ทนายอ้าง โรดริโก ดูเตร์เต มีภาวะความจำบกพร่องอย่างหนัก

ทนายอ้าง โรดริโก ดูเตร์เต มีภาวะความจำบกพร่องอย่างหนัก

16 ก.ย. 2569 03:05 น.

ทนายอ้าง โรดริโก ดูเตร์เต มีภาวะความจำบกพร่องอย่างหนัก

โรดริโก ดูเตร์เต กำลังรับการประเมินว่าสุขภาพจิตพร้อมขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่ โดยทนายความของเขาออกมาอ้างว่า อดีตผู้นำฟิลิปปินส์รายนี้ มีภาวะความจำบกพร่องอย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์วัย 81 ปี ซึ่งกำลังจะขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อดำเนินข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากนโยบาย “สงครามปราบปรามยาเสพติด” ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน กำลังรับการประเมินว่า เขามีสุขภาพจิตพร้อมสำหรับขึ้นศาลในวันที่ 30 พ.ย.นี้หรือไม่

ทีมทนายของดูเตร์เตส่งเอกสารต่อศาลระบุว่า ลูกความของพวกเขามีปัญหาความทรงจำบกพร่องอย่างรุนแรง ไม่สามารถจดจำข้อมูลใหม่ๆ ได้ และลืมชื่อทนายหลักของตัวเองเป็นครั้งคราว ส่งผลให้ทนายไม่สามารถรับคำสั่งหรือเตรียมการสู้คดีร่วมกับเขาได้

นอกจากนี้ ผลการตรวจยังพบว่าดูเตร์เตเข้าใจว่าปัจจุบันคือปี 2550–2551 และลืมชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอัยการยื่นเอกสารแย้งว่า ดูเตร์เตยังคงมีความสามารถในการใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และ “มีความพร้อมสำหรับการพิจารณาคดี” ตามหลักเกณฑ์ของศาล

ด้านคณะแพทย์ผู้ตรวจระบุว่าดูเตร์เตอาจจะ “ไม่ได้ตั้งใจทำแบบทดสอบอย่างเต็มที่” ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากการแกล้งทำ, ขาดแรงจูงใจ หรือเป็นผลมาจากโรคทางระบบประสาทจริงๆ ทำให้ฝ่ายจำเลยมองว่ารายงานของแพทย์ยังไม่สมบูรณ์และขอซักค้าน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ถูกจับกุมและส่งตัวไปที่กรุงเฮก ดูเตร์เตเคยปรากฏตัวผ่านวิดีโอลิงก์เพียงครั้งเดียวในสภาพสับสนและดูง่วงนอนตลอดเวลา

ผู้พิพากษาเรียกร้องให้ดูเตร์เตปรากฏตัวในการฟังพิจารณาคดีเบื้องต้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง เขาจะกลายเป็นอดีตผู้นำประเทศในเอเชียคนแรกที่ขึ้นศาล ICC ด้วยตนเอง

ข้อกล่าวหาต่อดูเตร์เตครอบคลุมการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ 3 ข้อหา ซึ่งอัยการระบุว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารอย่างน้อย 76 ศพ ช่วงปี 2556–2561 ระหว่างการทำสงครามปราบปรามยาเสพติดในฟิลิปปินส์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รถไฟเนเธอร์แลนด์หยุดชะงักเป็นวงกว้าง คาดเป็นเหตุวินาศกรรม

รถไฟเนเธอร์แลนด์หยุดชะงักเป็นวงกว้าง คาดเป็นเหตุวินาศกรรม

16 ก.ย. 2569 02:44 น.

รถไฟเนเธอร์แลนด์หยุดชะงักเป็นวงกว้าง คาดเป็นเหตุวินาศกรรม

ระบบรถไฟของเนเธอร์แลนด์ประสบปัญหาหยุดชะงักในหลายพื้นที่ หลังเกิดเหตุที่คาดว่าเป็นการก่อวินาศกรรมหลายสิบจุด ซึ่งทางการเริ่มการสืบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครือข่ายรถไฟหลายพื้นที่ในเนเธอร์แลนด์ รวมถึงกรุงอัมสเตอร์ดัม ประสบภาวะหยุดชะงักอย่างหนักเมื่อเช้าวันอังคาร (15 ก.ย. 2569) หลังเกิดเหตุที่คาดว่าเป็นการ “ก่อวินาศกรรม” บนรางรถไฟมากกว่า 35 จุด กระทบเส้นทางสำคัญอย่างสนามบินสคิปโพล (Schiphol) เมืองไอนด์โฮเฟน และอูเทรคต์

“โปรเรล” (ProRail) รัฐวิสาหกิจผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านการรถไฟของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า มีผู้นำท่อและสายไฟมาวางพาดบนรางในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ ระบบคอมพิวเตอร์จึงเข้าใจผิดว่ามีรถไฟอยู่บนราง ทำให้ศูนย์ควบคุมไม่สามารถปล่อยรถไฟวิ่งได้ รวมถึงมีกรณีรถไฟพุ่งชนวัตถุโลหะใกล้วิทยาลัยสตีนไวก์ (Steenwijk) แต่โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

นายกรัฐมนตรี ร็อบ เจตเตน ประณามว่าการกระทำนี้ “สร้างความเดือดร้อนและอันตรายถึงชีวิต” โดยตอนนี้สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักข่าวกรอง AIVD ร่วมกับตำรวจเปิดการสอบสวนทางอาญาแล้ว แต่ยังไม่พบตัวผู้สงสัยหรือแรงจูงใจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงกับวันเปิดสมัยประชุมสภาและการเสนอร่างงบประมาณ ซึ่งกลุ่มเกษตรกร Farmers Defence Force (FDF) ออกมาประท้วงต่อต้านแผนลดการปล่อยไนโตรเจน โดยมีการจุดไฟเผากองฟางตามถนน อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมรางรถไฟ และตำรวจก็ไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ

ความปั่นป่วนของระบบรางรถไฟของเนเธอร์แลนด์ยังเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับอุบัติเหตุรถไฟที่น่าสงสัยในฝรั่งเศส หลังสื่อรายงานว่าเหตุรถไฟตกรางในแคว้นนอร์ม็องดีเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) อาจเกิดจากการวินาศกรรมเช่นกัน ซึ่งทางการฝรั่งเศสกำลังเร่งสอบสวนทุกประเด็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนเตือน อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ หลังสหรัฐฯ ติดตั้งอาวุธในวงโคจร

จีนเตือน อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ หลังสหรัฐฯ ติดตั้งอาวุธในวงโคจร

16 ก.ย. 2569 01:42 น.

จีนเตือน อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ หลังสหรัฐฯ ติดตั้งอาวุธในวงโคจร

ทางการจีนรวมถึงรัสเซีย ออกมาแสดงความไม่พอใจหลังจากสหรัฐฯ ยอมรับว่า พวกเขาส่งอาวุธขึ้นไปติดตั้งบนวงโคจรโลกแล้ว โดยจีนเตือนว่า อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 ทางการจีนกับรัสเซียออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงหลังจากสหรัฐฯ ยืนยันเป็นครั้งแรกว่าได้ติดตั้งระบบอาวุธบนวงโคจรโลกแล้ว โดยจีนเตือนให้ระวังการเปลี่ยนอวกาศให้กลายเป็นสนามรบ ขณะที่รัสเซียเรียกร้องให้คงอวกาศไว้ให้ปลอดจากอาวุธทุกชนิด

ก่อนหน้านี้ โฆษกกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ มีอาวุธควบคุมอวกาศ (Space Control Weapons) ในวงโคจรเพื่อปกป้องกองทัพจากการโจมตีของฝ่ายศัตรู โดยมีทั้งมาตรการแบบทางกายภาพ (Kinetic) และไม่ใช่กายภาพ (Non-kinetic) เช่น เลเซอร์ทำลายระบบสายตาของดาวเทียม หรือการรบกวนสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าและไซเบอร์

สหรัฐฯ อ้างเหตุผลว่าทั้งจีนและรัสเซียต่างพัฒนาศักยภาพการสู้รบทางอวกาศเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งในอนาคต ทำให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือ

อย่างไรก็ตาม นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดการขยายขีดความสามารถทางการทหารและการเตรียมพร้อมทำสงครามในอวกาศ

ขณะที่นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซีย เรียกร้องให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปลดอาวุธในอวกาศอย่างสมบูรณ์

ส่วนนาย ซ่ง จงผิง นักวิเคราะห์การทหารมองว่า แม้การเปิดเผยครั้งนี้ของวอชิงตันจะเป็น “ความลับที่รู้กันทั่วไป” อยู่แล้ว แต่ช่วงเวลาในการประกาศอาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและเร่งการแข่งขันทางอาวุธในอวกาศ

นอกจากนั้น จีนคงไม่อยู่เฉย การที่สหรัฐฯ เปิดเผยเรื่องการติดอาวุธในอวกาศเช่นนี้ จะกดดันให้จีนอาจต้องพิจารณาติดตั้งอาวุธในอวกาศตามเพื่อตอบโต้

ทั้งนี้ สนธิสัญญาอวกาศปี 1967 (Outer Space Treaty) ห้ามเฉพาะการติดตั้ง “อาวุธทำลายล้างสูงและอาวุธนิวเคลียร์” ในวงโคจรเท่านั้น แต่ไม่ได้ครอบคลุมอาวุธทั่วไป ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย

จีนและรัสเซียพยายามผลักดันร่างสนธิสัญญาห้ามการติดตั้งอาวุธทุกประเภทในอวกาศมาตลอด 20 ปี ขณะที่ชาติตะวันตกเน้นเรื่อง “กรอบพฤติกรรมที่รับผิดชอบ” โดยคาดว่าประเด็นนี้จะถูกยกขึ้นมาหารือในการประชุมปลดอาวุธของสหประชาชาติ (UN) ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เดนมาร์กโวย เรือรบรัสเซียยิงพลุแฟลร์ ใส่เฮลิคอปเตอร์ทหาร

เดนมาร์กโวย เรือรบรัสเซียยิงพลุแฟลร์ ใส่เฮลิคอปเตอร์ทหาร

16 ก.ย. 2569 00:02 น.

เดนมาร์กโวย เรือรบรัสเซียยิงพลุแฟลร์ ใส่เฮลิคอปเตอร์ทหาร

ทางการเดนมาร์กออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยอ้างว่าเรือรบของรัสเซียยิงพลุแฟลร์เข้าใส่เฮลิคอปเตอร์ทางทหารของพวกเขา ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในน่านน้ำสากล

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 ทางการเดนมาร์กออกมากล่าวหา เรือรบของรัสเซียได้ยิงพลุส่องสว่างฉุกเฉิน (พลุแฟลร์) จำนวน 2 ลูก ใส่เฮลิคอปเตอร์รุ่น Fennec ของกองทัพอากาศเดนมาร์ก ขณะกำลังบินปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและถ่ายภาพในน่านน้ำสากลตามปกติ นอกชายฝั่งเมืองเกดเซอร์ (Gedser) โดยมีพลุลูกหนึ่งพุ่งเฉียดตัวเครื่องไปอย่างน่ากลัว

กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์กได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบ พร้อมระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

ขณะที่นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ประณามการกระทำของรัสเซียว่า “ประมาทเลินเล่อ” และมีเจตนาเพื่อข่มขู่ ส่วนนางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ชี้ว่าการกระทำนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบการยั่วยุและความก้าวร้าวของรัสเซียที่มีต่อยุโรป

ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเดนมาร์กเปิดเผยว่า ลูกเรือของเรือฟริเกตของรัสเซียไม่ได้มีความพยายามที่จะติดต่อสื่อสารกับเฮลิคอปเตอร์ก่อนลงมือแต่อย่างใด

ด้านนายวลาดิเมียร์ บาร์บิน เอกอัครราชทูตรัสเซีย ยืนยันว่าจะตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด แต่ตอบโต้ด้วยว่า เฮลิคอปเตอร์ของเดนมาร์กต่างหากที่เป็นฝ่าย “กระทำการยั่วยุ” ด้วยการบินเข้าใกล้เรือรบของรัสเซียในระยะอันตราย โดยเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วเมื่อปีก่อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่เกิดความตึงเครียดด้านความมั่นคงในหลายพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของยุโรป โดยที่ลิทัวเนีย เครื่องบินรบนาโตยิงโดรนลำหนึ่งตก หลังรุกล้ำเข้าสู่น่านฟ้าลิทัวเนียบริเวณใกล้เมืองเคานาส โดยคาดว่าบินมาจากเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรของรัสเซีย

ขณะที่โปแลนด์ระบุว่า พวกเขาดำเนินปฏิบัติการทางการบินเชิงป้องกันในน่านฟ้าของตัวเองเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่ออารักขาน่านฟ้าเนื่องจากพบโดรนของรัสเซียออกบินโจมตีพื้นที่ของยูเครนบริเวณใกล้ชายแดน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือน้ำมันปานามา โดนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 2 ราย

เรือน้ำมันปานามา โดนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 2 ราย

15 ก.ย. 2569 22:44 น.

เรือน้ำมันปานามา โดนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 2 ราย

เกิดระเบิดที่เรือบรรทุกน้ำมันติดธงปานามา ขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีลูกเรือสูญหาย 2 ราย โดยอิหร่านอ้างว่าเรือลำนี้โดนทุ่นระเบิด

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 ศูนย์ความมั่นคงทางทะเลของโอมานเปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมัน “เอล ไกอา” (El Gaia) ติดธงปานามา ถูกโจมตีขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จนเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่อง ส่งผลให้มีลูกเรือสูญหาย 2 ราย ขณะที่มีลูกเรือได้รับความช่วยเหลือแล้ว 23 คน

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านอ้างเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวชนเข้ากับทุ่นระเบิดในทะเลและเกิดเพลิงไหม้ ขณะแล่นผ่านเส้นทางที่พวกเขาระบุว่า เป็นพื้นที่ควบคุมและไม่ปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่าได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บนเรือลำหนึ่ง ซึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา อิหร่านเคยอ้างในลักษณะเดียวกันนี้กับเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์เสียชีวิต 2 ราย บนเรือซูเปอร์แทงเกอร์บรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเกิดระเบิดขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ทางการซาอุดีอาระเบียแย้งว่าเรือตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเปิดฉากขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีลูกเรือเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ จากเหตุโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับการยืนยันแล้ว 79 ครั้ง

อนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซปริมาณกว่า 1 ใน 5 ของโลก ถูกปิดในทางพฤตินัย เนื่องจากการโจมตีเรือขนส่งสินค้าด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน รวมถึงการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน

สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบอีกครั้งในเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงก็พังทลายภายในไม่กี่สัปดาห์ หลังจากอิหร่านกลับมาโจมตีเรือขนส่งสินค้าอีกครั้ง และสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูมาตรการปิดล้อมทางทะเลตามเดิม

อิหร่านยังคงยืนกรานว่าจะไม่ยอมสละอำนาจในการควบคุมเส้นทางน้ำแห่งนี้ และได้เล็งเป้าโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเลี่ยงการใช้น่านน้ำของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไทยแถลงเปิด UNCLOS ยันเดินหน้าประนอมเขตทะเล อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

ไทยแถลงเปิด UNCLOS ยันเดินหน้าประนอมเขตทะเล อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

15 ก.ย. 2569 21:58 น.

ไทยแถลงเปิด UNCLOS ยันเดินหน้าประนอมเขตทะเล อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยแถลงเปิดการประชุมคณะกรรมาธิการประนอม UNCLOS ครั้งแรก ยืนยันจะเดินหน้าประนอมเขตทะเลกับกัมพูชา อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เผยแพร่ถ้อยแถลงเปิดของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า “ท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการประนอม และคณะผู้แทนกัมพูชา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้แทนประเทศไทย โดยผมมาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน คือการแสวงหาทางออกในเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล ซึ่งจะปกป้องสิทธิของเรา และเพื่อทำให้ไทยและกัมพูชาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ในฐานะเพื่อนบ้าน

ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึงบริบทโดยรวมของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมเชื่อว่า มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งสำหรับการประชุมในวันนี้

เราจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์แวดล้อมและลำดับเหตุการณ์ที่นำเรามาสู่จุดนี้ที่สิงคโปร์ ใจความสำคัญของกระบวนการนี้คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวทางที่ไทยกับกัมพูชาเลือกใช้เพื่อบริหารจัดการประเด็นระหว่างกัน

ไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้าน ควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือ แนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือ รักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน และแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี

แต่กัมพูชากลับใช้แนวทางที่ต่างออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่าตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชา มุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง และมีความย้อนแย้ง

เราควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ตอนที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้น การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน?

ผมขอเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคงเสมอมา เรายึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และจะปกป้องสิทธิของเราอย่างเข้มแข็ง

สำหรับประเทศไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นพื้นฐานที่เกื้อหนุนกันต่อการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ ขณะที่การทูตเป็นเครื่องมือที่ประเทศเพื่อนบ้านสามารถใช้สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และบรรลุทางออกที่เป็นที่ยอมรับและยั่งยืน

เวลานี้ ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเราได้อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย ความขัดแย้งได้บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อประชาชนของทั้งสองฝ่าย

แต่ถ้าเราต้องการหาทางออกที่ยั่งยืนในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้น ไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้มีการหารือพูดคุย และให้มีแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันที่จำเป็นต่อการจัดการกับประเด็นปัญหาที่จะยากยิ่งขึ้น

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้นำของเราทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป

และเมื่อผมได้พบกับรองนายกฯ ปรัก สุคน ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ผมได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจในประเด็นที่เราเห็นต่างกัน

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสอย่างแท้จริงกับแนวทางการทูตดังกล่าว และในมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา

แทนที่จะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูลแทบทุกวัน ซึ่งรวมถึงในเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาก็จะเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนดีเหนือผู้อื่น และเพื่อสร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายในมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น

นี่คือแนวทางที่กัมพูชาเลือกใช้มาโดยตลอด และนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และทำให้ท่าทีของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวยิ่งขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้การปรับท่าทีเข้าหากันและการฟื้นฟูความสัมพันธ์สำหรับทั้งสองประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น

วิธีที่ประเทศไทยยึดถือมาตลอดคือ การใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่ไปกับการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันความเหนือกว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ภารกิจเบื้องหน้าจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเป็นมาที่นำเรามาสู่จุดนี้ด้วย ผมจึงขอกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยในการยกเลิก MOU 2544

กัมพูชากล่าวอ้างว่า การตัดสินใจยกเลิก MOU ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มกระบวนการประนอมนี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง

ข้อเท็จจริงคือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการประชุมอย่างเป็นทางการได้เพียงสองครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง

การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสมที่เราจะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยผมได้เสนอกับกัมพูชาด้วยตนเองให้เราเริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นคั่งค้างอื่น ๆ

ผมยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในหกเดือน เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้

ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า ตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากเริ่มกระบวนการนี้ภายหลังไทยยกเลิก MOU จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง

กัมพูชามีทางเลือกอื่น แต่เลือกที่จะปิดประตูนั้น ด้วยเหตุผลที่ยากจะเข้าใจ ท่านประธาน เพื่อแสวงหาข้อยุติ เราจำเป็นต้องมีความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตของประเด็น ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะพิจารณา

สำหรับไทย ขอบเขตของกระบวนการนี้เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เรามิได้มุ่งหวังสิ่งใดเกินไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมที่ประเทศไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ผมขอย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมนี้ด้วยความสุจริตใจ โดยตระหนักถึงพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา UNCLOS และด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการ

ไทยพร้อมเข้าร่วมกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรมผ่านการเจรจา ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการ กระบวนการประนอมสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเพื่อเดินหน้าต่อไปได้

เราเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ในการแบ่งเขตทางทะเลอย่างเที่ยงธรรม สามารถใช้ได้จริง และยั่งยืน

ไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจา เพราะในท้ายที่สุด ประเทศของเราทั้งสองยังคงมีหน้าที่ร่วมกันในการแสวงหาหนทางเพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างจริงจังและด้วยความสุจริตใจ

ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ และคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา ขณะที่เราเริ่มกระบวนการในวันนี้ เราต้องตระหนักว่า พัฒนาการและผลของกระบวนการประนอมนี้ จะมีนัยยะสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในอนาคต

กระบวนการนี้ไม่ใช่การทูตแบบที่ต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้โดยสิ้นเชิง ขอย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ขอย้ำว่า ไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของเราอย่างมั่นคง

และขอย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา

ความมุ่งมั่นนี้เห็นได้ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อไทยได้ร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อนำสันติภาพมาสู่กัมพูชาและช่วยให้กัมพูชาสามารถสร้างชาติเพื่อประชาชนของตนได้อีกครั้ง

ไทยมุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ การเดินหน้าจำเป็นต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย เราได้เคยย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง กัมพูชาควรจะต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางใด และเราหวังว่า กัมพูชาจะกล้ามีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะเดินไปบนเส้นทางเดียวกับเรา

เพราะภายหลังจากกระบวนการนี้จบลง ไทยและกัมพูชาก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันไปอีกยาวนาน หน้าที่ของเราคือสร้างหลักประกันว่า สิ่งที่เราทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง จะสามารถทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ

ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ในส่วนของเรา เราหวังว่ากัมพูชาก็จะทำเช่นเดียวกัน ขอบคุณ ท่านประธาน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : mfa.go.th

จำคุก 6 ชายมาเลเซีย “ปล้นสายฟ้าแลบ” บ้านหรูสิงคโปร์ กวาดทรัพย์เกือบ 128 ล้าน

จำคุก 6 ชายมาเลเซีย "ปล้นสายฟ้าแลบ" บ้านหรูสิงคโปร์ กวาดทรัพย์เกือบ 128 ล้าน

15 ก.ย. 2569 17:00 น.

จำคุก 6 ชายมาเลเซีย “ปล้นสายฟ้าแลบ” บ้านหรูสิงคโปร์ กวาดทรัพย์เกือบ 128 ล้าน

ศาลสิงคโปร์พิพากษาจำคุกชายชาวมาเลเซีย 6 คน ตั้งแต่ 7 ปี 8 เดือน ถึงเกือบ 13 ปี พร้อมโบยสูงสุด 24 ครั้ง หลังรับสารภาพร่วมกันบุกปล้นบ้านพักหรู ระหว่างจัดเกมโป๊กเกอร์เดิมพันสูง ขโมยเหรียญคริปโต เงินสด และนาฬิกาหรู รวมมูลค่าประมาณ 4.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 128 ล้านบาท ก่อนหลบหนีข้ามพรมแดนไปมาเลเซีย โดยศาลระบุเป็นการปล้นที่ “อุกอาจและวางแผนมาอย่างดี” และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประเทศ

ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกชาวมาเลเซีย 6 ราย มีกำหนดโทษตั้งแต่ 7 ปี 8 เดือน ถึง 12 ปี 11 เดือน พร้อมโบย 24 ครั้งสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี หลังทั้งหมดให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ด้วยอาวุธ และร่วมกันย้ายทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดออกนอกเขตอำนาจศาล

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงรุ่งสางของวันที่ 18 เมษายน 2024 โดยกลุ่มคนร้าย 7 ราย บุกเข้าไปในคฤหาสน์หรู ย่านคิงส์อัลเบิร์ตพาร์ก ซึ่งมีการลักลอบเปิดเล่นโป๊กเกอร์เดิมพันสูง คนร้ายบางส่วนพกพาอาวุธมีดพร้าและไม้เบสบอล บังคับมัดมือมัดเท้าและปิดปากผู้ที่อยู่ในบ้าน ก่อนกวาดเงินสด ทรัพย์สินมีค่า และคริปโตเคอร์เรนซี รวมมูลค่าราว 4.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 128 ล้านบาท

อัยการระบุว่า คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีปล้นทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สิงคโปร์ในแง่ของตัวเลขมูลค่าทรัพย์สิน โดยผู้พิพากษา ไอแดน ซู ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นแผนประทุษกรรมที่ “อุกฉกรรจ์และมีการวางแผนมาอย่างดีเยี่ยม” ซึ่งสร้างความสั่นคลอนต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประเทศ พร้อมย้ำว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่ปลอดภัย การกระทำที่ทำลายความมั่นคงในเคหสถานจะต้องได้รับโทษอย่างรุนแรงเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 เมื่อ นายหว่อง ชี ชาน อายุ 35 ปี และ นายโก๊ะ บูน ตง อายุ 30 ปี ทราบข่าวว่ามีการเปิดวงไพ่โป๊กเกอร์เดิมพันสูงหลักแสนดอลลาร์ภายในบ้านหลังดังกล่าว โดยมีการชำระเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล ทั้งสองได้แอบมาสำรวจบ้านและพบว่าประตูรั้วและประตูไม้ไม่ได้ล็อกในระหว่างที่มีการเล่นการพนัน

หลายเดือนต่อมา ทั้งคู่ได้ว่าจ้าง นายโมฮัมหมัด ฮามิดอน อาเหม็ด อายุ 49 ปี เจ้าของบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน ให้ทำหน้าที่จัดหาทีมงานเพื่อเข้าควบคุมตัวเหยื่อ โดยตกลงค่าจ้าง 1.5 ล้านริงกิตมาเลเซีย (ราว 12.2 ล้านบาท) เพื่อแบ่งกันในกลุ่มทีมงาน

ในคืนวันเกิดเหตุ (18 เมษายน 2024) คนร้ายพร้อมอาวุธมีดและไม้เบสบอลได้บุกเข้าทางประตูที่ไม่ได้ล็อก ขณะที่ผู้ที่อยู่ในบ้านขณะเกิดเหตุประกอบด้วย หลี่ เสี่ยวอวี่ หญิงชาวจีนเจ้าของบ้านและผู้จัดเกม, หลี่ หยาง สามีของเธอซึ่งเป็นผู้เช่าบ้าน, หู จื้อเผิง ชายชาวจีนที่พักอยู่ในบ้านและช่วยจัดเกมโป๊กเกอร์, โม รัน หญิงชาวเกาหลีใต้ที่ได้รับการว่าจ้างเป็นเจ้ามือแจกไพ่ และยัป เคียน ยัป ชาวมาเลเซียที่รับงานนวดให้ผู้เล่นระหว่างเกม

นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นโป๊กเกอร์ 7 คน ได้แก่ แอนดรูว์ ฮาลิม ชาวอินโดนีเซีย, หลิว อี้ ชาวจีน และชาวสิงคโปร์อีก 5 คน คือ มาร์คัส ยัป จิน ซิน, ซีสวิน อับราฮัม อับดุลลา, ลิม ยาห์ ลูน, ฮู เต็ง หยาง และโฮ เปา เฉียง

คนร้ายได้จับทุกคนมัดและปิดปาก ค้นโทรศัพท์มือถือของเจ้าของบ้านเพื่อโอนเหรียญคริปโตไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลที่กลุ่มคนร้ายควบคุม พร้อมทั้งกวาดเงินสดในตู้นิรภัย นาฬิกาหรูแบรนด์ดังอย่าง Patek Philippe และ Rolex รวมถึงกุญแจรถเฟอร์รารี

ทรัพย์สินที่ถูกปล้นไปรวมถึงเงินสดและสกุลเงินต่างประเทศประมาณ 210,000 ดอลลาร์สิงคโปร์, เงิน 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสกุลดีแรห์มยูเออี รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี มูลค่าราว 3.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ เช่น นาฬิกาหรูและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายรายการ

หลังก่อเหตุ คนร้ายได้แยกย้ายกันหลบหนีข้ามพรมแดนกลับไปยังประเทศมาเลเซียผ่านจุดผ่านแดนตูอาส และวูดแลนด์ส โดยมีการนำเหรียญ USDT ที่ปล้นมาไปขายเปลี่ยนเป็นเงินสดในกรุงกัวลาลัมเปอร์เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์กัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาชาวมาเลเซียทั้ง 6 รายได้ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2024 ขณะที่ผู้ต้องหาอีกรายคือ นายมูฮัมหมัด ยูซุฟ คาซิม อายุ 33 ปี ยังคงหลบหนีและเชื่อว่าหลบหนีต่อไปยังประเทศไทย

โดยนายหว่อง ชี ชาน และ นายโก๊ะ บูน ทอง รับโทษจำคุก 12 ปี 11 เดือน โบย 24 ครั้ง และปรับ 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนนายโมฮัมหมัด ฮามิดอน อาเหม็ด รับโทษจำคุก 10 ปี 6 เดือน และโบย 24 ครั้ง

ด้านนายการ์ติก ปาลานิยัปปัน อายุ 34 ปี และ นายมูฮัมหมัด เตาฟฟิก อาหมัด เฟาซี อายุ 34 ปี จำคุก 7 ปี 8 เดือน และโบย 24 ครั้ง และนายโมฮัมหมัด ฮาชิม อิสมาด อายุ 51 ปี ถูกจำคุกจำคุก 8 ปี 8 เดือน โดยได้รับการยกเว้นการโบยเนื่องจากอายุเกิน 50 ปี

ทั้งนี้ ทางการสิงคโปร์สามารถติดตามยึดทรัพย์สินคืนมาได้เพียงประมาณ 1.69 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เท่านั้น ขณะที่ทรัพย์สินมูลค่าราว 3.21 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ยังคงสูญหาย ทั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดของสิงคโปร์กำลังพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายเพิ่มเติมกับกลุ่มผู้เสียหายในคดีลักลอบเล่นการพนันผิดกฎหมายต่อไป.

ที่มา CNA

ภัณฑิล เปรียบ สิทธิโชติ เป็นเห็บ รีบกระโดดออกจาก หมา กลัวติดคุก ฝากบอก กกต. 5 คน โดน ม. 157 แน่

16 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

ภัณฑิล เปรียบ สิทธิโชติ เป็นเห็บ รีบกระโดดออกมาจาก หมา กลัวติดคุก ฉะ ประธาน กกต. ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง ฝาก แสวง บอก กกต. 5 คน โดน ม. 157 แน่

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ.2568

โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายถึงผลคดีฮั้ว สว. ว่า ช้างตายไป 77 ตัว สุดท้ายสำนวนกว่า 70,000 หน้า ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด ท่านประชุม 11 ครั้งมีมติส่ง 77 คนไปศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ตนไม่ได้ต่อว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเชื่อว่าทำงานขยันขันแข็งมีสำนวนเยอะมาก แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ กกต.ทั้ง 7 คน คดีนี้ใหญ่มาก ไม่ใช่คดีที่ไม่มีอะไร

แต่ผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นกรรมการบริหารและคนการเมืองเท่ากับ 0 ไม่มีเลย แม้ผู้ที่ถูกฟ้องในสัดส่วนของบุคคลอื่น 15 คน ประกอบไปด้วยอดีตผู้ช่วย สส. พรรคภูมิใจไทย, อดีตผู้สมัครของพรรค, อดีตคนทำงาน และอดีต สส. ตนจึงถามว่าสอบกันเกือบ 80,000 หน้า แต่พอเข้าเขตการเมืองทำไมสายตามันถึงพร่า มองอะไรกันไม่เห็น

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างนายหัวภาคใต้ ซึ่งนายสุบิน ศักดา ผู้ที่มีรายชื่อถูกสั่งฟ้องในมติ 7:0 ออกมาเปิดเผยว่านายหัวคนนี้จะช่วยค่าใช้จ่ายให้ และมีเส้นเงินเชื่อมโยงกัน 11 ราย ตนจึงตั้งคำถามว่าหาก กกต.ทั้ง 7 คน เห็นนายสุบิน แล้วคนที่เหนือนายสุบินปลิวหายไปไหน มันมีคนเอาเงินมาให้นายสุบิน นายสุบินไม่ได้ร่ำรวยจ่ายเงินเอง

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารลงนามโดยนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 ซึ่งมีความเห็นว่ามีพยานหลักฐานรองรับ เพียงพอ ไปถึง สส.พิชัย ชมภูพล ในฐานะสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจ จึงเสนอให้ดำเนินการตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง รวมถึงพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนหนึ่งด้วย เพราะเห็นว่ามีพยานเพียงพอเรื่องการยินยอมรับความช่วยเหลือ วันนี้มาดูผล พิชัยหาย ปลิว พล.อ.เกรียงไกร หาย ปลิว ต้องไปไล่ต่อ ตนเชื่อว่า กกต. อีก 5 คนคงอยู่ไม่สุข สำนวนเดียวกัน ทำไมเห็นไม่เท่ากัน กกต. ก็ยังเห็นไม่เท่ากัน แตกกันภายใน จนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ต้องออกมาพลีชีพ

นายภัณฑิล กล่าวว่า ประธาน กกต. ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง ดังนั้น หากเสียงข้างมากใช้เกณฑ์ที่สูงกว่ากฎหมาย จนตัดบุคคลบางกลุ่มออกจากกระบวนการตรวจสอบ นี่ไม่ใช่แค่ใครชนะโหวต 5:2 แต่เป็นคำถามที่ กกต. ใช้อำนาจถูกต้องหรือไม่ ท่านสิทธิโชติเลยรีบกระโดดออกจากหมาเลย รีบเป็นเห็บออกทันที กลัวติดคุก และหากพิสูจน์ได้ว่ามีการตัดตอนให้บุคคลใดพ้นจากการตรวจสอบย้อนกลับมาถึงผู้ลงมติเอง ฝากไปบอก กกต.อีก 5 ท่านด้วย ท่านแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ท่านเป็นบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง ฝากคำพูดผมไปบอกว่าโดนแน่นอน มาตรา 157”

นายภัณฑิล ยังกล่าวถึงนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาระบุว่าไม่ฉลาดคิดระบบเลือก สว. ว่า บริหารประเทศไม่เก่ง ไม่ได้หมายความว่าฮั้ว สว.ไม่ได้ และคำว่าผมไม่ฉลาดพอ ท่านน่าจะถ่อมตัวมากเกินไป คดีนี้ไม่ได้สอบไอคิว แต่สอบคน เงิน โทรศัพท์ โพย และผลคะแนน

สุทิน แนะ กกต. ทำตัวเป็นตะแกรงกรองคนดี ชี้เจ้าของเงินคือประชาชน อย่าไปกลัวมารแทรกแซง

16 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และ พ.ศ.2568

โดย นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า กกต.เป็นองค์กรที่สำคัญยิ่งต่อประเทศ และยืนยันว่า กกต.ยังมีความจำเป็นที่จะอยู่คู่กับคนไทยต่อไป ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.เป็นเรื่องที่คนไทยต้องตระหนักว่ามีผลต่อทุกชีวิต และประเทศ จึงอยากให้ กกต.ดำรงคงอยู่ประเทศด้วยความสง่างาม และได้รับการยอมรับ แต่ตอนนี้ฟังแล้วเป็นห่วง กังวลและหนักใจ และจะเดินต่อไปในสังคมอย่างไร

นายสุทิน กล่าวต่อว่า พันธกิจที่เขียนว่าการเลือกตั้งต้องทำให้บริสุทธิ์ ให้ได้คนดีเข้ามาบริหารบ้านเมืองแต่ที่เราเดินทางมาถึงวันนี้พันธกิจลุล่วงหรือไม่ จึงชวนคิดว่า ประเทศเราจะดำรงคงอยู่ได้ ต้องมีคนดีมาบริหารบ้านเมือง ซึ่งการได้คนดีเข้ามานั้น ด่านแรกที่จะกรองเอาคนดีคนชั่วเข้ามาก็คือ การเลือกตั้ง หากตะแกรงกรองคนดีลอดเข้ามา คนชั่วติดตะแกรง ก็ถือเป็นตะแกรงที่ส่งผล และมีคุณค่าต่อประเทศ คนที่ดูแล และบริหารตะแกรงก็คือ กกต.ดังนั้น ถ้าตะแกรงพิการบิดเบี้ยว สังคมก็จะชี้หน้าว่าได้คนเลวไม่เหมาะสมเข้ามา

นายสุทิน กล่าวอีกว่า การเลือกตั้ง จึงมีคุณค่าต่อประเทศ เป็นด่านแรกในการคัดเอาคนเข้ามาสู่ระบบการเมือง ดังนั้น ต้องคิดเรื่องนี้ให้หนัก หากปล่อยให้คนชั่วลอดเข้ามา จะเป็นบาปกรรมต่อประเทศ ถือเป็นความบกพร่องของ กกต.โดยการเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือ และเป็นทางออกของประเทศ เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เมื่อเกิดความขัดแย้งในสังคม ใช้การเลือกตั้งเป็นทางออกสยบปัญหาของประเทศ ดังนั้น กกต.ต้องตระหนักว่า การเลือกตั้งเป็นทางออกของปัญหาในบางโอกาส ในทางตรงกันข้ามหากบริหารการเลือกตั้งผิดพลาด แทนที่จะเป็นทางออกในการแก้ปัญหา ก็จะเป็นการสร้างปัญหา

“วันนี้ผมก็ไม่สบายใจว่าในการเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมา หากฟังวันนี้ก็ไม่สบายใจว่าจะเป็นการหาทางออกแก้ปัญหา สยบปัญหาของคนในประเทศได้ หรือจะเป็นการสร้างปัญหาอีกละลอกหนึ่ง วิกฤตจะเกิดหรือไม่ ผมก็ขอภาวนาไม่ให้เกิด แต่การพิจารณาชี้ขาดวันที่ 14 ก.ย.ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าได้เกิดความคิดสองฝ่าย ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย วันนี้จึงควรมีเวลา และโอกาสที่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศคนอื่นหาทางออกไม่ได้ แต่ กกต.เป็นด่านแรก และศาลอาจเป็นด่านต่อไป” นายสุทิน กล่าว

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ทางออกในการแก้ไขปัญหา ให้ระวังสิ่งที่จะเป็นมาร ก็คืออำนาจที่จะมาแทรกแซงการทำงานของของ กกต.มี ไม่มี ตนเองก็ไม่ทราบ แต่ที่สังคมพูดมาไม่สบายใจก็ควรเก็บมาคิด คนที่มีบุญคุณต่อ กกต.ที่สำคัญยิ่งยวด ก็คือคนที่เอาเงินไปให้ กกต.ใช้คืองบประมาณแผ่นดิน คือภาษีประชาชน ซึ่งเจ้าของภาษีก็คือประชาชน ดังนั้น คนที่มีบุญคุณที่สุดก็คือประชาชน ไม่ใช่ใครกลุ่มใดกลุ่มนึง ที่จะมาล่อตาล่อใจ ตนไม่ได้เป็นพระมาเทศ แต่ก็ตระหนักว่าคนที่มีบุญคุณต่อตน คือประชาชน เพราะเงินเดือนมาจากที่นั่น กกต.ก็เช่นเดียวกัน หากมีมารมาบุญคุณที่ต้องทดแทนคือเจ้าของเงินก้อนใหญ่ถ้าคิดได้ดังนี้แล้ว เชื่อว่าภารกิจจะราบรื่น และองค์กรนี้จะอยู่กับสังคมและรับใช้สังคมธรรมรงประเทศให้ดำรงคงหมั้นต่อ

นายสุทิน กล้าวด้วยว่า ภารกิจของ กกต.คือการเลือกตั้งคุณประโยชน์ของการเลือกตั้ง คือการคัดคนดีคนเลวเข้ามาการเมือง และการเลือกตั้งคือทางออกในการแก้ปัญหาที่สันติ ที่สังคมทั่วโลก สังคมประชาธิปไตยยอมรับที่สุด

รัดเกล้า เหลืออด! ซัดแหลก กกต.ไม่ทำงาน หนูมันถึงร่าเริง ขยายพันธุ์เติบโต ลั่นนามสกุลสุวรรณคีรี ต่อสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด

16 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และ พ.ศ.2568

โดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอเริ่มด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อย โดยเฉพาะ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติให้ประชาชนในคดีฮั้ว สว.ได้รับทราบอย่างชัดเจน ท่านคือความภูมิใจของชาวตรัง ความกล้าหาญของท่านนอกจากสร้างความภูมิใจแล้ว ยังทำให้ประชาชนโล่งใจว่าใน กกต.ยังพอมีคนดีอยู่บ้าง

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า เจตนารมย์สูงสุดของรัฐธรรมนูญ คือ กกต.ต้องเป็นผู้ควบคุมผู้จัดการและตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่เมื่อตนลองพลิกดูเอกสารของ กกต.ดู ตนกังวลใจ เพราะสิ่งที่เจอ ชี้ได้เลยว่าประสิทธิภาพของการทำงานไม่นำไปสู่ผลสำเร็จตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ งบประมาณปี 2567 งบในส่วนของยุทธศาสตร์การเร่งรัดพัฒนาการเมือง บริหารการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ได้รับอนุมัติงบประมาณไป 51.3 ล้านบาท เบิกจ่ายจริงไปเพียง 20 กว่าล้านบาท ใช้ไปไม่ถึง 40% ของงบประมาณที่ได้รับ และในปี 2568 ปัญหานี้ก็ไม่ได้ถูกแก้ไข เบิกจ่ายไป 41% การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย ตอนนี้พัฒนาการไปรวดเร็วมาก แต่ กกต.กลับปล่อยให้งบสำหรับการไปใช้เพื่อปราบปรามการทุจริตค้างท่ออยู่ 60% เลยหรือ

“มิน่าล่ะหนูมันถึงเริงร่านักหนา แมวไม่จับหนูไง แมวไม่ทำงาน วัฒนธรรมการโกงในประเทศไทยขยายพันธุ์เติบโตไปอย่างรวดเร็วมาก ดัชนีการรับรู้การทุจริต ชาวบ้านชาวช่องทั่วโลกเขามองประเทศไทยว่าเรามีระดับความทุจริตขนาดไหน เราอยู่อันดับที่ 116 จากทั่วโลก น่าอาย สังคมเราถามกันให้ว่อนว่าตอนนี้ว่าเรามีกกต.ไว้ทำไม ดิฉันก็ไม่รู้จะช่วยแก้ต่างอย่างไร” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ตนอยากจะช่วย กกต.แต่หาเหตุผลไปช่วยไม่ได้ ประเทศไทยเราอยากมีระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อถือได้ เราเชื่อว่าท่านสำคัญ หลายองค์กร หลายคนโอดโอย ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ ท่านได้รับงบประมาณ แต่ท่านดันไม่ใช้ แล้วยังจะใช้ข้ออ้างว่าช่วยประหยัดงบประมาณ เราคาดหวังให้ท่านทำงาน แต่ท่านไม่ทำ ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้สะท้อนวัฒนธรรมงานค้างที่เรื้อรัง ปี 2567 – 2568 มีงานค้างทำไม่ทันต้องยกไปปีต่อไป

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม จริงๆตนเห็นใจและเป็นห่วง กกต.มากๆ สัปดาห์ที่แล้ว ที่เราควรจะมีการพิจารณารายงานฉบับนี้นั้น ตนยังเผื่อใจไว้ว่าที่สังคมเขาครหากันว่ามีการเมืองสีนั้นสีนี้ ชี้นกให้เป็นนก ชี้ไม้ให้เป็นไม้ ตนเผื่อใจไว้ว่าอาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่เมื่อผลคดีฮั้ว สว.ออกมา สุดท้ายแล้วสั่งดำเนินคดีบุคคลเพียง 77 คน มันตอกย้ำหรือไม่ ตนฟังแถลงการณ์ของท่าน พยายามฟังเหตุผลทุกถ้อยคำ แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งสงสัยว่าท่านเกรงใจใคร กกต.ที่เป็นคนดีมีไม่น้อย เช่น เสียงข้างน้อยที่มีความกล้าหาญออกมาชี้แจง แต่ตนเป็นห่วง กกต.ที่เป็นคนดีอีกหลายคน พวกเขาเดินไปบนถนนตอนนี้คงจะอาย สถานการณ์การเมืองไทยตอนนี้น่าเป็นห่วง

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้ ดิฉันออกไปต่อสู้ เพราะเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เกิดอะไรขึ้นคะ ดิฉันโดนป้ายสีทางการเมือง สังคมไทยเดี๋ยวนี้มันบิดเบี้ยว ขนาดแยกแยะผิดชอบชั่วดีออกจากกันไม่ได้แล้ว” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวว่า สถานการณ์ของ กกต.น่าเป็นห่วงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ที่ทำร่วมกับสำนักงานสถิติ และ สตง.พบว่า กกต.คะแนนต่ำที่สุด คะแนนของท่านต่ำขนาดนี้ก็ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อเมื่อวันจันทร์ สิ่งที่ท่านทำไปมันช่างตอกย้ำ ตอนนี้ความอิสระของท่านมันชัดยิ่งกว่าชัดแล้วว่ามันหาไม่มี หาไม่ได้แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อ เรากำลังสร้างประเทศอย่างไรให้ลูกให้หลานของเรา ตอนนี้สิ่งที่ตนทำได้อย่างเดียว คือพนมมือแล้วคิดถึงคำสอนของพุทธทาสภิกขุว่า “ถ้าคนไม่ดี ยิ่งประชาธิปไตยเท่าไหร่ ยิ่งตกนรกมากเท่านั้น เพราะมติหรือความคิดความเห็นของคนไม่ดี เอามารวมกันเข้า มันก็เลวมากขึ้น แล้วเอามาใช้บังคับกันทั้งประเทศ มันก็กลายเป็นเมืองนรก”