เปิดเส้นทางสายศาล ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ จากผู้พิพากษาศาลฎีกา สู่ 1 ใน 2 เสียงข้างน้อย กกต. คดีฮั้ว สว.

16 กันยายน 2569 เวลา 10:38 น.

กลายเป็นที่จับตามองหลัง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเปิดเผยเบื่องหลังการลงมติคดีฮั้วเลือก สว. ขณะที่มีข้อถกเถียงถึงคะแนนในการลงมติ บุคคลในพรรคการเมืองหรือ กรรมการบริหารพรรค สส. ซึ่ง กกต.เสียงข้างมากมีมติยกคำร้อง ขณะที่นายสิทธิโชติและนายชาย นครชัย เป็น 2 เสียงข้างน้อยที่เห็นต่าง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จึงพาเปิดข้อมูล กกต.เสียงข้างน้อยอย่าง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ว่าเบื้องหลังชายผู้นี้ผ่านการทำงานแบบไหน ทำไมถึงกล้าท้าชนในคดีฮัว สว.

ประวัติการศึกษาและการอบรม  

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง  
  • เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา  
  • รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)  
  • วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 2549
  • ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 9
  • การพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 10

เส้นทางสายตุลาการและองค์กรศาล

  • ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่
  • เลขานุการศาลอาญา
  • เลขานุการศาลอุทธรณ์
  • ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดระนอง
  • อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง
  • รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1
  • ผู้พิพากษาศาลฎีกา
  • อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
  • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
  • ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา
  • กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2547 – 2549
  • กรรมการบริหารศาลยุติธรรม พ.ศ. 2542 – 2556 และ พ.ศ. 2558 – 2562
  • กรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ชั้นศาลฎีกา) พ.ศ. 2562 – 2563
  • เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในปี 2567

หนึ่งตำแหน่งที่น่าสนใจสำหรับ นายสิทธิโชติ คือ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ซึ่งเป็นแผนกของศาลที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและคดีเลือกตั้งตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด และการเข้าดำรงตำแหน่ง กกต.ในปี 2567 ของ นายสิทธิโชติ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาโดยให้สำนักงาน กกต.จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567

ทั้งนี้ ความเห็นดังกล่าวเป็นเหตุผลของฝ่ายเสียงข้างน้อย ส่วนมติอย่างเป็นทางการของ กกต.ยังคงเป็นไปตามเสียงข้างมาก และการวินิจฉัยความผิดของผู้ที่ถูกยื่นคำร้องต่อศาลเป็นอำนาจของศาลตามกระบวนการต่อไป

สมชัย เขย่า กกต.! ถามหา 2 เสียงปริศนา พลิกเกมข้ามขั้ว? ลงมติ 4:3 สั่งฟ้อง 26 สว.คดีฮั้ว

16 กันยายน 2569 เวลา 10:29 น.

16 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครคือ อีก 2 เสียง ที่กลับมาลงมติ 4:3 สั่งฟ้อง สว. 26 ราย

มติส่วนใหญ่ ของ กกต. ในคดีฮั้ว สว. คือ 5:2 ยกเว้นในส่วนการลงมติว่า ตัว สว. 26 คน กระทำความผิด กม. กลายเป็น มติ 4:3

4 คนที่เป็นเสียงข้างมาก ยืนพื้นอย่างหนักแน่นในมติอื่น ๆ มาตลอด 2 ท่าน คือ กกต. สิทธิโชติ และ กกต. ชาย ส่วนที่เพิ่มมาอีก 2 คน เป็นใคร ด้วยเหตุผลใด ยังเป็นปริศนา

สว. 26 คน ที่ถูกส่งฟ้อง มีช็อคตามคำให้สัมภาษณ์ของศุภชัย ใจสมุทร ว่า มี สว.คนดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อลงกต วรกี พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา พลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย มาเรีย เผ่าประทาน ชีวะภาพ ชีวะธรรม ฯลฯ โดยในจำนวนนี้ เป็นถึงระดับ ประธาน กมธ. 6-7 ราย และบางคนได้คะแนนลำดับหนึ่งของกลุ่มอาชีพ

กกต. 2 คนที่โดดจากเรือมาสมทบ อาจพิจารณาจากเหตุผลได้ 2 แนวทางคือ

1. สว. 26 คน มีหลักฐานแน่นหนาจนยากที่จะฝืนลงมติ และ ใน 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งพรรคประชาชน และ ไอลอว์ แก้ผ้าจนไม่มีอะไรเหลือ หากฝืนลงมติ อาจมีชีวิตยากลำบากยามแก่เฒ่า

2. ขอเอาตัวรอด เลิกคิดถึงบุญคุณที่ต้องทดแทน ปล่อยมือจากกลุ่ม 5 คน มาลงคะแนนอีกฝั่ง ใครจะล็อบบี้อะไรก็ไม่ฟัง ด้วยลูกเมียยังเล็ก (เปรียบเปรย)

การปล่อยมือดังกล่าว มีผลดีคือ ทำให้ 2 เสียงเดิม เพิ่มเป็น 4 เสียง กลายเป็นเสียงข้างมาก เอาผิด สว. 26 คนได้

อย่างไรก็ตาม กกต. 2 รายที่โดดเรือหนี กลับไม่ได้สร้างผลดีกับตน แต่กลายเป็นภัยคุกคาม 2 ด้าน

ด้านประชาชน ย่อมไม่ลดลาวาศอกที่จะดำเนินคดีจาก มติ 5:2 เพราะยังมีอีกหลายสิบกรณี ที่ลงมติขัดกับหลักฐานและหลักกฎหมาย เป็นคดีอาญา 157 ที่ต้องฟ้องให้หลาบจำ ต่อ กกต. 5 คน

ด้านพรรคสีน้ำเงิน ย่อมเคืองขัด ด้วยเหตุมีการแตกแถว เอาตัวรอด แถมยังฟันไม่เลือกทั้งคนสำคัญ ทั้งเครือข่าย ทั้งเครือญาติของกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน แค้นนี้ อย่าหวังว่าจะลืมกันง่าย ๆ

ว่าแต่ 2 ท่านที่กลับลำ คือใคร ข่าวยังไม่รายงาน แต่ควรเก็บเนื้อเก็บตัว เก็บข่าวให้มิดด้วย

สมชัย ฟาด ประธาน กกต. ต้องสำเหนียก ขณะอยู่ต้องเก็บกวาดบ้านให้สะอาด ไม่ใช่เห็นเป็นบ้านหลวง เร่งกอบโกย-เห็นแก่พวกพ้อง 

16 กันยายน 2569 เวลา 10:26 น.

ว่าด้วยเรื่องบ้าน! สมชัย ฟาด ประธาน กกต. ลั่นต้องสำเหนียก ขณะอยู่ต้องเก็บกวาดบ้านให้สะอาด ไม่ใช่เห็นเป็นบ้านหลวง เร่งกอบโกย เหน็บ สงสารประเทศ มีอดีตผู้พิพากษา เห็นแก่พวกพ้อง 

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ระบุถึงอดีต กกต. ที่เคยอยู่บ้านเดียวกัน ทำไมไม่รักษาบ้านเดิม ว่า “ขออภัย ที่เคยอยู่บ้านนี้แล้วไม่สามารถยึดหลักว่า ต้องช่วยพวกเดียวกันก่อน

สงสารประเทศ หากมีอดีตผู้พิพากษา มีทัศนคติเห็นแก่พวกพ้องแบบนี้อยู่

หรือการตัดสินทุกครั้งของท่านในอดีต เอาพวกเป็นหลักมากกว่า ความถูกต้องของหลักนิติธรรมทางกฎหมาย”

โดยก่อนหน้านี้ นายสมชัย ได้โพสต์ ระบุว่า “บ้านหลังนี้ ประชาชนเป็นเจ้าของ ผู้ได้รับสิทธิอยู่อาศัยสับเปลึ่ยนกันไปตามวาระของตน

สิ่งที่ต้องสำเหนียกคือ ขณะอยู่ต้องช่วยเก็บกวาดบ้านให้สะอาด ทำบ้านให้สวยงาม คนผ่านไปมาก็ชื่นชม

แต่หากคนมาอยู่ คิดเพียงแค่นี่มันบ้านหลวง ไม่ใช่บ้านเรา อะไรกอบโกยได้ก็เร่งกอบโกย

ไม่คิดตกแต่งปรับปรุงบ้านให้ดีขึ้น อะไรผุพัง ก็แสร้งมองไม่เห็น คนด่าทั่วบ้านทั่วเมืองก็ยังไม่รู้สึก ใครมาวิจารณ์เสนอแนะก็มองเขาในแง่ร้าย

คนเคยอยู่บ้าน ที่เขาอยากเห็นบ้านดีขึ้น เขาก็มีสิทธิวิจารณ์คนที่มาอยู่ใหม่ว่า รู้จักดูแลบ้านไหม ไม่ใช่เอาแต่คุยโวว่าเคยดูแลบ้านอื่น ๆ มาแล้ว

แต่ไม่เคยเหลียวดูบ้านที่อยู่ ไม่เคยเก็บกวาด เต็มไปด้วยขยะ สักวันขยะล้นเต็มบ้านส่งกลิ่นเหม็น ชุมชนเขาขับไล่ อย่ามาตัดพ้อว่าทำไมไม่มีคนทักท้วงแต่แรก”

ธนพร สวนพรรคส้ม อย่าใช้ความแค้นแทนหลักฐาน ชี้มติ กกต.ไม่สะเทือนรัฐบาล เตือนโจมตี สว.เหมารวม สกัดทางแก้รัฐธรรมนูญเอง

16 กันยายน 2569 เวลา 10:03 น.

16 กันยายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงท่าทีของพรรคประชาชน (ปชน.) ต่อมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยมองว่า ความพยายามขยายผลจากคดีไปสู่การกดดันรัฐบาล สะท้อนความหวังเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง แต่การดำเนินคดีต้องตัดสินด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่ความต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามพ้นจากอำนาจ

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า มติให้ดำเนินการกับผู้ถูกร้อง 77 ราย ซึ่งมี สว.ปัจจุบัน 26 ราย ขณะที่ยกคำร้องในส่วนของนักการเมืองบางกลุ่ม ต้องพิจารณาจากคำอธิบายเรื่องหลักฐานของ กกต.การที่ข้อกล่าวหาไม่สามารถเชื่อมโยงถึงบุคคลใดได้เพียงพอ ไม่ใช่เหตุให้สรุปทันทีว่าองค์กรที่พิจารณาคดีช่วยเหลือฝ่ายนั้น

พร้อมระบุว่า พรรคประชาชนและผู้สนับสนุนที่กล่าวหา กกต.ว่า “อุ้มสีน้ำเงิน” ควรอธิบายด้วยว่า เหตุใดจึงมีชื่อบุคคลที่มีน้ำหนักทางการเมืองอยู่ในกลุ่มผู้ถูกร้อง โดยยกกรณี พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ซึ่งเขาระบุว่ามีความใกล้ชิดกับ นายเนวิน ชิดชอบ รวมถึงนายสมเจตน์ ริมปภัณฑ์ และนายศุภชัย โพธิ์สุข

“ถ้าใครบอกว่าช่วยพวกเดียวกันได้ ช่วยอธิบายกรณีคุณบุญจันทร์ให้ผมฟังหน่อย อธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

พร้อมมองว่า รายชื่อดังกล่าวเป็นข้อโต้แย้งต่อคำกล่าวหาที่ว่า ผู้มีความสัมพันธ์กับฝ่ายสีน้ำเงินจะได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกร้องยังมีสิทธิต่อสู้คดี และการมีชื่อในสำนวนไม่ได้หมายความว่าศาลพิพากษาว่ากระทำผิดแล้ว

รศ.ดร.ธนพร ย้ำว่า กกต.มีหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองพยานหลักฐานตามกฎหมาย ข้อเรียกร้องให้ส่งทุกคนไปศาลจึงต้องตอบให้ได้ก่อนว่า มีหลักฐานรองรับการดำเนินการกับแต่ละบุคคลอย่างไร พร้อมระบุว่าการยืนยันหลักการนี้ไม่ได้หมายถึงการห้ามวิจารณ์ กกต.เพราะผู้ไม่เห็นด้วยยังสามารถร้องเรียน ตรวจสอบ หรือเสนอแก้กติกาผ่านช่องทางที่เกี่ยวข้องได้

สำหรับคำร้องเกี่ยวกับกลุ่มที่เขาเรียกว่า “สว.สีส้ม” รวมถึงกิจกรรมที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี รศ.ดร.ธนพร เรียกร้องให้ กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยตรวจสอบพฤติการณ์ การยินยอมให้ผู้อื่นกระทำ ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง และองค์ประกอบตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

และระบุว่า หากหลักฐานไม่เพียงพอก็ไม่ควรดำเนินการ แต่หากหลักฐานครบก็ต้องใช้หลักเกณฑ์เดียวกับกลุ่มอื่น พร้อมย้ำว่าไม่ทราบกำหนดพิจารณาหรือจำนวนผู้ถูกร้องในกลุ่มดังกล่าว

รศ.ดร.ธนพร ยังวิจารณ์ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนว่า การโจมตี สว.แบบเหมารวมอาจย้อนกลับมาทำลายโอกาสแก้รัฐธรรมนูญ เพราะการผลักดันเรื่องนี้ยังต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หากสร้างความเป็นปฏิปักษ์กับ สว.ทั้งสภา ก็อาจทำให้การแสวงหาความร่วมมือยากขึ้น

ตนสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเคยรณรงค์ประชามติ จึงต้องการให้พรรคประชาชนคำนึงถึงความหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้วย ไม่ใช่มุ่งเอาชนะฝ่ายตรงข้ามจนลดโอกาสผลักดันเป้าหมายของตนเอง

ส่วนผลต่อรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น รศ.ดร.ธนพร ประเมินว่า มติ กกต.ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ และยังไม่เห็นเหตุผลที่จะนำไปสู่การยุบสภาทันที

แม้ฝ่ายค้านจะนำประเด็นไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่เขามองว่าผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับเสียงในสภา โดยผลลงมติกฎหมายสำคัญที่ผ่านมา ทั้งพระราชกำหนดกู้เงินและร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ยังสะท้อนความร่วมมือของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล หากพรรคร่วมต้องการถอนการสนับสนุน ก็มีโอกาสแสดงท่าทีผ่านการลงมติเหล่านั้นอยู่แล้ว

รศ.ดร.ธนพร กล่าวถึงพยานหมายเลข 16 ซึ่งในบทสัมภาษณ์ระบุว่าเป็น นายเอกราช ช่างเหลา ว่า การเปลี่ยนคำให้การเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบน้ำหนักความน่าเชื่อถือร่วมกับหลักฐานอื่น รวมถึงเหตุผลและคำกล่าวอ้างเรื่องการถูกข่มขู่ ไม่สามารถนำคำให้การช่วงใดช่วงหนึ่งมาเป็นข้อยุติโดยลำพังได้

สุดท้าย ได้สรุปการวิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวบางส่วนในคดีเลือก สว.ขับเคลื่อนด้วยความไม่พอใจจากการแข่งขันและความพ่ายแพ้ทางการเมือง มากกว่าการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว พรรคประชาชนจึงควรแยกการตรวจสอบตามกฎหมายออกจากความหวังล้มรัฐบาล และยอมรับว่าข้อกล่าวหาทุกฝ่ายต้องผ่านมาตรฐานพยานหลักฐานเดียวกัน

ไอซ์ รักชนก ลั่น กกต.บางคนเอี่ยวโกง สว.ด้วย ชี้ชัดเลือกกันมาเป่าคดี เหน็บ รอดูระบอบน้ำเงินล่มสลาย

16 กันยายน 2569 เวลา 09:50 น.

ไอซ์ รักชนก บอกเจ็บคอ ไอดัง คุก คุก! ลั่น กกต.บางคนเอี่ยวโกง สว.ด้วย ชี้ชัด สว.เลือก กกต.มาเป่าคดีตัวเอง เหน็บ รอดูระบอบน้ำเงินล่มสลาย สะกิด สว.ที่ถูกส่งฟ้องออกมาแฉบ้าง

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แชร์ภาพข่าวนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  1 ใน 2 กกต. เสียงข้างน้อยเห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกร้องที่เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือ สส. ในสำนวนคดีทุจริตการเลือก สว. ชี้แจงถึงเหตุผลของการลงมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดยน.ส.รักชนก ระบุว่า “มีเรื่องนึงที่ชัดเจนแจ่มแจ้งในวันนี้ คือ ขบวนการโกง สว. น่าจะไม่ได้มีเอี่ยวแค่ ‘พรรคการเมือง’ เท่านั้น

แต่ยังมี ’กกต. บางคน‘ ที่ร่วมอยู่ในขบวนการโกง สว. นี้ด้วย

มันชัดแล้วว่า สว. เลือก กกต. มาเพื่อเป่าคดีตัวเองโดยเฉพาะจริงๆ

ทีนี้ไม่ต้องสงสัยแล้วนะ ว่าทำไมตัวใหญ่ๆถึงรอด

เจ็บคอ ไอดัง คุก คุก คุก

ปล. ทุกคนรีบจัดตารางออกกำลังกายนะคะ พวกเราต้องมีชีวิตที่ยืนยาว สุขภาพดีและแข็งแรง เพื่ออยู่ดูระบอบสีน้ำเงินนี้ล่มสลาย ถึงวันนั้นเรายังต้องออกแรงช่วยกันกอบกู้ซากอีกนะ

อดใจรอติดตามตอนต่อไปไม่ไหวแล้วอะ

อยากได้ยินเสียงจาก สว. ที่ถูกส่งฟ้องบ้างจัง

ถ้าพวกลุงๆป้าๆกล้าแฉ สังคมพร้อมให้อภัยเสมอ

ขึ้นอยู่กับว่าแฉไปถึงตัวไหนค้า ” 

ปฐม อินทโรดม ชื่นชม สีหศักดิ์ คุมเกมเจรจาไทย-กัมพูชา สุภาพ-ไร้คำขู่-ไม่มีทุบโต๊ะ แต่เนื้อหาโคตรแข็ง

16 กันยายน 2569 เวลา 09:05 น.

16 กันยายน 2569 นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า การเจรจาไทย–กัมพูชา เมื่อวานซืนถ้าให้ผมให้คะแนนทีมไทย ผมให้ 9 เต็ม 10 ครับ ไม่แน่ใจคนอื่นให้เท่าไรกันบ้าง

โดยเฉพาะ รมต. สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่พูดนิ่ม สุภาพ แทบไม่มีคำขู่ ไม่มีการทุบโต๊ะ แต่ถ้าอ่านสิ่งที่ไทยวางลงบนโต๊ะจริง ๆ จะพบว่าเนื้อหาเรานั้นโคตรแข็ง

ผมลองไล่อ่านทั้ง Reuters, AP, The Diplomat, Anadolu, Bernama รวมถึงข่าวที่กระจายต่อใน ABC News และ The Independent ภาพที่ออกมาค่อนข้างตรงกันว่า สองฝ่ายเข้าห้องเดียวกัน แต่ไม่ได้วางเกมเหมือนกัน

Reuters รายงานว่า กัมพูชาต้องการข้อตกลงเขตแดนทางทะเล แต่เปิดทางไว้ว่า หากตกลงเส้นไม่ได้ ก็พร้อมพิจารณา joint development และแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน

ส่วนไทยบอกว่า มาคุยเรื่องเส้นเขตแดนทางทะเลกันก่อน และ รมต. สีหศักดิ์ขีดเส้นแดงอีกเส้นไว้ชัดมากว่าอธิปไตยเหนือเกาะกูด ไม่ได้อยู่บนโต๊ะนี้

Anadolu ถึงกับวางภาพสองฝ่ายไว้ในพาดหัวว่า กัมพูชาต้องการ maritime boundary pact ขณะที่ไทยยืนยันว่าจะปกป้อง sovereignty และ maritime rights

ที่ผมชอบคือ ไทยไม่ได้ปฏิเสธ UNCLOS ไม่เดินหนีออกจากโต๊ะ และไม่ได้ประกาศว่าจะไม่เจรจา

ตรงกันข้าม ไทยบอกว่าพร้อมร่วมกระบวนการอย่างสร้างสรรค์และหาทางออกอย่างสันติ ซึ่งนั่นแปลว่าพร้อมคุย แต่ไม่ได้แปลว่าต้องรีบตกลง

AP รายงานคำอธิบายของสีหศักดิ์ว่า กรอบเดิมดำเนินมาถึง 25 ปี แต่มีการประชุมอย่างเป็นทางการเพียงสองครั้งและแทบไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงต้องการเริ่มต้นใหม่ และก่อนหน้านี้ก็เคยเสนอให้กลับมาเจรจาโดยตรงก่อนเข้าสู่ compulsory conciliation

ตรงนี้ทำให้ผมมองว่า สิ่งที่ไทยกำลังถืออยู่ไม่ใช่แค่ข้อกฎหมาย

แต่คือ “เวลา”

เราอาจไม่ตั้งใจยื้อ 10 หรือ 20 ปี หรือไม่สนใจทรัพยากรมหาศาลใต้ทะเล เพราะ Reuters ระบุว่าพื้นที่พิพาทประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตรอาจมีก๊าซเกือบ 12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และมีการประเมินมูลค่าทรัพยากรสูงถึงประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์

ใคร ๆ ย่อมอยากได้ประโยชน์จากมัน แต่คำถามสำคัญกว่า คือใครจำเป็นต้องรีบใช้มันกว่ากัน

กัมพูชาเป็นฝ่ายนำเรื่องเข้าสู่ compulsory conciliation ขณะที่ไทยเข้าร่วมโดยยังรักษากรอบของตัวเอง และข้อเสนอแนะสุดท้ายของคณะกรรมาธิการก็ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

นี่คือเหตุผลที่ผมให้คะแนน รมต. สีหศักดิ์ 9/10

ไม่ใช่เพราะไทย “ชนะ” เพราะเกมนี้เพิ่งเริ่ม และยังไม่มีใครชนะอะไรทั้งนั้น

แต่เพราะเราแสดงให้เห็นว่า ความสุภาพไม่จำเป็นต้องแปลว่าอ่อนแอ และความแข็งกร้าวก็ไม่จำเป็นต้องแสดงด้วยความก้าวร้าว

เราพร้อมคุยครับ แต่เรื่องเขตแดนต้องชัด เกาะกูดไม่อยู่บนโต๊ะ และไม่จำเป็นต้องรีบปิดดีล

ในการเจรจา คนที่ได้เปรียบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดดังกว่า

บางครั้งคือ คนที่รอได้นานกว่า…

เป๋า ไอลอว์ ท้า อนุทิน ขึ้นศาลเอง โว ยังมีหลักฐานเปิดไม่หมด หยัน ถ้าท่านไม่เบิกความเท็จ ก็ไม่รู้จะสู้คดีนี้อย่างไร 

16 กันยายน 2569 เวลา 08:38 น.

เป๋า ไอลอว์ ท้า อนุทิน ขึ้นศาลเบิกความด้วยตัวเอง หลังส่งทนายฟ้องหมิ่นฯ โว ยังมีหลักฐานที่เปิดไม่หมด พิสูจน์ความจริง หยัน ถ้าท่านไม่เบิกความเท็จ ก็ไม่รู้จะสู้คดีนี้อย่างไร 

จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)มอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมอบหมายให้นายสิทธิโชค สิงหเสนี ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า ไอลอว์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณากรณีที่นายยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ทำนองว่า พรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. นั้น 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 นายยิ่งชีพ ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาท โดยการจ้างทนายความมายื่นฟ้องเอง ไม่ได้ไปแจ้งความกับตำรวจและไม่ได้ใช้กลไกของรัฐมาสนับสนุนทำงานให้ตัวเอง โดยยื่นฟ้องคดีที่ศาลอาญา ศาลที่เหมือนเป็นสำนักงานใหญ่อยู่กลางเมือง ได้ช่วยลดข้อครหาต่อท่านว่า เป็นการ “ฟ้องกลั่นแกล้ง” ลงไปได้บ้างครับ

เหลืออีกเงื่อนไขเดียวก็คือเมื่อท่านยื่นฟ้องในคดีที่เป็นข้อหาความผิดต่อส่วนตัว ทางที่ดีท่านก็ควรมาเบิกความด้วยตัวเอง เพราะว่ากฎหมายบังคับให้จำเลยต้องไปศาลเองทุกนัด ถ้าศาลรับฟ้อง คดีมันก็เป็นภาระของผม ถ้าท่านไม่มาเองเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านก็ไม่มีภาระอะไรเลย จ้างทนายทำงานแทน ถ้าเป็นแบบนี้ใครมีเงินมากมายก็จ้างทนายไปแกล้งฟ้องให้คนอื่นลำบากได้ โดยเจ้าตัวเองไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย แม้ศาลจะยกฟ้องภายหลังแต่ก็เป็นภาระกับจำเลย และภาระแก่ศาลเองด้วย

ถ้าท่านจะเสียสละเวลามาเบิกความและตอบคำถามค้านเองด้วยผมก็คิดว่าจะสมบูรณ์แบบสำหรับตัวท่านเองครับ

ในส่วนของข้อกล่าวหา ผมยังไม่เห็นว่ากล่าวหาผมว่าอะไร แต่อย่างที่ทราบกันว่าตอนนี้ผมมีสำนวนคดีอยู่จำนวนพอสมควรเลย และยังเปิดเผยต่อสาธารณะไม่หมด ดังนั้น การพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริงสำหรับผมเป็นเรื่องง่ายมาก ตรงกันข้าม การที่ท่านจะพิสูจน์ว่า ผมพูดสิ่งที่ไม่จริง กลับเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับท่าน ถ้าท่านไม่เบิกความเท็จ ผมก็ไม่รู้จริงๆ ว่าท่านจะสู้คดีนี้อย่างไร?? 

แม้ผมยังไม่ได้รับหมายเรียกเลย แต่มีสำนักข่าวรายงานแล้วว่านัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม หวังว่าจะได้เจอท่านนายกรัฐมนตรีมาเบิกความปรักปรำผมด้วยตัวเองนะครับ ผมจะไปรอ”

รัฐบาลลุยต่อ อัปสกิลแรงงานด้านขนส่ง-โลจิสติกส์ ตรงโจทย์ตลาดแรงงาน ผู้ผ่านฝึกอบรมได้งานทันที สร้างรายได้รวมกว่า 47 ล้านต่อปี

16 กันยายน 2569 เวลา 08:36 น.

16 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการแก้ปัญหาแรงงานแบบตรงจุดและรวดเร็ว ผ่านนโยบายเชิงรุกที่เปลี่ยนการเรียนรู้เป็นการสร้างอาชีพจริง โดยกระทรวงแรงงานได้ผนึกกำลัง 3 สมาคมใหญ่ในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ ได้แก่ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ, สมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย และสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย จัดทำโครงการพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ยกระดับทักษะฝีมือแรงงานยุคใหม่

โครงการดังกล่าวจัดฝึกอบรมยกระดับฝีมือแรงงาน ระยะเวลา 120–240 ชั่วโมง ในหลักสูตรสำคัญเฉพาะทาง เช่น การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การจัดการสินค้าอันตรายข้ามแดนในเขตอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และการเป็นตัวแทนออกของนำเข้า-ส่งออก ซึ่งที่ผ่านมาในปี 2569 มีผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้วรวมกว่า 355 คน

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า ผู้ผ่านการฝึกอบรมทักษะจากโครงการนี้ สามารถมีงานทำทันที เมื่อเรียนจบ โดยบริษัทเอกชนที่เป็นสมาชิกของสมาคมโลจิสติกส์กว่า 147 แห่ง ได้รับผู้ผ่านการอบรมเข้าทำงาน คิดเป็นรายได้รวมของแรงงานกลุ่มนี้สูงถึง 3.99 ล้านบาทต่อเดือน หรือกว่า 47 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นการเปลี่ยนงบประมาณพัฒนาฝีมือแรงงานให้กลายเป็นรายได้จริงสำหรับแรงงาน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลตอบรับที่วัดผลสำเร็จได้ชัดเจน รัฐบาลจึงเตรียมขยายผลต่อในปีงบประมาณ 2570 โดยวางเป้าหมายเพิ่มการอบรมแรงงานทักษะสูงด้านโลจิสติกส์และธุรกิจขนส่งอีก 600 คน เพื่อสร้างกำลังคนยุคใหม่ที่พร้อมทำงานทันที สนับสนุนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และแก้ปัญหาการว่างงานอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลเร่งตั้ง 4 ระบบกลาง สกัดเงินมิจฉาชีพ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน แจ้งครั้งเดียว-ตามเงินทัน-อายัดเร็ว เพิ่มโอกาสผู้เสียหายได้เงินคืน

16 กันยายน 2569 เวลา 08:32 น.

16 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งยกระดับการสกัดเส้นทางเงินจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หลังพบรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินซับซ้อนและรวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ผ่านบัญชีธนาคารเป็นหลัก ปัจจุบันสามารถกระจายผ่านบัญชีหลายทอด ถอนเป็นเงินสด แปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือไหลออกนอกประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้การประสานงานแบบเดิมอาจตามเงินไม่ทัน

กระทรวงการคลังจึงร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดทำ National Anti-Fraud Master Plan พร้อมวาง “4 ระบบกลางระดับชาติ” เชื่อมข้อมูลความเสี่ยง การรับแจ้งเหตุ การติดตามเส้นทางเงิน และการอายัด ให้หน่วยงานทำงานต่อกันได้ทันที แทนการแยกข้อมูลและประสานงานเป็นทอดๆ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า 4 ระบบดังกล่าวออกแบบให้ทำงานตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุจนถึงตามเงินคืน” ประกอบด้วย

1. “หนึ่งตัวตน หนึ่งระดับความเสี่ยง” เชื่อมข้อมูลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมายหรือความยินยอม ให้สถาบันการเงิน โทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกัน และตรวจสอบได้แบบ Real-time

2. “วิเคราะห์ข้อมูล รู้ทันกลโกง” จัดทำศูนย์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและเครือข่ายอาชญากรรม รวมถึงพัฒนาแบบจำลองความเสี่ยงให้ทันกลโกงรูปแบบใหม่

3. “แจ้งครั้งเดียว เส้นทางเดียว” รวมการรับแจ้งจากประชาชน AOC 1441 สถาบันการเงิน และตำรวจเข้าสู่ระบบเดียว ใช้เลขอ้างอิงเดียวตลอดกระบวนการ ประชาชนไม่ต้องแจ้งซ้ำหลายหน่วยงาน และเริ่มกระบวนการอายัดได้เร็วขึ้น

4. “ไล่ให้ทัน อายัดให้เร็ว” เชื่อมข้อมูลเพื่อติดตามเงินขณะที่กำลังเคลื่อนที่ ตรวจสอบยอดที่ยังอายัดได้ และส่งคำสั่งอายัดตามอำนาจกฎหมาย พร้อมรองรับกระบวนการคืนเงินผู้เสียหายหรือปลดอายัดตามผลของคดี

“โจทย์วันนี้คือ เงินมิจฉาชีพเคลื่อนที่เร็วมาก รัฐจึงต้องทำให้ข้อมูลเดินเร็วกว่าเงิน เมื่อประชาชนแจ้งเหตุ ข้อมูลต้องเชื่อมทันที ไล่เส้นเงินให้ทัน และอายัดให้เร็วที่สุด เพราะทุกนาทีที่เร็วขึ้นหมายถึงโอกาสรักษาเงินและได้เงินคืนของผู้เสียหายที่มากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยกระดับมาตรฐาน KYC, CDD และ EDD เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบลูกค้าและธุรกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินในต่างประเทศ

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ซึ่งมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งออกแบบรายละเอียดทั้ง 4 ระบบ ทั้งโครงสร้างข้อมูล การเชื่อมต่อ หน่วยงานรับผิดชอบ และมาตรฐานข้อมูลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาต่อไป

ทางออกปมฮั้ว สว. วัส ติงสมิตร ชี้คำตอบไม่ได้อยู่ที่มติ กกต. แต่ต้องเปิดทางศาลฎีกาฯ ค้นหาต้นตอขบวนการ

16 กันยายน 2569 เวลา 07:26 น.

16 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า กกต. เสียงข้างน้อย ขอให้ความจริงไปถึงศาลฎีกา

:ทางออกจากปม“ฮั้ว สว. 2567” อาจอยู่ที่การให้ศาลค้นหาความจริง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 น่าสนใจไม่น้อย เพราะสิ่งที่เขาพยายามทำไม่ได้เป็นเพียงการชี้แจงว่า มติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา “ไม่ใช่มติเอกฉันท์หรือเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเท่านั้น” หากยังเป็นการเปิดให้สังคมเห็นว่า ภายใน กกต. มีการประเมินพยานหลักฐานแตกต่างกันอย่างไร

ในวันเดียวกัน สำนักงาน กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีผู้ถูกร้องรวม 161 ราย และมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา แต่เมื่อดูรายละเอียดแล้วกลับพบว่า ผลการลงมติไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด

ในข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง กรณีนักการเมืองช่วยผู้สมัคร สว. มีผู้ถูกร้อง 21 ราย แบ่งเป็นมติเอกฉันท์ 7 ราย มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 ราย และมติ 5 ต่อ 2 จำนวน 12 ราย (เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเนวิน ชิดชอบ, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล, นางสาวสุขสมรวย วันทนียกุล, นายภราดร ปริศนานันทกุล, นายเนวิน ชิดชอบ และกรรมการบริหารพรรคอีกหลายท่าน โดยมี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ นายชาย นครชัย เป็น 2 เสียงข้างน้อยใน กกต. ที่เห็นว่ามีความผิด)

ส่วนข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคสอง กรณีผู้สมัคร สว. ยินยอมให้นักการเมืองเข้ามาช่วยเหลือ มีผู้ถูกร้อง 140 ราย ซึ่ง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา

ตัวเลขเหล่านี้จึงบอกเราว่า คำว่า “กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง” ยังไม่ใช่เรื่องทั้งหมด เพราะคำถามสำคัญกว่าคือ กรรมการแต่ละคนเห็นพยานหลักฐานอย่างไร และเหตุใดจึงเห็นแตกต่างกัน?

นี่เองที่ทำให้คำให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติมีคุณค่าทั้งในทางกฎหมายและต่อสังคม

“มองช้างทั้งตัว” คือหัวใจของความเห็นเสียงข้างน้อย

สิ่งที่น่าชื่นชมในแนวทางการวินิจฉัยของนายสิทธิโชติ คือการไม่พิจารณาพยานหลักฐานแต่ละชิ้นแบบแยกขาดจากกัน หากพยายามนำพฤติการณ์ทั้งหมดมาร้อยเรียงเป็นภาพเดียวกัน

เขาใช้คำเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ต้อง “มองช้างทั้งตัว” ไม่ใช่จับเฉพาะงวงหรือหู แล้วสรุปว่าไม่ใช่ช้าง

หลักคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการจัดตั้งหรือวางแผนเป็นขบวนการ เพราะการกระทำในลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่จำเป็นต้องทิ้ง “หลักฐานชิ้นเด็ด” ไว้ให้เห็นตรง ๆ ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ร่วมกันกระทำย่อมมีแรงจูงใจที่จะปกปิดการกระทำของตน

ดังนั้น หลักฐานที่พบจึงอาจเป็นเพียง:

• โพยหรือรายชื่อที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า • การประชุมในสถานที่ต่าง ๆ

• การติดต่อทางโทรศัพท์ • เส้นทางการเงิน

• คำให้การของพยานหลายปาก • พฤติการณ์หลังการเลือกตั้ง

• ภาพจากกล้องวงจรปิด หรือพฤติการณ์เล็ก ๆ อื่น ๆ

แต่เมื่อหลักฐานเหล่านี้สอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ก็อาจมีน้ำหนักมากกว่าการพิจารณาแต่ละชิ้นโดยลำพัง นี่คือสิ่งที่นายสิทธิโชติพยายามอธิบาย

เพราะ “โพย” อาจไม่ใช่ปัญหายาก แต่ “ใครเป็นคนคิดโพย” ต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่

นายสิทธิโชติไม่ได้บอกว่า การเขียนโพยทุกชนิดเป็นความผิด เขาแยกอย่างชัดเจนว่า หากผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกใช้กระดาษจดชื่อบุคคลหรือหมาเลขที่ตนต้องการเลือกเพื่อช่วยจำด้วยตนเอง ย่อมเป็นเรื่องหนึ่ง

แต่หากตัวเลขหรือรายชื่อในโพยถูกบุคคลอื่นกำหนดขึ้น แล้วสั่งให้ผู้มีสิทธิเลือกทำตาม นั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ความแตกต่างอยู่ที่ “ดุลพินิจอิสระของผู้เลือก” หากการเลือกถูกทำให้กลายเป็นเพียงการทำตามคำสั่งของบุคคลอื่น การลงคะแนนที่ปรากฏภายนอกว่าเป็นการตัดสินใจของผู้สมัครแต่ละคน นอกจากเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่นที่ไม่ได้ร่วมขบวนการแล้ว ยังไม่ได้สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของผู้เลือก

และนี่คือเหตุผลที่ “กระบวนการทำโพย” มีความสำคัญมากกว่าตัวกระดาษโพยเสียอีก

คดีนี้จึงไม่ควรมองเฉพาะว่า “ใครถูกหรือผิด” แต่ต้องถามว่า “กระบวนการเกิดขึ้นได้อย่างไร”

จากคำให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติ สิ่งที่ทำให้เขาเชื่อว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีการวางแผน มิใช่เพียงการพบโพย 1 ใบ หรือคำให้การของพยานเพียง 1 คน แต่เป็นการนำหลักฐานหลายประเภทมาประกอบกัน

เขากล่าวถึงการพบโพยหลายแผ่นในหลายพื้นที่ การที่ผู้ได้คะแนนสูงหลายรายปรากฏชื่ออยู่ในโพย การประชุมตามโรงแรม การเชื่อมโยงของบุคคลกับพรรคการเมืองเดียวกัน หลักฐานโทรศัพท์ เส้นเงิน รวมทั้งพฤติการณ์หลังการประกาศผลเลือก สว.

หากข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นจริงตามที่กล่าวอ้าง คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครเป็นคนเขียนโพย?” แต่ต้องถามต่อว่า:

“ใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนจัดทำ ใครเป็นคนเผยแพร่ ใครเป็นคนสั่งให้ปฏิบัติตาม และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกระบวนการทั้งหมด?”

เพราะถ้าการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในหลายพื้นที่ ย่อมยากที่จะอธิบายว่าเป็นเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นแยกจากกันโดยไม่มีการวางแผนหรือประสานมาก่อน

ถ้าฮั้วกันจริง ย่อมต้องมี “ต้นทางของการวางแผน”

นี่คือจุดที่ความเห็นเสียงข้างน้อยของนายสิทธิโชติน่าสนใจเป็นพิเศษ

หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นไปตามที่เขาอธิบาย การพิจารณาเฉพาะ “ปลายทาง” เช่น ผู้สมัครคนหนึ่งมีโพย หรือผู้สมัครหลายคนเลือกตามโพย อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เห็นภาพทั้งหมด

เพราะคำถามที่สำคัญกว่าคือ: กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นจากที่ใด? ใครเป็นผู้ริเริ่ม? ใครเป็นผู้กำหนดสูตร? ใครเป็นผู้จัดทำโพย? ใครเป็นผู้ส่งต่อ? ใครเป็นผู้ประสานงานในแต่ละพื้นที่? และสุดท้าย ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากผลการเลือก?

หากสามารถเชื่อมโยงคำตอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ ก็จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ดูเหมือนเป็น “จุดเล็ก ๆ” หลายจุด มาต่อเชชื่อมกลายเป็นภาพเดียวกัน นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “มองช้างทั้งตัว”

เสียงข้างน้อยที่ยืนยันให้เรื่องไปศาลฎีกา

นายสิทธิโชติควรได้รับคำชื่นชมอย่างน้อยในฐานะกรรมการเสียงข้างน้อยที่ยืนยันตามเหตุผลทางพยานหลักฐาน ว่าผู้ถูกกล่าวหารายสำคัญบางรายควรต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

เพราะการส่งเรื่องไปศาลไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้น “มีความผิดแล้ว” ตรงกันข้าม การส่งเรื่องไปศาลคือการเปิดโอกาสให้ศาลซึ่งเป็นองค์กรตุลาการได้ทำหน้าที่ค้นหาความจริงและวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

ในคดีที่มีพยานหลักฐานจำนวนมาก มีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงหลายระดับ และมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินพยานหลักฐาน การปล่อยให้ข้อพิพาทยุติลงเพียงในชั้นองค์กรที่ทำการสืบสวนและไต่สวน อาจทำให้สังคมยังมีคำถามค้างคา โดยเฉพาะเมื่อภายใน กกต. เองยังมีกรรมการ 2 คนเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินการต่อ

การเป็นเสียงข้างน้อยในลักษณะนี้จึงมิใช่เรื่องของการ “เอาชนะเสียงข้างมาก” แต่เป็นการยืนยันว่า เมื่อเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนัก ก็ควรปล่อยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยในที่สุด

หากศาลพิจารณาแล่ววินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาใดมีความผิด ผู้นั้นก็สมควรรับโทษไป แต่หากศาลเห็นว่า ผู้ใดไม่ผิด ผู้นั้นก็ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรตุลาการว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้นั้นก็พ้นมลทิน สามารถสบสายตาของคนในสังคมได้เต็มตา

ทางออกของประเทศ

ทางออกที่ 1: อย่าฟ้องเหมาเข่ง ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนดำเนินคดี

ในระหว่างนี้ หากใครตัดสินใจใช้สิทธิฟ้อง กกต. ต่อศาล ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีประเภทอื่น ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่า กรรมการการเลือกตั้งคนใดเป็นเสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกา เราไม่มีสิทธิไปฟ้องกรรมการที่เห็นควรให้ดำเนินคดีตั้งแต่แรก

ทางออกที่ 2: ผู้สมัคร สว. และ สว. สำรอง ใช้สิทธิของตนต่อศาลฎีกา

เมื่อมติ กกต. ในส่วนนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ทางออกหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้สมัคร สว. และ สว. สำรอง ซึ่งเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากกระบวนการเลือก สว. ที่ฝ่าฝืนกฎหมายและจริยธรรม อาจพิจารณาใช้สิทธิทางกฎหมายยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

สังคมไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่เชื่อว่าตนได้รับความเสียหายต้องแบกรับผลโดยไม่มีช่องทางให้ศาลตรวจสอบ หากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชี้ว่าการเลือกไม่ได้สะท้อนเจตจำนงเสรี หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผลการเลือกถูกบิดเบือนไป ก็ควรเปิดโอกาสให้ศาลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายได้เข้ามาตรวจสอบ

ทางออกที่ 3: เมื่อ กกต. ส่งคดีไปถึงศาลฎีกา ให้ “ความจริง” ไปถึงศาลด้วย

หาก กกต. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ใดก็ตามที่มีข้อมูลหรือพยานหลักฐานอันอาจเป็นประโยชน์เกี่ยวกับ:

• ที่มาของโพย • บุคคลผู้จัดทำหรือสั่งทำโพย

• การประชุมหรือการประสานงาน • เส้นทางการเงิน

• การติดต่อทางโทรศัพท์ • ภาพหรือคลิปจากกล้องวงจรปิด

• รายชื่อหรือเอกสารที่เชื่อมโยงบุคคลต่าง ๆ

ก็ควรพิจารณานำข้อมูลนั้นมายื่นคำร้องนำส่งต่อศาลฎีกาตามช่องทางและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 226 วรรคสอง วางกลไกให้ศาลฎีกามีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ นี่จึงเป็น “โอกาสสำคัญ” ของกระบวนการยุติธรรมในการค้นหาความจริง

จาก “มติ กกต.” สู่ “ความจริงในคำพิพากษา”

เมื่อมติ กกต. เกิดขึ้นแล้ว เราคงย้อนกลับไปเปลี่ยนมตินั้นได้ยาก แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องจบลงพร้อมกับมติ กกต.

เพราะหากเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ควรเป็นว่า เสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยใครถูกใครผิด แต่ควรเป็นว่า:

ข้อเท็จจริงที่แท้จริงคืออะไร? มีการวางแผนกันอย่างไร? มีการจัดทำโพยเป็นระบบกันอย่างไร? ใครเป็นผู้ริเริ่ม? ใครเป็นผู้ประสานงาน? เงินมาจากไหน? เงินไปถึงใคร? ผู้สมัครรู้เห็นมากน้อยเพียงใด? การเลือกของผู้สมัครเกิดจากดุลพินิจของตนเองจริงหรือไม่? และกระบวนการทั้งหมดมีผลทำให้ผลการเลือก สว. 2567 บิดเบือนไปจากเจตจำนงที่แท้จริงเพียงใด?

คำถามเหล่านี้ไม่ควรได้รับคำตอบจากการคาดเดาของสังคม แต่ควรได้รับคำตอบจากพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

บ้านเมืองไม่ควรต้องอยู่กับ “ความจริงคนละชุด”

สิ่งที่นายสิทธิโชติทำในวันนี้มีคุณค่าอย่างชัดเจน คือเขาทำให้สังคมรู้ว่า ภายใน กกต. ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันบนพื้นฐานของการประเมินพยานหลักฐานอย่างมีนัยสำคัญ

และการเปิดเผยความเห็นของเสียงข้างน้อย ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างความแตกแยกในองค์กร หากเป็นการทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่า ในคดีที่มีความสำคัญต่อระบบการเมืองของประเทศ กรรมการการเลือกตั้ง แต่ละคนใช้เหตุผลใดในการตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อเสียงข้างน้อยยืนยันว่า พยานหลักฐานบางส่วนควรได้รับการตรวจสอบต่อในชั้นศาล

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไม่ได้มีหน้าที่รักษามติของ กกต. แต่มีหน้าที่วินิจฉัยคดีตามกฎหมายและพยานหลักฐาน ดังนั้น หากมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการค้นหาความจริง ก็ควรใช้ช่องทางตามกฎหมายในการนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยไม่ใช้การกล่าวหาในสื่อสังคมออนไลน์อีกต่อไป

บทสรุป: ให้ศาลเป็นผู้ตอบคำถามที่สังคมยังค้างคา

คดีฮั้ว สว. 2567 ไม่ควรจบลงเพียงประโยคเดียวว่า “กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง” เพราะข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า กกต. เองก็ไม่ได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในทุกประเด็น มีทั้ง 6 ต่อ 1, 5 ต่อ 2 และ 4 ต่อ 3

สิ่งที่ควรทำต่อไปจึงไม่ใช่การทะเลาะกันว่า “ฝ่ายไหนถูก” แต่คือการนำพยานหลักฐานที่มีอยู่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่สามารถค้นหาความจริงได้อย่างถึงที่สุด

เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศไทยต้องการอาจไม่ใช่คำตอบว่า “กกต. ฝ่ายไหนชนะ?” แต่คือคำตอบว่า “การเลือก สว. 2567 เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

และเมื่อความจริงยังมีสิ่งที่ต้องค้นหา ก็ควรปล่อยให้พยานหลักฐานพาเราไปหาความจริง และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยให้ความจริงนั้นปรากฏในคำพิพากษาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา — นี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองในเวลานี้ ครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
16/9/69

#ฮั้วสว2567 #กกตเสียงข้างน้อย #สิทธิโชติอินทรวิเศษ #ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง #สว2567 #กระบวนการยุติธรรม #มองช้างทั้งตัว #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #วัสติงสมิตร