ไม่แตะหมวด1-2และหมวด‘พระราชอำนาจ’ ‘อนุทิน’ย้ำจุดยืน
วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ไม่แตะหมวด1-2และหมวด‘พระราชอำนาจ’ ‘อนุทิน’ย้ำจุดยืน ‘บวรศักดิ์’จี้พรรคการเมือง พูดให้ชัดไม่แตะอะไรบ้าง ชี้ล็อกแก้‘หมวด1-2’ไม่พอ พระราชอำนาจมีหลายหมวด
“บวรศักดิ์”เรียกร้องพรรคการเมืองไม่ล็อกแก้หมวด 1- หมวด 2 พูดให้หมดจะแก้จุดไหนบ้าง ระบุพระราชอำนาจมีในหลายหมวดของ รธน.มากกว่าที่พูดกัน “อนุทิน”ยันภท.ไม่คิดแตะพระราชอำนาจ ลั่นพูดชัดตั้งแต่ตั้งพรรคแล้ว ยอมรับต้องเลี่ยง ไม่ใช้เวลาราชการหาเสียง บอก ภท.มีสไตล์การหาเสียง ไม่จัดเวทีใหญ่เหมือนพรรคอื่น ชี้ ปชช.เป็นโหวตเตอร์ ยันไม่รู้เรื่องซื้อเสียง 7,500 บาทขอให้บอกมาเลยใครเป็นตัวการ เดี๋ยวจะซื้อเขาควายไปครอบให้ ด้าน“ธรรมนัส” ร้องห๊ะ!ซื้อเสียง 7,500 บาท ถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพล กธ. ติด 1 ใน 5 ตลอด ลั่นไม่จับมือพรรคบ่อนทำลายเสาหลักบ้านเมือง “ยศชนัน” อ้อนฝากตัวเป็นลูกคนสุโขทัย ขอให้เลือกเพื่อไทยทั้ง 4 เขต
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีมีการออกมาตั้งข้อสังเกตว่าคำถามประชามติที่รัฐบาลส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีหลักประกันว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่ไปแตะหมวด 1 หมวด 2 ว่า ขอให้คนที่ออกมาพูดไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากดูแล้วจะทราบดีว่าที่รัฐบาลตั้งคำถามไปเป็นคำถามในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และจะเขียนล็อคแค่หมวด 1 หมวด 2 ไม่พอ จะดูแค่นั้นไม่ได้ เพราะเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องไปดูอีกหลายส่วนในรัฐธรรมนูญ เช่น หมวดที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรีเป็นพระราชอำนาจทั้งนั้น เพราะเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน รวมไปถึงพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนด พระราชอำนาจให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับสนธิสัญญา อำนาจยุบสภาฯ ก็อยู่ในหมวดว่าด้วยสภาฯ เพราะนายกฯ ยุบสภาฯ เองไม่ได้
รวมถึงต้องไปดูเกี่ยวกับบทห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ห้ามเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าแค่ไหนเป็นการเปลี่ยนแปลง อย่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติแล้ว ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธย ถือว่าตกไปเลย เป็นการยับยั้งโดยเด็ดขาด เป็นอย่างนี้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2492 จนถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ฉะนั้น ถ้าใครไปเขียนให้เมื่อทรงใช้พระราชอำนาจแล้วให้สภาฯ สามารถยืนยันได้ มันก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขัดต่อประเพณีการปกครองของประเทศไทย เพราะอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์ทรงมีร่วมกับประชาชน
ดังนั้น ถ้าอยากแน่ใจเกี่ยวกับเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ให้คนที่คิดจะแก้ไขออกมาให้สัมภาษณ์ เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าจะแก้จุดใดบ้าง เมื่อถามว่า หมายความว่าพรรคการเมืองที่ไม่ต้องการให้ล็อคการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ให้ออกมาอธิบายว่าจะแก้ส่วนไหนบ้างใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ใช่ พูดมาให้หมดว่าจะไม่ปรับอะไรบ้าง ไม่ใช่เฉพาะหมวด1หมวด2
“อนุทิน”ยันภท.ไม่คิดแตะพระราชอำนาจ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายบวรศักดิ์ ระบุให้พรรคที่บอกว่าไม่ให้ล็อคหมวด 1 หมวด 2 ควรออกมาบอกให้ชัดว่าจะแก้ส่วนไหนบ้าง เห็นด้วยหรือไม่ ว่า อย่างพรรคภูมิใจไทย เมื่อเราไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ตนก็ไม่ต้องไปอธิบายอะไรเพิ่มเติม ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเติม ผู้สื่อข่าวถามว่า มีบางพรรคบอกว่าไม่ต้องเขียนล็อคไว้เพราะมีเรื่องพระราชอำนาจแทรกอยู่
นายอนุทิน ถามกลับว่า ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ ก็แล้วแต่ เมื่อถามอีกว่านายบวรศักดิ์ บอกว่านอกจาก หมวด1 หมวด 2 ยังมีอีกหลายส่วนที่มีพระราชอำนาจแทรกอยู่ ท่าทีภูมิใจไทยเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ภูมิใจไทยพูดไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และไม่แตะพระราชอำนาจ ตนพูดชัดอยู่แล้วตั้งแต่ตั้งพรรค เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่จำเป็นต้องชี้แจงอะไรเพิ่มเติมแล้ว
พยายามไม่ใช้เวลาราชการหาเสียง
นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง ว่า จะพยายามไม่ใช้เวลาราชการ ถึงแม้ว่าจะลาได้ก็ไม่อยากลา อย่างเวลาไปหาเสียง ตอนบ่าย 2 บ่าย 3 คนยังทำงานกันอยู่ เราจะไปกวนเวลาเขาก็ไม่ดี และเราไม่อยากใช้เวลาราชการแม้จะมีสิทธิลา ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองกันว่ากรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบตในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเป็นการเสียโอกาสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด แต่ตนไม่ได้คิดอย่างนั้น
เมื่อถามย้ำว่า จะเป็นการเสียโอกาสในการนำเสนอวิสัยทัศน์ของตนเองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เสนอทุกอย่างในการที่จะทำงาน เมื่อถามว่า การลงพื้นที่แบบออร์แกนิค มั่นใจหรือไม่ว่าจะเป็นเทคนิคหนึ่งในการโน้มน้าวประชาชนให้เลือกตัวเองกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า คำว่าออร์แกนิค คือไม่มีรูปแบบ ไม่ได้คาดหวังอะไร ทำไปด้วยจิตใจที่อยากทำ และได้ประโยชน์จากการรับฟังเสียงจากประชาชนโดยตรง ไม่ใช่การสื่อสารฝ่ายเดียว เป็นการทำให้เขาเข้าถึงตัวเรา และเขาก็บอกในสิ่งที่เขาพึงพอใจและไม่พึงพอใจ รวมถึงสิ่งที่เขาอยากได้และไม่อยากได้ รวมถึงปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ อยากให้เราไปช่วยแก้ไข นั่นคือสิ่งที่ตนได้มาจากการลงพื้นที่แบบออร์แกนิค ไม่ได้หาเสียงอะไร ลองถามพี่น้องประชาชนเวลาลงพื้นที่แทบไม่ได้พูดคำว่าเบอร์ 37 หรือเบอร์ของผู้สมัครในเขตนั้นเลย
โค้งสุดท้ายไม่มีไม้เด็ด ขอทำให้ดีที่สุด
เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีไม้เด็ดอะไรออกมาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เราก็ทำงานและใช้วิธีประชาสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ ทุกช่องทาง ให้ประชาชนได้รับทราบว่าพรรคภูมิใจไทยของเราจะนำเสนออะไรกับพี่น้องประชาชนบ้าง ถ้าเราได้รับเลือกตั้งเข้ามา
เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายห่วงอะไรที่สุด นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมก็ทำดีที่สุด มีอะไรก็เอามาทำให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว ถามว่าห่วงไหม ก็ไม่ได้ห่วงอะไร เพราะการตัดสินใจโหวตเตอร์เป็นของพี่น้องประชาชน” เมื่อถามว่า กำลังใจของนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่อยู่ที่ตรงไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ได้กินอาหารหลายอย่างที่ประชาชนนำมาให้ไม่ขาดสาย
เมื่อถามว่า เห็นเวทีพรรคเพื่อไทย (พท.) หาเสียงแต่ละจุดจัดพรึบมาก รู้สึกอย่างไร ขณะที่พรรคภูมิใจไทยไม่จัดเวทีใหญ่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต่างคนก็ต่างมีความเชื่อมั่นในวิธีการและรูปแบบ ใครอยากทำอะไรและมีความเชื่อมั่นก็ทำไปตามนั้น ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นในวิธีที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงกับประชาชนทุกวันนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งเป็นรูปแบบและสไตล์ของเขา
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับการที่เริ่มมีคำพูดที่ว่าประมาทพรรคเพื่อไทยไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคยประมาทใครอยู่แล้ว แต่ก็เป็นกำลังใจให้ผู้สมัครทุกคนทุกพรรค เมื่อถามว่า เพราะทุกพรรคมีโอกาสที่จะมาจับมือกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ
ไม่สน”สุดารัตน์”ใส่เสื้ออะไร
เมื่อถามถึงกรณี น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ให้เสื้อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ หาเสียง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค.หรือไม่ น.ส.สุดารัตน์ ชี้แจงแล้วว่า ตอนนี้ผมเขาสีดำตอนนั้นผมเขาทำไฮไลท์ ตนจะไปแคร์อะไรเมื่อเขาสมัคร สส.ในนามพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว เขาจะใส่เสื้ออะไรก็ขอให้เขาได้เข้ามาเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย ตนก็พอใจแค่นั้น เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าชื่อพรรคภูมิใจไทยจะได้คะแนนเสียงที่ น.ส.สุดารัตน์ เคยได้ตอนอยู่พรรคการเมืองอื่น นายอนุทิน กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ลงพื้นที่อุบลราชธานี แต่รับทราบว่าในพื้นที่แข็งแรงดี ยังไม่ต้องการให้ตนลงไปในพื้นที่
จะซื้อเขาควายไปครอบให้คนซื้อเสียง
เมื่อถามถึงกรณีการเรียกร้องให้พรรคการเมืองลงสันตยาบันไม่ซื้อเสียง หลังกระแสข่าวมีการใช้เงินซื้อเสียงสูงถึง 7,500 บาท นายอนุทิน ย้อนถามว่า ประเด็นอะไร 7,500 บาท ผู้สื่อข่าวตอบว่า เป็นเงินที่ใช้ในการซื้อเสียง นายอนุทิน ถึงถามอีกว่า ใครซื้อเสียง 7,500บาท สื่อจึงตอบกลับว่า เป็นผลสำรวจที่มีออกมา นายอนุทิน จึงกล่าวว่า “หัวละ 7,500 บาท อุ้ยซื้อเขาควาย 700 บาทเอง ใครจ่าย 7,500 บาท บอกมาเลย เดี๋ยวจะซื้อเขาควายไปครอบให้เขา” และการเมืองสู้กันดุเดือดทุกรอบอยู่แล้ว แต่ขอให้สู้ในเกมไม่มีปัญหา การต่อสู่การแข่งขันเป็นเรื่องงดงาม แต่ต้องให้เป็นตามกติกามีสปีริตซึ่งกันและกัน เมื่อถามย้ำว่า ตัวเลข 7,500บาท เป็นไปไม่ได้แน่นอนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่รู้ไม่กล้าบอกเพราะไม่เคยทำ เดี๋ยวจะมาหลอกให้ผมตอบว่าไม่ถึงหรอกโถ่”
“อภิสิทธิ์”ขอคะแนนชาวพระโขนง
เมื่อเวลา 07.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วยแกนนำพรรค ลงพื้นที่พบประชาชนตลาดใกล้กับวัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร ซอยสุขุมวิ 101/1 เพื่อช่วย น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัครสส.เขตที่23 พระโขนง บางนา เบอร์17 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีพ่อค้า แม่ค้า และผู้ที่จับจ่ายสินค้า เข้ามามอบดอกไม้ทั้งดอกกุหลาบ และดอดาวเรือง พร้อมขอถ่ายรูป บางคนปรบมือเรียกขอถ่ายรูปด้วยพร้อมกล่าวว่าดีใจมากเลยวันนี้ แฟนคลับบางรายถึงกับตะโกนบอกความในใจว่า “แอบรักคุณอภิสิทธิ์มาตั้งแต่สมัยยังเป็นหนุ่มๆ” ขณะที่บรรดาแม่ค้าในตลาดต่างพากันเรียก “นายกฯ มาแล้วๆ” พร้อมส่งเสียงเชียร์อยากเห็นนายอภิสิทธิ์กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ตอบรับด้วยรอยยิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณในทุกกำลังใจที่มอบให้
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ในครั้งนี้ที่ได้รับการตอบรับ ใครๆ ก็บอกว่าจะเลือกประชาธิปัตย์ ว่า เป็นกำลังใจกับพวกเราทุกคน เพราะว่าหลายคนก็ได้มีการทำงานต่อเนื่องมาในพื้นที่นี้ ช่วงนี้ก็เป็นโอกาสดี ได้น้องวีร์ เข้ามาเพื่อมาสานต่อหลายสิ่งหลายอย่าง วันนี้ทีมอดีต สส. สก. ก็มาช่วยกัน เห็นได้ชัดว่ามีความผูกพันอยู่กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แล้วก็ให้การต้อนรับเราดีมาก
เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ตั้งใจทวงเก้าอี้ สส.ของประชาธิปัตย์ในพื้นที่คืน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราอยากขอโอกาสให้กับคนของเราทุกคน แล้วก็รอบนี้ในกรุงเทพฯ เราได้คนรุ่นใหม่ คนหน้าใหม่เข้ามา ซึ่งเราคิดว่าจะเป็นกำลังสำคัญให้กับประชาชนได้ ในระยะยาวด้วย
ปลื้มแฟนคลับเชียร์เป็นนายกฯ
เมื่อถามว่า เมื่อสักครู่ประชาชนบอกว่า นายกฯ คนที่ 33 มาหาหน่อยด้วย เป็นอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ หัวเราะ พร้อมตอบว่า “จริงๆ ถ้ากลับไปเป็นก็เป็นคนที่ 27 นะครับ เขาไม่นับซ้ำ แต่ว่าก็ขอบคุณเป็นกำลังใจครับ”ต่อข้อถามว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา(19 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ ไปปราศรัยที่จ.สมุทรสาคร แล้วบอกว่าประชาธิปัตย์กระแสดี แต่กลัวจะแพ้กระสุน ขณะที่มีการระบุว่า เริ่มมีการทุจริตซื้อเสียงถึง 7,500 บาท ตรงนี้ประชาธิปัตย์มีข้อมูลหรือมีคนส่งข้อมูลอะไรมาบ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็มีอยู่เป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปหาพยานหลักฐานมา ก็อยากให้ กกต.ทำงานเชิงรุก เพราะในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่พอไปจับหลังเลือกตั้ง แล้วผู้ที่ซื้อเสียงได้เป็น สส.พยานก็จะค่อนข้างกลัว จึงอยากให้สามารถที่จะดำเนินการได้ก่อนการเลือกตั้งจะดีที่สุด และตอนนี้สิ่งที่เราได้ยินมาเยอะมากก็คือว่า ผู้ที่ซื้อเสียง ขอให้ผู้ที่รับเงินเนี่ยไปถ่ายรูปเวลาที่ลงคะแนน ก็อยากให้ กกต.เข้มงวดกวดขันเรื่องนี้
กระแสจะสู้กระสุนได้หรือไม่ อยู่ที่ปชช.
ต่อข้อถามว่า ตอนนี้เหมือนบ้านใหญ่ใช้ยุทธศาสตร์กระสุน เพื่อที่จะสาดเงิน ปชป.กังวลในเรื่องนี้ และจะทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราบ้านสีฟ้าเราก็อาศัยกระแส ส่วนกระแสจะสู้กระสุนได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ประชาชน เราก็อยากให้สู้ได้ เพราะว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกตั้งที่สุจริต ตนว่ามันจะเป็นการเริ่มต้นในการที่จะทำให้บ้านเมืองสุจริตจริงๆ เพราะเงินเหล่านี้เข้ามาแล้วก็ย้อนกลับมาเป็นเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์โดยเฉพาะถ้าเป็นเงินที่ไม่สะอาด ก็
“ธรรมนัส”ชี้ซื้อเสียงหนัก ปท.พินาศแน่
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการออกมาระบุว่ามีการซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท โดย ร.อ.ธรรมนัสถึงกับร้อง“ห๊ะ”เมื่อได้ยินคำถาม พร้อมกับระบุว่า มีด้วยหรือ มีคนไม่ปกติอย่างนี้ด้วยหรือ ตนไม่ทราบเหมือนกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เนื่องจากครั้งนี้มีข่าวว่ามีการซื้อเสียงกันหนัก เลยอาจทำให้ตัวเลขพุ่งสูงไปถึงจำนวนดังกล่าวได้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าถ้าใครทำแบบนี้ โอ้โหบ้านเมืองพินาศแน่ ไม่ไหวหรอก ถ้าจะใช้เงินทุ่มกันขนาดนี้ แต่ตนเชื่อว่านักการเมืองคงไม่มีใครทำแบบนี้หรอก
เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ ที่การเลือกตั้งซึ่งมีการแข่งขันกันสูง อาจจะมีปัจจัยนี้เข้ามา ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ห่วง ตนก็ใช้วิธีการหาเสียงตามสไตล์ตน ไปเกือบทุกจังหวัด ไม่มีวันหยุด
เมื่อถามว่า ที่มีข่าวออกมาช่วงนี้ มองว่าต้องการโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “คิดว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักเลงคีย์บอร์ดโจมตี ลองคิดดู มีที่ไหนไปเล่นกันหัวละ 7,500 บาท ถ้าทำอย่างนี้ คูณเข้าไป คงไม่ต่ำกว่า 2-3หมื่น”เมื่อถามว่าจากการลงพื้นที่ของพรรค กธ.ในขณะนี้ เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรามีการทำโพลของเรา และดูโพลของสำนักอื่นด้วย เราก็มั่นใจ ซึ่งเราก็อยู่ 1 ใน 5 ตลอดทุกโพล บางจังหวัดก็เป็นที่ 1 ซึ่งผลโพลที่ออกมา คะแนนนิยมของพรรค ติด 1 ใน 5 เกือบทุกจังหวัด เราไม่มีหลุดลำดับที่ 5เลย เมื่อถามย้ำว่า โพลของพรรคกับโพลสำนักต่างๆ ที่ออกมาแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ต่างกัน ส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กัน
ลั่นไม่จับมือพรรคบ่อนทำลายเสาหลักชาติ
เมื่อถามว่า หลังเลือกตั้งสามารถจับมือกันได้ทุกพรรคหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคเรามีหลักการชัดเจน โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคเป็นคนที่ชัดเจนมาก และลูกพรรคทุกคนก็ชัดเจนว่า อะไรที่เกี่ยวข้องกับการทำลายเสาหลักของบ้านของเมือง ชาติ ศาสนา เราไม่เอาด้วย หากเป็นอย่างนั้นตนเลิกเล่นการเมืองดีกว่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศย้ำหลายครั้งว่าไม่ร่วมงานกับพรรค กธ. เรามีจุดยืนกับ 2 พรรคนี้อย่างไรบ้าง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนมีจุดยืนของตน ไม่ได้มีจุดยืนที่จะไม่เอาพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ถ้าพรรคใดพรรคหนึ่งมีนโยบายชัดเจนว่าเป็นผู้บริหารและทำลายบ้านเมืองมา ตนไม่เอาด้วย และการเข้าไปยุ่งบ่อนทำลายเสาหลักของบ้านเมือง ตนไม่เอาด้วย สมมุติว่าถ้าเราจะต้องร่วมมือกับพรรคที่ทำลาย โดยเฉพาะการแก้มาตรา 112 ยืนยันว่าไม่เอาด้วยเด็ดขาด
เย้ยบางคนอยากเป็นนายกฯ จนตัวสั่น
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการพูดกันล่วงหน้าแล้วว่าจะจับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มีหรอก คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณจะได้เท่าไหร่ บางคนอยากเป็นนายกรัฐมนตรีจนตัวสั่น คุณจะถึง 25 เสียงหรือเปล่า แต่เราถึงแน่ เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหมวด 1 หมวด 2 ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราไม่แตะอยู่แล้ว บอกชัดเจนว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับหมวด 1 หมวด 2 ไม่เอาอยู่แล้ว ยืนยันชัดเจน
“ยศชนัน”นำ พท.ปราศรัยสวรรคโลก
เวลา 10.00 น.ที่ จ.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย เดินทางลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย จ.สุโขทัย ทั้ง 4 เขตหาเสียง ประกอบด้วย น.ส.ณัคนางค์ กุลนาถศิริ ผู้สมัครสส.สุโขทัย เขต1 นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ผู้สมัครสส.สุโขทัย 2 น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ ผู้สมัครสส.สุโขทัย เขต 3 และนายจักรวาล ชัยวิรัตน์ ผู้สมัครสส.สุโขทัย เขต4 จุดแรก นายศชนัน นำคณะพบปะประชาชนและเปิดเวทีปราศรัย ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี สุโขทัย อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีมวลชนเข้าร่วมฟังปราศรัยเป็นจำนวนมาก จนเต็มพื้นที่ ซึ่งเป็นสนามกีฬาในร่มของวิทยาลัย
อ้อนขอฝากตัวเป็นลูกคนสุโขทัย
นายยศชนัน ปราศรัยว่า ตนขอฝากตัวเองเป็นลูกคนสุโขทัย ตนเดินมาหลายคนบอกว่าไม่รู้ทำไมหลายคนรู้สึกผูกพันกันขนาดนี้ ตนจึงถามกลับว่าเคยเจอกันหรือไม่ บางคนก็บอกว่าไม่เคยเจอ แต่เคยเจอกันตามเสาไฟฟ้า วันนี้มาหาคนสุโขทัยตัวเป็นๆ เพื่อตอกย้ำว่าวันนี้สุโขทัยแดงทั้งแผ่นดิน และวันนี้ไม่ว่าพรรคจะโดนยุบไปกี่ครั้งก็แล้วแต่ แต่ทุกครั้งจะกลับมาอย่างแข็งแรง สิ่งสำคัญที่สุดจิตวิญญาณไม่เคยเปลี่ยน พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน ครั้งนี้ขอสุโขทัย 4 เขตเลยได้หรือไม่
นายยศชนัน ปราศรัยว่า วันนี้ปัญหาเกิดขึ้นเยอะ ประเทศเราต้องการคนมีประสบการณ์ไปบริหาร หากพรรคเพื่อไทยเข้ามายกเครื่องประเทศไทยเปลี่ยนแปลงทันที สุโขทัยก็เปลี่ยนได้ทันที 8 ก.พ.เป็นวันประวัติศาสตร์ วันแห่งความหวังของทุกคน ตนพร้อมที่จะถือธงนำ ถ้าให้โอกาสยศชนันเข้าไป จะเปลี่ยนความฝันของทุกคนให้เป็นความจริง หลายอย่างที่เราสามารถทำให้ดีขึ้นได้ แต่ในครั้งที่แล้วเสถียรภาพทางการเมืองไม่มี ครั้งนี้ที่จะทำให้เราได้คะแนนเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำนโยบายดีๆ ให้ประชาชนได้ต้องขอทั้งหมด 4 เขต ขอตนอยู่ที่นี่ตลอดไปได้หรือไม่ ขอฝากตัวเป็นลูกคนสุโขทัย
“ชัยวุฒิ-เจษฎ์”หาเสียงตลาดสะพาน2
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดสะพานสอง แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เพื่อช่วยแนะนำ 2 ผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรครักชาติ เนื่องจากบริเวณตลาด ถือเป็นจุดคาบเกี่ยว 2 เขต ได้แก่ เขต 5 นายปณิธิ บวรวนิชยกูร เบอร์ 5 และ เขต 13 นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว เบอร์ 9 ซึ่งแม้จะเป็นตลาดอาหารสดที่เปิดขายตั้งแต่ช่วงเช้ามืด 03.00 น. แต่บรรยากาศค่อนข้างคึกคัก โดยทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับที่ดี จากบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ที่มาเปิดร้านขายของ ร่วมถึงประชาชนที่มาจับจ่ายในช่วงเช้า ที่เข้ามาทักทายขอถ่ายรูป พร้อมชวนเต้นขยับร่างกายเรียกความสดชื่นยามเช้า พร้อมทั้งอวยพรให้โชคดีมีชัย ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง เพราะเห็นถึงความตั้งใจของทีมพรรครักชาติ ที่มีแต่คนรุ่นใหม่ เดินหาเสียงแจกแผ่นพับ ใบปลิว และถือป้ายกันเอง เหนื่อยช่วยกัน โดยไม่มีการจ้างทีมงานหาเสียง
หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติ ได้ลงพื้นที่ไปช่วยผู้สมัคร สส.กทม.เขต 1 เบอร์ 15 นายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ ขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตลาด ตรอกหม้อ เขตพระนคร ซึ่งมีประชาชนสนใจเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ เข้ามาสนใจเรื่องการรณรงค์ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเปลืองงบประมาณเป็นหมื่นล้าน ขณะที่ประชาชนหลายคนดีใจที่อาจารย์เจษฎ์มาลงการเมือง สร้างคนรุ่นใหม่ โดยบรรยากาศ เป็นไป ด้วยความคึกคัก มีคนจับมือให้กำลังใจ และบอกว่าสู้ ๆ เยอะมาก หลายคนชอบที่ รศ.ดร.เจษฎ์ ไม่ไปอยู่พรรคใหญ่ และมาช่วยสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่ พร้อมกับ ชอบนโยบาย ที่จะสนับสนุน เด็ก รุ่นใหม่ให้มีโอกาสเข้าสู่วงการบันเทิง โดยจะเปิดเป็น Academe ฝึกอบรมทักษะด้านการแสดง หรือการฝึกเป็นศิลปิน เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสและไม่มีเงินส่งลูกหลาน ไปเรียนการแสดงหรือเรียนร้องเพลงเพราะแพง
เผยพิรุธเงินสะพัดเลือกตั้ง2แสนล้าน
ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อเนื่องจากที่เคยเปิดประเด็นเรื่องเม็ดเงินสะพัดเมื่อสัปดาห์ก่อน ถึงข้อมูลที่น่าตกใจว่า พรรคได้รับรายงานข่าวกรองถึงความผิดปกติทางการเงิน มีการนำเงินเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งในภาคพื้นที่สูงถึง 100,000 ล้านบาท และยังมีกระแสข่าวเรื่องการเบิกถอนเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ล็อตใหญ่กว่า 160,000 ล้านบาท โดยที่ไม่มีธนาคารใดออกมาปฏิเสธ เมื่อรวมตัวเลขแล้ว อาจมีเม็ดเงินสะพัดจริงสูงถึง 200,000 ล้านบาท จากการคำนวณเม็ดเงินดังกล่าว พบอัตราการจ่ายเงินซื้อเสียงที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ
พื้นที่กรุงเทพมหานคร: ราคาพุ่งสูงถึง 7,500บาทต่อหัว พื้นที่ต่างจังหวัด: เฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 – 5,000 บาทต่อหัว เงินมหาศาลเหล่านี้คือ “เงินสีเทา” จากธุรกิจผิดกฎหมายและกลุ่มสแกมเมอร์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเตือนประชาชนว่า หากรับเงินเหล่านี้ เท่ากับสนับสนุนให้พรรคการเมืองเข้าไปถอนทุนคืนผ่านการคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างการเลือกตั้งท้องถิ่น (อบต.) ที่ผ่านมา ซึ่งมีการ “เบี้ยว” จ่ายเงินไม่ครบ หรือสัญญาว่าจะให้แต่ไม่ให้ ซึ่งพรรครักชาติเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเป็นนักการเมืองแบบสแกมเมอร์ที่เข้ามาหลอกลวงประชาชน ส่วนสถานการณ์การเมือง ตอนนี้ประเทศกำลังเดินหน้าสู่ความวิบัติ เพราะพรรคการเมืองแบ่งเป็นสองขั้วที่อันตราย กลุ่มพรรคใหญ่ที่ใช้ “กระสุน” (เงิน): จ่ายเงินซื้อเสียงเพื่อเข้าสู่อำนาจ กลุ่มที่อ้าง “กระแส”: แม้บอกไม่ใช้เงิน แต่มีวาระซ่อนเร้นต้องการเข้ามารื้อรัฐธรรมนูญ แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งทางพรรคมองว่าเป็นการทำลายโครงสร้างบ้านเมือง
ซัดกกต.ต้องกล้าฟันกรณีซื้อเสียงคดีใหญ่
ขณะที่ นายชัยวุฒิ กล่าวเสริมถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างดุเดือด โดยระบุว่า กกต. มีเครื่องมือ กฎหมาย และผู้ตรวจการเลือกตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้เรื่องการซื้อเสียงที่เกิดขึ้นทุกหน่วยเลือกตั้ง ปัญหานี้เป็นที่รู้กันทั่ว แต่เหมือน กกต.ไม่รู้อยู่คนเดียว ที่ผ่านมาจับได้แต่คดีเล็กน้อย เช่น การจัดเลี้ยงทำบุญ แล้วแจกใบเหลืองใบแดง แต่ปัญหาใหญ่คือการจ่ายเงินซื้อเสียงโดยตรงกลับเงียบ ท่านต้องทำงานเชิงรุก หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทุจริต ต้องกล้าแจกใบแดงทันที ไม่ใช่รอจนหูหนวกตาบอด