‘ยศชนัน’ปิดจ๊อบท่ามะกา ชี้ 8 ก.พ.เดิมพันประเทศไทย เจ้าตัวลั่น’เพื่อไทย’ขอ 200

'ยศชนัน'ปิดจ๊อบท่ามะกา ชี้ 8 ก.พ.เดิมพันประเทศไทย เจ้าตัวลั่น'เพื่อไทย'ขอ 200

‘ยศชนัน’ปิดจ๊อบท่ามะกา ชี้ 8 ก.พ.เดิมพันประเทศไทย เจ้าตัวลั่น’เพื่อไทย’ขอ 200

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.57 น.

“ยศชนัน”ปิดจ๊อบหาเสียงท่ามะกา ชาวบ้านแห่ฟังปราศรัยล้นหลาม ชี้ 8 ก.พ.เดิมพันประเทศไทย เจ้าตัวลั่นเพื่อไทยขอ 200 ย้ำจับหรือไม่จับกับใครขอฟังเสียงปชช. ปลุกคนเมืองกาญจน์เลือก สส.เพื่อไทย ยกจังหวัด ส่งเป็นนายกฯ คนที่ 33

เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 18 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) และคณะ เดินทางไปปราศรัยที่วัดพระแท่นดงรัง อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี เพื่อช่วย น.ส.พลอย ธนิกุล ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 3 เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย หาเสียง โดยมีผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี อีก 4 เขตของพรรคเพื่อไทย มาร่วมเวทีปราศรัยด้วย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเดินทางมารับฟังการปราศรัยอย่างล้นหลาม โดยทันทึที่นายยศชนันเดินทางมาถึง ต่างมอบดอกกุหลาบ คล้องพวงมาลัยดอกดาวเรืองให้จนเกือบล้นคอ พร้อมทั้งจับมือและสวมกอดนายยศชนัน ขณะที่นายยศชนันได้โบกมือทักทายประชาชนที่มารอต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

นายยศชนัน ปราศรัยว่า วันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี เขาบอกเป็นวันดีของตน ขอกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทยทั้ง 5 เขต เลยได้หรือไม่ ขอพรรคเพื่อไทยเบอร์ 9 เข้าไปได้หรือไม่ วันนี้พี่น้องต้อนรับอย่างอบอุ่น วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ เดิมพันอนาคตประเทศไทย หากวันนี้ทุกคนมีความฝัน ทุกคนมีความหวัง 8 กุมภาพันธ์ คือวันเริ่มต้นแห่งความหวังของพี่น้องกาญจนบุรี และถ้าวันนี้เลือกกาญจนบุรีครบทั้งห้าเขต ยศชนันคนนี้จะเข้าไปในสภาฯ และบอกว่าตนจะเปลี่ยนความฝันและความหวังของพี่น้องให้เป็นความจริง ฤดูกาลการเลือกตั้งเข้ามา ทุกคนหาเสียง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความจริงใจที่วันนี้ผู้สมัครของเราทุกคนลงพื้นที่มาก่อน เข้าใจปัญหาพ่อแม่พี่น้องมาก่อน ดังนั้น 8 กุมภาพันธ์ พร้อมทำงานได้ทันที

นายยศชนัน ปราศรัยต่อว่า วันนี้ความหวังความฝันแรกที่ตนอยากพูดถึง คือความหวังความฝันของคนที่ล้มลงไปแล้ว และคนที่กำลังจะล้มลง หลายคนมองว่าทำไมจะต้องแก้ปัญหาเรื่องหนี้ หลังสถานการณ์โควิดทุกอย่างเปลี่ยนไป ขอทำอีกสักครั้ง ปลดล็อคให้คนที่ล้ม ลุกขึ้นมายืนกับเรา เราจะแก้หนี้ทั้งระบบ หลายคนบอกว่าจะแก้หนี้ต้องระวังเรื่องวินัยการเงินการคลัง คนอื่นทำเรื่องนี้ตนไม่มั่นใจ แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยแก้หนี้ ไม่กระทบกระเทือนแน่นอน ส่วนเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค พรรคเพื่อไทยพร้อมเข้าเกียร์ห้า เราจะรวมข้อมูลสาธารณสุข พี่น้องเจ็บป่วยที่ไหน พี่น้องไม่ต้องกลัวเลยว่าหมอจะรักษาเราไม่ได้เพราะหมอทุกโรงพยาบาลจะมีข้อมูลของเรา จะรู้ว่าเราเจ็บป่วยเรื่องอะไร จะรู้ว่าเราต้องการความช่วยเหลือเรื่องอะไร 30 บาท AI แต่วันนี้ทำไม่ได้ถ้าไม่มีกาญจนบุรีทั้ง 5 เขต ขอเพื่อไทยทั้ง 5 เขตได้หรือไม่ ส่วนเรื่องชายแดนอาจจะมีการนำอาวุธหรือสิ่งไม่ดีเข้ามาทางชายแดน พรรคเพื่อไทยรับที่จะดูแลเรื่องนี้ และบอกว่ากาญจนบุรีตอนนี้ต้องปลอดภัยในมือรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย

“คนชอบถามว่าจะจับกับใคร ไม่จับกับใคร ผมขอถามพี่น้องขอฟังเสียงประชาชนก่อนแล้วค่อยจับได้หรือไม่ หลายครั้งหลายคนพยายามบอกว่าใครเทา ไม่เทา พี่น้องประชาชนรู้ ขอตอบชัดๆ อีกครั้งว่า ถ้าเทาเขาคงไม่เลือก แต่ขอเพื่อไทยกาญจนบุรีทั้ง 5 เขต และขอเหมา จ.ราชบุรี ด้วย 8 กุมภาพันธ์ ไม่ใช่วันเลือกตั้งอย่างเดียว แต่เป็นวันเดิมพันแห่งความหวังของพ่อแม่พี่น้องประเทศไทยหยุดนิ่งมานาน ประเทศไทยต้องไม่ทะเลาะเบาะแว้ง แต่จะดีกว่าไหมถ้าเพื่อไทยขอสัก 200 เหมากาญจนบุรีให้หมด เหมาราชบุรีให้หมด ส่งยศชนันเป็นนายกฯ คนที่ 33” นายยศชนัน กล่าว

– 006

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! ‘พีระพันธุ์’ชงอัดงบ’กองทัพ’สยบ’เขมร’

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! 'พีระพันธุ์'ชงอัดงบ'กองทัพ'สยบ'เขมร'

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! ‘พีระพันธุ์’ชงอัดงบ’กองทัพ’สยบ’เขมร’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.43 น.

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! “พีระพันธุ์”ชงอัดงบ”กองทัพ”สยบ”เขมร” ลั่นไทยต้องยืนบนลำแข้ง เดินหน้าฉีก MOU 43-44 เพิ่มโทษประหารสแกมเมอร์ ฟาดรัฐบาลกั๊กงบเยียวยาชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในรายการ “เลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่หรือไปต่อ” โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์จากข้อเท็จจริงและ “ยืนบนลำแข้งของตนเอง” แม้นานาชาติมักเรียกร้องให้ไทยอดทนอดกลั้น พร้อมระบุว่าไทยไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่ความตึงเครียดตามแนวชายแดนดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 ภายหลังคำตัดสินศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร โดยฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอ้างสิทธิ์เหนือแผ่นดินไทยมาโดยตลอด ขณะที่ไทยไม่เคยมีแนวคิดรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน

นายพีระพันธ์ุ ระบุว่า เหตุปะทะครั้งล่าสุดถือเป็นครั้งแรกที่ไทยต้องใช้กำลังทหารกว่า 20,000 นาย จากทั้งสามเหล่าทัพ พร้อมอาวุธหนัก จึงจำเป็นต้องสนับสนุนกองทัพให้เดินหน้ายุทธศาสตร์ทางทหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบก่อนการเจรจา โดยย้ำว่า “การเจรจาจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อไทยอยู่ในสถานะได้เปรียบ” และเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ อาวุธยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เพื่อให้ประเทศไทยเป็น “ยักษ์ที่มีกระบอง” ปกป้องอธิปไตยและนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง

สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน นายพีระพันธุ์ ระบุว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจสามารถช่วยเหลือได้ทันที โดยนายกรัฐมนตรีสามารถออกระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อใช้งบกลาง ไม่จำเป็นต้องยึดติดระเบียบเดิม หากไม่มีระเบียบรองรับก็สามารถออกใหม่ได้ พร้อมตั้งคำถามว่า “เหตุใดการช่วยประชาชนจึงยากกว่าการใช้งบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท จัดการแข่งขัน MotoGP” และย้ำว่า หากตนเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะสามารถเขียนและลงนามระเบียบเยียวยาได้ทันที

ด้านข้อพิพาทเขตแดน นายพีระพันธุ์ เสนอให้ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ทั้งหมด โดยชี้ว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากไทย – กัมพูชา ได้แบ่งเขตแดนชัดเจนแล้วตั้งแต่ปี 2450 หากมีปัญหาควรยึดสนธิสัญญาไทย – ฝรั่งเศส และใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ส่วนเขตแดนทางทะเลซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของไทย ได้กำหนดเส้นเขตแดนตามหลักกฎหมายสากลครบถ้วนแล้ว จึงไม่ควรนำทรัพยากรของประเทศไปเจรจาแบ่งปัน สำหรับการปิดด่านชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดได้ แต่รัฐบาลต้องเร่งเยียวยาประชาชนด้วยงบกลางทันที และหากสถานการณ์ดีขึ้นในอนาคต อาจพิจารณาเปิดด่านภายใต้กติกาใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมและสแกมเมอร์ นายพีระพันธุ์ระบุว่า หัวใจสำคัญคือ “ไม่มีกฎหมายลงโทษ” ปัจจุบันผู้กระทำผิดถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และลดโทษได้เมื่อรับสารภาพ ทำให้ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทั้งที่เป็นอาชญากรรมเชิงขบวนการ สร้างความเสียหายตั้งแต่หลักพันจนถึงระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาททั่วโลก โดยย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะและเพิ่มโทษให้สาสม พร้อมเสนอแนวคิดลงโทษขั้นเด็ดขาดด้วยการ “ประหารชีวิต” หรือติด “คุกกลางทะเล” คุมขังในพื้นที่ตัดขาดจากโลกภายนอก โดยการนำแท่นขุดเจาะน้ำมันร้างกลางทะเลมาปรับปรุงเป็นสถานที่คุมขังนักโทษอาชญากรรมร้ายแรง เพื่อปิดช่องการสั่งการทำผิดซ้ำจากภายในเรือนจำ

“ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาภายในประเทศที่ต้องแก้ให้ตรงจุด ไม่อาจหวังพึ่งแรงกดดันจากนานาชาติ หากรัฐไม่มีอำนาจทางกฎหมาย โทษไม่รุนแรง และไม่มีสถานที่ควบคุมเฉพาะ ก็ไม่สามารถปราบปรามได้อย่างแท้จริง” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เปรียบเสมือน “การเซ็นเช็คเปล่า” โดยย้ำว่าหมวด 1 และหมวด 2 ต้องได้รับการปกป้องอย่างชัดเจน

นายกฯเป็นปธ.พิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569

นายกฯเป็นปธ.พิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569

นายกฯเป็นปธ.พิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.37 น.

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 18 มกราคม 2569 ณ ลานหน้าพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569 โดยมีนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา พร้อมด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการจัดงานฯ หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เมื่อเดินทางถึงบริเวณพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ นายกรัฐมนตรีได้จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้นรับชมการแสดง “นักรบ นบนเรศ” โดยวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมพิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ ความเสียสละ และพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้แก่ชาติไทย เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทย การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมทั้งสืบสานและธำรงรักษามรดกทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของจังหวัดสุพรรณบุรี

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและต้นทุนทางการพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านประวัติศาสตร์อันยาวนาน ศิลปวัฒนธรรม และดนตรีที่มีชื่อเสียง จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative City of Music) สะท้อนถึงพลังความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของท้องถิ่นอย่างแท้จริง ดังนั้น การจัดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์จึงไม่ได้เป็นเพียงการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง

นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม ชมการแสดงอันงดงาม เลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นและสินค้า OTOP ภายในงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ซึ่งสะท้อนถึงเสน่ห์และอัตลักษณ์อันโดดเด่นของจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมกล่าวขอบคุณคณะกรรมการจัดงานฯ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569 ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ประกอบพิธีเปิดงานด้วยการลั่นฆ้องชัย 3 ครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความเจริญก้าวหน้า เปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ก่อนเยี่ยมชมร้านค้า OTOP และร้านธงฟ้า และเดินทางไปยังลานแสดงยุทธหัตถี เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงก่อนการแสดงยุทธหัตถี โดยจุดธูปเทียนบูชาหน้าโต๊ะเครื่องบวงสรวง คล้องพวงมาลาที่พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มอบพระมาลา พระแสงดาบและพระแสงทวนแก่นักแสดงยุทธหัตถี

– 006

จับโป๊ะ!คนปั่นเฟคนิวส์ โยง‘บิ๊กรับเหมา-อนุทิน’ ที่แท้คือ‘อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม’

จับโป๊ะ!คนปั่นเฟคนิวส์ โยง‘บิ๊กรับเหมา-อนุทิน’ ที่แท้คือ‘อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม’

จับโป๊ะ!คนปั่นเฟคนิวส์ โยง‘บิ๊กรับเหมา-อนุทิน’ ที่แท้คือ‘อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.10 น.

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 จากกรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีผู้ใช้ชื่อ “Jaturong Hirankarn” โพสต์ข้อความว่า “นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ผู้ก่อตั้งบริษัทอิตาเลียน-ไทย เป็นพี่ชายของมารดา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินจึงเป็นหลานชายแท้ๆ ของ นพ.ชัยยุทธ” ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ และถือเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพราะเป็นการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีความผิดทางอาญา มีโทษจำคุก ทั้งนี้ ทางพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับบุคคลผู้ใช้ชื่อดังกล่าว รวมถึงผู้ใช้จ้างวานหรือมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ตามกระบวนการกฎหมายต่อไป ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ภท.’เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง‘เครือญาติบิ๊กรับเหมา’กับ‘อนุทิน’)

ต่อมา นายศุภชัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “จนถึงเวลานี้มีผู้แจ้งข้อมูลมามากมาย ว่ามีผู้โพสต์ แชร์ข้อความอันเป็นเท็จเรื่อง บริษัทอิตาเลียน-ไทย นับร้อยๆราย หลายรายปิดหนีไปแล้ว แต่ทุกรายถูกเก็บข้อมูลไว้แล้ว จึงขอเตือนให้ยุติการกระทำผิดนี้เสีย ! ผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี ติดคุก อย่าแชร์เอาสนุก เอามัน!! ติดคุกไม่สนุกหรอกจะบอกให้!!”

และล่าสุด นายศุภชัย ยังโพสต์ข้อความอีกว่า “เจ้าของเฟสบุคที่ใช้นามดังกล่าวชื่อตรงกับอดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ลำดับที่ 59 และชื่อตรงกับสมาชิกพรรคประชาชน หมายเลข 6510000571 ฝากหัวหน้าพรรคกรรมการบริหารพรรคประชาชน พรรคที่อ้างว่ามีเราไม่มีเทา ตรวจสอบการกระทำที่ยิ่งกว่าเทานี้ด้วยว่าใช่บุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ถ้าใช่โปรดดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายด้วย”

‘เท้ง’ย้ำ!ให้คนธรรมดาทำงานการเมือง หนทางเดียวอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

‘เท้ง’ย้ำ!ให้คนธรรมดาทำงานการเมือง หนทางเดียวอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

‘เท้ง’ย้ำ!ให้คนธรรมดาทำงานการเมือง หนทางเดียวอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

“เท้ง”แท็กทีมแกนนำ ช่วยหาเสียงเชียงใหม่ ย้ำ!ให้คนธรรมดามาทำงานการเมือง หนทางเดียวที่จะทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เดินหน้ากระจายอำนาจ สถาปนาอำนาจท้องถิ่นให้ประชาชนมีสิทธิในการตัดสินอนาคตของตัวเอง ด้าน”วิโรจน์”ประกาศอย่าคิดว่าสแกมเมอร์-ทุนเทา จะหยุดพรรคประชาชนได้

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ขึ้นกล่าวปราศรัยที่อำเภอแม่ริม วัดพระนอน (ขอนตาล) จ.เชียงใหม่ โดยกล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 7 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 10 จากจำนวนอัตราประชากรทั้งหมดของไทย แม้จะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ก็ล้วนเป็นคนไทยด้วยกันทุกคน เสียงของเราต้องดังเท่ากัน

แต่การเมืองที่ผ่าน ๆมา เสียงของพ่อแม่พี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์นั้นยังดังไม่พอ เมื่อย้อนดูในสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราควรจะมีตัวแทนของคนในประเทศไทยที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนพิการ กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือตัวแทนกลุ่มคนอื่นๆ ด้วย

ที่ผ่านมา ระบบการเมืองไทย ก่อนที่จะมีพรรคอนาคตใหม่ จนถึงพรรคประชาชน คนที่จะมาเป็นนักการเมืองส่วนใหญ่ต้องรู้จักนายทุน ต้องรู้จักนายใหญ่เจ้าของพรรค เดี๋ยวนี้ไม่ได้มีแค่ทุนเงินทอน แต่มีทุนเงินเทาที่กำลังกัดกิน เซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศนี้อยู่ ระบบการเมืองในประเทศนี้แบบที่ผ่านมามีส่วนทำให้คนไม่เท่ากัน ตนเชื่อว่าวันนี้พรรคประชาชน เป็นพรรคการเมืองเดียวในประเทศ ที่มีเครือข่ายปีกชาติพันธุ์เข้มแข็งที่สุด

ปัญหาที่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญ เริ่มตั้งแต่การทำบัตรประชาชนที่ยากแสนยาก ยิ่งไม่มีสี ไม่มีเส้น ไม่มีส่วย ยิ่งยากกว่าจะได้บัตรประชาชน นอกจากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่หายไป ยังเข้าถึงการศึกษา การรักษาได้ค่อนข้างยาก

ไหนจะถูกยึดที่ดิน ยึดฝืนป่า และวิถีชีวิต ที่กลุ่มชาติพันธุ์อยู่กับป่ามาช้านาน เมื่อตนได้เข้ามาทำงานการเมือง ได้มาทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ ถึงได้าเข้าใจว่าวิถีชีวิตของพวกเขา อยู่ร่วมกับป่า และรักป่า ไม่แพ้พวกเราทุกคน นอกจากถูกยึดที่ดินทำกิน ยึดป่า คนชาติพันธุ์ยังถูกยึดคุณภาพชีวิต ยึดปากท้องที่ดี ไปจากพ่อแม่กลุ่มชาติพันธุ์ โครงสร้างพื้นฐานก็ไม่พัฒนา ถนนก็ยังไม่ดี ไฟก็ยังไม่สว่าง ขยะก็ยังไม่ได้มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ยังไม่นับรวมเรื่องการรักษา เรื่องระบบการศึกษาของลูกหลาน

ใครเจ็บป่วย หลายคนต้องสูญเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง เพราะระบบการรักษาในประเทศนี้ คนรวยใช้เงิน คนชนชั้นกลางใช้เส้นสาย แต่คนธรรมดาแบบพวกเรา ต้องใช้เวลา ซึ่งเวลาทุกวินาที มันหมายถึงชีวิต สำหรับคนที่เจ็บป่วย ป่วยไข้ ในนาทีวิกฤต ล้วนต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมในชีวิตทั้งสิ้น

พรรคประชาชนเอาจริงเอาจังกับเรื่องการกระจายอำนาจ การจัดการเรื่องการประกาศป่าทับที่ แล้วให้คนในพื้นที่มีโอกาสกำหนดอนาคตของตัวเอง นับตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ เราประกาศจุดยืนอย่างมั่นคง ว่าเรามาทำการเมืองที่เป็นของทุกคน คนธรรมดามาทำงานการเมืองได้ คนธรรมดานี่แหละ ที่จะมากำหนดอนาคตของตัวเอง เอาคนธรรมดาไปนั่งในสภาเนี่ยแหละคือหนทางเดียว ที่จะทำให้อำนาจสูงสุดในประเทศนี้ เป็นของประชาชน

ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินถ้าพวกเราเข้าไปเป็นรัฐบาล ภายในงบประมาณปีแรก มีกองทุนพิสูจน์สิทธิ์ 1 หมื่นล้านบาท พร้อมคืนสิทธิในที่ดินทำกิน แปลง สปก. แปลงสิทธิทำกิน เป็นโฉนดทันที ให้กับพ่อแม่พี่น้องทุกคน

การยกระดับคุณภาพชีวิต ผมบอกไปแล้ว เรามุ่งเน้นการกระจายอำนาจ ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่เราผลักดันเรื่องปลดล็อกท้องถิ่น ถ้าคุณจริงจังกับเรื่องกระจายอำนาจจริง คุณต้องสถาปนาอำนาจท้องถิ่นไว้ในระดับรัฐธรรมนูญ สถาปนาอำนาจท้องถิ่ ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ในการตัดสินอนาคตของตัวเอง

8 กุมภาพันธ์นี้ คนเลือกนายกรัฐมนตรีให้ไปตั้งรัฐบาลคือ สส. พื้นที่ที่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล ยังไม่ชนะการเลือกตั้งในอดีต ในเชียงใหม่ คือเขต 5 เขต 9 และ เขต 10 อยากให้พ่อแม่พี่น้องช่วยกันส่งเสียงสะท้อน ช่วยกันบอกต่อไปดังๆ ถึงเวลารัฐบาลประชาชน ตั้งรัฐบาลที่มีเจตจำนงประชาชนเป็นตัวตั้ง เลือกผู้แทน ส.ส. เขตในพื้นที่จากพรรคประชาชน เลือกผู้แทน สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชนเบอร์ 46 ​มาร่วมกันตั้งรัฐบาลประชาชน สร้างอนาคตใหม่ให้กับลูกหลาน เพื่อประเทศไทย ที่ก้าวหน้า ก้าวไกล ไปกว่าเดิม

ด้าน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ขึ้นกล่าวปราศรัยถึงสแกมเมอร์ ทุนเทา ที่คุกคามชีวิตประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าทุกวันนี้คนโทรศัพท์เข้ามาส่วนใหญ่เป็นสายโจร โจรคอลเซ็นเตอร์รู้เบอร์โทรศัพท์ของคนไทยเกือบทั้งประเทศ มาทั้งในคราบโจรที่โทรหามากกว่าลูกตัวเองโทรหาพ่อแม่ มาทั้งในคราบส่งพัสดุ ให้กรอกข้อมูล เดี๋ยวจะได้เงินคืนมิเตอร์ไฟ มิเตอร์น้ำ เป็นตำรวจ เป็นสรรพากร เป็น DSI เป็นศุลกากร เดี๋ยวก็ชวนลงทุน หลอกเข้ากรุปไลน์ ปรากฎว่าเป็นโจรหมดทั้งกลุ่ม ยกเว้นเหยื่อคนเดียว

โจรคอลเซ็นเตอร์อำมหิต มีทั้งหลอกให้สูญเสียเงิน หลอกให้เอ็นดู หลอกให้รัก หลายคนที่ป็นผู้เสียหายนะครับ ยอมรับไม่ได้ว่าเราถูกหลอก เสียสุขภาพจิต ต้องพบจิตแพทย์ เงินก็เสีย ยังเสียสุขภาพจิต เสียสุขภาพใจ แล้วหลอกเงินคนไทยไป 115,300 ล้านบาทต่อปี

ตอนนี้ทุกพรรค จะปราบสแกมเมอร์ ปราบคอลเซ็นเตอร์ ปราบทุนเทา ปราบจีนเทา ปราบมาเฟียข้ามชาติ พวกมาเฟียข้ามชาติเข้ามายังประเทศไทย มาสร้างขุมอำนาจ เอาเงินสกปรก มาซื้อข้าราชการระดับสูงบางส่วนบ้าง ให้ไปรับใช้บ้าง มีภาพถ่ายกับคนใหญ่คนโต เพื่อไปหาคอนเนคชัน ไปหาเครือข่าย ไปอวดอ้างแอบอ้างต่อ อาจจะเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ที่หลอกคนไทยวันละ 316 ล้าน ทำคนไทยหลายคนต้องผูกคอตาย โดดน้ำตาย นี่คือมหากาพย์ จุดเริ่มต้นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เราทำอย่างไร ตนเคยพูดไปในหลายเวที เจอก็ช่วยจับให้ด้วย แม้แต่เป็นคนข้างใน เจอเมื่อไหร่ ก็จัดการ ยืนยันว่าไม่ปกป้อง นโยบายเราชัดเจนมากครับ เบื้องต้น บังคับใช้มาตรา 8/10 ของ พ.ร.ก. ไซเบอร์ (พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566) ดึงเอาธนาคาร เข้ามามีส่วนรับผิดชอบ

ตอนนี้ประชาชน ใครโดนโจรหลอกเงิน ธนาคารไม่ได้ร่วมจ่ายสักบาท ไม่ได้ร่วมรับผิดชอบอะไรสักบาท ทั้งที่กฎหมายมีไว้แล้ว ว่าถ้าธนาคาร ไม่ได้ทำตามมาตรฐาน ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

ได้เวลาบังคับใช้กฎหมาย ที่มีอยู่แล้ว เพื่อทำให้บัญชี เงินฝากของทุกคนปลอดภัย ได้เวลาบังคับใช้ ให้บริษัทค่ายมือถือ ที่ปล่อยให้โจรส่ง SMS โทรศัพท์มาหาเราทุกวัน ต้องร่วมจ่ายด้วย

ธนาคารจะปรับปรุงระบบความมั่นคงปลอดภัยขึ้นมา ให้โทรศัพท์เราปลอดภัย Mobile Banking แอปโอนเงินของพวกเรา ธนาคาร บัญชีธนาคารของพวกเรามีความปลอดภัยมากกว่านี้

ถ้าเราหยุดมันไม่ได้ เราแก้ระบบไม่ได้ ได้เวลาที่เราจะต้องปราบโจรสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้สิ้นซาก ถ้าคุณคิดว่าคุณจะเอา Facebook มาทำฟาร์มมิ่ง เอา IO มาโจมตี เอาสีเทามาเปื้อนเรา เพราะจะหยุดพรรคประชาชน จะหยุดณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะหยุดวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จะหยุดรังสิมันต์ โรม ฝันไปเลย

​8 กุมภาพันธ์นี้ กาพรรคประชาชน 2 ใบ ไม่ต้องแบ่งครึ่งให้ใคร แล้วเราจะเป็นรัฐบาลร่วมกัน

ทั้งนี้ จ.เชียงใหม่ มีทั้งหมด 10 เขต พรรคประชาชน ส่งผู้สมัคร สส.ครบทุกเขต ดังนี้

– เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู เขต 1 (เบอร์ 2)

– การณิก จันทดา เขต 2 (เบอร์ 8)

– ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล เขต 3 (เบอร์ 5)

– พุธิตา ชัยอนันต์ เขต 4 (เบอร์ 6)

– สมชิด กันธะยา เขต 5 (เบอร์ 9)

– อรพรรณ จันตาเรือง เขต 6 (เบอร์ 2)

– สมดุลย์ อุตเจริญ เขต 7 (เบอร์ 2)

– ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เขต 8 (เบอร์ 4)

– ฉัตรณพัฒน์ สมศักดิ์เกตุกร เขต 9 (เบอร์ 3)

– อิทธิธัญกร ตาคำ เขต 10 (เบอร์ 6)

‘กาญจนา ภวัครานนท์’ พรรคภูมิใจไทย บุกเอื้ออาทรมีนบุรี ชูธง’พูดแล้วทำ’

'กาญจนา ภวัครานนท์' พรรคภูมิใจไทย บุกเอื้ออาทรมีนบุรี ชูธง'พูดแล้วทำ'

‘กาญจนา ภวัครานนท์’ พรรคภูมิใจไทย บุกเอื้ออาทรมีนบุรี ชูธง’พูดแล้วทำ’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.58 น.

“กาญจนา ภวัครานนท์” เบอร์ 9 พรรคภูมิใจไทย บุกเอื้ออาทรมีนบุรี ชูธง “พูดแล้วทำ” ปลุกพลังชาวสะพานสูง-มีนบุรี มั่นใจเปลี่ยนพื้นที่ให้ดีกว่าเดิม

พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าลุยศึกเลือกตั้งกรุงเทพฯ โซนตะวันออก จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ บริเวณลานต้นก้ามปู เอื้ออาทรมีนบุรี เปิดตัว “นางสาวกาญจนา ภวัครานนท์” ผู้สมัคร สส. เขต 19 (สะพานสูง, มีนบุรี เฉพาะแขวงมีนบุรี) หมายเลข 9 ย้ำสโลแกน “พูดแล้วทำ” มุ่งเป้าแก้ปัญหาตรงจุดด้วยคนทำงานตัวจริง

ทีมงานคุณภาพ ผนึกกำลังคนพื้นที่ ภายในงานได้รับแรงสนับสนุนจาก นายทินกร ปลอดภัย (เอก) และ นายสมเกียรติ ขุนบุญจันทร์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ ร่วมขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ยืนยันความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยที่จะเข้ามา “พลิกโฉม” คุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

นโยบายที่จับต้องได้ ไม่ขายฝัน นางสาวกาญจนา ภวัครานนท์ ได้นำเสนอนโยบายเร่งด่วนที่เน้นการลงมือทำจริง ทั้งด้านสวัสดิการ การสร้างรายได้ และการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวสะพานสูงและมีนบุรี โดยยึดหลักการทำงานที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว

เปิดเวทีรับฟังเสียงจริงบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น มีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมฟังปราศรัยอย่างล้นหลาม โดยในช่วงท้ายได้มีการเปิดไมค์ให้ตัวแทนประชาชนสะท้อนปัญหาในพื้นที่โดยตรง เพื่อนำไปกำหนดเป็นแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมทันที

“เราไม่ได้มาเพื่อขายฝัน แต่เรามาเพื่อบอกว่าเราจะทำอะไร และเมื่อพูดแล้วต้องทำได้จริง” — ทีมหาเสียงพรรคภูมิใจไทย เขต 19

แสลงใจนักการเมืองเทา? ‘สมชาย’ฉายภาพ’ประชามติ’รัฐธรรมนูญ

แสลงใจนักการเมืองเทา? 'สมชาย'ฉายภาพ'ประชามติ'รัฐธรรมนูญ

แสลงใจนักการเมืองเทา? ‘สมชาย’ฉายภาพ’ประชามติ’รัฐธรรมนูญ

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #รู้ทันการเมืองไทย #รู้ทันประชามติ

Ep.1 มาตรา160(4)(5)แสลงใจนักการเมืองเทา?

ก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์นี้ประชาชนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

ควรรับทราบให้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญมาตราใด

บ้างที่นักการเมืองอยากแก้ไข

โดยจะขอนำเสนอรายประเด็นให้ทราบต่อไปดังนี้

มาตรา160(4)(5) ในเรื่องคุณสมบัติ ที่ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่ประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง นั้น

เป็นมาตราหนึ่งที่นักการเมืองส่วนใหญ่ในหลายพรรคทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน อยากแก้ไขโละทิ้งมากที่สุดมาตราหนึ่ง

ด้วยเหตุผล ที่เคยถูกยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ให้อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วอย่างน้อย2คน และยังโยงไปถึงบทบัญญัติเรื่องจริยธรรม สส สว ที่ทำให้รัฐมนตรีบางคน พ้นจากตำแหน่งในเรื่องครอบครองที่ดินป่าอุทยานเขาใหญ่

ทำให้สส ถูกปปชชี้มูล เรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรงเพราะเสียบัตรลงคะแนนแทนกัน และบุกรุกที่ดิน

ป่าสงวน ซึ่งศาลฎีกาเคยพิพากษาจำคุกและให้พ้นจากตำแหน่งมาแล้ว เกือบ10 คน

รัฐธรรมนูญมาตราแสลงใจนายกฯ รมต สส สว นี้

กำลังจะถูกยกเลิกไปในการลงประชามติเห็นชอบ

ให้เลิกรัฐธรรมนูญ2560

และจะไม่มีวันปรากฏมาตรา160(4)(5)อีกไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เพราะไม่มีวันที่พวกเขาจะยอมให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือสสร ที่เขาตั้งขึ้น บัญญัติไว้อีกแน่นอน

จึงเสนอมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงประชามติ X #ไม่เห็นชอบ

#ล้มรัฐธรรมนูญ #ปราบโกง

สมขาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาญัตติขอให้สภา
มีมติส่งเรื่องที่มีเหตุสมควรจะให้มีการออกเสียงประชามติให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ของวุฒิสภา

เอกสารประกอบการพิจารณา
https://share.google/EesRoQsYhDf5yiwDt

‘ชัยวุฒิ-เจษฎ์’ลุยเมืองจันท์ เผยกระแสคนรุ่นใหม่ตอบรับล้นหลาม

'ชัยวุฒิ-เจษฎ์'ลุยเมืองจันท์ เผยกระแสคนรุ่นใหม่ตอบรับล้นหลาม

‘ชัยวุฒิ-เจษฎ์’ลุยเมืองจันท์ เผยกระแสคนรุ่นใหม่ตอบรับล้นหลาม

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่ภาคตะวันออกทวีความเข้มข้น ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายชาตรี ทิพยเจือจุน บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 13, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายอดุลย์ ศรีภูมิสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.จันทบุรี เขต 3 เบอร์ 9 ลงพื้นที่บริเวณสนามสามเหลี่ยมทุ่งนางเชย สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แลนด์มาร์กสำคัญใจกลางเมืองจันทบุรี เพื่อจัดกิจกรรม “รักชาติเริ่มที่การรับฟัง”

​บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ตั้งใจมารับฟังวิสัยทัศน์จำนวนมาก โดยทีมพรรครักชาติ ได้สลับกันนำเสนอนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เปลี่ยนวิธีคิดภาครัฐ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนจาก “รัฐสงเคราะห์” (เน้นการแจกจ่าย) ให้กลายเป็น “รัฐส่งเสริม” (มอบเครื่องมือทำมาหากิน) เพื่อให้ประชาชนยืนได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน รวมถึงแก้โจทย์ “ทุน” และ “ต้นทุน” ให้รายย่อย อีกทั้งนโยบายแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของพ่อค้าแม่ขาย (SMEs) ที่มักติดขัดเรื่องเอกสารและการตรวจสอบเครดิตบูโรจากธนาคารพาณิชย์ โดยเสนอให้ “แบงก์รัฐ” เข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลาง

นอกจากนี้ ยังนำเสนอนโยบาย “บันเทิงไทยสากล” ซึ่งทีมพรรครักชาติ ได้นำเสนอตอนหนึ่งว่า ​”พรรครักชาติมองเห็นศักยภาพของคนไทย เราต้องการเปลี่ยนวัฒนธรรมและความบันเทิงให้เป็นเม็ดเงินเข้าประเทศ นโยบายบันเทิงไทยสากลไม่ใช่แค่ความฝัน แต่คือการสร้างงาน สร้างอาชีพ และดึงรายได้เข้าสู่กระเป๋าพี่น้องประชาชนทุกคน”

​ขณะที่ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม โดยในช่วงหนึ่งของกิจกรรม ได้จัด Open Mic ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่จันทบุรีได้สะท้อนมุมมองทางการเมืองและปัญหาในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบายพรรค ซึ่งบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของ New Voter ในพื้นที่

​หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมบริเวณสนามสามเหลี่ยมทุ่งนางเชย สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทีมพรรครักชาติได้ขึ้นรถแห่รอบตัวเมืองจันทบุรี พร้อมเปิดเพลงประจำพรรค “รักชาติ 35” กระหึ่มทั่วเมือง สร้างสีสัน และเรียกความสนใจจากประชาชนสองข้างทางที่ต่างหยุดดูและทักทาย

​จากนั้นปิดท้ายภารกิจด้วยการเดินเท้าลุยหาเสียงบริเวณ ตลาดน้ำพุ อำเภอเมืองจันทบุรี ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของจังหวัด โดยนายชัยวุฒิและ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าอย่างเป็นกันเอง พร้อมชิมอาหารจากพ่อค้าแม่ค้าตลอดสองข้างทาง ท่ามกลางกระแสตอบรับจากพ่อค้าแม่ค้า ที่ต่างเข้ามาพูดคุยสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงฝากความหวังไว้กับทีมพรรครักชาติ ซึ่งทั้งสองแคนดิเดตนายกฯ รับปากจะนำทุกเสียงสะท้อนไปผลักดันเป็นนโยบายเร่งด่วนหากได้เป็นรัฐบาล

​นับเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญของ “พรรครักชาติ” ในการปักธงพื้นที่ภาคตะวันออก ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและกระแสตอบรับที่ไม่ธรรมดา

– 006

‘เอกนัฏ’โว‘อนุทิน’ฟีเวอร์ ลั่น!ปักธงเมืองกรุง พร้อมเดินสุดซอยจนถึงวันเลือกตั้ง

‘เอกนัฏ’โว‘อนุทิน’ฟีเวอร์ ลั่น!ปักธงเมืองกรุง พร้อมเดินสุดซอยจนถึงวันเลือกตั้ง

‘เอกนัฏ’โว‘อนุทิน’ฟีเวอร์ ลั่น!ปักธงเมืองกรุง พร้อมเดินสุดซอยจนถึงวันเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.36 น.

“เอกนัฏ”ลงพื้นที่พญาไท ช่วย”ครูพรีมมี่ นรเสฏฐ์”หาเสียง โว”อนุทิน”ฟีเวอร์ ลงพื้นที่กองเชียร์เพียบแบบไม่เคยมีมาก่อน ลั่นปักธงเมืองกรุงฯ พร้อมเดินสุดซอยจนถึงวันเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงการเลือกตั้งพื้นที่ กทม.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงพื้นที่ช่วย นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขตดินแดง พญาไท เบอร์ 13 มาพบปะหาเสียงกับประชาชนที่บริเวณลานกีฬาชุมชนใต้ทางด่วนพระราม 6

โดย นายเอกนัฏ กล่าวว่า วันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไปเดินพบปะประชาชนที่คลองลัดมะยมจะเห็นว่ามีกองเชียร์เยอะแยะไปหมด ไม่เคยมีใครมาเชียร์มากขนาดนี้มาก่อน สนามเลือกตั้ง กทม. เป็นสนามที่ท้าทายทุกพรรค ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยรู้ดีว่าที่ผ่านมาเลือกตั้งปี 66 หลายคนไม่ได้เลือกเรา แต่เที่ยวนี้มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปกับนายอนุทิน มาเชียร์ให้กำลังใจกัน บอกจะเลือกภูมิใจไทยแน่นอน มั่นใจว่าจนถึงวันที่ 8 ก.พ.เราจะเดินหน้าให้เต็มที่ เชื่อว่าครั้งนี้นายนรเสฏฐ์มีโอกาสได้เป็น สส.

นายเอกนัฏ กล่าวว่า การที่นายอนุทินเข้ามาเป็นนายกฯ ไม่ถึง 3 เดือน ได้ทำผลงานไว้หลายอย่าง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำโครงการคนละครึ่งพลัส และโดยเฉพาะเรื่องชายแดน ถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาลก็จะสร้างกำแพงปกป้องอธิปไตยของไทย เราพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว และยังมีนโยบายอีกหลายอย่าง แล้วยังมาพร้อมกับทีมอเวนเจอร์สอีก ขนาดมีเวลาไม่ถึง 4 เดือน ยังทำได้ขนาดนี้ ถ้ามีเวลา 4 ปี จะทำได้ขนาดไหน

ด้าน นายนรเสฏฐ์ ปราศรัยกับประชาชนในพื้นที่ ว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องคือ เราจะเพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัยทุกอำเภอทั่วประทศ และเขตดินแดงต้องมีโรงพยาบาล เราจะผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม

– 006

‘เอกนัฏ’อ้อนชาว ‘ดินแดง-พญาไท’ เทหมดใจ ดัน’ครูพรีมมี่’เข้าสภาฯ

'เอกนัฏ'อ้อนชาว 'ดินแดง-พญาไท' เทหมดใจ ดัน'ครูพรีมมี่'เข้าสภาฯ

‘เอกนัฏ’อ้อนชาว ‘ดินแดง-พญาไท’ เทหมดใจ ดัน’ครูพรีมมี่’เข้าสภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.22 น.

“เอกนัฏ” อ้อนชาว “ดินแดง – พญาไท” เทหมดใจ ดัน“ครูพรีมมี่” เบอร์ 13 ภูมิใจไทย เข้าสภาฯ 

“เอกนัฏ” ขึ้นเวที “ดินแดง – พญาไท ขอกาภูมิใจไทย 2 ใบ ฝากเทคะแนนให้ “ครูพรีมมี่” เข้าสภาฯ เสริมมือทำงานให้ พรรค ชี้เลือกตั้งครั้งนี้สำคัญ ประเทศจะเสี่ยงไม่ได้แล้ว ย้ำเดินหน้าคนละครึ่งพลัสเฟส 2 – สร้างกำแพงตามแนวชายแดน ด้าน “ครูพรีมมี่” ขอโอกาสเข้าไปทำงานเพื่อประชาชน พร้อมพัฒนาพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิต “ดินแดง – พญาไท” ต้องดีขึ้น 

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่ กทม. พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยด้วยแกนนำพรรค ขึ้นเวทีปราศรัย ตลาดใต้ทางด่วนหน้าวัดมะกอก เพื่อหาเสียงให้กับ นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ ผู้สมัคร สส.เขตดินแดง – พญาไท เบอร์ 13 พรรคภูมิใจไทย  โดยได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่เข้าฟังการปราศรัยอย่างเนืองแน่น 

นายเอกนัฏ ปราศรัยตอนหนึ่งว่า ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้กลับมาใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ประกาศปกป้องชีวิตพี่น้องทหาร สร้างกำแพงตามแนวชายแดน เพื่อปกป้องไม่ให้มีอาวุธสงครามตกมาใส่คนไทย เป็นกำแพงกั้นสินค้าเถื่อน ยาเสพติด สำหรับนายอนุทิน แม้จะมีบุคลิกนอบน้อม เข้าคนง่าย แต่พอเป็นการปัญหาไทยกัมพูชาอย่างเด็ดขาด จนสามารถสถาปนาความมั่นคงจัดระเบียบตามแนวชายแดนได้ 17 จุด เป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งยังมีทีมงานคุณภาพอย่าง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ที่ทำผลงานในรอบ 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา จนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งเรื่องค้าขาย ทำข้าวขึ้นราคา เรื่องเวทีนานาชาติ เรื่องคนละครึ่งพลัส ทำจีดีพีขยับขึ้น สะท้อนภาพชัดเจนว่าภูมิใจไทยพูดแล้วทำ ทำแบบให้เห็นผลงานแล้ว ตอนนี้ นายกฯ เดินตามตลาดต้องดูแลให้ดี เพราะเจ้าหนี้เยอะมาก ตามมาทวงหนี้ 2,000 บาท 2,400 บาท กับโครงการคนละครึ่งพลัส ดังนั้น คนอย่างอนุทิน ต้องกลับมาใช้หนี้ นโยบายคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ทำทันที

“ทำงานไม่ถึง 3 เดือน ยังทำได้ขนาดนี้ ถ้ามีเวลา 4 ปี จะทำได้ขนาดไหน  พรรคภูมิใจไทยไม่ขายฝัน เราพิสูจน์ฝีมือแล้วมั่นใจทำได้แน่นอน รอบนี้มากับทีมแอดเวนเจอร์ ศุภจี สีหศักดิ์ เอกนิติ และท่านอนุทิน ทำให้ผมเดินหน้าสุดซอยต่อแน่นอน เข้าใจว่ามีหลายพรรคมาประชาสัมพันธ์ จะขอทำนั่นนี่ แต่เที่ยวนี้การเลือกของท่านมีผลกับประเทศไทย เรายอมให้ไทยอยู่แบบเสี่ยงๆ แบบนี้ได้หรือ เสี่ยงโดยไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลสนบัสนนุนกองทัพหรือไม่ จะยอมให้ประชานิยมมาทุบกระปุก จะเสี่ยงแบบนี้ต่อไปหรือไม่ ถ้าเสี่ยงไม่ได้ ก็ไม่ยาก เลือกคนที่ไม่เสี่ยง คือคนที่ทำมาแล้วสำเร็จ ตามที่พูด ไม่ต้องเสี่ยงแล้ว 8 กุมภาพันธ์ เอาชัวร์อย่าให้ใครหลอก เลือกคน ภูมิใจไทย 2 ใบ บัตรเขียวเลือก นรเสฏฐ์ เบอร์ 13 บัตรบัตรสีชมพู เบอร์ 37 พรรคภูมิใจไทย และสำหรับนายนรเสฏฐ์นั้นเป็นคนมีความสามารถ มีชื่อมีชั้นในพื้นที่อยู่แล้ว”นายเอกนัฏ กล่าว  

ด้านนายนรเสฏฐ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มองเห็นปัญหาของประชาชน ที่ตนอยากเข้าไปช่วยแก้ไข ไปเป็นปากเป็นเสียงในสภาฯ อยากช่วยพัฒนาทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต ยกระดับรายได้ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้น้องๆ เยาวชน ผลักดันเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ สานต่อคนละครึ่งพลัส และเรื่องสำคัญที่ตนอยากเห็นมากที่สุดคือ คนดินแดง – พญาไท ต้องมีโรงพยาบาลรัฐที่มีมาตรฐานในพื้นที่ ซึ่งตนพร้อมจะเป็นกระบอกเสียงส่งไปให้ถึงในระดับนโยบาย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ลงพื้นที่อย่างมั่นใจ ประชาชนให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะเห็นผลงานของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตอกย้ำเรื่องการพูดแล้วทำ และนโยบายต่างๆ ที่หาเสียงครั้งนี้ ก็เป็นนโยบายที่ทำได้จริงๆ โดยตนยังคงใช้ยุทธศาสตร์เคาะประตูบ้านให้ชาวบ้านได้เห็นหน้าตา หวังว่าประชาชนจะเปิดใจให้โอกาสตนสักครั้ง ตนจะทำงานเต็มที่แน่นอน ขอโอกาสจากพี่น้องประชาชน กาเบอร์ 13 เลือกครูพรีมมี่ เข้าไปทำงาน
หลังจากปราศรัยแล้วเสร็จ นายเอกนัฏและนายนรเสฏฐ์ เดินพบปะทักทายประชาชนที่มาฟังการปราศรัย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักประชาชนขอถ่ายรูป พร้อมตะโกนว่าเบอร์ 13 สู้ๆ