‘ภูมิใจไทย-กล้าธรรม’กล้าหรือไม่? ‘เทพไท’ท้า!ประกาศดังๆอย่าเลือก’คนซื้อเสียง’

'ภูมิใจไทย-กล้าธรรม'กล้าหรือไม่? 'เทพไท'ท้า!ประกาศดังๆอย่าเลือก'คนซื้อเสียง'

‘ภูมิใจไทย-กล้าธรรม’กล้าหรือไม่? ‘เทพไท’ท้า!ประกาศดังๆอย่าเลือก’คนซื้อเสียง’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.24 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประกาศอย่าเลือกคนซื้อเสียง “ภูมิใจไทย-กล้าธรรม” กล้าหรือไม่

ช่วงนี้มีกระแสข่าวเรื่องการซื้อเสียงในการเลือกตั้งส.ส.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังหนาหูมาก มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ถึงตัวเลข ที่มีการซื้อเสียงๆละ 7500 บาท มีนักข่าวไปถามความเห็นเรื่องนี้ ต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้คำตอบว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยทำเรื่องแบบนี้ และการซื้อเสียงหัวละ 7500 บาท เอาเงิน 700-800 บาทไปซื้อเขาควายดีกว่า ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า นายอนุทินไม่เชื่อว่า มีการซื้อเสียงกันจริงๆ รวมถึงนักข่าวไปถามความเห็น จากร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม ซึ่งได้แสดงอาการตกใจว่าเป็นไปได้หรือ ที่มีการซื้อเสียงสูงถึง 7500 บาทต่อเสียง และบอกว่าถ้าเป็นเช่นนี้ บ้านเมืองก็จะพังพินาศ

ถ้าหากว่าทั้งนายอนุทินและผู้กองธรรมนัส ไม่เชื่อว่ามีการชื่อเสียงจริง และทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมไม่ได้เกี่ยวข้องหรือไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้ ก็อยากจะให้ทั้ง2ท่านได้ประกาศในนามพรรคภูมิใจไทยและในนามพรรคกล้าธรรมว่า ใครก็ตามถ้าไปเดินซื้อเสียง เพื่อให้เลือกผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย หรือผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม ถือว่าเป็นการใส่ร้าย และประสงค์ร้ายต่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ต้องประกาศให้ผู้คนได้รับทราบว่า อย่าเลือกบุคคลที่มีผู้ไปซื้อเสียงให้กับผู้สมัครพรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย เพราะผู้นำพรรคทั้ง2คนได้ประกาศว่า ทั้งพรรคภูมิใจไทยไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้ และพรรคกล้าธรรมก็เช่นเดียวกัน

ถ้ามีการไปซื้อเสียงแสดงว่าเป็นการแอบอ้างพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า เป็นผู้ที่ไม่หวังดีต่อพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม จึงขอให้ประชาชนอย่าเลือกคนที่มาซื้อเสียง ซึ่งจะได้เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเหมือนกับพรรคการเมืองอื่นๆหลายพรรค ที่ประกาศมาแล้วว่า จะไม่ซื้อเสียง จะการเมืองสุจริตจะการเมืองสีขาว และประชาชนจะได้สบายใจ เช่นเดียวกันกกต.ก็จะได้ไปตรวจสอบในพื้นที่ และจะได้ดำเนินการสำหรับคนที่แอบอ้างมาซื้อเสียง จะได้จับกุมและดำเนินคดีต่อไป

ส่วนกระแสข่าวที่ทนายอั๋น จากบุรีรัมย์ ออกมาระบุว่า มีการหิ้วเงิน 1000 ล้านบาทไปให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดใน5จังหวัดภาคใต้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวลือหรือข่าวจริง แต่ถ้าหากว่าเป็นข่าวจริง ก็มีความเป็นไปได้ เพราะมีพรรคการเมืองบางพรรคใช้กลไกอำนาจรัฐผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ไปบริหารจัดการการเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาผู้ว่าราชการจังหวัด คือตัวการของการช่วยเหลือ จะเห็นได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดบางจังหวัดหรือหลายจังหวัด คือตัวการช่วยเหลือพรรคการเมือง เพื่อตอบแทนในสิ่งที่ตัวเองได้รับการแต่งตั้ง

จึงเป็นไปได้ว่ามีการใช้อำนาจรัฐเต็มรูปแบบ และการใช้อำนาจรัฐที่ดีที่สุด และทรงประสิทธิภาพที่สุด คือการใช้อำนาจรัฐผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด จึงอยากจะให้กกต.เข้าไปตรวจสอบและไปดูว่า มีการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.บางคนหรือไม่

‘ชัยชนะ’ฟาด’CSI LA’ ปมปูด ตร.จ่อค้นบ้าน’นักการเมือง’อักษรย่อ ท.

'ชัยชนะ'ฟาด'CSI LA' ปมปูด ตร.จ่อค้นบ้าน'นักการเมือง'อักษรย่อ ท.

‘ชัยชนะ’ฟาด’CSI LA’ ปมปูด ตร.จ่อค้นบ้าน’นักการเมือง’อักษรย่อ ท.

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.30 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “CSI LA” โพสต์ข้อความระบุว่า “ด่วน ตำรวจเตรียมเข้าค้นบ้าน “รองหัวหน้าพรรคสีฟ้า” คนดังภาคใต้ อักษรย่อ ท. พัวพันขบวนการค้ายาเสพติด” ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เพจดังปูดแรง!!! ตร.จ่อค้นบ้าน’รองหัวหน้าพรรคสีฟ้า’คนดังภาคใต้ อักษรย่อ ท.)

ล่าสุด นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดูแลพื้นที่ภาคใต้ โพสต์ข้อความระบุว่า “หยุดวิธีการที่ไม่สร้างสรรค์ แบบนี้เถอะครับ มานำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนดีกว่าครับ ชีวิตผมไม่เคยเกี่ยวข้องเรื่องแบบนี้ครับ”

– 006

19 ความเลอะเทอะ’ธนาธร’ ‘ชูวิทย์’เย้ย!ทำ’พรรคส้ม’ห่างไกลความฝัน

19 ความเลอะเทอะ'ธนาธร' 'ชูวิทย์'เย้ย!ทำ'พรรคส้ม'ห่างไกลความฝัน

19 ความเลอะเทอะ’ธนาธร’ ‘ชูวิทย์’เย้ย!ทำ’พรรคส้ม’ห่างไกลความฝัน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.14 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความ “เลอะเทอะ” ของธนาธร
.
เมื่อวานผมบอกว่า “ธนาธรเป็นคนไปคุยดีลต่างๆ ด้วยตัวเองคนเดียว”
.
วันนี้ธนาธรบอกว่าผม “เลอะเทอะ“
.
แต่ลองดูให้ดีว่าใครกันแน่ที่ ”เลอะเทอะ“ มาตลอด
.
เริ่มจาก
.
เลอะเทอะ “จะยกเลิก ม.112 จนพาคนไปติดคุก เด็กชู 3 นิ้ว ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ“
.
เลอะเทอะ “พิธาบอกทหารมีไว้ทำไม จนคนด่า แล้วธนาธรมาแก้ตัวเอาดื้อๆ ว่ามีทหารเอาไว้ไปรบไงล่ะ“
.
เลอะเทอะ ”เป็นพรรคการเมืองเดียวที่ไปด้อยค่าทหารของประเทศตัวเอง“
.
เลอะเทอะ “ไปดีลกับทักษิณถึงฮ่องกง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลมือเปล่า“
.
เลอะเทอะ “ไปถูกอนุทินหลอกเซ็น MOA”
.
เลอะเทอะ “เอาความซื่อตรงไปดีลกับนักการเมืองไทย“
.
เลอะเทอะ “ทุกคนในพรรคส้มเท่าเทียม แต่ต้องตามใจเจ้าของพรรคอย่างธนาธร”
.
เลอะเทอะ “ให้เงินกู้พรรค 191 ล้าน จนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค“
.
เลอะเทอะ ”บริจาคเงินแฝงให้พรรค แต่บอกว่าไม่ใช่เจ้าของ ไม่ใช่นายทุนพรรค”
.
เลอะเทอะ ”หากพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้”
.
เลอะเทอะ “จะได้ สส. เกิน 250 เสียง เป็นพรรคเดียวโดยไม่มีพันธมิตรทางการเมืองร่วม“
.
เลอะเทอะ ”บอก ฮั้ว สว. เป็นเรื่องของ กกต. ส่วนเขากระโดงเป็นเรื่องของการรถไฟ หากผิดจริงชาวบ้านแถบนั้นก็ผิดหมด”
.
เลอะเทอะ “มีเราไม่มีเทา แต่ในพรรคมี 2 คน เป็นเทาเสียเอง“
.
เลอะเทอะ ”จะให้อนุทิน พรรคภูมิใจไทยแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ แต่ได้ยุบสภามาแทน”
.
เลอะเทอะ “ไปบังคับให้อนุทินยุบสภา แล้วพอยุบจริง ยังถูกอนุทินเยาะเย้ยว่าเป็นฝ่ายค้ำอีก“
.
เลอะเทอะ “ตั้งทีม The Professional แต่ สส. ในพรรคไม่รู้เรื่อง”
.
เลอะเทอะ “เอามือสมัครเล่นไปประชันวิสัยทัศน์กับมืออาชีพอย่างศุภจี“
.
เลอะเทอะ “ที่หาใครในพรรคเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เลยไปหาเทคโนแครตนอกพรรค“
.
เลอะเทอะ ”จัดปาร์ตี้ลิสต์คนนอกแซงคนในที่ทำงานให้กับพรรคจนวงแตก แต่บอกไม่มีปัญหา”
.
ธนาธรยังมีเรื่อง “เลอะเทอะ” อีกมาก ที่ยังเจียระไนไม่หมด
.
ตราบใดที่ธนาธรยังเลอะเทอะอยู่อย่างนี้ พรรคส้มยากที่จะได้ไปเป็นรัฐบาล
.
เพราะต้องตามใจความเลอะเทอะของ “เจ้าของพรรค” อยู่ร่ำไป
.
นี่หากธนาธรหยุดเลอะเทอะ และอยู่กับความเป็นจริงบ้าง ไม่ตบโต๊ะแบบเสี่ยใหญ่ร้องเอาแต่ใจตัวเอง จนอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ
.
ป่านนี้พรรคส้มได้เป็นรัฐบาลไปนานแล้ว เพราะยิ่งธนาธรเลอะเทอะ ก็ยิ่งทำให้พรรคส้มห่างไกลความฝัน
.
นี่วันนี้ผมไม่ได้ด่านะครับ หวังดีถึงน้องๆ พรรคส้มทั้งนั้น
.
ยกเว้นเจ้าของพรรคคนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยว

ไม่แตะหมวด1-2และหมวด‘พระราชอำนาจ’ ‘อนุทิน’ย้ำจุดยืน

ไม่แตะหมวด1-2และหมวด‘พระราชอำนาจ’  ‘อนุทิน’ย้ำจุดยืน

ไม่แตะหมวด1-2และหมวด‘พระราชอำนาจ’ ‘อนุทิน’ย้ำจุดยืน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่แตะหมวด1-2และหมวด‘พระราชอำนาจ’ ‘อนุทิน’ย้ำจุดยืน ‘บวรศักดิ์’จี้พรรคการเมือง พูดให้ชัดไม่แตะอะไรบ้าง ชี้ล็อกแก้‘หมวด1-2’ไม่พอ พระราชอำนาจมีหลายหมวด

“บวรศักดิ์”เรียกร้องพรรคการเมืองไม่ล็อกแก้หมวด 1- หมวด 2 พูดให้หมดจะแก้จุดไหนบ้าง ระบุพระราชอำนาจมีในหลายหมวดของ รธน.มากกว่าที่พูดกัน “อนุทิน”ยันภท.ไม่คิดแตะพระราชอำนาจ ลั่นพูดชัดตั้งแต่ตั้งพรรคแล้ว ยอมรับต้องเลี่ยง ไม่ใช้เวลาราชการหาเสียง บอก ภท.มีสไตล์การหาเสียง ไม่จัดเวทีใหญ่เหมือนพรรคอื่น ชี้ ปชช.เป็นโหวตเตอร์ ยันไม่รู้เรื่องซื้อเสียง 7,500 บาทขอให้บอกมาเลยใครเป็นตัวการ เดี๋ยวจะซื้อเขาควายไปครอบให้ ด้าน“ธรรมนัส” ร้องห๊ะ!ซื้อเสียง 7,500 บาท ถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพล กธ. ติด 1 ใน 5 ตลอด ลั่นไม่จับมือพรรคบ่อนทำลายเสาหลักบ้านเมือง “ยศชนัน” อ้อนฝากตัวเป็นลูกคนสุโขทัย ขอให้เลือกเพื่อไทยทั้ง 4 เขต

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีมีการออกมาตั้งข้อสังเกตว่าคำถามประชามติที่รัฐบาลส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีหลักประกันว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่ไปแตะหมวด 1 หมวด 2 ว่า ขอให้คนที่ออกมาพูดไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากดูแล้วจะทราบดีว่าที่รัฐบาลตั้งคำถามไปเป็นคำถามในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และจะเขียนล็อคแค่หมวด 1 หมวด 2 ไม่พอ จะดูแค่นั้นไม่ได้ เพราะเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องไปดูอีกหลายส่วนในรัฐธรรมนูญ เช่น หมวดที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรีเป็นพระราชอำนาจทั้งนั้น เพราะเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน รวมไปถึงพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนด พระราชอำนาจให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับสนธิสัญญา อำนาจยุบสภาฯ ก็อยู่ในหมวดว่าด้วยสภาฯ เพราะนายกฯ ยุบสภาฯ เองไม่ได้

รวมถึงต้องไปดูเกี่ยวกับบทห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ห้ามเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าแค่ไหนเป็นการเปลี่ยนแปลง อย่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติแล้ว ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธย ถือว่าตกไปเลย เป็นการยับยั้งโดยเด็ดขาด เป็นอย่างนี้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2492 จนถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ฉะนั้น ถ้าใครไปเขียนให้เมื่อทรงใช้พระราชอำนาจแล้วให้สภาฯ สามารถยืนยันได้ มันก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขัดต่อประเพณีการปกครองของประเทศไทย เพราะอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์ทรงมีร่วมกับประชาชน

ดังนั้น ถ้าอยากแน่ใจเกี่ยวกับเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ให้คนที่คิดจะแก้ไขออกมาให้สัมภาษณ์ เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าจะแก้จุดใดบ้าง เมื่อถามว่า หมายความว่าพรรคการเมืองที่ไม่ต้องการให้ล็อคการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ให้ออกมาอธิบายว่าจะแก้ส่วนไหนบ้างใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ใช่ พูดมาให้หมดว่าจะไม่ปรับอะไรบ้าง ไม่ใช่เฉพาะหมวด1หมวด2

“อนุทิน”ยันภท.ไม่คิดแตะพระราชอำนาจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายบวรศักดิ์ ระบุให้พรรคที่บอกว่าไม่ให้ล็อคหมวด 1 หมวด 2 ควรออกมาบอกให้ชัดว่าจะแก้ส่วนไหนบ้าง เห็นด้วยหรือไม่ ว่า อย่างพรรคภูมิใจไทย เมื่อเราไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ตนก็ไม่ต้องไปอธิบายอะไรเพิ่มเติม ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเติม ผู้สื่อข่าวถามว่า มีบางพรรคบอกว่าไม่ต้องเขียนล็อคไว้เพราะมีเรื่องพระราชอำนาจแทรกอยู่

นายอนุทิน ถามกลับว่า ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ ก็แล้วแต่ เมื่อถามอีกว่านายบวรศักดิ์ บอกว่านอกจาก หมวด1 หมวด 2 ยังมีอีกหลายส่วนที่มีพระราชอำนาจแทรกอยู่ ท่าทีภูมิใจไทยเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ภูมิใจไทยพูดไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และไม่แตะพระราชอำนาจ ตนพูดชัดอยู่แล้วตั้งแต่ตั้งพรรค เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่จำเป็นต้องชี้แจงอะไรเพิ่มเติมแล้ว

พยายามไม่ใช้เวลาราชการหาเสียง

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง ว่า จะพยายามไม่ใช้เวลาราชการ ถึงแม้ว่าจะลาได้ก็ไม่อยากลา อย่างเวลาไปหาเสียง ตอนบ่าย 2 บ่าย 3 คนยังทำงานกันอยู่ เราจะไปกวนเวลาเขาก็ไม่ดี และเราไม่อยากใช้เวลาราชการแม้จะมีสิทธิลา ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองกันว่ากรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบตในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเป็นการเสียโอกาสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด แต่ตนไม่ได้คิดอย่างนั้น

เมื่อถามย้ำว่า จะเป็นการเสียโอกาสในการนำเสนอวิสัยทัศน์ของตนเองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เสนอทุกอย่างในการที่จะทำงาน เมื่อถามว่า การลงพื้นที่แบบออร์แกนิค มั่นใจหรือไม่ว่าจะเป็นเทคนิคหนึ่งในการโน้มน้าวประชาชนให้เลือกตัวเองกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า คำว่าออร์แกนิค คือไม่มีรูปแบบ ไม่ได้คาดหวังอะไร ทำไปด้วยจิตใจที่อยากทำ และได้ประโยชน์จากการรับฟังเสียงจากประชาชนโดยตรง ไม่ใช่การสื่อสารฝ่ายเดียว เป็นการทำให้เขาเข้าถึงตัวเรา และเขาก็บอกในสิ่งที่เขาพึงพอใจและไม่พึงพอใจ รวมถึงสิ่งที่เขาอยากได้และไม่อยากได้ รวมถึงปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ อยากให้เราไปช่วยแก้ไข นั่นคือสิ่งที่ตนได้มาจากการลงพื้นที่แบบออร์แกนิค ไม่ได้หาเสียงอะไร ลองถามพี่น้องประชาชนเวลาลงพื้นที่แทบไม่ได้พูดคำว่าเบอร์ 37 หรือเบอร์ของผู้สมัครในเขตนั้นเลย

โค้งสุดท้ายไม่มีไม้เด็ด ขอทำให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีไม้เด็ดอะไรออกมาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เราก็ทำงานและใช้วิธีประชาสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ ทุกช่องทาง ให้ประชาชนได้รับทราบว่าพรรคภูมิใจไทยของเราจะนำเสนออะไรกับพี่น้องประชาชนบ้าง ถ้าเราได้รับเลือกตั้งเข้ามา

เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายห่วงอะไรที่สุด นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมก็ทำดีที่สุด มีอะไรก็เอามาทำให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว ถามว่าห่วงไหม ก็ไม่ได้ห่วงอะไร เพราะการตัดสินใจโหวตเตอร์เป็นของพี่น้องประชาชน” เมื่อถามว่า กำลังใจของนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่อยู่ที่ตรงไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ได้กินอาหารหลายอย่างที่ประชาชนนำมาให้ไม่ขาดสาย

เมื่อถามว่า เห็นเวทีพรรคเพื่อไทย (พท.) หาเสียงแต่ละจุดจัดพรึบมาก รู้สึกอย่างไร ขณะที่พรรคภูมิใจไทยไม่จัดเวทีใหญ่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต่างคนก็ต่างมีความเชื่อมั่นในวิธีการและรูปแบบ ใครอยากทำอะไรและมีความเชื่อมั่นก็ทำไปตามนั้น ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นในวิธีที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงกับประชาชนทุกวันนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งเป็นรูปแบบและสไตล์ของเขา

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับการที่เริ่มมีคำพูดที่ว่าประมาทพรรคเพื่อไทยไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคยประมาทใครอยู่แล้ว แต่ก็เป็นกำลังใจให้ผู้สมัครทุกคนทุกพรรค เมื่อถามว่า เพราะทุกพรรคมีโอกาสที่จะมาจับมือกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

ไม่สน”สุดารัตน์”ใส่เสื้ออะไร

เมื่อถามถึงกรณี น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ให้เสื้อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ หาเสียง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค.หรือไม่ น.ส.สุดารัตน์ ชี้แจงแล้วว่า ตอนนี้ผมเขาสีดำตอนนั้นผมเขาทำไฮไลท์ ตนจะไปแคร์อะไรเมื่อเขาสมัคร สส.ในนามพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว เขาจะใส่เสื้ออะไรก็ขอให้เขาได้เข้ามาเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย ตนก็พอใจแค่นั้น เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าชื่อพรรคภูมิใจไทยจะได้คะแนนเสียงที่ น.ส.สุดารัตน์ เคยได้ตอนอยู่พรรคการเมืองอื่น นายอนุทิน กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ลงพื้นที่อุบลราชธานี แต่รับทราบว่าในพื้นที่แข็งแรงดี ยังไม่ต้องการให้ตนลงไปในพื้นที่

จะซื้อเขาควายไปครอบให้คนซื้อเสียง

เมื่อถามถึงกรณีการเรียกร้องให้พรรคการเมืองลงสันตยาบันไม่ซื้อเสียง หลังกระแสข่าวมีการใช้เงินซื้อเสียงสูงถึง 7,500 บาท นายอนุทิน ย้อนถามว่า ประเด็นอะไร 7,500 บาท ผู้สื่อข่าวตอบว่า เป็นเงินที่ใช้ในการซื้อเสียง นายอนุทิน ถึงถามอีกว่า ใครซื้อเสียง 7,500บาท สื่อจึงตอบกลับว่า เป็นผลสำรวจที่มีออกมา นายอนุทิน จึงกล่าวว่า “หัวละ 7,500 บาท อุ้ยซื้อเขาควาย 700 บาทเอง ใครจ่าย 7,500 บาท บอกมาเลย เดี๋ยวจะซื้อเขาควายไปครอบให้เขา” และการเมืองสู้กันดุเดือดทุกรอบอยู่แล้ว แต่ขอให้สู้ในเกมไม่มีปัญหา การต่อสู่การแข่งขันเป็นเรื่องงดงาม แต่ต้องให้เป็นตามกติกามีสปีริตซึ่งกันและกัน เมื่อถามย้ำว่า ตัวเลข 7,500บาท เป็นไปไม่ได้แน่นอนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่รู้ไม่กล้าบอกเพราะไม่เคยทำ เดี๋ยวจะมาหลอกให้ผมตอบว่าไม่ถึงหรอกโถ่”

“อภิสิทธิ์”ขอคะแนนชาวพระโขนง

เมื่อเวลา 07.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วยแกนนำพรรค ลงพื้นที่พบประชาชนตลาดใกล้กับวัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร ซอยสุขุมวิ 101/1 เพื่อช่วย น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัครสส.เขตที่23 พระโขนง บางนา เบอร์17 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีพ่อค้า แม่ค้า และผู้ที่จับจ่ายสินค้า เข้ามามอบดอกไม้ทั้งดอกกุหลาบ และดอดาวเรือง พร้อมขอถ่ายรูป บางคนปรบมือเรียกขอถ่ายรูปด้วยพร้อมกล่าวว่าดีใจมากเลยวันนี้ แฟนคลับบางรายถึงกับตะโกนบอกความในใจว่า “แอบรักคุณอภิสิทธิ์มาตั้งแต่สมัยยังเป็นหนุ่มๆ” ขณะที่บรรดาแม่ค้าในตลาดต่างพากันเรียก “นายกฯ มาแล้วๆ” พร้อมส่งเสียงเชียร์อยากเห็นนายอภิสิทธิ์กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ตอบรับด้วยรอยยิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณในทุกกำลังใจที่มอบให้

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ในครั้งนี้ที่ได้รับการตอบรับ ใครๆ ก็บอกว่าจะเลือกประชาธิปัตย์ ว่า เป็นกำลังใจกับพวกเราทุกคน เพราะว่าหลายคนก็ได้มีการทำงานต่อเนื่องมาในพื้นที่นี้ ช่วงนี้ก็เป็นโอกาสดี ได้น้องวีร์ เข้ามาเพื่อมาสานต่อหลายสิ่งหลายอย่าง วันนี้ทีมอดีต สส. สก. ก็มาช่วยกัน เห็นได้ชัดว่ามีความผูกพันอยู่กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แล้วก็ให้การต้อนรับเราดีมาก

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ตั้งใจทวงเก้าอี้ สส.ของประชาธิปัตย์ในพื้นที่คืน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราอยากขอโอกาสให้กับคนของเราทุกคน แล้วก็รอบนี้ในกรุงเทพฯ เราได้คนรุ่นใหม่ คนหน้าใหม่เข้ามา ซึ่งเราคิดว่าจะเป็นกำลังสำคัญให้กับประชาชนได้ ในระยะยาวด้วย

ปลื้มแฟนคลับเชียร์เป็นนายกฯ

เมื่อถามว่า เมื่อสักครู่ประชาชนบอกว่า นายกฯ คนที่ 33 มาหาหน่อยด้วย เป็นอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ หัวเราะ พร้อมตอบว่า “จริงๆ ถ้ากลับไปเป็นก็เป็นคนที่ 27 นะครับ เขาไม่นับซ้ำ แต่ว่าก็ขอบคุณเป็นกำลังใจครับ”ต่อข้อถามว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา(19 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ ไปปราศรัยที่จ.สมุทรสาคร แล้วบอกว่าประชาธิปัตย์กระแสดี แต่กลัวจะแพ้กระสุน ขณะที่มีการระบุว่า เริ่มมีการทุจริตซื้อเสียงถึง 7,500 บาท ตรงนี้ประชาธิปัตย์มีข้อมูลหรือมีคนส่งข้อมูลอะไรมาบ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็มีอยู่เป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปหาพยานหลักฐานมา ก็อยากให้ กกต.ทำงานเชิงรุก เพราะในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่พอไปจับหลังเลือกตั้ง แล้วผู้ที่ซื้อเสียงได้เป็น สส.พยานก็จะค่อนข้างกลัว จึงอยากให้สามารถที่จะดำเนินการได้ก่อนการเลือกตั้งจะดีที่สุด และตอนนี้สิ่งที่เราได้ยินมาเยอะมากก็คือว่า ผู้ที่ซื้อเสียง ขอให้ผู้ที่รับเงินเนี่ยไปถ่ายรูปเวลาที่ลงคะแนน ก็อยากให้ กกต.เข้มงวดกวดขันเรื่องนี้

กระแสจะสู้กระสุนได้หรือไม่ อยู่ที่ปชช.

ต่อข้อถามว่า ตอนนี้เหมือนบ้านใหญ่ใช้ยุทธศาสตร์กระสุน เพื่อที่จะสาดเงิน ปชป.กังวลในเรื่องนี้ และจะทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราบ้านสีฟ้าเราก็อาศัยกระแส ส่วนกระแสจะสู้กระสุนได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ประชาชน เราก็อยากให้สู้ได้ เพราะว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกตั้งที่สุจริต ตนว่ามันจะเป็นการเริ่มต้นในการที่จะทำให้บ้านเมืองสุจริตจริงๆ เพราะเงินเหล่านี้เข้ามาแล้วก็ย้อนกลับมาเป็นเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์โดยเฉพาะถ้าเป็นเงินที่ไม่สะอาด ก็

“ธรรมนัส”ชี้ซื้อเสียงหนัก ปท.พินาศแน่

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการออกมาระบุว่ามีการซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท โดย ร.อ.ธรรมนัสถึงกับร้อง“ห๊ะ”เมื่อได้ยินคำถาม พร้อมกับระบุว่า มีด้วยหรือ มีคนไม่ปกติอย่างนี้ด้วยหรือ ตนไม่ทราบเหมือนกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เนื่องจากครั้งนี้มีข่าวว่ามีการซื้อเสียงกันหนัก เลยอาจทำให้ตัวเลขพุ่งสูงไปถึงจำนวนดังกล่าวได้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าถ้าใครทำแบบนี้ โอ้โหบ้านเมืองพินาศแน่ ไม่ไหวหรอก ถ้าจะใช้เงินทุ่มกันขนาดนี้ แต่ตนเชื่อว่านักการเมืองคงไม่มีใครทำแบบนี้หรอก

เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ ที่การเลือกตั้งซึ่งมีการแข่งขันกันสูง อาจจะมีปัจจัยนี้เข้ามา ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ห่วง ตนก็ใช้วิธีการหาเสียงตามสไตล์ตน ไปเกือบทุกจังหวัด ไม่มีวันหยุด

เมื่อถามว่า ที่มีข่าวออกมาช่วงนี้ มองว่าต้องการโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “คิดว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักเลงคีย์บอร์ดโจมตี ลองคิดดู มีที่ไหนไปเล่นกันหัวละ 7,500 บาท ถ้าทำอย่างนี้ คูณเข้าไป คงไม่ต่ำกว่า 2-3หมื่น”เมื่อถามว่าจากการลงพื้นที่ของพรรค กธ.ในขณะนี้ เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรามีการทำโพลของเรา และดูโพลของสำนักอื่นด้วย เราก็มั่นใจ ซึ่งเราก็อยู่ 1 ใน 5 ตลอดทุกโพล บางจังหวัดก็เป็นที่ 1 ซึ่งผลโพลที่ออกมา คะแนนนิยมของพรรค ติด 1 ใน 5 เกือบทุกจังหวัด เราไม่มีหลุดลำดับที่ 5เลย เมื่อถามย้ำว่า โพลของพรรคกับโพลสำนักต่างๆ ที่ออกมาแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ต่างกัน ส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กัน

ลั่นไม่จับมือพรรคบ่อนทำลายเสาหลักชาติ

เมื่อถามว่า หลังเลือกตั้งสามารถจับมือกันได้ทุกพรรคหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคเรามีหลักการชัดเจน โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคเป็นคนที่ชัดเจนมาก และลูกพรรคทุกคนก็ชัดเจนว่า อะไรที่เกี่ยวข้องกับการทำลายเสาหลักของบ้านของเมือง ชาติ ศาสนา เราไม่เอาด้วย หากเป็นอย่างนั้นตนเลิกเล่นการเมืองดีกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศย้ำหลายครั้งว่าไม่ร่วมงานกับพรรค กธ. เรามีจุดยืนกับ 2 พรรคนี้อย่างไรบ้าง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนมีจุดยืนของตน ไม่ได้มีจุดยืนที่จะไม่เอาพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ถ้าพรรคใดพรรคหนึ่งมีนโยบายชัดเจนว่าเป็นผู้บริหารและทำลายบ้านเมืองมา ตนไม่เอาด้วย และการเข้าไปยุ่งบ่อนทำลายเสาหลักของบ้านเมือง ตนไม่เอาด้วย สมมุติว่าถ้าเราจะต้องร่วมมือกับพรรคที่ทำลาย โดยเฉพาะการแก้มาตรา 112 ยืนยันว่าไม่เอาด้วยเด็ดขาด

เย้ยบางคนอยากเป็นนายกฯ จนตัวสั่น

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการพูดกันล่วงหน้าแล้วว่าจะจับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มีหรอก คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณจะได้เท่าไหร่ บางคนอยากเป็นนายกรัฐมนตรีจนตัวสั่น คุณจะถึง 25 เสียงหรือเปล่า แต่เราถึงแน่ เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหมวด 1 หมวด 2 ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราไม่แตะอยู่แล้ว บอกชัดเจนว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับหมวด 1 หมวด 2 ไม่เอาอยู่แล้ว ยืนยันชัดเจน

“ยศชนัน”นำ พท.ปราศรัยสวรรคโลก

เวลา 10.00 น.ที่ จ.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย เดินทางลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย จ.สุโขทัย ทั้ง 4 เขตหาเสียง ประกอบด้วย น.ส.ณัคนางค์ กุลนาถศิริ ผู้สมัครสส.สุโขทัย เขต1 นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ผู้สมัครสส.สุโขทัย 2 น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ ผู้สมัครสส.สุโขทัย เขต 3 และนายจักรวาล ชัยวิรัตน์ ผู้สมัครสส.สุโขทัย เขต4 จุดแรก นายศชนัน นำคณะพบปะประชาชนและเปิดเวทีปราศรัย ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี สุโขทัย อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีมวลชนเข้าร่วมฟังปราศรัยเป็นจำนวนมาก จนเต็มพื้นที่ ซึ่งเป็นสนามกีฬาในร่มของวิทยาลัย

อ้อนขอฝากตัวเป็นลูกคนสุโขทัย

นายยศชนัน ปราศรัยว่า ตนขอฝากตัวเองเป็นลูกคนสุโขทัย ตนเดินมาหลายคนบอกว่าไม่รู้ทำไมหลายคนรู้สึกผูกพันกันขนาดนี้ ตนจึงถามกลับว่าเคยเจอกันหรือไม่ บางคนก็บอกว่าไม่เคยเจอ แต่เคยเจอกันตามเสาไฟฟ้า วันนี้มาหาคนสุโขทัยตัวเป็นๆ เพื่อตอกย้ำว่าวันนี้สุโขทัยแดงทั้งแผ่นดิน และวันนี้ไม่ว่าพรรคจะโดนยุบไปกี่ครั้งก็แล้วแต่ แต่ทุกครั้งจะกลับมาอย่างแข็งแรง สิ่งสำคัญที่สุดจิตวิญญาณไม่เคยเปลี่ยน พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน ครั้งนี้ขอสุโขทัย 4 เขตเลยได้หรือไม่

นายยศชนัน ปราศรัยว่า วันนี้ปัญหาเกิดขึ้นเยอะ ประเทศเราต้องการคนมีประสบการณ์ไปบริหาร หากพรรคเพื่อไทยเข้ามายกเครื่องประเทศไทยเปลี่ยนแปลงทันที สุโขทัยก็เปลี่ยนได้ทันที 8 ก.พ.เป็นวันประวัติศาสตร์ วันแห่งความหวังของทุกคน ตนพร้อมที่จะถือธงนำ ถ้าให้โอกาสยศชนันเข้าไป จะเปลี่ยนความฝันของทุกคนให้เป็นความจริง หลายอย่างที่เราสามารถทำให้ดีขึ้นได้ แต่ในครั้งที่แล้วเสถียรภาพทางการเมืองไม่มี ครั้งนี้ที่จะทำให้เราได้คะแนนเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำนโยบายดีๆ ให้ประชาชนได้ต้องขอทั้งหมด 4 เขต ขอตนอยู่ที่นี่ตลอดไปได้หรือไม่ ขอฝากตัวเป็นลูกคนสุโขทัย

“ชัยวุฒิ-เจษฎ์”หาเสียงตลาดสะพาน2

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดสะพานสอง แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เพื่อช่วยแนะนำ 2 ผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรครักชาติ เนื่องจากบริเวณตลาด ถือเป็นจุดคาบเกี่ยว 2 เขต ได้แก่ เขต 5 นายปณิธิ บวรวนิชยกูร เบอร์ 5 และ เขต 13 นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว เบอร์ 9 ซึ่งแม้จะเป็นตลาดอาหารสดที่เปิดขายตั้งแต่ช่วงเช้ามืด 03.00 น. แต่บรรยากาศค่อนข้างคึกคัก โดยทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับที่ดี จากบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ที่มาเปิดร้านขายของ ร่วมถึงประชาชนที่มาจับจ่ายในช่วงเช้า ที่เข้ามาทักทายขอถ่ายรูป พร้อมชวนเต้นขยับร่างกายเรียกความสดชื่นยามเช้า พร้อมทั้งอวยพรให้โชคดีมีชัย ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง เพราะเห็นถึงความตั้งใจของทีมพรรครักชาติ ที่มีแต่คนรุ่นใหม่ เดินหาเสียงแจกแผ่นพับ ใบปลิว และถือป้ายกันเอง เหนื่อยช่วยกัน โดยไม่มีการจ้างทีมงานหาเสียง

หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติ ได้ลงพื้นที่ไปช่วยผู้สมัคร สส.กทม.เขต 1 เบอร์ 15 นายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ ขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตลาด ตรอกหม้อ เขตพระนคร ซึ่งมีประชาชนสนใจเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ เข้ามาสนใจเรื่องการรณรงค์ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเปลืองงบประมาณเป็นหมื่นล้าน ขณะที่ประชาชนหลายคนดีใจที่อาจารย์เจษฎ์มาลงการเมือง สร้างคนรุ่นใหม่ โดยบรรยากาศ เป็นไป ด้วยความคึกคัก มีคนจับมือให้กำลังใจ และบอกว่าสู้ ๆ เยอะมาก หลายคนชอบที่ รศ.ดร.เจษฎ์ ไม่ไปอยู่พรรคใหญ่ และมาช่วยสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่ พร้อมกับ ชอบนโยบาย ที่จะสนับสนุน เด็ก รุ่นใหม่ให้มีโอกาสเข้าสู่วงการบันเทิง โดยจะเปิดเป็น Academe ฝึกอบรมทักษะด้านการแสดง หรือการฝึกเป็นศิลปิน เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสและไม่มีเงินส่งลูกหลาน ไปเรียนการแสดงหรือเรียนร้องเพลงเพราะแพง

เผยพิรุธเงินสะพัดเลือกตั้ง2แสนล้าน

ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อเนื่องจากที่เคยเปิดประเด็นเรื่องเม็ดเงินสะพัดเมื่อสัปดาห์ก่อน ถึงข้อมูลที่น่าตกใจว่า พรรคได้รับรายงานข่าวกรองถึงความผิดปกติทางการเงิน มีการนำเงินเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งในภาคพื้นที่สูงถึง 100,000 ล้านบาท และยังมีกระแสข่าวเรื่องการเบิกถอนเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ล็อตใหญ่กว่า 160,000 ล้านบาท โดยที่ไม่มีธนาคารใดออกมาปฏิเสธ เมื่อรวมตัวเลขแล้ว อาจมีเม็ดเงินสะพัดจริงสูงถึง 200,000 ล้านบาท จากการคำนวณเม็ดเงินดังกล่าว พบอัตราการจ่ายเงินซื้อเสียงที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ

พื้นที่กรุงเทพมหานคร: ราคาพุ่งสูงถึง 7,500บาทต่อหัว พื้นที่ต่างจังหวัด: เฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 – 5,000 บาทต่อหัว เงินมหาศาลเหล่านี้คือ “เงินสีเทา” จากธุรกิจผิดกฎหมายและกลุ่มสแกมเมอร์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเตือนประชาชนว่า หากรับเงินเหล่านี้ เท่ากับสนับสนุนให้พรรคการเมืองเข้าไปถอนทุนคืนผ่านการคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างการเลือกตั้งท้องถิ่น (อบต.) ที่ผ่านมา ซึ่งมีการ “เบี้ยว” จ่ายเงินไม่ครบ หรือสัญญาว่าจะให้แต่ไม่ให้ ซึ่งพรรครักชาติเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเป็นนักการเมืองแบบสแกมเมอร์ที่เข้ามาหลอกลวงประชาชน ส่วนสถานการณ์การเมือง ตอนนี้ประเทศกำลังเดินหน้าสู่ความวิบัติ เพราะพรรคการเมืองแบ่งเป็นสองขั้วที่อันตราย กลุ่มพรรคใหญ่ที่ใช้ “กระสุน” (เงิน): จ่ายเงินซื้อเสียงเพื่อเข้าสู่อำนาจ กลุ่มที่อ้าง “กระแส”: แม้บอกไม่ใช้เงิน แต่มีวาระซ่อนเร้นต้องการเข้ามารื้อรัฐธรรมนูญ แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งทางพรรคมองว่าเป็นการทำลายโครงสร้างบ้านเมือง

ซัดกกต.ต้องกล้าฟันกรณีซื้อเสียงคดีใหญ่

ขณะที่ นายชัยวุฒิ กล่าวเสริมถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างดุเดือด โดยระบุว่า กกต. มีเครื่องมือ กฎหมาย และผู้ตรวจการเลือกตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้เรื่องการซื้อเสียงที่เกิดขึ้นทุกหน่วยเลือกตั้ง ปัญหานี้เป็นที่รู้กันทั่ว แต่เหมือน กกต.ไม่รู้อยู่คนเดียว ที่ผ่านมาจับได้แต่คดีเล็กน้อย เช่น การจัดเลี้ยงทำบุญ แล้วแจกใบเหลืองใบแดง แต่ปัญหาใหญ่คือการจ่ายเงินซื้อเสียงโดยตรงกลับเงียบ ท่านต้องทำงานเชิงรุก หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทุจริต ต้องกล้าแจกใบแดงทันที ไม่ใช่รอจนหูหนวกตาบอด

เร่งบูรณะ‘ตาควาย’ กรมศิลป์วางแผนเข้าสำรวจ เตือนเสี่ยงถล่ม-ทุ่นระเบิดอื้อ

เร่งบูรณะ‘ตาควาย’  กรมศิลป์วางแผนเข้าสำรวจ  เตือนเสี่ยงถล่ม-ทุ่นระเบิดอื้อ

เร่งบูรณะ‘ตาควาย’ กรมศิลป์วางแผนเข้าสำรวจ เตือนเสี่ยงถล่ม-ทุ่นระเบิดอื้อ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผบ.พันร.22 ฉก.2 รับผิดชอบ“ปราสาทตาควาย-เนิน 350”เผยแผนกรมศิลป์เข้าตรวจสอบปราสาทตาควาย วางแผนบูรณะ เตือนมีโอกาสทรุด-พัง ยังไม่อนุญาตประชาชนเข้าพื้นที่พบสนามทุ่นระเบิดเหลืออื้อ รอเก็บกู้ ชี้เขมรถอยร่นกำลัง รอฟื้นตัว หลังทหารไทยยึดเนิน 350 ได้เบ็ดเสร็จ พร้อมตรึงกำลังชายแดน 4 กม.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ท.ศรายุทธ มาลาสาย ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 22 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 (ผบ.พัน ร.22 ฉก.2) รับผิดชอบพื้นที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350 อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์เปิดเผยสถานการณ์ในพื้นที่ว่า ล่าสุดกรมศิลปากรเข้ามาตรวจดูตัวประสาทตาควายแล้วและวางแผนบูรณะ แต่เตือนว่ามีโอกาสทรุดพังลงมา ขอให้หลีกเลี่ยงอย่าเข้าใกล้จนกว่าจะได้รับการบูรณะ พร้อมย้ำว่า พื้นที่ยังมีความเสี่ยง ยังไม่อนุญาตให้ประชาชนขึ้นมาชม ยกเว้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะยังมีทุ่นระเบิด ที่เคลียร์ไม่เรียบร้อย

“ในพื้นที่ยังมีทุ่นระเบิดจํานวนเยอะมาก ทั้งปราสาทตาควาย เนิน 350 จะเห็นได้ว่าเส้นทางที่เดินได้เป็นคอนกรีต ส่วนทางซ้ายทางขวา ขวามีทุ่นระเบิดทั้งหมด เพราะมีการวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่เพื่อเอาตัวรอดในสนามรบเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นยังไม่ได้เคลียร์ แต่อยู่ในแผนการดําเนินการต่อไป”พ.ท.ศรายุทธกล่าว

และว่า ต้องใช้เวลา 10 วัน ในการเข้ายึดควบคุมพื้นที่ ส่วนความยากของบริเวณนี้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่สูงข่ม แต่เราอยู่ต่ำกว่า เขาจึงได้เปรียบในภูมิประเทศ และดัดแปลงที่มั่นรบมาหลายปี ซึ่งจุดนี้ไม่มีการสูญเสีย ยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวยังมีทุ่นระเบิดอีกจำนวนมาก ทั้งด้านซ้ายและขวามือ ส่วนใหญ่วางใหม่ โดยสถานการณ์ล่าสุด ต่างฝ่ายต่างเสริมแนวความมั่นคง

พ.ท.ศรายุทธกล่าวต่อว่า สำหรับเนิน 350 จุดนี้ถือเป็นพื้นที่สูงข่ม เดิมเป็นพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย นอกจากนี้ ยังมีป้อมสำคัญคือ ป้อมปูนบน เป็นจุดตรวจการณ์ รวมถึงเนิน291 เนิน 350 ก่อนเหตุปะทะมีกําลังของฝ่ายกัมพูชา 5 กองพันจำนวน 1,500 นาย ประจําจังหวัดอุดรมีชัยและกองพันสนับสนุน หลังปะทะที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาได้ปรับกําลังและถอยร่นออกไป ปัจจุบันไปวางกําลังเส้น 58 บนถนนคอนกรีต ด้านล่าง

ส่วนช่องเหว ยังพบความเคลื่อนไหวของกัมพูชา การวางกําลังพลเป็นหย่อมเล็กประมาณ 2-3 คน เฝ้าดูปฏิบัติการของฝ่ายเรา ส่วนฝ่ายเราวางกําลังประมาณ 4 กิโลเมตร สำหรับสถานการณ์ล่าสุด พื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ฝ่ายกัมพูชาปรับกําลังใหม่แล้ว ห่างจากฝ่ายเรา 1 กม. วางกำลังด้านทิศตะวันตกของเนิน 350 กัมพูชาได้รับความเสียหายพอสมควร อยู่ระหว่างฟื้นตัวกําลังใหม่

ผบ.พัน ร.22 ฉก.2กล่าวอีกว่า ส่วนฝ่ายเรา สถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ตามแนวทางทหารและการพัฒนาพื้นที่ หลังควบคุมได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของเราที่ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ แต่กัมพูชารุกล้ำเรามา 20-40 ปีแล้ว ตามแผนที่ 1:50000 ยอมรับว่าตอนนี้ เราได้เปรียบการปฏิบัติด้านการยุทธ์ต่างๆ กัมพูชาไม่กล้าอยู่ใกล้เราและถอยร่นกำลังออกไป เขากังวลเรื่องการใช้อาวุธของฝ่ายเรา

ส่วนอนาคตปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือไม่นั้น พ.ท.ศรายุทธกล่าวว่า ต้องรอผู้บังคับบัญชา สิ่งที่ทําได้ตอนนี้คือ การสถาปนาแนวให้เป็นแนวรบ หากกรณีมีการรบเกิดขึ้น ซึ่งตนก็ยังไม่แน่ใจ สําหรับการบินโดรนขณะนี้ไม่มี น่าจะเกี่ยวกับการพูดคุยระดับผู้บังคับบัญชา ซึ่งก่อนหน้านี้มีเยอะมาก

“ผมอยู่ที่นี่มา 2 ปีแล้ว นํากําลังเข้าปฏิบัติลักษณะนี้ ปะทะรอบแรกเดือนกรกฎาคม ก็เห็นความยาก ความมุ่งมั่นตั้งใจของลูกน้อง คาใจตั้งแต่รอบแรก ได้เตรียมการจนกระทั่งปะทะรอบสอง ตั้งมั่นว่าจะทําให้ดีที่สุด คุยกับลูกน้องว่าสิ่งที่คาใจต้องเอาให้ได้ ตอนนี้ทำได้ตามแผนที่ได้วางไว้ ถามว่าดีใจหรือไม่ มันเป็นหน้าที่ที่ต้องทํา ไม่มีดีใจหรือเสียใจ เป็นหน้าที่ทหารต้องปกป้องอธิปไตยของชาติ เป็นหน้าที่ที่ไม่มีใครมาทําแทนได้ เป็นสิ่งที่ผมพูดกับลูกน้องเสมอ”พ.ท.ศรายุทธ กล่าว

และว่า ส่วนอุโมงค์ที่กัมพูชาขุดเจาะ พื้นที่ 350 และประสาทตาควายไม่มี ส่วนใหญ่เจาะเป็นซอกหินเป็นหลัก แต่มีความแข็งแกร่ง ส่วนอุโมงค์ที่ปรากฏคือ ช่องกร่าง เป็นพื้นที่ราบถึงกัน และจนถึงขณะนี้ประชาชนกัมพูชายังไม่กลับเข้าพื้นที่ ส่วนที่เห็นเป็นทหารกัมพูชาทเข้ามาปรับปรุงที่มั่นใหม่ หลังเส้น58 ยาวไปถึงสระแก้ว ประมาณ 70-80 กม.และช่องจอม 20 กม.

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“คนไทยต้องร่วมกันทำให้การซื้อเสียงไม่ใช่เพียงแค่เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ต้องทำให้เป็นสิ่งที่ไม่คุ้ม คือต้องทำให้ผู้ซื้อเสียงมีความเสี่ยงขึ้นและทำยากขึ้นจนคนจ่ายเริ่มลังเล เราต้องช่วยกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการปรับตัวและจัดระเบียบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้น”

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พรรคเดียวกัน 10สส.เอี่ยว‘สแกมเมอร์’ ‘ไชยชนก’เตรียมเปิดชื่อ

พรรคเดียวกัน  10สส.เอี่ยว‘สแกมเมอร์’  ‘ไชยชนก’เตรียมเปิดชื่อ

พรรคเดียวกัน 10สส.เอี่ยว‘สแกมเมอร์’ ‘ไชยชนก’เตรียมเปิดชื่อ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รมว.ยุติธรรมกั๊กเปิดชื่อ 10 ผู้สมัครสส.เอี่ยวเว็บพนัน-สแกมเมอร์ บอกขอไม่เปิดเผย เหตุไม่อยากติดคุกตอนแก่ ชี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ด้าน “ไชยชนก” ใบ้เอี่ยวสแกมเมอร์อยู่พรรคเดียวกัน ลั่นเดี๋ยวเปิดแน่

เมื่อวันที่ 20มกราคมที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดี 10 ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน และสแกมเมอร์ ว่าอยู่ระหว่างรอคณะทำงานสืบสวนหาข่าว ซึ่งต้องให้เวลาคณะทำงานได้ทำงาน ส่วนพยานหลักฐานจะมีมากถึงแค่ไหน อย่างไร ทีมงานต่างๆ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็กำลังทำงานกันอยู่ ถ้าเปิดเผยไปตนจะถูกฟ้องร้องคนแรก จึงไม่สามารถเปิดเผยได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการเปิดรายชื่อในช่วงใกล้เลือกตั้ง จะถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง มีหลายเรื่องที่เราทำไปแล้ว แต่ไม่เป็นข่าว เพราะเรากลัวว่าจะถูกเชื่อมโยงกับเรื่องการเมือง เมื่อถามว่า ในจำนวน 10 คน มีการสอบสวนไปแล้วกี่คน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า อยู่ระหว่างดำเนินการไม่สามารถเปิดเผยก่อนได้ ตนไม่อยากติดคุกตอนแก่

ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนจะเปิดชื่อทั้ง 10 คนเลยหรือไม่ นายไชยชนก ระบุว่า เดี๋ยวเปิดแน่นอนเมื่อถามว่า 10 คนนี้ อยู่พรรคการเมืองเดียวกันหมดเลยใช่หรือไม่ นายไชยชนก ตอบสั้นๆ ว่าอยู่ทั้งหมด

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ความร่วมมือแบบไตรภาคี ระหว่าง 3 ประเทศ คือ ไทย จีน และเมียนมา ในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ที่มีการหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก ร่วมดำเนินการส่งกลับชาวจีน ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ จากฝั่งจังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา โดยส่งกลับไปประเทศจีน ผ่านชายแดนพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งมีแผนส่งกลับชาวจีน ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ในระหว่างวันที่ 20-23 มกราคม 2569 รวม 1,108 คน ผ่านท่าอากาศยานแม่สอด โดยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ สายการบิน China Southern Airlines

สำหรับวันเดียวกันนี้ เป็นวันแรกของการส่งกลับตลอด 3 วันจากนี้ มีกำหนดส่งกลับชาวจีน ทั้งหมดประมาณกว่า 300 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนจากห้องกัก ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบประวัติ จัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลและข้อมูลส่วนบุคคลในระบบไบโอเมทริกซ์ และขึ้นบัญชีดำ หรือลงระบบแบล็กลิสต์ เพื่อไม่ให้สามารถเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้อีก

ศาลฎีกาพิพากษายืน ‘เจ๋ง ดอกจิก’กระอัก โทษจำคุก5ปี4เดือน ชุมนุมไล่‘มาร์ค’ปี’53

ศาลฎีกาพิพากษายืน  ‘เจ๋ง ดอกจิก’กระอัก  โทษจำคุก5ปี4เดือน  ชุมนุมไล่‘มาร์ค’ปี’53

ศาลฎีกาพิพากษายืน ‘เจ๋ง ดอกจิก’กระอัก โทษจำคุก5ปี4เดือน ชุมนุมไล่‘มาร์ค’ปี’53

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “เจ๋ง ดอกจิก” 5 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา คดี นปช.ชุมนุม ไล่ “มาร์ค” ปี’53 ศาลออกหมายขัง ควบคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมมือยิง M-79  ที่ต้องโทษคุกตลอดชีวิต

เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ห้องพิจารณา 609 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้ง ที่ 2 คดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ก่อการร้ายปี 2553 หมายเลขดำ อ .2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายวีระหรือวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานนปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กับพวกรวม 24 คนเป็นจำเลยความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์– 20 พฤษภาคม 2553 พวกจำเลยยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.ต่อเนื่อง เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาลและบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ประกาศยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯโดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 รวมทั้งร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์เดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย

จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคน อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย

ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกนายยศวริศ ชูกล่อมหรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา ส่วนนายสุขเสก หรือสุข พลตื้อ จำเลยที่ 12 มือยิง M79 ให้จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 และที่ 12 ยื่นฎีกา

ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรก อย่างไรก็ตามทนายความ นายยศวริศ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องพร้อมใบรับรองแพทย์ แสดงอาการป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบและภาพการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน 30 วัน

โดยวันนี้ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ลูกสาวของนายยศวริศ หรือ เจ๋งดอกจิก จำเลยที่ 7 ในฐานะนายประกัน ได้แถลงต่อศาลว่า เนื่องจากจำเลยที่ 7 มีอาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบรักษาตัวอยู่ที่รพ.พระนั่งเกล้า จึงขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปอีก 1 นัด

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาฎีกามาแล้ว 1ครั้ง นัดนี้จึงให้ตามตัวจำเลยที่7มาฟังคำพอพากษา มิฉะนั้นจะออกหมายจับปรับนายประกัน ลูกสาวนายยศวริศ หรือ เจ๋งดอกจิก จึงได้โทรศัพท์ประสานบิดาให้เดินทางจากรพ.พระนั่งเกล้า มาด้วยรถแท็กซี่สาธารณะ โดยนายยศวริศต้องนั่งรถเข็นขึ้นมาที่ห้องพิจารณาคดีในสภาพอิดโรย อ่อนเพลียมีผ้าก๊อซปิดสายน้ำเกลือที่แขนข้างซ้าย และยังคงผูกป้ายชื่อผู้ป่วยไว้ที่ข้อมือ

ทั้งนี้ นายยศวริศแถลงต่อศาลว่า อยากขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปอีก 1 นัดเป็นเวลา 30 วันเนื่องจากเกรงว่า หากอาการป่วยกำเริบภายในเรือนจำจะทำให้การรักษาด้วยความยากลำบาก อาจถึงขั้นเสียชีวิต โดยไม่มีเจตนาประวิงคดีแต่อย่างใด

ผู้พิพากษาจึงได้ไปปรึกษาผู้บริหารศาลอาญา ก่อนมีความเห็นว่า ต้องอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบ

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยจำเลยที่ 7 กับพวกมีเจตนาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ทหารในที่เกิดเหตุ กระทำการข่มขืนจิตใจให้กลัวว่า จะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แตกต่างจากการร่วมกันทำให้เสียทรัพย์

การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 12 ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน โดยภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นายยศวริศได้หอมศีรษะลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ

จากนั้นศาลออกหมายขังและให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวทั้งสองไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

‘นายกฯ’จี้หาช่องยกเลิกสัญญา ฟัน‘อิตาเลียนไทย’ ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการ

'นายกฯ'จี้หาช่องยกเลิกสัญญา  ฟัน‘อิตาเลียนไทย’  ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการ

‘นายกฯ’จี้หาช่องยกเลิกสัญญา ฟัน‘อิตาเลียนไทย’ ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘นายกฯ’จี้หาช่องยกเลิกสัญญา ฟัน‘อิตาเลียนไทย’ ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการ คุยอสส.ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ระทึกอีก!ไฟไหม้ซากเครนถล่ม

ระทึกซ้ำไฟไหม้รถเก๋งบริเวณซากเครนพระราม 2 นายกฯกุมขมับ“อีกแล้วหรือ” จี้ฝ่ายปฏิบัติหาวิธีบอกเลิกสัญญา “อิตาเลียนไทย” ให้ได้“บวรศักดิ์”ยันรัฐบาลไม่อยู่เฉย จ่อคุยอัยการสูงสุด เพื่อความรอบคอบ

เมื่อวันที่ 20มกราคม2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้ซ้ำซ้อนบริเวณจุดก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 ช่วงสะพานท่าจีน โดยไฟได้ลุกไหม้ รถยนต์คันที่ถูกเครนถล่มทับ ผู้รับเหมาพยายามดับเองแต่ไม่สำเร็จ ต้องประสานเทศบาลตำบลท่าจีนระดมรถน้ำและรถโฟมเคมีเข้าดับไฟ สาเหตุเบื้องต้นเกิดจากการใช้เครื่องตัดเหล็ก แล้วเกิดสะเก็ดไฟหล่นร่วงลงมาโดนคราบน้ำมันของรถที่ถูกเครนทับอยู่ ต่อมาสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้วและเร่งทำความสะอาดขจัดคราบน้ำมันให้เรียบร้อย โดยเร็ว ส่วนสภาพการจราจร ณ บริเวณจุดเกิดเหตุรถติดกนักมีรถสะสมจำนวนมาก เคลื่อนตัวได้ช้าๆโปรดหลีกเลี่ยงเส้นทาง

“หนู”ยั๊วะ”อีกแล้วหรือ

ประเด็นดังกล่าวนักข่าวไปถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ที่ทำเนีบบรัฐบาล ซึ่วนายอนุทิน กับกับหลุดปากว่า” อีกแล้วเหรอ” เมื่อถามว่า รัฐบาลมีการคาดโทษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้คาดโทษ แต่ให้ดำเนินการ โดยรัฐบาลให้ดำเนินการทางปกครอง หาวิธีบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา ซึ่งรัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ใช่คู่สัญญา แต่เป็นนโยบายที่แจ้งให้กับหน่วยงานรับผิดชอบโครงการซึ่งต้องดำเนินการ ถ้าเขาไม่ดำเนินการก็มีความผิดเท่านั้นเอง โดยในส่วนของรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว เมื่อถามต่อว่า นายกฯ ในฐานะวิศวกร เหตุไฟไหม้ดังกล่าวถือเป็นการทำลายหลักฐานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามว่าตนในฐานะวิศวกร เราต้องวางแผนงานควบคุมและใส่ใจ ในแต่ละประเภทของงาน งานที่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ก็ต้องให้ความใส่ใจ และระมัดระวังให้มาก ต้องมีความปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทข้ามชาติที่ตนเคยเป็นวิศวกรคุมงาน ตนเคยได้รับรางวัลเนื่องจากไม่มีอุบัติเหตุจนมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 30 ล้านชั่วโมง Lost time accident ซึ่งไม่ใช่เรื่องฟลุก โชคดี หรือจุดธูปเซ่นไหว้ แต่มาจากการวางแผน และความใส่ใจการควบคุมงานที่เข้มข้น

เป็นปัญหาต่อสาธาณะ

เมื่อถามย้ำว่า มีการตั้งข้อสังเกต เหตุไฟไหม้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้หรือเป็นการทำลายหลักฐาน นายอนุทิน กล่าวว่า จะเป็นการไปทำลายหลักฐานได้อย่างไร ถ่ายรูปกันไปชัดเจนแล้ว หลักฐานก็คือเครนที่ร่วงลงมา ซึ่งเป็นความเสียหายทางโครงสร้างทางวิศวกรรม จะไปเผาเหล็กเผาเครนตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เอกสารก็ไม่ได้ต้องการ เพราะถ้าเอกสารดีอย่างไรแต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันฟ้องดีกว่าเอกสาร เมื่อถามต่อว่า ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง นายอนุทิน กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา ตนได้มอบนโยบายต่อกรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม ว่าต้องไม่ฟังเงื่อนไขในสัญญา แต่มันมีเรื่องของกฎหมายทางปกครอง ให้ไปดำเนินการ เพราะมันเป็นภัยและอันตรายต่อสาธารณะ ทำให้ประโยชน์ของสาธารณะเสียไป รวมไปถึงความมั่นใจของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ไม่เว้นแม้แต่ความมั่นใจของคนในชาติวันนี้ กลายเป็นว่า ถนนเพชรเกษม รถติด เพราะไม่มีคนอยากวิ่งผ่าน เราลงทุนก่อสร้างไปเท่าไหร่ เราก็ต้องสร้างความมั่นใจตรงนี้ คนที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจคือคนที่ก่อสร้าง และผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด

“ตอนที่ผมบอกว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ก็มีคนว่าไม่ใส่ใจ แต่ตอนที่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ก็บอกว่าระวังเสียค่าโง่ แต่ถ้าทำตรงนี้แล้วนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกฎหมาย เปลี่ยนระเบียบการควบคุมต่างๆ ได้ เพราะทุกอย่างมีต้นทุน ผมก็ไม่คิดว่าคำว่าเสียค่าโง่คืออะไร คือบริษัทไปฟ้องหรือเครนล้มลงมาขนาดนี้ มีเสียชีวิต 30 กว่าคน เหตุเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เหตุเกิดครั้งแรกยังโอเค แต่นี่เกิดเหตุสี่ถึงห้าครั้งแล้ว แล้วจะไม่ให้รัฐทำอะไรเลยหรือ ทำแบบนี้ก็ว่าทำแบบนั้นก็ว่า ผมก็ทำในสิ่งที่ควรทำ และผมไม่ได้เป็นคนเสียค่าโง่ แค่ไปบอกให้หน่วยงานว่าต้องทำอย่างไร มันไม่โง่หรอกที่ต้องทำแบบนี้ ทำแล้วทุกฝ่ายจะได้ฉลาดขึ้น จะได้ทำอะไรด้วยความระมัดระวัง เพราะคนที่เสียหายคือประชาชน ญาติเจ้าของบริษัทเสียชีวิตเสียเมื่อไหร่ล่ะ คนสัญจรไปมา ขับรถไปมาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ต้องมาเสียชีวิตตรงนี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เสียหายกับประเทศ และไม่ต้องมานั่งนับญาติอะไรกับผม สิ้นคิดถึงขนาดบอกว่าเอาแม่ผมไปเป็นน้องสาวของเจ้าของ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด เป็นไปได้อย่างไร สมัยก่อน แข่งขันกันมาตลอดชีวิต มันเริ่มที่จะออกไปเรื่องอื่นแล้ว” นายกฯ กล่าว

เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

นายกฯ กล่าวต่อว่า เอาเรื่องวันนี้ดีกว่าว่าหน้าที่ของรัฐบาลคืออะไร มาตรการเร่งด่วนที่ออกมาจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นหรือไม่ หน่วยงานที่รับผิดชอบไปเลิกสัญญาให้ได้ก่อนเถอะ เพราะตอนนี้คุณทำให้รัฐบาล ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้ความมั่นใจของคนไม่มี เตือนไปแล้วหลายครั้งก็ยังเกิดเหตุขึ้นอีก ซึ่งหากมีไฟไหม้เกิดตรงนั้น แสดงว่าคุณยังไม่ดำเนินการอะไรที่ทำให้เกิดความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ตรงนี้ควรหรือยังที่จะต้องมีการดำเนินการอะไร ตนทำหน้าที่ของตนแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ ถ้าไม่ทำก็คาอยู่ที่เขา ประชุม ครม.กี่สัปดาห์ ตนก็จะถาม รมว.คมนาคม และหลังเลือกตั้งหากตนเป็นฝ่ายค้าน ก็จะไปนั่งไล่ถาม รมว.คมนาคม ดำเนินการไปแล้วหรือยังก็แค่นี้

ใครไม่ทำตามต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า ควรจะมีไทม์ไลน์ดำเนินการเรื่องนี้ให้จบก่อนส่งไม้ต่อรัฐบาลชุดหน้าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ตนไปแล้ว ใครไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาล เขาก็ต้องรับผิดชอบ ตามระเบียบและกฎหมาย เมื่อถามอีกว่า จะมีการยุติโครงการอื่นหรือไม่ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ซ้ำซาก นายอนุทิน กล่าวว่า เอาสองเรื่องนี้ให้ได้ก่อน

มอบเงินช่วยกรณีเครนสีคิ้ว

ก่อนหน้านี้ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายกฯนายอนุทิน เป็นประธานสักขีพยานในการมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มทับรถไฟ ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดย นายอนุทิน มอบเงินเยียวยาครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว ทั้งนี้สำหรับเงินเยียวยาช่วยเหลือประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท และเงินช่วยเหลือจากบริษัทผู้รับจ้างรายละ 150,000 บาท

จากนั้นนายกฯ กล่าวว่า ในนามของรัฐบาล ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เคนก่อสร้างรางรถไฟความเร็วสูงตกทับในส่วนของรถไฟ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงและสร้างความสะเทือนใจให้แก่ประชาชนทั้งประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้ การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะเร่งรัดการช่วยเหลือดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปได้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ซึ่งการมอบเงินเยียวยาในวันนี้เป็นการช่วยเหลือจากกรมการประกันภัยรวมถึงภาคส่วนอื่นๆซึ่งรัฐบาลได้เร่งประสานและอำนวยความสะดวก ในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียโดยเร็ว โดยรัฐบาลจะติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

‘ผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมและจะไม่มีการละเว้นหรือยกเว้น การกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้น หากพบการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการผิดกฎหมายและฝ่าฝืนกฎหมายและประมาทเลินเล่อ รัฐบาลจะใช้วิธีการดำเนินการตามกฏหมายโดยเคร่งครัด“นายกฯ กล่าว

เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น

นายกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้รัฐบาลได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคมในการเร่งทบทวนปรับปรุงและยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านกฎหมายมาตรฐานวิชาชีพ การกำกับดูแลหน้างานและบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ ตนขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งญาติผู้เสียชีวิตและครอบครัวทุกคน ขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่เข้มแข็ง รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชนและพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นความปลอดภัยและความเป็นธรรมให้กับคืนสู่ครอบครัวของทุกท่านให้เร็วที่สุด

ด้าน นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บาดเจ็บทุกรายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้วได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ และยังมีในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด

ขอหารืออัยการสูงสุด

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโน รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์) กรณีมีการเรียกค่าเสียหาย เพื่อชดเชยให้กับครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ ที่อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาว่า ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตชาวต่างชาติอยู่ ตรงนี้รัฐบาลจะหารือกับอัยการ เพื่อให้ช่วยพิจารณาหาแนวทางยกเลิกสัญญา

เมื่อยกเลิกสัญญาจะหาแนวทางฟ้องเรียกค่าเสียหาย รัฐบาลพร้อมสนับสนุน หากมีผู้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวต้องการเข้ามาเป็นโจทย์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายร่วมกับรัฐบาล เนื่องจากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง และเรื่องความปลอดภัยสาธารณะถือเป็นเรื่องสำคัญ

ทั้งนี้ สัญญาทางปกครองไม่เหมือนกับสัญญาทางแพ่ง เพราะต้องดูเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่อยู่เฉย ส่วนที่ถามว่าบริษัทเอกชน จะฟ้องกลับรัฐบาลได้หรือไม่ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามฟ้องหรือไม่ฟ้อง และฟ้องแย้งได้ สู้กันด้วยหลักฐานว่ามีการละเลยหรือประมาทเลินเล่อมากี่ครั้งแล้ว

ซาบีดา ช่วยผู้สมัคร สส.กทม ฝั่งตะวันออก มีนบุรี-ลาดกระบัง ยัน ภูมิใจไทย ให้ความสำคัญ พี่น้องมุสลิม

ซาบีดา ช่วยผู้สมัคร สส.กทม ฝั่งตะวันออก มีนบุรี-ลาดกระบัง ยัน ภูมิใจไทย ให้ความสำคัญ พี่น้องมุสลิม

ซาบีดา ช่วยผู้สมัคร สส.กทม ฝั่งตะวันออก มีนบุรี-ลาดกระบัง ยัน ภูมิใจไทย ให้ความสำคัญ พี่น้องมุสลิม

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.39 น.

‘ซาบีดา’ ลงช่วยผู้สมัคร สส.กทม หาเสียงโซนกรุงเทพฝั่งตะวันออก ‘มีนบุรี – ลาดกระบัง – สะพานสูง – หนองจอก’  ยัน ‘ภูมิใจไทย’ ให้ความสำคัญ ‘พี่น้องมุสลิม’ ขอโอกาสเป็นคำตอบสุดท้าย ดันสารพัดนโยบายพรรคตอบสนองความต้องการประชาชน 

20ม.ค.2568 ที่มัสยิดลาดบัวขาว เขตสะพานสูง กทม. น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วย น.ส.กาญจนา ภวัครานนท์  ผู้สมัคร สส.กทม เขตที่ 19 เขตสะพานสูง-มีนบุรี  นายสุขสันต์ แสงศรีเขต 17 เขตหนองจอก นายธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง เขต 20 เขตลาดกระบัง – แขวงคลองสองต้นนุ่น แขวงคลองสามประเวศ แขวงทับยาว แขวงขุมทอง แขวงลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว และนายรณชัย สังฆมิตกล เขต 18  เขตหนองจอก (เฉพาะแขวงโคกแฝด แขวงลำผักชี และแขวงลำต้อยติ่ง) – เขตลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลำปลาทิว) เขตมึนบุรี (เฉพาะแขวงแสนแสบ) พรรคภูมิใจไทย โดยนายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี  ได้เดินทางมาให้กำลังใจด้วย จุดแรก เดินทางมาที่ มัสยิดลาดบัวขาว เขตสะพานสูง พบปะประชาชนชาวมุสลิม โดยนางสาวซาบีดา  กล่าวว่า ได้รับการติดต่อให้ลงมาพื้นที่ของนางสาวกาญจนา ซึ่งเป็นคนเก่ง มีความสามารถไฟแรง และพร้อมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมที่จะมาทำงานให้

น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า ทำไมวันนี้ต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย อันดับแรก เห็นแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยมีระยะระยะเวลาสั้น เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น แต่เราทำงานตอบสนองประชาชนได้เป็นอย่างดี  และขอให้ดูพรรคที่มีการเติบโต ที่มีกราฟขึ้น ไม่ใช่กราฟลง พรรคภูมิใจไทยจากพรรคเล็กๆที่มีสส.  20 คน จนมาถึง ปี 2566 มีสส. กว่า 70 คน แล้วตอนนี้มีคนไหลเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย จำนวนมาก และมีบุคลากรที่มีคุณภาพ ขอให้พรรคภูมิใจไทยเป็นคำตอบสุดท้าย 

น.ส.ซาบีดา กล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยได้ให้ความสำคัญกับมุสลิมมาโดยตลอด ซึ่งนายอนุทิน ได้ให้ตนไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมุสลิมคนแรก เพราะเรื่องของศาสนาไม่ใช่ข้อจำกัด  และในวันสถาปนาพรรคภูมิใจไทย ทุกวันที่ 6 เมษายน จะมีพิธีทางศาสนาอิสลาม ให้สมาชิกพรรคที่เป็นอิสลามได้ประกอบพิธีทางศาสนาด้วย  และอีกสิ่งสำคัญที่สุด คือ ตั้งแต่ นายอนุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีนายชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้นโยบายในเรื่องของราคาฮัจย์ต้องถูกลงแต่คุณภาพต้องดีซึ่งนายอนุทิน ได้สอบถามอย่างต่อเนื่องจวบจนกระทั่งตนเข้ามาเป็น รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อ ก็ยังคงสอบถามราคา ฮัจย์ และส่งตนที่เป็นมุสลิมไปเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฮัจย์และอุมเราะห์ ของซาอุดิอาระเบีย  โดยรัฐมนตรีระบุว่า เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับกิจการฮัจย์  ทั้งนี้ 3 ปีแล้วที่พรรคภูมิใจไทย มาดูแลเรื่องกิจการฮัจย์ ลดราคาไปแล้ว 300 ล้านบาท  อยากถามว่ามีพรรคการเมืองไหนทำได้แบบนี้บ้างมีนักการเมืองแบบไหนที่เข้ามาดูเรื่องของกิจการฮัจย์บ้าง  พรรคภูมิใจไทย จะทำให้กิจการฮัจย์ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แล้วจะทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ 

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า ส่วนนโยบายต่างๆ เช่น การตัดสแกมเมอร์ ทะลายทุนเทา ที่สำคัญพรรคภูมิใจไทย ยืนหยัดมาโดยตลอด ไม่เอาคาสิโน เพราะเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายสังคม บ่อยทำลายครอบครัว และบ่อนทำลายประเทศ เรามองว่าประเทศไทยมีทุนอีกมากมายทั้งทุนทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยว ทุนทางวัฒนธรรม มีสินค้าเกษตร ที่สามารถส่งออกและเป็นสินค้าที่เด่น เราไม่ต้องไปพึ่งทุนสีเทา ไม่ต้องไปพึ่งคาสิโน สิ่งสำคัญคือเราใช้ทุนและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีคุณค่าที่สุดได้ เราจึงมีเจตนารมย์ว่าเราไม่เอาคาสิโน 

“การลงพื้นที่ หาเสียงได้พบปะประชาชนและที่สำคัญได้รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาของประชาชน และนำกลับมาเป็นนโยบายเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด พรรคภูมิใจไทยย้ำมาโดยตลอดว่าพรรคการเมืองของเราเป็นพรรคที่พูดแล้วทำ และครั้งนี้เราไม่ได้พูดเราทำอย่างเดียว แต่เราพูดแล้วทำพลัส อะไรที่เราพูดแล้วทำแล้วเราจะทำให้มากขึ้นไปอีก” น.ส.ซาบีดา กล่าว 

น.ส.ซาบีดา กล่าวด้วยว่า ส่วนนโยบายทางการศึกษา มุ่งพัฒนาทักษะทางการศึกษา จบมาแล้วมีงานทำ เราต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงานเปลี่ยนระบบแรงงานที่เป็นระบบท่องจำ ให้เป็นระบบทักษะ จะทำให้เปลี่ยนอนาคตของประเทศชาติได้เช่นกัน ขณะที่เรื่องของภัยมั่นคง พรรคภูมิใจไทย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นำพาประเทศไทยให้กลับมามีศักดิ์ศรีและกลับมาอยู่ในจอเรดาร์ของโลกอีกครั้งหนึ่ง  การเจรจาต่อรองทุกครั้ง เราได้เปรียบไม่เคยเสียเปรียบใคร  รวมถึง การนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ ก่อนที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลเศรษฐกิจนั้นย่ำแย่ รัฐบาลจึงต้องวางแผนระยะสั้น ในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ให้เศรษฐกิจคล่องตัวให้รวดเร็วที่สุด นโยบายคนละครึ่งจึงเป็นเหมือนห่วงยาง สำหรับคนที่จมน้ำให้ฟื้นขึ้นมาได้และถ้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาได้ เราจะมีคนละครึ่งพลัสเฟสสอง ให้กับประชาชนอย่างแน่นอน เพราะเรามีมือเศรษฐกิจที่เก่ง อย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี  สุธรรมพันธุ์ ที่ขณะนี้ได้ฉายาว่า SuperG ที่ได้เปิดตลาดใหม่ๆให้กับประเทศโดยเสมอ หาโอกาสให้กับประเทศไทย 

จากนั้น น.ส.ซาบีดา และผู้สมัคร สส. กทม. ได้ร่วม ดุอา หรือ การวิงวอนขอพรหรือการอธิษฐานต่ออัลลอฮ์ และร่วมถ่ายภาพกับประชาชนที่มาร่วมรับฟัง อย่างเป็นกันเอง และขึ้นรถแห่หาเสียง ไปยัง ตลาดพูนทรัพย์ ราษฎร์พัฒนาพบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนทักทายและขอถ่ายรูปด้วย ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ได้สอบถามโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสสอง ที่อยากให้นำกลับมาใช้อีก เพราะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ค้าขายง่ายขึ้น  ส่วนประชาชนที่มาเดินตลาด ก็บอกว่า จะเลือกพรรคภูมิใจไทยแน่นอน เด็ดขาดในเรื่องชายแดน และชอบน.ส.ซาบีดาจะเทคะแนนให้แน่นอน