นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.43 น.

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน เตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย พร้อมหารือมาตรการพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

วันที่ 7 เมษษยน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายนาเคศ สิงห์  เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสพ้นหน้าที่ โดยภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้

1) ความสัมพันธ์ทวิภาคี นายกรัฐมนตรีฝากความปรารถนาดีและคำขอบคุณไปถึงนายกรัฐมนตรีโมที ที่ได้มีสารแสดงความยินดีถึงนายกรัฐมนตรีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมทั้งชื่นชมเอกอัครราชทูตอินเดียฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับอินเดีย โดยยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของเอกอัครราชทูตอินเดียฯ คนใหม่ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันดีและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างทั้งประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ด้านเอกอัครราชทูตอินเดียฯ ขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง พร้อมแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่ชนะการเลือกตั้งอย่าง และการกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยเชื่อมั่นว่า ภายใต้การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีจะมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในโอกาสที่เหมาะสม 

2) การค้าและการลงทุน ไทยและอินเดียยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือระหว่างกันได้อีกมาก โดยอินเดียเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันในด้านนี้ได้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกัน พร้อมขยายความร่วมมือทางการค้าไปสู่สาขาใหม่ ๆ มากขึ้น

3) การท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ไทยกับอินเดียมีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกันจำนวนมาก โดยในปี 2568 ไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจำนวนกว่า 2.48 ล้านคน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ในระดับประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยเอกอัครราชทูตอินเดียฯ กล่าวว่า ไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวอินเดีย โดยมีเที่ยวบินมากกว่า 500 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีแนวโน้มว่าชาวอินเดียจะเดินทางมาไทยมาขึ้น ทั้งสองฝ่ายจึงควรพิจารณาปรับปรุงข้อตกลงด้านการบินระหว่างกันให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น

4) พลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการบริหารจัดการพลังงาน ในช่วงสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า สถานการณ์ยังคงสามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจัดหาแหล่งน้ำมันสำรอง และออกมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ 

ในตอนท้าย เอกอัครราชทูตอินเดียฯ แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทย สำหรับการให้ความช่วยเหลือในการส่งกลับบุคคลสัญชาติอินเดีย ซึ่งบุคคลที่ได้รับการช่วยเหลือบางส่วนเป็นผู้กระทำผิดซ้ำ ทางอินเดียได้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินมาตรการตามกฎหมาย รวมถึงมีความพยายามร่วมกันระหว่างหน่วยงานของไทยและอินเดียในการป้องกันไม่ให้บุคคลกลุ่มเสี่ยงกลับเข้ามากระทำผิดซ้ำ 

สนธิญา บุกกลาโหม! ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

สนธิญา บุกกลาโหม! ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

สนธิญา บุกกลาโหม! ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.33 น.

“สนธิญา” บุกยื่นหนังสือถึงรมว.กลาโหม ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ “กัน จอมพลัง” ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมเรียกร้องตรวจสอบการใช้เงินมูลนิธิ และห้ามบุคคลภายนอกแทรกแซงการทำงานของกองทัพ

วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม นาย สนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ รมว.กลาโหม เพื่อเรียกร้องให้ยุติการสนับสนุนหรือส่งเสริมการกระทำที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน รวมถึงการแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานทหาร ตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยพาดพิงถึงการเคลื่อนไหวของ นายกัณฐศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง”

โดยหนังสือดังกล่าว ระบุว่า มูลนิธิ “กันจอมพลังช่วยสู้” ซึ่งมีนายกัน จอมพลัง เป็นประธาน มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ช่วยเหลือผู้ยากไร้ และต่อสู้กับผู้มีอิทธิพลอย่างเท่าเทียม โดยอาศัยเงินบริจาคและสิ่งของจากประชาชนตามที่จดทะเบียนไว้กับหน่วยงานรัฐ

อย่างไรก็ตาม นายสนธิญา ระบุว่า นายกัน จอมพลัง ยังมีการดำเนินกิจกรรมผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย รวมถึงการเปิดเพจต่าง ๆ ในนามส่วนตัว และมีการจำหน่ายสินค้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างบทบาทในฐานะประธานมูลนิธิกับกิจกรรมส่วนตัว

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีการโยกย้ายกำลังพลตามวงรอบของหน่วยทหารนาวิกโยธินในพื้นที่จังหวัดตราด ซึ่งมีความเห็นต่างกับการเคลื่อนไหวของบุคคลภายนอก รวมถึงกรณีที่ปรากฏภาพทหารบางนายไปอยู่ร่วมกับกลุ่มของกัน จอมพลัง บริเวณพื้นที่ชายแดน โดยมีพฤติกรรมโต้เถียงหรือแสดงท่าทีไม่เหมาะสมต่อทหารฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์และระเบียบวินัยของกองทัพ

นายสนธิญา กล่าวด้วยว่า กองทัพไทยมีธรรมเนียมในการให้เกียรติทหารฝ่ายตรงข้ามในฐานะนักรบที่ปฏิบัติหน้าที่ เช่น การส่งร่างทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตจากการสู้รบกลับประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงวินัยและเกียรติของทหาร ดังนั้นการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อหน้าสาธารณะจึงไม่ควรเกิดขึ้น

ทั้งนี้ หนังสือยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้เงินของมูลนิธิ “กันจอมพลังช่วยสู้” ว่า การนำเงินไปสนับสนุนกิจกรรมหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การสร้างถนน การตั้งตู้คอนเทนเนอร์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ในพื้นที่ชายแดนนั้น เป็นการใช้เงินที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่จดทะเบียนไว้กับกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ รวมถึงมีการรายงานรายรับ–รายจ่ายต่อหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างถูกต้องหรือไม่ และเงินที่นำมาใช้สนับสนุนเป็นเงินส่วนตัวหรือเงินของมูลนิธิ

นายสนธิญา ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า ปัจจุบันมีการปล่อยให้ประชาชน กลุ่มบุคคล และมูลนิธิบางแห่งเข้าไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ จนเกิดความวุ่นวาย เช่น การโต้เถียงหรือด่าทอกับฝ่ายทหารกัมพูชา รวมทั้งมีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน และแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ด้านความมั่นคง

พร้อมกันนี้ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 3 ประเด็น ได้แก่

1.ให้ยุติการสนับสนุนหรือการร่วมกิจกรรมของหน่วยทหารกับนายกัน จอมพลัง และคณะ ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การโต้เถียงหรือแสดงความคิดเห็นต่อหน้าทหารต่างชาติ

2.ให้ตรวจสอบการใช้เงินของมูลนิธิ “กันจอมพลังช่วยสู้” ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียน และถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

3.ให้การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนของกองทัพเป็นไปอย่างเป็นเอกภาพ และไม่ให้มูลนิธิหรือบุคคลภายนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร

โดยมีพ.ท.เมธี สุคำภา นายทหารเวรเป็นผู้แทนรับหนังสือ เพื่อนำเสนอ รายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามระดับชั้น พิจารณาดำเนินการต่อไป

ยกของเก่าลงของใหม่ ทำเนียบฯ เร่งจัดห้องทำงานรับรัฐมนตรี

ยกของเก่าลงของใหม่ ทำเนียบฯ เร่งจัดห้องทำงานรับรัฐมนตรี

ยกของเก่าลงของใหม่ ทำเนียบฯ เร่งจัดห้องทำงานรับรัฐมนตรี

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.29 น.

วันที่ 7 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.30 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารและสถานที่ประจำทำเนียบรัฐบาล ได้มีการจัดเตรียมห้องทำงานชั้น 1 และชั้น 3 ของตึกบัญชาการ 1 ซึ่งห้องที่ขั้น 1 เป็นของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณป้ายชื่อด้านหน้าประตู ได้มีการถอดชื่อเดิมออกแล้ว เพื่อเตรียมใส่ป้ายชื่อของนาย ยศชนัน พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ยังได้นำเฟอร์นิเจอร์ชุดเดิมออกจากห้องดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ นายยศชนัน จะเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ พบผู้บริหารและข้าราชการประจำกระทรวง เพื่อแนะนำตัวในฐานะรับตำแหน่งใหม่ วันพรุ่งนี้

จนท.ทำเนียบฯ

อย่างไรก็ตาม ที่ตึกบัญชาการ 1 ยังคงมีเจ้าหน้าที่ขนย้ายอุปกรณ์สำนักงาน และเฟอร์นิเจอร์เข้าห้องรองนายกฯและรัฐมนตรีตลอดทั้งวัน

จนท.ทำเนียบฯ
จนท.ทำเนียบฯ

โบว์ ณัฏฐา ระบาย! อึดอัดที่สุดในชีวิต ชี้ปัญหา คลิปสั้นปั่นดราม่า ทำคนเมินฟังความจริงจากรัฐ

โบว์ ณัฏฐา ระบาย! อึดอัดที่สุดในชีวิต ชี้ปัญหา คลิปสั้นปั่นดราม่า ทำคนเมินฟังความจริงจากรัฐ

โบว์ ณัฏฐา ระบาย! อึดอัดที่สุดในชีวิต ชี้ปัญหา คลิปสั้นปั่นดราม่า ทำคนเมินฟังความจริงจากรัฐ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.17 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา อดีตโฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความว่าพูดตรงๆ ปัญหาของบ้านเราคือ คนได้ดูแต่คลิปสั้นปั่นดราม่าที่สื่อตัดมาทำยอด เลยไม่รู้ว่ารัฐพูดอะไรไปแล้วบ้าง

สัปดาห์ก่อนเปิดวิทยุมาเจอนักวิชาการให้สัมภาษณ์ในเชิงแนะนำว่าศบก.ควรบอกอะไรประชาชนบ้าง ซึ่งมันคือสิ่งที่เราพูดไปหมดแล้ว ยังดีที่เขาก็ยอมรับในการสัมภาษณ์นั้นเองว่ายังไม่เคยดูการแถลงเต็มๆเหมือนกัน เห็นแต่คลิปสั้น … เป็นสัปดาห์ที่เหนื่อยและอึดอัดที่สุดในชีวิต โชคดีที่มันผ่านไปแล้ว ต่อจากนี้จะได้คุยกันตรงๆแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ที่เท่าๆกันเหมือนเดิม

เลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรง! ‘ความฝันสำเร็จรูป’ ของธนาธรและการเมืองสีส้ม

เลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรง! 'ความฝันสำเร็จรูป' ของธนาธรและการเมืองสีส้ม

เลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรง! ‘ความฝันสำเร็จรูป’ ของธนาธรและการเมืองสีส้ม

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

แนวคิด “กระจายอำนาจ” เป็นเรื่องที่สังคมไทยพูดกันมานาน และแทบไม่มีใครปฏิเสธว่าท้องถิ่นควรมีบทบาทมากขึ้น ประเด็นอยู่ที่วิธีการ ว่าจะออกแบบอย่างไรให้สอดคล้องกับสภาพจริงของแต่ละพื้นที่

แต่ในช่วงหลัง แนวคิดนี้ถูกดึงให้เหลือคำตอบเดียวอย่างชัดเจน คือ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” และถูกผลักให้เป็นทางออกหลักของการปลดล็อกท้องถิ่น

เวทีเสวนาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“ ในฐานะประธานคณะก้าวหน้า และผู้นำทางความคิดของพรรคส้ม เดินหน้าแนวคิดนี้ โดยชี้ว่าการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางทำให้ท้องถิ่นไปต่อไม่ได้

ข้อเสนอแบบนี้ดูเรียบง่าย เปลี่ยนวิธีได้มาของผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วคาดหวังว่าผลลัพธ์จะเปลี่ยนตาม

แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยมีการเลือกตั้งท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือ อบจ. ที่เปิดให้ประชาชนเลือกผู้บริหารโดยตรง ในบางพื้นที่ก็สามารถพัฒนาได้จริง มีการแข่งขัน มีการตรวจสอบ และมีผลงานเป็นรูปธรรม

แต่ในอีกหลายพื้นที่ ภาพกลับต่างออกไป เครือข่ายอิทธิพลยังมีบทบาท ระบบพวกพ้องยังฝังราก และการแข่งขันยังไม่เปิดเต็มที่ จนทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเพียงการหมุนเวียนของกลุ่มอำนาจเดิม

การมีการเลือกตั้งจึงไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างอำนาจจะเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ และไม่ได้รับประกันว่าการบริหารจะโปร่งใสหรือแข่งขันอย่างเป็นธรรมในทุกพื้นที่

ในการพูดครั้งนั้น ธนาธรยกตัวอย่างญี่ปุ่น โดยชี้ว่าญี่ปุ่นเริ่ม “กระจายอำนาจ” ใกล้กับไทย แต่สามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่า ขณะที่ไทยถอยหลังเพราะอำนาจถูกดึงกลับส่วนกลาง

ภาพปลายทางแบบนี้ทำให้ข้อเสนอเรื่อง “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” ดูมีน้ำหนัก เพราะมีประเทศที่ไปถึงจุดนั้นให้เห็น

แต่เงื่อนไขของญี่ปุ่นไม่ได้ถูกวางไว้พร้อมกัน ระบบราชการของเขาคุมมาตรฐานได้ งบประมาณมีวินัย ระบบตรวจสอบทำงานจริง และการเมืองท้องถิ่นแข่งขันกันในกรอบที่ควบคุมได้

ขณะที่ในไทย หลายจังหวัดยังอยู่กับโครงสร้างอำนาจเดิม การแข่งขันยังไม่เปิดเต็มที่ ระบบตรวจสอบยังมีช่องว่าง การเลือกตั้งในสภาพแบบนี้ไม่ได้เปลี่ยนสมดุลอำนาจในพื้นที่ได้ทันที

การหยิบผลลัพธ์ของญี่ปุ่นมาอธิบาย โดยไม่วางเงื่อนไขที่ทำให้ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้น ทำให้ข้อเสนอเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงข้ามขั้นตอนสำคัญไปตั้งแต่ต้น

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับพรรคอนาคตใหม่ ต่อด้วยพรรคก้าวไกล และปัจจุบันคือพรรคประชาชน ซึ่งสังคมเรียกรวมว่า พรรคส้ม

การขยายฐานลงสู่ระดับท้องถิ่นและการส่งผู้สมัครในหลายพื้นที่ ทำให้พรรคส้มมีบทบาทชัดขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน กระบวนการคัดเลือกผู้สมัครทั้งระดับท้องถิ่นและ สส.กลับถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง

หลายกรณี การกำหนดตัวผู้สมัครและทิศทางทางการเมืองยังถูกชี้ว่าตัดสินจากแกนนำไม่กี่คน มากกว่าจะเปิดให้แข่งขันหรือคัดเลือกกันในวงกว้าง

ข้อวิจารณ์เหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่ไปถึงโครงสร้างอำนาจภายในพรรค ที่ยังรวมศูนย์การตัดสินใจอยู่กับคนกลุ่มเดิม จนถูกเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจาก “โปลิตบูโร”

ภาพนี้จึงชนตรงกับแนวคิด “กระจายอำนาจ” ที่พรรคส้มพยายามผลักในระดับประเทศ เพราะในขณะที่เรียกร้องให้ลดอำนาจส่วนกลาง โครงสร้างภายในพรรคกลับยังรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางของพรรคเอง

ในพรรค การตัดสินใจยังไหลจากบนลงล่าง แต่ในระดับประเทศ กลับเสนอให้เปลี่ยนเป็นไหลจากล่างขึ้นบน

ความย้อนแย้งจึงไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่อยู่ที่วิธีจัดการอำนาจที่สวนทางกันเอง และทำให้ข้อเสนอเรื่อง “กระจายอำนาจ” ถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้นทาง

ความแตกต่างของแต่ละจังหวัดเป็นปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยไม่ได้มีสภาพเดียวกันทั้งประเทศ

บางพื้นที่มีการแข่งขันจริง มีการตรวจสอบจริง ขณะที่อีกหลายพื้นที่ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มเดิม การ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” ในบริบทแบบนี้ให้ผลไม่เท่ากัน

ตัวอย่างอย่าง ”กรุงเทพมหานคร“ใช้ระบบเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ เพราะมีแรงกดดันจากสังคม มีสื่อ และมีการตรวจสอบที่เข้ม แต่เงื่อนไขแบบนี้ไม่ได้มีอยู่ในทุกจังหวัด

การนำรูปแบบเดียวกันไปใช้ทั้งประเทศ ไม่ได้ทำให้ผลออกมาเหมือนกัน และในบางพื้นที่อาจยิ่งทำให้โครงสร้างเดิมแข็งแรงขึ้น

ภาพทั้งหมดชี้ชัดว่าปัญหาของ “กระจายอำนาจ” ในไทยไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มีการเลือกตั้ง แต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจ งบประมาณ อำนาจตัดสินใจ และระบบตรวจสอบที่ยังผูกอยู่กับส่วนกลางและกลุ่มอำนาจเดิม

การกระจายอำนาจจึงไม่ใช่เรื่องของ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการโอนงบประมาณ การกระจายอำนาจตัดสินใจ และการทำให้ระบบตรวจสอบทำงานจริงในระดับพื้นที่

แต่ข้อเสนอที่ถูกผลัก กลับตัดเรื่องเหล่านี้ออกไป แล้วเหลือเพียงการเปลี่ยนวิธีได้มาของผู้ว่าราชการจังหวัด เหมือนกับว่าเพียงมีการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะขยับตามไปเอง

ในความเป็นจริง เมื่อโครงสร้างเดิมยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น กลุ่มอิทธิพล หรือระบบพวกพ้อง การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงไม่ได้ไปแตะต้นตอของปัญหาเหล่านี้

ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นการเปิดให้โครงสร้างเดิมเข้าสู่ตำแหน่งผ่านการเลือกตั้ง พร้อมความชอบธรรมจากคะแนนเสียง ขณะที่งบประมาณ อำนาจจริง และระบบตรวจสอบยังไม่ได้เปลี่ยน

“เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” ในแบบที่ธนาธรและพรรคส้มพยายามผลักดัน คือ “ความฝันสำเร็จรูป” ที่ให้ภาพว่าทุกอย่างจะดีขึ้นทันที ทั้งที่เงื่อนไขหลักยังไม่ถูกแก้ และปัญหาเดิมยังคงอยู่ครบ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

กู้ชีพเกษตรกร นราพัฒน์ ชงปฏิรูปพลังงาน-ฟื้นปุ๋ยแห่งชาติ

กู้ชีพเกษตรกร นราพัฒน์ ชงปฏิรูปพลังงาน-ฟื้นปุ๋ยแห่งชาติ

กู้ชีพเกษตรกร นราพัฒน์ ชงปฏิรูปพลังงาน-ฟื้นปุ๋ยแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.02 น.

วันนี้ 7 เมษายน 2569 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวบรรยายพิเศษในโครงการฝึกอบรมด้านพลังงานและกฎหมาย ครั้งที่ 1/2569 “วิกฤตพลังงานไทย ต้นทุนชีวิตพุ่ง รายได้ไม่ขยับ ใครกำหนดเกม” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยระบุว่า แนวโน้มของวิกฤตพลังงานจะส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายนราพัฒน์ ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนปุ๋ย เนื่องจากปุ๋ยมีต้นทุนมาจากก๊าซธรรมชาติและพลังงาน พร้อมย้ำว่า “พลังงานคือต้นทุนของชีวิต” เมื่อพลังงานแพง ค่าครองชีพก็สูงขึ้นตาม นอกจากนี้ พลังงานยังเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องใช้พลังงานในการผลิตสินค้าเกษตร ขณะที่ในระดับประเทศ พลังงานถือเป็นต้นทุนสำคัญของการแข่งขัน หากต้นทุนสูง สินค้าไทยก็จะมีราคาสูง ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่มีต้นทุนต่ำกว่า ทำให้สามารถขายสินค้าได้ถูกกว่า และแซงไทยใน “ตลาดข้าว” นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากระดับแสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและประคับประคองสถานการณ์ 

นราพัฒน์

นายนราพัฒน์ กล่าวถึง “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นหัวใจของเกษตรกร โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยมากกว่า 90% ทั้งที่เป็นประเทศเกษตรกรรม พร้อมตั้งคำถามว่า “เหตุใดจึงไม่มีการผลิตปุ๋ยใช้เอง” ซึ่งในอดีตประเทศไทยเคยมี “ปุ๋ยแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี 2525 แต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง อีกทั้งยังต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผู้นำเข้าปุ๋ย ทำให้โครงการต้องปิดตัวลง ทั้งนี้ จากบทเรียนดังกล่าว จึงเป็นที่มาของนโยบาย “ปุ๋ยแห่งชาติ” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ต้องการผลิตปุ๋ยในประเทศเพื่อลดต้นทุน โดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยในการผลิตยูเรีย ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่ปุ๋ยหลัก (N-P-K) โดยระบุว่า N คือ ไนโตรเจน ซึ่งได้จากก๊าซธรรมชาติ ส่วน P คือ ฟอสฟอรัส ยังต้องนำเข้าแต่ใช้ในปริมาณน้อย และ K คือ โพแทสเซียม ซึ่งไทยมีแหล่งในประเทศ เช่น ชัยภูมิและนครราชสีมา ซึ่งรัฐถือหุ้นอยู่ 20% ในโครงการ แต่ยังไม่สนับสนุนเงินลงทุน ทำให้โครงการล่าช้า ทั้งนี้จึงเสนอ 2 แนวทาง คือ รัฐต้องอัดฉีดงบประมาณ หรือถอนหุ้นเพื่อให้เอกชนระดมทุนต่อได้ ซึ่งหากไทยสามารถผลิตแม่ปุ๋ยได้เองอย่างน้อย 2 ใน 3 ตัว คือ ไนโตรเจนและโพแทสเซียม จะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร และอาจพัฒนาไปสู่การส่งออกปุ๋ยได้ โดยเฉพาะโพแทชที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 4 แสนล้านบาท

ด้านการบริหารจัดการน้ำ นายนราพัฒน์ แบ่งน้ำออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ น้ำบนฟ้า น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน โดยระบุว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถวัดปริมาณน้ำฝนได้อย่างแม่นยำ จึงควรพัฒนา Weather Radar เพื่อประเมินปริมาณน้ำล่วงหน้าและเตรียมการรับมืออุทกภัย ขณะเดียวกัน ระบบชลประทานยังไม่ครอบคลุมพื้นที่เกษตรทั้งหมด และการสูบน้ำทั้งจากผิวดินและใต้ดินยังต้องใช้พลังงาน จึงควรส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำเพื่อช่วยลดต้นทุน

นราพัฒน์

นอกจากนี้ นายนราพัฒน์ ยังกล่าวถึงต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เช่น รถไถ รถเกี่ยว ซึ่งใช้เครื่องยนต์รอบต่ำ โดยเสนอแนวคิดใช้น้ำมัน “ไพโรไลซิส” (Pyrolysis) ที่ผลิตจากขยะ รวมถึงผลักดันนโยบาย “โซลาร์เสรี” เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกร และยังระบุอีกว่า จากประสบการณ์ในกระทรวงเกษตรฯ พบว่าการสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกรรายละ 3 ล้านบาทในโครงการเกษตรแปลงใหญ่ มักถูกนำไปซื้อเครื่องจักรซ้ำซ้อน ทำให้ใช้ไม่คุ้มค่า จึงเสนอให้รวมกลุ่มหลายแปลงเพื่อนำงบประมาณมาลงทุนร่วมกัน เช่น สร้างโรงสี โรงอบ หรือระบบแปรรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเสนอแนวคิด “ศูนย์เครื่องจักร” ให้เกษตรกรเช่าใช้แทนการซื้อ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

ด้านรายได้ นายนราพัฒน์ ระบุว่า ต้องเพิ่มรายได้ควบคู่กับการลดต้นทุน โดยเสนอให้เกษตรกรแปรรูปสินค้าเอง เช่น ข้าวเปลือก 20 ตัน เมื่อแปรรูปเป็นข้าวสารประมาณ 10,000-12,000 กิโลกรัม หากขายกิโลกรัมละประมาณ 30 บาท จะมีรายได้ราว 360,000-380,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วเกษตรกรจะได้รับประมาณ 300,000 บาท หรือเฉลี่ยตันละ 15,000 บาท ทั้งนี้ มองว่าภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่ม แต่ควรปรับงบอุดหนุนปีละแสนล้านบาท มาใช้ลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่อให้ระบบสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว ซึ่งหากสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ จะช่วยให้คนไทยกว่า 30 ล้านคนที่อยู่ในภาคเกษตรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็น “ครัวโลก” ได้อย่างแท้จริง 

นราพัฒน์

ทั้งนี้ นายนราพัฒน์ เน้นย้ำว่า ทิศทางของประเทศต้องมุ่งสร้างประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนส่วนน้อย และทุกนโยบายจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความจริงใจจากภาครัฐในการขับเคลื่อนแม้ต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุน

“กำไรอาจลดลง แต่ประเทศจะดีขึ้น เปรียบเสมือนโรบินฮูด ที่ต้องสร้างความสมดุลระหว่างคนรวยและคนจน เพื่อให้ฐานรากของประเทศเข้มแข็ง หากเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน คนรุ่นใหม่ก็จะกลับมาทำอาชีพเกษตรมากขึ้น” นายนราพัฒน์ กล่าว

นราพัฒน์

อนุทิน สวนกลับ ‘ตอนนี้มันหน้าผ้าป่า’ หลังฝ่ายค้านจองกฐินอภิปรายแถลงนโยบาย

อนุทิน สวนกลับ ‘ตอนนี้มันหน้าผ้าป่า’ หลังฝ่ายค้านจองกฐินอภิปรายแถลงนโยบาย

อนุทิน สวนกลับ ‘ตอนนี้มันหน้าผ้าป่า’ หลังฝ่ายค้านจองกฐินอภิปรายแถลงนโยบาย

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.59 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 09.20 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ไม่ได้ตอบคำถามกรณีผู้สื่อข่าวถามว่าในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาฝ่ายค้านจะตีแผ่วิกฤติประเทศไทย ในเงื้อมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง 

เมื่อถามย้ำว่า  ขณะนี้ฝ่ายค้านได้เริ่มมีการจองกฐินอภิปรายนโยบายรัฐบาลแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า “ตอนนี้มันหน้าผ้าป่า ไม่ใช่หน้ากฐิน” ก่อนจะขึ้นรถเพื่อไปทำเนียบรัฐบาลต่อทันที

อาหารจานละ 120 บาทไม่เกินจริง นักวิชาการ มธ. เตือนจับตา ก.ย. ผลกระทบหนัก

อาหารจานละ 120 บาทไม่เกินจริง นักวิชาการ มธ. เตือนจับตา ก.ย. ผลกระทบหนัก

อาหารจานละ 120 บาทไม่เกินจริง นักวิชาการ มธ. เตือนจับตา ก.ย. ผลกระทบหนัก

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชงรัฐบาลเร่งประกาศจุดยืนเป็นกลางในเวทีโลกให้ชัด – เดินหน้าเจรจากับ “รัสเซีย-จีน” ขอเพิ่มสัดส่วนนำเข้า “ปุ๋ยเคมี” เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนให้ภาคการเกษตรไทยจากเหตุช่องแคบฮอร์มุซปิด ก่อนจะกระทบเป็นห่วงโซ่ทำ “ราคาอาหาร” พุ่งขึ้นหลังพ้น เม.ย. 69 คาดเดือน ก.ย. 69 ผลกระทบเต็มรูปแบบ แนะเกษตรกรปรับวิถีเพาะปลูก ใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์-สร้างระบบนิเวศเกษตรควบคู่

รศ. ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ อาทิ จากประเทศซาอุดีอาระเบีย โอมาน กาตาร์ ฯลฯ รวมแล้วมากกว่า 40% ของการนำเข้าทั้งหมด ฉะนั้นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการ 3 เรื่องใน 3 ระยะไปพร้อมๆ กัน 

นักวิชาการ มธ.

ประกอบด้วย ระยะเร่งด่วน ต้องเร่งแสดงจุดยืนความเป็นกลางในเวทีโลกให้ชัดเหมือนกับสวิตเซอร์แลนด์ และเดินหน้าเจรจาทำข้อตกลงกับทางรัสเซีย และจีน ในการขอเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าปุ๋ยเคมีให้มากขึ้น รวมถึงกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยและวัตถุดิบพร้อมกับจัดทำระบบสำรองปุ๋ยสำหรับช่วงเพาะปลูกสำคัญ และติดตามสต๊อกจริงแบบใกล้ชิด เพื่อกันความเสี่ยงด้านราคาและการขาดช่วงของอุปทาน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับความเสี่ยงปัจจุบันของตลาดโลกที่เชื่อมโยงพลังงาน การขนส่ง และปุ๋ยเข้าด้วยกัน โดยเหล่านี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยเคมีจากการที่ไม่สามารถนำเข้าจากช่องแคบฮอร์มุซได้ 

ทั้งนี้ ปัญหาช่องแคมฮอร์มุซได้ซ้ำเติมราคาปุ๋ยเคมีในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนมาก่อนแล้ว เมื่อไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีจากช่องแคบฮอร์มุซได้จึงทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในไทยปรับตัวขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่กระสอบละ 600 บาท เพิ่มเป็นกระสอบละ 2,000 บาท ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ราคาพืชผัก ข้าวสาร รวมถึงน้ำมันปาล์มที่จะส่งผลต่อเนื่องให้ราคาน้ำมันดีเซลแพงขึ้นก็จะแพงขึ้นทั้งหมด คาดอาจจะได้เห็นอาหารจานละ 120 บาท ซึ่งทั้งหมดนี้จะเริ่มเห็นผลกระทบในเดือน พ.ค. 2569 และจะเห็นผลกระทบอย่างเต็มที่ก่อนเดือน ก.ย. 2569 

รศ. ดร.วรภัทร กล่าวต่อไปว่า แม้ทางกระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการ อาทิ ปุ๋ยคนละครึ่ง ปุ๋ยธงเขียว หรือบัตรดินดี เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร แต่คำถามคือจะช่วยได้จริงหรือไม่ เพราะอย่างล่าสุดทาง รมว.พาณิชย์ ระบุว่าปัจจุบันไทยมีสต๊อกปุ๋ยเคมีให้ใช้ได้ถึงแค่เดือน เม.ย. 2569 นี้ ดังนั้นปริมาณปุ๋ยที่จะใช้ภายใต้มาตรการเหล่านั้นจะมีเพียงพอกับเกษตรมากน้อยขนาดไหน และที่สำคัญปุ๋ยเหล่านี้หากเป็นสต๊อกเก่าถึงขั้นหมดอายุแล้วถ้ามีการนำใช้ไปก็แทบจะไม่ได้ช่วยอะไร หรือไม่ได้ช่วยเลยก็ได้ 

“ถ้าเกษตรกรจะใช้ปุ๋ยตรงนี้ต้องไปดูที่ข้างกระสอบให้ดีว่าหมดอายุตอนไหน และเป็นปุ๋ยเก่าข้างสต๊อกหรือไม่ เพราะปุ๋ยเวลาทำเสร็จจากโรงงานจะเริ่มเสื่อมคุณภาพลงทุกวัน และถ้าเกินระยะเวลาการผลิตไปสัก 6 เดือน ประสิทธิภาพของปุ๋ยจะเหลือ 80% ถ้าเกิน 1 ปีจะลงไปเหลือไม่ถึง 50% และถ้าเกิน 2 ปีประสิทธิภาพจะเหลือไม่ถึง 10%” รศ. ดร.วรภัทร กล่าว

นอกจากเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าจากรัสเซีย และจีน พร้อมกับกระจายแหล่งนำเข้าแล้ว ทางเกษตรกรเองแม้ที่ใช้ปุ๋ยเคมีไปแล้วในฤดูกาลนี้อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรอใช้ปุ๋ยเคมีต่อ หรือแก้ไขเท่าที่ทำได้ แต่ในฤดูกาลถัดไปควรปรับสู่ระบบเกษตรเชิงนิเวศ เพื่อร่วมช่วยการลดใช้ปุ๋ยเคมีด้วยอีกส่วน โดยผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับนวัตกรรมจุลินทรีย์ที่ช่วยตรึงและหมุนเวียนธาตุอาหารพืชทั้ง 14 ธาตุจากดินให้อยู่ในรูปที่พืชใช้ได้จริง เพราะจุลินทรีย์ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดิน เช่น การตรึงไนโตรเจน การละลายฟอสฟอรัส การกระตุ้นการพัฒนาระบบราก ฯลฯ และจะส่งผลให้พืชสามารถดูดใช้ธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

“แนวทางนี้ช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมี ลดการสูญเสียธาตุอาหารในดิน และเพิ่มคุณภาพผลผลิตทั้งด้านความสมบูรณ์และความสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาว โดยหลายมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีพร้อมถ่ายทอดสู่เกษตรกรทั่วประเทศ และหากดำเนินควบคู่กับนโยบายจัดหาปุ๋ยในระยะสั้น จะช่วยให้เกษตรกรไทยผ่านวิกฤตได้ พร้อมยกระดับสู่ระบบการผลิตที่ยั่งยืนในอนาคต” รศ. ดร.วรภัทร ระบุ

สำหรับระยะกลาง รัฐบาลควรเร่งสร้างศักยภาพการผลิตปุ๋ยภายในประเทศในส่วนที่ทำได้จริงก่อน เช่น การผสมปุ๋ย การปรับสูตรให้เหมาะกับดินและพืชแต่ละพื้นที่ การยกระดับโรงงาน blending การรวมอำนาจซื้อของสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน ฯลฯ เพื่อให้ต้นทุนต่ำลง และลดการพึ่งพาผู้นำเข้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย หลังจากนั้นทาง รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งปรับบทบาทของบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด ให้เป็นกลไกกลางในการสร้างความมั่นคงด้านปุ๋ยของประเทศ ผ่านการเปิดโอกาสให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศสามารถเข้ามาถือหุ้นและมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานได้ และเมื่อระบบมีความเข้มแข็ง และผู้ประกอบการระดับชุมชนมีศักยภาพเพียงพอ จึงค่อยพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ. 2518 เพื่อเปิดทางให้สามารถผลิตและจำหน่ายปุ๋ยได้อย่างคล่องตัว ภายใต้ระบบกำกับคุณภาพที่ได้มาตรฐาน

ในส่วน ระยะยาว ควรเปลี่ยนแนวคิดการเพาะปลูกของประเทศจากใช้ปุ๋ยให้พอไปสู่ใช้ธาตุอาหารให้มีประสิทธิภาพ กล่าวคือต้องลดการสูญเสียธาตุอาหารในระบบผลิต ผ่านการจัดการดิน อินทรีย์วัตถุ จุลินทรีย์ที่ช่วยหมุนเวียนธาตุอาหาร การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการน้ำ และ precision agriculture เพราะยิ่งใช้ปุ๋ยได้มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงจากตลาดโลกยิ่งลดลง และผลผลิตก็มีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว สิ่งนี้จะเป็นการวางรากฐานสู่ระบบการผลิตที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากภายนอก และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทยในอนาคต สอดคล้องกับหลักความมั่นคงทางอาหาร 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่ควรเริ่มไปด้วยตั้งแต่ตอนนี้ก็คือ การแยกนโยบายตามบทบาทของปุ๋ยแต่ละประเภท และไม่ควรใช้คำว่าปุ๋ยแบบเหมารวมทั้งหมด เพราะอย่างปุ๋ยไนโตรเจนจะเกี่ยวพันกับพลังงานและก๊าซธรรมชาติ หรือปุ๋ยฟอสเฟตและโพแทชมีกลไกตลาดและแหล่งวัตถุดิบต่างกัน ฉะนั้นหากนโยบายไม่แยกประเภท จะออกมาตรการไม่ตรงจุด ทั้งด้านการสำรอง การนำเข้า การลงทุน และการสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ

ทั้งนี้ หากไทยยังไม่เริ่มทำสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ตอนนี้ ก็เป็นที่แน่นอนว่าภาคการเกษตรของไทยกว่า 90% ที่พึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีในกระบวนการผลิตจะไม่มีปุ๋ยเคมีให้ใช้ และจะส่งผลให้ในอนาคตมีโอกาสที่วัตถุดิบที่ไทยผลิตได้เองอย่าง ข้าวสาร เนื้อสัตว์ และผักจะมีน้อยลงจนถึงขั้นจะขาดตลาดในไทย และส่วนที่มีการซื้อขายกันก็จะแพงมากยิ่งขึ้นไปอีก 

“เมื่อวัตถุดิบในการประกอบอาหารมีน้อยลง อาหารที่มีในประเทศก็จะน้อยลงตามไปด้วย ไทยจะกลายเป็นประเทศที่เข้าสู่ภาวะการขาดแคลนอาหาร ดังนั้นเรื่องแก้กฎหมายเพื่อปลดล็อกการผลิตปุ๋ยได้เองต้องเร่งเดินหน้า และต้องไม่ให้เป็นการพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติด้วยในการจะสร้างโรงงานผลิตปุ๋ย แต่ต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนโดยคนไทยเอง” รศ. ดร.วรภัทร กล่าว

กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.39 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 นายกิตติกร โล่ห์สุนทร อดีตประธานคณะกรรมาธิการ การพลังงาน และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตพลังงาน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่พลุกพล่านที่สุดของโลก ประมาณ 20% ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลกจะผ่านช่องแคบนี้ และสงครามได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ดังนั้นหากสงครามยืดเยื้อยิ่งส่งผลกระทบกับพลังงานทั้งโลกในระยะยาว ซึ่ง สถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าสงครามจบทันที ยังต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยหกเดือนถึงหนึ่งปี สถานการณ์ด้านพลังงานถึงจะกลับมาสู่ภาวะปกติ

นายกิตติกร กล่าวด้วยว่า การปรับราคาที่ผ่านมา มีความจำเป็นที่ต้องปรับราคาขึ้นไปเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเพื่อให้เกิดการประหยัดโดยอาศัยกลไกตลาด ด้านราคาเข้ามาช่วย แต่ควรจะปรับขึ้นที่ละเล็กน้อย และบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเก็งกำไร และการกักตุน โดยใช้กองทุนน้ำมัน เป็นเครื่องมือในการปรับราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ใช้กองทุนเป็นตัวอุดหนุนราคาทั่วไป เพราะจะใช้เงินจำนวนมากเกินกว่าที่กองทุนจะรับได้ และออก พรก.เงินกู้เท่าไหร่ก็คงไม่เพียงพอ ถ้าจะมีการอุดหนุนราคา ควรเลือกอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่อุดหนุนทั่วไป ซึ่งจะป้องกันการเก็งกำไร และการกักตุนได้ดีกว่า และเป็นการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เข้าถึงกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ กลุ่มที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจ และกลุ่มเปราะบาง และยังได้ติดตาม การใช้น้ำมันของประเทศแบบมีประสิทธิภาพ สกัดการเก็งกำไร และการใช้แบบฟุ่มเฟือยก็จะลดน้อยลง

กิตติกร

“รัฐบาลกำลังเผชิญ วิกฤตที่ใหญ่มากในอนาคต ตอนนี้เริ่มที่พลังงาน เป็นด่านแรก ซึ่งเสียดายที่เปลี่ยนผู้มีความเชี่ยวชาญออกไป ต่อไปจะเป็นหน้าที่ของ พาณิชย์ ที่ต้องคุมราคาสินค้าที่จะขึ้นไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม และจะไปจบที่คลังเมื่ออัตราเงินเฟ้อขึ้น วิกฤตครั้งนี้มีโอกาสขยายเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ เพราะทั่วโลกจะมีผลกระทบพร้อมกัน ถ้ารัฐบาลบริหารงานไม่ทันกับสถานการณ์ และไม่ใช้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ มาบริหาร วิกฤตครั้งนี้อาจจะจบลงที่ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และเงินเฟ้อ (Stagflation) ซึ่งเป็นวิกฤตที่น่ากลัวมาก ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทยคงย้อนกลับไป ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเลย ผู้ที่เข้ามา บริหารงาน พลังงาน พาณิชย์ และ คลัง ควรเป็นมืออาชีพจริงๆ ที่ต้องเข้ามาช่วยกันแก้บัญหาให้กับประเทศไทย” นายกิตติกร กล่าว

อนุทิน ยัน 3 รมช. คุณภาพแน่น สวนกลับฝ่ายค้านแค่เตรียมงานผ้าป่า

อนุทิน ยัน 3 รมช. คุณภาพแน่น สวนกลับฝ่ายค้านแค่เตรียมงานผ้าป่า

อนุทิน ยัน 3 รมช. คุณภาพแน่น สวนกลับฝ่ายค้านแค่เตรียมงานผ้าป่า

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

เมื่อเวลา 09.20 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน. ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังพบปะข้าราชการกระทรวงมหาดไทยถึงการกําชับข้าราชการในการทํางานอย่างไรบ้าง ว่า วันนี้ถือว่าเป็นรัฐบาลใหม่ กระทรวงมหาดไทยก็มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ 3 ท่าน ซึ่งตนก็ได้แจ้งให้ทราบว่าแต่ละท่านกํากับดูแลหน่วยงานใดบ้าง ซึ่งเป็นการกํากับดูแลในสายงาน แต่ภารกิจหน้าที่ของทุกท่านคือทําหน้าที่เปรียบเสมือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในทุกที่ๆท่านไป สามารถแก้ปัญหาในทุกด้าน  ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานที่กํากับดูแล 

เมื่อถามว่า วางเคพีไอ ทั้งสามรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนต้องทํางานอย่างหนัก ที่ทั้ง 3 ท่านมาถึงจุดนี้ ก็ต้องผ่านการพิสูจน์ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ความทุ่มเท ความเสียสละ ความพร้อมในการทํางาน จึงได้รับการพิจารณาให้มาดํารงตําแหน่งที่สําคัญก็คือรัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทยได้ ฉะนั้นเคพีไอจะไม่มีเป็นแผ่นกระดาษ ถ้าล้าเมื่อไหร่ก็ต้องพักเมื่อนั้น ซึ่งทั้งสามท่านก็อยู่ในช่วงวัยและมีความพร้อมทำงานเสียสละให้ประชาชนอย่างเต็มที่ 

อนุทิน

เมื่อถามว่า งานสั่งวันนี้ต้องเสร็จตั้งแต่เมื่อวานเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สําหรับสามท่านนี้จะต้องเสร็จตั้งแต่เมื่อวานซืน เพราะทํางานร่วมกับตนมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เป็นทั้งเลขานุการของตนมาก่อน เป็นทั้งลูกพรรคภูมิใจไทย เป็นทั้งผู้ที่ตนมอบหมายให้รับผิดชอบในพื้นที่ ดูแลประชาชน 

เมื่อถามว่า รัฐมนตรีส่วนใหญ่อายุยังไม่มาก แต่ต้องทำงานกับข้าราชการหลายท่านที่อายุมาก นายกฯ กล่าวว่า เป็นสส. มาแล้วไม่ต่ํากว่าคนละ 3-4 สมัย อายุไม่มากคือเปรียบกับตน แต่จริงๆแล้วเขาเป็นช่วงวัยทํางาน มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ ที่สามารถทํางานร่วมกับทุกฝ่ายได้ และมีความเข้าใจสัมผัสใกล้ชิด รักฟังรับทราบความรู้สึกของประชาชนได้ นี่สําคัญมาก 

อนุทิน