‘เอเลียนสปีชีส์’ ตัวร้ายทำลายระบบนิเวศ กับวิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์-พืชต่างถิ่น

‘เอเลียนสปีชีส์’ ตัวร้ายทำลายระบบนิเวศ กับวิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์-พืชต่างถิ่น

‘เอเลียนสปีชีส์’ ตัวร้ายทำลายระบบนิเวศ กับวิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์-พืชต่างถิ่น

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ชื่อของ “ปลาหมอคางดำ” ถูกยกขึ้นเป็นจำเลยของสังคมในฐานะ “ผู้ร้ายทำลายระบบนิเวศ” แต่หากมองลึกลงไป ปลาชนิดนี้อาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่ามาก นั่นคือ “วิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำและพืชต่างถิ่น” รวมถึงระบบกำกับดูแลที่ขาดประสิทธิภาพ

วันนี้แหล่งน้ำธรรมชาติของไทย ไม่ได้มีแค่ปลาหมอคางดำที่เป็นผู้ร้าย แต่ยังมี “กองทัพเอเลี่ยน” ที่รุกรานเงียบ ๆ ทั้งปลาหมอบัตเตอร์, ปลามายัน, ปลาปิรันยา, ไปจนถึงปลาซัคเกอร์ และหอยเชอรี่ ไม่นับรวมพืชรุกรานอย่าง ไมยราบยักษ์ หรือสัตว์บกอย่าง อีกัวน่า ที่กระจายตัวจนยากจะควบคุม

แม้จะมีข้อบังคับมากมาย แต่เครือข่ายนำเข้านั้นแยบยลกว่ามาก มีการสำแดงเท็จและฟอกเอกสารจนเล็ดลอดการตรวจสอบมาได้ รายงานที่ระบุถึง 11 บริษัทเกี่ยวข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ และส่งออกไปอีก 17 ประเทศ กลับยังไม่มีการเอาผิดใครอย่างจริงจัง หรือแม้แต่กรณีพบปลาหมอบัตเตอร์ในเขื่อนสิริกิติ์ ก็ยังถูกปล่อยให้แพร่กระจายโดยไร้มาตรการจัดการที่เด็ดขาด

เมื่อมองย้อยกลับไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักเลือกสื่อสารเฉพาะประเด็นที่เป็นผลดีกับตนเอง ทำให้สังคมถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากภาพรวมทั้งหมด สังเกตได้จากกรณี “ปลาหมอคางดำ” ที่ถูกประโคมข่าวอย่างกว้างขวาง แต่กลับแทบไม่มีการกล่าวถึงผลกระทบที่รุนแรงไม่แพ้กันจาก ปลาซัคเกอร์ หรือหอยเชอรี่

คำถามสำคัญคือ ทำไมสายพันธุ์ต้องห้ามจึงหลุดรอดได้ง่าย

–               การตรวจสอบต้นทาง–ปลายทางเข้มงวดเพียงพอหรือไม่?

–               ใครรับผิดชอบเมื่อสัตว์ต่างถิ่นแพร่กระจาย?

–               เหตุใดการสื่อสารจึงมุ่งเน้นเพียงบางชนิด แต่ละเลยภาพรวมทั้งหมด?

นี่คือสิ่งที่สังคมต้องการทราบ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการ “ล่าและกิน” แต่คือการ “รื้อและสร้าง” ระบบการจัดการใหม่ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบต่อธรรมชาติอย่างแท้จริง

เมื่อมองไปที่ต่างประเทศ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา, ฟิลิปปินส์, สเปน และโปรตุเกส ที่เผชิญปัญหาคล้ายกัน แต่เลือกใช้แนวทางเชิงรุก “เปลี่ยนภัยคุกคามเป็นทรัพยากร” ทั้งการเร่งกำจัดสายพันธุ์รุกรานออกจากแหล่งน้ำหรือนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ

ในกรณี “ปลาหมอคางดำ” แม้ถูกจัดเป็น เอเลียนสปีชีส์ แต่ในเชิงโภชนาการ อยู่ในตระกูลเดียวกับปลานิล คือ มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น น้ำปลาแท้, น้ำปลาร้า, ปลาแดดเดียว, เคยปลา, ขูดเนื้อทำลูกชิ้น, ทำปลาเส้น หรือปลาผง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล

สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ไม่ใช่เพียงการกำจัดปลาหมอคางดำ แต่ต้องจัดการ “ทุกสายพันธุ์ต่างถิ่น” ที่คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมกลไกกลางที่เข้มแข็งในการควบคุมและเอาผิดการลักลอบนำเข้าอย่างจริงจัง

“หากทุกคนปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความเงียบ เราอาจต้องสูญเสียระบบนิเวศพื้นถิ่นไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ”

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ต้องจัดการที่ต้นตอ หยุดการลักลอบ และสร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส ก่อนที่สัตว์พื้นเมืองของไทยจะเหลือเพียงแค่ชื่อที่ถูกจารึกไว้ในบัญชีสัตว์สูญพันธุ์

#ปลาหมอคางดำ #ปลาหมอมายัน #ปลาหมอบัตเตอร์ #ปลาต่างถิ่น #สัตว์แปลก #สัตว์ต่างถิ่นรุกราน #ExoticPetsThailand

หายห่วง! ‘ศุลกากรช่องจอม’ คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

หายห่วง! 'ศุลกากรช่องจอม' คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

หายห่วง! ‘ศุลกากรช่องจอม’ คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

“ศุลกากรช่องจอม” คุมเข้มการขนส่งน้ำมันและสินค้าเกษตรในเขตอีสานใต้ .. ยืนยันน้ำมันในไทยยังมีพอและไม่ขาดแคลน!!

วันนี้ 8 มี.ค.69 นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงดำเนินการสู้รบ มีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้สถานการณ์น้ำมันทั่วโลกเกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการที่รัฐบาลไทยสั่งระงับการการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศยกเว้นลาวและพม่านั้น 

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้กำชับเป็นให้ด่านศุลกากรช่องจอม ในฐานะที่รับผิดชอบ 3 จังหวัดในเขตอีสานใต้ คือ สุรินทร์ , บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ซึ่งมีพรมแดนติดกัมพูชา และเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านไปยังอีสานตอนบนซึ่งติดกับลาวให้เข้มงวดกวดขันสินค้าประเภทน้ำมันอย่างจริงจัง

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าจากข้อห่วงใยของรัฐบาลและผู้ฅนในแถบอีสานใต้ที่มีความกังวลว่าน้ำมันกำลังจะกลายเป็นของหายากและขาดแคลน ทางด่านศุลกากรช่องจอมจึงได้จัด “รถตรวจการณ์ศุลกากร” ออกพื้นที่ตามถนนเส้นทางหลักที่มุ่งสู่เขตอีสานตอนบนเพื่อ “กดดัน เข้มงวด กวดขัน และป้องปราม” สินค้าประเภทน้ำมันรวมถึงสินค้าเกษตรที่ไม่พึงปรารถนาประเภทอื่นๆ เช่น “มันสำปะหลัง หอมใหญ่ ไข่ไก่ ฯลฯ“ เพื่อสร้างความอุ่นใจและมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

“สถานการณ์น้ำมันและปั๊มน้ำมันในเขตพื้นที่อีสานใต้ที่อยู่ความรับผิดชอบของด่านศุลกากรช่องจอมยังคงปกติเพียงพอและอยู่ในสายตาของเราตลอด .. ทั้งนี้เรายังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเข้มงวดอยู่เสมอเพื่อไม่ให้สินค้าที่มีความอ่อนไหวเหล่านี้ออกนอกลู่นอกทางและสร้างความเดือดร้อนและไม่สบายใจให้กับพี่น้องประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร”
นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าว-ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว รับฟังการดำเนินงาน พร้อมให้แนวทางการปฏิบัติ

'อธิบดีกรมการข้าว'ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าว-ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว รับฟังการดำเนินงาน พร้อมให้แนวทางการปฏิบัติ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าว-ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว รับฟังการดำเนินงาน พร้อมให้แนวทางการปฏิบัติ

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานด้านการวิจัย การพัฒนาพันธุ์ข้าว และการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้ติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว แปลงทดลอง ตลอดจนกระบวนการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสู่เกษตรกร เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดสุรินทร์

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบการผลิตข้าวของประเทศ ตั้งแต่ คิดค้น วิจัย และพัฒนาพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีการปลูก ให้เหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งกรมการข้าวมีศูนย์วิจัย จำนวน 27 ศูนย์ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 33 ศูนย์ กระจายอยู่ทั่วประเทศ ในการรองรับภารกิจงานด้านข้าวให้ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี กระจายสู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ทั่วถึงทุกภูมิภาคของประเทศไทย

– 006

‘กรมทรัพยากรน้ำ’ขับเคลื่อน’แม่แจ่มโมเดล’ จัดหาแหล่งน้ำหนุนพื้นที่ คทช. สร้างความมั่นคง ลดไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน

'กรมทรัพยากรน้ำ'ขับเคลื่อน'แม่แจ่มโมเดล' จัดหาแหล่งน้ำหนุนพื้นที่ คทช. สร้างความมั่นคง ลดไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน

‘กรมทรัพยากรน้ำ’ขับเคลื่อน’แม่แจ่มโมเดล’ จัดหาแหล่งน้ำหนุนพื้นที่ คทช. สร้างความมั่นคง ลดไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ ภายใต้นโยบาย “ทส. หนึ่งเดียว” เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและสนับสนุนการพัฒนาอาชีพของประชาชนในพื้นที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาอำเภอแม่แจ่มประสบปัญหาการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้เกิดปัญหาการเผาตอซังและจุดความร้อน (Hotspot) มากกว่า 500 ครั้งต่อปี ก่อให้เกิดไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือโดยรวม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องควบคู่ทั้งการจัดการที่ดินและการสร้างทางเลือกด้านอาชีพที่เหมาะสมให้กับประชาชน กรมทรัพยากรน้ำ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ได้รับมอบนโยบายให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำพร้อมระบบกระจายน้ำสนับสนุนพื้นที่ คทช. อำเภอแม่แจ่ม หรือ “แม่แจ่มโมเดล” โดยสำรวจ ออกแบบ และก่อสร้างระบบกระจายน้ำเพื่อสนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น อโวคาโด กาแฟ และพืชเมืองหนาว ลดการพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว และลดการเผาในพื้นที่ต้นน้ำ โครงการดังกล่าวมีแผนดำเนินงานรวม 78 โครงการ ครอบคลุม 7 ตำบล ปัจจุบันได้รับงบประมาณและดำเนินการแล้วเสร็จ 45 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้กว่า 3.7 ล้านลูกบาศก์เมตร สนับสนุนพื้นที่การเกษตรกว่า 9,600 ไร่ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า 3,800 ครัวเรือน”

ด้าน นางสาวสุพัดสอน สีมืด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 กล่าวเพิ่มเติมว่า “รูปแบบการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ระบบส่งน้ำแบบแรงโน้มถ่วง (Gravity System) และระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ( Solar pump system) ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเราได้ร่วมมือกับกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลจากการขับเคลื่อน “แม่แจ่มโมเดล” ไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดการบุกรุกพื้นที่ป่า ลดการเผาในที่โล่ง ลดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน และฟื้นฟูความชุ่มชื้นกลับคืนสู่ผืนป่าแม่แจ่มและประชาชนอย่างทั่วถึง สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความสมดุลระหว่างคนกับป่า อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศต่อไป”

– 006

อธิบดีกรมการข้าว ลุยเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชน ยกระดับผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

อธิบดีกรมการข้าว ลุยเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชน ยกระดับผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

อธิบดีกรมการข้าว ลุยเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชน ยกระดับผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

วันที่ 5 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการประชุมหน่วยงานภาคีร่วมกับประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ประจำปี 2569 เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงาน พัฒนาเครือข่าย และยกระดับศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ณ ห้องประชุมโครงการเกษตรอทิตยาทร ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ระบบเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพถือเป็นรากฐานสำคัญของการผลิตข้าวไทย หากสามารถยกระดับศูนย์ข้าวชุมชนให้มีมาตรฐาน เข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้ ก็จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศให้มีความมั่นคง และสามารถรองรับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การประชุมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และศูนย์ข้าวชุมชนในจังหวัดสุรินทร์ เพื่อร่วมกันยกระดับระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีมาตรฐาน สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชาวนา และขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการผลิตข้าวไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” 

จ.สุรินทร์ ถือเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญของประเทศ การรักษาคุณภาพข้าว การเพิ่มผลผลิต และการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต จึงเป็นภารกิจร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว หน่วยงานภาคี ตลอดจนศูนย์ข้าวชุมชนทั้ง 367 แห่ง ในจังหวัดสุรินทร์ ที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ซึ่งในยุคปัจจุบัน การบริหารจัดการจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการผลิตผ่านระบบฐานข้อมูล การใช้เทคโนโลยีในการคัดแยกและควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ หรือการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาในแปลงนาอย่างแม่นยำ ซึ่งการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจะช่วยให้ศูนย์ข้าวชุมชนมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชนยังจำเป็นต้องเชื่อมโยงไปสู่มิติด้านการตลาดและการเพิ่มมูลค่า โดยศูนย์ข้าวชุมชนควรสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพผลผลิต พัฒนาเครือข่ายตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับสมาชิกในชุมชน ทั้งนี้ การมีตลาดรองรับที่ชัดเจนจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา และเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว/ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังความก้าวหน้าและผลการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญงานด้านเมล็ดพันธุ์และและงานวิจัยข้าวในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ โดยผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ศูนย์ฯ ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานอย่างรอบด้าน ทั้งภารกิจการดำเนินงานด้านงานวิจัยและพัฒนาข้าว การผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว การควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน การสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนการขับเคลื่อนโครงการตามนโยบายของกรมการข้าว ที่มุ่งเน้นความเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมเน้นย้ำการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการพัฒนาคุณภาพการให้บริการแก่เกษตรกร

ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีอานนท์ ได้ถือโอกาสพบปะพูดคุย พร้อมถ่ายภาพร่วมกันกับกลุ่มเกษตรกร จากโครงการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร จ.มหาสารคาม ที่เข้ามาศึกษาดูงานที่ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานีอีกด้วย 

การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนภาพการกำกับติดตามงานเชิงรุกของผู้บริหาร ที่มุ่งให้ทุกภารกิจเดินหน้าอย่างมั่นคง ทุกโครงการขับเคลื่อนอย่างรอบคอบ และทุกขั้นตอนดำเนินไปตามกรอบนโยบายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ การเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบงานวิจัยและงานด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยอย่างยั่งยืน

เลขาฯ ส.ป.ก.มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นไม้ ยกระดับที่ดินทำกินในกระบี่ หนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน

เลขาฯ ส.ป.ก.มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นไม้ ยกระดับที่ดินทำกินในกระบี่ หนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน

เลขาฯ ส.ป.ก.มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นไม้ ยกระดับที่ดินทำกินในกระบี่ หนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.15 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายสรรเพชร พูลศิริ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน นายเกียรติยศ ทรงสง่า ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและแผนงาน นางสาววิจิตตรา รักกมล ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ นายสุทธวัชร นาคสวาทดิ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ติดตามคณะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ เป็นประธานในพิธีมอบโฉนดเพื่อการเกษตร และโฉนดต้นไม้ ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 100 ราย 104 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 1,366 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเขาพนม และอำเภอเหนือคลอง เพื่อมุ่งยกระดับสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดิน สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร

กรมที่ดินยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทอล ลดขั้นตอน ลดเอกสาร บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว

กรมที่ดินยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทอล ลดขั้นตอน ลดเอกสาร บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว

กรมที่ดินยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทอล ลดขั้นตอน ลดเอกสาร บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.01 น.

ภายใต้นโยบายรัฐบาลดิจิทัล กรมที่ดินเร่งยกระดับการให้บริการสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดขั้นตอน ลดเอกสาร และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงข้อมูล ช่วยยกระดับการบริหารจัดการที่ดินของประเทศสู่มาตรฐานใหม่ รองรับวิถีชีวิตยุคดิจิทัล

กรมที่ดินได้เปิดตัวโครงการ “125 ปีกรมที่ดิน : ปีแห่ง e-Service” มุ่งสู่การให้บริการที่ดินดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “125 ปีแห่งความเชื่อมั่น สู่การบริการที่ดินดิจิทัล เพื่อประชาชนทุกคน” เน้นลดการเดินทางและเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรม ผ่านระบบ DOL e-Service และสำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ถูกพัฒนาให้ครอบคลุมทั้ง 462 สำนักงานทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนสามารถทำธุรกรรมด้านที่ดินได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านสมาร์ตโฟนหรือระบบออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงาน

ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมที่ดินได้เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ “กรมที่ดินดิจิทัล” อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันระบบจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ ครอบคลุมแล้ว 34 จังหวัด กว่า 230 สำนักงาน ช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ดินของประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

‘สุชาติ’ สั่งการด่วน! ระดมกำลังช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตภัยแล้ง พร้อมส่งกำลังใจแนวหน้าไฟป่า

‘สุชาติ’ สั่งการด่วน! ระดมกำลังช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตภัยแล้ง พร้อมส่งกำลังใจแนวหน้าไฟป่า

‘สุชาติ’ สั่งการด่วน! ระดมกำลังช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตภัยแล้ง พร้อมส่งกำลังใจแนวหน้าไฟป่า

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงความห่วงใยพี่น้องประชาชนในช่วงฤดูร้อน สั่งการด่วนให้ กรมทรัพยากรน้ำ เร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ควบคู่การสนับสนุนภารกิจควบคุมไฟป่า ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากสภาพอากาศแห้งแล้งและปัญหา PM 2.5

นายธีระชุณ บุณสิทธ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำที่(สทน.) 1, 2 และ 4 ลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุกอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร

สทน. 1 สนับสนุนน้ำสะอาดช่วยเหลือประชาชนบ้านหัวทุ่ง หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน 70 ครัวเรือน รวม 250 คน บรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที พร้อมมอบน้ำดื่ม 500 ขวด ผ่านกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดลำปาง เพื่อส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่แนวหน้าดับไฟป่า

สทน. 2 โดยส่วนเครื่องกล จังหวัดนครสวรรค์ ลงพื้นที่ควบคุมการเดินเครื่องสูบน้ำในตำบลวังใหญ่ อำเภอท่าตะโก และตำบลไผ่สิงห์ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้ประชาชนหลายหมู่บ้าน พร้อมป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงวิกฤต

ขณะที่ สทน.4 สนับสนุนรถบรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 54 เที่ยว รวม 324,000 ลิตร เติมระบบประปาหมู่บ้านสีสวาด หมู่ที่ 1 ตำบลหนองหมื่นถ่าน อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด และติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 16 นิ้ว สูบน้ำจากลำห้วยกุดจอกเข้าสู่บ่อหนองไผ่น้อย–หนองไผ่ใหญ่ เพื่อผลิตน้ำประปาในพื้นที่เทศบาลตำบลโพนทอง หมู่ที่ 1, 3 และ 9 อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ช่วยรองรับความต้องการใช้น้ำและรักษาพื้นที่เกษตรกรรมหลายร้อยไร่

รองนายกฯ นายสุชาติ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บูรณาการทรัพยากร เครื่องจักร และกำลังภาคสนามอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือนและภาคการเกษตร พร้อมยืนยันว่า กรมทรัพยากรน้ำจะยืนหยัดทำหน้าที่ดูแล “น้ำต้นทุนของประเทศ” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

-(016)

เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นเงิน! หนุ่มตรังเพาะ ‘ปลาคาร์ฟมงคล’ ขายดีสวนกระแส-รายได้พุ่ง

เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นเงิน! หนุ่มตรังเพาะ 'ปลาคาร์ฟมงคล' ขายดีสวนกระแส-รายได้พุ่ง

เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นเงิน! หนุ่มตรังเพาะ ‘ปลาคาร์ฟมงคล’ ขายดีสวนกระแส-รายได้พุ่ง

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นเงิน! หนุ่มตรังเพาะ ‘ปลาคาร์ฟมงคล’ ขายดีสวนกระแส รายได้พุ่งเดือนละ 3 หมื่นบาท

วันที่ 2 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานเรื่องราวของ นายวรวุฒิ นวลนิ่ม อายุ 31 ปี เกษตรกรหนุ่มในพื้นที่หมู่ 4 ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง ที่ใช้ความพยายามและความรักในสัตว์เลี้ยง เปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ารอบบ้านให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่มั่นคง ด้วยการเพาะเลี้ยงปลาคาร์ฟสวยงามและปลามงคลหลากสายพันธุ์

นายวรวุฒิ เปิดเผยว่า ตนเองเริ่มต้นจากการศึกษาวิธีการเพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟผ่านช่องทางยูทูบและเดินสายดูงานตามแหล่งเพาะพันธุ์ต่างๆ ทั่วประเทศ จนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ยาวนานกว่า 5-6 ปี ปัจจุบันสามารถเปิดฟาร์ม ‘ตรังคาร์ฟ’ เป็นของตนเองได้สำเร็จ โดยมีปลาคาร์ฟหลากสีสัน เช่น สีขาว-แดง, สีเหลืองทอง, สีส้ม และปลา 3 สีในตัวเดียว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

ตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีน สีสันของปลาคาร์ฟถือเป็นสีแห่งโชคลาภและบารมี ลูกค้าส่วนใหญ่จึงมักซื้อไปเลี้ยงเป็นเลขมงคล เช่น 8 หรือ 9 ตัว เพื่อเสริมโหงวเฮ้งให้บ้านและที่ทำงานดีขึ้น นอกจากนี้การนั่งชมปลาคาร์ฟยังช่วยสร้างความเพลิดเพลินและผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานได้เป็นอย่างดี

ที่ฟาร์มแห่งนี้มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ ตัวละ 25 บาท ไปจนถึง 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับความสวยงามและอายุของปลา ทำให้เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม โดยสร้างรายได้เฉลี่ย 25,000 – 30,000 บาทต่อเดือน นอกจากปลาคาร์ฟแล้ว ยังมีปลาสวยงามอื่นๆ เช่น ปลาทองฮอลันดา ปลาบอลลูน และปลาหางนกยูง ไว้ให้ลูกค้าเลือกซื้อในราคาประหยัดอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเลือกตักปลาคาร์ฟด้วยตนเอง หรือซื้อไปเสริมฮวงจุ้ย สามารถติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ตรังคาร์ฟ’ หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 084-2494287