‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุย ‘Carbon Farming’ ยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ความยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุย ‘Carbon Farming’ ยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ความยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุย ‘Carbon Farming’ ยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว (Rice Science Center) ประเด็น Carbon Farming ในการผลิตข้าว : โอกาสและแนวทางสำหรับชาวนา โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว กำแพงแสน ได้เสนอแนวคิดและความก้าวหน้าของโครงการ Carbon Farming รวมถึงการพัฒนา EO Platform for Rice Carbon Farming เพื่อสนับสนุนการทำฟาร์มคาร์บอนในนาข้าวทั่วประเทศ ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ปัจจุบันการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยภาคของการเกษตรของไทยนั้นมีสถานะเป็น Net Negative (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นลบ) มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดุลสุทธิอยู่ที่ – 22.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภาคการผลิตข้าวสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ในอนาคต

อนาคตการทำเกษตรคาร์บอน (Carbon Farming) ในการผลิตข้าวสามารถทำได้ทุกแปลง ผ่านระบบสนับสนุนที่ครบวงจร โดยเฉพาะระบบ MRV (Measurement Reporting and Verification) ที่เชื่อมโยงข้อมูลระดับแปลงเข้าสู่บัญชีก๊าซเรือนกระจกและระบบคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ชาวนา ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“กรมการข้าวได้มีการเตรียมนำ EO Platform หรือระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อเข้าถึง จัดการ และประมวลผลข้อมูลโดยนำเทคโนโลยีสังเกตโลกมาใช้ ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ที่จะช่วยในการติดตาม ตรวจวัด รายงาน และทวนสอบการจัดการน้ำในนาข้าว ภายใต้แนวคิด AWD และ Mid-season Drainage ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมจาก Harvard Innovation Lab เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของข้อมูล และที่สำคัญการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ปลดปล่อยก๊าซมีเทนต่ำ รวมถึงการส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ ข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการเตรียมความพร้อมรับมือกับกติกาการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ตามแนวนโยบายการดำเนินงานของกรมการข้าวในเรื่องของ การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและเกษตรแม่นยำ” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

-(016)

เพชรบูรณ์เปิดเวที! ‘ประกวดมะขามหวาน’ ชูพืชอัตลักษณ์-ยกระดับสู่ตลาดโลก

เพชรบูรณ์เปิดเวที! ‘ประกวดมะขามหวาน’ ชูพืชอัตลักษณ์-ยกระดับสู่ตลาดโลก

เพชรบูรณ์เปิดเวที! ‘ประกวดมะขามหวาน’ ชูพืชอัตลักษณ์-ยกระดับสู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

เพชรบูรณ์ชูพืชอัตลักษณ์! เปิดเวทีประกวดมะขามหวาน 5 สายพันธุ์หลัก-มุ่งยกระดับมาตรฐานสู่ตลาดโลก

วันที่ 26 มกราคม 2569 ที่กองอำนวยการประกวดมะขามหวาน บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดมะขามหวาน ในงานมะขามหวาน นครบาลเพชรบูรณ์ ประจำปี 2569 โดยมีส่วนราชการและเกษตรกรเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

การประกวดในปีนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีและหลักวิชาการมาใช้ในการดูแลสวนมะขามหวาน มุ่งเป้าผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ได้มาตรฐาน และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ในปีนี้มีเกษตรกรนำผลผลิตส่งเข้าประกวดรวมทั้งสิ้น 422 ตัวอย่าง โดยแบ่งตามสายพันธุ์หลักดังนี้ พันธุ์ศรีชมภู 147 ตัวอย่าง (ยอดนิยมสูงสุด) , พันธุ์ประกายทอง 95 ตัวอย่าง , พันธุ์สีทอง 48 ตัวอย่าง , พันธุ์ขันตี 41 ตัวอย่าง , พันธุ์เพชรอัมพร 39 ตัวอย่าง และพันธุ์อื่นๆอีก 52 ตัวอย่าง โดยเกณฑ์การตัดสินกำหนดให้ตัวอย่างมะขามหวานต้องมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม สภาพผลสมบูรณ์ ไม่มีการตกแต่ง ไม่ผ่านการนึ่งหรืออบความร้อน เพื่อคงความเป็นธรรมชาติของมะขามหวานเพชรบูรณ์อย่างแท้จริง

สำหรับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับโล่รางวัลพร้อมเงินสด 10,000 บาท และที่พิเศษที่สุดคือ คณะกรรมการจะคัดเลือกจากผู้ชนะเลิศทุกประเภทเพื่อเฟ้นหา ‘สุดยอดมะขามหวานจังหวัดเพชรบูรณ์ แห่งปี 2569’ ซึ่งจะได้รับ ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลเพิ่มเติมอีก 10,000 บาท ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาพืชอัตลักษณ์ของจังหวัดให้ยั่งยืนสืบไป

////////////-026

‘กรมชลฯ’จับมือการยางฯ เปิดตัว‘นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย’

‘กรมชลฯ’จับมือการยางฯ เปิดตัว‘นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย’

‘กรมชลฯ’จับมือการยางฯ เปิดตัว‘นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย’

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

‘กรมชลฯ’จับมือการยางฯ เปิดตัว‘นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย’

วันที่ 26 มกราคม 2569 ที่สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี กรมชลประทาน ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวและนำเสนอ “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” ภายใต้ความร่วมมือในการพัฒนาและต่อยอดการใช้ยางพาราในงานชลประทาน โดยได้รับเกียรติจาก นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการนำเสนอผลงานนวัตกรรมทุ่นยางพาราดักผักตบชวา RID-UNITED และท่อHDPEผสมยางพาราสำหรับส่งและระบายน้ำ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่นำไปใช้งานจริงในพื้นที่ชลประทาน

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้มีการนำนวัตกรรมยางพารา มาประยุกต์ใช้ในงานชลประทาน จากแนวคิดในการแก้ไขปัญหาและพัฒนางานภาคสนาม เนื่องจากยางพาราเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน และสามารถผลิตได้ภายในประเทศ นำมาพัฒนาเป็นอุปกรณ์และโครงสร้างด้านการจัดการน้ำ อาทิ ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา RID-UNITED และท่อHDPEผสมยางพาราสำหรับส่งและระบายน้ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดการใช้วัสดุนำเข้า ลดต้นทุน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำไปใช้งานได้จริงในพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการนวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย มีแผนการใช้ยางพารารวมกว่า 900 ตัน เพื่อผลิตทุ่นยางพาราประมาณ 43,000 ทุ่น และท่อยางพาราประมาณ 15,000 เมตร ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานและการยางแห่งประเทศไทย ในการบูรณาการองค์ความรู้ นวัตกรรม และการสนับสนุนด้านวัสดุ เพื่อผลักดันการใช้ยางพาราในงานชลประทานอย่างเป็นรูปธรรม  ตามนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ยางพารา” นับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ทั้งนี้ กรมชลประทานเชื่อมั่นว่า “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” จะเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ในการนำนวัตกรรมจากทรัพยากรของประเทศมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ไม่เพียงช่วยยกระดับประสิทธิภาพงานชลประทานและการจัดการน้ำของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราไทย เสริมความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยาง และขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว

ครบรอบ 13 ปี กรมฝนหลวงฯ ‘ธรรมนัส’ ย้ำเดินหน้าสืบสานพระราชปณิธาน สานต่อภารกิจ

ครบรอบ 13 ปี กรมฝนหลวงฯ ‘ธรรมนัส’ ย้ำเดินหน้าสืบสานพระราชปณิธาน สานต่อภารกิจ

ครบรอบ 13 ปี กรมฝนหลวงฯ ‘ธรรมนัส’ ย้ำเดินหน้าสืบสานพระราชปณิธาน สานต่อภารกิจ

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีแสดงความยินดีและอ่านสารอำนวยพรให้แก่คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครบรอบ 13 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2569 โดยมี นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าร่วม ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

โดยร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการการดัดแปรสภาพอากาศ การปฏิบัติการฝนหลวง และบูรณาการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภค บริโภค รวมถึงการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ภายในประเทศ ซึ่งได้ปฏิบัติทุกภารกิจอย่างเต็มกำลังมาจนครบปีที่ 13 ในวันนี้ โดยที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวทางพระราชดำริของพระบรมชนกนาถ ในการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้มีความอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งด้านการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การสนับสนุนภาคการเกษตร การป้องกันและบรรเทาไฟป่า รวมถึงการลดปัญหาฝุ่นละออง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของกรมฯ ควบคู่กับการปรับปรุงและทดแทนอากาศยานที่มีสภาพเก่า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

“เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 13 จึงขออำนวยพรให้แก่คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรทั่วประเทศ ประสบแต่ความสุข มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งกำลังกาย กำลังใจ และเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทยสมดังพระราชปณิธานสืบไป” รมว.ธรรมนัส กล่าว

ด้านนายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการฝนหลวงมีจุดเริ่มต้นจากโครงการพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ. 2498 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงคิดค้นและพัฒนาจนเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลจึงได้ยกระดับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง พัฒนาสู่สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร และยกฐานะเป็นกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2556 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และการบูรณาการภารกิจรองรับปัญหาภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่ง สถานีเรดาร์ฝนหลวงทั้งแบบประจำที่และแบบเคลื่อนที่ รวม 11 สถานี ครอบคลุมทุกภูมิภาค พร้อมเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับอากาศยานและการบินเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความพร้อมทั้งด้านจำนวนและสมรรถนะ รองรับการปฏิบัติภารกิจและการช่วยเหลือด้านภัยพิบัติของประเทศ โดยมีอาสาสมัครฝนหลวงร่วมสนับสนุนภารกิจอย่างเข้มแข็ง พร้อมกันนี้ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง และการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และวิจัยครบวงจร ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการจัดตั้งโรงผลิตสารฝนหลวงตามพระราชดำริ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและฝุ่นละอองอย่างเป็นรูปธรรม

“นับเป็นเวลา 13 ปี ที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไม่หยุดการพัฒนา ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบิดาแห่งฝนหลวง และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดจากพระบรมชนกนาถ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข และสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าว

-(016)

ยกระดับทุเรียนเบตงสู่ ‘เกษตรสีเขียว’ เน้นมาตรฐาน GAP สร้างงานให้ชุมชน

ยกระดับทุเรียนเบตงสู่ ‘เกษตรสีเขียว’ เน้นมาตรฐาน GAP สร้างงานให้ชุมชน

ยกระดับทุเรียนเบตงสู่ ‘เกษตรสีเขียว’ เน้นมาตรฐาน GAP สร้างงานให้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.57 น.

ยกระดับทุเรียนเบตงสู่ ‘เกษตรสีเขียว’ นายอำเภอเยี่ยมสวนออร์แกนิกต้นแบบ เน้นมาตรฐาน GAP สร้างงานให้ชุมชน-จ่อเปิดแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใหม่

วันที่ 23 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอิสสะมาแอ ยาโกะ นายอำเภอเบตง พร้อมด้วย นางสาวอาภรณ์ รัตนพิบูลย์ เกษตรอำเภอเบตง และคณะปลัดอำเภอ ลงพื้นที่สวนทุเรียนบริเวณ ก.ม. 16 ต.ตาเนาะแมเราะ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสวนทุเรียนนายเฉลิมศักดิ์ จูฑะมงคล ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนไทยและนายซือต้า เกอ นักลงทุนชาวจีน

ทุเรียนแห่งนี้ มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ไร่ โดยได้เริ่มปลูกไปแล้วกว่า 600 ไร่ สัดส่วนหลักคือทุเรียนหมอนทอง 70% ส่วนที่เหลือเป็นสายพันธุ์ยอดนิยมอย่าง ‘โอวฉี่’ (หนามดำ) และ ‘มูซังคิง’ โดยมีการนำ ระบบควบคุมการเปิด-ปิดน้ำอัจฉริยะ มาใช้ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างแม่นยำและช่วยให้ต้นกล้าอายุ 1 ปีเศษเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

นายเฉลิมศักดิ์ ผู้ประกอบการ ระบุว่า ทางสวนยึดถือแนวทางเกษตรปลอดภัยตามความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยใช้ ปุ๋ยหมักจากถั่วเหลืองและกากน้ำตาล แทนสารเคมีในการบำรุงใบและป้องกันแมลง เพื่อให้ได้รสชาติทุเรียนที่เข้มข้นและปลอดภัยที่สุด ซึ่งนอกจากจะสร้างผลผลิตพรีเมียมแล้ว ยังสร้างงานให้ชาวบ้านในพื้นที่กว่า 20 ราย มีรายได้หมุนเวียนในชุมชน

ด้าน นายอิสสะมาแอ ยาโกะ นายอำเภอเบตง ได้เน้นย้ำถึงนโยบายการขับเคลื่อน ‘เกษตรสีเขียว’ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทางเกษตรอำเภอพร้อมให้คำแนะนำเพื่อเข้าสู่กระบวนการขอรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ในอนาคตที่แห่งนี้จะเป็นมากกว่าสวนทุเรียน แต่จะเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวเชิงเกษตรของเบตงที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาสัมผัสวิถีธรรมชาติและชิมทุเรียนคุณภาพได้ถึงต้น’ นายอำเภอเบตง กล่าวทิ้งท้าย

อธิบดีกรมการข้าว หนุน เกษตรอัจฉริยะ ผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

อธิบดีกรมการข้าว หนุน เกษตรอัจฉริยะ ผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

อธิบดีกรมการข้าว หนุน เกษตรอัจฉริยะ ผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” หนุน”เกษตรอัจฉริยะ”ผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงนาเกษตรกรของศูนย์ข้าวชุมชนบ้านหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การดำเนินงาน โครงการ 1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ และ โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งได้ร่วมกิจกรรมภาคีเครือข่ายกับประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด 

▫️ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าว ได้ร่วมกิจกรรมปลูกปักดำข้าวพันธุ์สันป่าตอง 1 ด้วยเครื่องดำนา พร้อมเยี่ยมชมแปลงเกษตรอัจฉริยะที่มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการแปลงนา ตลอดจนพบปะพูดคุยกับเกษตรกร เพื่อรับฟังข้อมูลสภาพการผลิตจริงในพื้นที่ รวมถึงรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากศูนย์ข้าวชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนานโยบายและแนวทางการส่งเสริมการผลิตข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความยั่งยืน และสอดคล้องกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

อ่างฯ ทั่วประเทศมีน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ‘ชป.’เร่งกำจัดวัชพืช เพิ่มประสิทธิภาพส่งน้ำฤดูแล้ง

อ่างฯ ทั่วประเทศมีน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ‘ชป.’เร่งกำจัดวัชพืช เพิ่มประสิทธิภาพส่งน้ำฤดูแล้ง

อ่างฯ ทั่วประเทศมีน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ‘ชป.’เร่งกำจัดวัชพืช เพิ่มประสิทธิภาพส่งน้ำฤดูแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

อ่างฯ ทั่วประเทศมีน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ‘ชป.’เร่งกำจัดวัชพืช เพิ่มประสิทธิภาพส่งน้ำฤดูแล้ง

22 มกราคม 2569 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันกว่า 64,137 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 84 ของความจุอ่างฯ รวมกัน นับว่าน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีและเพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทานตลอดในช่วงฤดูแล้งนี้

ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันกว่า 22,000 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 88 ของความจุอ่างฯ รวมกัน จนถึงขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้วกว่า 12,600 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 38 ของแผนฯ

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ เดินหน้ากำจัดวัชพืชและผักตบชวาที่กีดขวางทางน้ำในลำคลองและแหล่งน้ำต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการส่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค รวมไปถึงการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง พร้อมยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการน้ำในเขตชลประทานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป็นธรรม และทั่วถึง

ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำเพิ่มเติมได้ที่ https://www2.rid.go.th/th/main

ขอบคุณภาพ: สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา, สำนักงานเลขานุการกรม กรมชลประทาน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลุยขับเคลื่อนงานวิจัย รุกเสริมความเข้มแข็งศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ

'อธิบดีกรมการข้าว'ลุยขับเคลื่อนงานวิจัย รุกเสริมความเข้มแข็งศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลุยขับเคลื่อนงานวิจัย รุกเสริมความเข้มแข็งศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการกลุ่ม และหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป กองวิจัยและพัฒนาข้าว (ส่วนกลาง) ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ณ ห้องประชุมศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าว ได้มอบนโยบาย แนวทางการดำเนินงาน และข้อสั่งการที่สำคัญแก่ผู้บริหารและผู้แทนจากศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ พร้อมเน้นย้ำบทบาทของศูนย์วิจัยข้าวในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานวิจัย นวัตกรรม และการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ เพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ ในที่ประชุม อธิบดีกรมการข้าวยังได้ติดตามผลการดำเนินงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์คัดและชั้นพันธุ์หลักของแต่ละศูนย์วิจัยข้าว รวมถึงเปิดโอกาสให้แต่ละศูนย์รายงานปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนา ปรับปรุงระบบการทำงาน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายศูนย์วิจัยข้าว ให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแนวทางการแก้ไขในการดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายเมล็ดพันธุ์สู่เกษตรกรอย่างทั่วถึง

– 006

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ชี้แจงฮ.ลงจอดฉุกเฉิน กลางทุ่งที่อยุธยา

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ชี้แจงฮ.ลงจอดฉุกเฉิน กลางทุ่งที่อยุธยา

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ชี้แจงฮ.ลงจอดฉุกเฉิน กลางทุ่งที่อยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ชี้แจงกรณีเฮลิคอปเตอร์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการทดสอบอากาศยานตามวงรอบการซ่อมบำรุง ไม่พบความผิดปกติ และได้ทำการบินกลับมายังที่ตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

22 มกราคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยถึงจากกรณีที่วันนี้ (22 ม.ค.69) เฮลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีการลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา ด้านหลังของหมู่บ้าน เกษธานี ต.บ้านหว้า อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ล่าสุดเฮลิคอปเตอร์คันดังกล่าวได้กลับสู่ฐานโรงเก็บอากาศยานคลองหลวงปทุมธานีแล้วเมื่อเวลา 10.30 น.โดยเจ้าหน้าที่มีการรายงานว่าขณะที่นักบินของกรมฝนหลวงฯทำการบินทดสอบอากาศยานตามวงรอบการซ่อมบำรุง แต่พบว่าในส่วนของใบพัดมีเกิดเสียงดังกว่าปกติ จึงทำการลงจอดฉุกเฉินเพื่อตรวจสอบตามมาตรการของความปลอดภัย และภายหลังการตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด

ทั้งนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอให้ความมั่นใจต่อประชาชนถึงความพร้อมของอากาศยาน และจะยังคงมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน ต่อไป

สงขลาขยายผล! ‘เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน’ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

สงขลาขยายผล! ‘เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน’ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

สงขลาขยายผล! ‘เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน’ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

สงขลาขยายผล! ‘เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน’ ตามพระราชดำริฯ ติวเข้มครู-ผู้บริหารโรงเรียน มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์สาธิตฝึกอาชีพเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้ นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขยายผลโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันตามพระราชดำริ จังหวัดสงขลา ประจำปีงบประมาณ 2569

ก่อนเริ่มการประชุม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้เยี่ยมชมฐานเรียนรู้ต่างๆ ภายในศูนย์สาธิตฝึกอาชีพเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นศูนย์ต้นแบบการเกษตรครบวงจร เช่น การเพาะเห็ด การเลี้ยงปลา และการปลูกผักปลอดสารพิษ โดยมุ่งเน้นการฝึกทักษะให้เด็กในความดูแลและคนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้เสริมได้อย่างเข้มแข็ง

นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการสานต่อพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงต้องการให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและเพียงพอ ผ่านการจัดกิจกรรมการเกษตรภายในโรงเรียน

หัวใจสำคัญของโครงการคือการร่วมมือกันระหว่างสถานศึกษาและชุมชน ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ปกครอง ร่วมกับนักเรียนในการทำการเกษตรแบบผสมผสาน นำผลผลิตที่ได้มาประกอบอาหารกลางวันที่มีโภชนาการสูง พร้อมปลูกฝังแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ย้ำว่าความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การดูแลบุตรหลานให้ได้รับอาหารและการศึกษาที่ดีถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความมั่นคงในสังคมอย่างยั่งยืน

////////////////////-026