‘อัครา’ดีเดย์ปิดอ่าวไทย พื้นที่3จังหวัดคุ้มครองฤดูวางไข่

‘อัครา’ดีเดย์ปิดอ่าวไทย  พื้นที่3จังหวัดคุ้มครองฤดูวางไข่

‘อัครา’ดีเดย์ปิดอ่าวไทย พื้นที่3จังหวัดคุ้มครองฤดูวางไข่

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2568 (ปิดอ่าวไทย) โดยมี นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร ว่ากรมประมง เตรียมประกาศปิดอ่าวไทย ใน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงที่ 1 วันที่ 15 กุมภาพันธ์–15 พฤษภาคม 2568 กำหนดมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลาง ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึง อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี โดยเพิ่มเติมรายละเอียดการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมงบางชนิด และช่วงที่ 2 วันที่ 16 พฤษภาคม–14 มิถุนายน 2568 กำหนดมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมทั้งได้ออกประกาศกรมประมงเพิ่มเติม4 ฉบับ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ครอบคลุมรายละเอียดด้านเครื่องมือและอุปกรณ์การทำประมง

นอกจากนี้ยังรวมถึงมาตรการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี พ.ศ.2568 ลงวันที่ 22 มกราคม 2568, 2.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2568 ลงวันที่ 22 มกราคม 2568, 3.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568, 4.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตามตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ 5,000-30 ล้านบาท โดยขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับ 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และต้องได้รับโทษทางปกครอง

นายอัครา กล่าวว่า สำหรับมาตรการ “ปิดอ่าวไทย” เป็นมาตรการสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในฝั่งทะเลอ่าวไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ซึ่งให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับปรุงมาตรการในครั้งนี้จะช่วยคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ ให้ได้มีโอกาสผสมพันธุ์ วางไข่ และสร้างประชากรสัตว์น้ำรุ่นใหม่ขึ้นมาหมุนเวียนในระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” และผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับ ส.ป.ก.52 จังหวัด ที่บ้านด่านพัฒนา ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ว่าได้กำหนดให้การลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ มีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการเผาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาหมอกควันสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังส่งผลเสียทำให้ดินเสื่อมโทรม และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

นายอิทธิ กล่าวอีกว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” เพื่อส่งเสริมการหยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีเป้าหมายในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผา รวมทั้งสร้างต้นแบบในการทำการเกษตรปลอดการเผาเพื่อสนับสนุนการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ได้ประกาศเรื่องมาตรการบริหารการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) รวมทั้งดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหยุดการเผา และหันมาใช้เทคโนโลยี และวิธีจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ส.ป.ก.มีมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 8/2566 เรื่อง กำหนดหน้าที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ห้ามกำจัดวัสดุทางการเกษตรโดยการเผา ดำเนินการและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ด้วย

‘นฤมล’สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

'นฤมล'สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

‘นฤมล’สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

“นฤมล”สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน ย้ำ Lab ตรวจ BY2 เพียงพอให้บริการช่วงฤดูกาลผลิตทุเรียน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกลำไยสดไปฟิลิปปินส์

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ส่งออกของประเทศไทย ในกลุ่มสินค้าเกษตร 3 ชนิด ประกอบด้วย 1.ทุเรียน 2.ลำไย และ 3.มะม่วง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติให้แก่เกษตรกร และผู้ประกอบการในการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในสินค้าเกษตรส่งออก อาทิ มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันในกระบวนการผลิต มาตรการตรวจสอบสารเคมีตกค้างและศัตรูพืช ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ประเทศคู่ค้ากำหนด ตลอดจนมาตรการ Big Cleaning เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีในสินค้าทุเรียน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

“ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ผลไม้ไทยใกล้จะออกผลผลิต และเตรียมจำหน่ายสู่ตลาด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการติดตามสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมในการเจรจาเปิดตลาดใหม่เพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผลผลิตของเกษตร และลดผลกระทบจากการกระจุกตัวของสินค้าเกษตร สำหรับสินค้าทุเรียน ปัจจุบันเรามีห้องปฏิบัติการทดสอบสาร BY2 แล้วจำนวน 13 ห้อง โดยจะสามารถทดสอบตัวอย่างได้วันละ 3,000 ตัวอย่าง ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับปริมาณทุเรียนที่จะต้องตรวจก่อนส่งออก ในส่วนของลำไย ได้มีการเจรจาเปิดตลาดการส่งออกผลลำไยสดไปยังประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรไทยเพิ่มเติม ทั้งนี้ได้กำชับทุกภาคส่วนให้ทำตามมาตรการที่กำหนดเพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างเคร่งครัด” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากภารกิจด้านการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ แล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังให้ความสำคัญทางด้านวิชาการในการศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาสายพันธุ์พืชมูลค่าเกษตรสูง เพื่อให้เกษตรกรมีต้นพันธุ์ที่มีความแข็งแรง ต้านทานโรค และยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับสถานการณ์การผลิตและข้อมูลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2568 ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง พบว่า มีแนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของไม้ผล ในขณะที่สถานการณ์ประมาณการไม้ผลภาคเหนือ ปี 2568 พบว่า ผลผลิตลำไยภาคเหนือจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม ประมาณร้อยละ 38.63 และผลผลิตลิ้นจี่ภาคเหนือจะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม ประมาณร้อยละ 60.80

– 006

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นางสาวลภิณโกฬร์ จาตะวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์เศรษฐกิจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ นางดรรชณี เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการส่วน หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับนโยบาย RID UNITED ของอธิบดีกรมชลประทาน ภายใต้แนวคิด ร่วมกันสร้างความมั่งคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 8 นโยบาย 36 แนวทาง รวมถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสายงานวิชาการ ของ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ ประกอบด้วย 6 นโยบาย 12 แนวทาง

ทั้งนี้ ผส.บก.ได้รับนโยบายของผู้บริหาร นำไปสู่แนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับสำนักบริหารโครงการ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนงาน ระยะเวลาที่กำหนด และบรรลุตามเป้าหมายในภารกิจที่สำนักบริหารโครงการรับผิดชอบ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และร่วมแสดงความยินดีกับ นายชนินทร์ ทรงชน ที่ได้รับแต่งตั้งให้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนโครงการเงินกู้และกิจการต่างประเทศ ณ ห้องประชุม กรม ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ zoom

‘รมช.อัครา’เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

'รมช.อัครา'เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

‘รมช.อัครา’เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป “โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68” โดยมี นาย ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท

นายอัครา กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนาที่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวจะทำให้มีปริมาณข้าวในตลาดเป็นจำนวนมากและส่งผลต่อราคาข้าวนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาด พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ยังได้แนวทางในการนำโรงเรียนร้างมาเข้าร่วมโครงการศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อปรับปรุงเป็นลานตากชุมชน สามารถใช้พื้นที่เพื่อเสริมศักยภาพของเกษตรกรที่ขาดแคลนลานตาก หรือการปรับเปลี่ยนเป็นยุ้งฉางเพื่อเข้าโครงการชะลอการขายข้าวได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นในเรื่องของการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งจะมีโครงการต่าง ๆ เข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรให้สามารถแปรรูปสินค้าได้ต่อไปด้วย

สำหรับสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ได้ดำเนินการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา สำหรับการดำเนินงานตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 มีสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,138 ราย สหกรณ์เก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกตามโครงการ จำนวน 18,094 ตัน รวมมูลค่า 162,850,500 บาท โดยได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ส่งผลให้สหกรณ์ สมาชิก และเกษตรกรทั่วไป ได้รับเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก รวมจำนวน 27,141,000 บาท แบ่งเป็น สหกรณ์ 18,094,000 บาท สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป 9,047,000 บาท

‘กษ.’ส่งตัวแทนรับหนังสื่อม็อบ จ่อดึงชาวนาร่วมถก ชี้อยากให้เงินชดเชยถึงมือชาวนาตัวจริง

'กษ.'ส่งตัวแทนรับหนังสื่อม็อบ จ่อดึงชาวนาร่วมถก ชี้อยากให้เงินชดเชยถึงมือชาวนาตัวจริง

‘กษ.’ส่งตัวแทนรับหนังสื่อม็อบ จ่อดึงชาวนาร่วมถก ชี้อยากให้เงินชดเชยถึงมือชาวนาตัวจริง

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

ตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ รับหนังสือม็อบชาวนา ขณะที่ปลัดกษ. จ่อดึงตัวแทนชาวนาร่วมถกเงินชดเชยพื้นที่รับน้ำ อยากให้ถึงมือชาวนาตัวจริง 

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลุ่มเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกจำนวนกว่า 1,000 คน จากพื้นที่ 12 จังหวัด นัดรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เยียวยาผลกระทบจากปัญหาใช้พื้นที่เกษตรเป็นพื้นที่รับน้ำไร่ละ 300 บาท จำนวน 4 เดือน ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อปราศรัยเรียกร้องขอความช่วยเหลืออุดหนุนราคาข้าวเปลือกราคา 11,000 บาทต่อตัน และต้องการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

ต่อมาเวลา 10:40 น. ได้มีตัวแทนของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยมีนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษานางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เป็นตัวแทน รมว.เกษตรฯ พร้อมด้วยนายประยูร  อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เดินทางมารับหนังสือกับกลุ่มชาวนาภาคกลางที่หน้ากองกำกับการสวัสดิภาพเด็ก และสตรี ถนนราชดำเนิน โดยกลุ่มชาวนาภาคกลางได้มีข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ จ่ายค่าชดเชยที่กลุ่มชาวนารับน้ำในฤดูฝนโดยต้องชดเชยให้ไร่ละ 300 บาทต่อไร่ เป็นเวลา4 เดือน เนื่องจากกลุ่มชาวนาพื้นที่ภาคกลางเป็นกลุ่มที่รับรับน้ำแทนคนกรุงเทพฯ โดยเบื้องต้นนายบุญสิงห์ รับปากที่จะนำหนังสือข้อเรียกร้องของกลุ่มชาวนาภาคกลางเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมของกระทรวงเกษตรฯ ในการดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มชาวนาภาคกลางต่อไป

ขณะที่นายประยูร  กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้มีการดำเนินการช่วยเหลือชาวนามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเร่งรัดสูบน้ำออกจากพื้นที่นาที่รับน้ำเพื่อให้ชาวนาได้ดำเนินการปลูกข้าวให้ทันเวลามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี  

ส่วนข้อเรียกร้องของชาวนาในการที่จะขอจ่ายค่าชดเชยในพื้นที่รับน้ำ กระทรวงเกษตรฯ จะนำเข้าสู่ที่ประชุมของกระทรวง โดยจะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียด และขอให้มีการส่งตัวแทนชาวนามาให้ข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การจ่ายค่าชดเชยต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพราะหลายพื้นที่เป็นพื้นที่เอกชนที่มีนายทุนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ที่ของชาวนาจริง แต่ปล่อยให้เช่าทำนา และค่าชดเชยก็ไม่ถึงชาวนาจริง ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะช่วยชาวนาได้จริง ซึ่งกระทรวง และตัวแทนชาวนาอาจจะต้องมาร่วมหารือเพื่อที่จะมีการช่วยเหลือชาวนาที่เป็นชาวนาจริง โดยจะต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือชาวนาอย่างแท้จริงต่อไป

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

'ม็อบชาวนา'มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! เตรียมบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน พร้อมจ่ายเยียวยาพื้นที่รับน้ำ300บาทต่อไร่4เดือน

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2568 ที่หน้ากองกำกับการสวัสดิภาพเด็ก และสตรี ถนนราชดำเนิน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกจำนวนกว่า 1,000 คน จากพื้นที่ 12 จังหวัด นัดรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อปราศรัยเรียกร้องขอความช่วยเหลืออุดหนุนราคาข้าวเปลือกนาปรังปี 2568 โดยขอให้ขายข้าวเปลือกความชื่น 15% ขายให้ได้ราคา 11,000 บาทต่อตัน หลังราคาข้าวตกต่ำต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงเยียวยาผลกระทบจากปัญหาที่เป็นพื้นที่รับน้ำไร่ละ 300 บาท จำนวน 4 เดือน ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ส่งหนังสือเรียกร้องมาแล้วหลายครั้ง แต่ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือไม่ตรงจุด วันนี้จึงเดินทางมาทวงถามมาตรการที่คาดหวังว่าจะได้รับความเห็นจากรัฐบาลอีกครั้ง

โดยนายฐิติวัฒน์ กลีบมาลัย แกนนำชาวนา จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า กลุ่มชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออก ได้พยายามยื่นข้อเรียกร้องมานานกว่า 1 เดือน แต่การที่ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาทไม่เกิน 10 ไร่ มองว่า ยังไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันราคาข้าวตกต่ำมาก และขายในราคาต่ำกว่าต้นทุน หากวันนี้ ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน อาจจะมีการประชุมกลุ่มชาวนา เพื่อยกระดับความเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ร.ต.ท.เจริญ  เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ยอมรับว่า การที่ราคาข้าวไทยตกต่ำ เป็นผลมาจากอินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาว 5%  และประเทศผู้นำเข้าอย่างฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ชะลอการนำเข้าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ สวนทางกับชาวนาที่หันมาปลูกข้าวเพิ่มมากขึ้น และได้ผลผลิตจำนวนมาก ปัจจุบันสมาคมผู้ส่งออกฯ ก็พยามเร่งหาตลาดใหม่ๆ เพื่อช่วยระบายข้าวส่วนเกิน และเห็นการที่ชาวนาออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรังปีนี้ ให้ได้ 11,000 บาทต่อตัน จะไม่ส่งผลดี เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด โดยเห็นว่า สิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งช่วยเหลือชาวนา คือการลดต้นทุนการผลิต

ทั้งนี้ข้อมูลจากสมาคมโรงสีข้าวไทย พบว่า ราคาข้าวเปลือกทั่วประเทศ ขณะนี้ ลดลงจากช่วง 3 เดือนก่อนมาก โดยราคาข้าวความชื้น 15% จ.อยุธยา วันที่ 3 ม.ค.2568  รับซื้อตันละ  9,400-9,800 บาท  ข้าวความชื้น 25% ราคา 8,200-8,600 บาทต่อตัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 3 มี.ค.2568 ข้าวเปลือกความชื้น 15% ราคา 8,200- 8,600 บาทต่อตัน ส่วนข้าวความชื้น 25% ราคา 7,000-7,400 บาทต่อตัน ซึ่งชาวนา มองว่าราคานี้ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

กรมประมงดันนวัตกรรม เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

กรมประมงดันนวัตกรรม  เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

กรมประมงดันนวัตกรรม เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในชื่อ “Support to upscaling and adoption of innovations and good practices on energy use efficiency in aquaculture in Thailand” ซึ่งมีเป้าหมายในการศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ กรมประมง ได้เริ่มต้นโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 8 จังหวัดในพื้นที่ชายฝั่งสำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเล ได้แก่ ตราด จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา และอีก 2 จังหวัดในพื้นที่น้ำจืดสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ได้แก่ กาฬสินธุ์ และราชบุรี ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงกุ้งทะเล โดยพัฒนา 5 รูปแบบ ได้แก่ 1.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 2.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล 3.ระบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 4.ระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และ 5.ระบบโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และในส่วนของการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม มีการพัฒนา 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การใช้โซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก (Stand Alone) และ 2.การใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU

นอกจากนี้โครงการฯ ยังจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ การเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดต้นทุนนโยบายสนับสนุนการให้บริการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากสตาร์ทอัพและนักลงทุน การส่งเสริม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับเกษตรกรในการลงทุนในนวัตกรรมพลังงานทดแทน และการพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรในการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยผลความสำเร็จจากการใช้นวัตกรรมเหล่านี้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 18-30% และลดต้นทุนพลังงานลงถึง 22.4-39% ซึ่งทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งทะเลลดลงเป็น 10.1-24.3 บาทต่อกิโลกรัม และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2,291-9,433 kCO2e ต่อรอบการเลี้ยงต่อบ่อ ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย

เกษตรฯชวนร่วมงาน VIVASIA2025

เกษตรฯชวนร่วมงานVIVASIA2025

เกษตรฯชวนร่วมงานVIVASIA2025

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค (วีเอ็นยู ยุโรป) เตรียมจัดงาน VIV Asia (วิฟ เอเชีย) สุดยอดงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ครบวงจร ตั้งแต่อาหารสัตว์สู่อาหารเพื่อการบริโภค ครั้งที่ 17 พร้อมจัดงาน Meat Pro Asia (มีท โปร เอเชีย) งานแสดงเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป การขนส่ง ระบบควบคุมความเย็น และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจปศุสัตว์จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค และพิเศษสุดกับการเปิดตัวงานใหม่ล่าสุด HAN Asia (Horti Agri Next Asia ฮอร์ติ อะกริ เน็กซ์ เอเชีย) ที่เน้นสินค้าและเทคโนโลยีด้านการเกษตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2568 ที่IMPACT เมืองทองธานี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 75,000 ตารางเมตร ชาเลนเจอร์ 1-3 และเอ็กซิบิชั่นส์ฮอลล์ 5-7

สำหรับ VIV ASIA 2025 เป็นงานแสดงสินค้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย สำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ สัตว์น้ำ การเกษตร และการแปรรูปอาหาร มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,500 บริษัทชั้นนำทั่วโลกรวมทั้งพาวิลเลี่ยนนานาชาติ จากประเทศชั้นนำอย่างฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินเดีย เป็นต้น คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานและ
นักลงทุนกว่า 50,000 รายจากทั่วโลก งานดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและเครือข่ายระดับนานาชาติ นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสัมมนากว่า 150 หัวข้อ โดยมีวิทยากรรับเชิญกว่า 300 ท่าน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการโรคในปศุสัตว์และสัตว์น้ำ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ และการเกษตรที่ยั่งยืน และสัมมนานานาชาติ

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อลุ้นรับบัตรเข้างานมูลค่า 600 บาท ฟรีภายในวันที่ 11 มีนาคม 2568 คลิกที่นี่www.databadge.net/viva2025/reg/viv/?card=10004738 สามารถสอบถามและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.vivasia.nl

‘อัครา’มอบหมายพด. ป้องกันการชะล้างดิน แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

‘อัครา’มอบหมายพด.  ป้องกันการชะล้างดิน  แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย  ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

‘อัครา’มอบหมายพด. ป้องกันการชะล้างดิน แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการปฏิบัติงานแบบบูรณาการในพื้นที่ต้นน้ำ โครงการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยมี นายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ผู้แทนจากกรมป่าไม้ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการบูรณาการพื้นที่ต้นน้ำในเขตพื้นที่ป่าและเขตอุทยาน ในพื้นที่แม่วางโมเดล จ.เชียงใหม่ ให้ลดการเกิดอุทกภัยและดินถล่มในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงฤดูน้ำหลากตามนโยบายของรัฐบาล

นายอัครากล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (ClimateChange) ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินในช่วงก่อนฤดูฝนทางกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) จึงบูรณาการร่วมกับกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช วางแผนการทำงานร่วมกัน เนื่องจากการทำงานบางพื้นที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพื่อฟื้นฟูให้ระบบนิเวศตามธรรมชาติคงความอุดมสมบูรณ์ และประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งประสานงานและลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานในระดับจังหวัด เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ