นายกฯ เล็งสั่งปิดปั๊ม 4 ทุ่ม ตั้งศบก.ใหม่ คุมเข้มหลังสงกรานต์

นายกฯ เล็งสั่งปิดปั๊ม 4 ทุ่ม ตั้งศบก.ใหม่ คุมเข้มหลังสงกรานต์

นายกฯ เล็งสั่งปิดปั๊ม 4 ทุ่ม ตั้งศบก.ใหม่ คุมเข้มหลังสงกรานต์

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.09 น.

วันที่ 7 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 09.20 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนเรื่องเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน ภายหลังจากผ่านเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569  ว่า เรากำลังดำเนินการในเรื่องของการออกมาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอที่จะใช้ในประเทศของเรา ซึ่งตนจะต้องเร่งทำการแต่งตั้งศบก.ชุดใหม่ขึ้นมา เพราะศบก. หมดวาระในรัฐบาลชุดที่แล้ว

เมื่อถามว่าเรื่องรายละเอียดการเปิด-ปิดปั๊มควรเป็นช่วงเวลาใด นายกฯกล่าว “เราตั้งใจไว้ว่าในช่วงที่เรายังมีภาวะเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง เราพยายามจะหาทุกมาตรการ ในการประหยัดพลังงานและการใช้น้ำมันให้มีการควบคุมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามต่อว่าจะกระทบกับช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “มันมีเวลาที่จะดำเนินการ แต่สมมุติว่าถ้าเราจะใช้มาตรการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน ช่วงเวลา 22.00-05.00 น. ก็คงจะดำเนินการหลังวันที่ 20 เม.ย.นี้ หลังจากที่ประชาชนได้เดินทางกลับมาใช้ชีวิตตามปกติหลังจากเทศกาลสงกรานต์แล้ว ก็เป็นไปตามที่ตนเคยได้กล่าวไว้ว่าในช่วงสงกรานต์ในช่วงสงกรานต์ ก็ขอให้ประชาชนได้เดินทางกลับไป ภูมิลำเนาเพื่อ เยี่ยมบ้านด้วยความสะดวกมากที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้”

เมื่อถามอีกว่าจะต้องมีการออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) หรือ คำสั่งเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “มันจะมีช่องทางแต่ละข้อสั่งการของมัน มันมีช่องทางของมันอยู่ ซึ่งจะใช้ช่องทางที่เราสามารถควบคุมได้ ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด”

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามถึงกรณีมอบหมายให้กระทรวงพลังงานดูเรื่องค่าการกลั่น และให้รายงานนายกฯรับทราบได้มีการขีดเส้นเวลาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ตนเร่งรัดและพูดคุยกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ตลอดเวลา”

อัษฎางค์ วิเคราะห์ สงคราม สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน มีความเสี่ยงจะบานปลายสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่?

อัษฎางค์ วิเคราะห์ สงคราม สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน มีความเสี่ยงจะบานปลายสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่?

อัษฎางค์ วิเคราะห์ สงคราม สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน มีความเสี่ยงจะบานปลายสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่?

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.42 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระออกโรงโพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ สงครามสหรัฐ–อิสราเอล–อิหร่าน มีความเสี่ยงจะบานปลายสู่ “สงครามโลกครั้งที่ 3” หรือไม่?

โดยระบุว่า  คำถามที่โลกกำลังถามกันว่า ความขัดแย้งสหรัฐ–อิสราเอล–อิหร่าน จะบานปลายเป็น “สงครามโลกครั้งที่ 3” หรือไม่ นั้น จริงอยู่เป็นคำถามที่เรียกความสนใจได้ดี แต่ในเชิงวิเคราะห์ คำถามที่แม่นกว่าคือ สงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยนจาก “สมรภูมิในตะวันออกกลาง” ไปเป็น “แรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจโลก” แล้วหรือยัง และคำตอบคือ มันเริ่มเป็นเช่นนั้นแล้ว

เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะรถถังของทุกมหาอำนาจกำลังวิ่งเข้าหากัน แต่เพราะสงครามไปแตะ “จุดคอขวด” ของระบบโลก นั่นคือช่องแคบฮอร์มุซ EIA ระบุว่าในปี 2024 มีน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ยราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวทั้งโลก และคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางทะเลของโลก ขณะที่ IEA ชี้ว่าในปี 2025 ราว 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก และเกือบหนึ่งในห้าของการค้า LNG โลก ยังต้องพึ่งเส้นทางนี้ โดยมีทางเลี่ยงจริง ๆ อย่างมีนัยสำคัญเพียงซาอุฯ และยูเออีบางส่วนเท่านั้น

นั่นหมายความว่า ถ้าฮอร์มุซสะดุด โลกไม่ได้เจอแค่น้ำมันแพง แต่เจอ “ภาษีความเสี่ยง” ทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าเบี้ยประกันเรือ ไปจนถึงราคาน้ำมันดิบทางเลือกจากสหรัฐฯ ที่ Reuters รายงานว่าพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะเอเชียกับยุโรปแย่งกันหาซัพพลายมาทดแทนตะวันออกกลาง

สิ่งที่ตลาดกำลังตั้งราคา จึงไม่ใช่แค่ของที่ขาดวันนี้ แต่คือความกลัวว่าพรุ่งนี้ระบบทั้งเส้นอาจไม่ทำงานเหมือนเดิม

และถ้ามองลึกลงไปอีก ชั้นของวิกฤตนี้ไม่ได้หยุดที่น้ำมัน แต่ลามไปถึง LNG ปุ๋ย และอาหาร IEA ระบุว่า LNG จากกาตาร์และยูเออีที่ผ่านฮอร์มุซมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสี่ของ LNG นำเข้าทั้งหมดของเอเชียในปี 2025 และยังชี้อีกว่าการค้าปุ๋ยยูเรียกว่า 30% รวมถึงแอมโมเนียและฟอสเฟตราว 20% ก็พึ่งเส้นทางนี้ด้วย เมื่อพลังงานติดขัด ปุ๋ยแพง ต้นทุนเกษตรก็สูงขึ้น และสุดท้ายจะย้อนกลับมาที่ราคาอาหารกับเสถียรภาพทางสังคมในประเทศผู้นำเข้าพลังงาน. IMF จึงเตือนตรง ๆ ว่าสงครามนี้กำลังพาโลกไปสู่การเติบโตที่ช้าลงและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

ในมุมสหรัฐฯ สิ่งที่น่าสนใจคืออเมริกาในวันนี้ไม่ได้เปราะบางต่ออ่าวเปอร์เซียแบบเดิมอีกแล้ว EIA ระบุว่าในปี 2024 สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ผ่านฮอร์มุซเพียงราว 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 2% ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวในประเทศ ซึ่งต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี นี่ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้สำหรับวอชิงตัน ไม่ได้มีแต่มิติ “ความอยู่รอดด้านพลังงาน” แต่มีมิติ “การจัดการอำนาจและการเมืองภายใน” เข้ามาปะปนอย่างชัดเจน

ดังนั้น ถ้าจะวิเคราะห์ทรัมป์ ต้องไม่เขียนแบบง่าย ๆ ว่าเขาจะ “ฉวยสงครามมายกเลิกกฎหมาย” เพราะในทางกฎหมาย โครงสร้างจริงคือ ประธานาธิบดีสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อปลดล็อกอำนาจตามกฎหมายที่สภาเคยมอบไว้แล้วจำนวนมาก และใช้พื้นที่สีเทาของอำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะลบข้อจำกัดทั้งหมดด้วยเจตจำนงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ดี การเมืองในเดือนมีนาคม 2026 ก็ชี้ชัดว่าเขามีพื้นที่ขยับมากขึ้นจริง เพราะทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนฯ ต่างลงมติสกัดความพยายามบังคับให้เขาต้องกลับไปขออำนาจสงครามจากคองเกรสในกรณีอิหร่าน. นั่นทำให้สิ่งที่ควรจับตา ไม่ใช่แค่ว่าเขา “ทำได้หรือไม่” แต่คือเขาจะใช้วิกฤตนี้สร้างภาพผู้นำยามสงคราม ดันงบกลาโหม ดันนโยบายพลังงานในประเทศ และบีบคู่แข่งทางการเมืองได้มากแค่ไหน
สำหรับไทย ประเด็นสำคัญคืออย่าเล่าเรื่องตัวเองผิด ไทยไม่ใช่มหาอำนาจผู้ส่งออกน้ำมันดิบ แต่เป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจำนวนมาก

ขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างโรงกลั่นและการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปเพื่อนบ้านหลายตลาด ความหมายทางยุทธศาสตร์ของไทยจึงไม่ใช่การ “เลือกข้างผู้ขายน้ำมัน” หากเป็นการประคองตัวเองในฐานะรัฐนำเข้าพลังงานที่ต้องรักษาต้นทุนภายในประเทศ พร้อมรักษาพื้นที่ทางการทูตกับทุกฝ่าย. ในเชิงนโยบาย เราจึงเห็นรัฐไทยขยับทั้งการหาพลังงานทางเลือก การพิจารณาลดภาษีน้ำมัน การคำนวณต้นทุนกลั่นใหม่ มาตรการประหยัดพลังงาน และแม้แต่การจำกัดการส่งออกพลังงานบางส่วนเมื่อสถานการณ์ตึงตัว

ตรงนี้เองที่ยุทธศาสตร์ไทยต้องแม่น ไทยไม่ควรขายภาพว่า “เป็นกลางแบบไร้ท่าที” แต่ควรวางตัวเป็น “รัฐที่ลดความเสี่ยง” คือหนึ่ง ไม่ปะทะทางการเมืองจนกระทบการเข้าถึงพลังงาน สอง เร่งกระจายแหล่งนำเข้าและบริหารสต็อกอย่างมืออาชีพ สาม ใช้มาตรการการคลังและกองทุนน้ำมันอย่างมีเป้าหมาย ไม่เผาเงินเพื่อซื้อเวลาแบบไร้แผน และสี่ เตรียมรับแรงกระแทกรอบสองจากปุ๋ย โลจิสติกส์ การบิน และค่าครองชีพ ไม่ใช่จับตาแต่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม

ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด สงครามครั้งนี้อาจยังไม่ใช่ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ในความหมายเก่า ที่มหาอำนาจทุกขั้วยิงกันเต็มรูปแบบในหลายทวีปพร้อมกัน แต่ในความหมายใหม่ มันคือสงครามภูมิภาคที่สามารถเขย่าเงินเฟ้อโลก ห่วงโซ่อุปทาน ตลาดพลังงาน ราคาอาหาร และการเมืองภายในหลายประเทศพร้อมกันได้แล้ว และนั่นอาจเป็นนิยามของสงครามโลกในศตวรรษที่ 21 มากกว่าภาพเดิมเสียอีก: ไม่จำเป็นต้องมีแนวรบทุกทวีป แต่แค่มีคอขวดเพียงไม่กี่จุด ก็ทำให้ทั้งโลกจ่ายต้นทุนร่วมกันได้

รัชดา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ หลังรับตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เผย’อนุทิน’กำชับสื่อสารตรงไปตรงมา

รัชดา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ หลังรับตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เผย'อนุทิน'กำชับสื่อสารตรงไปตรงมา

รัชดา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ หลังรับตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เผย’อนุทิน’กำชับสื่อสารตรงไปตรงมา

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.32 น.

“รัชดา” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ หลังรับตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เผย “อนุทิน” กำชับสื่อสารข้อมูลถึงประชาชนให้ครบถ้วน ตรงไปตรงมา ไม่ต้องห่วงปกป้องนายกฯ-รมต. 

วันที่ 7 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 08.19 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อคืนวันที่ 6 เม.ย. มีมติแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ  

โดย น.ส.รัชดา เปิดเผยว่า ตนตระหนักถึงความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าในยามนี้ เข้าใจสถานการณ์ว่า การสื่อสารจากภาครัฐไปสู่ประชาชนเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อตนได้รับโอกาสนี้ ถือว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่ง จะทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลที่ครบถ้วนอย่างตรงไปตรงมาให้ถึงประชาชนได้มากที่สุด เพื่อจะได้สร้างความเข้าใจและหวังว่า ความเข้าใจที่เกิดขึ้นในสังคมจะทำให้ประชาชนคลายความทุกข์ใจได้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงนี้เกิดวิกฤตราคาน้ำมัน การทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯอาจจะแตกต่างจากที่ผ่านมา น.ส.รัชดา กล่าวว่า ต่างจากอดีตมาก เนื่องจากสถานการณ์และมีความคาดหวัง รวมถึงสื่อโซเซียลมีความตื่นตัว ต้องทำงานมากขึ้นอีก ส่วนตัวในฐานะโฆษก ทีมโฆษก และสำนักโฆษกฯ ต้องบูรณาการการทำงานกับโฆษกกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับข่าวต่างๆ ให้มากขึ้น เมื่อมีประเด็นเกิดขึ้นเราจะเร่งทำความชี้แจง โดยข้อมูลที่ชี้แจงนั้นจะต้องถูกต้อง ครบถ้วน และรวดเร็ว ถือเป็นความท้าทายที่เราต้องมาจัดระบบ และบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของรัฐให้มากขึ้น 

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยทำหน้าที่รองโฆษกฯมาแล้ว มีส่วนไหนที่ต้องปรับปรุงหรือทำให้ดีขึ้นกว่าในอดีตหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ส่วนตัวเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกประชาชน เพียงแต่บางครั้งเราเห็นว่า การสื่อสารจากภาครัฐไปยังช้า โดยเฉพาะในสถานการณ์อย่างนี้ประชาชนคาดหวัง มีความอยากจะรู้ แต่ถ้าเราช้า ซึ่งบางครั้งช้าแค่ 3-4 ชั่วโมง ก็เหมือนกับช้าไปเป็นวันแล้ว เราจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ดีที่สุด ย้ำว่า การรับฟังเสียงโซเซียลมากขึ้น วันนี้ได้มีการนำเอไอมาใช้ ทุกเสียงสะท้อนของประชาชน รัฐบาลได้ยิน นายกฯก็รับทราบ และเราห่วงใย เข้าใจความรู้สึกตรงนั้น ถ้าเราโฟกัสเรื่องมาตรการต่างๆ ที่จะออกไป หรือสื่อสารให้มีความชัดเจนอะไรที่ยังเป็นปัญหา ตนและสำนักโฆษกฯจะเร่งไปปรับปรุงตรงนั้น 

เมื่อถามว่า นายกฯได้ให้นโยบายอะไรหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกฯพูดสั้นๆ แค่ว่า ในยามนี้ที่มีวิกฤตการสื่อสารเป็นเรื่องจำเป็น และนายกฯเข้าใจทุกๆ ความรู้สึกของประชาชน นายกฯย้ำว่า ขอให้ไปทำหน้าที่สื่อสารให้ครบถ้วนอย่างมีเหตุผล ตรงไปตรงมา ไม่ต้องกังวลในเรื่องที่จะต้องมาปกป้องนายกฯหรือรัฐมนตรี ขอให้โฆษกสื่อสารสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีข้อท้วงติงหรือคำถามจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะในแง่การเมือง จะมีการตอบโต้หรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า เราไม่ได้มองว่า จะต้องมีการตอบโต้ ถ้าเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านนำเสนอที่มาจากชุดข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นมุมมองในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ เราก็จะต้องมีการชี้แจง เพราะโจทย์ในวันนี้ มันไม่ใช่การทะเลาะกัน หรือการสวนกันไปกันมา แต่คือ การสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง ฉะนั้น หน้าที่หลักคือ ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนอย่างมีเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา และรับฟังเสียงสะท้อนของ สส.และประชาชน 

เมื่อถามถึงกระแสข่าวจะมีการนัดประชุม ครม.นัดแรก ในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. น.ส.รัชดา กล่าวว่า ต้องรอดูทางสภาว่า จะกำหนดให้มีการแถลงนโยบายรัฐบาลวันไหน จากเดิมกำหนดไว้วันที่ 9-10 เม.ย. แต่มีข่าวว่า อาจจะขยับไปเป็นวันที่ 10-11 เม.ย. แต่ตรงนี้ต้องรอความชัดเจนจากสภาอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ครม.นัดแรกจะมีการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการการเมือง โดยเมื่อวันที่ 6 เม.ย. นายกฯย้ำว่า ถ้ามีตัวบุคคลแล้วก็ขอให้รัฐมนตรีแต่ละคนส่งรายชื่อมา เพราะการทำงานของรัฐมนตรีจะต้องมีคณะ ซึ่งนายกฯย้ำด้วยว่า ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติให้ดี ส่วนรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ จะมีของพรรคเพื่อไทย (พท.) ด้วย เราจะทำงานเป็นทีม
 

อนุทิน เปิดตัว 3 รมช.ป้ายแดง ชูประสบการณ์แน่น พร้อมลุยงาน

อนุทิน เปิดตัว 3 รมช.ป้ายแดง ชูประสบการณ์แน่น พร้อมลุยงาน

อนุทิน เปิดตัว 3 รมช.ป้ายแดง ชูประสบการณ์แน่น พร้อมลุยงาน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.24 น.

วันที่ 7 เม.ย. 69  เมื่อเวลา 07.47 น. ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมด้วย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมผู้บริหารกระทรวงร่วมให้การต้อนรับ 

เมื่อรถของนายกรัฐมนตรีมาถึง พลแตรกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดนได้ให้สัญญาณ ๅจากนั้นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าสักการะพระพุทธมหานวนาคปฏิมากร ณ หอพระนาคปรก สวนสิรินธราภิรมย์ ใจกลางศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ก่อนรับการแสดงความเคารพในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน และรองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดนโดยกองเกียรติยศ กองอาสารักษาดินแดน (อส.) กระทรวงมหาดไทย แล้วสักการะศาลพระชัยมงคล ศาลพระกาฬไชยศรี พระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย แล้วเดินขึ้นบันไดโถงกลางเพื่อสักการะพระรูปสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และเดินเข้าสู่ห้องรับรองเพื่อสักการะพระรูปหล่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และถวายราชสักการะพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช และพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล

ก่อนที่จะเดินเข้าสู่ห้องประชุมราชสีห์ เพื่อแนะนำตัวและพบปะข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่มาเข้าร่วม และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยังศาลากลางจังหวัดและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย ร่วมรับฟัง

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า พวกเราทุกคนดีใจที่ได้กลับมาปฎิบัติหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้ง 3 ท่าน แต่มท.1 ยังคนเดิมอยู่ ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง3ท่าน ตนได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความสามารถ และมีความจำเป็น สามารถสร้างคุณประโยชน์ให้กับกระทรวงมหาดไทยและพี่น้องประชาชน ทั้ง 3 ท่านนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่เป็นเด็กแล้ว คือเมื่อเทียบกับตนอาจเป็นเด็กเพราะอายุห่างกันเยอะ แต่เรื่องวัยวุฒิ คุณวุฒิ ประสบการณ์ การศึกษา และหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบทั้ง3 ท่านนี้ ถือว่าเป็นบุคลากรในทางการเมืองผ่านการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการคัดเลือกของพี่น้องประชาชนโดยตรงในพื้นที่ ที่แต่ละท่านสังกัด ในทางการทำงานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านงานในคณะกรรมาธิการต่างๆ เช่น นายพลพีร์ ได้ทำงานร่วมกับตนมาปี 2562 ในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้นได้ไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนฯ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทินยังกล่าวแซวนายเจเศรษฐ์ ว่า ดูเผินๆเหมือน นายราเยส คานนา ซุปเปอร์สตาร์อินเดีย แต่จริงๆทุกคนคงรู้จักเป็นสมาชิกสมาผู้แทนราษฎรของจังหวัดอุทัยธานี ได้ทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรมามากมาย มีประสบการณ์และมีความเข้าใจในระบบการปกครองและความเข้าใจในชาวบ้าน ส่วนนายวรศิษฏ์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้น่าจะเป็นสมัยที่ 3 แล้ว

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ไอซ์ รักชนก นำ ส.ส.ประชาชน ร่วมงานศพ คุณแม่ลำเนา ให้กำลังใจ วัน อยู่บำรุง

ไอซ์ รักชนก นำ ส.ส.ประชาชน ร่วมงานศพ คุณแม่ลำเนา ให้กำลังใจ วัน อยู่บำรุง

ไอซ์ รักชนก นำ ส.ส.ประชาชน ร่วมงานศพ คุณแม่ลำเนา ให้กำลังใจ วัน อยู่บำรุง

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 จากกรณีการเสียชีวิตของนางลำเนา อยู่บำรุง อดีตผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ภรรยาของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ร.ต.ต.อาจหาญ อยู่บำรุง, นายวัน อยู่บำรุง และ พ.ต.ท.ดวง อยู่บำรุง โดยครอบครัวจัดพิธีทางศาสนาที่วัดบางบอน กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมานั้น.

ล่าสุด  นายวัน อยู่บำรุง อดีต สส.กทม. เขตบางบอน-หนองแขม ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ และภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า   ขอขอบคุณท่าน ส.ส.  ตัวแทนจากพรรคประชาชน ที่ให้เกียรติมาร่วมงานไว้อาลัย  คุณแม่ ลำเนา อยู่บำรุง ของผมครับ

ซึ่งในคลิปจะเห็น สส.พรรคประชาชน ได้แก่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ , น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. เขตบางบอน และนายณัฐพล สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร  และ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ

โดยทั้งหมดร่วมให้กำลังใจนายวัน พร้อมครอบครัว และถ่ายภาพร่วมกัน

กรณ์ ยินดี เอกนัฏ นั่ง รมว.พลังงาน ฝากการบ้าน ปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงาน

กรณ์ ยินดี เอกนัฏ นั่ง รมว.พลังงาน ฝากการบ้าน ปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงาน

กรณ์ ยินดี เอกนัฏ นั่ง รมว.พลังงาน ฝากการบ้าน ปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงาน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.46 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวานนี้คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานท่านใหม่ พร้อมเพื่อนสส. พรรคภูมิใจไทยที่เคยอยู่ประชาธิปัตย์อีกหลายท่าน ได้กรุณาแวะมาร่วมแสดงความยินดีกับพรรค ในงานครบรอบ 80 ปีของเรา

เราไม่ได้คุยลงละเอียดเรื่องพลังงานมากนัก แต่ผมได้แสดงความยินดีกับตำแหน่งใหม่ของท่าน และให้กำลังใจท่านให้เดินหน้าปฏิรูปอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นธรรมต่อประชาชนมากขึ้น 

ส่วนตัวผมเองก็พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม และเสนอแนะต่อไปครับ

อ.อัจฉราวดี จี้รัฐบาลทำงานแข่งกับเวลา งัดทุกมาตรการออกมา รับมือวิกฤตพลังงาน

อ.อัจฉราวดี จี้รัฐบาลทำงานแข่งกับเวลา งัดทุกมาตรการออกมา รับมือวิกฤตพลังงาน

อ.อัจฉราวดี จี้รัฐบาลทำงานแข่งกับเวลา งัดทุกมาตรการออกมา รับมือวิกฤตพลังงาน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.24 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า

สงครามน้ำลายกำลังปั่นป่วนเศรษฐกิจโลก  รัฐต้องหาทางลดราคาน้ำมันลงโดยด่วน  และเร่งออกมาตราการช่วยเหลือคนจนให้มากที่สุดเป็นอันดับแรก

ปธน.ทรัมป์ยังคงขู่ต่อไปแล้วก็จะมีคนกลางมาเจรจา   การปะทะจะมีประปรายแล้วก็จะข่มขู่กลับไปมา น้ำมันก็จะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ  ฝ่ายที่แพ้จริงๆ คือประชากรโลก

เมื่อเช้าวันที่ 6 เมษายน ปธน.ทรัมป์มีแถลงที่ทำเนียบขาวว่า  เขาจะทำลายสะพานและโรงไฟฟ้าทุกแห่งในอิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง

“ทั้งประเทศสามารถถูกทำลายได้ภายในคืนเดียว และคืนนั้นอาจเป็นคืนพรุ่งนี้”  โดยเส้นตายที่เขากำหนดเองจะหมดอายุในวันที่ 7 เมษายน เวลา 20.00 น. (ตรงกับเวลา 08.00 น. ของวันที่ 8 เมษายนในสิงคโปร์)

ทรัมป์ย้ำว่าอิหร่านต้องทำข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับ “การขนส่งน้ำมันอย่างเสรี” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญ มิฉะนั้นจะเกิด “การทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง… และมันจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 4 ชั่วโมง”

“สะพานทุกแห่งในอิหร่านจะถูกทำลายราบ  ภายในเวลาเที่ยงคืนของคืนพรุ่งนี้ ขณะที่โรงไฟฟ้าทุกแห่งในอิหร่านจะหยุดทำงาน ลุกไหม้ ระเบิด และจะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป”

และทรัมป์กำลังพิจารณาแผนการเก็บค่าผ่านทาง  สำหรับน้ำมันที่ผ่านช่องแคบดังกล่าว   ซึ่งสะท้อนถึงคำขู่ของอิหร่านที่จะทำในลักษณะเดียวกัน

ในมุมมองส่วนตัว

คำกล่าวของปธน.เป็นคำขู่ เพื่อให้คนกลางใส่ความพยายามเจราจาให้อิหร่านยอมรับ  โดยเอื้อให้เห็นว่าสหรัฐเป็นฝ่ายมีชัย

อย่างไรก็ดีการสู้รบจะไม่ขยายวง  แต่การขาดแคลนน้ำมันจะรุนแรงขึ้น  รัฐบาลทั่วโลกต้องตื่นตัวรับมือกับสงครามข่าวสาร  และสงครามจิตวิทยาที่กำลังทำให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นทำร้ายเศรษฐกิจโลก

คนไทยเองต้องยอมรับว่า  เรากำลังอยู่ในภาวะสงครามที่ก่อเกิดวิกฤตพลังงาน   ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แทนการโยนความผิดให้รัฐบาล   ทั้งนี้เพื่อวางแผนรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยระยะสั้น  ผู้ที่หันมายอมรับความจริงและเตรียมพร้อมรับแรงกระแทก   คือผู้ท่ีจะบาดเจ็บน้อยที่สุด   

***รัฐบาลไทยต้องทำงานแข่งกับเวลา งัดทุกมาตราการออกมาอย่างเร่งด่วน  จะซื้อเวลาให้การแก้ปัญหาล่าช้าออกไปไม่ได้เลย  แม้แต่วันเดียว***

คนรวยและผู้มีความพร้อมต้องช่วยประคองผู้ที่มีกำลังน้อย   เช่น  หาทางประคองกิจการโดยไม่ลดการว่าจ้างงาน  และนำโมเดลช่วงโควิดออกมาใช้รับมือกับผลกระทบ  

การที่ยอดจองรถในงานมอเตอร์โชว์พุ่งทะยานขึ้น  แสดงให้เห็นว่าวิกฤตส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก   **การให้ความช่วยเหลือของรัฐจึงต้องเพิ่มน้ำหนักไปที่ประชาชนกลุ่มนี้เป็นสำคัญ   รัฐต้องมีนโยบายอุ้มคนจนให้มากที่สุด**

ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.10 น.

วันที่ 7 เม.ย.2569  เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความ ระบุว่า ในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชันเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน? แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน ‘อวย’ ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน ‘ป่วย’ แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ ‘ห่วย’ ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดับ ‘บ๊วย’ จนคนไทยต้องร้องว่า ‘รวย’ ไม่ไหวแล้ว แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า พอแล้ว … ไม่ไหวแล้ว พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ  9-10 เมษายนนี้

พรรคประชาชน

รสนา ค้านแหลก! รัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน ใส่กองทุนน้ำมัน เพื่ออุ้มโรงกลั่น

รสนา ค้านแหลก! รัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน ใส่กองทุนน้ำมัน เพื่ออุ้มโรงกลั่น

รสนา ค้านแหลก! รัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน ใส่กองทุนน้ำมัน เพื่ออุ้มโรงกลั่น

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.43 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 รสนา โตสิตระกูล อดีตสว. โพสต์ข้อความระบุว่า ร่วมกันคัดค้านรัฐบาลไม่ให้กู้ 1.5 แสนล้านใส่กองทุนน้ำมันเพื่ออุ้มโรงกลั่น !!

มีข่าวว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่วาระแรกจะพิจารณาการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาทให้กองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคาน้ำมันนั้น ขอเสนอว่ารัฐบาลต้องหยุดกู้เงินมา
สร้างภาระให้ประชาชนได้แล้ว 

จากโครงสร้างราคาน้ำมันที่แสดงล่าสุด คือวันที่ 3 เมษายน 2569 มีน้ำมันฯ เพียง 3 ชนิด ที่ได้รับการชดเชย ได้แก่

1)ไบโอดีเซล บี7 ชดเชย 14.27 บาทต่อลิตร

2)ไบโอดีเซล บี 20 ชดเชย 16.64 บาทต่อลิตร

3)เบนซิน อี20 ชดเชย 2.66 บาทต่อลิตร

เบนซินชนิดอื่นลอยตัวตามราคาตลาดโลก แถมถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ได้แก่

-เบนซิน 95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 6.59 บาทต่อลิตร

-แก๊สโซฮอล์ 91,95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 43 สตางค์ต่อลิตร

-แก๊สโซฮอล์ อี85ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 3.31 บาทต่อลิตร

การเอาน้ำมันชีวภาพเช่น เอทานอล ไบโอดีเซลมาเติม ไม่ได้ทำให้น้ำมันผสมมีราคาถูกลง มีแต่เติมแล้วกลับแพงขึ้น เช่นบี 20 (เติมไบโอดีเซล 20%) ต้องชดเชยมาก กว่าน้ำมัน บี7 (ที่ผสมไบโอดีเซล 7 % ) ทั้งที่การผสมไบโอดีเซลถึง 20% ควรมีราคาถูกลงด้วยเนื้อน้ำมัน แต่กลายเป็นยิ่งเติมมาก ยิ่งแพงขึ้น การที่ บี20 มีราคาถูกกว่า บี 7 ลิตรละ5 บาท ไม่ใช่เพราะมีไบโอดีเซลถูกกว่า แต่ที่มีราคาถูกกว่า5 บาท เพราะใช้มายากลทางคณิตศาสตร์มาตบตา โดยเอาเงินกองทุนฯ ที่ควักจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันมาอุ้มเพิ่มให้อีกลิตรละ 2.37 บาท, รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตให้อีก 97 สต.ต่อลิตร และลดค่าการตลาดลงไป 86 สต. นอกนั้นก็ได้ลดจากภาษีแวต รวมๆลดไป 5บาท จึงหลอกตาให้คนมาเติม บี20 เพราะเข้าใจผิดว่าราคาถูกกว่าบี7 ถึง 5 บาท
การที่โรงกลั่นเป็นธุรกิจเอกชน จึงไม่ควรมีสิทธิมาบังคับประชาชนให้เติมน้ำมันผสม และใช้เล่ห์กลเอาเงินประชาชนมาอุ้ม เข้าตำรา “อัฐยายซื้อขนมยาย” การที่ไม่ยอมบอกราคาว่าเอทานอลลิตรละเท่าไหร่ ไบโอดีเซลลิตรละเท่าไหร่ ถือว่าเป็นการจงใจปิดหูปิดตาประชาชน ใช่หรือไม่ 

ในต่างประเทศ เขาใช้รถ Flex Car คือรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบยืดหยุ่น ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกว่าจะเติมน้ำมันพื้นฐาน ผสมน้ำมันชีวภาพกี่เปอร์เซ็น โดยการเติมผสมกันเองตามราคาถูกแพงของเนื้อน้ำมันตามที่เป็นจริง ไม่ใช่มีราคาถูก เพราะล้วงเงินประชาชนจากกองทุนน้ำมันมาชดเชย 

น้ำมันชีวภาพวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า ราคาเนื้อน้ำมันต้องถูกกว่า จึงจะสามารถแข่งขันได้ โดยไม่มีเงินชดเชยมาอุ้ม การใช้กองทุนฯมาอุ้มราคาน้ำมันชีวภาพไม่ได้ช่วยเกษตรกรอย่างที่อ้าง แต่เป็นการแสวงหากำไรของโรงกลั่น โดยเอาน้ำมันชีวภาพราคาแพงใกล้เคียงน้ำมันพื้นฐานมาแทรกขายให้ประชาชนแบบบีบบังคับ โดยเอาเงินของประชาชนจากกองทุนน้ำมันมาอุ้มราคา อุ้มราคากี่

บาทก็คือประชาชนเป็นหนี้ต้องใช้คืนเงินจำนในนั้นแบบผ่อนส่ง 

น้ำมันผสมจึงมีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน แต่พรางตาว่า

ถูกกว่าด้วยเงินของประชาชนทั้งสิ้น เพื่อกำไรของโรงกลั่น เป็นหลัก ใช่หรือไม่

รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้ระบบเช่นนี้ดำรงอยู่เพื่อขูดรีดประชาชนอีกต่อไป ด้วยการปล่อยให้ใช้เล่ห์กลทางตัวเลขราคา ที่มีการคำนวณถ่างราคาด้วยการล้วงเงินจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันไปประกันกำไรสูงสุดให้ผู้ค้าน้ำมันที่ไม่เคยเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกับประชาชนที่กำลังเดือดร้อนกันทั้งประเทศจากวิกฤตน้ำมัน 

ยิ่งกว่านั้นประชาชนยังถูกซ้ำเติมเด้งที่2 จากแก๊งลักลอบกักตุนน้ำมัน และแก๊งน้ำมันเถื่อน ที่หาประโยชน์จากการกักตุนจนน้ำมันจนขาดแคลน สร้างความเสียหายต่ออาชีพประชาชน เช่นสินค้าเกษตรเสียหายจากการไม่มีน้ำมันไปส่งสินค้า ข้าวในนาเสียหายเพราะขาดน้ำมันเติมเครื่องสูบน้ำ การกักตุนเพื่อรอเวลาที่จะโกงราคาน้ำมันจากการกักตุน โดยใช้สต๊อคเดิมขายในราคาใหม่  ซึ่งไม่ต่างจากการปล้นประชาชน ใช่หรือไม่

ราคาน้ำมันแพงที่แพงเกินจริง ทำให้ต้นทุนสินค้าอย่างอื่นพุ่งขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ของแพงทั้งแผ่นดิน

จึงขอเรียกร้องรัฐบาลให้ยกเลิก พรบ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ 2562 จะดีกว่า เพราะกองทุนน้ำมันทำหน้าที่ในการประกันกำไรให้กับฝ่ายผู้ประกอบการ มากกว่าดูแลราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่เป็นธรรมให้กับประชาชน กองทุนน้ำมันกลายภาระประชาชนที่ซ่อนกำไรโรงกลั่น เป็นเกราะกำบังสายตาประชาชนจากราคาน้ำมันที่ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ตามที่อ้างแต่อย่างไร 

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำเพื่อปลดแอกประชาชนจากกองทุนน้ำมัน คือ กำหนดโครงสร้างก๊าซหุงต้มเสียใหม่ คือเปลี่ยนให้ครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มที่ผลิตได้จากอ่าวไทยในราคาในประเทศ ดังที่เคยปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ถูกยกเลิกก๊าซหุงต้มที่เป็นสินค้่ควบคุมราคา โดยไปอ้างอิงราคานำเข้าจากซาอุดิอารเบีย ทั้งที่ก๊าซหุงต้มเป็นทรัพยากรของประเทศไทย

หากรัฐบาลเปลี่ยนแนวทางกำหนดราคา ให้ครัวเรือนใช้ก๊าซหุงต้มเป็นราคาในประเทศ กองทุนน้ำมันจะไม่มีภาระต้องชดเชยแม้แต่บาทเดียวให้ผู้ประกอบการที่ขายก๊าซหุงต้มที่ผลิตเองภายในประเทศ ด้วยราคาตลาดโลก  ใช่หรือไม่ ?!

กรณีก๊าซหุงต้ม (LPG) สมัยรัฐบาลพล.อ เปรม ติณสูลานนท์ พบแหล่งก๊าซเชิงพาณิชย์ในอ่าวไทย และรัฐบาลมีมติให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มก่อน ส่วนที่เหลือจึงให้ภาคส่วนอื่นใช้ เช่น ภาคยานยนต์ ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี 

แต่ปัจจุบัน ปิโตรเคมี ที่เป็นบริษัทลูกของบมจ.ปตท. กลับได้ใช้ก๊าซLPG ก่อน เป็นราคาในประเทศแทนครัวเรือน แต่การขายผลิตภัณฑ์พลาสติกของปิโตรเคมี ก็ขายในราคาตลาดโลก ไม่ได้ขาย

ราคาถูกกว่าเพราะใช้ทรัพยากรในประเทศ แต่อย่างไร ใช่หรือไม่ 
ในช่วงวิกฤตยามนี้ จึงทำให้เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกพาเหรดขึ้นราคาสูงลิ่วตามราคาตลาดโลกตีคู่กับราคาน้ำมัน ใช่หรือไม่

สรุปข้อเสนอต่อรัฐบาลท่านอนุทิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

1)โครงสร้างราคาพลังงาน หากใช้ราคาอิงสิงคโปร์ ควรตัดค่าพรีเมี่ยมที่ประกอบด้วยค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย  เพราะน้ำมันกลั่นในประเทศไทยทั้งหมดจึงไม่มีค่าใช้จ่ทยดังกล่าว ค่าปรับปรุงคุณภาพระหว่าน้ำมันสิงคโปร์ ที่ต่างจากไทย และค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ควรตัดออกทั้งหมด จะช่วยลดราคาลงได้ลิตระ 1บาท

2)กำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้เกิดลาภลอยเมื่อมีวิกฤตการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นโดยไม่ใช่ประสิทธิภาพของโรงกลั่น 
ที่เสนอคุมเพดานค่าการกลั่นที่2 บาทต่อลิตร เพราะการกลั่นน้ำมันเพื่อการใช้ภายในประเทศ ปีละ 60,000 ล้านลิตร ค่าการกลั่น 2บาทต่อลิตร ก็ได้ค่าการกลั่นปีละ 120,000 ล้านบาทแล้ว เป็นค่าการกลั่นที่เป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันในประเทศ และโรงกลั่นมีกำไร
หากเพิ่มค่าการกลั่นเป็น3 บาทตามที่นักวิชาการสายโรงกลั่นเสนอ เท่ากับเพิ่มกำไรให้โรงกลั่นอีกปีละ 60,000 ล้านบาทไปเนาะๆทีเดียว

3)รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังควรพิจารณาปรับลดสรรพสามิตน้ำมันตามสถานการณ์เพื่อลดภาระราคาน้ำมันแพงให้ประชาชน

4)รัฐบาลควรยกเลิกพรบ.กองทุนน้ำมัน พ.ศ 2562 ปัจจุบันราคาเบนซินถูกปล่อยลอยตัวอย่างสมบูรณ์ แต่ยังถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยดีเซล และก๊าซหุงต้ม จึงเสนอให้ลอยตัว โดยไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันอีก และไม่ต้องกู้เงิน 1.5 แสนล้านมาเป็นภาระหนี้ของประชาชน
รัฐบาลควรช่วยแก้ปัญหาน้ำมันแพงตามความจำเป็น โดยช่วยเหลือตรงไปที่กลุ่มเปราะบาง 5กลุ่มตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยอุดหนุนจากภาษีของรัฐบาล

5)เปิดให้มีการขายน้ำมันพื้นฐาน ดีเซลและเบนซินล้วน ตามโครงสร้างราคาใหม่ โดยไม่มีการโก่งราคา ไม่มีการผสมน้ำมันชีวภาพ
 น้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอล และไบโอดีเซล ควรเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลือกเติมด้วยราคาที่แข่งขันได้ ไม่ใช่ด้วยการชดเชยจากเงินของประชาชนผ่านกองทุนน้ำมัน

6)เปลี่ยนให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มก่อนภาคส่วนอื่นที่เป็นราคาที่เป็นธรรมในประเทศเหมือนสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะสามารถตัดการชดเชยจากกองทุนน้ำมันได้
หากรัฐบาลท่านอนุทินทำได้เช่นนี้ จึงจะถือได้ว่าท่านทำเพื่อประชาชนที่ได้เลือกท่านมา ไม่ใช่ใช้วาทกรรมสวยหรู แต่ผลจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำ กลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่เห็นๆกันอยู่คนรู้กันทั้งประเทศ แต่ท่านนายกฯรู้ช้ากว่าคนอื่น ใช่หรือไม่ !!??

ทั้งนี้ รสนา โตสิตระกูล โพสต์อีกว่า  ร่วมกันคัดค้านรัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน อุ้มโรงกลั่น รัฐบาลปล่อยโรงกลั่นอิ่มหมีพีมันด้วยกำไรลาภลอย เอากองทุนน้ำมันจากเงินประชาชนไปชดเชยโรงกลั่นบนกำไรลาภลอย ปล่อยผู้ค้ามาตรา7 และ 10 ให้หาประโยชน์จากลาภกักตุน โดยไม่เช็คสต๊อคก่อนปรับขึ้นราคา

รัฐบาลไม่ทวงคืน ทั้งลาภลอย และลาภกักตุน ส่งคืนกองทุนน้ำมัน แต่จะกู้เงินอีก 1.5 แสนล้านบาท มาใส่กองทุนน้ำมันให้ประชาชนมีหนี้เพิ่มเพื่ออุ้มโรงกลั่น และบรรดาไอ้โม่งที่โกงลาภกักตุน ใช่หรือไม่??!!

รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเอาเงิน 1.5 แสนล้านคืนจากกำไรลาภลอย และลาภกักตุนมาให้กองทุนน้ำมัน

ไม่ใช่กู้ 1.5 แสนล้าน มาให้ประชาชนแบก เพื่ออุ้มโรงกลั่นต่อ !!!

เอกนัฏ ฟิตจัด! เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน วันนี้

เอกนัฏ ฟิตจัด! เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน วันนี้

เอกนัฏ ฟิตจัด! เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน วันนี้

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.36 น.

“เอกนัฏ” ฟิตจัด เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันทันที วันนี้ 7 เม.ย. 69 ลั่นเลิกใช้เลขทิพย์กำหนดเพดานค่าการกลั่น

เมื่อเวลา 22.05 น.วันที่ 6 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า วันนี้คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานได้รายงานผลการประชุมให้ ครม. รับทราบ เรื่องการขอให้โรงกลั่นน้ำมันส่งกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตนในฐานะ รมว.พลังงาน ไปดำเนินการต่อ

“วันที่ 7 เม.ย.ในช่วงเช้าที่ผมเข้ากระทรวงจะเรียกโรงกลั่นน้ำมันเข้ามาหารือทันที จากนั้นในช่วงเวลา 13.00 น. ผมจะนำเรื่องเพื่อหารือในวงคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ผมเป็นประธานในทันที”

ส่วนเพดานค่าการกลั่นนั้นในปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ใช้ค่าการกลั่นในสถานการณ์ปกติ ซึ่งวันนี้เป็นสถานการณ์ผิดปกติทำให้ราคาแพงขึ้น ซึ่งบางส่วนที่แพงขึ้นเพราะเป็นพรีเมียม ในช่วงสถานการณ์ปกติราคาค่าการกลั่นอยู่ที่ 2 บาทกว่าไม่เกิน 3 บาท ในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา แต่ในช่วงเดือนมี.ค. 2569 ราคาค่าการกลั่นขึ้นสูงมาถึง 7 บาท และเข้ามาในช่วงเดือนเม.ย. นี้ ไม่กี่วันราคาขึ้นมา 16-17 บาท

ทั้งนี้ ในวันที่ 7 เม.ย. จะนำตัวเลขจริงทั้งหมดมาดู วันนี้ประเทศไทยต้องเลิกใช้ตัวเลขทิพย์ ตัวเลขในใจมากำหนดเพดานค่าการกลั่นได้แล้ว