ไทยเปิดหลักฐานมัด ดัดหลังกัมพูชา ปฏิเสธวางทุ่นระเบิดช่องบก

ไทยเปิดหลักฐานมัด ดัดหลังกัมพูชา ปฏิเสธวางทุ่นระเบิดช่องบก

ไทยเปิดหลักฐานมัด ดัดหลังกัมพูชา ปฏิเสธวางทุ่นระเบิดช่องบก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.23 น.

4 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่หน่วยทหารปฏิบัติการในพื้นที่ช่องบก ตรวจพบและถ่ายภาพการวางทุ่นระเบิดดักรถถังชนิดแสวงเครื่อง ของทหารกัมพูชา ที่วางกำลัง บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเนิน 745 และอยู่ด้านหน้าแนวการวางกำลังของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยได้ทำหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา เพื่อขอคำชี้แจงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ล่าสุดในวันนี้ (4 มิ.ย.) ฝ่ายกัมพูชาได้มีหนังสือตอบกลับต่อการประท้วงดังกล่าว โดยปฏิเสธการวางวัตถุระเบิดแสวงเครื่องบริเวณเนิน 745 พร้อมระบุในหนังสือชี้แจงว่า ได้รับหนังสือจากฝ่ายไทยเกี่ยวกับการตรวจพบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device : IED) ในพื้นที่มอมเบย หรือที่ฝ่ายไทย เรียกว่า “ช่องบก” ใกล้ภูเขา 745 และได้ตรวจสอบแล้ว

กัมพูชา ระบุว่า ได้พิจารณาข้อมูลที่ฝ่ายไทยส่งมาอย่างรอบคอบแล้ว แต่จากข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือเพียงเท่าที่ได้รับ ยังไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันได้ถึงแหล่งที่มา ประเภท วันเวลาที่นำไปวาง หรือความเป็นเจ้าของของวัตถุดังกล่าว ว่าเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ ฝ่ายกัมพูชา ยังยืนยันว่า กองทัพกัมพูชาไม่เคยมีส่วนร่วม หรือให้การสนับสนุนกิจกรรมใดๆ ที่มุ่งสร้างความตึงเครียด คุกคามอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดนกัมพูชา – ไทย โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อพันธกรณีของกัมพูชาในการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางสันติ

ด้วยเหตุนี้ กัมพูชาจึงปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่ากัมพูชาเป็นผู้รับผิดชอบต่อการนำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้ พร้อมเห็นว่า การสื่อสารโดยตรงและความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ไขปัญหาลักษณะนี้

ในหนังสือฉบับเดียวกัน กัมพูชายังให้คำมั่นว่าจะยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่ รวมถึงแถลงการณ์ร่วมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมทั่วไป (General Border Committee : GBC) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด และยืนยันว่ากองทัพกัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการรักษาสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความไว้วางใจซึ่งกันและกันตามแนวชายแดนกัมพูชา – ไทย ผ่านการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้หนังสือตอบกลับของกัมพูชาจะปฏิเสธความรับผิดชอบทุกประการ และอ้างว่าไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุระเบิดได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ฝ่ายไทยมีอยู่กลับสวนทางกับคำชี้แจงดังกล่าว เนื่องจากฝ่ายไทยสามารถบันทึกภาพขณะทหารกัมพูชานำวัตถุระเบิดเข้าไปวางในจุดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยจากเครื่องแต่งกายระบุว่าเป็นกำลังพลของ “กองพลน้อยทหารราบ ที่ 21 ภูมิภาคทหารที่ 2 กองทัพแห่งชาติกัมพูชา” ภาพหลักฐานที่ปรากฏจึงกลายเป็นคำถามสำคัญต่อคำปฏิเสธของกัมพูชา ว่าเหตุใดจึงยังยืนยันว่าไม่ทราบที่มาและไม่สามารถระบุผู้รับผิดชอบได้ ทั้งที่ภาพเหตุการณ์ได้บันทึกพฤติการณ์การนำระเบิดแสวงเครื่องเข้าพื้นที่ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

พบหลักฐานใหม่! ทวี พา กมลศักดิ์ ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง

พบหลักฐานใหม่! ทวี พา กมลศักดิ์ ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง

พบหลักฐานใหม่! ทวี พา กมลศักดิ์ ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.18 น.

“ทวี”พา”กมลศักดิ์”ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง หลังพบหลักฐานใหม่ “ปืน”เป็นของหน่วยงานรัฐ แต่คดีไม่คืบ เจ้าตัวรับไม่สบายใจ หวั่นเรื่องนี้ถูกตัดตอน

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน ในวาระการพิจารณาศึกษาและติดตามตรวจสอบการอำนวยความยุติธรรม กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และผู้ติดตาม

โดยก่อนการประชุม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ทางนายกมลศักดิ์ได้ยื่นเรื่องต่อกรรมาธิการกฎหมายฯ ซึ่งมั่นใจว่าการดำเนินคดีปัจจุบันนี้เกรงว่าจะสาวไม่ถึงผู้บงการ ทาง กมธ.จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาซักถาม

โดยประเด็นที่ได้รับการร้องเรียน คือ จากข้อมูลที่ได้รับมา วัตถุพยานที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าปืนนี้เป็นปืนเถื่อน แต่ตอนหลังทราบว่าปืนนี้เป็นของจ่าในกองทัพเรือ และปรากฏข้อมูลว่าปืนมีการถูกทำลายและชำรุด ทราบว่าจากการพิสูจน์ของตำรวจ พบว่าปืนมีรอยถูกแก้ไข จึงสงสัยว่า ปืนของราชการที่มีความเสียหายทำไมถึงยังถูกนำมาใช้ยิงนายกมลศักดิ์ และทราบว่ามีการทำลายเยอะอีกด้วย

ดังนั้น หากมีหลักฐานว่าเป็นปืนที่มอบให้กองทัพไปแต่ไม่ทราบว่าจำหน่ายไปที่ไหน จึงถือโอกาสเชิญผู้เกี่ยวข้องมาเพื่อซักถาม เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ และเรามั่นใจว่าเจ้าหน้าที่รัฐต้องธำรงไว้ภายใต้กฎหมาย และต้องมีการพิสูจน์ว่าปืนอีกกระบอกมาจากไหน เพราะนายกมลศักดิ์มีความกังวล

ด้าน นายกมลศักดิ์ ระบุว่า สิ่งที่ตนมาร้องต่อกรรมาธิการกฎหมายฯ สาเหตุที่ต้องตามให้ถึงตัวผู้บงการ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ยานพาหนะที่ใช้ก็เป็นของหน่วยงานรัฐ และอาวุธปืนก็เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ตนจึงยิ่งไม่สบายใจ จึงมีหลายคำถามอยู่ในใจ ว่าการทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวนยังไปไม่ถึงที่สุดในการหาตัวผู้บงการ ทั้งที่ลักษณะการก่อเหตุมีการวางแผนมานาน ไม่น่าจะมีแค่ผู้ก่อเหตุที่ถูกจับและแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว ตนเชื่อว่ายังมีมากกว่านั้น จึงอยากฟังความชัดเจนจากการชี้แจงของหน่วยงาน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในคดีนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการแจ้งอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่คืบหน้าเลยตนจึงต้องมาร้องกรรมาธิการ โดยเฉพาะข้อมูลการติดต่อ ที่มีการประชุมวางแผนล่วงหน้ากันมาหลายเดือน ซึ่งเท่าที่ตนทราบมาข้อมูลทางโทรศัพท์ จะมีการลบอัตโนมัติภายใน 3 เดือน หากกระบวนการล่าช้าหรือไม่จริงใจก็จะไม่สามารถสาวถึงความจริงได้ เมื่อถามว่า กลัวคดีจะเงียบหรือไม่ นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ไม่กลัวเงียบแต่กลัวจะถูกตัดตอน

หมอวรงค์ซัดรัฐบาล ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน จี้เคลียร์ปมน้ำมันให้ชัด

หมอวรงค์ซัดรัฐบาล ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน จี้เคลียร์ปมน้ำมันให้ชัด

หมอวรงค์ซัดรัฐบาล ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน จี้เคลียร์ปมน้ำมันให้ชัด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.14 น.

“หมอวรงค์”ซัด”รัฐบาล” ซ้ำเติมวิกฤตพลังงานให้ประชาชน จี้เคลียร์ปม”น้ำมัน”ให้ชัด บ่อเกิดต้องกู้เงิน 4 แสนล้าน ลั่นนักการเมืองแบบนี้สมควรให้บำนาญดูแลตลอดชีวิตหรือ เตือนหยุดใช้เงินกู้ก้อน 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่าน”พลังงานสะอาด” ส่อเอื้อแค่”นายทุน-งาบเงินทอน” เลี่ยงตรวจสอบ แต่ ปชช.ต้องใช้หนี้

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม , พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน

โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า ในช่วงเกิดวิกฤตพลังงานของประเทศ ส่วนหนึ่งมันเกิดจากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน ที่เกิดในประเทศไทยด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่น้ำมันจำนวน 700 ล้านลิตรหายไป วันนี้ยังไม่มีคำตอบว่ามันหายไปไหน การนำเงินของกองทุนน้ำมันที่มาช่วยเหลือประชาชนให้ได้ใช้น้ำมันราคาถูก แต่น้ำมันไม่ถึงมือประชาชน มันคือการทุจริตโดยผู้ค้ารายใหญ่ ตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เป็นการปล้นประชาชน รวมถึงกรณีเรือขนส่งน้ำมันไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี อ้างว่าน้ำมันหาย แต่ล่าสุดมีการชี้แจงว่าเป็นการขนน้ำมันไม่เป็นไปตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน มันคือปาหี่ สิ่งเหล่านี้ รัฐบาลต้องชี้แจง เพราะมันสัมพันธ์กับการที่ประชาชนเดือดร้อน แล้วรัฐบาลต้องกู้เงิน4แสนล้านบาทมาใช้ วันนี้ตนเห็น รมว.พลังงาน คุยเหมือนเอาจริงกับโรงกลั่น แต่สุดท้ายท่านยอมเขาแล้วหรือ

“ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจัง อย่าลืมว่าโรงกลั่นมีกำไรมหาศาล หากให้มีการลดการกลั่นลงมา 5 บาท ตามที่ รมว.พลังงาน พูด น้ำมันอาจจะเหลือประมาณ 35 – 36 บาทต่อลิตรเท่านั้น มันคือวิกฤตพลังงานที่รัฐบาลซ้ำเติมประชาชน ทำอย่างนี้ได้ไง ทำอย่างนี้หรือ ผมยังต้องถามประชาชนเลยว่า นักการเมืองแบบนี้สมควรจะให้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิตเชียวหรือ ทำได้แค่นี้เองหรือ” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวด้วยว่า การที่พวกเราร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฯ อาจไม่พิจารณา เพราะไม่ได้ให้อำนาจไว้ในการพิจารณาเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน แต่พิจารณาเฉพาะความจำเป็นเร่งด่วนต่อเศรษฐกิจประเทศ การกู้เงิน 4 แสนล้าน ตาม พ.ร.ก. ส่วนแรก 2 แสนล้านบาท เพื่อมาช่วยเหลือประชาชน อย่างโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตนเข้าใจได้ แต่รัฐบาลอย่าดีใจเลย ที่มีประชาชนมาใช้สิทธิวันละ 5 – 6 พันล้านบาท เพราะของฟรีใครๆ ก็ชอบ ยิ่งลดใครก็ชอบ แต่ต้องดูจีดีพี ขณะที่อีกส่วนเพื่อมาเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด อีก 2 แสนล้าน ตนถามว่าสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงหรือ รัฐบาลกำลังยัดไส้เรื่องนี้ผ่าน 3 โครงการ ได้แก่ 1.ติดตั้งโซลาร์รูฟให้กับหน่วยราชการ 2.เปลี่ยนรถน้ำมันเป็นรถไฟฟ้าให้กับหน่วยราชการ และ 3.ติดตั้งสถานีชาร์จให้กับหน่วยราชการ ไม่มีประชาชนอยู่ตรงไหนของเงินก้อนนี้เลย สุดท้ายมันสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้นายทุน ฝ่ายการเมืองได้เงินทอน ประชาชนต้องใช้หนี้ ตนขอเตือนว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่าเพิ่งใช้เงินก้อนนี้ เพราะเขามองว่าท่านกำลังหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ควรเอาเงินไปดูแลเรื่องราคาน้ำมัน ราคาค่าไฟฟ้าให้เหมาะสมจะเป็นประโยชน์มากกว่า

อนุชา ชูธง! นำงบ กทม.สร้างบ้านพักคนชรา แก้ปัญหาคุณภาพชีวิตคนกรุง

อนุชา ชูธง! นำงบ กทม.สร้างบ้านพักคนชรา แก้ปัญหาคุณภาพชีวิตคนกรุง

อนุชา ชูธง! นำงบ กทม.สร้างบ้านพักคนชรา แก้ปัญหาคุณภาพชีวิตคนกรุง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.01 น.

“อนุชา”ชูนโยบายนำงบ กทม.สร้างบ้านพักคนชรา ย้ำผู้ว่าฯ กับ ส.ก.พรรคเดียวกัน สามารถแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ ได้ง่าย

4 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สมาคมอนุเคราะห์คลองเตย เขตคลองเตย นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ผู้สมัคร ส.ก.เขตคลองเตย เบอร์ 1 ลงพื้นที่ โดยมีพ่อแม่พี่น้องชาวคลองเตยมาให้การต้อนรับกันอย่างคึกคักและอบอุ่น พร้อมขอถ่ายรูปทักทายด้วยความเป็นกันเอง โดยคนในพื้นที่หลายคนแซวว่า “ยังหล่อเหมือนเดิม” โดยกองเชียร์ต่างตะโกนส่งเสียงเชียร์ผู้ว่าฯ เบอร์ 5 และ ส.ก.เบอร์ 1 ซึ่งเขตคลองเตยนี้ นายอนุชา เคยเป็นอดีต สส.เขตคลองเตยและวัฒนา มาก่อน และสมัยเป็น สส.ได้พัฒนาพื้นที่เขตคลองเตยมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้น นายอนุชา เดินหาเสียงตามบ้าน และได้ปั่นจักรยานสามล้อ โดยมีนายสุชัย ช่วยดันรถจักรยานสามล้อให้

นายอนุชา กล่าวว่า ปัญหาของคลองเตย คือเรื่องของที่อยู่อาศัย เรื่องของรายได้ และมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรามีนโยบาย เอางบประมาณของ กทม.มาสร้างบ้านพักคนชราให้กับประชาชนใน กทม.เพราะวันนี้เราจะไปใช้บริการบ้านพักคนชราต้องต่อคิวกันเป็นปี ซึ่งประชาชนบอกว่าอยากเห็นบ้านพัก กทม.จะได้ไม่ต้องไปเข้าคิวยาว

นายอนุชา กล่าวอีกว่า ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเกิดความสบายขึ้น คือทุกเรื่องเรามาช่วยกันแก้ไขปัญหาว่าประชาชนต้องการอะไร ซึ่งไม่เคยเอาความคิดของเราไปใส่ทั้งหมด ต้องให้ประชาชนเห็นว่าพวกเขาก็มีส่วนร่วมด้วย

“หากมีผู้ว่าฯ ชื่ออนุชา เราจะดูแลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ อะไรที่เป็นปัญหาทั้งหมด ส.ก.จะรับปัญหามาเพื่อที่จะส่งมาที่ผู้ว่าฯ เราจะมาขจัดปัญหาให้หมดและมาช่วยกันออกแบบกรุงเทพฯด้วยกัน” นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา กล่าวต่อว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะมองภาพคลองเตยไม่ใช่มีแต่ชุมชน แต่เป็นเมืองที่อยู่ใจกลางประเทศไทย ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาด ไม่ต้องกังวลเรื่องของสวนและสถานที่ว่างเปล่า ทำให้เกิดความปลอดภัย ไม่ใช่แค่ปัญหาปัจจุบันแต่มองภาพในอนาคต หากมีผู้ว่าฯ กับ ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ พอมีปัญหาอะไรสามารถทำได้เลยประชาชนได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

ขณะที่ นายสุชัย กล่าวว่า การเป็น ส.ก.อิสระ ยากในการเข้าไปทำงาน เพราะไม่มีการสนับสนุน ไม่มีงบประมาณในการทำงาน หากเป็น ส.ก.ในนามพรรคและมีผู้ว่าฯ ของพรรค สามารถประสานงานกับผู้ว่าฯ เพราะหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นในพื้นที่คลองเตย หรือในอนาคตมีปัญหาอะไรสามารถทำได้เลย ซึ่งประชาชนต้องได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

– 006

ธนกร ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ดูแลประชาชน

ธนกร ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ดูแลประชาชน

ธนกร ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ดูแลประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

“ธนกร”ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ดูแลประชาชน และวางรากฐานอนาคตประเทศ แนะวงเงิน 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงานและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ถูกตั้งคำถาม ต้องดำเนินภายใต้ 3 หลักการ”โปร่งใส-คุ้มค่า-มีวินัยการคลัง” พร้อมแผนบริหารหนี้ที่ชัดเจน

4 มิถุนายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) วงเงิน 400,000 ล้านบาทว่า  เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการฯโดยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เป็นมาตรการสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ วันนี้เรากำลังเผชิญสงครามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมูลค่าการนำเข้าพลังงานรวมประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 7 – 8% ของ GDP ประเทศ อีกทั้งยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าร้อยละ 80 ของการใช้ภายในประเทศ และยังมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วย ดังนั้น จึงกระทบต้นทุนทั้งระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ราคาอาหาร ต้นทุนภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนภาคเกษตร SMEsแบกรับภาระหนักขึ้น ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น ท้ายที่สุดจึงกระทบกำลังซื้อ การจ้างงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทแรก ที่ใช้เพื่อการเยียวยาและลดภาระค่าครองชีพระยะสั้นนั้น เชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่เข้าใจถึงความจำเป็น เพราะประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดังนั้น การที่รัฐบาลเข้ามาช่วยลดภาระค่าครองชีพและประคับประคองกำลังซื้อในช่วงเวลานี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อไม่ให้ผลกระทบลุกลามไปยังเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในวันนี้ คือ วงเงินอีกประมาณ 200,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น หลายท่านตั้งคำถามว่า เหตุใดต้องรีบกู้เพื่อมาลงทุนเรื่องนี้ เหตุใดไม่ค่อย ๆ ลงทุนผ่านงบประมาณปกติ หรือเหตุใดไม่รอให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีกว่านี้ก่อน ซึ่งตนเห็นว่าคำถามเหล่านี้รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา

“ประเทศไทยไม่มีเวลามากนักแล้ว เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกวันนี้ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน แต่เป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหม่ของโลก วันนี้ ประเทศต่าง ๆ กำลังเร่งลงทุนมหาศาล เพื่อแย่งชิงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพียงปีเดียว การลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สหรัฐอเมริกาออกกฎหมาย Inflation Reduction Act วงเงินกว่า 369,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ส่วนจีนลงทุนด้านพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีสีเขียวในระดับมหาศาล ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนเป็นเงื่อนไขทางการค้า สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า ต้นทุนพลังงาน พลังงานสะอาด และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวอีกว่า IMF ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% และประมาณ 2.0% ในปี 2570 ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค สะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง วันนี้ประเทศคู่แข่งของไทยกำลังเร่งลงทุน นักลงทุนกำลังตัดสินใจเลือกฐานการผลิตใหม่ และห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลง หากประเทศไทยช้าเกินไป ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่ายในอนาคตอาจสูงกว่าการลงทุนในวันนี้หลายเท่า ดังนั้น การลงทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการใช้จ่าย แต่คือการลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตาม ต้องดำเนินการภายใต้ 3 หลักการสำคัญ คือ ความโปร่งใส ความคุ้มค่า และต้องมีวินัยทางการคลัง โดยรัฐบาลต้องมีแผนบริหารหนี้ที่ชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทครั้งนี้ ถ้ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีไม่กล้าตัดสินใจลงทุนเพื่อปกป้องอนาคตของประเทศ ความเสียหายในระยะยาวอาจรุนแรงยิ่งกว่า ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การกู้เงินครั้งนี้จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การดูแลประชาชน และการวางรากฐานอนาคตของประเทศไทย เหมือนในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่โครงการคนละครึ่งได้รับการตอบรับอย่างมาก ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้รับเสียงชื่นชมเช่นกัน” นายธนกร กล่าว

จิรายุ แฉอีก! ปม อากง สั่ง ผอ.เขต แห่แสดงพลัง ลั่นฤดูฝนทำไมลื้อดูร้อน?

จิรายุ แฉอีก! ปม อากง สั่ง ผอ.เขต แห่แสดงพลัง ลั่นฤดูฝนทำไมลื้อดูร้อน?

จิรายุ แฉอีก! ปม อากง สั่ง ผอ.เขต แห่แสดงพลัง ลั่นฤดูฝนทำไมลื้อดูร้อน?

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

4 มิถุนายน 2569 จากกรณี นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย ออกมาโพสต์เปิดโปงถึงการทุจริตตำแหน่งข้าราชการในกรุงเทพมหานคร ซึ่งพาดพิงถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม.นั้น

ล่าสุด นายจิรายุ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “วันนี้ 16:00 ผอ.เขต กทม.ทั้งหมดถูก “อากง” สั่งให้ไปแสดงพลังว่า ไม่ได้รับเงินไม่ได้ทุจริต โดยมีคำสั่งให้ไปแสดงพลังที่ กทม.1 ห้องเจ้าพระยา :เห้ยฤดูฝนแล้ว ทำไม#ลื้อดูร้อน แล้วไปอัดเสียงอากงเขาทำไมตอนสั่ง”

ชัชชาติ ยันไม่มีระบบอากง ลั่นเช็กแล้วไม่มีรับเงินแลกแต่งตั้งโยกย้าย

ชัชชาติ ยันไม่มีระบบอากง ลั่นเช็กแล้วไม่มีรับเงินแลกแต่งตั้งโยกย้าย

ชัชชาติ ยันไม่มีระบบอากง ลั่นเช็กแล้วไม่มีรับเงินแลกแต่งตั้งโยกย้าย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.23 น.

“ชัชชาติ”ยันไม่มี”ระบบอากง” ชี้”ต่อศักดิ์”เป็นเป้าเพราะเป็นที่ปรึกษาข้อมูลเยอะ บอกเป็นนักการเมืองยอมให้ตรวจสอบ ลั่นเช็กแล้วไม่มีรับเงินแลกแต่งตั้งโยกย้าย รอดูเปิดข้อมูลเพิ่ม ย้ำไม่มีทีม ส.ก. ทักชนหมัดพร้อมทำงานได้ทุกคน กับ”หลานจิรายุ”สนิทกันทำงานดี ไม่ได้มีปัญหากัน

4 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดนัดเศรษฐีบางนา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึง “ระบบอากง” โดยยืนยันว่า ไม่เคยมี “ระบบอากง” และกล่าวว่า ถ้าพูดถึง “อากง” ก็คือท่านต่อศักดิ์ ซึ่งเป็นประธานที่ปรึกษาฯของตน ทำงานร่วมกับทีมทั้งหมด เราไม่ได้ทำงานคนเดียว จะทำงานเป็นทีม เป็นแนวทางการดำเนินงาน โดยตนเองเป็นผู้ว่าฯ เป็นหัวหน้าทีม ต้องรับผิดชอบทั้งหมด

“เหมือนไปใส่คำให้ดูมีสีสัน คำว่า “อากง” ฟังดูตื่นเต้น ลึกลับดีมั้ง ก็เลยมีคนมาตั้งเป็นชื่อ แต่ผมว่าเราไม่ได้ทำงานคนเดียว ทุกคนเป็นทีม ช่วยกันปรึกษากัน”

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า เรื่องโยกย้าย ตรงไหนที่มีปัญหาก็แจ้งเข้ามา ตนยืนยันว่าไม่เคยมี เป็นสิ่งแรกที่พูดเลยว่า การโยกย้ายต้องอาศัยหลักความสามารถเป็นหลัก เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ไปรับเงินเรื่องโยกย้าย เราต้องไปเป็นทาสคนนั้นตลอดชีวิต ตนยืนยันว่าเอาคนทุจริตคอร์รัปชันมาอยู่ในตำแหน่งไม่ได้ เป็นสิ่งที่ห้ามมาตลอด ก็รอดูว่าจะมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายมีคนที่ถูกใจและไม่ถูกใจ เราก็น้อมรับฟัง ก็เสียดายทำไมไม่รีบแจ้งตอนที่เราอยู่ ถ้าเกิดมีจริงจะได้รีบแก้ไข ไม่ต้องมารอแจ้งใกล้ๆ เลือกตั้ง ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร เมื่อไหร่เราก็พร้อมที่จะชี้แจง ก็ขอข้อมูลด้วย เรื่องจ่ายเงินในการรับซื้อผลประโยชน์ ตนไม่เคยทราบ และไม่เคยเป็นนโยบาย ไม่เคยสั่ง

“เราเป็นผู้ว่าฯ ไปรับเงินจากพวกนี้ได้อย่างไร เราเลือกคนที่ผลงาน และผลงานที่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปี แสดงว่าเราเลือกคนที่เก่งมาทำงาน ไม่ใช่เราเก่ง เพราะทีมงานเราเก่ง คนที่เราเลือกมาทำงานเป็นคนที่ดี มีคุณภาพ ถึงตอบโจทย์ประชาชนได้ ผอ.เขต เราก็ลงไปตลอด รู้ว่าคนไหนดีไม่ดี ถ้าเลือกคนที่ซื้อตำแหน่ง แล้วจะไปรับใช้ประชาชนได้อย่างไร”

เมื่อถามว่า ทำไมถึงเป็นเป้าถูกเอาประเด็น “ระบบอากง” มาตี มีการบอกว่า “อากง” เหมือนกับหน้าด่านทุกอย่าง นายชัชชาติ กล่าวว่า คงเป็นคนที่เป็นเป้า เพราะคนสนใจ กับท่านต่อศักดิ์เองคุยกันตลอด เป็นประธานที่ปรึกษาฯ มีข้อมูลต่างๆ เยอะ ประเด็นนี้ก็เช็กแล้วเช็กอีก บอกไม่มีอะไร เรื่องโยกย้ายต่างๆ ก็ร่วมกันดู มีกรรมการคัดเลือก ให้คะแนนต่างๆ เป็นเรื่องของทีม ไม่มีใครที่มีอำนาจขนาดนั้น เราเป็นมา 4 ปีแล้ว ก็เห็นว่าการโยกย้ายก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกคนก็ทำงานได้ดี และรับใช้ประชาชนได้เป็นอย่างดี

“ผมว่าเรื่องธรรมดา เราเป็นนักการเมือง ต้องยอมให้การตรวจสอบอยู่แล้ว สุดท้ายขึ้นอยู่กับประชาชนว่ามองอย่างไร เราก็โดนโจมตีมาตลอดตั้งแต่สมัยแรกแล้ว มีทั้งไม่ทำงาน วิ่งเยอะ ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง สุดท้ายก็แล้วแต่ประชาชน หน้าที่เราคือชี้แจงข้อเท็จจริง”

ส่วนประเด็น ส.ก.ยืนยันว่าไม่มี ส.ก.ของเรา แต่ขอให้เป็น ส.ก.ที่ดี มีคุณภาพ ซื่อสัตย์สุจริต ดูแลประชาชน ให้เกียรติข้าราชการ ซึ่งตนว่าทุกพรรคมี ส.ก.ดีๆ ก็อยากให้ประชาชนช่วยกันเลือกเข้ามาเป็น ส.ก.ที่โปร่งใส ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ส่วนหน้าที่เราคือต้องทำงานกับทุกคนให้ได้ ไม่มีศัตรูเลย นี่คือการเมืองสร้างสรรค์ ที่เราช่วยกัน มีอะไรก็แนะนำกัน

เมื่อถามว่า ช่วงที่ผ่านมามีภาพผู้สมัคร ส.ก.ทีมคนทำงานไปชนหมัด มีคนเหมาว่าอย่างไรก็เป็นทีมเดียวกัน นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนก็เจอหลายคนก็ชนหมัดกัน เราไม่ได้บอกว่าให้กาให้ผู้สมัคร กับเพื่อไทยก็เจอ อิสระก็เจอ เจอทุกกลุ่ม หลายคนก็เคยทำงานร่วมกันมา โดยเฉพาะ ส.ก.เก่า รู้จักหมด ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทักทายกัน แต่ตนก็ไม่ได้ไปเดินประกาศหาเสียงว่าให้เลือกใคร และก็บอกว่าห้ามมาพูดให้เลือกผู้ว่าฯ ต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเอง มันไม่ผิดที่เราจะมีคนรู้จัก เจอกันทักทายกัน ให้กำลังใจกัน ก็ถือว่าลงในสนามเดียวกัน

ถามอีกว่า จะเกี่ยวกับเขตคลองสามวา ที่หลานสาว นายจิรายุ ลงสมัคร ส.ก.ด้วยหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า สำหรับตนไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ส.ก.เก่า หลานท่านจิรายุ ก็ทำงานดี คุยกันตลอด ช่วยผลักดันหลายๆ โครงการ ที่ถนนหนองระแหงทำสำเร็จ ชาวบ้านก็รักหมด ส่วนตัวก็ยังชอบพอกับอดีต ส.ก.ที่เป็นหลานท่าน ก็สนิทกัน เป็นคนทำงานดี อยู่ในพื้นที่ มีปัญหาก็มาช่วยแก้ไข มีทำโครงการแถวถนนกีบหมู ที่รถติด ทำทางยกระดับให้บรรเทาการจราจร ลงพื้นที่ด้วยกันบ่อย ก็ไม่ได้มีปัญหา ทำงานด้วยกันได้ดี

ถามต่อว่า มีดราม่าเปิดแผลในช่วงที่คะแนนกำลังจะนำ นายชัชชาติ กล่าวว่า ก็ทำใจมากๆ คิดว่าคุณจิรายุคงตั้งใจอยากจะทำให้เป็นการเมืองที่โปร่งใส มีคุณภาพ เราคงไม่คิดเรื่องอื่น คงไปเดาใจท่านไม่ได้ แต่คิดว่าถ้าท่านพูดอะไร เราก็ต้องเอาตรงนั้นมาปรับปรุง มาดูข้อเท็จจริง

ถามย้ำว่า มองอย่างไรที่บอกว่าไม่ได้ดูเป็นอิสระ เหมือนกับว่ามีภาพพรรคเพื่อไทย นายชัชชาติ ตอบว่า “โอ้โห ด่าผมขนาดนี้ จะไม่เหมือนยังไง ก็ต้องขอบคุณท่านจิรายุนะ ที่กรุณาช่วยมาพูด มาตำหนิเรื่องนี้ ก็จะเห็นว่าเราเองก็อิสระ เพื่อไทยเขาเองก็ยังมาบ่นเราเลย ผมว่าดีแล้ว เราก็ยืนยันมาตลอดว่าอิสระอยู่แล้ว ไม่หลอกประชาชน เราไม่ได้อยู่กับพรรคไหน เพื่อไทยก็เป็นเพื่อนกัน เพราะเคยอยู่เพื่อไทยมาก่อน แต่ตั้งแต่สมัยแรกแล้วก็อิสระแล้ว มันก็ดี เราก็ทำในสิ่งที่เราต้องการได้ ในกำลังที่เราทำได้”

เอกนิติ รับเสียงสะท้อน สั่งคลังทบทวนเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เอกนิติ รับเสียงสะท้อน สั่งคลังทบทวนเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เอกนิติ รับเสียงสะท้อน สั่งคลังทบทวนเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.09 น.

4 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีการทบทวนกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ หากลูกนำไปลดหย่อนภาษีครั้งนี้ไม่ทัน จะปรับครั้งหน้าหรือไม่ ว่า กำลังให้กระทรวงการคลังดูอยู่ อย่างที่บอกเราต้องการสำรวจสิทธิ เพื่อที่จะช่วยดูแลผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ให้กระทรวงมหาดไทยเข้าไปสำรวจ ซึ่งหัวใจสำคัญคือประชาชนที่เดือดร้อน และไม่ได้อยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งไม่ได้มีการทบทวนสิทธิมานาน เพราะฉะนั้นจึงอยากช่วยกลุ่มที่เดือดร้อนจริงๆ ก่อน โดยหลังจากนี้จะมาเล่าเงื่อนไขให้ฟังอีกครั้ง

ภราดร ยันไม่กระทบสัมพันธ์ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย หลังถอนชื่อหนุนร่างแก้ไข รธน.

ภราดร ยันไม่กระทบสัมพันธ์ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย หลังถอนชื่อหนุนร่างแก้ไข รธน.

ภราดร ยันไม่กระทบสัมพันธ์ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย หลังถอนชื่อหนุนร่างแก้ไข รธน.

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.02 น.

“ภราดร”ยันไม่กระทบสัมพันธ์”ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” หลังถอนชื่อหนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เผยคุยข้อกังวลกันก่อนแล้ว หวั่นขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. ไม่ฟันธง พท.กลับไปแก้ จะร่วมหนุนใหม่หรือไม่

4 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรค ภท.มีมติถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ได้มีการหารือกัน ซึ่งมีข้อกังวลจากฝ่ายกฎหมายและผู้ที่ดูเรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้ง นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท.ที่ได้มีการท้วงติงถึงร่างกฎหมายของพรรค พท.ว่าจะมีปัญหาขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำวินิจฉัยไว้ว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ห้ามมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง โดยในร่างของพรรค พท.ได้กำหนดไว้ว่า ให้แต่ละจังหวัดไปเลือก ส.ส.ร.ให้เหลือ 3 คน และส่งให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน ซึ่งเรามองว่า มันอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นข้อกังวลของทีมกฎหมายพรรค ภท.

นายภราดร กล่าวว่า ได้มีการหารือกับพรรค พท.ถึงกรณีที่มี สส.ของพรรค ภท. 30 คน ไปร่วมลงชื่อในร่างของพรรค พท.ซึ่งมีข้อกังวลในเรื่องข้อกฎหมาย จึงขอใช้สิทธิขออนุญาตไม่สนับสนุนร่างของพรรค พท.เพียงเท่านั้น โดยได้พูดคุยกับพรรค พท.แล้ว ส่วนตัวได้คุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท.และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรค พท.

เมื่อถามถึงกรณี หากพรรค พท.จะนำร่างกลับไปแก้ไข พรรค ภท.จะร่วมลงชื่อหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนของพรรค ภท.ได้บอกข้อกังวลแล้วว่า ข้อกังวลคืออะไร ซึ่งสุดแท้แต่พรรค พท.จะไปพูดคุยกันภายในพรรคว่า มีความเห็นต่อข้อกังวลของพวกตนอย่างไร และจะไปดำเนินการแก้ไขร่างอย่างไรก็สุดแล้วแต่ทางพรรค พท.ส่วนจะร่วมลงชื่อได้หรือไม่ หากมีการแก้ไขร่างฯแล้วนั้น ขอพิจารณาก่อน แต่จริงๆ พรรค ภท.กับพรรค พท.พูดคุยกันมาตลอด หารือกันตั้งแต่วันแรก โดยตนได้คุยกับ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พท.ซึ่งนายชูศักดิ์ บอกว่า พรรค พท.มี 70 คน ไม่สามารถที่จะยื่นได้ ตนก็ยืนยันว่า ภท.พร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่เมื่อมีข้อกังวลเช่นนี้ก็ต้องเรียนไปตรงๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบความสัมพันธ์ในพรรคร่วมหรือไม่ นายภราดร กล่าวยืนยันว่า ไม่มี ถ้าจะกระทบคือไม่ได้มีการพูดคุยกันก่อน อย่างนี้อาจจะมีความเข้าใจผิดกันได้บ้าง แต่เมื่อมีการพูดคุยหารือกัน ตนเชื่อว่าไม่กระทบกระเทือนกัน อย่างไรก็ตาม อยากให้แยกส่วนฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เหมือนที่นายจุลพันธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ทางรัฐสภาก็ดำเนินการกันไป มีข้อกังวลตรงไหนก็พูดคุยกัน ส่วนฝ่ายบริหารก็ทำงานของฝ่ายบริหารไป

จุลพันธ์แจงปมจิรายุ แฉชัชชาติทำในนามส่วนตัว ย้ำเพื่อไทยไม่เกี่ยว

จุลพันธ์แจงปมจิรายุ แฉชัชชาติทำในนามส่วนตัว ย้ำเพื่อไทยไม่เกี่ยว

จุลพันธ์แจงปมจิรายุ แฉชัชชาติทำในนามส่วนตัว ย้ำเพื่อไทยไม่เกี่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.26 น.

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย ออกมาโพสต์เปิดโปงถึงการทุจริตตำแหน่งข้าราชการในกรุงเทพมหานคร ซึ่งพาดพิงถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม.ได้รับไฟเขียวจากพรรคหรือไม่ โดย นายจุลพันธ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า ไม่มีไฟเขียวหรือไฟแดง ในส่วนของนายจิรายุ เป็นเรื่องของความคิดเห็น และตัวท่านอาจจะมีข้อมูลส่วนตัว ซึ่งตนไม่ได้เห็น และท่านก็ดำเนินการตามสิทธิของประชาชนคนหนึ่ง ไม่ได้ทำในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย แม้นายจิรายุจะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกทุกคนจะต้องเดินหน้าในกรอบเดียวกัน ทุกคนมีสิทธิตามส่วนตัว เมื่อถามว่า จะเรียกนายจิรายุมา สอบถามหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งตัวผู้สมัคร และการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปล่อยให้เป็นเรื่องของท้องถิ่นดำเนินการ