อิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี

อิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี

4 มิ.ย. 2569 01:25 น.

อิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี

รัฐมนตรีอิหร่านอ้าง โจมตีเข้าใส่คูเวตและบาห์เรน “เพื่อป้องกันตนเอง” หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน

เมื่อวันพุธที่ 3 มิ.ย. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกมาอ้างว่า กองทัพอิหร่านได้ดำเนินการ “โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง” เข้าใส่พื้นที่ต่างๆ ที่สหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้ใช้ในการโจมตีการเดินเรือของพลเรือนและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X อารักชีระบุว่า “การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ใดๆ จะได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาดในทันที สิ่งที่มาตรการคว่ำบาตรและสงครามไม่สามารถเอาชนะได้ การทำสงครามมากขึ้นก็ชนะไม่ได้เช่นกัน”

นายอารักชีโพสต์แถลงการณ์ดังกล่าวควบคู่ไปกับคลิปวิดีโอสั้นของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กล่าวว่า “ผมคิดว่าพันธมิตรของเราในภูมิภาคนี้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บางประเทศให้ความร่วมมืออย่างจริงจังและเด็ดขาดมาก เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น ส่วนคูเวตนั้นก็ยอดเยี่ยมมาก”

ตามการเปิดเผยของนายอารักชี เมื่อช่วงเช้าตรู่วันพุธ อิหร่านได้มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน รวมถึงเรือลำหนึ่งใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ

อารักชีกล่าวว่า อิหร่านได้ปล่อยขีปนาวุธและโดรนเข้าโจมตี หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธเฮลไฟร์ (Hellfire) โจมตีจนทำให้เรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติบอตสวานาไม่สามารถใช้การได้ ขณะกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักในการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

ทั้งนี้ การโจมตีของอิหร่านในวันพุธไปตกที่ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวตอย่างน้อย 1 ครั้ง สร้างความเสียหายอย่างหนัก และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 63 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

3 มิ.ย. 2569 23:45 น.

รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันอีกครั้งว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน “จบแล้ว” และว่าสหรัฐฯ ปฏิบัติตามเป้าหมายได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นหมายความว่าสหรัฐฯ ชนะ

เมื่อวันพุธที่ 3 มิ.ย. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันระหว่างให้การต่อคณะกรรมการกิจการต่างประเทศแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ว่า สงครามกับอิหร่านนั้น “จบลงแล้ว” พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ ประสบ “ชัยชนะ” แล้ว

ในการโต้เถียงอันดุเดือดกับ ซารา เจคอบส์ สส. หญิงจากพรรคเดโมแครต รูบิโอถูกกดดันอย่างหนักเรื่องที่เขาประเมินก่อนหน้านี้ว่า ปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) ของสหรัฐฯ ในอิหร่าน ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดย สส.เจคอบตั้งคำถามว่า “หากสงครามจบลงแล้ว ใครเป็นฝ่ายชนะคะ?”

นายรูบิโอซึ่งปฏิเสธที่จะเรียกการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ว่า “สงคราม” กล่าวว่าการที่ปฏิบัติการทางทหารสิ้นสุดลงแล้วนั้นถือเป็น “ข้อเท็จจริง”

“เราไม่ได้ทำการโจมตีอย่างต่อเนื่องภายในอิหร่านเพื่อลดขีดความสามารถทางทหารของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะปฏิบัติการอีปิก ฟิวรี ได้สิ้นสุดลงแล้ว” รูบิโอกล่าว

“เรื่องที่สอง สำหรับคำถามที่ว่าใครชนะ ผมบอกคุณได้เลยว่า เราเป็นผู้กำหนดนิยามของชัยชนะ ซึ่งเรานิยามชัยชนะว่าคือการทำลายฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของพวกเขา, การลดจำนวนแท่นยิงขีปนาวุธที่พวกเขาครอบครองลงอย่างมีนัยสำคัญ, การลดคลังโดรนของพวกเขาลงอย่างมีนัยสำคัญ และเราก็บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นทั้งหมด นอกเหนือไปจากการทำลายกองทัพอากาศที่หลงเหลืออยู่ของพวกเขา และกวาดล้างกองทัพเรือตามแบบแผนทั้งหมดของพวกเขาจนหมดสิ้น”

“สิ่งเหล่านั้นหมดไปแล้ว” รูบิโออ้าง “ดังนั้น ผมจึงถือว่านั่นคือชัยชนะ และพวกเราก็คิดเช่นนั้น และนั่นคือวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการอีปิก ฟิวรี”

รูบิโอถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับรายงานการประเมินของหน่วยข่าวกรองที่ระบุว่า อิหร่านกำลังฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมทางการทหารของตนขึ้นมาใหม่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงประเด็นเรื่องการสูญเสียกำลังพลของสหรัฐฯ และการที่ระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงอยู่รอด “สิ่งนี้ดูเหมือนการชนะหรือการแพ้สำหรับคุณกันแน่?” สส.เจคอบส์ถาม

รูบิโออ้างว่าตนไม่ทราบเรื่องรายงานการประเมินของหน่วยข่าวกรองดังกล่าว และแย้งว่า “ผู้คนมักบิดเบือนข้อมูลและการวิเคราะห์ของหน่วยข่าวกรองเพื่อจุดประสงค์ในการสร้างเรื่องราวตามที่ตนต้องการ” พร้อมเสริมว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านนั้น “แตกแยกอย่างที่สุด” และเศรษฐกิจของอิหร่านก็กำลังสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม สส.เจคอบกล่าวโต้ตอบกลับไปว่า “ประชาชนอเมริกันไม่ได้โง่นะคะท่านรัฐมนตรี พวกเราทุกคนต่างรู้ดีว่าสงครามครั้งนี้ยังไม่จบ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

3 มิ.ย. 2569 22:29 น.

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

หลายประเทศในตะวันออกกลางออกมาประณามอิหร่าน ที่เปิดฉากโจมตีบาห์เรนและคูเวตระลอกใหม่เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย

เมื่อ 3 มิ.ย. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของคูเวตประณามการโจมตีของอิหร่าน โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายที่ “สิ่งอำนวยความสะดวกของพลเรือนและสถานที่สำคัญ” อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อคณะผู้แทนทางการทูตด้วย

คูเวตระบุอีกว่า “การโจมตีอันก้าวร้าว โจ่งแจ้ง” ของอิหร่านนี้ นำไปสู่ “การยกระดับความรุนแรง ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค” พวกเขายังขอประณามอย่างรุนแรงที่สุด ที่อิหร่านโจมตีเป้าหมายในบาห์เรนด้วย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เรียกการกระทำของอิหร่านว่าเป็น “การโจมตีก่อการร้าย” ต่อคูเวตและบาห์เรน พร้อมแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งสองประเทศอย่างเต็มที่ และเสริมว่าการมุ่งเป้าโจมตีคณะผู้แทนและสำนักงานทางการทูต ถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ก็ขอประณามและต่อต้านอย่างรุนแรงที่สุด ต่อการกระทำอันก้าวร้าวป่าเถื่อนของอิหร่าน และการละเมิดอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้งต่อราชอาณาจักรบาห์เรน และรัฐคูเวตอันเป็นพี่น้องของซาอุดีอาระเบีย

ส่วนกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุว่า พวกเขาถือว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยของคูเวตและบาห์เรนอย่างร้ายแรง และละเมิดอนุสัญญาเจนีวากับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศด้วย

กระทรวงการต่างประเทศของจอร์แดนออกมาได้วิพากษ์วิจารณ์การโจมตีของอิหร่านเช่นกัน โดยเรียกว่าเป็นทั้งการละเมิดอธิปไตยของบาห์เรนและคูเวตอย่างร้ายแรง เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง เสถียรภาพ และบูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งสองประเทศ และเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของเยเมนระบุว่า พวกเขาขอประณามอย่างรุนแรง ต่อการโจมตีอัน “ก้าวร้าว” ของอิหร่าน โดยชี้ว่าการที่รัฐบาลเตหะรานมุ่งเป้าโจมตีประเทศเพื่อนบ้านนั้น “เผยให้เห็นถึงธาตุแท้อันก้าวร้าวและฝักใฝ่การก่อการร้ายของระบอบการปกครองอิหร่าน รวมถึงแนวทางของอิหร่านที่มุ่งบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดี โจเซฟ อูน แห่งเลบานอนก็ร่วมประณามการโจมตีของอิหร่านซึ่งมุ่งไปที่เป้าหมายพลเรือน โดยเรียกว่าเป็น “การละเมิดอธิปไตยของประเทศพี่น้องทั้งสอง และเป็นการฝ่าฝืนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คูเวตสั่งขับไล่ทูตอิหร่าน 2 คน หลังเตหะรานโจมตีสนามบินดับ 1 เจ็บอื้อ

คูเวตสั่งขับไล่ทูตอิหร่าน 2 คน หลังเตหะรานโจมตีสนามบินดับ 1 เจ็บอื้อ

3 มิ.ย. 2569 21:53 น.

คูเวตสั่งขับไล่ทูตอิหร่าน 2 คน หลังเตหะรานโจมตีสนามบินดับ 1 เจ็บอื้อ

คูเวตประกาศให้ทูตอิหร่าน 2 คนเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา และขอให้เดินทางออกจากประเทศ หลังอิหร่านโจมตีโดนท่าอากาศยานานาชาติคูเวต จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

เมื่อวันพุธที่ 3 มิ.ย. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของคูเวตออกแถลงการณ์ระบุว่า คูเวตได้ประกาศให้สมาชิกของคณะผู้แทนทางการทูตของอิหร่าน 2 คน เป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” (Persona non grata) พร้อมทั้งเรียกร้องให้บุคคลทั้งสองเดินทางออกจากประเทศ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า “การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจาก อิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนอย่างต่อเนื่องและไม่ลดละ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งเมื่อช่วงรุ่งสางของวันนี้ โดยมีเป้าหมายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกของพลเรือนและสถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต”

ความเคลื่อนไหวของคูเวตเกิดขึ้นหลังจากมีการเรียกตัว นายฮาเหม็ด ฮามิด ยาคูบี ฟาร์ อุปทูตอิหร่านประจำประเทศคูเวต เข้าพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อกรณีการโจมตีคูเวตครั้งล่าสุดโดยอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศคูเวตแถลงว่า ในบรรดาการโจมตีระลอกต่างๆ ของอิหร่าน มีการโจมตีครั้งหนึ่งมุ่งเป้าไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต ส่งผลให้ชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 60 คน ทำให้นี่เป็นการโจมตีของอิหร่านที่ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บมากที่สุด นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

ด้านอิหร่านอ้างว่า พวกเขามุ่งเป้าหมายโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน รวมถึงเรือลำหนึ่งใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธ “เฮลไฟร์” (Hellfire) โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติบอตสวานา ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่านบนเกาะคาร์ก (Kharg Island)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.14 น.

พลิกอีกตลบ!! จับตา กกต.ประชุมลับ ถกปม แสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อกฎหมาย อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีวาระการพิจารณาเรื่องการบริหารสำนักงาน กกต.ได้มีการประชุมลับ 7 คนซึ่งคาดว่าจะเป็นการหารือกรณีมีกระแสข่าวว่า นายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯ กกต. เนื่องจาก กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 2568 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 โดยสำนักงานฯ รอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ กกต.ที่จะเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวม และนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้

โดยมีรายงานว่าในที่ประชุมลับดังกล่าว ได้มีการพิจารณาเบื้องต้นว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป รวมทั้งพิจารณาการทำงานของเลขาธิการกกต.ในปัจจุบัน อีกทั้งในประเด็นข้อกฎหมายที่มีการโต้แย้ง ว่ากกต. ชุดเก่าที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วมีอำนาจในการประเมินหรือไม่ เพราะมาประเมินภายหลังพ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว โดยเพิ่งมาประเมินเมื่อต้นเดือน มิ.ย.69 นี้ ซึ่งขัดกับสัญญาที่กำหนดว่าผู้ประเมินต้องเป็น กกต.เท่าที่มีอยู่และการประเมินที่ผ่านมาก็ให้เฉพาะ กกต.เท่าที่มีอยู่เท่านั้นเป็นผู้ประเมิน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตกกต.และนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี อดีตกกต. ที่พ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่ได้ประเมิน แต่ กกต.ที่มาแทน คือ นายชาย นครชัย ซึ่งมาเป็น กกต.ใหม่ ก็เป็นผู้ประเมิน แม้จะมาดำรงตำแหน่งภายหลังปีประเมินก็ตาม แต่ครั้งนี้กลับให้กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วเป็นผู้ประเมิน ซึ่งไม่ได้เป็น กกต.แล้ว ขณะที่ กกต.ปัจจุบันไม่ได้ประเมิน จึงต่างจากการประเมินปี 2566 ซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกัน

“นอกจากนี้ มีกกต.บางคนที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วยังไม่ได้ส่งผลการประเมิน รวมทั้งบางส่วนมีหนังสือสอบถามว่า อดีต กกต.มีอำนาจประเมินหรือไม่ ถ้ามีตามกฎหมายหรือสัญญาข้อใด และที่ผ่านมา มีอดีต กกต.เคยประเมินหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้สำนักงานฯต้องไปศึกษาและนำมาเสนอที่ประชุมกกต. พร้อมกับผลการประเมินของกกต.ชุดเก่า ที่หากกกต.ชุดปัจจุบันยอมรับผลการประเมินของกกต.ชุดเก่า และจะมีมติตามระเบียบกกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งเลขาธิการกกต. 2560 ข้อ 14(5) ก็กำหนดว่า หากกกต.มีมติให้พ้นจากตำแหน่งก็ต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.39 น.

ศาล รธน.รอสำนักงานศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ปมร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ทำการลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ

4 มิถุนายน 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคำร้องในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำ พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้ว ให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ถ้อยคำพยาน ความเห็นและพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

ศาล รธน.สั่งผู้เกี่ยวข้อง ทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่งศาลตามประเด็นที่กำหนด ยื่นพร้อมหลักฐานต่อศาลภายใน 7 วัน เพื่อพิจารณาต่อไป

4 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณากรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

โดยศาลฯ เห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งข้อมูลพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

“ชูศักดิ์”แจงร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง โอดเจอพรรคถอนชื่อทั้งที่ส่งร่างให้ดูก่อนแล้ว รอดูทิศทางพรรค

4 มิถุนายน 2569 นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภา เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กล่าวว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้กับครั้งก่อนไม่ได้มีอะไรแตกต่างในสาระสำคัญ โดยร่างของพรรคเพื่อไทยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เลือกมาจากประชาชนเบื้องต้น แล้วให้รัฐสภามาเลือกอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่ามิใช่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยใดๆ ว่าทำแบบนี้ไม่ได้ ที่สำคัญร่างแบบนี้เคยเข้าพิจารณาในรัฐสภามาแล้ว พรรคภูมิใจไทยโหวตรับร่างจนได้เสียงข้างมากของรัฐสภา เพียงแต่ไม่ได้เสียง สว.หนึ่งในสาม ขาดไปหกคน ทำให้ร่างตกไป เหลือเพียงร่างของประชาชนซึ่งให้ประชาชนมาออกเสียงเหมือนกันกับร่างของภูมิใจไทยเท่านั้นที่ผ่านไปได้ ในตอนนั้นยังเอาร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก แต่สุดท้ายก็ยุบสภากันเสียก่อน ส่วนตัวจึงไม่เข้าใจว่าครั้งก่อนโหวตให้ ครั้งนี้มีปัญหา

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ทำใจลำบาก คือได้ขอความร่วมมือทุกพรรคการเมือง และส่งร่างให้ดูกันแล้วจนมีการแถลงต่อสื่อว่าจะยื่นประธานรัฐสภาในวันนี้ ก็มีเหตุการณ์ถอนชื่อกันขึ้น โดยมีเหตุผลว่าเป็นห่วงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัย ซึ่งประเด็นว่าขัดต่อคำวินิจฉัยก็คงจะไม่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะโอกาสที่ร่างของเพื่อไทยที่จะเป็นร่างหลักนำไปพิจารณา คงจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ร่างที่จะเป็นหลักจะเป็นร่างของพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงมากสุด

“ส่วนตัวจึงเห็นว่าถ้าเสียงที่มีอยู่พอเพียงถึงหนึ่งในห้า ก็ควรจะได้ยื่นร่างของพรรคเพื่อไทยต่อรัฐสภา เพื่อยืนยันในเจตนารมณ์การมีส่วนร่วมของประชาชน ความตั้งใจของผมอยากเห็นเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ยื่นกันหลายๆพรรค วิจารณ์ข้อดีข้อเสียกันให้ถึงที่สุด ผมคงจะดูว่าฝ่ายบริหารของพรรคจะเดินต่อไปอย่างไร” นายชูศักดิ์ กล่าว

สภาฯไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

สภาฯไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

สภาฯไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

“สภาฯ”ไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน ด้าน”อภิสิทธิ์”ซัดพุ่งเป้ากระตุ้น ศก.ระยะสั้น แต่คนไทยต้องแบกหนี้ 4 แสนล้าน

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม , พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ตัวแทนผู้เสนอญัตติได้ลุกขึ้นกล่าวสรุป อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สภาฯ ไม่มีโอกาสกลั่นกรองโครงการตาม พ.ร.ก.นี้แม้แต่โครงการเดียว หลังจากนี้จะได้เห็นเงินกู้เหล่านี้ไปอยู่ในงบรายจ่ายปีต่อๆ ไป เพื่อจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ย จนแทบไม่เหลือเงินไปลงทุนพัฒนาใดๆ ฝ่ายค้านเชื่อว่าการออก พ.ร.ก.ไม่สอดคล้องเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นวิกฤตที่รัฐบาลบริหารจัดการได้ หากแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ไปตัดสินใจกู้เงิน ให้ประชาชนมาซื้อของในราคาแพง ครบ 4 เดือนของก็แพงเหมือนเดิม แต่หนี้สาธารณะขยับเพิ่มขึ้นเกือบชนเพดาน จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง และไม่แน่ใจว่า รมว.คลัง จะกล้ายืนยันหรือไม่ว่า สิ่งที่ดำเนินการ ยังเป็นไปตามหลักการที่ตั้งไว้ เพราะโครงการนี้พุ่งเป้าไปถึง 25 – 26 ล้านคน

“แม้แต่ รมว.คลัง ก็ยังลงทะเบียนใช้แอพนี้ เพื่อให้ลูกหลานไปใช้หนี้ ล่าสุดยังตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี นี่คือการพุ่งเป้าเพียงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นใช่หรือไม่ แต่ทำให้คนไทยมีหนี้ 4 แสนล้านบาท จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการตรวจสอบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

จากนั้น ที่ประชุมเห็นตรงกันให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 25 คน กำหนดระยะเวลาพิจารณา 90 วัน และได้สั่งปิดประชุมในเวลา 16.16 น.

นายกฯเยือนปารีส ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับ ลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายกฯเยือนปารีส ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับ ลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายกฯเยือนปารีส ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับ ลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.04 น.

นายกฯ ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับทันทีหลังเยือนปารีส สนใจลงทุนไทยเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ นายฟรองซัวส์ กอร์แบง รองประธานสภานายจ้างฝรั่งเศสในต่างประเทศ (MEDEF International: MEDEFi) และประธานสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย พร้อมด้วยนายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และคณะนักธุรกิจ MEDEFi จำนวน 16 บริษัท ใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ การบิน อวกาศ และการป้องกันประเทศ วิศวกรรมและการให้คำปรึกษา การก่อสร้างและการขนส่ง ดิจิทัลและเทคโนโลยี และการผลิตและการบริหารจัดการพลังงาน โดยเป็นการสานต่อผลสำเร็จจากการเยือนกรุงปารีสของนายกรัฐมนตรีและคณะ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ซึ่งการหารือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อดึงการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น การบินและอวกาศ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพ เพิ่มรายได้ ยกระดับทักษะแรงงานไทย ผลักดันให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในประเทศไทย   

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจฝรั่งเศส จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยดึงการลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาสู่ประเทศไทย 

ภาคธุรกิจฝรั่งเศสแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทย พร้อมสนใจลงทุนเพิ่มเติมในหลายโครงการสำคัญ อาทิ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ระบบพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ โดยไม่เพียงนำเงินลงทุนเข้ามา แต่ยังพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรไทยไปพร้อมกัน

ในการหารือครั้งนี้ บริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสหลายแห่งแสดงความสนใจขยายความร่วมมือกับไทยอย่างชัดเจน โดย Airbus มองเห็นศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินของภูมิภาค และสนใจร่วมพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) รวมถึงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีทักษะสูง เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศ

ด้าน EDF ซึ่งเป็นผู้นำด้านพลังงานของฝรั่งเศส เห็นโอกาสในการร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมและการใช้พลังงานในอนาคต ช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของไทย

ขณะที่ Dassault Systèmes เสนอความร่วมมือด้านเทคโนโลยี Digital Twin ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการวางผังเมือง การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การคาดการณ์และรับมือภัยพิบัติ รวมถึงการพัฒนาทักษะบุคลากร ช่วยให้ภาครัฐและภาคเอกชนสามารถวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วน Pasqal บริษัทเทคโนโลยีควอนตัมชั้นนำของฝรั่งเศส เห็นว่าไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศด้าน Quantum Computing ซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรทักษะสูง รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นอกจากการลงทุนแล้ว ภาคธุรกิจฝรั่งเศสยังย้ำถึงความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาของไทย เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อคนไทยทั้งในด้านการศึกษา การจ้างงาน และรายได้

ช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรียังยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน พร้อมเดินหน้าผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA) และการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทย เปิดโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแจ้งข่าวดีถึงตลาดหุ้นทำผลงานระหว่างวันทะลุ 1,600 จุด อีกครั้งในรอบสามปีสองเดือน แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน  พร้อมระบุว่า การพูดคุยที่กรุงเทพฯ วันนี้ แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือที่เริ่มจากปารีสกำลังถูกต่อยอดเป็นแนวคิด โอกาส และหุ้นส่วนที่เป็นรูปธรรม โดยไทยพร้อมทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชนฝรั่งเศสเพื่อเปลี่ยนความสนใจให้เป็นผลลัพธ์จริงในระยะต่อไป