ญี่ปุ่นเข้ม เตรียมเก็บค่ากู้ภัยนักปีนเขาบน “ภูเขาไฟฟูจิ” นอกฤดูกาล เริ่มปีหน้า

ญี่ปุ่นเข้ม เตรียมเก็บค่ากู้ภัยนักปีนเขาบน "ภูเขาไฟฟูจิ" นอกฤดูกาล เริ่มปีหน้า

16 ก.ย. 2569 11:44 น.

ญี่ปุ่นเข้ม เตรียมเก็บค่ากู้ภัยนักปีนเขาบน “ภูเขาไฟฟูจิ” นอกฤดูกาล เริ่มปีหน้า

ญี่ปุ่นเตรียมเรียกเก็บค่ากู้ภัยจากนักปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดูกาล แล้วประสบเหตุจนต้องขอความช่วยเหลือ พร้อมบังคับยื่นแผนการปีนเขาอย่างละเอียด หวังลดพฤติกรรมนักท่องเที่ยวประมาทและไม่เตรียมพร้อม

เจ้าหน้าที่จังหวัดยามานาชิ ซึ่งดูแลพื้นที่ด้านเหนือของภูเขาไฟ เตรียมเพิ่มมาตรการควบคุมการปีน ภูเขาไฟฟูจินอกฤดู โดยจะมีการเรียกเก็บค่ากู้ภัยจากนักปีนเขาที่ขึ้นภูเขาไฟฟูจินอกช่วงฤดูกาลปีนเขา และเกิดเหตุจนต้องได้รับความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์ โดยจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวตั้งแต่ปีหน้า

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่จังหวัดยามานาชินำมาใช้เพื่อป้องกันการปีนเขาอย่างประมาทและการเดินทางโดยไม่ได้เตรียมความพร้อม โดยผู้ที่ต้องการปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดูจะต้องยื่นแผนการปีนเขาโดยละเอียด ต่อทางการด้วย

สำหรับฤดูปีนภูเขาไฟฟูจิอย่างเป็นทางการจะอยู่ในช่วง เดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายน ขณะที่ช่วงนอกฤดูจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนกรกฎาคมของปีถัดไป

โคทาโร นางาซากิ ผู้ว่าราชการจังหวัดยามานาชิกล่าวว่า ทางการขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดู พร้อมหวังว่ามาตรการใหม่จะทำให้ผู้ที่คิดจะปีนเขาในช่วงฤดูหนาวตระหนักถึงสภาพการปีนเขาที่แตกต่างจากช่วงฤดูปกติ

ขณะเดียวกัน ทางการยามานาชิระบุว่า จะใช้ค่าธรรมเนียมกู้ภัยของจังหวัดไซตามะในพื้นที่ภูเขาอื่นเป็นข้อมูลอ้างอิง โดยไซตามะมีอัตราค่ากู้ภัยอยู่ที่ 8,000 เยน หรือประมาณ 1,700 บาท ต่อทุก 5 นาที อย่างไรก็ตาม ยามานาชิยังไม่ได้ประกาศอัตราค่ากู้ภัยของภูเขาไฟฟูจิอย่างเป็นทางการ

การออกมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ในจังหวัดยามานาชิและชิซูโอกะ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่คนละด้านของภูเขาไฟฟูจิ พบว่าการปีนเขานอกฤดูและการขึ้นเขาโดยไม่ได้วางแผนมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยบางกรณีนักปีนเขาถึงขั้นติดอยู่บนภูเขาและต้องได้รับความช่วยเหลือ

ขณะที่จังหวัดชิซูโอกะเตรียมลงโทษผู้ที่ไม่ลงทะเบียนการปีนเขานอกฤดู และเพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้นักปีนเขาเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม แต่ยังไม่มีการประกาศว่าจะเรียกเก็บค่ากู้ภัยด้วยเฮลิคอปเตอร์หรือไม่

แม้การปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดูจะยังสามารถทำได้ถึงสถานีที่ 5 จากทั้งหมด 10 สถานี แต่ทางการ ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่วงนอกฤดู ที่พักบนภูเขาและห้องน้ำส่วนใหญ่ปิดให้บริการ ขณะที่สภาพอากาศและเส้นทางมีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าในฤดูปีนเขาปกติ โดยปัจจุบันมีนักปีนเขาประมาณ 200,000 คนต่อปี ที่เดินทางขึ้นสู่ยอดภูเขาไฟฟูจิในช่วงฤดูปีนเขาอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : BBC

ซาอุฯ กล่าวหา “กบฏฮูตี” ส่งโดรนพุ่งเป้า “นครเมกกะ” เตือนระวัง “ล้ำเส้นแดง”

ซาอุฯ กล่าวหา "กบฏฮูตี" ส่งโดรนพุ่งเป้า "นครเมกกะ" เตือนระวัง "ล้ำเส้นแดง"

16 ก.ย. 2569 11:16 น.

ซาอุฯ กล่าวหา “กบฏฮูตี” ส่งโดรนพุ่งเป้า “นครเมกกะ” เตือนระวัง “ล้ำเส้นแดง”

ซาอุดีอาระเบียกล่าวหากลุ่มฮูตีในเยเมนพยายามส่งโดรนพุ่งเป้าไปยังนครเมกกะ ก่อนระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ ยิงสกัดทางตอนใต้ของนครศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเตือนระวัง “ล้ำเส้นแดง” ขณะที่กลุ่มฮูตีปฏิเสธว่าเป็นเรื่องโกหก ด้านพันธมิตรที่นำโดยซาอุฯ เตือนพร้อมใช้มาตรการตอบโต้ หลังการสู้รบในเยเมนขยายวงและกระทบเส้นทางเดินเรือสำคัญในทะเลแดง

กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียซึ่งสนับสนุนรัฐบาลเยเมน กล่าวว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดและทำลายโดรนของกลุ่มฮูตีทางตอนใต้ของนครเมกกะได้ ก่อนที่โดรนจะเข้าสู่น่านฟ้าต้องห้ามเหนือเมืองศักดิ์สิทธิ์

พลตรีตูร์กี อัล-มาลิกี โฆษกกองกำลังพันธมิตร กล่าวว่า ความปลอดภัยของมัสยิดศักดิ์สิทธิ์สองแห่งของอิสลามและผู้แสวงบุญถือเป็น “เส้นแดง” พร้อมยืนยันว่ากองกำลังพันธมิตรจะใช้มาตรการที่จำเป็นและมีผลยับยั้งต่อกลุ่มฮูตี

นครเมกกะเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม และเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกเคารพ อีกทั้งเป็นศูนย์กลางพิธีฮัจญ์ประจำปี ซึ่งมีชาวมุสลิมหลายล้านคนเดินทางมาร่วมพิธี

อัล-มาลิกีระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความพยายามครั้งที่สองที่กลุ่มฮูตีมุ่งเป้าไปยังนครเมกกะ โดยครั้งก่อนเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2560 ซึ่งฝ่ายพันธมิตรกล่าวว่า กลุ่มฮูตีได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลมายังพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮูตีปฏิเสธข้อกล่าวหาของซาอุดีอาระเบีย โดยฮาเซม อัล-อัสซาด สมาชิกสำนักงานการเมืองของกลุ่ม โพสต์ผ่าน X ว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีเมกกะเป็น “คำโกหก” ที่ถูกนำมาใช้ซ้ำ และกลุ่มฮูตีไม่มีเจตนาคุกคามนครเมกกะหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ความตึงเครียดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางการสู้รบที่รุนแรงขึ้นในเยเมน หลังกลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากการรุกครั้งใหญ่ต่อกองกำลังรัฐบาลเยเมนเมื่อเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียถูกดึงกลับเข้าสู่ความขัดแย้งในประเทศเพื่อนบ้าน หลังสงครามกลางเมืองอยู่ในภาวะหยุดชะงักมาตั้งแต่ปี 2565

สหประชาชาติประเมินว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน มีประชาชนราว 82,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเนื่องจากการสู้รบ ขณะที่อับดุลลาห์ อัล-ซาอาดี ผู้แทนถาวรของเยเมนประจำสหประชาชาติ เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการต่อกลุ่มฮูตี

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ซาอุดีอาระเบียออกประกาศเตือนภัยในนครเมกกะและพื้นที่หลายแห่งทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งมีพรมแดนติดกับเยเมน โดยการแจ้งเตือนในเมกกะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ หนึ่งวันก่อนหน้านั้น การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากเยเมนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 13 คนในพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย

นอกจากการโจมตีทางอากาศ กลุ่มฮูตียังประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย และโจมตีเรือของซาอุฯ ในทะเลแดง หลังสามารถยึดพื้นที่ชายฝั่งทะเลแดงของเยเมนได้เป็นวงกว้าง รวมถึงพื้นที่ใกล้ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดน

การควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มความกังวลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งต้องใช้เส้นทางทะเลเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้

ซาอุดีอาระเบียและอียิปต์จึงเรียกร้องให้มีการรับประกันเสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือทั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ขณะที่กาตาร์เตือนว่า หากช่องแคบบับ เอล-มันเดบถูกปิด อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

ความไม่มั่นคงในทะเลแดงยังสร้างแรงกดดันต่อคลองสุเอซของอียิปต์ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ โดยรายได้จากคลองในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของระดับก่อนปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มฮูตีเริ่มโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดง โดยอ้างว่าเป็นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวปาเลสไตน์ในช่วงสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ฝ่ายฮูตีกล่าวหาว่า ซาอุดีอาระเบียโจมตีทางอากาศ 52 ครั้งในเยเมนภายในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนวันอังคาร โดยอ้างว่าเป้าหมายบางแห่งเป็นพื้นที่พลเรือน รวมถึงโรงเรียนและสะพาน ขณะที่ฝ่ายซาอุฯ ยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า กองกำลังเฉพาะกิจของสหรัฐฯ กำลังช่วยเพิ่มการแบ่งปันข่าวกรองและให้ความช่วยเหลือด้านการวางแผนแก่กองกำลังซาอุดีอาระเบีย ขณะที่สถานการณ์การสู้รบและความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือในภูมิภาคยังคงทวีความตึงเครียด.

ที่มา Al Jazeera / Reuters

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ค้านข้อเรียกร้องให้ชะลอพัฒนา AI ชี้ตลาดและความรับผิดทางกฎหมายเพียงพอ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ค้านข้อเรียกร้องให้ชะลอพัฒนา AI ชี้ตลาดและความรับผิดทางกฎหมายเพียงพอ

16 ก.ย. 2569 10:49 น.

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ค้านข้อเรียกร้องให้ชะลอพัฒนา AI ชี้ตลาดและความรับผิดทางกฎหมายเพียงพอ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอเมตา คัดค้านข้อเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีชะลอการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ  AI โดยระบุว่าชี้กลไกการแข่งขันทางธุรกิจและความรับผิดชอบทางกฎหมายคือมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุด พร้อมสนับสนุนการใช้ผู้ประเมินอิสระตรวจสอบระบบ AI

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตา แพลตฟอร์ม โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อวันที่ 15 กันยายน โดยคัดค้านกระแสเรียกร้องให้บริษัท AI ชะลอหรือระงับการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมระบุว่า บริษัท AI แต่ละแห่งมีทั้งความรับผิดชอบและแรงจูงใจทางธุรกิจที่จะทำให้โมเดลของตนมีความปลอดภัย

ซักเคอร์เบิร์กระบุว่า ผู้ใช้งานย่อมไม่ต้องการใช้ AI ที่มีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับความต้องการหรือไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ ดังนั้น ห้องปฏิบัติการ AI จึงมีแรงจูงใจโดยธรรมชาติที่จะทำให้โมเดลมีความสอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “Alignment” ซึ่งหมายถึงความพยายามทำให้เป้าหมายและพฤติกรรมของ AI สอดคล้องกับสิ่งที่มนุษย์ต้องการอย่างแท้จริง

ข้อถกเถียงเรื่องการชะลอการพัฒนา AI ปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคม หลัง OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT เปิดเผยว่า ระหว่างการทดสอบ มี “เอไอ เอเจนต์” (AI Agent) หลายร้อยระบบสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และเข้าไปในเว็บไซต์ได้ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลว่า AI กำลังพัฒนาเร็วกว่าความสามารถของบริษัทในการควบคุมความเสี่ยง

ซักเคอร์เบอร์กระบุว่า “ความไว้วางใจ” และ “Alignment” กำลังกลายเป็นความสามารถสำคัญที่ใช้แยกผลิตภัณฑ์ AI ที่ดีออกจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่น่าเชื่อถือ พร้อมเตือนว่า ห้องปฏิบัติการ AI ที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะตามหลังคู่แข่ง

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงสามวันหลัง ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เรียกร้องให้บริษัท AI ชะลอความเร็วในการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล ท่ามกลางคำเตือนจากนักวิจัยหลายรายเกี่ยวกับความเสี่ยงร้ายแรงของ AI ขณะที่ แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI และอีลอน มัสก์ แห่ง xAI ต่างออกมาสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว

ซักเคอร์เบิร์กยืนยันว่า ความเสี่ยงด้านความรับผิดทางกฎหมายก็เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้บริษัท AI ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยยกตัวอย่าง Meta ที่เคยเลื่อนการเปิดตัวระบบ “Muse AI” ซึ่งมีความสามารถด้านเอไอ เอเจนต์ ออกไปหลายเดือน เพื่อเสริมมาตรการด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบ

นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนให้มีผู้ประเมินอิสระจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบระบบ AI โดยระบุว่า Meta Superintelligence Labs ซึ่งเป็นหน่วยงานด้าน AI ของบริษัท ใช้ผู้ประเมินภายนอกอยู่แล้ว และเรียกร้องให้เกิดระบบนิเวศของผู้ประเมินที่มีขนาดใหญ่และหลากหลายมากขึ้นในอุตสาหกรรม

ซักเคอร์เบิร์กยังระบุว่าเมตาจัดสรรกำลังประมวลผลส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในปัจจุบัน มากกว่าการพัฒนาระบบ AI ที่สามารถปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ท่าทีของเขาสะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวทางกำกับดูแล AI โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งออกมาปฏิเสธความกังวลเกี่ยวกับอันตรายของ AI และระบุว่าสหรัฐฯ มีมาตรการป้องกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia

ในขณะเดียวกัน แอนดรูว์ เฟอร์กูสัน  ประธานคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า ทุกฝ่ายควร “ระแวดระวัง” บริษัท AI ที่ออกมาเรียกร้องขอยกเว้นกฎหมายต่อต้านการผูกขาด เพื่อร่วมมือกันชะลอการพัฒนา AI ตามที่ทาง Anthropic เคยร้องขอเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมตาเองเพิ่งเผชิญแรงกดดันทางกฎหมายในประเด็นอื่น โดยในเดือนสิงหาคม บริษัทตกลงจ่ายเงินสูงสุดราว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยุติคดีจากรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าเฟซบุ๊กและ อินสตาแกรมถูกออกแบบให้สร้างการเสพติดในเด็ก โดยเมตาไม่ได้ยอมรับว่ากระทำผิดแต่อย่างใด.

ที่มา Reuters / AFP

เฮลิคอปเตอร์ข่าวตกขณะบินไปทำข่าวรถชนในลอสแอนเจลิส ดับ 3 ศพ

เฮลิคอปเตอร์ข่าวตกขณะบินไปทำข่าวรถชนในลอสแอนเจลิส ดับ 3 ศพ

16 ก.ย. 2569 10:44 น.

เฮลิคอปเตอร์ข่าวตกขณะบินไปทำข่าวรถชนในลอสแอนเจลิส ดับ 3 ศพ

เฮลิคอปเตอร์ข่าวตกในย่านชานเมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ เบื้องต้นคาดกำลังบินไปทำข่าวอุบัติเหตุรถเมล์ชน SUV ใกล้จุดเกิดเหตุ  

วันที่ 16 กันยายน 2569 เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในย่านชานเมืองนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ โดยเหตุเกิดใกล้ถนนลูร์ไลน์ อเวนิว กับถนนนอร์ดฮอฟฟ์ สตรีท ก่อนเวลา 19.00 น. วันที่ 15 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครลอสแอนเจลิส ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ตกลงระหว่างอาคารพาณิชย์ 2 แห่ง ก่อนเกิดไฟลุกไหม้ตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้และรถยนต์หลายคัน เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว โดยในเบื้องต้นมีรายงานว่า เฮลิคอปเตอร์ลำนี้เป็นเฮลิคอปเตอร์ข่าวที่กำลังบินไปทำข่าวอุบัติเหตุรถเมล์เมโทรชนกับรถเอสยูวี บริเวณใกล้เคียง  

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครลอสแอนเจลิส เปิดเผยว่า พบผู้ประสบเหตุ 1 คนอยู่นอกเฮลิคอปเตอร์หลังเครื่องตก และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่มีผู้ประสบเหตุอีก 1 คนถูกนำส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ โดยยังไม่ทราบอาการ ส่วนจำนวนคนทั้งหมดที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ขณะเกิดเหตุยังไม่ชัดเจน

ทางด้านสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ลำนี้เป็นแบบ ยูโรคอปเตอร์ เอเอส350 บี2 ผลิตในปี 2547 ขณะที่ตำรวจนครลอสแอนเจลิส ยืนยันว่าไม่ใช่เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจ ขณะเดียวกันคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯจะเป็นหน่วยงานหลักในการสอบสวน ขณะที่สาเหตุของเฮลิคอปเตอร์ตกยังไม่ทราบแน่ชัด.

ที่มา BBC

Kennedy Center ปิดปรับปรุง 2 ปี หลังศาลห้ามใส่ชื่อ Trump บนตัวอาคาร

Kennedy Center ปิดปรับปรุง 2 ปี หลังศาลห้ามใส่ชื่อ Trump บนตัวอาคาร

16 ก.ย. 2569 10:28 น.

Kennedy Center ปิดปรับปรุง 2 ปี หลังศาลห้ามใส่ชื่อ Trump บนตัวอาคาร

Kennedy Center เตรียมปิดปรับปรุงครั้งใหญ่นาน 2 ปี หลังศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งห้ามเพิ่มชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ด้านหน้าอาคารโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ขณะที่ทรัมป์ยืนกรานให้เพิ่มชื่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องสำหรับ ศูนย์ศิลปะการแสดงจอห์น เอฟ. เคนเนดี (Kennedy Center) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังคณะกรรมการบริหารลงมติเมื่อวันที่ 15 กันยายน ให้ปิดศูนย์เพื่อดำเนินการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 2 ปี และมีงบประมาณโครงการประมาณ 257 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8,000 ล้านบาท

การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึง 2 ชั่วโมงหลัง คริสโตเฟอร์ คูเปอร์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับความพยายามของคณะกรรมการที่จะเพิ่มชื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงบนด้านหน้าอาคารเป็นครั้งที่ 2 โดยศาลระบุว่าคณะกรรมการไม่มีอำนาจเพิ่มอนุสรณ์หรือเปลี่ยนชื่อพื้นที่เพื่อเป็นเกียรติแก่ทรัมป์ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

คณะกรรมการ Kennedy Center มีทรัมป์เป็นประธาน และสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทรัมป์แต่งตั้ง หลังจากทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว เขาเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางของศูนย์ รวมถึงผลักดันแผนปรับปรุงอาคารและเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของสถาบัน

ด้านทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังมีคำสั่งศาลระบุว่า การปรับปรุงและบูรณะ Kennedy Center จะยังไม่เริ่มต้นจนกว่าศาลอุทธรณ์จะพิจารณาคำสั่งดังกล่าว และหากคำตัดสินยังไม่เปลี่ยนแปลง เขาระบุว่างานปรับปรุงจะไม่เกิดขึ้น

ข้อพิพาทเรื่องชื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีนี้ โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการเคยนำชื่อทรัมป์ไปใส่บนด้านหน้าอาคาร ก่อนที่ผู้พิพากษาคูเปอร์จะมีคำสั่งให้ถอดออกในเดือนพฤษภาคม และคนงานได้ถอดชื่อออกในเดือนมิถุนายน

Kennedy Center ซึ่งเปิดดำเนินการในปี 1971 เป็นอนุสรณ์สถานที่ตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึง ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี และเป็นสถานที่สำคัญด้านศิลปะการแสดงของสหรัฐฯ โดยเป็นที่ตั้งของ Washington National Opera และ National Symphony Orchestra รวมถึงเป็นสถานที่จัดงาน Kennedy Center Honors เป็นประจำทุกปี

ในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา ศิลปินหลายรายยกเลิกการแสดง ขณะที่ Washington National Opera และ National Symphony Orchestra ต้องหาสถานที่จัดแสดงแห่งอื่น ส่งผลให้รายได้ของศูนย์ลดลงอย่างมาก โดยคณะกรรมการระบุว่าสถานะทางการเงินของศูนย์อยู่ในภาวะเปราะบาง และมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการจ่ายค่าแรงและค่าบำรุงรักษา

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องอำนาจในการเปลี่ยนชื่อยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย โดยศาลระบุว่า Kennedy Center ถูกกำหนดให้เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเคนเนดีตามกฎหมายที่สภาคองเกรสให้ความเห็นชอบ ดังนั้นการเพิ่มชื่อบุคคลอื่นในลักษณะเป็นอนุสรณ์จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจึงทำให้อนาคตของ Kennedy Center ยังคงอยู่ท่ามกลางทั้ง ข้อพิพาททางกฎหมาย แผนปรับปรุงอาคาร และความขัดแย้งเรื่องการเพิ่มชื่อทรัมป์ โดยฝ่ายกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลดังกล่าวแล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

พบฟอสซิลฟัน “มาสโตดอน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

พบฟอสซิลฟัน "มาสโตดอน" สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

16 ก.ย. 2569 09:57 น.

พบฟอสซิลฟัน “มาสโตดอน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

นักธรณีวิทยาพบฟอสซิลฟัน ความยาวเกือบ 9 นิ้วกลางลำธารในเขตซานมาเทโอ ใกล้ซานฟรานซิสโก ตรวจพบเป็นฟันของ “มาสโตดอน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

วันที่ 16 กันยายน 2569 นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยการพบฟอสซิลสำคัญในพื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ หลังนักธรณีสัณฐานวิทยาค้นพบฟันขนาดใหญ่ฝังอยู่กลางลำธารในเขตซานมาเทโอ เคาน์ตี ก่อนตรวจสอบพบว่าเป็นฟันของ “แปซิฟิก มาสโตดอน” (Pacific mastodon) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง เคยอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือเมื่อหลายพันปีก่อนที่จะสูญพันธุ์ไป

บริดจิด ลินช์ นักธรณีสัณฐานวิทยาจากบริษัทบาลานซ์ ไฮโดรลอจิกส์ เปิดเผยว่า พบฟอสซิลนี้ขณะทำงานในโครงการฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัยบริเวณลำธารแห่งหนึ่ง โดยฟันมีความยาวเกือบ 9 นิ้ว หรือประมาณ 23 เซนติเมตร โดยระบุว่า ฟอสซิลฟันชิ้นนี้หาได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะมันอยู่กลางลำธาร โดยมีส่วนหนึ่งจมอยู่ในน้ำและอีกส่วนโผล่พ้นน้ำขึ้นมา พร้อมระบุว่า ฟอสซิลฟันอยู่ในสภาพสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง โดยยังพบทั้งส่วนฟันและรากฟันครบถ้วน ทำให้สามารถนำไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้

รายงานข่าวระบุว่า ฟอสซิลถูกพบในลำธารบนพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขตอนุรักษ์พื้นที่เปิดโล่งภูมิภาคมิดเพนนินซูลา และได้รับการส่งมอบให้แก่คณะวิชาความยั่งยืนดูเออร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อการศึกษาและวิจัย โดยนักวิทยาศาสตร์เตรียมตรวจสอบอายุของฟอสซิล และจัดทำแบบจำลองสามมิติของฟัน เพื่อใช้สำหรับการศึกษาและเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชนต่อไป.

ที่มา AP

พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงย้ายโรงเรียนกะทันหัน เหตุหวั่นเรื่องความปลอดภัย

พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงย้ายโรงเรียนกะทันหัน เหตุหวั่นเรื่องความปลอดภัย

16 ก.ย. 2569 09:07 น.

พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงย้ายโรงเรียนกะทันหัน เหตุหวั่นเรื่องความปลอดภัย

เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล ให้ลูกทั้ง 2 คนย้ายโรงเรียน หลังเข้าเรียนได้เพียง 2 วัน เหตุทีมรักษาความปลอดภัยกังวลเรื่องการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลและมีการจราจรหนาแน่น

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอีกครั้ง สำหรับครอบครัวของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล หลังมีการยืนยันว่า เจ้าชายอาร์ชี พระโอรสวัย 7 ปี และเจ้าหญิงลิลิเบต พระธิดาวัย 5 ปี จะต้องย้ายโรงเรียนใหม่ หลังเพิ่งเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนได้เพียง 2 วัน

โฆษกของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 กันยายนว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังหารือกับทีมรักษาความปลอดภัยของครอบครัว โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมในทางปฏิบัติของการเดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียน

รายงานระบุว่า ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียน ประกอบกับสภาพการจราจรที่หนาแน่นในพื้นที่ ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเดินทางของทั้งสองพระองค์

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเจ้าชายแฮร์รี่ย้ำว่า การย้ายโรงเรียนไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพของโรงเรียนเดิมแต่อย่างใด โดยพ่อแม่ยังคงรู้สึกขอบคุณครูและบุคลากรทุกคนสำหรับความรัก ความเอาใจใส่ และการดูแลเด็กทั้งสองเป็นอย่างดี

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังเจ้าชายแฮร์รี่ เมแกน และลูกๆ เพิ่งย้ายกลับมาใช้ชีวิตในอังกฤษ หลังอาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ มานาน 6 ปี โดยสถานที่พักอาศัยแห่งใหม่และรายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนของลูกๆ ยังคงถูกเก็บเป็นความลับด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย

ประเด็นด้านความปลอดภัยยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับเจ้าชายแฮร์รี่ หลังพระองค์เคยวิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษที่ยกเลิกการคุ้มครองตำรวจโดยอัตโนมัติสำหรับพระองค์และครอบครัวแบบเดียวกับสมาชิกระดับสูงของราชวงศ์ โดยปัจจุบันมีการจัดระบบรักษาความปลอดภัยเป็นกรณีเฉพาะ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษกำลังทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าชายแฮร์รี่ และโฆษกของทั้งคู่ยืนยันด้วยว่า การรักษาความปลอดภัยของเมแกนกำลังถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ทั้งคู่ย้ายออกจากอังกฤษ.

ที่มา : channelnewsasia

ผู้นำเกาหลีเหนือไว้อาลัยอดีตรองรมว.กลาโหมผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ

ผู้นำเกาหลีเหนือไว้อาลัยอดีตรองรมว.กลาโหมผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ

16 ก.ย. 2569 09:05 น.

ผู้นำเกาหลีเหนือไว้อาลัยอดีตรองรมว.กลาโหมผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ

สื่อเกาหลีเหนือรายงาน “ยุน ทงฮยอน” อดีตรองรมว.กลาโหม และนายทหารคนสำคัญ ผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ เสียชีวิตแล้ว “คิม จอง อึน” แสดงความเสียใจและส่งพวงหรีดไว้อาลัย

วันที่ 15 กันยายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายยุน ทงฮยอน อดีตรองรัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของกองทัพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ เสียชีวิตแล้ว  โดยนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตของยุน พร้อมส่งพวงหรีดไปร่วมไว้อาลัย

รายงานข่าวระบุว่า นายยุนมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีทางทหารของเกาหลีเหนือ โดยทำงานในตำแหน่งสำคัญในภาคอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์มาเป็นเวลานาน เขายังเป็นนายทหารคนสำคัญที่ติดตามคิม จอง อึน อย่างใกล้ชิดระหว่างการตรวจสอบโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ รวมถึงการฝึกซ้อมทางทหารหลายครั้ง

โดยนายยุนได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้อำนวยการกระทรวงกองทัพประชาชน และปรากฏตัวเคียงข้างผู้นำเกาหลีเหนืออยู่บ่อยครั้งในช่วงกลางทศวรรษ 2010 ขณะที่คิมเดินทางไปสังเกตการณ์การทดสอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้องและขีปนาวุธหลายครั้ง ขณะที่ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์หลังเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 ในปี 2559 นายยุนเคยเตือนว่า เกาหลีเหนือพร้อมใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีก่อน หากฝ่ายศัตรูเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความภาคภูมิใจและอำนาจของรัฐบาลเกาหลีเหนือ

ที่มา Yonhap 

แฟนเพลงรำลึก Dolly Parton ผ่านเขาวงกตไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา-แคนาดา จำลองเป็นภาพใบหน้านักร้องดัง

แฟนเพลงรำลึก Dolly Parton ผ่านเขาวงกตไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา-แคนาดา จำลองเป็นภาพใบหน้านักร้องดัง

16 ก.ย. 2569 08:53 น.

แฟนเพลงรำลึก Dolly Parton ผ่านเขาวงกตไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา-แคนาดา จำลองเป็นภาพใบหน้านักร้องดัง

แฟนเพลงร่วมรำลึกถึง ดอลลี พาร์ตัน ผ่านเขาวงกตในไร่ข้าวโพด 20 แห่งในสหรัฐฯ และแคนาดา หนึ่งในนั้นออกแบบเป็นใบหน้าและทรงผมสีบลอนด์อันเป็นเอกลักษณ์ของนักร้องระดับตำนาน

กลายเป็นอนุสรณ์กลางทุ่งข้าวโพดที่ทั้งแปลกตาและน่าประทับใจ สำหรับเขาวงกตธีม ดอลลี พาร์ตัน (Dolly Parton) ที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปเดินตามเส้นทาง เพื่อร่วมรำลึกถึงนักร้องคันทรีชื่อดังของสหรัฐฯ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยวัย 80 ปี

หนึ่งในเขาวงกตดังกล่าวตั้งอยู่ที่ฟาร์มของ Twins BBQ Co. ในเมืองบรูคฟิลด์ รัฐคอนเนตทิคัต ออกแบบบนพื้นที่ 5 เอเคอร์ มีเส้นทางรวมยาวกว่า 1 ไมล์ โดยเมื่อมองจากพื้นดินจะเห็นเพียงต้นข้าวโพดสูงท่วมหัว แต่เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นใบหน้า ชื่อ และทรงผมของดอลลี พาร์ตันปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

เจ้าของฟาร์มบอกว่า ส่วนที่ยากที่สุดของเขาวงกตคือทรงผมของดอลลี เพราะมีรายละเอียดและปลายผมจำนวนมาก ทำให้ผู้เข้าไปพิชิตเขาวงกตต้องตัดสินใจตามทางแยกหลายร้อยจุด และอาจหลงทางได้ง่าย

เขาวงกตแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “Get Lost with Dolly” ซึ่งมีเขาวงกตธีมดอลลี พาร์ตันทั้งหมด 20 แห่ง เปิดตามฟาร์มใน 15 รัฐของสหรัฐฯ และ 2 มณฑลของแคนาดา

โครงการจัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 31 ปีของ Imagination Library โครงการมอบหนังสือให้เด็กที่ดอลลี พาร์ตันก่อตั้งขึ้นในปี 1995 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อของเธอ ซึ่งไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือได้

ปัจจุบัน Imagination Library ระบุว่า ได้มอบหนังสือให้เด็กๆ แล้วมากกว่า 300 ล้านเล่ม และส่งหนังสือฟรีให้เด็กกว่า 3 ล้านเล่มต่อเดือนใน 5 ประเทศ

ฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการจะบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากค่าเข้าชมเขาวงกตให้กับโครงการ Imagination Library ในพื้นที่

สำหรับเขาวงกตในคอนเนตทิคัต เริ่มปลูกข้าวโพดในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ก่อนเริ่มวางแบบในเดือนกรกฎาคม โดยทีมงานใช้แบบร่างบนกระดาษกราฟและทำเครื่องหมายเส้นทางด้วยมือ ขณะที่ต้นข้าวโพดมีความสูงประมาณ 8 นิ้ว

เขาวงกตเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน และมีกำหนดเปิดไปจนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน

เดิมแคมเปญ “Get Lost with Dolly” ถูกวางแผนไว้ก่อนที่ดอลลี พาร์ตันจะเสียชีวิต แต่หลังการจากไปของเธอ โครงการนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่แฟนเพลงทั่วทวีปอเมริกาเหนือใช้รำลึกถึงศิลปินผู้มีผลงานเป็นที่รู้จักมาหลายชั่วอายุคน.

ที่มา : AP

3 บิ๊ก AI สหรัฐฯ ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัย ทรัมป์-Nvidia สวนเตือนเกินจริง

3 บิ๊ก AI สหรัฐฯ ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัย ทรัมป์-Nvidia สวนเตือนเกินจริง

16 ก.ย. 2569 05:59 น.

3 บิ๊ก AI สหรัฐฯ ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัย ทรัมป์-Nvidia สวนเตือนเกินจริง

บริษัทผู้พัฒนา AI ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง OpenAI, Anthropic และ Google กำลังร่วมมือกันเพื่อจัดตั้ง องค์กรกำหนดมาตรฐาน AI ท่ามกลางความกังวลเรื่องอันตรายจากเทคโนโลยีนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 15 ก.ย. 2569 ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google กำลังร่วมมือกันเพื่อจัดตั้ง องค์กรกำหนดมาตรฐาน AI (AI standards body) เพื่อกำกับดูแลกันเอง โดยมีต้นแบบมาจากองค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมทางการเงินของสหรัฐฯ (FINRA) ท่ามกลางความกังวลเรื่องอันตรายของ AI ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

แนวคิดนี้ต่อยอดมาจากข้อเสนอของ เดมิส ฮัสซาบิส ผู้บริหาร Google DeepMind ที่เรียกร้องให้สหรัฐฯ ตั้งองค์กรทดสอบระบบ AI ที่ทรงพลังที่สุดก่อนเปิดตัวสู่สาธารณะ โดยระบุว่าต้องใช้เงินทุนมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดบุคลากรระดับโลกและสนับสนุนทรัพยากรคำนวณขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ถูกคัดค้านจาก ไอเดน โกเมซ ซีอีโอของ Cohere บริษัท AI จากแคนาดา ซึ่งออกมาโจมตีว่า กลุ่มบริษัทอเมริกันเหล่านี้กำลังรวมหัวกันตั้ง “กลุ่มผูกขาด” (cartel) โดยอ้างเรื่องความปลอดภัย เพื่อเขียนกฎเกณฑ์ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง

“AI จำเป็นต้องมีเกราะป้องกัน นั่นไม่ใช่ประเด็นโต้แย้งและไม่เคยเป็น แต่ข้อโต้แย้งคือใครเป็นคนเขียนมันขึ้นมา ใครมีส่วนร่วมได้บ้าง และกฎเหล่านั้นกำลังปกป้องผลประโยชน์ของใคร” นายโกเมซกล่าว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตพนักงานบริษัทผู้พัฒนา AI หลายคนยื่นใบลาออกและออกมาเตือนภัย เช่น เจคอบ คอกซอน ซึ่งเคยทำงานกับทั้ง Anthropic และ OpenAI ที่ระบุว่าบริษัท AI กำลัง “เอาชีวิตของผู้คนไปเดิมพัน” และ บิลาล ชุกไต จาก Google DeepMind ที่เตือนว่า AI มีศักยภาพถึงขั้นล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้

ขณะที่ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI ลง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI , อีลอน มัสก์ และเดมิส ฮัสซาบิส

แต่คำเตือนเหล่านั้นถูกปฏิเสธโดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มองว่าความกังวลของเหล่าวิศวกร AI และผู้นำบริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกเป็นเพียง “เรื่องหลอกลวง” พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องเร่งพัฒนา AI เพื่อแข่งขันกับจีน

ส่วนนาย เจนเซน หวง ซีอีโอของบริษัท Nvidia ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และชิปประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ของโลก ก็ออกมาปฏิเสธคำเตือนเหล่านี้เช่นกัน โดยระบุว่าการคาดการณ์ว่า AI จะทำลายล้างมนุษยชาตินั้น “ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์” และเป็นเรื่องที่ไม่รับผิดชอบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna