19 ปี’กรมการข้าว’ ชูสร้างอัตลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

19 ปี'กรมการข้าว' ชูสร้างอัตลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

19 ปี’กรมการข้าว’ ชูสร้างอัตลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.05 น.

“รมช.อัครา”ประธานพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบทุนการศึกษาบุตรบุคลากรกรมการข้าว “วันสถาปนากรมการข้าวครบรอบ 19 ปี” ชูสร้างอัตลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบทุนการศึกษาบุตรของบุคลากรกรมการข้าว เนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการข้าวครบรอบ 19 ปี พร้อมด้วย นายธนสาร ธรรมสอน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร

นายอัครา กล่าวว่า ในระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตระหนักและเข้าใจถึงปัญหาที่พี่น้องชาวนาต้องเผชิญโดยรัฐบาลได้มีนโยบายช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าว เพื่อมุ่งหวังให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการดำเนินงานที่ผ่านมา กรมการข้าวถือเป็นหน่วยงาน ที่มีบทบาทสำคัญ ในการดูแลงานด้านข้าวทั้งระบบ ที่ได้นำนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาขับเคลื่อนนำไปสู่การปฏิบัติและพัฒนา ในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนา โดยผ่านการศึกษา วิเคราะห์ และวิจัยถึงปัญหาต่างๆ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและแก้ไข เพื่อขับเคลื่อนงานบริหารจัดการข้าวของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป ด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อดูแลพี่น้องเกษตรกร ชาวนาทั้งประเทศให้มีความเข้มแข็ง สามารถมีรายได้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตลอดมา

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ดำเนินงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนาผ่านโครงการด้านข้าวต่าง ๆ มากมาย อาทิ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด เพื่อให้มีรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับผลผลิตข้าวให้สูงขึ้นเท่ากับการลดต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตที่ลดลง โดยนำองค์ความรู้ และเทคโนโลยีการผลิตข้าว เช่น การกำหนดสูตรปุ๋ยและอัตราการใช้ตามเป้าหมายผลผลิตข้าวแทนสูตรและอัตราเดิมที่เกษตรกรใช้อยู่ อีกทั้งการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรม หรือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน

นอกจากนั้น กรมการข้าวยังได้ดำเนินโครงการส่งเสริมศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายพันธุ์ดี พัฒนาการผลิตข้าวในชุมชน รวมทั้งพัฒนาและส่งเสริมชาวนาให้มี ความสามารถในการผลิต การจัดการผลผลิต และกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้ใช้อย่างพอเพียงและต่อเนื่อง เพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเอง โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2567 ที่มุ่งเน้นให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ และได้ปริมาณที่มากขึ้น เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้นอกจากนั้นยังมีโครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ทั้งชั้นพันธุ์คัด พันธุ์หลัก พันธุ์ขยาย ตลอดจนชั้นพันธุ์จำหน่าย อีกทั้งยังได้จัดให้มีโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวผ่านการรวมกลุ่มของเกษตรกร ซึ่งรวมไปถึงการเตือนภัยการระบาดของศัตรูข้าว โดยแต่ละโครงการฯได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว ตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง

โดยภายในงานได้มีการจัดนิทรรศการองค์ความรู้ด้านข้าวต่าง ๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการโครงการพระราชดำริ ภายใต้หัวข้อ พระราชดำริพลิกชีวิต สร้างอาชีพ ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน นิทรรศการควบคุมศัตรูข้าวโดยชีววิธี รวมไปถึงการใช้ชีวภัณฑ์แบคทีเรียปฏิปักษ์ในการป้องกันโรคข้าว นิทรรศการการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี สู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต นิทรรศการส่งเสริมข้าวก้าวหน้า พัฒนาชาวนาด้วยนวัตกรรม นิทรรศการเชื่อมโยงผืนนาไทย สู่ตลาดข้าวยั่งยืน โดยจัดแสดงสินค้าข้าว GI และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว นิทรรศการเทคโนโลยีการทำนาลดโลกร้อน ตลอดจนนิทรรศการการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อการพัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน เป็นต้น

– 006

ชาวนาราชบุรีปรับพื้นที่ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลาย เพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย

ชาวนาราชบุรีปรับพื้นที่ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลาย เพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย

ชาวนาราชบุรีปรับพื้นที่ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลาย เพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

“ก่อนหน้านี้ทำนาเป็นหลัก รายได้ไม่พอจ่ายเนื่องจากปุ๋ยและยามีราคาแพง จนกระทั่งในปี 2549 ทาง ส.ป.ก.จังหวัดราชบุรี รวมถึงอีกหลายหน่วยงาน เช่น พัฒนาที่ดิน เกษตรอำเภอ ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการทฤษฎีใหม่ มีการส่งเสริมให้ปลูกพืชในรูปแบบวนเกษตร จึงนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น”

ครูต้นแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน นายสาทิตย์ เปี่ยมพิชัย เกษตรกรหมู่ 14 บ้านหนองน้ำใส ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี บอกเล่าประโยชน์ที่ได้รับเมื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ของตนทั้งหมด 6 ไร่ 2 งาน 61 วา สู่ระบบบวนเกษตรและหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ แบ่งพื้นที่ทำสระเก็บน้ำ 2 แห่ง ปลูกไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น ยางนา พยุง สัก มะค่าโมง ประดู่ ไผ่ ไม้กินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น มะม่วง มะพร้าว ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ฟ้าทะลายโจร ข่า ขมิ้น เลี้ยงไก่ วัว ปลานิล ปลาไหล กบ แต่ก็ยังเหลือพื้นที่ไว้ปลูกข้าวด้วย

จาการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 2 แสนบาทต่อปี มีสินค้าแปรรูป เช่น หน่อไม้ดอง เห็ดโคนดองเค็ม ข้าวหอมมะลิ ปลาไหล และลดรายจ่ายได้ 15,000 บาทต่อปี จากการทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จุลินทรีย์หน่อกล้วย ทำฮอร์โมนไข่ ฮอร์โมนรกวัว

เจอกับตัวจึงต้องปรับเปลี่ยน! ชาวสวนลำไยเมืองจันท์ถอดบทเรียนผลผลิตตกต่ำ พลิกชีวิตด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่

เจอกับตัวจึงต้องปรับเปลี่ยน! ชาวสวนลำไยเมืองจันท์ถอดบทเรียนผลผลิตตกต่ำ พลิกชีวิตด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่

เจอกับตัวจึงต้องปรับเปลี่ยน! ชาวสวนลำไยเมืองจันท์ถอดบทเรียนผลผลิตตกต่ำ พลิกชีวิตด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

“เดิมปลูกลำไย ต่อมาเกิดสภาวะราคาผลผลิตตกต่ำและต้นทุนที่มีราคาสูงขึ้น จึงได้เข้าร่วมโครงการของ ส.ป.ก.จันทบุรี และเริ่มวางแผนการบริหารจัดการแปลงเกษตรในรูปแบบใหม่โดยใช้แนวคิดของการทำวนเกษตรมาปรับใช้ เพื่อสร้างรายได้ตลอดทั้งปี สร้างความหลากหลายในแปลงเกษตรกรรม รวมถึงเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้และสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ”

นางนงลักษณ์ โคจำปา เกษตรกรชาวสวนในพื้นที่หมู่ 7 บ้านหนองแก ต.ทุ่งขนาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เผยจุดเปลี่ยนจากชาวสวนลำไย สู่การแปลงพื้นที่เกษตรทั้งหมด 15 ไร่ 60 ตารางวา ของตนโดยใช้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้มีกิจกรรมหลากหลายในลักษณะเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และวนเกษตรที่เป็นการจำลองสภาพป่าในธรรมชาติ โดยในพื้นที่นั้นมีบ่อบาดาล 1 แห่ง และสระเก็บน้ำ 1 แห่ง

ปัจจุบันสวนของคุณนงลักษณ์ นอกจากลำไยที่เป็นพืชเดิม ยังเพิ่มเติมด้วยผลไม้อีกหลายชนิด เช่น เงาะ ทุเรียน กล้วย ขนุน มะละกอ องุ่น ชมพู่ มะขามหวาน มังคุด และยังมีไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น มะค่า พยุง ยางพารา  มีการปลูกต้นไผ่และเลี้ยงปลานิล นำมาซึ่งรายได้ในหลากหลายช่วงเวลา เช่น เก็บเกี่ยวลำไยช่วงเดือนมกราคม กรีดยางพาราช่วงเดือนพฤษภาคม – ธันวาคม เก็บฝักมะขามช่วงเดือนพฤศติกายน – ธันวาคม ส่วนไผ่มีทั้งการเก็บหน่อไม้และขายทั้งลำต้น ช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคม สร้างรายได้เฉลี่ย 365,400 บาทต่อปี

ลาเมืองกรุงมุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สุรินทร์ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในอาชีพ

ลาเมืองกรุงมุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สุรินทร์ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในอาชีพ

ลาเมืองกรุงมุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สุรินทร์ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

นายลือชัย บุญสด ครูต้นแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 17 ต.นาหนองไผ่ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ที่ตัดสินใจบอกลางานในกรุงเทพฯ กลับมาทำเกษตรในปี 2558 เผยความสำเร็จของการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในอาชีพเกษตรกร ว่า พื้นที่เกษตรของตนจำนวน 10 ไร่ 94 ตารางวา ทั้งหมดถูกใช้ตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วยการจัดพื้นที่แบบวนเกษตร มีรายได้เฉลี่ย 150,000 บาทต่อปี โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูปนั้นเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ขณะเดียวกันยังช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนด้วย

ด้วยผลผลิตที่หลากหลาย ทั้งไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่นอย่าง ยางนา พยุง มะค่า ไม้แดง สัก แคนา ผักและผลไม้ เช่น ไผ่กิมซุง มะม่วง น้อยหน่า ขนุน นอกจากนั้นยังเลี้ยงสัตว์ทั้งโคและปลา และมีการทำน้ำหนัก ทำให้รายได้ไม่ได้กระจุกอยู่ที่สินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อีกทั้งการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้ทุกกิจกรรมเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ยังเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทำให้ให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ

“ปัจจุบันพื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปที่สนใจศึกษาการทำวนเกษตร” นายลือชัย กล่าว

‘สบก.’ เตรียมพร้อมต้อนรับ ‘รมว.ทรัพยากรน้ำจีน’ หารือความร่วมมือด้านชลประทาน

'สบก.'เตรียมพร้อมต้อนรับ'รมว.ทรัพยากรน้ำจีน' หารือความร่วมมือด้านชลประทาน

‘สบก.’เตรียมพร้อมต้อนรับ’รมว.ทรัพยากรน้ำจีน’ หารือความร่วมมือด้านชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

วันนี้ (13 มีนาคม 2568) นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ พร้อมด้วย นายกาญจดินทร์ สระประทุม ที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของสำนักบริหารโครงการ เข้าร่วมการประชุมเตรียมการต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และศึกษาดูงานด้านชลประทานของกรมชลประทาน ระหว่างวันที่ 19 – 22 มีนาคม 2568 โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร กรมชลประทาน เป็นประธาน

สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อพิจารณากำหนดการต้อนรับ การมอบหมายงาน ประเด็นการหารือ ตลอดจนการเตรียมการศึกษาดูงานที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ และพัฒนาระบบชลประทานของทั้งสองประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ ห้องประชุมกรม ชั้น 3 กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร

สั่งย้าย’อธิบดีกรมวิชาการเกษตร’นั่งช่วยราชการฯ หลังตั้งกก.สอบปมส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2

สั่งย้าย'อธิบดีกรมวิชาการเกษตร'นั่งช่วยราชการฯ หลังตั้งกก.สอบปมส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2

สั่งย้าย’อธิบดีกรมวิชาการเกษตร’นั่งช่วยราชการฯ หลังตั้งกก.สอบปมส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.22 น.

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 มีรายงานว่า นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามในคำสั่งคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ 211/2568 เรื่อง ให้ข้าราชการมาช่วยปฏิบัติราชการ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำหลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดทำแผนการเศรษฐกิจที่สำคัญ หรือสินค้าเกษตรต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และลดพื้นที่เพาะปลูกพืชที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ   โดยการปลูกพืชอื่นที่มีศักยภาพในการแข่งขันมากกว่าทดแทนนั้น

เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 จึงให้นายรพีภัทร จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มาช่วยปฏิบัติราชการปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตามนโยบาย “ตลาดน้ำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เป็นระยะเวลา 3 เดือน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมายอมรับถึงกรณีข่าวตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กรณีถูกร้องเรียนเรื่องส่อเอื้อเอกชนตรวจสอบสาร BY2 ในทุเรียนส่งออก หลังได้รับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ที่ขอให้ตรวจสอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติตรวจสอบสารย้อมสี BY2 ในทุเรียนส่งออกจริง จึงส่งเรื่องให้นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ปลัดกระทรวงในฐานะผู้บริหารสูงสุด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุดต่อไป (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบ ปมร้องเรียนส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2‘ทุเรียน’ส่งออก)

‘นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบ ปมร้องเรียนส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2‘ทุเรียน’ส่งออก

‘นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบ ปมร้องเรียนส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2‘ทุเรียน’ส่งออก

‘นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบ ปมร้องเรียนส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2‘ทุเรียน’ส่งออก

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

‘นฤมล’เผยได้รับหนังสือร้องเรียนปมแล็บตรวจ BY2‘ทุเรียน’ส่งออกจริง พร้อมสั่งปลัดเกษตรฯตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ยืนยันพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ย้ำไม่ยอมให้บุคคลใดมาสร้างความเสียหายต่อเกษตรกร รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย

14 มีนาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีข่าวตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กรณีถูกร้องเรียนเรื่องส่อเอื้อเอกชนตรวจสอบสาร BY2 ในทุเรียนส่งออก ว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ที่ขอให้ตรวจสอบอธิบดีกรมวิชาการเกษตรในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติตรวจสอบสารย้อมสี BY2 ในทุเรียนส่งออกจริง จึงส่งเรื่องให้นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ปลัดกระทรวงในฐานะผู้บริหารสูงสุด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุดต่อไป

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้นโยบายหน่วยงานในสังกัดในการทำงานเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ดังนั้นในกรณีนี้ก็เช่นกัน จะไม่ยอมให้บุคคลใดสร้างความเสียหายต่อเกษตรกร รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยโดย ที่ผ่านมาได้ประกาศใช้มาตรการ แก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าผลไม้และ Set Zero สารปนเปื้อนในทุเรียนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นางนฤมล กล่าวว่า จากการเยือนประเทศจีน และได้พูดคุยกับทางสำนักงานศุลกากรจีน GACC) ซึ่งได้แจ้งถึงความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าผลไม้จากประเทศไทยไปยังจีน ว่า มีการดำเนินการอะไรไปบ้าง โดยฝ่ายจีนมีความมั่นใจมากขึ้น

นางนฤมล กล่าวด้วยว่า ทุเรียนเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท จีนนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยเป็นอันดับ 1 และทุเรียนเป็นสินค้าที่นำเข้ามากที่สุด จึงจำเป็นจะต้องดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยไทยส่งออกทุเรียนไปจีนเฉลี่ยปีละ 1.3-1.4 แสนล้านบาท คาดว่า ในปี 2568 ไทยจะส่งออกทุเรียนไปจีนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทุเรียนไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีนถึง 57% และผู้บริโภคจีนยังคงให้ยอมรับทุเรียนไทยมากจึงจะต้องขับเคลื่อนทุกมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อทางการจีนและผู้บริโภค

‘นฤมล -อิทธิ’ ลุย จ.ตราดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม.

'นฤมล -อิทธิ' ลุย จ.ตราดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม.

‘นฤมล -อิทธิ’ ลุย จ.ตราดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม.

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.43 น.

‘นฤมล -อิทธิ’ ลุย จ.ตราด เดินหน้าสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์กว่า 3,000 ไร่ พร้อมมุ่งดูแลคุณภาพผลไม้ไทยให้มีมาตรฐาน ขานรับข้อสั่งการนายกฯ 

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร และรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะด้านการเกษตร เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ รวมถึงมอบประกาศเกียรติคุณ และปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยมี ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรกว่า 1,200 ราย เข้าร่วม ณ ศาลาอเนกประสงค์วัดเทพนิมิต ต.เทพนิมิต อ.เขาสมิง จ.ตราด

นางนฤมล กล่าวว่า จังหวัดตราดเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกผลไม้ที่สำคัญและมีชื่อเสียง อาทิ เงาะ ทุเรียน มังคุด และยางพารา ซึ่งจำเป็นต้องใช้น้ำสำหรับการเพาะปลูกปริมาณมาก ดังนั้นเกษตรกรจึงมีความต้องการใช้น้ำเพื่อให้เพียงพอต่อการเพาะปลูด จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทาน เร่งดำเนินการโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ อาทิ การกระจายน้ำ ท่อต่อขยายระบบ ส่งน้ำ และการก่อสร้างสถานีสูบน้ำ ซึ่งโครงการดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในแผนเพื่อเสนอของบกลางแล้ว แต่อย่างไรก็ตามหากมีงบเหลือจ่ายปีนี้เพียงพอ ได้กำชับให้กรมชลประทานจัดสรรงบเพื่อดำเนินการโครงการเร่งด่วนก่อน เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องจังหวัดตราดโดยเร็วที่สุด

นางนฤมล กล่าวว่า สำหรับหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำวัดเทพนิมิต-บ้านมุมสงบ ตำบลเทพนิมิต อำเภอเขาสมิง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับภาคเกษตรและการอุปโภคบริโภค รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการสูบน้ำจากแม่น้ำเขาสมิงไปยังอ่างเก็บน้ำวังสมโภชน์ โดยมีแผนการก่อสร้างในปี 2570 เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ประมาณ 4.1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สามารถสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญของจังหวัดตราด

สำหรับการบริหารจัดการผลไม้ในปี 2568 นั้น นางนฤมล  กล่าวว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ 5 กระทรวง บูรณาการทำงานร่วมกันบริหารจัดการผลไม้ที่มีแนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้นในปีนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำชับให้ดูแลคุณภาพผลไม้ไทยให้มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมาตรฐานการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ส่งเสริมการตลาดการบริโภคภายในประเทศ กระทรวงคมนาคม เตรียมพร้อมด้านระบบขนส่งสินค้า ให้มีประสิทธิภาพคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กำกับดูแลโปรษณีย์ไทยทำโครงการช่วยส่งผลไม้จากสวนไปยังผู้บริโภคโดยตรง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนุบสนุนอีกด้วย

“สำหรับปัญหาการปนเปื้อน Basic Yellow 2 (BY2) และแคดเมียมในทุเรียนไทยนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจ เราได้เพิ่มมาตรการเข้มข้น และได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำกับติดตามควบคุมมาตรฐานสินค้าผักและผลไม้ในโรงคัดบรรจุอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้น ยังได้ประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมให้มีการขยายตลาดไปยังประเทศอื่น โดยแปรรูปจากทุเรียนผลสด เพื่อให้มีตลาดรองรับมากยิ่งขึ้น”

ขณะที่สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตร จ.ตราด ดังนี้  1. ทุเรียน พื้นที่เพาะปลูก 126,718 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากสุด เดือนเมษายน 2568 จำนวนผลผลิต 132,237 ตัน 2. เงาะ พื้นที่เพาะปลูก 47,190 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากสุด เดือนพฤษภาคม 2568 จำนวนผลผลิต 107,490 ตัน และ 3. มังคุด พื้นที่เพาะปลูก 39,701 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากสุด เดือนพฤษภาคม 2568 จำนวนผลผลิต 50,261 ตัน ราคา 64.30 บาท/กก. 

โอกาสนี้ นางนฤมล ได้มอบประกาศเกียรติคุณให้แก่ นางแสวง พจนานนท์ และนายพิพัฒน์ พจนานนท์ ที่ได้อุทิศที่ดินเพื่อให้กรมชลประทานใช้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านแก่งหิน ตำบลวัดตะเคียน อำเภอเขาสมิง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้การเพาะปลูกมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสร้างความมั่นคงทางน้ำให้แก่ชุมชน

นอกจากนี้ ยังได้มอบป้ายและปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อาทิ มอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 50 ราย มอบป้ายโครงการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกร มอบป้ายโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลบ.ม. มอบใบรับรอง GAP พืช จำนวน 10 ราย มอบเงินอุดหนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจน มอบผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดิน พันธุ์สัตว์น้ำและถุงยังชีพปศุสัตว์ เป็นต้น

‘อิทธิ’ร่วมKickOff รณรงค์ฉีดวัคซีน ต้านโรคลัมปีสกิน จัดซื้อ7.8ล้านโดส

‘อิทธิ’ร่วมKickOff รณรงค์ฉีดวัคซีน ต้านโรคลัมปีสกิน จัดซื้อ7.8ล้านโดส

‘อิทธิ’ร่วมKickOff รณรงค์ฉีดวัคซีน ต้านโรคลัมปีสกิน จัดซื้อ7.8ล้านโดส

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันและมอบวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน แก่อาสาปศุสัตว์ รวมทั้งปล่อยขบวนรถเจ้าหน้าที่และอาสาปศุสัตว์ เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์และสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ที่ลานทองฟาร์ม ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงรายว่าได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาปศุสัตว์ ให้มีขีดความสามารถในการผลิตและการแข่งขันทางด้านการส่งออก จึงจัดสรรงบประมาณปี 2567 งบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อควบคุมโรคลัมปี สกินในโค กระบือ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 ให้กับกรมปศุสัตว์ ดำเนินการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว 7,850,000 โดสซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกร และเตรียมความพร้อมสินค้าปศุสัตว์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า

สำหรับ จ.เชียงราย เป็นพื้นที่นำร่องการสร้างพื้นที่ปลอดโรค (Regionalization) และการสร้างคอกกักเพื่อการส่งออกตามแผนของกรมปศุสัตว์ เพื่อผลักดันการส่งออกโค กระบือมีชีวิต ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ของเกษตรกร เป็นการเปิดช่องทางการค้าเส้นทางใหม่ โดย จ.เชียงราย ได้รับการจัดสรรวัคซีน 78,330 โดส ครอบคลุมประชากรโคและกระบือทั้งหมด นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ ยังมีแผน Kick Off โครงการฯ ครั้งที่ 2 ที่ จ.ตาก

รมว.เกษตรฯแจงความปลอดภัยอาหารฯ

รมว.เกษตรฯแจงความปลอดภัยอาหารฯ

รมว.เกษตรฯแจงความปลอดภัยอาหารฯ

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา เรื่องความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแนวทางการดำเนินการทั้งหมดที่ครอบคลุมและมีการบูรณาการเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคและอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของอาหารปลอดภัยภายในอาเซียน โดยประกอบด้วยข้อบทสำคัญ 18 ข้อ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Coordinating Committee; AFSCC) การดำเนินการจัดทำพิธีสาร และการกำหนดให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับเมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ มอบสัตยาบันสารแก่เลขาธิการอาเซียน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567ความตกลงฯ มีการลงนามโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนครบทั้ง 10 ประเทศแล้ว

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า เมื่อความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งจากหน่วยงานด้านเกษตร การค้า และสุขภาพ 10 ประเทศ โดยมีหน้าที่กำกับดูแลและทบทวนการดำเนินการของความตกลงฯ ประสานงานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องของอาเซียน รวมถึงพิจารณาและเห็นชอบข้อเสนอสำหรับการจัดทำพิธีสารในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ด้านเศรษฐกิจอาเซียน และด้านการพัฒนาสาธารณสุข