การแสดงเฉลิมพระเกียรติ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ ฉลอง 4 รอบ พระชนมพรรษา พระบรมราชินี ณ ศาลาเฉลิมกรุง

การแสดงเฉลิมพระเกียรติ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ ฉลอง 4 รอบ พระชนมพรรษา พระบรมราชินี ณ ศาลาเฉลิมกรุง

การแสดงเฉลิมพระเกียรติ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ ฉลอง 4 รอบ พระชนมพรรษา พระบรมราชินี ณ ศาลาเฉลิมกรุง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

บริษัท สหคีนิมา จำกัด ร่วมกับคณะศิลปิน นักร้อง นักแสดง และคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย (TYC) ผนึกกำลังจัดงานการแสดงเฉลิมพระเกียรติสุดยิ่งใหญ่ “Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

โดยการแสดงครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลา 19.00 น. ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง เพื่อเป็นการถวายพระพรชัยมงคลและแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ทั้งในด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แรงบันดาลใจสำคัญของงานนี้มาจาก “ดอกเอเดลไวส์” (Edelweiss) พรรณไม้งามแห่งเทือกเขาแอลป์ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มีพระราชเสาวนีย์ให้มูลนิธิโครงการหลวงทำการศึกษาวิจัยและทดลองปลูกจนประสบความสำเร็จในประเทศไทย ณ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ โดยดอกไม้ชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ของ “ความรักแท้และความแข็งแกร่ง” คณะผู้จัดงานจึงนำมาเป็นแนวคิดหลักในการร้อยเรียงเรื่องราวผ่านกลีบดอกเอเดลไวส์ สู่การแสดงอันวิจิตรตระการตารวมทั้งสิ้น 5 องก์

ซึ่งการแสดงในครั้งนี้ควบคุมวงดนตรีโดยวงเฉลิมราชย์ ภายใต้การควบคุมของ วิรัช อยู่ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ) และเรียบเรียงเสียงประสานโดย วิจิตร์ จิตรรังสรรค์ บรรเลงโดยยอดนักดนตรีแถวหน้าของเมืองไทย โดยแบ่งการแสดงออกเป็น 5 ช่วงสำคัญ ดังนี้

โดย ช่วงเปิดงาน ร่วมขับร้องบทเพลง “สดุดีจอมราชา” โดยคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย Thai Youth Choir (TYC)

 องก์ที่ 1 “บทเพลงเริงสราญ”: ถ่ายทอดบทเพลงมิวสิคัลระดับโลก ได้แก่ Edelweiss (From The Sound of Music) ขับร้องโดย ธงไชย แมคอินไตย์ (ศิลปินแห่งชาติ) Memory (From Cats) ขับร้องโดย นนทิยา จิวบางป่า  All I Ask of You (From The Phantom of the Opera) ขับร้องโดย กิตตินันท์ ชินสำราญ และ กุลกรณ์พัชร์ เมอร์เนอร์ส One Night Only (From Dreamgirls) ขับร้องโดย ทิพย์รมิดา พัฒนตั้งนิมิต และภัทรานิษฐ์ เพททิวาภัทรเวชย์ Mambo (From West Side Story) ถ่ายทอดผ่านการแสดงของนักแสดงนาฏลีลา

องก์ที่ 2 “ขับขานความทรงจำ”: เพลิดเพลินไปกับบทเพลงไทยและบทเพลงร่วมสมัยที่อยู่ในความทรงจำ สายโลหิต ขับร้องโดย สุทธิพงษ์ วัฒนจัง (ชมพู ฟรุตตี้)  อ้อมกอดเขมราฐ ขับร้องโดย เกษม ศรีสมบูรณ์ (เต๋า ภูศิลป์)  เกียรติศักดิ์ทหารเสือ ขับร้องโดย 3 ศิลปินแห่งชาติ ได้แก่ สุประวัติ ปัทมสูต, ศุภชัย จันทร์สุวรรณ และ ปกรณ์ พรพิสุทธิ์คู่กรรม ขับร้องโดย โชคชัย หมู่มาก (แอ๊ค) และ สรวีย์ ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง) ส้มตำ บทเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขับร้องโดย เปาวลี พรพิมล

องก์ที่ 3 “เลิศล้ำปรีชาญาณ”: การแสดงสร้างสรรค์ผสมผสานศิลปะท้องถิ่น ระหว่างศิลปินพื้นบ้านหนังตะลุง และ “ศาสตร์โนราห์” ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจรอบด้านของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แสดงโดย 7 นางเอกหนังตะลุง จากวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง

องก์ที่ 4 “สืบสานพัสตราภรณ์ไทย”: การแสดงนาฏลีลาผ่านนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย สะท้อนกระบวนการผลิตผ้าไทยตั้งแต่การเก็บหม่อนจนถักทอเป็นผืนผ้า สะท้อนพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยให้เป็นมรดกชาติและสร้างรายได้ให้แก่ราษฎร

องก์ที่ 5 “Edelweiss รักแท้แด่ปวงชน”: การขับร้องประสานเสียงบทเพลง Edelweiss และปิดท้ายด้วยความประทับใจในบทเพลง “ยิ่งนานก็ยิ่งรัก” (เนื้อร้อง/ทำนองโดย นิติพงษ์ ห่อนาค, ศิลปินต้นฉบับ: ใหม่ เจริญปุระ) ขับร้องโดย ธงไชย แมคอินไตย์ (ศิลปินแห่งชาติ) ร่วมกับ   คณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย (TYC) เพื่อสื่อถึงความจงรักภักดีจากหัวใจของปวงชนชาวไทยนอกจากนี้ งานดังกล่าวยังได้รับเกียรติจากพิธีกรชื่อดังร่วมดำเนินรายการ ได้แก่ เมทนี บุรณศิริ (นีโน่), ดารณีนุช ปสุตนาวิน (ท็อป), กิตติ เชี่ยววงศ์กุล (เกลือ) และ ดีใจ ดีดีดี (ผัดไท)นับเป็นอีกหนึ่งงานมหาดุริยางค์และการแสดงครั้งประวัติศาสตร์ที่รวบรวมศิลปินชั้นครูและศิลปินรุ่นใหม่มาร่วมใจกันแสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง

ร่องรอยของโลกที่มองไม่เห็น ‘Spirits Melt to Flesh’ ผลงาน 8 ศิลปินเอเชีย

ร่องรอยของโลกที่มองไม่เห็น ‘Spirits Melt to Flesh’ ผลงาน 8 ศิลปินเอเชีย

ร่องรอยของโลกที่มองไม่เห็น ‘Spirits Melt to Flesh’ ผลงาน 8 ศิลปินเอเชีย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.04 น.

บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle)  พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่ก่อตั้งโดย มาริษา เจียรวนนท์  นำเสนอ “Spirits Melt to Flesh” นิทรรศการกลุ่มครั้ง สำคัญของ 8 ศิลปินเอเชีย ที่ท้าทายขอบเขตการรับรู้ซึ่งอยู่เหนือการมองเห็น ผ่านผลงานภาพเคลื่อนไหว เสียง ประติมากรรมและภาพถ่ายจัด วางที่ตอบสนองต่อพื้นที่

ร่องรอยของโลกที่ไม่อาจมองเห็น

Spirits Melt to Flesh เป็นนิทรรศการที่รวบรวมผลงานภาพเคลื่อนไหว เสียง ประติมากรรมและภาพถ่ายจัดวางที่ ตอบสนองกับพื้นที่ (Site-responsive) โดยศิลปินชาวเอเชียทั้ง 8 คน ภายใต้แนวคิด และการคัดสรรของภัณฑารักษ์ แซม อี-ชาน (Sam I-shan)

นิทรรศการนี้ได้แปรเปลี่ยนพื้นที่อันดิบเปลือยของ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ผ่านการผันแปรของแสงและ ความมืดตลอดจน การสั่นพ้องของเสียงสะท้อนและถ้อยคำที่โต้ตอบสนทนากัน อาคารได้กลายเป็นภาชนะซึ่งบรรจุถ้อยแถลง เป็นพื้นที่ของการ พบพานของเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้ ผู้ชมตระหนักรู้ถึงห้วงเวลาดังกล่าวผ่านร่างกายของตน

นอกจากนี้ ผลงานยังสะท้อนความกังวลในยุคร่วมสมัยของโลกที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ผ่านภาพคุ้นเคย ของทั้งสิ่งที่มีอยู่จริงและถูกจินตนาการขึ้น การคาดเดาถึงรูปแบบอื่น ของปัญญาที่อยู่ พ้นไปจากมนุษย์ นิทรรศการนี้ใคร่ครวญถึงชีวิตและความเป็นจริงทางสังคม ว่าต่างถูกหล่อหลอมโดยอำนาจที่ไม่อาจเอื้อมถึงได้อย่าง ถ่องแท้ดังที่ อัลเฆาะซาลี (Al-Ghazali) ได้กล่าวไว้ว่า “โลกที่ประจักษ์อยู่นี้คือร่องรอยของโลกที่ไม่อาจมองเห็น และโลกใบแรกย่อมเดินตามโลกใบหลัง ประหนึ่งเงา”

ถอดรหัสผลงาน Spirits Melt to Flesh

นิทรรศการ “Spirits Melt to Flesh” รวบรวมผลงานของศิลปินร่วมสมัยจากเอเชีย ที่บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ ประวัติศาสตร์ ตำนานความเชื่อพื้นบ้าน ไปจนถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านสื่อศิลปะอันหลากหลายชวนผู้ชมร่วมออกเดินทาง สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ที่เปลี่ยนอาคารเก่าให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานได้อย่างน่าสนใจ

แอนโทนี ชิน (Anthony Chin — สิงคโปร์)

แอนโทนี ชิน (Anthony Chin — สิงคโปร์) กับ   “Siam Mapped” ผลงานจัดวางประติมากรรมและเสียงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือของ ธงชัย วินิจจะกูล และประวัติศาสตร์ ของอาคารซึ่งเคยเป็นสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับรัฐชาติและเขตแดนผ่านงานจัดวางที่ผสานเสียง ประติมากรรม และบันทึกจากคลังข้อมูล อาทิ บันทึกเสียงจากเอกสารสำคัญ แผนที่และแบบเรียนประวัติศาสตร์ ภายในห้องเดียวกัน มีภาพวาดกายวิภาคของช้าง ขนาดเท่าจริงที่วาดด้วย มือ รวมถึงภาพถ่ายลวงตาที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับนิทรรศการนี้

ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ (Taiki Sakpisit — ไทย)  กับผลงาน “Maelstrom” (วังน้ำวน) งานศิลปะจัดวางเสียงและจลนศิลป์ ถ่ายทอดเรื่องราวของ “แม่นาก” และ “สมเด็จโต” เพื่อสำรวจ ความเชื่อ เรื่องวิญญาณ และศรัทธาในวัฒนธรรมไทย ผ่านประสบการณ์ด้านเสียงและบรรยากาศที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามเวลา

โซ ยู นเว (Soe Yu Nwe — เมียนมา)

โซ ยู นเว (Soe Yu Nwe — เมียนมา)  กับผลงาน “On Ghost” และ “Spring Wound, Sprouted” โดย On Ghost ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ศาลพระภูมิ” ประกอบด้วยงานเซรามิกที่หล่อขึ้นจากอวัยวะ ของศิลปิน ผ่านเทคนิคการเผาแบบแซกการ์ ก่อให้เกิดพื้นผิวเถ้าถ่านที่ทรงพลังและหลากหลายบนประติ มากรรมในขณะที่ Spring Wound, Sprouted เป็นประติมากรรมพอร์ซเลนซึ่งผสานรูปร่างของมนุษย์ พืช และสัตว์เข้าไว้ด้วยกัน อันสื่อถึงภาวะแห่งการแปรสภาพและการเปลี่ยนแปลง

ฮีซู ควอน (HeeSue Kwon — เกาหลีใต้) 

ฮีซู ควอน (HeeSue Kwon — เกาหลีใต้) กับผลงาน  “Only the Screen Sees the Screen” ผลงานภาพเคลื่อนไหวและเสียง สำรวจความเป็นไปได้ของการรับชมภาพเคลื่อนไหวโดยปราศจาก จอภาพ ผ่านอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษและฉายภาพของผู้ชมแบบเรียลไทม์ แต่สิ่งที่เห็นไม่ใช่ตัวเองในปัจจุบัน  ผู้ชมสามารถ มองเข้าไปยังกายภาพของ “อดีต” หรือ “อนาคต”นอกจากนี้ยังจะได้ยินเสียงที่ทับซ้อน กันด้วยระบบเสียงจากหลายช่องทิศทาง

สวี่ เจ๋อ-หยู และ เฉิน ว่าน-อิน (Hsu Che-Yu & Chen Wan-Yin — ไต้หวัน) 

สวี่ เจ๋อ-หยู และ เฉิน ว่าน-อิน (Hsu Che-Yu & Chen Wan-Yin — ไต้หวัน) กับผลงาน  “The Unusual Death of a Mallard”, “Rabbit 314” และ “Zoo Hypothesis” ผลงานวิดีโอ 3 ชิ้น สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์กับความทรงจำทางประวัติศาสตร์ โดยที่ ศิลปินใช้เทคโนโลยีการสแกนภาพสามมิติ (3D-scanning) และบอกเล่าเรื่องราวอันลึกลับ และการจำลอง เหตุการณ์ที่ชวนรู้สึกแปลกประหลาด สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการรื้อประกอบประวัติศาสตร์ การเมืองขึ้นใหม่

แดเนียล ฮุย (Daniel Hui — สิงคโปร์) 

แดเนียล ฮุย (Daniel Hui — สิงคโปร์) กับชิ้นงาน “Funeral Rites” งานจัดวางศิลปะวิดีโอและเสียงเฉพาะพื้นที่ นำเสนอในห้องมืดที่มีร่องรอยการเผาไหม้ เสียงบทสนทนาของคู่รักชาย และหญิงคู่หนึ่ง ทั้งสองพลัดพรากจากกันด้วยระยะทาง กาลเวลา กล่าวถึงความรัก และการทรยศท่ามกลางยุคสมัยอันปั่นป่วน ในประวัติศาสตร์ภูมิภาค ภาพของนักแสดงทั้งสอง มีลักษณะวู บไหวเลือนราง ขยายแนวคิดเกี่ยวกับอดีตในฐานะความทรงจำ ที่มีชีวิตซึ่งแทรกซึมและครอบงำปัจจุบัน

ลิเอโกะ ชิงะ (Lieko Shiga — ญี่ปุ่น) กับผลงาน “Blind Date” ระหว่างพำนักในกรุงเทพฯ ปี 2552 ลิเอโกะ ชิงะ ได้ติดตามและถ่ายภาพคู่รัก ที่ซ้อนท้ายรถจักร ยานยนต์กว่าร้อยคู่ ก่อนนำมาตัดต่อเป็นวิดีโอที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน ผู้ถูกถ่ายภาพ และผู้ชม ผ่านการแลกเปลี่ยนสายตาและการ เคลื่อนผ่านของเวลาและพื้นที่

นิทรรศการจัดแสดงระหว่างนี้จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ เปิดให้เข้าชมฟรี  ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 12.00 – 20.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันอังคาร) โดยได้รับการสนับสนุนจาก เจแปนฟาวน์เดชั่น (The Japan Foundation) ติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุ้ค : Bangkok Kunsthalle  vol9ik: @bangkok_kunsthalle  อีเมล : info@bangkok-kunsthalle.org

เปิดไลน์อัพโชว์ระดับเวิลด์คลาส 12 การแสดง 9 ประเทศทั่วโลก ‘Bangkok Festivals’ ปีนี้

เปิดไลน์อัพโชว์ระดับเวิลด์คลาส 12 การแสดง 9 ประเทศทั่วโลก ‘Bangkok Festivals’ ปีนี้

เปิดไลน์อัพโชว์ระดับเวิลด์คลาส 12 การแสดง 9 ประเทศทั่วโลก ‘Bangkok Festivals’ ปีนี้

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.49 น.

Bangkok’s International Festival of Dance & Music  มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ  ครั้งที่ 28  ปีนี้จัดเต็ม 12 การแสดง จาก 9 ประเทศทั่วโลก  ทั้งโชว์ระดับโลกและโดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์การแสดงหลากหลายแนว ตั้งแต่บัลเลต์คลาสสิกสู่โชว์สุดครีเอทีฟที่สร้างไวรัลไปทั่วโลก พร้อมผสานโลกของ Art, Fashion, Music และ Pop Culture เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านโชว์สุดยิ่งใหญ่อย่าง Cinderella และ Romeo & Juliet จาก Bolshoi Theatre of Belarus โชว์บัลเลต์ร่วมสมัย Coco Chanel จาก National Theatre Brno คอนเสิร์ตโดยนักร้องดังจาก New York City Opera โชว์ไวรัลระดับโลกจาก Sadeck Berrabah และอีกมากมาย ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

Coco Chanel

Coco Chanel

สัมผัสมนต์เสน่ห์ของการแสดงระดับมาสเตอร์พีซในตำนาน

ตอกย้ำการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงระดับมาสเตอร์พีซจากคณะศิลปะการแสดงชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น New York City Opera จากสหรัฐอเมริกา ที่เตรียมมาโชว์ของในไทยครั้งแรกกับ “Opera Goes to Hollywood” พาผู้ชมย้อนความทรงจำผ่านบทเพลงโอเปราและเพลงประกอบภาพยนตร์ระดับตำนาน, คณะ Bolshoi Theatre of Belarus กับการแสดงบัลเลต์คลาสสิกสุดโรแมนติกอย่าง Romeo & Juliet และ Cinderella ที่โดดเด่นทั้งเทคนิคการเต้นและโปรดักชันสุดวิจิตร รวมถึง Helikon Opera จากรัสเซีย ที่จะยกโอเปราอมตะอย่าง La Traviata และ Madama Butterfly มาถ่ายทอดใหม่อย่างเข้มข้น ผ่านพลังเสียงของนักร้องโอเปราระดับนานาชาติและวงออร์เคสตราสดเต็มวง

Russian Hamlet

Russian Hamlet

ปลดปล่อยจินตนาการผ่านโชว์ร่วมสมัยสุดไวรัล โปรดักชันสุดอลังการ

ด้านสายการแสดงร่วมสมัย ปีนี้ได้คัดสรรโชว์ที่เป็นไวรัลทั่วโลกและโปรดักชันสุดอลังการมาไว้ที่เดียว อาทิ Murmuration Level 2 ของ Sadeck Berrabah จากฝรั่งเศส เจ้าของผลงานการออกแบบการเคลื่อนไหวที่โด่งดังระดับโลก, RITE จาก Deborah Colker Dance Company ประเทศบราซิล ที่ตีความบทประพันธ์คลาสสิก The Rite of Spring ใหม่ผ่านภาษาการเคลื่อนไหวสุดทรงพลัง และ Alice in Wonderland โปรดักชันแฟนตาซีผสมผสานกายกรรม เซอร์คัส และการเต้นร่วมสมัย ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความมหัศจรรย์ให้ผู้ชมทุกวัย

The Great Gatsby

The Great Gatsby

ไอคอนของดนตรีแจ๊ส The Great Gatsby และ Coco Chanel

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการแสดง The Great Gatsby ที่จะพาผู้ชมย้อนสู่ยุคแจ๊สและโลกแห่ง American Dream ผ่านไลน์การเต้น เสียงร้อง และดนตรีสดสุดเร้าอารมณ์ที่ชวนผู้ชมดำดิ่งสู่โลกแห่งความฟุ้งฝัน ความรัก และความทะเยอทะยาน รวมถึง Coco Chanel บัลเลต์ร่วมสมัยจาก National Theatre Brno สาธารณรัฐเช็ก ที่ถ่ายทอดชีวิตและจิตวิญญาณของแฟชั่นไอคอนระดับโลก ผ่านศิลปะการเคลื่อนไหวสุดสง่างาม

Alice in Wonderland

Alice in Wonderland

สุดยอดบัลเลต์คอมเมดี้  โดย Eifman Ballet จากรัสเซีย

นอกจากนี้ ยังมีผลงานสุดยอดบัลเลต์คอมเมดี้จากรัสเซียโดย Eifman Ballet กับการตีความตำนาน Pygmalion ใหม่ ผ่านเรื่องราวของหญิงสาวธรรมดาที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นดาวเด่นบนฟลอร์เต้นรำการแสดงเปี่ยมอารมณ์ที่ตั้งคำถามถึง “ตัวตน” ความคาดหวัง และเส้นบางๆ ระหว่างความรักกับการควบคุม รวมถึง Russian Hamlet ผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวความขัดแย้งทางอำนาจ การเมือง และโศกนาฏกรรมในราชวงศ์รัสเซีย ผ่านสไตล์การออกแบบท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ของ Boris Eifman ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักออกแบบท่าเต้นร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

RITE

RITE

พิเศษ! สำหรับผู้ถือบัตรธนาคารกรุงเทพทุกประเภท รับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับโปรโมชั่น Early Bird เพียงซื้อบัตรเข้าชมการแสดง ระหว่างนี้– 24 มิถุนายน 2569 รับส่วนลดทันที 20% และตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน – 17 ตุลาคม 2569 รับส่วนลด 15% สำหรับบัตรพินนาเคิล บัตรอินฟินิท บัตรผู้นำแพลทินัม และบัตร Bangkok Bank M LEGEND / M LUXE สำหรับบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพประเภทอื่นและบัตรบีเฟิสต์ รับส่วนลด 10%

ผู้ที่สนใจสามารถจองบัตร Early Bird ได้ตั้งแต่วันนี้ – 24 มิถุนายน 2569 ติดตามรายละเอียดการแสดงทั้งหมดได้ที่ http://www.bangkokfestivals.com

‘เฟย ภัทร’ แชร์มุมมองสายลุยรักษ์โลก ชวน ม.ปลาย Unlock พลังปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ในโครงการ ‘Green Mission by Chula x GULF ปี 3’

'เฟย ภัทร' แชร์มุมมองสายลุยรักษ์โลก ชวน ม.ปลาย Unlock พลังปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ในโครงการ 'Green Mission by Chula x GULF ปี 3'

‘เฟย ภัทร’ แชร์มุมมองสายลุยรักษ์โลก ชวน ม.ปลาย Unlock พลังปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ในโครงการ ‘Green Mission by Chula x GULF ปี 3’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.38 น.

เดินหน้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สำหรับ โครงการ “Green Mission by Chula x GULF” ที่เกิดจากความตั้งใจของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วิศวฯ จุฬาฯ) ในการเปิดเวทีให้น้อง ๆ ม.ปลาย ได้ปล่อยไอเดียสร้างสรรค์นวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ภายใต้แนวคิด “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” ไฮไลต์ของโครงการฯ คือ ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะได้เปิดโลกทัศน์ผ่านการศึกษาดูงาน ณ โรงไฟฟ้าในกลุ่ม GULF และสถานีดาวเทียมไทยคม ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ Bootcamp สุดเข้มข้น 4 วัน 3 คืน และนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 100,000 บาท แต่ความพิเศษของโครงการฯ ปีนี้ยังไม่หมด เพราะ 3 ทีมที่ชนะเลิศจะได้รับทุนสนับสนุนการต่อยอด “ไอเดียบนกระดาษ” สู่ “นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง” ผ่าน Sandbox Pilot Project เพื่อสร้าง Green Leaders รุ่นใหม่ที่พร้อมลงมือทำจริง และเติบโตไปเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

นอกจากกิจกรรมที่น่าสนใจตลอดโครงการฯ แล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ในงานแถลงข่าว Kick-off โครงการฯ คือ การดึง “เฟย-ภัทร เอกแสงกุล” นักแสดงและยูทูบเบอร์ที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งและการเดินป่า มาแชร์ประสบการณ์การสัมผัสธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พบเจอระหว่างทาง เพื่อส่งต่อพลังและจุดไอเดียให้น้องๆ เจน Z มาช่วยดูแลบ้านของตัวเองไปพร้อมกัน โดยหนุ่มสายลุยคนนี้ออกตัวเลยว่า “ตื่นเต้นมาก ๆ” เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้พูดเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

จากการเดินทางที่หลากหลายตั้งแต่เด็ก รวมถึงการได้สัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนจริง ๆ ทำให้ “เฟย” เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและ Climate Change ที่เคยมองเป็นเรื่องไกลตัว ตอนนี้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น เพราะปัญหานี้อยู่ในชีวิตประจำวันของชุมชน เช่น ไฟป่า น้ำท่วมซ้ำซาก นอกจากนี้ “เฟย” ชอบเล่นเซิร์ฟ ทำให้เห็นปัญหาขยะทะเล โดยเฉพาะในหน้ามรสุม และการมีคนไปเดินป่าเยอะขึ้น ก็ทำให้เจอปัญหาขยะในป่าทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นป่าลึกแค่ไหน แต่การท่องเที่ยวที่ดีนั้นต้องสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด หรือเป็นการเดินทางที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมกลับคืนมา ประสบการณ์ของ “เฟย” จึงสะท้อนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่และใกล้ตัวขึ้นเรื่อย ๆ

การได้รับเชิญให้เป็นส่วนหนึ่งของงานแถลงข่าว “Green Mission by Chula x GULF” ในครั้งนี้ “เฟย” รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมงานเปิดตัวโครงการดีๆ แบบนี้ สิ่งที่ประทับใจโครงการฯ เป็นพิเศษ คือ แนวคิดการประกวดธีม “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” เพราะทำให้น้อง ๆ เห็นว่าปัญหา Climate Change เป็นเรื่องใกล้ตัว อยู่ในชีวิตประจำวันหรือชุมชน แล้วนิยามคำว่า “บ้าน” ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน สำหรับบางคน บ้านคือบ้านที่อยู่อาศัย ไปจนถึงประเทศ หรือโลก แล้วบ้านของแต่ละคนก็มีปัญหาไม่เหมือนกัน ความรู้ความสามารถที่จะจัดการปัญหาก็แตกต่างกัน โจทย์นี้จึงทำให้น้อง ๆ มีมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย จนเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์และกระตุ้นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบตัว

“อยากขอบคุณ GULF ที่ให้ ‘เฟย’ ได้มีโอกาสมาแชร์ประสบการณ์แบบจริงจังครั้งแรก และร่วมงานเปิดตัวโครงการดี ๆ แบบนี้ ผมอยากชวนคนรุ่นใหม่ที่มีพลังและ Passion มาร่วมประกวด ‘Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3’ น้อง ๆ อย่ามองว่าตัวเองเป็นเด็ก ทำอะไรไม่ได้ อย่าไปกลัว เพราะโครงการฯ นี้ ทาง GULF เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้ลองผิดลองถูก ขอให้    ทุกคนกล้าที่จะเดินออกไปสังเกตปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ นำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาตั้งคำถาม และเปลี่ยนไอเดียของพวกเราให้เป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ เพื่อดูแล ‘บ้าน’ ของเราให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง ผมขอเป็นกำลังใจและฝากความหวังไว้กับน้อง ๆ ทุกคน” เฟย กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับน้อง ๆ นักคิดที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “Green Mission by Chula x GULF” สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง   3 กรกฎาคม 2569 ผ่าน Google Form หรือ QR Code  

ทายาทรุ่น 2 ชลิต อินดัสทรีฯ วางโรดแมป 3–5 ปี เร่งเครื่อง ‘POP’ อะไหล่ไทยสู่เวทีโลก ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ

ทายาทรุ่น 2 ชลิต อินดัสทรีฯ วางโรดแมป 3–5 ปี เร่งเครื่อง 'POP' อะไหล่ไทยสู่เวทีโลก ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ

ทายาทรุ่น 2 ชลิต อินดัสทรีฯ วางโรดแมป 3–5 ปี เร่งเครื่อง ‘POP’ อะไหล่ไทยสู่เวทีโลก ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.31 น.

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมยานยนต์และอะไหล่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับความผันผวนจากสภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และต้นทุนพลังงานที่ยังไม่แน่นอน อีกทั้งการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูง  ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อขยายศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

หนึ่งในผู้ประกอบการที่สามารถยืนหยัดและเติบโตในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี คือ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งพัฒนาจากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ที่เริ่มต้นจากอะไหล่เพียงไม่กี่รายการ สู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากกว่า 6,000 รายการ ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถเพื่อการพาณิชย์ และรถแข่ง พร้อมขยายเครือข่ายสู่ตลาดต่างประเทศหลายภูมิภาค

 ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ ทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด 

“เราอาจไม่ได้อยู่ในรถของคุณ แต่เราอยู่ใต้รถของคุณเสมอ” 

นั่นคือประโยคที่ ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ ทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ใช้อธิบายตัวตนของแบรนด์ POP ซึ่งแม้ผู้บริโภคอาจไม่เห็นชิ้นส่วนเหล่านี้โดยตรง แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัย สมรรถนะ และอายุการใช้งานของรถยนต์

จากธุรกิจครอบครัว สู่ผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ชวิศ ยงเห็นเจริญ ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจ วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต ตลอดจนกลยุทธ์การพัฒนาแบรนด์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเป้าหมายในการขยายธุรกิจสู่ระดับสากลภายใต้แนวคิด “คุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืน”

ชวิศ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ชลิต อินดัสทรี เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวในปี 2534 ภายใต้ชื่อ “ช.กลการ” จากความมุ่งมั่นของ ชลิต-สุชญา ยงเห็นเจริญ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยางสำหรับรถยนต์คุณภาพสูงของคนไทย “คุณพ่อเริ่มจากการคิดค้นสูตรยางและพัฒนาแม่พิมพ์ด้วยตัวเอง จากการทดสอบและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตแม่พิมพ์ตัวแรกได้สำเร็จและส่งผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกออกสู่ตลาดจนเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ทำให้ชื่อของ​ “POP” และ ช.กลการเป็นที่รู้จักในตลาดชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และตลาดอะไหล่ทดแทนของไทย จากความมุ่งมั่นของคุณพ่อและคุณแม่ในวันนั้นคือรากฐานของแบรนด์ POP ในวันนี้”

ชวิศ กล่าวเสริมว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง คือการยึดมั่นในคุณภาพสินค้า การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และการวางระบบบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้ง ความสำเร็จของชลิต อินดัสทรี เกิดจากการทำงานร่วมกันของครอบครัวและทีมงานทุกคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของ ชลิต อินดัสทรีในวันนี้

กว่า 30 ปี แห่งการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์กว่า 6,000 รายการ

ปัจจุบัน POP มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ อาทิ ยางแท่นเครื่อง ยางแท่นเกียร์ ยางกันกระแทก ยางเพลากลาง บูชปีกนก และบูชโช๊คอัพล่าง ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถเพื่อการพาณิชย์ และรถแข่ง ทั้งในตลาดอะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Manufacturing: REM ) และการผลิตให้ผู้ประกอบรถยนต์ (OEM) ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ชวิศ กล่าวว่า แม้ชิ้นส่วนยางช่วงล่างจะไม่ใช่อุปกรณ์ที่ผู้ใช้รถมองเห็นได้ง่าย แต่เป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อระบบการขับเคลื่อนและความปลอดภัยโดยตรง

“ชิ้นส่วนระบบช่วงล่างต้องรองรับแรงกระแทกตลอดเวลา หากเลือกใช้อะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง ชลิต อินดัสทรีฯ จึงให้ความสำคัญกับทุกชิ้นส่วนที่เราผลิต ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่ได้มุ่งมั่นพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ทุกคน” 

รับมือเศรษฐกิจผันผวน ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม

ในมุมมองของผู้บริหารรุ่นใหม่ นายชวิศ ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าพลังงานและค่าขนส่งที่ผันผวน เป็นความท้าทายที่ทุกผู้ประกอบการต้องเผชิญ และส่งผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตโดยตรง แต่เรามองว่านี่ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดพัฒนา

“ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราเลือกบริหารความเสี่ยงผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ต้นทุนแบบ Real-time และการลงทุนในระบบที่ช่วยลดของเสียในกระบวนการผลิต”

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการควบคุมต้นทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในระยะยาว แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ควบคู่กันไป
บริษัทฯเลือกบริหารความเสี่ยงด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้ข้อมูลแบบ Real-time วิเคราะห์ต้นทุน และลงทุนในระบบที่ช่วยลดของเสีย อย่างไรก็ดีในภาวะที่ตลาดแข่งขันสูง การควบคุมต้นทุนอย่างเดียวไม่พอ เราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ

โรดแมปลงทุน 3–5 ปี ยกระดับองค์กรทั้งระบบ
ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ นายชวิศมองว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ยุคนี้ ไม่สามารถพึ่งเพียงประสบการณ์ หรือต้นทุนที่แข่งขันได้อีกต่อไป

“วันนี้สิ่งที่ตัดสินการแข่งขันคือ ‘มาตรฐาน’ และ ‘ระบบการผลิต’ ผู้ผลิตไทยต้องกล้าลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง”

ภายใต้การบริหารของเขา โรงงานชลิต อินดัสทรี ได้ทยอยปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเครื่องจักร เทคโนโลยี และระบบควบคุมคุณภาพ  รวมถึงกระบวนการผลิตครอบคลุมตั้งแต่ การคัดเลือกวัตถุดิบ การพัฒนาสูตรยางเฉพาะทาง การควบคุมการผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญ การทดสอบคุณภาพด้าน Tensile , Hardness เเละ MDR   เพื่อให้ทุกชิ้นผ่านมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ชลิต อินดัสทรีฯ ยังให้ได้วางแผนลงทุนต่อเนื่องในระยะ 3–5 ปี โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ

  1.  เครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิต: เพิ่มเครื่องจักรระบบดิจิทัลความแม่นยำสูง เพื่อลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่ม repeatability
  2. Data Monitoring และ Process Control: นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน
  3. Upskill บุคลากร: สร้างทีมวิศวกรรุ่นใหม่ ผ่านการฝึกอบรมและการถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร เพราะเทคโนโลยีจะไม่มีความหมายเลย หากคนไม่พร้อม เราจึงลงทุนกับคนควบคู่ไปกับระบบ


ปักหมุด นำอะไหล่ “POP” สู่เวทีโลก

สำหรับเป้าหมายระยะยาว ชวิศ ระบุว่า บริษัทต้องการผลักดันให้ POP เป็นแบรนด์อะไหล่สัญชาติไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และพิสูจน์ให้เห็นว่า SME ไทยก็สามารถผลิตสินค้าคุณภาพระดับโลกได้
“เราเชื่อว่าอะไหล่ไทยสามารถไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด และเรากำลังทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง” 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชลิต อินดัสทรีฯได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลที่สำคัญ อาทิ Thailand Trust Mark (T MARK) ระบบ IATF 16949:2016 ISO9001 และการทดสอบในด้านต่างๆ อาทิ Tensile , Hardness เเละ MDR  พร้อมมีเครือข่ายจัดจำหน่ายครอบคลุมเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และยุโรปตะวันออก

ชวิศ มองว่า การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่ผู้ผลิตสามารถสร้างให้กับลูกค้าได้ ผู้ที่อยู่รอดในระยะยาว ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ขายถูกที่สุด แต่ต้องเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นได้มากที่สุด เพราะลูกค้ายุคใหม่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ”

โดย ชวิศ เชื่อมั่นว่า ชลิต อินดัสทรีฯ มีจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ POP สามารถแข่งขันในตลาดได้ โดยสรุปจุดแข็งไว้ 4 ด้าน ได้แก่ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านชิ้นส่วนยางช่วงล่าง ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง และความยืดหยุ่นในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

การเดินหน้าลงทุนของชลิต อินดัสทรี ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่สะท้อนภาพการปรับตัวของผู้ผลิตไทย ในยุคที่การแข่งขันขับเคลื่อนด้วยมาตรฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้วยมาตรฐาน ระบบ และนวัตกรรม

สำหรับมุมมองของผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างนายชวิศ นี่ไม่ใช่แค่การพัฒนาแบรนด์ POP แต่คือการพิสูจน์ศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก
 
ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.chalitindustry.com โทรศัพท์ 02-802-6400

รองปลัด วธ. เปิดนิทรรศการงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 กว่า 250 ชุด ณ สยามพารากอน

รองปลัด วธ. เปิดนิทรรศการงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 กว่า 250 ชุด ณ สยามพารากอน

รองปลัด วธ. เปิดนิทรรศการงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 กว่า 250 ชุด ณ สยามพารากอน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.17 น.

นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 และพิธีมอบประกาศเกียรติคุณการประกวด The 7th Next Big Silk Designer Contest 2026 โดยมี นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ  ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นิสิต นักศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ NEX Hall 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ในโอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบประกาศเกียรติคุณรางวัล The 7th Next Silk Designer Contest 2026 โดยภายในงานมีการแสดงทางวัฒนธรรม แฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหมที่เข้ารอบจากการประกวด จำนวน 30 ชุด นิทรรศการชุดผ้าไหม โดยนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ที่ออกแบบให้แก่คณะทูตานุทูต กงสุลใหญ่ และกงสุลกิตติมศักดิ์จากประเทศต่าง ๆ จำนวน 90 ประเทศ ตลอด 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 – 14 มิถุนายน 2569 ณ Nex Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

นางโชติกา กล่าวว่า งานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 และการจัดการประกวด “The 7th Next Big Silk Designer Contest 2026” ครั้งนี้ จัดขึ้นด้วยความร่วมมือของกระทรวงวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเผยแพร่คุณค่าและความงดงามของ “ผ้าไหมไทย” อันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของชาติ ซึ่งสะท้อนถึงอัตลักษณ์ วิถีชีวิต ความประณีตงดงาม และภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นทุนทางวัฒนธรรมสำคัญที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ สอดคล้องกับนโยบายของ วธ. มุ่งให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อีกทั้ง ในปี 2569 นี้ เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนผลักดัน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการอนุรักษ์ รักษา และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ

นางโชติกา กล่าวอีกว่า การจัดงาน มหกรรมผ้าไหม “ไหมไทยสู่เส้นทางโลก” ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ผ่านพลังของวัฒนธรรม ศิลปะ และการทูตเชิงวัฒนธรรม โดยในปีนี้ได้มีการนำผ้าไหมไทยมาผสมผสานกับอัตลักษณ์การแต่งกายของนานาประเทศ สะท้อนศักยภาพของผ้าไหมไทยในฐานะวัสดุอันทรงคุณค่าแห่งอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก ที่ยังคงรักษารากเหง้าและภูมิปัญญาของความเป็นไทยไว้อย่างสง่างาม นอกจากนี้ การประกวด “The 7th Next Big Silk Designer Contest 2026”  เป็นการเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้แก่นักออกแบบรุ่นใหม่ที่เป็นเยาวชนด้านแฟชั่นของไทยได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดผ้าไหมไทยสู่การออกแบบร่วมสมัย อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาทุนวัฒนธรรมไทยให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์และตลาดโลกในอนาคต

“ขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ผู้สนับสนุน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้ ยกระดับคุณค่า และเพิ่มโอกาสของผ้าไหมไทยสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ และขอเชิญชวนทุกท่านเข้าชมผลงานของนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้ตลอดทั้ง 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 – 14 มิถุนายน 2569 ณ Nex Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมและเป็นแรงผลักดันให้แก่เยาวชนของไทย ร่วมสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนภูมิปัญญาผ้าไหมไทย สู่อนาคตแฟชั่นโลก” รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

เตือนผู้สูงอายุ !! ควรตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและบาดเจ็บรุนแรง

เตือนผู้สูงอายุ !! ควรตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและบาดเจ็บรุนแรง

เตือนผู้สูงอายุ !! ควรตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและบาดเจ็บรุนแรง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและไม่ควรมองข้าม คือ ภาวะการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่การหกล้ม การบาดเจ็บรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า สาเหตุของการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

ความเสื่อมตามวัย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเสื่อม ระบบประสาทเสื่อม ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน

โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท การมองเห็นบกพร่อง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น พื้นลื่น แสงสว่างไม่เพียงพอ

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว มักมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย คือ เวียนศีรษะ รู้สึกโคลงเคลงเดินเซ หรือเดินไม่มั่นคง ทรงตัวลำบาก มีอาการหน้ามืดฉับพลัน มีอาการขาอ่อนแรง หรือรู้สึกชาปลายมือปลายเท้า อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่หากเกิดซ้ำหรือรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

ความเสี่ยงหากการทรงตัวไม่ดีและเกิดการหกล้ม

การหกล้มในผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย แต่สามารถนำไปสู่ผลกระทบรุนแรง เช่น การหกล้มและการบาดเจ็บ โดยเฉพาะกระดูกหัก เช่น กระดูกสะโพก ซึ่งอาจต้องผ่าตัดและพักฟื้นเป็นเวลานาน การบาดเจ็บทางสมอง จากการกระแทกศีรษะ ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะโรคเฉพาะกลุ่มที่สัมพันธ์กับการทรงตัว โรคระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคกระดูกและข้อ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว

ปัจจุบันสามารถตรวจประเมินภาวะการทรงตัวในผู้สูงอายุได้ล่วงหน้า ด้วยโปรแกรมประเมินการทรงตัวเฉพาะทาง เช่น โปรแกรม equio ซึ่งช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการหกล้มได้อย่างเป็นระบบ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและฟื้นฟูได้ตรงจุดมากขึ้น

หากผลการประเมินพบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงหกล้มง่าย หรือมีการทรงตัวที่ไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาใช้ เทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์กายภาพบำบัด C-Mill หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริงบนพื้นฐานการเล่นเกมส์ เช่น การเดินในสถานที่ต่าง ๆ การหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดิน เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์จริง

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยฝึกการทรงตัว การก้าวเดิน และการตอบสนองของร่างกายอย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงการหกล้มในชีวิตประจำวัน

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางเทคโนโลยี และ โครงสร้างของกฏกติกาโลกเข้าสู่ “การแบ่งโครงสร้างอำนาจหลายขั้ว” ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่ต้องบริหารจัดการองค์กรให้สามารถฝ่าคลื่นของการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ข้อมูลจาก ภูกิจ ดิศธรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI-Data Driven Technology และ AI Transformation and Solution  ระบุว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น SMEs ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารต้นทุนให้ต่ำ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ลดลง และ การแข่งขันที่สูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร ทั้งเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และ ศักยภาพในการทำงาน ไปพร้อมๆ กับ การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าใครเป็นกลุ่มลูกค้าและพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

SMEs มีทรัพยากรที่จำกัด เราต้องแม่นว่าใครเป็นลูกค้าของเรา และ เราต้องพัฒนาสินค้าและบริการอะไรที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย “ต้นทุนต่ำ และ กลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ” เป็นทางรอดของ SMEs ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

AI เครื่องมือบริหารจัดการต้นทุนให้ SMEs ไทย

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 3.31 ล้านราย เพิ่มขึ้น 54,457 ราย เมื่อเทียบกับปี 2567 มีการจ้างงาน จำนวน 13.65 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 69.12% ของการจ้างงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจำนวน 228,421 คน เทียบกับปี 2567 โดยธุรกิจกระจายตัวอยู่ในภาคธุรกิจการค้า บริการ และ การผลิต ถือว่า เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2568 SMEs มีมูลค่ารวม 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (GDP) และ มีอัตราการขยายตัวที่ 2.4% เมื่อเทียบกับปี 2567

ในขณะที่ SMEs เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งเรื่องของการจ้างงาน และ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่ธุรกิจ SMEs ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงบริบทของการทำงาน ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs หลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาในการบริหารจัดการองค์กรให้ก้าวข้ามกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

จากรายงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า อัตราการเลิกกิจการของ SMEs คิดเป็นสัดส่วน 27% ของการจัดตั้งธุรกิจใหม่  อาทิ ในเดือนมีนาคม 2569 มีการตั้งธุรกิจใหม่ 7,588 ราย แต่จะมีการเลิกกิจการ 2,000 กว่าราย ในขณะที่มีกิจการ SMEs เลิกกิจการเฉลี่ย 20,000-23,000 รายต่อปี โดยมีอัตราการเลิกกิจการของ SMEs เพิ่มขึ้น 7% ต่อ ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ทั้งปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ปัญหาด้านการดำเนินธุรกิจ และ ปัญหาด้านการขายและการตลาด

ในปี 2569 ธุรกิจเผชิญกับวิกฤตที่ซ้ำซ้อนกันหลายวิกฤต ทั้งวิกฤตที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ต้นทุนภาคการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และ วิกฤตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ถดถอยลง

เมื่อกำลังซื้อถดถอย สิ่งที่ธุรกิจ SMEs ต้องเร่งจัดการคือ “การบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุด” เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจท่ามกลางวิกฤต “กระแสเงินสดสำคัญที่สุด” (Cash is King) ปัจจุบันเทคโนโลยีเอไอ ได้เข้ามามีบทบาทช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับลดต้นทุนในการดำเนินงานได้ ในฐานะที่ เรียล สมาร์ท ทำธุรกิจ ด้าน AI Transformation และ AI Solution พบว่า ปัจจุบัน AI มีการพัฒนาให้สามารถทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของภาคธุรกิจได้ โดยเฉพาะการทำงานซ้ำๆ หรือ การทำงานประจำที่มีขั้นตอนและกระบวนการทำงานที่ชัดเจน (Routine Work)  เช่น งานด้านการบันทึกรายงานลูกค้า งานบัญชีพื้นฐาน งานเช็คคลังสินค้า รวมไปถึงการจัดการเอกสารต่างๆ ภายใต้การออกแบบที่เหมาะกับการทำงานของแต่ละธุรกิจ เป็นการนำเอไอ มาใช้ในการปรับเปลี่ยน (Transform) ธุรกิจ ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะนำเอไอ มาใช้ในการปรับโครงสร้างองค์กร ลดต้นทุนในการทำงาน โดยใช้ทีมงานเท่าเดิม แต่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เพิ่มขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง

ปัจจุบันมีนวัตกรรมเอไอ ที่ถูกพัฒนาใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ ต้นทุนในการเข้าถึงนวัตกรรมเอไอ ก็ถูกลง จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะนำเอไอ มาใช้ ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดต้นทุนในการดำเนินงาน ท่ามกลางวิกฤต และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

“ข้อมูล” สร้างโอกาสที่ “แม่นยำ” ในการจับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

นอกจากการบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุดแล้ว “ความแม่นยำ” ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า การหว่านหาลูกค้าทั่วไปไม่ใช่การทำการตลาดที่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน และ การเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูง (Red Ocean) ก็ไม่ใช้ทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีทรัพยากรที่จำกัด การเลือกลูกค้าที่ใช่ และ ผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ ด้วยข้อมูล(Big Data) จึงเป็นหัวใจสำคัญ

SMEs ต้องรู้ว่าใครเป็นลูกค้า และ สร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแม่นยำ จะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถที่จะก้าวข้ามคลื่นของการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาได้ ทั้งนี้ SMEs ต้องรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร และ ใครเป็นลูกค้า แล้วพัฒนาสินค้าและบริการแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ เป็นการสร้างน่านน้ำใหม่ให้กับตัวเอง (Blue Ocean) โดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ในการวิเคราะห์หากลุ่มลูกค้าเป้าหมายและพัฒนาสินค้าและบริการ ซึ่งเทคโนโลยีเอไอ ในปัจจุบันเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้ามาช่วยผู้ประกอบการ SMEs ในการสร้างน่านน้ำใหม่ของตัวเองได้

จากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเอไอ เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงาน ทำให้ SMEs ไทย สามารถที่จะปรับโครงสร้างการบริหารจัดการให้มี ต้นทุนที่ถูกลง และ นำข้อมูลมาใช้ในการหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แม่นยำ เหมือน SMEs ที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ อย่าง ประเทศเอสโตเนีย เกาหลีใต้ จีน ที่มี SMEs จำนวนมาก และ ประสบความสำเร็จ จากการนำเทคโนโลยี และ ข้อมูลมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถก้าวข้ามคลื่นของการเปลี่ยนแปลง

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ที่ดี คือแรงผลักดันที่ทำให้คนเรามีความสุขและความมั่นคงทางอารมณ์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ การสื่อสารผิดพลาด หรือพฤติกรรมที่บั่นทอนกันอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็น Toxic Relationship หรือ “ความสัมพันธ์เป็นพิษ” ที่ค่อยๆ กัดกร่อนหัวใจและสุขภาพจิตโดยไม่รู้ตัว

นพ. ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ความล้มเหลวในการสื่อสารคือรากเหตุสำคัญของปัญหาความสัมพันธ์ โดยเฉพาะคำพูด สีหน้า ท่าทาง หรือเจตนาแฝงที่ทำให้ผู้รับสารรู้สึกถูกกดทับหรือด้อยคุณค่า ปัจจุบันผู้คนมัก “พูดมากกว่าฟัง” ส่งผลให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนสะสมจนกลายเป็นความขัดแย้งเรื้อรัง คำพูดเชิงลบที่ได้รับซ้ำๆ อาจทำให้ผู้ฟังตั้งคำถามกับคุณค่าของตนเอง และเสี่ยงต่อภาวะ Gaslighting เมื่อการบั่นทอนเกิดขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างความคิดเชิงลบจะฝังลึก มองโลกในแง่ดีได้ยาก และอาจลุกลามไปสู่ความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าในที่สุด

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมักเริ่มจากสัญญาณเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม เช่น ความรู้สึกอึดอัด เหนื่อยใจ อารมณ์แปรปรวนผิดปกติ หรือมีอาการทางกายทันทีเมื่อพบเจออีกฝ่าย หากปล่อยให้เหตุการณ์ลบเกิดขึ้นซ้ำๆ จนมีอิทธิพลเหนือกว่าด้านดี ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตในระยะยาว แม้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่นได้เสมอไป แต่สามารถปรับวิธีมองและปกป้องใจตัวเองได้

 เมื่อเปรียบเทียบการรับมือความสัมพันธ์พิษร้ายกับการใช้ “กล้องถ่ายรูป”  จะมีลักษณะดังนี้ 1. เลนส์ที่ใช้มอง เปลี่ยนมุมมองต่อคนที่ทำร้ายใจ มองเขาเป็น “ครูสอนอารมณ์” ช่วยให้ตั้งสติและจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้นเมื่อเผชิญหน้า 2. ฟิลเตอร์ที่ใช้กรอง เลือกรับเฉพาะสาระสำคัญของคำพูด ไม่แบกรับอารมณ์ด้านลบที่อีกฝ่ายโยนมา เพื่อลดผลกระทบต่อจิตใจ 3. เกราะป้องกันภายใน สร้างคุณค่าในตัวเอง (Self-worth) ให้มั่นคง เมื่อแกนกลางแข็งแรง ปัจจัยภายนอกก็ยากจะทำให้ใจสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารอย่างมีคุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้ง ซึ่งทำได้ด้วย 3 หลักง่ายๆ ได้แก่ 1.ฟังอย่างตั้งใจ คิดก่อนพูด และมีเจตนาเชิงบวก การสื่อสารเชิงบวกช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกได้รับการเข้าใจ ลดการปะทะทางอารมณ์ และป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปสู่ความเป็นพิษ 2..การตั้งขอบเขตที่เหมาะสม 3.การยอมรับความจริงของความสัมพันธ์ และการรู้ว่าเมื่อใดควรถอยออกมา เป็นทักษะสำคัญในการดูแลใจตนเอง

เพราะสุขภาพจิตที่ดีคือรากฐานของคุณภาพชีวิต การหมั่นฟังเสียงหัวใจและใส่ใจตัวเอง คือวิธีที่ช่วยให้เราห่างไกลความสัมพันธ์พิษร้ายและก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

คุณแหน: 10 มิถุนายน 2569

คุณแหน: 10 มิถุนายน 2569

คุณแหน: 10 มิถุนายน 2569

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ให้การต้อนรับคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รุ่นที่ 9 ดีป้า ซึ่งมาศึกษาดูงานในพื้นที่ จ.ยะลา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาเมืองและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับท้องถิ่น..
  • สภาเภสัชกรรม ร่วมกับ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ แผนงานพลังวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยไร้ยาสูบ ลงนาม MOU เพื่อเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลแพลตฟอร์มบริการเลิกบุหรี่และแพลตฟอร์มบูรณาการบริการเลิกนิโคติน มุ่งพัฒนาศูนย์กลางฐานข้อมูลบริการเลิกนิโคตินระดับประเทศในระบบเดียวกัน โดยมี ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช, ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช และ ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ร่วมลงนาม..
  • นราพัฒน์ แก้วทอง ขอเรียนเชิญผู้มีเกียรติและเคารพนับถือร่วมเป็นเกียรติในพิธีพระราชทานเพลิงศพ คุณแม่อัจฉราภรณ์ แก้วทอง 14 มิ.ย. เวลา 16.00 น. ณ เมรุ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน..
  • ศ.ดร.สัญญา มิตรเอม คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ลงนาม MOU ร่วมมือทางวิชาการกับ บมจ.เรียล สมาร์ท โดย ภูกิจ ดิศธรานนท์ เพื่อต่อยอดในการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและบุคลากรด้านเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล..
  • พันธ์ภิรมย์-พันธ์พิไล ใบหยก พร้อมคณะผู้เคยถวายงานวังเลอดิส อาทิ พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป, ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร และภัทธิรา หาญสกุล พร้อมใจกันไปอวยพรวันเกิด คุณหญิงจงรักษ์ สังข์ประสิทธิ์ คุณข้าหลวงในสมเด็จฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ ในวาระวันคล้ายวันเกิดครบ 88 ปี..
  • ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สุดปลื้มที่ได้รับเชิญไปบรรยายในการประชุมนานาชาติ Bhutan-Thai International Congress on Lifestyle Medicine and Wellness ที่ภูฎาน ซึ่งงานนี้สมเด็จพระพันปีหลวงของราชวงศ์ภูฎานได้ทรงเสด็จมาเปิดงานและบรรยายเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะของประเทศภูฏานที่เน้น Gross National Happiness นอกจากนี้ยังได้ทรงพระกรุณาประทานเลี้ยงน้ำชาและประทับให้คณะวิทยากรได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด..
  • สุภาพ กตัญญู วันเกิดปีนี้หวานใจพร้อมลูกชาย ประเสริฐ-สุทธิพัณ กตัญญู จัดทำบุญเลี้ยงพระที่บ้าน พร้อมฉลองกับครอบครัวและพี่น้องอย่างอบอุ่น..
  • แม้งานยุ่งแต่ สันทวัฒน์ สินาเจริญ ยังจัดสรรเวลาไปงานแสดงสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสุขภาพ International Health Industry Expo China 2026 ณ นครกวางโจว..
  • ช่วงหยุดยาว สุขสันต์ อัครวงศธร นำทีมสมาชิกแก๊งไปไหนไปด้วย มี พัทณี พิทักษ์อรรณพ, วรวิทย์ เอื้ออนุกูลพงษ์, มนัสชนก ลิ้มจำรูญ และ นิตย์ พัฒนพงษ์ ไปใกล้ชิดธรรมชาติ สูดอาการบริสุทธิ์ที่ญี่ปุ่นทั้งเส้นทาง ทาเตยามะ คุโรเบะ อัลไพน์รูทและ กำแพงหิมะ, คามิโคจิ, โทยามะ, ทาคายามะ และนาโกยา..
  • มิตรสหายเสียใจกับครอบครัว ฉัตรสุริยะอาภา ที่สูญเสีย ประชิต ฉัตรสุริยะอาภา..
  • ใครชอบ บ๊ะจ่างรสเลิศ ตำรับกวางตุ้งของภัตตาคารอาหารจีนชื่อดัง “เซียงปิงเหลา” รร.แกรนด์ ไชน่า กรุงเทพ ซึ่งคงความอร่อยด้วยสูตรลับที่สืบทอดมายาวนานมากว่า 34 ปี ที่บรรจงปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี เครื่องแน่นเต็มลูกทั้งไส้รสหวานและรสคาว จึงให้รสชาติที่กลมกล่อมเข้าเนื้อ หอมกรุ่น สั่งได้ที่ 02-224-9977 ต่อ 338 หรือ Line: @grandchinahotel..

น้องใหม่