครงสร้างพื้นฐาน และเผาถังขยะหลายจุด

กลุ่มผู้ก่อเหตุยังพยายามวางเพลิงอาคารร้าง รวมถึงขว้างระเบิดเพลิงใส่แนวตำรวจ โดยมีรายงานว่าพวกเขาพยายามเข้าใกล้โรงแรมแห่งหนึ่งที่ใช้เป็นที่พักของผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย

ผลกระทบจากความไม่สงบทำให้ระบบขนส่งสาธารณะทั่วไอร์แลนด์เหนือต้องหยุดให้บริการชั่วคราวในวันพุธ โรงเรียนหลายแห่งปิดการเรียนการสอนก่อนเวลา ขณะที่ธุรกิจจำนวนมากในใจกลางกรุงเบลฟาสต์ปิดทำการตั้งแต่ช่วงเที่ยง ส่งผลให้ย่านธุรกิจสำคัญแทบร้างผู้คน

แม้จะมีการชุมนุมในหลายพื้นที่ของไอร์แลนด์เหนือ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปอย่างสงบ โดยในย่านตะวันออกของเบลฟาสต์ มีผู้ชุมนุมประมาณ 150 คนภายใต้การดูแลของตำรวจจำนวนมาก และมีการจับกุมเพียงเล็กน้อย ขณะที่เมืองโคเลอเรน ในเคาน์ตีลอนดอนเดอร์รี มีประชาชนกว่า 100 คนรวมตัวประท้วงใกล้มหาวิทยาลัยอัลสเตอร์ ก่อนแยกย้ายโดยไม่มีเหตุรุนแรง

ชนวนของเหตุการณ์ครั้งนี้มาจากคดีทำร้ายร่างกายในเบลฟาสต์เมื่อวันจันทร์ (8 มิ.ย.) โดยนายฮาดี อโลดิด ชายวัย 30 ปี ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในซูดาน ถูกนำตัวขึ้นศาลและถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า หลังถูกกล่าวหาว่าใช้มีดทำร้าย สตีเฟน โอกิลวี ชายวัย 40 เศษ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส นายโอกิลวีสูญเสียดวงตาซ้าย ได้รับความเสียหายที่ดวงตาขวา รวมถึงบาดแผลบริเวณคอและแผ่นหลัง โดยครอบครัวเปิดเผยล่าสุดว่าอาการของเขาทรงตัวแล้ว พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนใช้แนวทางการประท้วงอย่างสันติ และย้ำว่าผู้อพยพจำนวนมากมีบทบาทสำคัญต่อสังคม

อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีและกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเชื้อชาติของผู้ต้องหาได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงในหลายพื้นที่ของไอร์แลนด์เหนือเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยกลุ่มชายสวมหน้ากากได้วางเพลิงบ้านเรือน รถยนต์ และรถโดยสารหลายคัน โดยเฉพาะในเบลฟาสต์ ทำให้หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้าน

รัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า มีประชาชนอย่างน้อย 27 คนกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย หลังกลุ่มผู้ก่อเหตุเดินเคาะประตูบ้านเพื่อตามหาชาวต่างชาติ ขณะที่ทารกวัยเพียง 2 เดือนรายหนึ่งได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่อันตรายระหว่างเหตุความรุนแรง ตำรวจยังเตือนว่า การเผยแพร่ที่อยู่ของบุคคลหรือทรัพย์สินผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อระบุเป้าหมาย อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและทำให้ชีวิตของผู้คนตกอยู่ในความเสี่ยง

ด้านสภาการพยาบาลแห่งสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า พยาบาลบางรายถูกกลุ่มชายสวมหน้ากากขัดขวางระหว่างเดินทางไปทำงาน โดยถูกเรียกตรวจเอกสารประจำตัว ขณะที่พยาบาลจากต่างประเทศหลายคนอยู่ในภาวะหวาดกลัวอย่างหนัก

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่า แม้ประชาชนจะรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุแทงชายในเบลฟาสต์ แต่การใช้ความรุนแรง การวางเพลิง และการโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจยอมรับได้

ขณะที่ เคมี บาเดน็อค ผู้นำพรรคอนุรักษนิยม ระบุว่าประชาชนมีสิทธิไม่พอใจและคาดหวังให้รัฐบาลควบคุมพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่มีใครมีสิทธิขับไล่ครอบครัวออกจากบ้าน เผาทรัพย์สินสาธารณะ หรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านรัฐบาลท้องถิ่นสตอร์มอนต์ได้จัดประชุมฉุกเฉินและออกแถลงการณ์ร่วมประณามเหตุจลาจล พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชุมชน ก่อให้เกิดความหวาดกลัว และทำให้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ตกอยู่ในความเสี่ยง

ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจไอร์แลนด์เหนือเรียกร้องให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อกระแสข้อมูลบนโลกออนไลน์หรือการปลุกปั่นจากบุคคลที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในสังคม.

ที่มา BBC

เคที เพอร์รี หวานจัด! เผยกลางพรมแดง จัสติน ทรูโด คือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต

เคที เพอร์รี หวานจัด! เผยกลางพรมแดง จัสติน ทรูโด คือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต

11 มิ.ย. 2569 10:24 น.

เคที เพอร์รี หวานจัด! เผยกลางพรมแดง จัสติน ทรูโด คือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต

เคที เพอร์รี นักร้องชื่อดังเปิดใจหวานถึง จัสติน ทรูโด ยกให้เขาคือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต หลังพามาเปิดตัวบนพรมแดงคู่กันครั้งแรก

เคที เพอร์รี เจ้าของเพลงฮิต “Firework” ปรากฏตัวเคียงข้างหวานใจ จัสติน ทรูโด ในงานเปิดตัวภาพยนตร์คอนเสิร์ต “Katy Perry: The Lifetimes Tour” ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเธอพูดถึงความสัมพันธ์ครั้งนี้อย่างหวานซึ้ง พร้อมบอกว่าทรูโดเป็นคนที่เข้ามาเติมเต็มและสร้างความมั่นคงในชีวิต

เพอร์รีกล่าวว่า เธอกำลังเติมเต็มไปด้วยความรัก และช่วงเวลาของการแสดงครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้พบกับ คนที่เธอรักที่สุดในชีวิต ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีหลักยึดที่มั่นคง

นักร้องสาววัย 41 ปี เปรียบตัวเองเหมือนว่าวสีรุ้ง ที่มักลอยสูงและไปไกล แต่บางครั้งก็ต้องการสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวไว้ ซึ่งเธอบอกว่าการมีคนรักที่เป็นเหมือนจุดยึด ทำให้เธอรู้สึกสมบูรณ์มากขึ้น

เพอร์รียังเผยว่า ตอนนี้เธอรู้สึกมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นในทุก ๆ วัน และมองว่าชีวิตคือโอกาสในการเติบโต เป็นคนที่ดีขึ้น และเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวและสังคม

ก่อนหน้านี้ ปี 2025 ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเธอ หลังการหมั้นหมายกับนักแสดงหนุ่ม ออร์แลนโด บลูม สิ้นสุดลง โดยเธอยอมรับว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่หนักหนาที่สุดในชีวิต

เพอร์รีบอกว่า แม้จะมีวันที่ยากลำบากมาก แต่เธอยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะมีคำสัญญากับแฟนเพลง ลูกสาว และตัวเอง จนสามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

เจ้าของเพลง “Roar” ยังกล่าวว่า เธอรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปหลังเข้าสู่วัย 40 ปี และสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ ความเศร้า และความเจ็บปวดในชีวิต ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์

เธอบอกว่า ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในแบบของตัวเอง แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และก้าวผ่านมันไปให้ได้.

ที่มา : channelnewsasia

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

11 มิ.ย. 2569 08:58 น.

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงอีก หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันของโลก เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ที่ถล่มเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน

กองทัพเรืออิหร่านประกาศว่า จะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมระบุว่าเส้นทางเดินเรือดังกล่าวถูกปิดโดยสมบูรณ์ สำหรับเรือทุกประเภท โดยการตัดสินใจล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เพิ่งเปิดฉากโจมตีฐานป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ และพื้นที่ทางทหารของอิหร่านเมื่อวันก่อน โดยมีรายงานว่าเกิดระเบิดหลายจุดทางตอนใต้ของประเทศ ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ และได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ต่อเป้าหมายหลายจุดในอิหร่านในวันนี้ หลังกล่าวหาเตหะรานว่าเป็นฝ่ายยั่วยุและมีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างต่อเนื่อง

อิหร่านยังอ้างว่าได้โจมตีเรือ 2 ลำที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบ รวมถึงโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดใช้งาน และเรือพาณิชย์ยังสามารถเดินทางเข้าออกได้ตามปกติ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก 49 ลูกโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน พร้อมเตือนว่า หากอิหร่านไม่ยอมรับเงื่อนไขยุติสงคราม การโจมตีจะรุนแรงขึ้น

ความขัดแย้งครั้งนี้สร้างความกังวลไปทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่าน หากสถานการณ์ยกระดับ อาจกระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก.

ที่มา : channelnewsasia

ฮ.กองทัพปากีสถานตกกลางย่านชุมชนแคชเมียร์ระเบิดไฟลุก

 ฮ.กองทัพปากีสถานตกกลางย่านชุมชนแคชเมียร์ระเบิดไฟลุก

11 มิ.ย. 2569 08:44 น.

ฮ.กองทัพปากีสถานตกกลางย่านชุมชนแคชเมียร์ระเบิดไฟลุก

เกิดเหตุสลดในแคว้นแคชเมียร์ฝั่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของปากีสถาน หลังเฮลิคอปเตอร์ทหารรุ่นเอ็มไอ-17 ประสบเหตุตก ส่งผลให้กำลังพลทั้งหมดที่อยู่บนเครื่องเสียชีวิต

กองทัพปากีสถานเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา บริเวณใกล้เมืองมูซัฟฟาราบัด เมืองหลวงของแคว้นแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน โดยเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาขัดข้องทางเทคนิคของตัวเครื่อง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว รวมถึงยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต ขณะที่ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ทหารถูกส่งเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุทันที เพื่อค้นหาและลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดตก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่พื้นที่ใกล้เคียงกำลังมีการประท้วงและการหยุดงาน ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ แต่กองทัพปากีสถานยืนยันว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับการชุมนุมหรือเหตุการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด

ทางกองทัพได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ โดยจะตรวจสอบทั้งสภาพเครื่องยนต์ ระบบการบิน และปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งนี้

ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย พร้อมส่งคำไว้อาลัยไปยังครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิต และยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ เฮลิคอปเตอร์รุ่นเอ็มไอ-17 เป็นหนึ่งในอากาศยานที่กองทัพปากีสถานใช้งานสำหรับภารกิจหลากหลายประเภท ทั้งการขนส่งกำลังพล การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และภารกิจในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่เข้าถึงยาก

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2568 เฮลิคอปเตอร์ทหารปากีสถานอีกลำหนึ่งประสบเหตุตกระหว่างปฏิบัติภารกิจ ส่งผลให้นักบิน 2 นาย และช่างเทคนิค 3 นายเสียชีวิต

เหตุการณ์ล่าสุดนี้นับเป็นอีกหนึ่งอุบัติเหตุทางอากาศที่สร้างความสูญเสียให้กับกองทัพปากีสถาน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป.

ที่มา : AP

กู้ภัยฟิลิปปินส์ระทึก เจออาฟเตอร์ช็อกแรง ต้องวิ่งหนีตายออกจากซากอาคาร

 กู้ภัยฟิลิปปินส์ระทึก เจออาฟเตอร์ช็อกแรง ต้องวิ่งหนีตายออกจากซากอาคาร

11 มิ.ย. 2569 08:36 น.

กู้ภัยฟิลิปปินส์ระทึก เจออาฟเตอร์ช็อกแรง ต้องวิ่งหนีตายออกจากซากอาคาร

กู้ภัยเร่งหนีออกจากอาคารซูเปอร์มาร์เก็ตที่พังถล่มบางส่วนในเมืองทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ หลังเกิดแรงสั่นสะเทือนจากอาฟเตอร์ช็อกอย่างรุนแรง ขณะยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 45 ศพ และยังสูญหาย 17 คน

เหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นที่เมืองเจเนอรัล ซานโตส เมื่อเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยยามฝั่งราว 30 นาย กำลังค้นหาผู้รอดชีวิตภายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ได้รับความเสียหาย แต่เกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรง ทำให้เศษคอนกรีตร่วงหล่นลงมาจากอาคารสูง 3 ชั้นที่เอียงใกล้พังถล่ม ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป่านกหวีด พร้อมตะโกนเตือนให้ทีมกู้ภัยรีบวิ่งออกจากพื้นที่ เพื่อความปลอดภัย

โฆษกของทีมดับเพลิงเปิดเผยว่า อาฟเตอร์ช็อกครั้งนี้มีความรุนแรง ทำให้ต้องส่งสัญญาณเตือนทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายในและใต้ซากอาคารออกมานับจำนวนและตรวจสอบความปลอดภัย ก่อนจะกลับเข้าไปค้นหาพนักงานคนสุดท้ายที่ยังสูญหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้กับทีมกู้ภัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้ผู้ช่วยเหลือกลายเป็นผู้ประสบภัย จึงจำเป็นต้องทำให้พื้นที่ปลอดภัยก่อนกลับเข้าไปปฏิบัติงาน

เมืองเจเนอรัล ซานโตส ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงปลาทูน่า ของฟิลิปปินส์ ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วพื้นที่เกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของประเทศ

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาฟิลิปปินส์ระบุว่า หลังเกิดแผ่นดินไหว มีอาฟเตอร์ช็อกตามมาแล้วมากกว่า 2,100 ครั้ง โดยบางครั้งมีความรุนแรงถึงระดับ 6.4 ซึ่งถือว่าสามารถก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บและความเสียหายเพิ่มเติมได้

ทางการฟิลิปปินส์ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนมากกว่า 25,000 คนยังต้องอพยพออกจากบ้านพัก หลายคนอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงฉุกเฉินของรัฐบาล 45 แห่ง และยังไม่กล้ากลับบ้าน เนื่องจากยังอยู่ในภาวะหวาดผวาจากเหตุการณ์

แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดของฟิลิปปินส์ในรอบ 50 ปี มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 630 คน บ้านเรือนเสียหายกว่า 3,100 หลัง ถนน 29 สาย สะพาน 11 แห่ง และอาคารรัฐบาลมากกว่า 100 แห่งได้รับผลกระทบ.

ที่มา : AP

สหรัฐฯ เริ่มแล้ว เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำสั่ง โดนัลด์ ทรัมป์

สหรัฐฯ เริ่มแล้ว เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำสั่ง โดนัลด์ ทรัมป์

11 มิ.ย. 2569 05:31 น.

สหรัฐฯ เริ่มแล้ว เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำสั่ง โดนัลด์ ทรัมป์

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านระลอกใหม่แล้ว หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาประกาศกร้าวก่อนหน้านี้ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านระบุว่า มีมิสไซล์หรือวัตถุระเบิดตกใส่เมืองทางตอนใต้อย่างน้อย 2 แห่ง

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่แล้ว ในช่วงเย็นวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะถล่มอิหร่านอย่างหนักหน่วง โดยมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้ยิงโต้ตอบกันเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า ทางกองทัพได้เริ่มทำการ “โจมตีเพื่อป้องกันตนเองเพิ่มเติม” เมื่อเวลา 17:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (หรือ 21:15 น. ตามเวลา GMT) ของวันพุธที่ 10 มิ.ย. โดยมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลายจุดในอิหร่าน ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด

“การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้ต่อการรุกรานอย่างไม่สมเหตุสมผลและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของอิหร่าน” แถลงการณ์ระบุเสริม

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านไปแล้วเมื่อวันอังคาร หลังจากทรัมป์ระบุว่ารัฐบาลเตหะรานได้ยิงเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกสหรัฐฯ ตก ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า พวกเขาตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเช่นกัน

ด้านองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (IRIB) ซึ่งเป็นสื่อทางการของอิหร่านระบุว่า พื้นที่ต่าง ๆ ในเมืองมินาบ (Minab) และเมืองซิริก (Sirik) ทางตอนใต้ของประเทศ และอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ถูกขีปนาวุธหรือวัตถุระเบิดของ “ฝ่ายศัตรู” ตกใส่หลายระลอกเมื่อช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับช่วงเย็นวันพุธของสหรัฐฯ

IRIB รายงานด้วยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศในเมืองอาซาลูเยห์ (Asaluyeh) บริเวณอ่าวเปอร์เซียได้เริ่มทำงานแล้ว แต่เสริมว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการโจมตีจากฝ่ายศัตรูเกิดขึ้นในศูนย์กลางพลังงานที่สำคัญแห่งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกเรืออินเดีย 3 คนหายสาบสูญ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันใกล้โอมาน

ลูกเรืออินเดีย 3 คนหายสาบสูญ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันใกล้โอมาน

11 มิ.ย. 2569 05:11 น.

ลูกเรืออินเดีย 3 คนหายสาบสูญ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันใกล้โอมาน

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติปาเลาในอ่าวโอมานเป็นลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้ลูกเรือชาวอินเดีย 3 คนสูญหายไป ขณะที่ลูกเรือรายอื่นๆ ได้รับความช่วยเหลือแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในอ่าวโอมานหมดสภาพการใช้งาน โดยกล่าวหาว่าเรือลำดังกล่าวละเมิดมาตรการปิดล้อมของอเมริกาด้วยการ “พยายามขนส่งน้ำมันออกจากอิหร่าน”

ข้อความของ Centcom ระบุว่า เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ยิง “อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง” เข้าใส่ห้องเครื่องของเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติปาเลาชื่อว่า “เซตเตเบลโล” (Settebello) “หลังจากลูกเรือเพิกเฉยต่อคำสั่งของกองกำลังอเมริกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

ด้านรัฐบาลอินเดียแถลงว่า มีลูกเรือชาวอินเดีย 3 รายสูญหาย และลูกเรือชาวอินเดียอีก 21 รายได้รับการช่วยเหลือแล้ว พร้อมระบุว่า การที่เรือพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในภูมิภาคนี้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี “ต้องหยุดลง”

นอกจากนั้น รัฐบาลอินเดียยังเรียกตัวรองหัวหน้าคณะผู้แทนทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเดลีเข้าพบด้วย

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้ปิดกั้นการเข้าถึงท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน หลังจากรัฐบาลเตหะรานสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเริ่มเกิดฉากโจมตีพวกเขาเมื่อ 28 ก.พ. จนส่งผลกระทบต่อตลาดการค้าโลก โดยเฉพาะน้ำมัน อย่างหนัก

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มการปิดล้อมเมื่อ 13 เม.ย. กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำให้เรือหมดสภาพการใช้งานไปแล้ว 8 ลำ และสั่งเปลี่ยนเส้นทางเรือลำอื่น ๆ อีก 134 ลำ

อนึ่ง เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ เพิ่งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันติดธงปาเลาอีกหนึ่งลำที่มีลูกเรือเป็นชาวอินเดียเช่นกัน โดยเรือ “มาริเวกซ์” (Marivex) ถูกยิงถล่มในอ่าวโอมานหลังจากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐฯ เช่นกัน โดยทางการอินเดียระบุว่าลูกเรือทั้งหมด 24 รายได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพโอมาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc