ไฟลุกทั้งไอจี! ก้อย รัชวิน แชะภาพฉลองวัย 42 หุ่นแซ่บจนโฟกัสไม่ถูก

ไฟลุกทั้งไอจี! ก้อย รัชวิน แชะภาพฉลองวัย 42 หุ่นแซ่บจนโฟกัสไม่ถูก

ไฟลุกทั้งไอจี! ก้อย รัชวิน แชะภาพฉลองวัย 42 หุ่นแซ่บจนโฟกัสไม่ถูก

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

18 มกราคม 2569 ทำเอาอินสตาแกรมแทบลุกเป็นไฟ เมื่อคุณแม่ลูกสองคนสวย “ก้อย รัชวิน” ออกมาโพสต์ภาพสุดเซ็กซี่ ฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 42 ปี ด้วยการถอดเสื้อถ่ายภาพในคอนเซ็ปท์เรียบเท่ แต่แฝงไปด้วยพลังความมั่นใจ อวดหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มที่เกิดจากการดูแลตัวเองอย่างมีวินัย จนเพื่อนพ้องในวงการและแฟน ๆ แห่เข้ามาคอมเมนต์กันสนั่น

โดยก้อยได้เผยความรู้สึกผ่านแคปชั่น ระบุว่า Today I celebrate the woman I’ve become and the even better woman I am yet to be. CHEERS TO 42!

แต่ก่อนเวลาใครถามอายุ ไม่ค่อยอยากจะบอก แต่ตอนนี้พูดได้แบบโคตรภูมิใจเลยว่า 42 แล้ว เพราะสุดท้าย ตัวเลขไม่ได้เป็นตัววัดมาตรฐานชีวิตเรา แต่ “ร่างกาย” ของเราต่างหาก ที่จะเป็นตัวบอกว่า เรารักตัวเองมากแค่ไหน เราออกกำลังกาย กินอาหารดี ดูแลจิตใจดีพอรึเปล่า? เพราะร่างกาย คือ “บ้าน” หลังเดียวที่เราต้องอาศัยอยู่ไปตลอดชีวิต … ขอบคุณตัวเองที่ดูแลบ้านหลังนี้อย่างดี และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ช้าแต่ชัวร์ ไม่มีทางลัด มีแต่ความพยายาม

ปกติจะจบว่า #ก้อยไม่เก่งแต่ก้อยไม่หยุด แต่วันเกิดปีนี้ขอชมตัวเองนิดนึง55 ก้อยเธอเก่งมาก! ไปต่อนะ!

แม่ลูกสวยแพ็กคู่! นนนี่ ลูกสาว แอน สิเรียม เข้าพิธีวิวาห์สุดอบอุ่น

แม่ลูกสวยแพ็กคู่! นนนี่ ลูกสาว แอน สิเรียม เข้าพิธีวิวาห์สุดอบอุ่น

แม่ลูกสวยแพ็กคู่! นนนี่ ลูกสาว แอน สิเรียม เข้าพิธีวิวาห์สุดอบอุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

เข้าสู่ประตูวิวาห์อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ “นนนี่ นนลนีย์” ลูกสาวคนสวยของนักแสดงรุ่นใหญ่ “แอน สิเรียม” ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ได้จับมือแฟนหนุ่มนอกวงการเข้าพิธีมงคลสมรส ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกและอบอวลไปด้วยความรัก ณ Sol House Bangkok

ภายในงาน เจ้าสาวนนนี่ปรากฏตัวในชุดแต่งงานสีขาวผ่อง สวยสง่า พร้อมเพิ่มกิมมิกความเซ็กซี่เบาๆ ด้วยดีไซน์ซีทรูแหวกอกอย่างมีสไตล์ ขณะที่เจ้าบ่าวมาในลุคเรียบหรูด้วยสูทสีครีมเข้ม ดูสุภาพและอบอุ่น เข้ากันอย่างลงตัว

ด้านคุณแม่ แอน สิเรียม ก็สวยโดดเด่นไม่แพ้ลูกสาว มาในเดรสยาวสีฟ้าอ่อน เรียบหรู ดูอ่อนหวาน สร้างความประทับใจให้แขกที่มาร่วมงานไม่น้อย

นอกจากนี้ยังมีคนในวงการบันเทิงเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง ท่ามกลางคอมเมนต์ร่วมแสดงความยินดีจากแฟนๆ และคนในวงการอย่างล้นหลาม

‘โอ๊ค-เอม’เยี่ยม’ทักษิณ’ บอก’พ่อ’พร้อมทำตามระเบียบ หวังพักโทษ พ.ค.นี้

'โอ๊ค-เอม'เยี่ยม'ทักษิณ' บอก'พ่อ'พร้อมทำตามระเบียบ หวังพักโทษ พ.ค.นี้

‘โอ๊ค-เอม’เยี่ยม’ทักษิณ’ บอก’พ่อ’พร้อมทำตามระเบียบ หวังพักโทษ พ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

“โอ๊ค-เอม”เยี่ยม”ทักษิณ” บอก”พ่อ”พร้อมทำตามระเบียบคุมขังให้ครบกำหนด เพื่อพิจารณาพักโทษ พ.ค.นี้ ด้าน”ทนายวิญญัติ”ระบุ”ทักษิณ”แสดงความประสงค์ขอพักโทษทั่วไป เหตุเข้าเงื่อนไขอายุเกิน 70 ปี และคุมขังครบ 8 เดือน ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ ย้ำชัดไม่เคยล้วงลูกอำนาจข้าราชการกรมราชทัณฑ์เพื่อขอใช้สิทธิเหนือผู้ต้องขังทั่วไป ส่วนสถานที่คุมประพฤติหลังพักโทษยังคงเป็น”บ้านจันทร์ส่องหล้า” แย้มมั่นใจคดี 112 ไม่เป็นผลกระทบต่อการพักโทษ

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร ระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 33 ภายหลังถูกคุมขังครบ 4 เดือน เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา

การเข้าเยี่ยมครั้งนี้มี นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือ ติ๊ก ภรรยาของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ เอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ พร้อมด้วย นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ หรือ พงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา บุตรเขยนายทักษิณ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ โดยเดินทางมาพร้อมกับ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน และกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงที่มาปักหลักรอให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าเรือนจำฯ

ทั้งนี้ ภายหลังครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำฯ ประมาณ 1 ชั่วโมง น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร ได้ออกมาเปิดเผยว่า การพูดคุยกับคุณพ่อวันนี้เป็นไปด้วยดี คุณพ่อมีการปรับตัว เนื่องด้วยก็อยู่ด้านในมา 4 เดือนกว่าแล้ว ส่วนกรณีที่ในเดือน พ.ค.นี้ มีรายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ ว่านายทักษิณอาจได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไป น.ส.พินทองทา ระบุว่า ตนได้คุยกับคุณพ่อในเรื่องนี้ คุณพ่อก็บอกเพียงว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องตามกติกาเลย จะได้จบถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยคุณพ่ออายุเกิน 70 ปีแล้ว ท่านก็ควรได้สิทธิพิจารณาในส่วนนี้ตามระเบียบ

ด้าน ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี เผยว่า กรณีที่มีข่าวว่านายทักษิณจะได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไปตรงกับช่วงเดือน พ.ค.นี้ ตนเชื่อว่ามันเป็นกรอบระยะเวลาที่เป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขังก็เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่เมื่อคำนวณหรือนับแล้ว การคุมขังของท่านทักษิณ จะครบ 8 เดือน ในวันที่ 8 พ.ค.69 และการคุมขังครบ 8 เดือน ก็จะอยู่ในเกณฑ์ตามระเบียบและข้อหมายของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว ที่หากคุมขังมาแล้ว 2 ใน 3 และเหลือโทษจำคุกเพียง 1 ใน 3 ดังนั้น 2 ใน 3 มีเกณฑ์อย่างไร ทางกรมราชทัณฑ์ โดยเรือนจำก็จะมีการสำรวจผู้ต้องขัง ซึ่งท่านทักษิณ ก็เป็น 1 ในจำนวนที่จะถูกสำรวจว่าเข้าเกณฑ์พักโทษ และเมื่อเป็นไปตามนี้ เรือนจำฯ ก็จะสอบถามผู้ต้องขังว่าอยากใช้สิทธิพักโทษหรือไม่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากใช้สิทธิพักโทษ แต่ในกรณีของท่านทักษิณ เมื่อเรามีสิทธิที่จะใช้สิทธิพักโทษได้ เราก็ต้องแสดงความประสงค์ แสดงความจำนงในการพักโทษ และการพักโทษก็เป็นการปล่อยตัวคุมประพฤติ หมายความว่า การปล่อยตัวคุมประพฤติก็ต้องมีเงื่อนไขการปล่อยตัว เช่น ให้อยู่ในพื้นที่ที่อยู่ในความอุปการะของผู้อุปการะ อาทิ เป็นบ้านเรือนที่ใด ภูมิลำเนาที่ใด หากจะออกนอกพื้นที่ก็ต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่ เป็นต้น หรืออาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากนี้ก็เป็นได้ ฉะนั้น ตนจึงเชื่อว่ากรณีที่สื่อมวลชนสอบถามว่าจะมีการพักโทษท่านทักษิณในเดือน พ.ค.จริงหรือไม่ ตนก็เชื่อว่าน่าจะมี ถ้าเป็นไปตามกฎหมาย และตนก็เชื่อว่าท่านควรได้รับสิทธินี้

ทนายวิญญัติ เผยต่อว่า ส่วนจะต้องมีการทำเรื่องขอพักโทษ หรือเรือนจำเป็นผู้ดำเนินการสำรวจนั้น ปกติแล้วเรือนจำฯ จะเป็นผู้สำรวจเพราะมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดี ฐานข้อมูลนี้ก็ต้องมีการตรวจสอบจากหลายฝ่าย เมื่อสำรวจแล้วก็ต้องมีการถามไปยังผู้ต้องขัง และถ้าผู้ต้องขังแสดงความจำนงแล้ว ก็จึงจะมีการเอาคุณสมบัติเหล่านี้ของผู้ต้องขังเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพักการลงโทษต่อไป ซึ่งกรณีคุมขังมาแล้ว 8 เดือนแล้วได้พักโทษ ก็จะต่างจากการคุมขังมาแล้ว 6 เดือนแล้วได้พักโทษ ตรงที่จะไม่ต้องมีการประเมินเรื่องของคะแนน หรือการประเมินการเจ็บป่วย การช่วยเหลือตัวเอง ว่าได้หรือไม่ได้ เพราะการคุมขังมาแล้ว 8 เดือน และได้พักโทษก็เป็นไปตามกฎหมาย และท่านทักษิณก็อายุ 70 กว่าปีแล้ว มันก็ควรเป็นเช่นนั้น

“มันเป็นสิทธิของผู้ต้องขัง ท่านไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์เหนือใคร หรือไปบีบราชการให้สิทธิท่าน ส่วนสถานที่คุมประพฤติจะเป็นบ้านจันทร์สองหล้า ดังเดิมหรือไม่นั้น กระบวนการนี้จะต้องดูว่าบุคคลใดจะเป็นผู้อุปการะ โดยถ้าหากผู้อุปการะมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด สถานที่คุมประพฤติก็จะต้องเป็นที่แห่งนั้น ซึ่งครั้งที่แล้วในช่วงที่ท่านทักษิณไปนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ สถานที่คุมความประพฤติก็เป็นบ้านของท่านในปัจจุบัน คาดว่าครั้งต่อไปคงจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่ามีความสะดวก ส่วนกรณีที่คนเสื้อแดงยังคงรอคอยการกลับมาของท่านทักษิณ หลังทราบว่าจะได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้ เรื่องนี้ท่านทราบและท่านก็ดีใจ ก็เหมือนผู้ต้องขังทุกคนที่นั่งนับวันนับคืน แต่อย่างที่บอกว่ากำลังใจของท่านดี และยังมีกำลังใจจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนที่เป็นห่วงเป็นใยท่าน ไม่ใช่เพียงคนเสื้อแดง แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปที่ได้ติดตามข่าวสารของท่าน ก็เป็นกำลังใจสำคัญให้ท่านอย่างมาก ท่านก็อยู่ได้และปรับตัวได้ สุขภาพก็พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในหลายวันมานี้ ท่านก็รับทราบและได้ฝากแสดงความเสียใจมาด้วย” ทนายวิญญัติ ระบุ

ทนายวิญญัติ เผยด้วยว่า ส่วนความคืบหน้าคดีมาตรา 112 ที่ท่านทักษิณถูกอัยการสูงสุดคนปัจจุบันมีคำสั่งอุทธรณ์ให้ฟ้องนั้น หากย้อนไปช่วงก่อนปีใหม่ 2569 ราว 26 ธ.ค.2568 ตนได้ยื่นหนังสือไปยังอัยการสูงสุด และเชื่อว่าคงมีการมอบหมายอัยการที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องเป็นคนตอบหนังสือของตน ซึ่งถ้าไม่มีการตอบ ตนก็คงยื่นทวงถามอีกครั้ง ซึ่งการยื่นที่ผ่านมานี้เรายื่นเพื่อขอความเป็นธรรม และมันเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นการใช้อำนาจด้วยดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล และมันก็เคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้ว ดังนั้น การจะดำเนินการต่อไปนั้น แม้อัยการยื่นอุทธรณ์แล้ว และศาลมีหมายสำเนาอุทธรณ์มาให้ท่านทราบในเรือนจำฯ และตนก็อยู่ระหว่างการที่จะยกร่างประชุม เพื่อแก้อุทธรณ์ เราก็พยายามทำให้อยู่ในกรอบเวลา แต่ถ้าไม่ทันก็ขอขยายเวลาได้ ส่วนเรื่องที่ตนได้ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ตนก็อยากให้ท่านได้พิจารณาว่าการใช้อำนาจของท่านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะตอนนั้นท่านก็เป็นรองอัยการสูงสุดและยังนั่งเป็นประธานคณะทำงานพิจารณาคดีมาตรา 112 แสดงว่าเรื่องเหล่านี้มีกฎหมายแต่งตั้งขึ้น ก็ต้องเคารพกติกาและมติในที่ประชุมหรือไม่ แม้ท่านจะอ้างว่าไม่ได้ร่วมลงมติก็ตาม แต่ตนเชื่อว่าความเห็นของแต่ละคนที่ลงมติไว้ ตนจะขอคัดมาเพื่อนำเสนอต่อศาลให้ได้พิจารณาด้วย และตนจะขอใช้สิทธิทุกประการในการขอคัดเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อถามว่า การอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ของอัยการสูงสุดต่อคดีของนายทักษิณ จะมีผลต่อการได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้หรือไม่ เพราะมีข้อกังวลว่าอาจมีการขออายัดตัวต่อเนื่องนั้น ทนายวิญญัติ เผยว่า ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันว่าท่านทักษิณ ต่อสู้คดีนี้ตามข้อกล่าวหา และศาลก็ได้ยกฟ้องว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิด ดังนั้น กลับกันหากท่านถูกพิพากษาว่ามีความผิด จะถูกโทษจำคุกอย่างไรก็ตามแล้วปล่อยชั่วคราว แบบนี้อาจจะมีการขออายัดหรือขอออกหมายขังต่อได้ ด้วยการอ้างว่าอาจมีเหตุเพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ก็อาจมีหลักเกณฑ์ที่บางคนจะยกขึ้นมา แต่กรณีของท่านทักษิณ ท่านเป็นคนผู้บริสุทธิ์เพราะศาลยกฟ้องไปแล้ว แม้มีการอุทธรณ์โดยอัยการสูงสุดก็เป็นแค่กระบวนการอุทธรณ์ และท่านทักษิณก็ไม่ต้องถูกอายัดตัวหรือไปยื่นขอประกันตัวอีกแล้ว ตนเชื่อว่ากระบวนการนี้เป็นหมายของศาล หรือหมายเขียว ดังนั้น ถ้าไม่มีหมายเขียวจากศาล จะอายัดตัวท่านด้วยเรื่องอะไร สรุปว่า ตนเห็นว่าไม่น่ามีผลกระทบต่อการพักโทษของท่าน

– 006

‘ชวน’แอ่วเหนือช่วย‘ต๊ะ นารากร’หาเสียง เจอ‘หนุ่มอกหัก’ ขอตัดใจ ชวนมาช่วยหาเสียง

‘ชวน’แอ่วเหนือช่วย‘ต๊ะ นารากร’หาเสียง เจอ‘หนุ่มอกหัก’ ขอตัดใจ ชวนมาช่วยหาเสียง

‘ชวน’แอ่วเหนือช่วย‘ต๊ะ นารากร’หาเสียง เจอ‘หนุ่มอกหัก’ ขอตัดใจ ชวนมาช่วยหาเสียง

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

‘ชวน’แอ่วเหนือช่วย‘ต๊ะ นารากร’หาเสียง เจอ‘หนุ่มอกหัก’มาเที่ยวเชียงใหม่ ขอตัดใจมาช่วยหาเสียง

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2569 นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ภาคเหนือ เริ่มต้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำปาง และตาก เพื่อช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคหาเสียง  

โดยที่จ.เชียงใหม่ นายชวน ลงพื้นที่ ตลาดต้นพยอม ช่วย “ต๊ะ น.ส.นารากร ติยายน ผู้สมัคร สส.เขต 1 เบอร์ 7 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาขอถ่ายรูปด้วยตลอด ทั้งนี้นายชวนและคณะขึ้นรถแห่รอบเมืองและปราศรัยย่อยตามจุดต่างๆ โดยเน้นย้ำถึงประสบการณ์ สส.17 สมัยที่ ไม่เคยซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว ซึ่งการซื้อเสียงคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจการเมืองที่สุดท้ายนักการเมืองต้องไปถอนทุนคืนผ่านการทุจริตคอร์รัปชั่น บางคนมีเงินมาซื้อ สส.คนละ 40 ล้านบาท แล้วคนเหล่านี้ก็มาซื้อเสียงจากพี่น้องประชาชนต่อ เป็นธุรกิจการเมือง เราจะยอมให้พฤติกรรมนัการเมืองเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ มีทางเดียวพี่น้องต้องตัดวงจรอุบาศก์นี้ออกไปได้ ด้วยใหการไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงไม่ว่ามาจากพรรคไหนก็ตาม 

“พรรคประชาธิปัตย์อาจไม่ใช่พรรคเดียวที่พูดเรื่องสุจริต ซึ่งเชื่อว่าพรรคอื่นก็มีนโยบายนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าปฏิบัติได้หรือไม่ แต่เราเป็นพรรคที่ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมที่สุด เพื่อพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองโดยไม่โกงกิน”นายชวนกล่าว

นอกจากนั้นนายชวนยังได้ขออู้คำเมืองภาษาใต้ให้กับชาวภาคใต้ที่มาอยู่เชียงใหม่เหนือว่า ขอให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปเป็นหลัก เพราะมีความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่โกง เพราะทุกวันนี้เงินเข้ามาระบาดมาก ทำให้บ้านเมืองมีปัญหา ไปตรงไหนก็ฉ้อ ไปตรงไหนก็โกง เข้าไปก็ถอนทุน ทำให้ประเทศเราพัฒนายาก ดังนั้นขอให้พี่น้องชาวเชียงใหม่และพี่น้องชาวใต้ ช่วยสนับสนุน น.ส.นรากร ด้วย เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนพอที่ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกฯ มีเสียงพอที่จะไปต่อรองในการที่จะทำงานการเมือง เพื่อพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรื่อง ด้วยการไม่โกง ไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชั่น 

“วงจรอุบาศก์จากการซื้อเสียงจากนัการเมือง และลามไปสู่ข้าราชการ นี่คือสิ่งที่เป็นอันตราย ถ้ามองภาพความเป็นจริง กำลังลุกลากไปสู่องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ 8 องค์กร เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนต้องรู้ตระหนัก ไม่เช่นนั้นเราจะเสียท่าให้นักการเมืองที่โกงบ้านโกงเมือง โดยใช้คำซื่อสัตย์ สุจริตเป็นเกราะป้องกันตัว แต่ปฏิบัติไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และอันตรายต่อบ้านเมือง ”นายชวน กล่าว

ทั้งนี้ในระหว่างหาเสียง นายชวนได้พบกับ หนุ่มที่มาเที่ยวเชียงใหม่ เพราะอกหัก เนื่องจากไปกันไม่รอด นายชวนจึงบอกว่า อย่างนั้นต้องตัดใจแล้วมาเดินหาเสียงกันดีกว่า พร้อมฝากคุณพ่อ คุณแม้ให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย และอวยพรให้เป็นเชฟใหญ่ของประเทศ เพราะหนุ่มคนนี้เรียนดุสิตธานี 

นอกจากนั้นยังมีแฟนคลับให้นายชวนเซ็นชื่อลงบนเสื้อแจ็คเก็ตอีกด้วย

หลังจากเสร็จภารกิจที่เชียงใหม่ นายชวนเดินทางต่อไปยัง จ.ลำปาง เพื่อช่วย น.ส.อมลยา เจนตวนิชย์ เขต 1 เบอร์ 7 พร้อมปราศรัยบนรถแห่บริเวณหน้าตลาดออมสิน ก่อนจะปิดท้ายภารกิจช่วงบ่ายที่ จ.ตาก เพื่อสนับสนุน นายวริศ มีไชโย เขต 1 เบอร์ 8 

‘วิชชั่นใหม่’ชูธงนโยบาย’การเงินไร้ดอกเบี้ย’ ลุยหนักหาเสียงโค้งสุดท้าย

'วิชชั่นใหม่'ชูธงนโยบาย'การเงินไร้ดอกเบี้ย' ลุยหนักหาเสียงโค้งสุดท้าย

‘วิชชั่นใหม่’ชูธงนโยบาย’การเงินไร้ดอกเบี้ย’ ลุยหนักหาเสียงโค้งสุดท้าย

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

‘วิชชั่นใหม่’ชูธงนโยบาย’การเงินไร้ดอกเบี้ย’ ลุยหนักหาเสียงโค้งสุดท้าย หวังคะแนนช่วยผลักดันเข้าสภา

เมื่อวันยที่ 19 ม.ค.2569 นายพิเชษฐ์ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวว่า การหาเสียงของพรรคเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารแนวคิดและนโยบายของพรรคได้ครบถ้วนทุกมิติ อย่างไรก็ตาม พรรคไม่เคยปิดบังสถานะของตนเอง และตระหนักดีว่าเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กที่อาจไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

“เรารู้ตัวดีว่าเราไม่ได้มีทรัพยากรเท่าพรรคใหญ่ และไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่การเมืองไม่ควรมีไว้เฉพาะคนที่มีเงิน พรรควิชชั่นใหม่จึงเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าจำเป็นต่อประเทศ หากมีโอกาสได้ร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะในสถานะใด เราจะสนับสนุนและผลักดันนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง” นายพิเชษฐ์กล่าว

หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ SME เป็นระเบิดเวลาที่สะสมมานาน ระบบดอกเบี้ยทบต้นทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ แม้มีความสามารถและความตั้งใจทำมาหากิน พรรคจึงเสนอให้ปฏิรูประบบการเงิน โดยเปิดทางให้มีสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ยตามหลัก “เศรษฐกิจมนุษย์” ซึ่งให้คุณค่ากับศักดิ์ศรีและความสามารถของคน มากกว่าการขูดรีดผลตอบแทนจากความทุกข์

ด้านนายธงรบ ด่านอำไพ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรค อธิบายว่า นโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ยไม่ใช่การแจกเงิน และไม่ใช่การล้มระบบธนาคารเดิม แต่เป็นการเพิ่ม “ทางเลือกทางการเงิน” ให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกระบบดอกเบี้ยผลักออกจากโอกาสทางเศรษฐกิจ

นายธงรบ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการเงินและเคยบริหารสถาบันการเงินอิสลาม ระบุว่า ระบบการเงินไร้ดอกเบี้ยทำงานบนหลักการร่วมลงทุน ไม่ใช่เจ้าหนี้–ลูกหนี้ คนที่ไม่มีเงินแต่มีความรู้ มีแรงงาน และมีความสามารถ สามารถเข้ามาเป็นหุ้นส่วนได้ โดยผลกำไรจะแบ่งปันตามสัดส่วน หากขาดทุนก็ร่วมกันรับความเสี่ยง ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิมที่ความเสี่ยงตกอยู่กับลูกหนี้ฝ่ายเดียว

“นี่คือพื้นฐานทางการเงินที่เป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตย เพราะให้คุณค่าแก่มนุษย์อย่างเท่าเทียม ความสามารถของคนสามารถตีมูลค่าได้ ไม่ใช่วัดกันที่หลักทรัพย์หรือเครดิตเพียงอย่างเดียว เราเชื่อว่านี่คือทางออกระยะยาวของปัญหาความเหลื่อมล้ำ” นายธงรบกล่าว

นายธงรบ ยังกล่าวเสนอแนวทางแก้ปัญหาหนี้ SME ว่า ให้ “แขวนหนี้เก่าไว้ก่อน” โดยไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มเติม จากนั้นนำเงินทุนใหม่ในรูปแบบการร่วมลงทุนเข้าไปฟื้นฟูกิจการ เมื่อธุรกิจกลับมามีกำไรแล้วจึงค่อยนำผลกำไรไปชำระหนี้เดิม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการและรัฐ มากกว่าการปล่อยให้กิจการล้มและกลายเป็นหนี้สูญ

ขณะที่นายสุโท สร้างคำ เลขาธิการพรรค กล่าวว่า พรรคกำลังเร่งปรับยุทธศาสตร์การหาเสียงด้วยการลงพื้นที่อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะเริ่มจากจังหวัดอุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น และขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ เพื่อสื่อสารนโยบายกับประชาชนโดยตรง

นายสุโท กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพื้นที่ภาคใต้ นายพิเชษฐ์ในฐานะหัวหน้าพรรคจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยจะเร่งลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชาชนมีความคุ้นเคยกับแนวคิดการเงินไร้ดอกเบี้ยอยู่แล้ว เนื่องจากสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม และเชื่อว่านโยบายนี้สามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้องของประชาชนในพื้นที่ได้จริง

นายสุโท เปิดเผยอีกว่า สำหรับพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ แกนนำและสมาชิกพรรคทุกคนจะร่วมกันระดมลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสื่อสารแนวคิดและนโยบายกับประชาชนโดยตรง แม้พรรคจะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่จะใช้การทำงานร่วมกันของทีมเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ยอย่างรอบด้าน

“พรรคยอมรับว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคจะมุ่งหวังไปที่คะแนนแบบบัญชีรายชื่อเป็นหลัก โดยหวังว่าประชาชนจะมองเห็นคุณค่าและให้โอกาสพรรควิชชั่นใหม่ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร่วมผลักดันแนวคิดเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและการเงินที่พรรคเสนอไว้” นายสุโทกล่าว

นายสุโทกล่าวอีกว่า แม้จะมีจำนวนที่นั่งไม่มาก แต่การมีตัวแทนของพรรคอยู่ในสภาจะช่วยเปิดพื้นที่การถกเถียงเชิงนโยบาย และสะท้อนเสียงของประชาชนที่ต้องการทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเหลื่อมล้ำของประเทศ โดยเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงจำนวนที่นั่งในสภา แต่คือการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ให้คุณค่ากับมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยืนบนขาของตนเองได้อย่างยั่งยืน
 

‘เจ๋ง ดอกจิก-สุขเสก’ระทึก! ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดี นปช.ก่อการร้าย พรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

'เจ๋ง ดอกจิก-สุขเสก'ระทึก! ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดี นปช.ก่อการร้าย พรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

‘เจ๋ง ดอกจิก-สุขเสก’ระทึก! ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดี นปช.ก่อการร้าย พรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.) เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณา 609 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 คดีแนวร่วม นปช.ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายวีระ หรือ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 ก.พ. – 20 พ.ค.2553 พวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ โดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550

รวมทั้งร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์ เดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย

จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคน อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย

ต่อมาวันที่ 9 ม.ค.2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วน นายสุขเสก หรือ สุข พลตื้อ จำเลยที่ 12 ให้จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 และที่ 12 ยื่นฎีกา

ต่อมาวันที่ 16 ธ.ค.2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ทนายความนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องพร้อมใบรับรองแพทย์ แสดงอาการป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ และภาพการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน 30 วัน ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควร จึงอนุญาตให้เลื่อนฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ เป็นวันที่ 20 ม.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ คุก 3 ปี จัสติน ไม่รอลงโทษคดีมาตรา 112 ยกเลิกการคุมประพฤติ

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ คุก 3 ปี จัสติน ไม่รอลงโทษคดีมาตรา 112 ยกเลิกการคุมประพฤติ

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ คุก 3 ปี จัสติน ไม่รอลงโทษคดีมาตรา 112 ยกเลิกการคุมประพฤติ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

จากกรณีที่ จัสติน หรือ นาย ชูเกียรติ แสงวงค์ นักกิจกรรมสมุทรปราการ อายุ 34 ปี ถูกฟ้อง 7 ข้อกล่าวหา โดยมีข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ มาตรา 116 กรณีถูกกล่าวหาว่าแปะกระดาษที่มีข้อความไม่เหมาะสมบนรูปกษัตริย์รัชกาลที่ 10 บริเวณหน้าศาลฎีกาในระหว่างการชุมนุมนั้น

วันนี้ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์บนเพจเฟซบุ๊กเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยมีข้อความระบุไว้ว่า “ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคดี “จัสติน” กรณีแปะกระดาษบนรูป ร.10 เห็นว่าผิด ม.112 ลงจำคุก 3 ปี 19 ม.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธณ์ ในคดีของ “จัสติน” ชูเกียรติ แสงวงค์ นักกิจกรรมสมุทรปราการวัย 34 ปี ซึ่งถูกฟ้องใน 7 ข้อกล่าวหา โดยมีข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ มาตรา 116 กรณีถูกกล่าวหาว่าแปะกระดาษที่มีข้อความไม่เหมาะสมบนรูปกษัตริย์รัชกาลที่ 10 บริเวณหน้าศาลฎีกา ในระหว่างการชุมนุม #ม็อบ20มีนา64

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

คดีนี้ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2566 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องในความผิด ม.112-116 และอีก 4 ข้อหา โดยเห็นว่า พ.ต.ท.ยุคณธร ประจักษ์พยานเพียงคนเดียวนั้น ซึ่งเห็นผู้ก่อเหตุจากด้านหลัง ห่างจากผู้ก่อเหตุประมาณ 10 เมตร ส่วนหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด CCTV นั้นเป็นมุมภาพจากระยะไกล ส่วนภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือนั้นเห็นว่ามีบุคคลเอื้อมมือขึ้นไปหาพระบรมฉายาลักษณ์ แต่ไม่ปรากฏว่าทำการติดกระดาษที่มีข้อความไม่เหมาะสมลงไปบนพระบรมฉายาลักษณ์ อีกทั้ง หลักฐานทั้งสองอย่างไม่อาจยืนยันได้ว่า ถ่ายไว้ได้เมื่อใดและไม่ปรากฏว่าผู้ก่อเหตุติดกระดาษลงบนพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 จริงหรือไม่

พยานโจทก์ปากอื่นๆ เป็นเพียงผู้ทราบเหตุการณ์ ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่มีผู้ก่อเหตุติดกระดาษลงบนพระบรมฉายาลักษณ์ และโจทก์ก็ไม่มีพยานอื่นเข้าเบิกความอีกว่าจำเลยเข้าร่วมการชุมนุมตั้งแต่ต้น ศาลเห็นว่า การติดกระดาษบนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ต่อมามีผู้มาทิ้งขยะไว้จริง จะต้องเป็นการวางแผนกับผู้ชุมนุมอื่นไว้ก่อนหน้าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ การสืบพยานโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยวางแผนกับผู้ชุมนุมอื่นเพื่อขว้างปาสิ่งของและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อความผิดฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ ส่วนฐานความผิดอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216, 138, 140, 295 และ 296 นั้น เท่าที่ดำเนินการสืบพยานโจทก์ยังมีข้อสงสัยพอสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย

ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ศาลเห็นว่า การชุมนุมในวันเกิดเหตุมีผู้ชุมนุมเข้าร่วมประมาณ 500 คน ระหว่างการชุมนุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศแล้วว่า การชุมนุมเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อจำเลยให้การรับว่าไปร่วมชุมนุมจริง แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น จึงเดินทางกลับ ฉะนั้นจึงเป็นความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ศาลชั้นต้นพิพาษาลงโทษในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 1 เดือน ปรับเงิน 2,000 บาท แต่จำเลยไม่เคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 1 ปี พร้อมกับให้ไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลา 1 ปี และให้ทำบริการสาธารณประโยชน์ 12 ชั่วโมง ต่อมาอัยการโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตา ม.112 จำคุก 3 ปี ไม่รอการลงโทษ

วันนี้ (19 ม.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ วันนี้จำเลยไม่ได้มาศาล มีเพียงทนายจำเลยเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ศาลได้ออกหมายจับจำเลยที่ไม่ได้เดินทางมาศาล ซึ่งครบกำหนด 1 เดือน และยังคงตามจับตัวจำเลยไม่ได้

ต่อมาทราบว่าศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้นำกระดาษไปติดที่พระบรมฉายาลักษณ์ ลงโทษจำคุก 3 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และยกเลิกการคุมประพฤติ ส่วนที่ศาลชั้นต้นเคยให้รอการลงอาญาไว้ในความผิดคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น และให้ออกหมายจับจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนรายละเอียดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ต้องติดตามเพิ่มเติมต่อไป”

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก แนวโน้มคอมเมนต์ส่วนใหญ่ต่างก็เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ จัสติน หรือ นาย ชูเกียรติ แสงวงค์

“ความจริงมีหนึ่งเดียว ทำได้ก็ต้องรับได้”

“ขอบคุณศาลท่านมากที่ทำหน้าที่ได้อย่างดี ประชาชนเชื่อหมั้น”

“สบายไปไม่ต้องหุงข้าวหุงปลาเอง”

“จัสตินที่ดี คือจัสติน บีเบอร์ ครับ”

“ศาลเขาก็ทำถูกแล้วไง”

“ทรงนี้ถ้าอยู่ข้างในคงไม่ได้กินหนมน้าหรอก แต่จะกิน  พวกน้าๆแทน “

“ศาลอุทธรณ์เป็นที่พึ่งได้อีกตามเคย”

“ที่เรียกร้องขอประกันตัวกันทุกรายคงเป็นไปเหมือนรายนี้……หนี!”

จัสติน
จัสติน
จัสติน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

‘ณัฐวุฒิ’ล้างหัว’ชาวสุพรรณฯ’บอกไม่ต้องห่วงท็อป ทั้ง’หนู-เน’ดูแลอยู่แล้ว ลั่นถึงเวลาประกาศอิสรภาพ

'ณัฐวุฒิ'ล้างหัว'ชาวสุพรรณฯ'บอกไม่ต้องห่วงท็อป ทั้ง'หนู-เน'ดูแลอยู่แล้ว ลั่นถึงเวลาประกาศอิสรภาพ

‘ณัฐวุฒิ’ล้างหัว’ชาวสุพรรณฯ’บอกไม่ต้องห่วงท็อป ทั้ง’หนู-เน’ดูแลอยู่แล้ว ลั่นถึงเวลาประกาศอิสรภาพ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

‘ณัฐวุฒิ’บอก’ชาวสุพรรณบุรี’ไม่ต้องห่วงท็อป ทั้งหนูทั้งเนดูแลอยู่แล้ว ลั่น 8 ก.พ. ถึงเวลาประกาศอิสรภาพ เปลี่ยนการเมืองมีเจ้าของ เป็นการเมืองนโยบาย เลือกเพื่อไทยดูแล แก้ท่วมซ้ำซาก-ทำเกษตรไม่ขาดทุน 

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2569 ที่ จ.สุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่ปราศรัยช่วยผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ครบทั้ง 5 เขต ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก และการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน

การลงพื้นที่ในวันนี้จัดปราศรัยรวม 4 เวที ในพื้นที่ อ.บางปลาม้า อ.อู่ทอง อ.ดอนเจดีย์ ปิดท้ายเวทีใหญ่ที่ อ.เมืองสุพรรณบุรี มีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวเปิดเวที ช่วงหนึ่ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวคารวะชาวสุพรรณบุรีที่เคยร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในทุกสมรภูมิ พร้อมย้ำว่า สุพรรณบุรีไม่ใช่พื้นที่ที่ห่างไกลจากพรรคเพื่อไทย เพราะทุกการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด สะท้อนว่าชาวสุพรรณบุรีกับพรรคเพื่อไทยยังผูกพันกันอยู่ในหัวใจ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า แม้หลายคนจะบอกว่าสุพรรณบุรีเป็นพื้นที่การเมืองที่มีเจ้าของ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อบุคคลที่เคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมายาวนาน ตัดสินใจเปลี่ยนสังกัดพรรคการเมือง จึงถึงเวลาที่ประชาชนต้องตัดสินใจด้วยตนเองว่า ผลงานที่ผ่านมาได้ตอบโจทย์พื้นที่จริงหรือไม่

“8 ก.พ.นี้ คือวันที่ชาวสุพรรณบุรีจะประกาศอิสรภาพ เปลี่ยนการเมืองที่มีเจ้าของ ให้เป็นการเมืองนโยบายที่ทำได้จริง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยพิสูจน์มาแล้วตั้งแต่ยุคไทยรักไทย จนถึงพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ว่าสามารถผลักดันนโยบายที่ทำได้จริงและจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้หนี้ทั้งระบบ การบริหารจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง ค่าไฟลดเหลือ 3.70 บาท นโยบายหวยเกษียณ และนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% โดยรัฐรับภาระ 70% เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ไม่ขาดทุนอีกต่อไป ”หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นอันดับหนึ่ง จะได้นายกรัฐมนตรีชื่อ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนโยบายของพรรคจะเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล“ 

ช่วงหนึ่ง นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงกระแสความกังวลของชาวสุพรรณบุรีว่า หากเลือกพรรคเพื่อไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา จะไม่ได้เป็น สส. โดยระบุว่า นายวราวุธอยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับต้น ๆ ของพรรคสีน้ำเงิน จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งคะแนนจากสุพรรณบุรี พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ชาวสุพรรณบุรีไม่ต้องห่วงท็อป เพราะทั้งหนูทั้งเนเขาดูแลอยู่แล้ว”

สำหรับผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุพรรณบุรี ทั้ง 5 เขต ได้แก่ เขต 1 นายประยูร อินสกุล เบอร์ 5, เขต 2 นายชัยพร สีถัน เบอร์ 3, เขต 3 ดร.กุลธิดา เหมาเพชร เบอร์ 3, เขต 4 น.ส.วิรธิดา โกยชัย เบอร์ 3, เขต 5 นายภานรินทร์ อินสกุล เบอร์ 3

‘แสวง’ชี้ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท แค่การประเมิณทางวิชาการ เผยระดมข่าวสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค

'แสวง'ชี้ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท แค่การประเมิณทางวิชาการ เผยระดมข่าวสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค

‘แสวง’ชี้ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท แค่การประเมิณทางวิชาการ เผยระดมข่าวสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

‘แสวง’ชี้ผลสำรวจซื้อเสียง 7,500 บาท อาจเป็นเพียงการประเมิน ย้ำหน้าที่ กกต. ต้องทำให้ ‘เงิน’ ไม่มีความหมายต่อผลเลือกตั้ง ระดมข่าว–หน่วยเคลื่อนที่เร็วสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค เตือนทุกฝ่ายผิดได้หมดแม้แต่เจ้าหน้าที่เอง

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2569 ที่ห้องประชุม 604 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวถึงการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ออกมาเปิดเผยข้อมูลผลสำรวจ ว่ามีการซื้อเสียงกันดุเดือด ถึงขั้นหัวละ 7,500 บาทนั้น ว่าเป็นหน้าที่ของสำนักงาน กกต. จะต้องขยับตัวเพื่อตอบสนองต่อข้อมูลดังกล่าว โดยกกต. มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านกระบวนการและเครือข่ายที่เป็นรูปธรรม

ในส่วนของการข่าวกกต.รับรู้ข้อมูลอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบถึงจำนวนเงินที่แน่นอนได้ว่ากี่บาท อาจเป็นการประเมินหรือความเห็นตามหลักวิชาการของทางเอกชนเอง แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะต้องจัดการต้องทำให้เรื่องพวกนี้ไม่มีนัยยะสำคัญต่อการลงคะแนน หรือไม่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้คนชนะการเลือกตั้งได้ ส่วนจะมีการเชิญภาคเอกชนที่ไปทำผลสำรวจเข้ามาให้ข้อมูลหรือไม่นั้น นายแสวง กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่จำเป็น เพราะ กกต.มีหน้าที่ป้องกันและรับทราบข้อมูลเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้น

“เรื่องเล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของเมืองหรือเกมอำนาจ แต่สิ่งที่เราทำคือการปฏิบัติ ช่วงนี้การป้องกันป้องปรามโดยการใช้ข่าวร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง และใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วลงไปในพื้นที่ที่ได้แบ่งกันไว้ไม่รู้จะเป็นสีแดง สีเหลือง หรือสีขาว ซึ่งเราทำแบบนี้ทุกครั้ง ทั้งนี้ข่าวกับเรื่องจริงมันอาจจะคนละเรื่อง”

เมื่อถามว่าในพื้นที่สีแดงส่วนใหญ่อยู่ในภาคไหน นายแสวง กล่าวว่า พื้นที่สีแดงมีอยู่ในทุกภาค ไม่ได้เจาะจงที่ภาคใดภาคหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดความรุนแรงหรือความเข้มข้นของการแข่งขันในแต่ละเขตเลือกตั้ง คำว่ารุนแรงไม่ได้ หมายถึงการใช้กำลังเสมอไป แต่หมายถึงความเข้มข้นในการชิงชัยในพื้นที่เหล่านี้ “ทุกคนสามารถกระทำผิดได้หมด ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง ประชาชน หรือแม้แต่ตัวเจ้าหน้าที่ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งเองก็ตาม เราก็ไม่อยากให้มันเกิดเพราะจะทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ 

ต่อข้อถามกรณีที่เลขากกต.ส่งข้อความในLine กลุ่มสำนักงานกกต. ถึงเจ้าหน้าที่ กกต.ให้ช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียงนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ส่วนตัวอยากให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ อยู่บนพื้นฐานบรรยากาศที่ดี และเป็นคะแนนที่สุจริต เพราะสะท้อนถึงคุณภาพของการเลือกตั้ง ซึ่งเราต้องการ 2 อย่าง คือ ปริมาณคนไปใช้สิทธิเยอะ ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง เชื่อว่าจะผู้ไปใช้สิทธิจะมากกว่าครั้งที่แล้ว ที่อยู่ที่ 75% ซึ่งในส่วนคุณภาพคะแนนก็อยากให้เกิดจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ดูนโยบาย ว่าพรรคไหนหรือผู้สมัครคนไหนจะเป็นผู้แทนเขาได้ก็ควรจะเลือกตรงนั้น แต่ไม่ใช่เลือกด้วยเหตุผลอื่น จึงไม่อยากให้เกิดเงื่อนไขแบบนี้ ย้ำว่าอยากให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปใช้พัฒนาประเทศตามศักยภาพที่เรามี

ทำไมต้องเลือก‘ภูมิใจไทย’ ‘ภราดร’ชูจุดแข็ง‘ผู้นำปกป้องอธิปไตย’

ทำไมต้องเลือก‘ภูมิใจไทย’ ‘ภราดร’ชูจุดแข็ง‘ผู้นำปกป้องอธิปไตย’

ทำไมต้องเลือก‘ภูมิใจไทย’ ‘ภราดร’ชูจุดแข็ง‘ผู้นำปกป้องอธิปไตย’

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

ทำไมต้องเลือกภูมิใจไทย! ‘ภราดร’ชูจุดแข็งผู้นำปกป้องอธิปไตย ขอโอกาสสานต่องานอีก 4 ปี

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล ผู้สมัคร สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีทำไมประชาชนต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย ว่า ในช่วง 2 เดือนกว่า พรรคภูมิใจไทยได้แสดงให้เห็นศักยภาพการทำงานแล้วว่าสามารถทำได้มากขนาดไหน เราขอโอกาสจากประชาชนในอีก 4 ปีข้างหน้า และจะเข้ามาสานต่อสิ่งที่ได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ภัยสังคม การต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ และกาสิโน

“ผมชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราไว้ใจประเทศเพื่อนบ้านได้มากน้อยแค่ไหน แล้วผู้นำแบบไหนที่ประชาชนจะไว้ใจให้มาบริหารประเทศบนสถานการณ์ที่เราไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้านแบบนี้ เราได้เห็นสภาวะความเป็นผู้นำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่พร้อมทำทุกอย่างปกป้องอธิปไตยของประเทศ ขอโอกาสจากคนไทยทุกคนให้พรรคภูมิใจไทยทำงานบริหารประเทศอีก 4 ปี เข้าคูหากาเบอร์ 37” นายภราดร กล่าว