‘ณเดชน์’ นำทัพสายฮา ป๋ากิ๊ก-เบิ้ล-วิเวียน ปล่อยมุกสุดขำในงาน กาล่าพรีเมียร์ ‘จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้’

16 กันยายน 2569 เวลา 16:08 น.

เสิร์ฟเดทแรก! แจกความสดใสใจฟูขั้นสุด สำหรับงานกาล่าพรีเมียร์ภาพยนตร์ซูเปอร์ฟีลกู้ด “HENRY’s First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้” ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง GDH และ Sony Pictures International Productions ที่นำภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง 50 FIRST DATES มารีเมกใหม่ โดยเติมเต็มมิติของครอบครัวควบคู่ไปกับเรื่องราวความรัก เพื่อให้เป็น ‘Date Movie’ สำหรับทุกความสัมพันธ์ ทั้งคู่รัก เพื่อน ครอบครัว และพี่น้อง   พร้อมด้วยความโรแมนติกคอมเมดี้แฟมิลี่ที่ทุกคนรอคอย  โดยเนรมิตบรรยากาศแห่งความรัก ณ ชั้น 1 ลาน Central Court ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมไฮไลต์บอลลูนสีสดใสที่ตั้งตระหง่านบริเวณลานด้านหน้า   ให้แฟน ๆ ได้ปักหมุดเช็กอินและถ่ายภาพเก็บความทรงจำสุดสวีตกันแบบจุใจ

เริ่มต้นบรรยากาศด้วยความคึกคัก โดยพิธีกร โอปอล์-ปาณิสรา  อารยะสกุล ต้อนรับทุกคนเข้าสู่งาน  พร้อมเปิดตัวทีมนักแสดงนำท่ามกลางเสียงกรี๊ดสนั่น! นำโดยพระเอกสุดฮอต ณเดชน์ คูกิมิยะ ควงคู่มากับนางเอกสาว    มินนี่-ณิชา ยนตรรักษ์ (MINNIE of i-dle) แท็กทีมแก๊งครอบครัวสายฮา นำโดย ป๋ากิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ, เบิ้ล ปทุมราช และ วิเวียน-ทิพากร ไชยประสิทธิ์ ก่อนจะร่วมพูดคุยกับ 2 โปรดิวเซอร์ วัน-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ และเมษ ธราธร ผู้รับหน้าที่กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ พร้อมด้วยทีมนักแสดงนำ ที่มาร่วมบอกเล่าเรื่องราวความสนุกในกองถ่าย ถ่ายทอดเบื้องหลังความฮาและมวลความอบอุ่นแบบครบครัน แถมงานนี้  ครอบครัวเฮนรี่ขอเซอร์ไพรส์! โดย เบิ้ล  โชว์ลูกคอในเพลงมิวสิคคัลที่ตั้งใจมาร้องให้ ลูซี่ ฟังโดยเฉพาะ! โดยมี ป๋า และ วิเวียน มาช่วยเป็นลูกคู่ สร้างความครื้นเครงให้ทั้งงานมีแต่เสียงหัวเราะ

จากนั้นมาอัปเลเวลความฟินให้หัวใจฟูฟ่องยิ่งขึ้น ด้วยโชว์สุดพิเศษจากมินนี่-ณิชา ยนตรรักษ์ (MINNIE of i-dle) ที่ขึ้นเวที คว้าไมค์โชว์เสียงร้องสะกดหัวใจทุกคนในเพลงประกอบภาพยนตร์ “ขอจีบ (nice to meet you)” [From HENRY’s First Dates] เพลงที่ถ่ายทอดความรู้สึกของ “ลูซี่” กับภารกิจตกหลุมรักคนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ปิดท้ายโมเมนต์ความประทับใจด้วยการถ่ายภาพร่วมกัน นำโดย จินา โอสถศิลป์   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด      และปรียาวรรณ ภูวกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมพาร์ตเนอร์ ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และทีมนักแสดง งานนี้เหล่าศิลปิน นักร้อง นักแสดงในแวดวงบันเทิง ต่างมาร่วมยินดีและให้กำลังใจกันอย่างเนืองแน่น  อาทิ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ตู่-ภพธร, แจน-จิตติมา, เก๋-ชลลดา พร้อมด้วยทีมคู่รัก เปาวลี พรพิมล ที่ควงคู่มากับสามี เอิร์ธ-กานต์ กิจเจริญ, นิว-ชัยพล และภรรยา เมษา-กิตติมา รวมถึงครอบครัวระเบียบวาทะศิลป์ นำทีมโดย พ่อเอ๊ะ-ภักดี, ต้าวหยอง พร้อมด้วย นุ๊ก-ธนดล, ปาย-ฉัตรนภา, ใบปอ-ธิติยา , ตู-ต้นตะวัน , นนน-กรภัทร์ , มาร์ค-ภาคิน , ปอนด์-พลวิชญ์, แปลน-รัฐวิทย์, น้องสิงห์ มาพร้อม คุณพ่อวุธ-อัษฎาวุธ  ร่วมด้วย แก้ม วิชญาณี,  ณ-ณภัทร, ยิม-ธัญญะ, ส้วม-สุขพัฒน์, เอ๋-มณีรัตน์, วี-วีรยา, ฟ้อนด์-ณัฐทิชา, เรียวตะ โอมิ, ลาล่า โปงลางสะออน, ธัญญ่า ชัชชญา ฯลฯ

‘สุนทราภรณ์’ เชื่อมทุกเจเนอเรชัน จาก Gen Gap สู่ Gen Groove

16 กันยายน 2569 เวลา 15:47 น.

พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความต่างของวัย” ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นช่องว่างเสมอไป สำหรับซีรีส์ฟีลกู๊ด “จังหวะรัก ต่างเจน” (Fill The Beat) ที่หยิบเรื่องใกล้ตัวอย่าง Generation Gap มาถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของครอบครัว ความสัมพันธ์ และบทเพลงอมตะจาก “สุนทราภรณ์” จนกลายเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ไม่เพียงมอบความบันเทิง แต่ยังชวนคนต่างวัยกลับมาใช้เวลาร่วมกัน พร้อมพาบทเพลงแห่งความทรงจำกลับมามีชีวิตในหัวใจของคนรุ่นใหม่อีกครั้ง

ล่าสุด กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (Thai Media Fund) ร่วมกับ บริษัท คูก้าร์ จำกัด (COUGAR COMPANY LIMITED) จัดงาน PRESS & THANKS “Fill The Beat: จังหวะรัก ต่างเจน” ภายใต้แนวคิด “FROM GEN GAP TO GEN GROOVE” เพื่อขอบคุณทุกแรงสนับสนุน พร้อมร่วมพูดคุยถึงความสำเร็จและเบื้องหลังแนวคิดของซีรีส์ที่ต้องการเปลี่ยน “ช่องว่างระหว่างวัย” ให้กลายเป็น “จังหวะ” ที่คนทุกเจเนอเรชันสามารถเข้าใจและเดินไปด้วยกันได้

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและคึกคักจากตัวแทนหลากหลายเจเนอเรชันนำโดย แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์,  ตุ๊ก วิยะดา โกมารกุล ณ นคร, ไจแอนท์ เชิญยิ้ม, โป้ โยคี เพลย์บอย, ต่อ อรรถกร สอนยศ, พัตเตอร์ ภูเบศ ประทุมรัตน์, ต้นเตย จิดาภา ผลโรจน์ปัญญา และ กีต้าร์ สาริน ตั้งเจริญไพศาล พร้อมด้วย เก๋ แสงระวี จงศิริกุล Project Director และอั๊ต อัษฎา พานิชกุล Co-Producer ซึ่งร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องนี้ มาร่วมแบ่งปันทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และประสบการณ์ การทำงานของคนต่างวัย

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากศิลปินชื่อดัง มาช่า วัฒนพานิช มาร่วมงาน สร้างสีสันแห่งการเชื่อมโยงทุกเจเนอเรชันสมบูรณ์ยิ่งขึ้นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ “จังหวะรัก ต่างเจน” คือการนำ “บทเพลงสุนทราภรณ์” ซึ่งเป็นมรดกทางดนตรีที่อยู่คู่สังคมไทย มายาวนาน มาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความทรงจำของคนรุ่นใหญ่เข้ากับโลกของคนรุ่นใหม่ โดยไม่ได้หยิบมาใช้เพียงเพื่อสร้างบรรยากาศย้อนยุค แต่ทำให้บทเพลงเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ความสัมพันธ์ และอารมณ์ของ ตัวละครอย่างกลมกลืน

จากบทเพลงที่คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย หรือพ่อแม่เคยคุ้นเคย กลายเป็นบทเพลงที่ลูกหลานได้ฟัง ได้รู้จัก และมีพื้นที่พูดคุยร่วมกันอีกครั้ง สอดคล้องกับความตั้งใจของซีรีส์ที่อยากสร้างความบันเทิงในแบบ “เด็กดูสนุก ผู้ใหญ่ดูแล้วยิ้มและนึกถึงวันวาน”   จนเกิดเป็นช่วงเวลาที่คนต่างวัยสามารถกลับมานั่งหน้าจอเดียวกัน และแชร์ความรู้สึกเดียวกันได้อีกครั้ง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญภายในงาน คือการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินและนักแสดงแต่ละเจเนอเรชันได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ Generation Gap ตั้งแต่เรื่องภาษา ไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี ไปจนถึงวิธีคิดและการใช้ชีวิต สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละวัยจะเติบโตมาในบริบทที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเปิดใจรับฟัง ความแตกต่างก็สามารถกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และพัฒนาไปสู่ความเข้าใจระหว่างกันได้

ไฮไลต์ที่เรียกรอยยิ้มและสร้างสีสันให้กับงาน คือการนำบทเพลงระดับตำนาน “รำวงลอยกระทง” มาตีความใหม่ในชื่อ “ลอย Let It Flow” ผสมกลิ่นอายของรำวงเข้ากับจังหวะดนตรีร่วมสมัย ให้คนทุก Gen สามารถร้อง เต้น และ Enjoy ไปด้วยกัน ก่อนชวนทั้งนักแสดง สื่อมวลชน และแฟน ๆ ร่วมสนุกกับท่าเต้นบนเวที เปลี่ยนภาพของ “Gen Gap” ให้กลายเป็น “Gen Groove” อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ยังได้รับเกียรติจาก คุณปราโมทย์ บุญนำสุข รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ คุณปราณิสา เตียวพิพิธพร ผู้อำนวยการกองส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมสะท้อนถึงความสำคัญของการสนับสนุนผลงานสร้างสรรค์ที่สามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอด และสื่อสารกับผู้ชมร่วมสมัยได้อย่างเข้าถึง

เบื้องหลังความสำเร็จของ “จังหวะรัก ต่างเจน” ยังเกิดจากความร่วมมือของผู้สร้าง ผู้กำกับ นักแสดง ทีมงาน ตลอดจนเจ้าของผลงานและทายาทของเหล่าบูรพศิลปินแห่งวงการเพลงสุนทราภรณ์ รวมถึงพันธมิตรและทุกภาคส่วนที่มองเห็นเป้าหมายเดียวกันว่า ซีรีส์เรื่องนี้ควรเป็นมากกว่าความบันเทิง แต่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ช่วยให้สมาชิกในครอบครัวได้กลับมาพูดคุย รับฟัง และเข้าใจกันมากขึ้น

ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Baby Boomer, Gen X, Gen Y หรือ Gen Z ทุกคนอาจมี “จังหวะ” ของตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะประสานเป็นเพลงเดียวกันไม่ได้ ต่าง Gen ไม่ต่างใจ…เมื่อเสียงเพลงช่วยเติมรัก และลดช่องว่างระหว่างวัย

ติดตามชมซีรีส์ “จังหวะรัก ต่างเจน” (Fill The Beat) ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00 น. ทางช่อง เวิร์คพอยท์ 23 และรับชมย้อนหลังออนไลน์ เวลา 09.30 น. บน VIU ที่เดียวเท่านั้น

แม่ฟาดน็อก! ‘เกรซ กาญจน์เกล้า’ วัย 37 สับประโยคแซ่บตอกดรามา ‘อย่าให้ใครบอกว่าไม่สวย’ (ชมคลิป)

16 กันยายน 2569 เวลา 15:35 น.

'เกรซ กาญจน์เกล้า

กลายเป็นประเด็นร้อนติดเทรนด์โซเชียลทันที หลังมีกระแสดรามาสะเทือนวงการ จากกรณีที่ 2 ไลฟ์โค้ชออกมาตั้งคำถามเชิงด้อยค่าผู้หญิงในวัย 35 ปีขึ้นไปว่าหมดความสวยและร่วงโรยตามวัย จนทำเอาบรรดาคนบันเทิงและสาวๆ ออกมาฟาดกลับกันอย่างดุเดือด ไม่เว้นแม้แต่นางเอกสาวผิวออร่า เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า ที่ล่าสุดวันนี้ 16 กันยายน 2569 ได้ออกมาตอกกลับแบบตัวมัม ผ่านคลิปวิดีโอบนอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะไปวิ่งเทรลลุยธรรมชาติสุดสับที่เขาฉลาก อำเภอศรีราชา

งานนี้บอกเลยว่านอกจากหุ่นสับสุดเป๊ะในชุดสปอร์ตบราและกางเกงวิ่งขาสั้นที่เผยให้เห็นเรียวขาและรูปร่างสุดฟิตแอนด์เฟิร์มแล้ว สิ่งที่ทำเอาแฟน ๆ และชาวเน็ตซูฮกในความแซ่บก็คือข้อความที่เจ้าตัวขึ้นไว้ในคลิปว่า “อายุ 35 อย่าให้ใครมาบอกไม่สวย เพราะ… กูสวยค่ะ (อ่านต่อในแคปชัน..)” ที่บอกเลยว่าฟีลตัวแม่ฟาดน็อกทุกติต่าง

เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

ซึ่งแม่เกรซยังร่ายยาวตอกย้ำความปังผ่านแคปชันฉบับสาววัย 37 ที่รักตัวเองแบบสุดตัว โดยระบุว่า “ฉันวันนี้ในวัย 37 ที่…รักและใจดีกับตัวเองที่สุด ดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด สุขภาพดีทั้งกายและใจที่สุด มีความรู้ มีคุณค่า มีหัวใจที่เบิกบานที่สุด ตกตะกอน เรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูกที่สุด ประสบความสำเร็จในโลกของตัวเองที่สุด เพราะเชื่อมั่นและพยายามอย่างที่สุด พูดได้เต็มปากว่าวันนี้ ฉันแกร่ง ฉันสวย ฉันรวย ประสบการณ์ที่สุด ( เงินในบัญชีก็เช่นกัน ) และฉัน…ไม่เคยว่างจ้ะ Enjoy life! Aging อย่างมีคุณค่าค่ะสาวๆ #วิ่งเทรลเขาฉลาก #เขาฉลาก #เขาฉลากศรีราชา”

เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

บอกเลยว่างานนี้ประโยคเด็ด “พูดได้เต็มปากว่าวันนี้ ฉันแกร่ง ฉันสวย ฉันรวย ประสบการณ์ที่สุด ( เงินในบัญชีก็เช่นกัน )” ทำเอาเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงและแฟนคลับแห่เข้ามาคอมเมนต์ส่งอิโมจิและคอมเมนต์กันกระจาย เช่น

“สวยอีกแล้ว”

“สวยมากคะ คุมแม่กระต่าย”

“เริ่ด”

“กูสวย จบ”

“ที่สุดค่ะแม่”

เกรซ กาญจน์เกล้า
เกรซ กาญจน์เกล้า
เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า
เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า
เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

ดูโพสต์นี้บน Instagram

โพสต์ที่แชร์โดย GRACE KK (@gracekanklao)

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม GRACE KK

แว่นมานี้มา ‘โบว์-เมลดา’ ปรากฏตัวในลุคสาวแว่นสุดซอร์ฟ ละมุนถูกใจ

16 กันยายน 2569 เวลา 15:25 น.

“โบว์–เมลดา” ขึ้นแท่น Campaign Partner คนแรกของ Transitions® ประเทศไทย การเปิดตัวครั้งนี้ “โบว์–เมลดา สุศรี” นักแสดงสาวและแฟชั่นไอคอน ได้รับเลือกให้เป็น Campaign Partner คนแรกของ Transitions® Color Touch™ ในประเทศไทย โดยแคมเปญเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ พร้อมการปรากฏตัวของโบว์–เมลดาในลุคที่สวมใส่ Transitions® Color Touch™ สีแดงรูบี้ (Ruby) เอฟเฟกต์ไล่เฉดสี (Gradient) ถ่ายทอด Personal Style ที่ดูสวย ละมุน และน่าค้นหา

บรรยากาศบริเวณ Outdoor ของพื้นที่จัดงานถูกเนรมิตให้เป็น “Transitions Color Club” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Urban Chic Color Club เพื่อให้แขกได้สัมผัส Transitions® Color Touch™ ครบทั้ง 5 เฉดสี ทดลองจับคู่สีเลนส์กับกรอบแว่นในดีไซน์ต่าง ๆ รวมถึงสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของสีเลนส์ภายใต้สภาพแสงที่แตกต่างกัน พร้อมค้นหาไอเดียในการนำสีบนเลนส์แบบ Always-on มาจับคู่กับกรอบแว่นและสไตล์การแต่งตัว เพื่อเปลี่ยนแว่นตาให้เป็นอีกหนึ่ง Fashion Statement ที่สะท้อน Personal Style ในแบบของตัวเอง

คุณศุภชัย อาชีวระงับโรค Country Manager, EssilorLuxottica Wholesale Thailand กล่าวว่า “วันนี้ผู้บริโภคชาวไทยไม่ได้มองแว่นตาเพียงในมิติของการแก้ไขสายตาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับดีไซน์ สีสัน และการเลือกแว่นตาให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองมากขึ้น Transitions® Color Touch™ จึงนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกในการเติมสีสันให้กับแว่นตา ด้วยสีบนเลนส์แบบ Always-on ที่มีสีอ่อนๆเมื่ออยู่ในร่ม และมีสีเข้มขึ้นเมื่อออกกลางแจ้ง Transitions® Color Touch™ นำเสนออีกมิติของเลนส์เปลี่ยนสี (Dynamic Lenses) ที่ผสานฟังก์ชันของเลนส์เข้ากับสีสันและสไตล์ เรารู้สึกยินดีอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับคุณโบว์–เมลดา ซึ่งมีบุคลิกสดใสและเซนส์ด้านแฟชั่นที่โดดเด่น เพื่อร่วมถ่ายทอดแนวคิดของการสนุกกับสีสันและ Personal Style ผ่านแคมเปญครั้งนี้”

โบว์–เมลดา สุศรี กล่าวถึงความรู้สึกในการร่วมงานครั้งนี้ว่า “โบว์เป็นคนที่ใส่แว่นในชีวิตประจำวันอยู่แล้วค่ะพอได้มาร่วมงานกับ Transitions® Color Touch™ สิ่งที่โบว์ชอบคือเรื่องของสีสัน เพราะทำให้เราสนุกกับการเลือกแว่นและการแต่งตัวได้มากขึ้น แต่ละสีก็ให้ความรู้สึกและคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน สามารถนำมาแมตช์กับเสื้อผ้าและลุคในแต่ละวันได้หลากหลายมากขึ้น โบว์ดีใจมากที่ได้เป็น Campaign Partner คนแรกของ Transitions® Color Touch™ ในประเทศไทย และสนุกมากที่ได้ถ่ายทอดเรื่องของสีสันและ Personal Style ผ่านแคมเปญนี้ค่ะ”

ภายในงาน โบว์–เมลดา ได้ร่วมพูดคุยกับ ปุ๊ก–จงกล พลาฤทธิ์ สไตลิสต์และ Fashion Director แถวหน้าของเมืองไทย ถึงเทรนด์การนำสีของเลนส์มาเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบในการสร้างสไตล์ให้กับแว่นตา จากเดิมที่เลนส์สีมักถูกเชื่อมโยงกับแว่นกันแดด ปัจจุบันสีของเลนส์สามารถนำมาประยุกต์เข้ากับการแต่งตัวในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยสร้างคาแรกเตอร์ที่แตกต่างให้กับแต่ละลุค ทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย

ปุ๊ก–จงกล ยังแชร์ 3 ไอเดียในการจับคู่กรอบแว่นและสีเลนส์ ได้แก่

Tone-on-Tone: จับคู่กรอบแว่นและสีเลนส์ในโทนสีเดียวกัน เพื่อสร้างลุคที่ดูกลมกลืนและแมตช์ได้ง่าย

Color Blending: เลือกสีกรอบและสีเลนส์ที่เข้ากัน เพื่อสร้างลุคที่ดูนุ่มนวลและมีมิติ

Color Contrast: จับคู่กรอบและสีเลนส์ในเฉดสีที่ตัดกัน เพื่อสร้างคาแรกเตอร์และความโดดเด่นให้กับลุค

ยิปซี เปิดโหมดแซ่บริมหาด พร้อมข้อคิดเตือนใจ อย่าให้คำว่า ‘แก่’ ลดคุณค่าของตัวเอง

16 กันยายน 2569 เวลา 14:33 น.

ทำเอาทะเลดูร้อนแรงขึ้นมาทันที สำหรับนักแสดงสาว “ยิปซี คีรติ” ที่ล่าสุดออกมาเปิดโหมดเซ็กซี่ริมชายหาด ด้วยการสวมบิกินี่สีฟ้าสดใส ตัดกับสีครามของท้องทะเลและท้องฟ้า พร้อมโพสท่าสวย ๆ ท่ามกลางสายลมและแสงแดด เรียกเสียงฮือฮาจากแฟน ๆ ได้ไม่น้อย

นอกจากภาพความแซ่บที่เจ้าตัวนำมาฝากแล้ว ยิปซียังได้แชร์ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องความสวยและคุณค่าของมนุษย์ ซึ่งเป็นข้อความที่ชวนให้หลายคนหันกลับมามองคุณค่าของตัวเอง

โดยข้อความระบุว่า

เราจะฝึกใจดีกับตัวเองเข้าไว้

คุณค่าของมนุษย์คนหนึ่งไม่ได้วัดกันแค่ เธอดู “สดใหม่” แค่ไหน

หรือเธอ “สวยและดูดี” แค่ไหน

มันมีอะไรมากกว่านั้นอีกมาก..

ถ้าใครไม่เลือกเธอ เพียงเพราะเธอ “แก่และโรยรา”

โปรดดีใจและปล่อยเขาไปเถอะ เพราะคนคนนั้นไม่สมควรได้รับความรัก

เธอไม่มีทางสวยได้ตลอด

เธอไม่มีทางอ่อนวัยได้ตลอดไป

แต่มันไม่ได้หมายความว่าคุณค่าของเธอลดลงไปเลย

ทุกคนจะแก่ และ จะจากโลกนี้ไปในที่สุด.

คุณค่าที่แท้จริงมีแค่ตัวเราที่รู้และสัมผัสได้.

เราใช้ชีวิตยังไง.

เราทำอะไรดีๆ มาบ้าง?

เรามีความเมตตาให้กับเพื่อนมนุษย์มั้ย?

ถ้าวันนี้ เธอยังไม่เจอคนที่ มองเห็น และ โอบรับเธอ ด้วยความภูมิใจ ก็

แต่โปรดอย่าลืมโอบรับตัวเองไว้นะ

จะ 60..หรือ 80 ปี..

เธอก็เป็น “มนุษย์ที่สวยงาม” ได้เสมอ.

ภาพจาก : อินสตาแกรม @gypsykeerati

จัดใหญ่ฉลอง 16 ปี! คอนเสิร์ต ’16 ปี แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า : แผ่นดินนี้มีตำนาน’ขนทัพศิลปินระดับตำนานและรุ่นใหม่ร่วมเวที 5 ธ.ค. นี้

16 กันยายน 2569 เวลา 14:18 น.

จัดใหญ่ฉลอง 16 ปี! แถลงข่าวคอนเสิร์ต “16 ปี แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า : แผ่นดินนี้มีตำนาน” ขนทัพศิลปินระดับตำนานและรุ่นใหม่ร่วมเวที 5 ธ.ค. นี้

วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ร้านกระเทียมพริกไทยดำ (เลียบคลองสอง) ได้มีการจัดงานแถลงข่าวคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ “16 ปี แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า : แผ่นดินนี้มีตำนาน” โดยมี ซัน มาโนช พุฒตาล และ พิญโญ รุ่งสมัย รับหน้าที่ดำเนินรายการ ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง

คอนเสิร์ตในครั้งนี้เป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองการเดินทางตลอด 16 ปี ที่รวบรวมทั้งบทเพลง มิตรภาพ และความทรงจำอันทรงคุณค่า โดย อ.ไข่ มาลีฮวนน่า เป็นผู้คัดเลือกศิลปินที่จะมาร่วมงานด้วยตัวเอง ซึ่งนอกจากจะรวบรวมศิลปินรุ่นใหญ่ระดับตำนานอย่าง แอ๊ด คาราบาว, อี๊ด ฟุตบาท, บอม สินเจริญ, โป่ง หินเหล็กไฟ, เนสกาแฟ, วงแดดเดียว แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ศิลปินลูกทุ่งคลื่นลูกใหม่แรงสุดๆ อย่าง “น้องต้นข้าว สุริยา” มาร่วมสร้างสีสันบนเวทีอีกด้วย

สำหรับไฮไลต์ที่น่าจับตามองในงานแถลงข่าว คือการถ่ายทอดเพลง “แสงจันทร์” เวอร์ชันพิเศษ โดย น้องต้นข้าว สุริยา ร่วมร้องกับ อ.ไข่ มาลีฮวนน่า และได้ อี๊ด ฟุตบาท มาร่วมเป่าเม้าท์ออร์แกน สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ น้าแอ๊ด คาราบาว พร้อมด้วย บอม สินเจริญ ยังได้ร่วมแสดงในนาม BAD ASS เพื่อร่วมฉลองความสำเร็จ 16 ปีของแคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่าในครั้งนี้ด้วย

ไม่เพียงแต่เรื่องราวของดนตรี คอนเสิร์ตครั้งนี้ยังเชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยได้รับเกียรติจากการแสดง หนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี ศิลปวัฒนธรรมทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและเติมสีสันให้แก่ค่ำคืนสุดพิเศษ

16 ปี แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า :แผ่นดินนี้มีตำนาน จะจัดงาน วันที่ 5 ธันวาคม 2569 ตั้งแต่เวลา เริ่ม 18.00 น. เป็นต้นไป (โต้รุ่งจนถึงรุ่งเช้า) ณ ไร่หุบกะพง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ขอเชิญชวนแฟนเพลงร่วมฟังเพลง พบปะศิลปิน และร่วมสร้างความทรงจำบทใหม่ไปด้วยกันในคอนเสิร์ต “16 ปี แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า : แผ่นดินนี้มีตำนาน” เพราะบนแผ่นดินนี้ ทุกคนมีเรื่องราวและมีความหมายในการสร้างตำนานของตัวเอง

อาคาร 7 ชั้นในกาซาถล่ม ดับอย่างน้อย 12 คน รวมเด็ก 5 คน กว่า 100 ติดใต้ซาก

อาคาร 7 ชั้นในกาซาถล่ม ดับอย่างน้อย 12 คน รวมเด็ก 5 คน กว่า 100 ติดใต้ซาก

16 ก.ย. 2569 15:12 น.

อาคาร 7 ชั้นในกาซาถล่ม ดับอย่างน้อย 12 คน รวมเด็ก 5 คน กว่า 100 ติดใต้ซาก

เกิดเหตุอาคารที่พักอาศัย 7 ชั้นในเมืองกาซาซิตี้ ถล่มลงมาในช่วงกลางคืน หลังได้รับความเสียหายจากการโจมตีก่อนหน้านี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน รวมเด็ก 5 คน และบาดเจ็บอีก 14 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยคาดว่ายังมีผู้คนเกือบ 100 คนติดอยู่ใต้ซากอาคาร

เจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของฉนวนกาซาเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากซากอาคารที่พักอาศัยในพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองกาซาซิตี้ หลังอาคาร 7 ชั้นพังถล่มลงมาในช่วงกลางคืน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน รวมเด็ก 5 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 14 คน ขณะที่คาดว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารเกือบ 100 คน

ภาพที่ได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าวอัลจาซีราเผยให้เห็นทีมกู้ภัยพยายามช่วยเด็กและผู้รอดชีวิตออกจากซากคอนกรีต โดยมีชาวบ้านร่วมใช้มือเปล่าขุดค้นเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ด้านใน ท่ามกลางเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กที่ยังดังออกมาจากใต้ซากอาคาร

อีกภาพหนึ่งเผยให้เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งถูกช่วยออกมาได้ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่ผู้รอดชีวิตหลายคน รวมถึงเด็กเล็ก ถูกนำตัวออกจากซากอาคารในสภาพหายใจหอบ ก่อนถูกส่งขึ้นรถพยาบาล

ราเอ็ด อัล-ดาห์ชาน ผู้อำนวยการหน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเมืองกาซาซิตี้ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุมีครอบครัวอาศัยอยู่ในอาคารดังกล่าวอย่างน้อย 10 ครอบครัว และเจ้าหน้าที่ยังคงได้ยินเสียงคนร้องจากใต้ซาก จึงยังมีความหวังว่าจะพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า อาคารแห่งนี้เคยถูกโจมตีทางอากาศของอิสราเอลมาก่อน ทำให้โครงสร้างแตกร้าวและอยู่ในสภาพไม่มั่นคง ก่อนจะพังถล่มลงมาในที่สุด

อเลสซานโดร มราคิก หัวหน้าสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP ประจำกาซา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหน่วยงานของสหประชาชาติบางแห่ง รวมถึงหน่วยงานบรรเทาทุกข์ของอียิปต์ เข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือ แต่การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากขาดเครื่องจักรและอุปกรณ์หนักที่จำเป็น ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งต้องใช้มือเปล่าขุดซากเพื่อค้นหาผู้ที่ติดอยู่

มราคิกเตือนว่า ยังมีอาคารอีกประมาณ 400 แห่งที่เสี่ยงพังถล่ม โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ขณะที่หน่วยกู้ภัยท้องถิ่นระบุว่า มีอาคารที่ได้รับความเสียหายราว 2,000 แห่งทั่วฉนวนกาซาที่ยังคงมีครอบครัวอาศัยอยู่

เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์และองค์การสหประชาชาติกล่าวโทษข้อจำกัดของอิสราเอลในการนำเครื่องจักรกลหนักเข้าสู่ฉนวนกาซา ว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การกู้ภัยทำได้อย่างจำกัด ขณะที่อิสราเอลระบุว่า มาตรการควบคุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ถูกนำไปใช้โดยกลุ่มติดอาวุธ

องค์การสหประชาชาติประเมินว่า สงครามในกาซาซึ่งเริ่มขึ้นหลังการโจมตีของกลุ่มฮามาสต่ออิสราเอลในเดือนตุลาคม 2566 ก่อให้เกิดซากอาคารและเศษวัสดุประมาณ 61 ล้านตัน และอาจต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีในการเก็บกวาด

ดาห์ชานเตือนประชาชนให้อยู่ห่างจากอาคารที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะพังถล่ม โดยระบุว่า ครอบครัวจำนวนมากถูกบังคับให้เข้าไปอาศัยในอาคารที่เสียหาย เพราะมีทางเลือกด้านที่พักพิงจำกัด หลายครอบครัวเลือกอาศัยอยู่ในอาคารที่ถูกทำลายบางส่วนเพื่อหลบลมและฝน รวมถึงเนื่องจากเต็นท์สำหรับผู้ไร้ที่อยู่อาศัยมีไม่เพียงพอ

แม้การหยุดยิงที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม 2568 จะยุติการสู้รบขนาดใหญ่ในฉนวนกาซา แต่ยังไม่สามารถยุติการโจมตีของอิสราเอลได้ และความพยายามที่จะนำไปสู่สันติภาพถาวรยังมีความคืบหน้าอย่างจำกัด

กลุ่มฮามาสกล่าวหาอิสราเอลว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและบ่อนทำลายความพยายามดำเนินแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อยุติความขัดแย้งในกาซา ซึ่งรวมถึงการถอนกำลังอิสราเอลออกจากฉนวนกาซาและการปลดอาวุธกลุ่มฮามาส ขณะที่อิสราเอลกล่าวหาว่ากลุ่มฮามาสเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในฉนวนกาซาระบุว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผล มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วมากกว่า 1,300 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสไม่ได้เปิดเผยข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นนักรบของกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ..

ที่มา Al Jazeera / Reuters

ศิลปินแห่ถอนตัว ทัวร์คอนเสิร์ต “เอ็ด ชีแรน” หลัง “แมคเคลมอร์” ถูกปลดปมหนุนปาเลสไตน์

ศิลปินแห่ถอนตัว ทัวร์คอนเสิร์ต "เอ็ด ชีแรน" หลัง "แมคเคลมอร์" ถูกปลดปมหนุนปาเลสไตน์

16 ก.ย. 2569 14:08 น.

ศิลปินแห่ถอนตัว ทัวร์คอนเสิร์ต “เอ็ด ชีแรน” หลัง “แมคเคลมอร์” ถูกปลดปมหนุนปาเลสไตน์

บรรดาศิลปินและวงดนตรีสนับสนุนทั้งหมดในทัวร์คอนเสิร์ตของ “เอ็ด ชีแรน” ประกาศถอนตัวทั้งหมด หลังแร็ปเปอร์ดัง “แมคเคลมอร์” ถูกผู้จัดปลดจากรายชื่อศิลปินร่วมทัวร์ จากกรณีแสดงจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์ ขณะที่ ชีแรน ออกมาแจงไม่ได้เป็นคนสั่งปลด เผยตนเองรู้สึกตกใจกับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์แต่เลือกที่จะไม่ใช้เวทีอาชีพของตนในการแสดงจุดยืนทางการเมือง เนื่องจากผู้ชมของเขารวมถึงเยาวชนและเด็กมาจากหลากหลายภูมิหลัง

ศิลปินที่เหลือทั้งหมดซึ่งทำหน้าที่เป็นศิลปินเปิดการแสดงในทัวร์คอนเสิร์ตสหรัฐฯ ของเอ็ด ชีแรน ประกาศถอนตัวจากทัวร์ หลังแร็ปเปอร์ “แมคเคลมอร์” ถูกถอดออกจากรายชื่อศิลปินร่วมทัวร์ เนื่องจากแสดงจุดยืนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์และวิพากษ์วิจารณ์สงครามในฉนวนกาซาบนเวที

หนึ่งในศิลปินที่ถอนตัวคือ “ฟินเนียส” (Finneas) พี่ชายของนักร้องสาวบิลลี ไอลิช ซึ่งระบุในแถลงการณ์ว่า ศิลปินไม่ควรถูกปิดปากเมื่อออกมาพูดถึงผู้ที่ถูกกดขี่ ขณะที่นักร้องและนักแต่งเพลงชาวไอริช “แอรอน โรว์” (Aaron Rowe) และวงดนตรีจากเดนมาร์ก “ลูคัส แกรแฮม” (Lukas Graham) ก็ประกาศถอนตัวเช่นกัน ส่วนวงโฟล์กไอริช Beoga ซึ่งขึ้นแสดงร่วมกับวีแรนบนเวทีทุกคืน ก็ถอนตัวจากทัวร์ด้วย

การประกาศถอนตัวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังชีแรนออกแถลงการณ์ว่า เขาจะไม่เข้าร่วมการถกเถียงเรื่องฉนวนกาซาในที่สาธารณะ และยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจถอดแมคเคลมอร์ออกจากทัวร์

เอ็ด ชีแรน ระบุผ่านอินสตาแกรมว่า การถอดแมคเคลมอร์เป็นการตัดสินใจของผู้จัดงาน ไม่ใช่การตัดสินใจของเขา พร้อมยืนยันว่าไม่ต้องการทำให้แฟนเพลงที่วางแผนมาชมการแสดงผิดหวัง และไม่ต้องการทอดทิ้งทีมงานทัวร์ ศิลปินเปิดการแสดง และนักดนตรีคนอื่น ๆ ที่พึ่งพางานดังกล่าวในการดำรงชีพ

ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน แมคเคลมอร์ หรือชื่อจริง “เบนจามิน แฮกเกอร์ตี” ขึ้นแสดงในคอนเสิร์ตของชีแรนที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ 2 รอบ และเรียกร้องให้ “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” พร้อมนำภาพความเสียหายในฉนวนกาซาขึ้นบนจอขนาดใหญ่ระหว่างการแสดงเพลง “Hind’s Hall” ซึ่งเป็นเพลงที่สนับสนุนการประท้วงของกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา

การแสดงดังกล่าวได้รับเสียงเชียร์จากผู้ชมบางส่วน แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ สภาอิสราเอล-อเมริกันเปิดคำร้องเรียกร้องให้ถอดแมคเคลมอร์ออกจากทัวร์ ขณะที่กลุ่ม StopAntisemitism กล่าวหาว่าเขานำเนื้อหาทางการเมืองมาแสดงต่อผู้ชมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

คืนถัดมาแมคเคลมอร์กลับขึ้นเวทีอีกครั้งและกล่าวถึงผู้ชมชาวยิวโดยตรงว่า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล การต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว และการต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่ได้หมายถึงการวิพากษ์วิจารณ์ชาวยิว พร้อมกล่าวว่าต้องการให้ประชาชนในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกลืม

อิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยระบุว่าปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองเป็นการป้องกันตนเองและดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา หลังกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธที่ร่วมปฏิบัติการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มฮามาส ระบุว่ามีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลแล้วมากกว่า 73,780 คน โดยตัวเลขดังกล่าวได้รับการพิจารณาว่าน่าเชื่อถือโดยสหประชาชาติ

หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องหลายวัน แมคเคลมอร์ประกาศเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ว่าเขาถูกถอดออกจากรายชื่อศิลปินร่วมทัวร์ โดยกล่าวหาว่า โรเบิร์ต คราฟต์ มหาเศรษฐีและเจ้าของสนามยิลเล็ตต์ สเตเดียม ในรัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นผู้ดำเนินการผลักดันให้เขาถูกถอดออก

คราฟต์ ซึ่งเคยว่าจ้างเอ็ด ชีแรนให้ไปแสดงในงานแต่งงานของเขา ยืนยันว่าเป็นผู้ตัดสินใจไม่ให้แมคเคลมอร์ขึ้นแสดงที่สนามของเขา โดยระบุว่าจะไม่เปิดพื้นที่ให้กับ “คำพูดแสดงความเกลียดชัง” และกล่าวหาแมคเคลมอร์ว่ามีประวัติการใช้ถ้อยคำที่ต่อต้านชาวยิว

คราฟต์ระบุด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับแมคเคลมอร์ว่ามีผู้เสียชีวิตมากเกินไปและมีความทุกข์ทรมานมากเกินไป แต่การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนและไม่กล่าวถึงการกระทำของกลุ่มฮามาสเป็นสิ่งที่ไม่ตรงไปตรงมา และอาจเพิ่มความแตกแยกและความเกลียดชัง

ด้าน Messina Touring Group ผู้จัดทัวร์ บอกกับนิตยสารโรลลิงสโตนว่า สถานที่จัดคอนเสิร์ตหลายแห่งแจ้งว่าจะไม่อนุญาตให้แมคเคลมอร์ขึ้นแสดง ซึ่งอาจนำไปสู่การยกเลิกทัวร์และส่งผลกระทบต่อแฟนเพลงหลายแสนคน

ศิลปินหลายรายที่ถอนตัวจากทัวร์ระบุว่า บทบาทของคราฟต์มีส่วนต่อการตัดสินใจของพวกเขา โดยลูคัส แกรแฮม ระบุว่า “เงินไม่ได้ทำให้ใครมีสิทธิ์เป็นเจ้าของบทสนทนา” และไม่ควรให้ฐานะทางการเงินของใครเป็นตัวกำหนดว่าใครจะมีสิทธิ์พูด หรือความทุกข์ทรมานของใครควรได้รับการยอมรับ

ขณะที่ แอรอน โรว์ กล่าวว่า เขาไม่ได้ตัดสินใจถอนตัวโดยง่าย พร้อมยืนยันว่าชีแรนเป็นเพื่อนและมีส่วนเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอย่างมาก ส่วนวง Beoga ระบุว่า การได้แสดงต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากทุกคืนเป็นความฝันของนักดนตรี แต่พวกเขาไม่สามารถยอมรับการแสดงในสถานที่ที่ปิดกั้นผู้ที่เรียกร้องให้มีปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ

ด้านชีแรน ระบุว่าเขา “รู้สึกตกใจกับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์” และมองว่าความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดของผู้คนทั้งสองฝ่ายเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์ แต่เลือกที่จะไม่ใช้เวทีอาชีพของตนในการแสดงจุดยืนทางการเมือง เนื่องจากผู้ชมของเขารวมถึงเยาวชนและเด็กมาจากหลากหลายภูมิหลัง ชีแรนยืนยันว่า ศิลปินทุกคนที่ร่วมทัวร์ รวมถึงแมคเคลมอร์มีสิทธิ์เลือกเพลงที่จะนำมาแสดงด้วยตนเอง

ขณะแมคเคลมอร์กล่าวว่า เขาเข้าใจสถานการณ์ที่ยากลำบากของชีแรน แต่เห็นว่าชีแรนเลือกที่จะไม่แสดงจุดยืนต่อประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุว่า การแสดงจุดยืนทางการเมืองอาจทำให้สูญเสียรายได้ การสนับสนุนจากแบรนด์ งานเทศกาล ความสัมพันธ์ และโอกาสในการทำงานต่าง ๆ

แมคเคลมอร์กล่าวว่า แม้เขาจะได้ขึ้นแสดงในทัวร์เพียง 2 รอบ แต่หากคำพูดของเขาสามารถทำให้สังคมหันกลับมาพูดถึงปาเลสไตน์ได้อีกครั้ง เขาก็มองว่านั่นคือทัวร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิตการทำงานของเขา.

ที่มา BBC

ศาลเกาหลีใต้สั่ง “เกาหลีเหนือ” ชดใช้ค่าเสียหาย 4.46 หมื่นล้านวอน ระเบิดทิ้ง สนง.ประสานงานร่วม

ศาลเกาหลีใต้สั่ง "เกาหลีเหนือ" ชดใช้ค่าเสียหาย 4.46 หมื่นล้านวอน ระเบิดทิ้ง สนง.ประสานงานร่วม

16 ก.ย. 2569 13:00 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่ง “เกาหลีเหนือ” ชดใช้ค่าเสียหาย 4.46 หมื่นล้านวอน ระเบิดทิ้ง สนง.ประสานงานร่วม

ศาลแขวงกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาให้เกาหลีเหนือจ่ายค่าชดเชยแก่รัฐบาลเกาหลีใต้เป็นเงิน 44,626,410,722 วอน หรือประมาณ 1,085 ล้านบาท จากเหตุระเบิดทำลายอาคารสำนักงานประสานงานระหว่างสองเกาหลีในเมืองแกซอง ทางตอนเหนือของพรมแดน เมื่อเดือนมิถุนายน 2563

คำพิพากษามีขึ้นประมาณ 3 ปี 3 เดือน หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ยื่นฟ้องเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2566 โดยศาลมีคำสั่งให้ชดใช้เต็มจำนวนตามที่ฝ่ายโจทก์เรียกร้อง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเหตุผลของคำพิพากษา

สำนักงานประสานงานระหว่างสองเกาหลีเปิดดำเนินการในเมืองแกซองเมื่อเดือนกันยายน 2561 เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย ท่ามกลางบรรยากาศการปรองดองหลังประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ และคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ พบกันในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนเมษายนปีเดียวกัน

สำนักงานดังกล่าวระงับการดำเนินงานในเดือนมกราคม 2563 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนที่เกาหลีเหนือจะใช้วัตถุระเบิดทำลายอาคารเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนปีเดียวกัน เพื่อประท้วงกรณีเกาหลีใต้ไม่สามารถหยุดกลุ่มผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือจากการส่งใบปลิวต่อต้านรัฐบาลเปียงยางข้ามพรมแดนด้วยบอลลูน

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ซึ่งรับผิดชอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวในเดือนมิถุนายน 2566 นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเกาหลีใต้ดำเนินคดีทางแพ่งต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ

กระทรวงประเมินความเสียหายไว้ 10.25 พันล้านวอนสำหรับตัวอาคารสำนักงานประสานงาน และอีก 34.45 พันล้านวอนสำหรับอาคารสนับสนุนที่อยู่ติดกัน ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงระเบิด

การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยไม่มีตัวแทนจากเกาหลีเหนือเข้าร่วม แม้เกาหลีใต้จะชนะคดี แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญในการเรียกเก็บเงิน เนื่องจากโซลไม่มีช่องทางบังคับให้รัฐบาลเปียงยางชำระค่าชดเชยได้โดยตรง เช่นเดียวกับคดีแพ่งก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุว่า เคารพคำพิพากษาของศาล พร้อมเรียกร้องให้กลับมาใช้การทูตระหว่างสองเกาหลี เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ระหว่างสองฝ่ายสามารถแก้ไขผ่านการเจรจาและความร่วมมือ ขณะที่สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำพิพากษา

เหตุระเบิดสำนักงานประสานงานเกิดขึ้นหลังความพยายามทางการทูตระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์หยุดชะงัก โดยก่อนหน้านั้นนาย คิม จองอึน และอดีตประธานาธิบดีมุน แจ-อิน พบกัน 3 ครั้งในปี 2561 และนายมุนมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่างคิมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาหยุดชะงักหลังการประชุมสุดยอดครั้งที่สองระหว่างทรัมป์กับคิมที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี 2562 เมื่อสหรัฐฯ ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของเกาหลีเหนือที่ต้องการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ แลกกับการยอมลดขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์บางส่วน

หลังจากนั้น เกาหลีเหนือยุติความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีความหมายกับเกาหลีใต้มากขึ้น และคิม จองอึน ประกาศให้เกาหลีใต้เป็น “ศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์มากที่สุด” พร้อมเดินหน้าขยายขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ รวมถึงกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยังส่งทหารหลายพันนายและอาวุธจำนวนมากไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความสนใจที่จะฟื้นการเจรจากับคิม จองอึน ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือยังไม่ตอบรับข้อเสนอการเจรจา และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกเงื่อนไขการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก่อนกลับมาเจรจากัน

ด้านเกาหลีใต้ภายใต้ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ได้ส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้นและเรียกร้องให้กลับมาเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้รัฐบาลเปียงยางยังไม่ได้ตอบรับข้อเรียกร้องดังกล่าว

คำพิพากษาครั้งนี้จึงเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลียังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด แม้รัฐบาลเกาหลีใต้จะพยายามผลักดันให้มีการกลับมาเจรจาและฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายก็ตาม.

ที่มา Yonhap / Associated Press

รัฐบาลทรัมป์เตรียมขายระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ให้ “อิสราเอล” มูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์

รัฐบาลทรัมป์เตรียมขายระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ให้ "อิสราเอล" มูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์

16 ก.ย. 2569 12:19 น.

รัฐบาลทรัมป์เตรียมขายระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ให้ “อิสราเอล” มูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์

รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเสนอขายอาวุธให้อิสราเอลมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ หรือราว 907 กิโลกรัม จำนวน 40,000 ลูก โดยส่วนใหญ่ใช้เงินสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ ขณะที่แผนการขายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อพลเรือนในฉนวนกาซา และแรงกดดันในสภาคองเกรสเกี่ยวกับการสนับสนุนทางทหารแก่อิสราเอล

ตามรายงานของสำนักข่าวเอพีและเดอะวอชิงตันโพสต์ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเตรียมขายอาวุธมูลค่า 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.31 หมื่นล้านบาท ให้อิสราเอล โดยในแพ็กเกจดังกล่าวมีระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ หรือประมาณ 907 กิโลกรัม จำนวน 40,000 ลูก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการขายอาวุธประเภทนี้ครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คนและบุคคลที่ทราบรายละเอียดของแผน เปิดเผยว่า แพ็กเกจดังกล่าวประกอบด้วยระเบิด MK-84 จำนวน 20,000 ลูก และ BLU-117 อีก 20,000 ลูก รวมถึงหัวรบเจาะทะลวง I-2000 อีก 20,000 หัว โดยขณะนี้ข้อตกลงยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด และมีการแจ้งรายละเอียดอย่างไม่เป็นทางการต่อคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของรัฐสภาสหรัฐฯ แล้ว 

การจัดหาอาวุธส่วนใหญ่จะใช้เงินภายใต้โครงการ Foreign Military Financing (FMF) ซึ่งเป็นกลไกที่รัฐบาลสหรัฐฯ จัดสรรเงินให้ต่างชาติ ก่อนที่อิสราเอลจะนำเงินดังกล่าวไปซื้ออาวุธจากผู้ผลิตในสหรัฐฯ โดยในทางปฏิบัติ เงินดังกล่าวจึงมาจากงบประมาณของสหรัฐฯ

ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์มีหลายรุ่น โดยบางชนิดออกแบบให้สามารถเจาะทะลุเป้าหมายที่อยู่ใต้ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา ขณะที่บางรุ่นเป็นระเบิดสำหรับเป้าหมายทั่วไปและสามารถสร้างความเสียหายในวงกว้างได้ โดย MK-84 เป็นหนึ่งในอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีอานุภาพสูงในคลังแสงของสหรัฐฯ 

ประเด็นนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐบาลโจ ไบเดน เคยระงับการส่งระเบิดประเภทดังกล่าวบางส่วนให้อิสราเอลในปี 2567 จากความกังวลว่าอาวุธขนาดใหญ่ดังกล่าวอาจทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากในฉนวนกาซา ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะยกเลิกการระงับดังกล่าวหลังกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในปี 2568 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ยังอนุมัติการขายอาวุธให้อิสราเอลมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมระเบิดประเภทเดียวกันมากกว่า 35,500 ลูก และต่อมาในเดือนมกราคมได้อนุมัติการขายอาวุธชุดใหม่ให้อิสราเอลมูลค่ารวม 6,670 ล้านดอลลาร์ 

ผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ภาพจากเหตุโจมตีและชิ้นส่วนระเบิดที่พบในพื้นที่ เชื่อว่าอิสราเอลเคยใช้ระเบิดที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ในฉนวนกาซา โดยบางส่วนถูกใช้โจมตีเครือข่ายอุโมงค์ของกลุ่มฮามาส แต่การโจมตีในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นก็ทำให้เกิดความสูญเสียในหมู่พลเรือนด้วย 

แผนการขายครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นขณะที่สงครามในฉนวนกาซายังคงมีความรุนแรงเป็นระยะ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางซึ่งสหรัฐฯ เป็นคนกลาง โดยอิสราเอลยังคงโจมตีเป้าหมายในฉนวนกาซา ขณะที่ฝ่ายติดอาวุธก็มีการโจมตีกองกำลังอิสราเอล และอิสราเอลระบุว่าปฏิบัติการโจมตีเป็นการตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สงครามครั้งนี้เริ่มต้นหลังกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรบุกโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลนับตั้งแต่นั้นทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วมากกว่า 73,264 คน รวมผู้เสียชีวิตหลังการหยุดยิง 

ขณะเดียวกัน การเสนอขายอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเห็นแตกต่างมากขึ้นในสหรัฐฯ โดยวุฒิสมาชิกคริส แวน ฮอลเลน ระบุว่าจะพยายามขัดขวางข้อตกลง ขณะที่นักการเมืองและนักวิจารณ์บางส่วนตั้งคำถามถึงการใช้เงินภาษีของสหรัฐฯ เพื่อจัดหาอาวุธให้อิสราเอล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศอนุมัติข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลระบุเพียงว่า การขายอาวุธต่างประเทศทั้งหมดกำลังดำเนินไปตามกระบวนการที่เหมาะสม ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า จะไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการขายอาวุธที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก่อนการแจ้งต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ.

ที่มา Associated Press / Al Jazeera