สุริยะ ออก รพ. แล้ว หลังหมดสติ ลุยงานต่อไม่สนคำสั่งแพทย์

สุริยะ ออก รพ. แล้ว หลังหมดสติ ลุยงานต่อไม่สนคำสั่งแพทย์

สุริยะ ออก รพ. แล้ว หลังหมดสติ ลุยงานต่อไม่สนคำสั่งแพทย์

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

สุริยะ ออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังเมื่อคืนเกิดอาการหมดสติจากภาวะอ่อนเพลียสะสม ล่าสุดร่วมอนุโมทนาบุญในพิธีอุปสมบทอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เสร็จเรียบร้อย ก่อนเดินทางต่อไปยังประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว จ.อุดรธานี เพื่อติดตามภารกิจด้านน้ำและงานมหกรรมพืชสวนโลกตามกำหนดเดิม

25 พฤษภาคม 2569 นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกิดอาการอ่อนเพลียและหมดสติ ระหว่างปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ก่อนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี โดยแพทย์ได้ดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ก่อนอาการกลับมาปลอดภัยและสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในช่วงเช้าวันนี้

ข่าวเพิ่มเติม : ด่วน! หาม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส่ง รพ. กลางดึก หลังหมดสติในโรงแรม

ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมา นายสุริยะปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการลงพื้นที่ จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 16–17 พฤษภาคม เพื่อติดตามสถานการณ์ผลไม้และภาคเกษตร ก่อนกลับมามีอาการไข้หวัดตั้งแต่ต้นสัปดาห์ แต่ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องโดยไม่ได้หยุดพัก จนเกิดภาวะอ่อนล้าสะสม

ทั้งนี้ ภายหลังออกจากโรงพยาบาล นายสุริยะได้เดินทางไปร่วมอนุโมทนาบุญในพิธีอุปสมบทของนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งเป็นภารกิจส่วนตัว ล่าสุดกำลังเดินทางต่อไปยังโครงการชลประทานประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว ต.สามพร้าว อ.เมืองอุดรธานี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ รับฟังปัญหาจากประชาชน และตรวจเยี่ยมพื้นที่ชลประทาน

จากนั้น ช่วงบ่ายมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการเตรียมจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมืองอุดรธานี 

นายกฤชนนท์ บอกอีกว่า แม้แพทย์จะแนะนำให้พักผ่อน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังคงมีความกังวลต่อภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำและการเตรียมงานสำคัญของกระทรวง จึงยืนยันเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ตามกำหนดเดิม.

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.58 น.

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ เร่งเดินหน้าการค้า FTA ไทย-EU ดันการทูตเชิงรุก 2.0 จับต้องได้-ทำงานในรูปแบบทีมไทยแลนด์ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก ย้ำทูตฯ บอกทั่วโลกไทยมีจุดแข็งเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดน่าเข้ามาลงทุน 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม(อว.) และ น.ส.ซาบีดาไทยเศรษฐ์  รมว.วัฒนธรรม และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ซึ่งมีเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และ ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต รวม 24 ประเทศ 

โดยนายกฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังเสียงสะท้อนในการขับเคลื่อนนโยบาย ว่า ทุกคนที่มาร่วมประชุมวันนี้ตนในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ทุกคนคือบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการใช้บทบาทเชื่อมประเทศไทยกับคนไทยและผู้คนในประเทศ ในกานดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต ท่ามกลางสภาวะภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสใหม่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ในยุโรปไม่ใช่เพียงประเทศคู่ขา แต่ต้องมองในบริบทที่โลกแคบลง  ที่ตนเน้นย้ำอยู่เสมอคือเมื่อใดที่มีอำนาจในการเจรจาสูง ประเทศที่ได้รับผลในเชิงบวกประเทศไทย เรามีภูมิศาสตร์อยู่ที่กึ่งกลางของอาเซียน มีโอกาสก้าวกระโดดถ้าเราวางเข็มทิศให้ถูกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศมหาอำนาจมีปัญหากันเอง แต่อาเซียนยังมีความมั่นคงแข็งแกร่งและมีจำนวนประชากรที่มีศักยภาพในการที่จะพึ่งพาตนเองและทำให้ประเทศของเราเจริญเติบโต

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนได้หารือกับ นายสีหศักดิ์ เสมอว่าการทูต 2.0 คือการทูตที่จับต้องได้ เป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม ในเรื่องความมั่นคงตนเชื่อว่ารัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมได้วางตำแหน่งของประเทศไทยไว้ในสถานะที่เราพูดได้ว่าประเทศของเราวันนี้มีความปลอดภัย ทั้งจากการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศใกล้เคียง เราสามารถสำแดงศักยภาพให้เห็นได้ว่า ไม่ใช่ประเทศที่ใครจะมาบุกรุกหรือคุกคามใดๆต่ออธิปไตยของได้ และสถานการณ์ในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา เราต้องสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับประเทศ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยพูดคุยกับนักการเมืองคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ถูกแบนอยู่ ตนคิดเหมือนกันกับท่านว่าทำไมโลกยุคสมัยนี้ยังต้องมารบกัน โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่าแค่นั้นก็ตายแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศมากมาย  แต่บางทีความความเชื่อของเราในด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่เพียงพอ เวลามีความขัดแย้งแล้วปะทุ ขึ้นมาถึงขั้นต้องสู้รบกัน สิ่งที่จะทำให้ประเทศของเรามีความหน้ายำเกรงและทำให้คนที่จะคิดใช้กำลังทางการทหารในในการสู้รบกับเรา ก็คือความพร้อมทางด้านการรบของประเทศไทย ในสถานะที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและมีความคุ้นเคย ในพื้นที่ที่เลือกตั้งของตนทำให้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีอยู่ในพื้นที่ ได้เห็น ความไม่ปราณีของคู่กรณีโดยอาวุธ และเมื่อมี โอกาสเข้ามาในรัฐบาลก็ได้พูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงและสนับสนุนนโยบายด้านการดำเนินงานของฝ่ายความมั่นคง 

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ตนได้ใช้เวลาในการเข้ามาเป็นนายกฯเข้าเดือนที่ 8 แล้ว ได้พูดคุยกับฝ่ายการทหารและฝ่ายความมั่นคง พบว่าด้านนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่สิ่งที่น่าห่วงคือเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้นภารกิจของเอกอัครราชทูต คือต้องทำให้ประเทศต่างๆได้รู้ว่าไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพราะว่าเราเป็นประเทศที่มีแรงงานถูก แต่เป็น ประเทศที่มีความพร้อม มีห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ที่ทำให้เขามั่นใจว่าสามารถขยายกิจการและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และในสถานะที่เป็นเอกอัครราชทูต ในภาคเอกชนถือว่าเป็น Director  Marketing (ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบการวางแผน)

นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้หน้าจะทำให้ทูตฯไปพูดคุยกับผู้ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนหรือมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศไทย ด้วยความมั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น หากติดตามในโซเชียลจะเห็นว่ามีการปะทะคารม มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมากมาย นั่นเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ถือว่ามีความมั่นคงมากพอสมควรที่จะทำให้ เราสามารถดำเนินนโยบายต่างๆอย่างต่อเนื่องได้ ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะทำให้นานาชาติเห็นว่าเรากำลังยกมาตรฐานในเรื่องของการเป็นประเทศที่เชื่อถือได้ ในระดับที่เป็นสากล โดยเรากำลังเดินหน้า การยกระดับมาตรฐานสู่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD )รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD เร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี  นอกจากนี้ ยังต้องเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น

โอกาสนี้  เอกอัครราชทูตหลายประเทศได้สะท้อนว่า ไทยกลับมาเป็นที่สนใจ เรียกว่า  อยู่ในเรดาร์ของนานาชาติ เพราะไทยไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่เป็น หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) ขณะเดียวกัน ก็ให้ข้อมูลด้วยว่า ประเทศที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปก่อนหน้านี้ ต่างมียอดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้นอย่างมาก

ด้านนายกฯ กล่าวอีกว่า จากการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน เมื่อครั้งการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ ความมั่นคงทางอาหาร เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ ไทยต้องมีความพร้อมและทำให้ทั้งโลก เห็นว่านี่คือความเข้มแข็งของประเทศไทย ทั้งนี้ ในช่วงต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและเวทีระดับโลกหลายรายการ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ในสปอตไลท์โลกมากขึ้น ได้แก่ 1. งาน Gastech 2026 นิทรรศการด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเดือนก.ย.นี้ 2. การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings 2026) ช่วงเดือนต.ค.นี้ และ 3. งานประชุมสุดยอดสุขภาพโลก (Global Wellness Summit) ในเดือนพ.ย.นี้ จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ช่วยประชาสัมพันธ์และต่อยอดโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

นายกฯ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน และภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)และสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป ทำงานในรูปแบบทีมไทยแลนด์ ความคล่องตัวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่แถวหน้าของเวทีโลกต้องสำเร็จอย่างแน่นอนาต

ด้านนายเอกนิติ กล่าวว่า  วันนี้ ไทยพร้อมต้อนรับการค้า การลงทุน รัฐบาลพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน โดยทำงานร่วมกับนายยศชนันเพี่อจัดหลักสูตรการศึกษา สร้างทักษะกำลังคน  รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน  ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เรื่องพลังงานสะอาด ที่เกิดจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งบังคับให้เราต้องเปลี่ยนผ่าน และไม่ใช่เรื่องที่เราเพียงแค่ให้ความสำคัญกับเรื่องโลกร้อน แต่เราจำเป็นจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านเพราะราคาพลังงานแพง ที่สำคัญโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานถูกทำลายเยอะ ดังนั้นการเดินไปสู่พลังงานอาจมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเรามีจุดแข็งอยู่หลายอัน โดยเฉพาะด้านอาหาร อุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ต่อยอดไปที่เรื่องของอีวี

ปชน.จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 สัปดาห์นี้ ชู สสร.มาจากเลือกตั้ง-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.

ปชน.จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 สัปดาห์นี้ ชู สสร.มาจากเลือกตั้ง-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.

ปชน.จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 สัปดาห์นี้ ชู สสร.มาจากเลือกตั้ง-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.38 น.

ปชน.จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 สัปดาห์นี้ ชู สสร.มาจากการเลือกตั้ง – ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (เพิ่มเติมหมวด 15/1) ทั้งหมด 2 ฉบับ สัปดาห์นี้ | เปิดกรอบเนื้อหา: สสร. มาจาการเลือกตั้ง – มีทั้งตัวแทนพื้นที่-ตัวแทนเชิงประเด็น – ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. 

สัปดาห์นี้ พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่รัฐสภา

ร่างของพรรคประชาชน จะยึด 3 หลักการ ตามที่ได้แถลงไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
1. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้ร่าง
2. ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
3. ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 เป็นคำวินิจฉัยที่เราเห็นว่าไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย แต่ได้สร้างข้อจำกัดที่อาจทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้ – เพื่อฝ่าฟันและรับมือกับอุปสรรคดังกล่าว ทาง สส. พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 รวมกันทั้งหมด 2 ร่าง เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 จะมีการบรรจุอย่างน้อย 1 ร่างที่ตอบโจทย์ 3 หลักการที่เราได้วางไว้

กรอบเนื้อหาของทั้ง 2 ร่างของพรรคประชาชน ที่จะมีการเคาะรายละเอียดและลงชื่อโดย สส. ในที่ประชุม สส. วันอังคาร มีดังต่อไปนี้:

1. สภาร่างรัฐธรรมนูญมีสมาชิก (สสร.) ทั้งหมด 150 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
– 1. ตัวแทนเชิงพื้นที่
– 2. ตัวแทนเชิงประเด็น-กลุ่มอาชีพ-กลุ่มสังคม

2. สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ร่าง 1:
– ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 150 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 150 คน ให้รัฐสภารับรองทั้งชุด (รับรองแยกรายบุคคลไม่ได้)
– หากรัฐสภารับรอง 150 คน: 150 คน จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สสร.
– หากรัฐสภาไม่รับรอง 150 คน: จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ทั้ง 150 คนใหม่

ร่าง 2:
– ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 300 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 300 คน ให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน
– กระบวนการในการคัดเลือกโดยรัฐสภา จะใช้วิธีการที่ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และสนับสนุนให้ สสร. คงความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภา (รายละเอียดจะเปิดเผยโดยละเอียดในวันยื่นร่าง)

3. สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการมาช่วยปฏิบัติหน้าที่ได้
– 1. สสร. ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีทั้ง สสร. และคนนอกที่ สสร. คัดเลือกเข้ามา เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้มีประสบการณ์ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน สสร. ได้
– 2. สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นได้ ตามที่ สสร. เห็นว่าเหมาะสม (เช่น คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน)

4. สสร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตราบใดที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ (ตามที่บัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญมาตรา 255)

5. สสร. มีกรอบเวลาไม่เกิน 360 วันในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

6. สสร. สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภาฯ หรือจากการที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง

7. เมื่อ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ สสร. จะต้องส่งร่างดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ (โดยมติเห็นชอบจากรัฐสภา จะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา) – หากรัฐสภาเห็นชอบ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ

นอกเหนือจาก 2 ร่างของพรรคประชาชน ทาง สส. พรรคประชาชนเราพร้อมที่จะร่วมลงชื่อให้กับร่างของพรรคการเมืองอื่นหรือร่างของสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่น ที่ต้องการรายชื่อเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการยื่นร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้สำเร็จ ตราบใดที่ร่างดังกล่าวมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักการสำคัญของพรรคประชาชน”

ทักษิณ เลื่อนรายงานตัว นัดใหม่ 28 พ.ค.นี้ ย้ำยังไม่มีขอปลดกำไล EM

ทักษิณ เลื่อนรายงานตัว นัดใหม่ 28 พ.ค.นี้ ย้ำยังไม่มีขอปลดกำไล EM

ทักษิณ เลื่อนรายงานตัว นัดใหม่ 28 พ.ค.นี้ ย้ำยังไม่มีขอปลดกำไล EM

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.21 น.

“ทักษิณ”เลื่อนรายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรก 25 พ.ค.เป็นวันที่ 28 พ.ค.69 ล่าสุดยังคงติดกำไล EM ขณะที่หลังรายงานพักโทษคุมประพฤติช่วงแรก”ทักษิณ”ไป รพ.พระราม 9 ตรวจสุขภาพครบวงจร

จากกรณีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง เรือนจำกลางคลองเปรม ได้ครบกำหนดระยะคุมขัง 8 เดือน หรือ 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี จึงเข้าเกณฑ์ได้พักโทษเพื่อคุมประพฤติ พ่วงเงื่อนไขติดกำไล EM ต่ออีก 4 เดือน ณ บ้านจันทร์ส่องหล้า และจะพ้นโทษอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 9 กันยายน 2569 นั้น

วันนี้ (25 พ.ค.69) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกำหนดการรายงานตัวคุมประพฤติ ครั้งที่ 1 ณ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง เเขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ว่าตามกำหนดการเดิมจะต้องรายงานตัวคุมประพฤติในวันนี้ แต่ทราบว่าอดีตนายกรัฐมนตรีได้มีการประสานแจ้งขอเลื่อนการรายงานตัวครั้งแรก ออกไปเป็นวันที่ 28 พ.ค.69 แทน

ขณะที่มีรายงานจากกรมคุมประพฤติ ยืนยันว่า การเลื่อนรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติของผู้ถูกคุมประพฤติสามารถดำเนินการแจ้งขอเลื่อนได้ โดยจะเป็นการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ถูกคุมประพฤติเอง ซึ่งก็ต้องมีการแจ้งเหตุผลการเลื่อนเป็นไปตามขั้นตอนปกติ

ส่วนในเรื่องของการยื่นขอปลดกำไล EM ชั่วคราวหรือถาวรนั้น ย้ำว่า นายทักษิณยังไม่ได้มีการยื่นเอกสารแจ้งความประสงค์ขอปลดกำไล EM แต่อย่างใด นับแต่วันที่ได้พักโทษคุมประพฤติจนถึงปัจจุบัน โดยก่อนหน้านี้ นายทักษิณได้เดินทางไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลพระราม 9 ก็ไม่ได้ประสานเรื่องการขอยื่นปลดกำไล EM ชั่วคราวแต่อย่างใด แม้ว่านายทักษิณ ในฐานะผู้ถูกคุมประพฤติ จะสามารถยื่นเอกสารทางการแพทย์แสดงความประสงค์มายังกรมคุมประพฤติเพื่อพิจารณาได้ปลดกำไล EM ชั่วคราวได้ และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาก็ต้องกลับมาติดใหม่นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้นายทักษิณจะต้องเดินทางไปรายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ในกรอบเวลาเดือนละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษ ประกอบด้วย ครั้งแรกในวันที่ 28 พ.ค.69 ครั้งที่ 2 วันที่ 27 มิ.ย.69 ครั้งที่ 3 วันที่ 29 ก.ค.69 และครั้งที่ 4 วันที่ 31 ส.ค.69 อนึ่ง การไปรายงานตัวแต่ละครั้งสามารถแจ้งเลื่อนออกไปได้หากมีเหตุจำเป็น

เตือน ไทยช่วยไทยพลัส! ระวังมิจฉาชีพส่ง link ผ่าน sms หลอกลงทะเบียน ย้ำทำผ่านแอปฯเป๋าตังเท่านั้น

เตือน ไทยช่วยไทยพลัส! ระวังมิจฉาชีพส่ง link ผ่าน sms หลอกลงทะเบียน ย้ำทำผ่านแอปฯเป๋าตังเท่านั้น

เตือน ไทยช่วยไทยพลัส! ระวังมิจฉาชีพส่ง link ผ่าน sms หลอกลงทะเบียน ย้ำทำผ่านแอปฯเป๋าตังเท่านั้น

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.28 น.

รัฐบาลเตือนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพฉวยโอกาสส่ง link ส่ง sms ให้เพิ่มเพื่อนทาง line หลอกลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ย้ำลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง เท่านั้น

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล กำหนดให้ประชาชนกลุ่มคนทั่วไป ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” โดยเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06:00 – 22:00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านสิทธิ หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน นั้น

รัฐบาลขอย้ำเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพฉวยโอกาส อาศัยจังหวะนี้สร้างเพจปลอม ส่ง SMS หรือทักแชตหลอกว่าเปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)“ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อกดลิงก์แล้วกรอกข้อมูลส่วนตัว ขอให้ประชาชนโปรดระมัดระวัง และตรวจสอบให้ดี เพราะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)“ เปิดให้ลงทะเบียนผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น 

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หากพบข้อความที่มีลักษณะเร่งให้รีบลงทะเบียน รีบกดลิงก์ ให้เพิ่มเพื่อน LINE ส่วนตัว อ้างว่าจะหมดสิทธิ์ภายในเวลาจำกัด ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นกลลวงของมิจฉาชีพ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน และเพื่อความปลอดภัย ขอแนะนำวิธีป้องกันตัวเองจากข่าวปลอม ดังนี้
1. อย่ากดลิงก์จาก SMS/ข้อความแปลกปลอม- โครงการรัฐ ไม่ส่งลิงก์ลงทะเบียน ผ่านข้อความ
2. อย่าหลงเชื่อเพจ/บัญชีโซเชียลที่ไม่เป็นทางการ- ตรวจสอบว่ามีเครื่องหมายยืนยัน (✔ Verified) และผู้ติดตามจริง- การลงทะเบียนที่ถูกต้องทำได้เฉพาะแอป “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน”
3. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับใครก็ตาม- เลขบัตรประชาชน, วันเกิด, PIN, OTP, ข้อมูลบัญชีธนาคาร ห้ามบอกใคร
4. อย่าเชื่อสายโทรศัพท์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่- หน่วยงานรัฐ–ธนาคาร ไม่มีนโยบายโทรขอ OTP หรือให้โอนเงิน
5. ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้ง- หากสงสัย โทรสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง- อย่าแชร์ข้อมูลจากข่าวลือ/เพจที่ไม่น่าเชื่อถือ

“หากถูกหลอกหรือพบเหตุผิดปกติ แจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th โทรสายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง  ขอความร่วมมือประชาชน ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร ตรวจสอบข้อเท็จจริง เช็กข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ขออภัย ‘กำนันบางน้ำจืด’ ปมข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ได้หนุน-ไม่ได้ต้าน ‘แลนด์บริดจ์’ พร้อมเคียงข้างชาวบ้าน

ขออภัย 'กำนันบางน้ำจืด' ปมข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ได้หนุน-ไม่ได้ต้าน 'แลนด์บริดจ์' พร้อมเคียงข้างชาวบ้าน

ขออภัย ‘กำนันบางน้ำจืด’ ปมข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ได้หนุน-ไม่ได้ต้าน ‘แลนด์บริดจ์’ พร้อมเคียงข้างชาวบ้าน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

ขออภัย ‘กำนันบางน้ำจืด’ ปมข้อมูลคลาดเคลื่อน ล่าสุดเคลียร์ชัด! ไม่ได้หนุน-ไม่ได้ต้าน “แลนด์บริดจ์” พร้อมยืนเคียงข้างชาวบ้าน

กรณีที่มีการนำเสนอข่าวเรื่องมุมมองความคิดเห็นและเสียงสะท้อนของชาวบ้านเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ จากนายณรงค์ ผลสอาด กำนันตำบลบางน้ำจืด หมู่ 10 บ้านชายเขา ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร นั้น ยังมีบางประเด็นบางส่วนในข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน และคลาดเคลื่อน โดยล่าสุด (24 พ.ค. 69) เวลา 22.00 น. กำนันตำบลบางน้ำจืด ได้เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ว่าข้อเท็จจริงแล้วนั้น กำนันบางน้ำจืดไม่ได้เห็นด้วย และก็ไม่ได้คัดค้านในโครงการแลนด์บริดจ์แต่อย่างใด พร้อมอยู่เคียงข้างชาวบ้าน

กำนันตำบลบางน้ำจืด บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาได้มีความเป็นห่วงในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มลพิษต่างๆแหล่งน้ำกินน้ำใช้ รวมถึงวิถีชีวิต และอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งวิถีชีวิตเดิมชาวบ้าน และบรรพบุรุษอยู่ที่นี่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ทำมาหากินอย่างสงบสุข และอบอุ่นเหมือนพี่น้อง แม้ไม่ร่ำรวย แต่ก็มีความสุขและพึ่งพาตนเองได้ ชาวบ้านออกเรือตอนเย็น กลับมาตอนเช้าก็สามารถหาปูหาปลาเลี้ยงชีพและสร้างรายได้ มีรายได้หมุนเวียนวันละ 500-1,000 บาท ทุกวัน หากโครงการแลนด์บริดจ์นี้เกิดขึ้น วิถีชีวิตและอาชีพประมงพื้นบ้านจะต้อง “เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ” ทันที และยังไม่รู้ว่าชาวบ้านจะเปลี่ยนไปทำอะไร หรือจะอยู่รอดได้อย่างไร

นายกฯ มอบนโยบาย ทีมไทยแลนด์ยุโรป ขับเคลื่อน การทูตเชิงรุก เน้นผลประโยชน์ ถึงมือปชช.

นายกฯ มอบนโยบาย ทีมไทยแลนด์ยุโรป ขับเคลื่อน การทูตเชิงรุก เน้นผลประโยชน์ ถึงมือปชช.

นายกฯ มอบนโยบาย ทีมไทยแลนด์ยุโรป ขับเคลื่อน การทูตเชิงรุก เน้นผลประโยชน์ ถึงมือปชช.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.19 น.

นายกฯ มอบนโยบาย ทีมไทยแลนด์ยุโรป ขับเคลื่อน การทูตเชิงรุก เน้นโอกาส-ผลประโยชน์ ถึงมือประชาชน จับมือทุกหน่วยงาน คลัสเตอร์ เดินหน้า FTA ไทย-สหภาพยุโรป

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ ห้อง Salle Foch อาคาร Le Cercle de L’Union Interralliee กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ซึ่งเป็นการประชุมในรูปแบบนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี คุยกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ 24 ประเทศ ประจำภูมิภาคยุโรปเป็นครั้งแรก โดยนายกรัฐมนตรีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังเสียงสะท้อนในการขับเคลื่อนนโยบาย  ซึ่งใช้เวลาสนทนากันมากกว่าสามชั่วโมง 

ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญที่ได้มีการหารือ ดังนี้

1. การเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า วาระสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล คือการเร่งรัดความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรียังให้ความมั่นใจถึงการปรับการทำงาน ที่ให้ทุกหน่วยบูรณาการ เป็นการทำงานในรูปแบบ “คลัสเตอร์” เพื่อผลักดันการเดินหน้าปิดการเจรจา FTA  โอกาสนี้  เอกอัครราชทูตหลายประเทศได้สะท้อนว่า ไทยกลับมาเป็นที่สนใจ เรียกว่า  “อยู่ในเรดาร์ของนานาชาติ” เพราะไทยไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่เป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) ขณะเดียวกัน ก็ให้ข้อมูลด้วยว่า ประเทศที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปก่อนหน้านี้ ต่างมียอดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้นอย่างมาก

2. การทูตเชิงรุกที่ครอบคลุมความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวทางการทูต 2.0 หรือ การทูตที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ให้ดำเนินการทูตที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ประชาชนจับต้องได้ 

โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวว่า  วันนี้ ไทยพร้อมต้อนรับการค้า การลงทุน รัฐบาลพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน โดยทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เพี่อจัดหลักสูตรการศึกษา สร้างทักษะกำลังคน  รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน  ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต

3. การยกระดับมาตรฐานสู่ OECD

รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการเร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี 

4. การชูจุดแข็งไทยด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานแห่งอนาคต

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ประเทศไทยมีศักยภาพสูง

5. การเป็นเจ้าภาพงานสำคัญระดับโลกของไทย

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในช่วงต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและเวทีระดับโลกหลายรายการ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ใน “สปอตไลท์โลก” มากขึ้น ได้แก่ 1. งาน Gastech 2026 นิทรรศการด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเดือนกันยายน 2. การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings 2026) ช่วงเดือนตุลาคม และ 3. งานประชุมสุดยอดสุขภาพโลก (Global Wellness Summit) ในเดือนพฤศจิกายน จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ช่วยประชาสัมพันธ์และต่อยอดโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน และภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน BOI และสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป ทำงานในรูปแบบ “ทีมไทยแลนด์” ความคล่องตัวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่แถวหน้าของเวทีโลกต้องสำเร็จอย่างแน่นอน

สั่งเขมรหุบปาก ‘สีหศักดิ์’ศอกกลับยับ มั่วใส่ร้ายประเทศไทย

สั่งเขมรหุบปาก  ‘สีหศักดิ์’ศอกกลับยับ  มั่วใส่ร้ายประเทศไทย

สั่งเขมรหุบปาก ‘สีหศักดิ์’ศอกกลับยับ มั่วใส่ร้ายประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สีหศักดิ์” เตือนเขมร หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย หลังโจมตีไทยกลางวง UNSC ชี้ไม่เกิดประโยชน์ หวังเขมรจะเปลี่ยนแนวทางมองไปข้างหน้าพลิกความสัมพันธ์-เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนร่วมกัน

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า หลังจบภารกิจตามนายกรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสแล้ว ตนจะเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เนื่องจากได้รับเชิญจากนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้ไปร่วมการประชุมพิเศษของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่จีนเป็นประธาน

ซึ่งโอกาสนี้ได้พบกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา โดยในการพบกันเพื่อเป็นการสานต่อในสิ่งที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้พบกันที่การประชุมสุดยอดอาเซียน ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ หลังได้หารือว่า จะสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และสร้างบ้านต่อการไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่แท้จริงระหว่าง 2 ประเทศ ทั้งเขตแดนทางทะเลและเขตแดนทางบก รวมถึงสถานการณ์ชายแดนนี่ก็ความตั้งใจจริงของประเทศไทย ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีให้มีความไว้เนื้อเชื่อใจ เรื่องนี้เรามีการพูดคุยกันแล้ว ว่าจะพลิกหน้าใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างกัน โดยประเทศไทยยึดแนวทางที่ตกลงกันมาโดยตลอดที่ตกลงกันที่เซบู

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า แต่ล่าสุด ที่ตนเองรู้สึกไม่สบายใจ เพราะมีความเคลื่อนไหวบางอย่างของฝ่ายกัมพูชา จากกรณีที่ นายแก้ว เชีย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำ สหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก กล่าวในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระ “การคุ้มครองพลเรือนจากภัยสู้รบ” เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นต้องไปพูดเรื่องทวิภาคี ในเมื่อเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่นำประเด็นทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาไปสู่เวทีระหว่างประเทศ เราจะมุ่งแก้ไขปัญหาโดยการพูดคุยระหว่างสองฝ่าย แต่ผู้แทนถาวรกัมพูชาฯ ยังพูดเรื่องเดิม ว่า ประเทศไทยรุกล้ำ ผลกระทบจากสงคราม ขัดกับแถลงการณ์ร่วมที่ได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เพื่อนำไปสู่การหยุดยิง ตนเห็นว่าการกลับไปสู่การให้ร้าย ใส่ร้ายประเทศไทย ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร

“ตอนนี้เราต้องการคุยกันด้วยความจริงใจ และประเทศไทยมาด้วยท่าทีเช่นนี้ เพราะถืว่าผู้นำได้พูดคุยกันแล้วไม่ใช่การพูดอย่างทำอย่าง เราต้องมองไปข้างหน้า อยากเรียนให้ทราบด้วยความห่วงใย และความหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะเปลี่ยนแนวทางไปสู่การมองไปข้างหน้า และร่วมมือกับประเทศไทยในการหาทางสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อจะแก้ปัญหาที่ไม่ได้แก้ได้ง่าย และไม่ใช่ว่าจะแก้ได้ภายในวันเดียว ต้องให้เวลา ต้องมีการหารือหลายรอบ”นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ ยังย้ำว่า เรื่องเขตแดนทางทะเล ท่าทีของไทยไม่ใช่การกลับไปเจรจาทวิภาคีแบบเดิม แต่เราเห็นว่าทั้งไทยและกัมพูชา อยู่ในรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS โดยไทยจะใช้กรอบดังกล่าวเนื่องจากเราได้ยกเลิกMOU44 แล้ว จึงควรพูดคุยกันก่อนและต้องมาดูกันว่าหนทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นไปไม่ได้ภายใต้การพูดคุยในอนุสัญญา UNCLOS ก็มาดูกันว่าจะมีกลไกอื่น เช่น การประนีประนอมโดยบังคับหรือโดยสมัครใจ แต่ต้องไปถึงจุดที่เราได้ลองคุยกันแล้ว ไม่ควรจะไปสรุปว่าการเจรจาสองฝ่ายเกิดประโยชน์อะไร ทำไมถึงไม่ลองดู

เมื่อถามว่า หากท่าทีของกัมพูชา ยังไม่เปลี่ยน ไทยจะดำเนินการอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ก็อยู่ที่เขาว่าหากยังมีอย่างนี้ สิ่งที่เราคุยกันระหว่างผู้นำที่เซบู ก็เดินหน้าไม่ได้ เขาจะเสียประโยชน์ เราก็เสียประโยชน์ในแง่ที่อยากจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น มันอยู่ที่ฝ่ายกัมพูชาทั้งนั้น

50สว.สีน้ำเงินไม่ยอม ถลกหนังเท้ง ฉุนหาว่าทำลายปชต.

50สว.สีน้ำเงินไม่ยอม  ถลกหนังเท้ง  ฉุนหาว่าทำลายปชต.

50สว.สีน้ำเงินไม่ยอม ถลกหนังเท้ง ฉุนหาว่าทำลายปชต.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

50สว.สีน้ำเงินไม่ยอม ถลกหนังเท้ง ฉุนหาว่าทำลายปชต. นัดตบเท้าแถลงจันทร์นี้ ภท.กางขั้นตอนแก้รธน. เข้าสภาฯวาระแรกมิถุนา คาดประกาศใช้กลางปี’72

“นิกร” กางไทม์ไลน์จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คาดประกาศใช้เมษายน-พฤษภาคมปี 2572 เข้าพิจารณาในรัฐสภาวาระแรกมิถุนายน 2569 โหวตวาระ 2-3 เดือนตุลาคม 2569 ทำประชามติครั้งที่ 2 มกราคม-กุมภาพันธ์ 2570 ครั้งที่สาม กุมภาพันธ์ 2572 ด้าน 50 สว.รวมตัวแสดงจุดยืน25พ.ค.แถลงตอบโต้’เท้ง’ครหาระบอบสีน้ำเงินทำลายปชต.

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะผู้ร่วมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า คาดว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บังคับใช้ช่วงกลางปี 2572 โดยไล่เรียงตามปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากรัฐสภานัดพิจารณาในช่วงเดือนมิ.ย.นี้ และรับหลักการในวาระ 1 ส่วนวาระ 2 และ 3 ช่วงเดือน ต.ค.69 จากนั้นรัฐสภาจะส่งร่างแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐบาล และคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดทำประชามติครั้งที่ 2 อาจเป็นช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ.2570 หากผลประชามติประชาชนเห็นชอบ จะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อประกาศบังคับใช้ต่อไป

นายนิกร กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงเดือน ส.ค.70 – ส.ค.71 คาดว่าจะเป็นช่วงการสรรหาสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่จะใช้ในขั้นตอนนี้ 1 – 2 เดือน เมื่อได้ สสร.แล้วจะตั้งกรรมาธิการจำนวน 45 คน มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นที่มาจาก สสร.ตัวจริง 15 คน และมาจาก สสร.สำรองอีก 15 คน ให้สรรหาจากกลุ่มบุคคลอีก 15 คน ออกไปรับฟังความเห็นและจัดทำรัฐธรรมนูญอีกเป็น 1ปี

“คาดว่าในเดือน ก.ย.2571 จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดำเนินการเสร็จสิ้น จากนั้นในช่วงเดือน ก.พ.2572 จะทำประชามติครั้งที่ 3 เมื่อผ่านความเห็นชอบจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ และเป็นไปได้ว่าจะประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในช่วงเดือน เม.ย.ถึง พ.ค.2572” นายนิกร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา แจ้งหมายผ่านสื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีรายละเอียดว่า สว.รวมตัวแสดงจุดยืนตอบโต้หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ค.) เวลา 09.45 น. คณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กว่า 50 คน ร่วมกันแถลงข่าวตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กรณีโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาวุฒิสภา ทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองระบอบสีน้ำเงิน ที่บริเวณโถงชั้น1 อาคารรัฐสภา (ฝั่ง สว.)

แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน ถล่มปิยบุตร แนวคิดเลิกองคมนตรี

แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน  ถล่มปิยบุตร  แนวคิดเลิกองคมนตรี

แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน ถล่มปิยบุตร แนวคิดเลิกองคมนตรี

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน ถล่มปิยบุตร แนวคิดเลิกองคมนตรี หมกมุ่นปฏิรูปสถาบัน

“หมอวรงค์” สุดทนออกโรงซัด“ปิยบุตร” ชงยกเลิกองคมนตรี ร่ายข้ออ้างฟังไม่ขึ้น ถามแรงอคติต่อสถาบันฯมากไปหรือไม่  ชี้ถ้ารักประชาชนจริงต้องแก้นักการเมืองโกง ขณะที่”ธนกร’อัดเลิกปลุกปั่นให้สังคมสับสน จวกตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริง ปล่อยให้อคติบังตา เหน็บอย่าทำตัวเป็นคนใจแคบด้าน‘สมชาย’ล่อนจ้อนพฤติกรรมหมกมุ่นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

จากกรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้ออกมาเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี โดยอ้างว่าเพื่อช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือนและค่าตอบแทน รวมถึงประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรี จนอาจกระทบกระเทือนถึงสถาบันกษัตริย์ได้ทำให้เกิดเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ร้อนแรงอยู่ในเวลานี้นั้น

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า อยู่ๆ นายปิยบุตรก็เสนอให้ยกเลิกองคมนตรี หลังจากที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ออกมาวิจารณ์การประชุมร่วมกันของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) นายปิยบุตรน่าจะเข้าใจว่าเป้าหมายของประชาธิปไตยคือความอยู่ที่กินดีของประชาชน ตนจึงอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายปิยบุตรบ้าง

นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า เราต้องยอมรับความจริง ที่ผ่านมา ประชาชนมีการยื่นถวายฎีกาความเดือดร้อนไปยังสำนักพระราชวัง เพราะรัฐบาลและส่วนราชการไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ครบถ้วน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน การที่องคมนตรีจะมาร่วมประชุมกับหน่วยราชการผู้รับผิดชอบ ในปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องภัยน้ำท่วม น้ำแล้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพื่อนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไปสู่การแก้ไข ตนคิดว่านี่คือวิถีของสังคมไทยที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

“ถ้านายปิยบุตรไม่มีอคติต่อสถาบันมากจนเกินไป น่าจะยอมรับได้ในแนวทางที่เป็นวิถีนี้ ยกเว้นนายปิยบุตรจะห้ามประชาชนถวายฎีกา ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับประชาชนที่เดือดร้อน ส่วนข้อคิดเห็นที่นายปิยบุตรจะยกเลิกองคมนตรี ด้วยเหตุผลว่าจะประหยัดงบประมาณ ยิ่งฟังไม่ขึ้น เพราะการใช้จ่ายงบประมาณแบบฟุ่มเฟือย รวมทั้งทุจริตคอรัปชั่น ถ้าแก้กันจริงๆ จะประหยัดงบได้จำนวนมาก มากกว่าที่จะมายกเลิกองคมนตรี”นพ.วรงค์ ระบุ

นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า ถ้าต้องการประหยัดงบประมาณ เพื่อประโยชน์ประชาชน เรามาร่วมมือกันได้ ขอให้นายปิยบุตรตั้งหลัก เอาประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้ง การเสนอเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ขอให้คิดจริงทำจริง ตนมีความเชื่อว่าปัญหาประเทศเกิดจากทุจริตคอรัปชั่น และโยงไปถึงการมีสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปของนักการเมืองที่เอาเปรียบประชาชน ถ้านายปิยบุตรต้องการแก้ปัญหาของประชาชนจริงๆ มันควรมาช่วยกันแก้เรื่องเหล่านี้จึงจะถูก

“ผมสังเกตความคิดนายปิยบุตรมีอะไรก็พุ่งเป้าไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเดียว จนผมต้องตั้งคำถามว่าแน่ใจหรือว่า สิ่งที่นายปิยบุตรเสนอจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของประชาชน ลองถามตนเองว่าอคติต่อสถาบันฯมากไปหรือไม่”นพ.วรงค์ ระบุ

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า คนจำนวนมากที่นายปิยบุตรอ้างถึงน่าจะหมายถึงด้อมส้มทั้งหลายที่เฮไหนเฮด้วยไปกับนายปิยบุตร แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ นายปิยบุตรเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า คณะองคมนตรีไม่ได้มีอำนาจบริหารประเทศ ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณหรือแต่งตั้งโยกย้ายอะไรได้เลย แต่นายปิยบุตรตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริงเหล่านี้ไป แล้วหันไปสร้างภาพหวาดระแวงต่างๆ ทางการเมืองขึ้นมาปลุกปั่นด้อมส้มแทน ทั้งๆ ที่ตั้งแต่อดีตมาองคมนตรีก็เคยเข้าร่วมประชุมกับรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่นายปิยบุตรเลือกที่จะไม่พูดความจริง

นายธนากร กล่าวว่า นายปิยบุตรไม่ควรเลือกมองเฉพาะมุมใดมุมหนึ่งเพียงด้านเดียวที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้วไม่มีหลักฐานอะไรเลยด้วยซ้ำว่า คณะองคมนตรีจะเข้ามาสั่งการรัฐบาลตามที่นายปิยบุตรพยายามสร้างภาพ นายปิยบุตรควรจะพูดถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการประชุมภัยแล้งครั้งนี้ด้วย อย่าให้อคติมาบังตา อย่าทำตัวเป็นคนใจแคบ หัดมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจจะส่งผลกระทบกับประชาชนในหลายพื้นที่ ซึ่งวันนี้รัฐบาลพยายามวางมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่วันนี้เรากลับต้องมาเสียเวลาไปกับการอธิบายข้อกล่าวหาทางการเมืองที่ไม่มีมูลความจริงอะไรเลยจากคนเพียงไม่กี่คน วันนี้ประเทศไทยบอบช้ำมาพอแล้ว อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนทั้งประเทศ เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนอีกเลย มันไม่คุ้มหรอก

ขณะที่นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครยังสงสัยว่าปิยะบุตร แสงกนกกุล แกนนำจิตวิญญาณพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกยุบมาแล้ว2ครั้ง ยังคงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงภายใต้ข้ออ้างปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างไร ต้องย้อนดูแนวคิดและร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขาเสนอ เมื่อ10 สิงหาคม 2564 จะรู้ตื้นลึกชัดเจนว่าเขาคิดจะทำอะไรอย่างไร ต่อ สถาบันกษัตริย์ที่อยู่ควบคู่การปกครองไทยในระบอบประชาธิปไตยอ้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในเวลานี้ลองอ่านให้ละเอียดและพิจารณาดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของปิยะบุตร10 ประเด็น แต่ส่วนตัวเห็นว่า ชัดเจนว่าไม่น่าจะถูกต้องมีดังนี้

1) กำหนดพระราชสถานะประมุขของรัฐ ศูนย์รวมจิตใจ และความเป็นกลางทางการเมือง ในประเด็นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งรับรู้ในสังคมไทยตามประวัติศาสตร์ชาติและจารีตประเพณีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ซึ่งในเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองนั้น ก็มิใช่แค่พระมหากษัตริย์ที่จะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการไม่เข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปัจจุบันอยู่แล้วในลักษณะจารีตประเพณีในทางรัฐธรรมนูญ ที่ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้เป็นตัวอักษรแต่ประการใด

การนำประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นเรื่องแรก ดูจะเป็นความพยายามกลบเกลื่อนเจตนาที่แฝงเร้น

2)กำหนดพระราชอำนาจ ขอบเขตของเอกสิทธิ์และความคุ้มกันพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจน คือ “กำหนดขอบเขตของพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐได้เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชอำนาจเหนือสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอื่นของรัฐ

การกระทำของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ต้องได้รับคำแนะนำและความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้เสียก่อน

และต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ หากการกระทำใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ถือเป็นโมฆะ ”

“การกระทำอื่นใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์หรือในฐานะประมุขของรัฐย่อมไม่อยู่ภายใต้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน”

3) เปลี่ยนกฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ สภาฯ แก้ไขได้

“ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยนำกฎมณเฑียรบาลฯ ที่ใช้อยู่ มาพิจารณาประกอบด้วย ทำให้การสืบทอดตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ก็จะเป็นไปตามหลักการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยมีกระบวนการพิจารณาและการประกาศใช้เช่นเดียวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ เหตุที่ต้องกำหนดให้เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็เพราะว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เฉกเช่นเดียวกันกับคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และศาล”

4)เปลี่ยนแปลงกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งพระมหากษัตริย์การเสนอพระนามองค์รัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ

การกำหนดเช่นนี้ย่อมขัดแย้งต่อหลักการขึ้นครองราชย์ที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญไทยที่ชอบแล้วและขัดแย้งต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งพระรัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป

5) กำหนดให้พระมหากษัตริย์และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้เสนอเกี่ยวกับกระบวนการเข้ารับตำแหน่งของพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดให้ก่อนเข้ารับหน้าที่ พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณตนต่อสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อนซึ่งกระบวนการนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยโดยกำหนให้พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณต่อสภาผู้แทนราษฎร ด้วยถ้อยคำว่า “ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศด้วยความซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ”

6)เสนอให้ “ยกเลิกองคมนตรี” โดยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวกับองคมนตรีซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ได้แก่ มาตรา 10 ถึงมาตรา 14 และแก้ไขบทบัญญัติอื่นๆ ที่องคมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตัดคำว่า “องคมนตรี” ออกจากมาตรา 183 ซึ่งกำหนดเรื่องเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีตำแหน่งองคมนตรีอยู่ด้วย

7)กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หากจะปฏิบัติพระราชภาระไม่ได้/ไม่อยู่ในประเทศ

“ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่สามารถจะทรงแต่งตั้งได้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เสนอให้ส.ส. ที่มีอายุสูงสุดสามคนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว”

8) เปิดทางให้แก้กฎหมายเกี่ยวกับ “ส่วนราชการในพระองค์”

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กำหนดว่ามีการกระทำใดบ้างที่พระมหากษัตริย์กระทำโดยมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแล้วพระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิด ซึ่งไม่ได้รวมถึงพระราชอำนาจในการจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ด้วย จึงหมายหมายความว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 15 แล้ว พระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งหรือปลดข้าราชการในพระองค์โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ผู้ที่เสียหายก็สามารถฟ้องร้องต่อพระมหากษัตริย์ได้ ”

9) สภาฯ กำหนดวงเงิน และอนุมัติ “เงินรายปี” ให้พระมหากษัตริย์ องค์กรอื่นตรวจสอบการใช้จ่ายได้

“สภาผู้แทนราษฎร จะมีหน้าที่และอำนาจกำหนดวงเงินและอนุมัติเงินรายปีในทุกสี่ปีอย่างสมพระเกียรติและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ตามสมควร โดยต้องพิจารณาถึงสภาวะทางเศรษฐกิจ สถานะทางการคลังของประเทศ ตลอดจนความจำเป็นเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของหน่วยรับงบประมาณอื่นประกอบ ด้านกลไกการตรวจสอบการใช้จ่าย คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินรายปีของพระมหากษัตริย์และรายงานให้สภาผู้แทนราษฎรทราบทุกปี”

10) ยกเลิกการลงพระปรมาภิไธยในพระบรมราชโองการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า ให้คงไว้เพียงการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยและอำนาจตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น อันได้แก่ รัฐมนตรี ตุลาการศาลยุติธรรม ผู้พิพากษา ตุลาการศาลปกครอง และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

ข้อเสนอนี้นับว่าเป็นการทำลายสายสัมพันธ์ในความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับข้าราชการระดับสูงที่มีอยู่ในระบบราชการไทยนับตั้งแต่อดีตที่มีการสร้างระบบราชการมาในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน

“พสกนิกรผู้จงรักภักดีและประชาชนไทยในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ลองพิจารณาดูนะครับว่า เขาเสนอแนวคิดแบบนี้เพื่ออะไร ใช่การปฏิรูปที่ดีงามตามที่เขาพูดจริงๆหรือเป็นการบั่นทอนสถานะของพระมหากษัตริย์ไทยกันแน่???”นายสมชาย กล่าว

ส่วนศ.ไชยันต์ ไชยพรอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุว่า ใน FB ของอาจารย์ปิยบุตร เรื่อง “ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี”ผมมีข้อสังเกตและข้อสงสัยที่อยากให้อาจารย์ปิยบุตรช่วยตอบหน่อยครับครั้งนี้ ขอสองข้อก่อนนะครับ

ในข้อเขียนของอาจารย์ อาจารย์โพสต์ไว้ว่า“3. หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า

‘รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น…’”

1. อาจารย์ทราบไหมครับว่า ทำไมรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว ถึงไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี ?2. อาจารย์พอจะตอบได้ไหมครับว่า คำว่า คณะเผด็จการในข้อความ “คณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกขั้นหนึ่ง” หมายถึง คณะบุคคลหรือองค์กรใด ?ขอแลกเปลี่ยน สองข้อก่อนนะครับ แล้วค่อยข้อต่อๆไป ขอบคุณล่วงหน้านะครับ

วันเดียวกันนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วย รมว.ยุติธรรมโพสต์เฟสบุ๊ก เตือนสติ นายปิยะบุตร แสงกนกกุล แกนนำจิตวิญญาณพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกยุบพรรคมาแล้ว2ครั้ง ว่า เลิกเอาทฤษฎีฝรั่งเศสมาขายฝันให้คนไทยเถอะครับ ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ไม่เปลี่ยน ถ้าคิดว่าแนวคิดตัวเองเจ๋งจริง ทำไมถึงขับเคลื่อนไม่เคยสำเร็จในทางปฏิบัติเลย เป็นนักกฎหมายที่เก่งแต่ในกระดาษและในห้องเรียน แต่ไม่เคยเข้าใจโลกความจริงของสังคมไทย

นายสามารถระบุว่า ในส่วนประเด็นองคมนตรี ที่นายปิยะบุตร พาดพิงนั้นไม่ใช่สถาบันการเมืองที่ใช้อำนาจบริหารหารือร่วมกับสภา แต่มีหน้าที่ถวายความเห็นตามพระราชอัธยาศัยและช่วยกลั่นกรองพระราชกรณียกิจด้านสังคม สาธารณสุข การศึกษา และอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง การอ้างว่าต้องมาจากเลือกตั้งจึงเป็นการบิดเบือนหน้าที่หลักขององคมนตรี