‘อิทธิ’ล็อกซีลตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียน เบิกฤกษ์ส่งจีนล็อตแรก 15 ตัน

'อิทธิ'ล็อกซีลตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียน เบิกฤกษ์ส่งจีนล็อตแรก 15 ตัน

‘อิทธิ’ล็อกซีลตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียน เบิกฤกษ์ส่งจีนล็อตแรก 15 ตัน

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 22.45 น.

รมช.เกษตรฯ ล็อกซีลตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียน เบิกฤกษ์ส่งจีนล็อตแรก 15 ตัน หลังโดนแบนสารแคดเมียม กำชับยึดหลัก 4 ไม่

วันที่ 20 มกราคม 2568 ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.เกษตรฯ) เดินทางมาตรวจตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรทุกทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากภาคใต้ของไทย จำนวน 15 ตัน ส่งไปยังปลายทางประเทศจีน และตรวจติดตามการส่งออกทุเรียนปลอดสาร BY2 และแคดเมียม เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคชาวจีน มีความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและคุณภาพสินค้า จึงกำหนดมาตรการ 4 ไม่ ประกอบด้วย 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่มีสวมสิทธิ์ และ 4.ไม่สี ไม่สารเคมีต้องห้าม โดยมีเป้าหมาย Set Zero การใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด ซึ่งทางรัฐบาลจีนอนุมัติให้ไทย จัดส่งทุเรียนไปได้ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา และตู้คอนเทนเนอร์ล็อตนี้ ถือเป็นล็อตแรกที่จัดส่งทุเรียนไปยังจีน โดยใช้เส้นทาง R12 สปป.ลาว ผ่านไปยังด่านจาลอประเทศเวียดนาม ปลายทางที่ด่านโหย่วอี้กว่าน ประเทศจีน ใช้ระยะเวลาการขนส่งเพียง 2 วัน เนื่องจากเส้นทางสายนี้ สามารถย่นระยะทางได้มากกว่าเส้นทางอื่น

ทั้งนี้ แคดเมียม (Cadmium) เป็นแร่โลหะหนักชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลากหลายด้าน ปัจจุบันแคดเมียมมีการปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมและอาหาร เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะไปสะสมอยู่ที่ปอด ตับและไต และทำให้เกิดพิษโดยไม่รู้ตัว และจีนเป็นประเทศที่นำเข้าทุเรียนจากไทยเป็นจำนวนมาก โดยมีข้อมูลด้านการส่งออกทุเรียนไปจีน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 ส.ค.2567 ไทยส่งออกทุเรียนไปแล้ว 714,334 ตัน มีมูลค่าถึง 94,870 ล้านบาท ดังนั้นการส่งออกทุเรียนไปยังจีน จึงถือเป็นรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจของไทย แต่ในปี 2567  ทางจีนได้มีการแจ้งเตือน การตรวจพบการปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนไทยเกินกำหนดไว้จริง  และเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภค จีนจึงระงับการนำเข้าทุเรียนจากโรงงานบรรจุภัณฑ์ 15 แห่ง และสวนผลไม้ 18 แห่งในเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2567 เป็นต้นมา

สำหรับเส้นทาง R12 เป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งจากไทยสู่เวียดนาม และเข้าไปยังประเทศจีนที่สั้นที่สุด ถือเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อภาคอีสานของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เริ่มจากด่านพรมแดนนครพนม ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ผ่าน สปป.ลาว เวียดนาม และเข้าสู่ด่านของจีนถึง 2 ด่าน เชื่อมผ่านจุดสำคัญของ 4 ประเทศ โดยแยกเป็น 2 เส้นทาง คือ 1.ด่านนครพนม(ไทย)-ด่านท่าแขก(ลาว)-ด่านน้ำพาว-ด่านจาลอ(เวียดนาม)-ด่านหูหงิน-ด่านตงซิน(จีน) ส่วนเส้นทางที่ 2 ด่านนครพนม(ไทย)-ด่านท่าแขก(ลาว)-ด่าน้ำพาว-ด่านจาลอ(เวียดนาม)-ด่านหม่องก่าย-ด่านตงซิน(จีน)

โดยทั้ง 2 เส้นทาง สามารถเชื่อมต่อกันได้ที่ด่านโหย่วอี้กว่าน และ ด่านตงซินของจีน ทั้งยังมีจุดเชื่อมต่อกับเส้นทางอื่นๆอีกหลายสาย เช่นน ทางหลวง AH1 ซึ่งเป็นทางหลักมุ่งหน้าไปยังกรุงฮานอย และเขตเศรษฐกิจอื่นของเวียดนามตอนกลาง และเชื่อมต่อกับโฮจิมินห์ไฮเวย์ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่เวียดนามตอนเหนือและตอนใต้

ทั้งนี้ เส้นทาง R12 ในลาว มีระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร เท่านั้น ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค ผลไม้ ฯลฯ เบนเข็มมาส่งผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) โดยเฉพาะการขนส่งผลไม้จากไทยไปจีน เป้าหมายคือด่านโหย่วอี้กว่าน เพื่อไปกระจายสินค้าที่ตลาดเจียงหนาน ซึ่งเป็นเสมือนศูนย์กลางของตลาดผลไม้ของไทย ไปยังภูมิภาคอื่นๆของจีน

ปลัดฯจัดอบรมการใช้งาน ระบบบริหารดิจิทัลภายใต้GDCC

ปลัดฯจัดอบรมการใช้งาน ระบบบริหารดิจิทัลภายใต้GDCC

ปลัดฯจัดอบรมการใช้งาน ระบบบริหารดิจิทัลภายใต้GDCC

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรม “หลักสูตรการใช้งานระบบบริหารสำนักงานดิจิทัล (e-Office) ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์” ว่าโครงการฝึกอบรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ให้กับข้าราชการ พนักงานราชการ และบุคลากรของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลโดยมีรูปแบบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยแบ่งกลุ่มการอบรมออกเป็น 3 หลักสูตร ดังนี้ 1.หลักสูตรผู้ใช้งานทั่วไปและหลักสูตรเจ้าหน้าที่สารบรรณ รวม 3 รุ่น 2.หลักสูตรผู้บริหาร รวม 1 รุ่น และ 3.หลักสูตรผู้ดูและระบบ รวม 1 รุ่น รวมทั้งสิ้น 365 ราย

“โครงการนี้ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ซึ่งลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและจะเป็นประโยชน์ต่องานด้านสารบรรณของหน่วยงานในการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรสามารถใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มความรู้ ความเข้าใจในการใช้งาน ช่วยให้เข้าใจถึงวิธีการสร้าง-ส่ง และจัดการเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยลดการใช้เอกสารกระดาษและเพิ่มความเป็นมาตรฐานในการทำงานของหน่วยงาน พัฒนาทักษะ การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ และองค์กรดิจิทัลในรูปแบบไร้กระดาษ (Paperless) ทั้งยังประหยัดงบประมาณและเป็นการบูรณาการอย่างแท้จริง” นายประยูร กล่าว

‘นฤมล’เร่งแก้หนี้สิน สมาชิกกองทุนฟื้นฟู พัฒนาลูกหนี้4แบงก์ ตามกรอบ22มี.ค.นี้

‘นฤมล’เร่งแก้หนี้สิน  สมาชิกกองทุนฟื้นฟู  พัฒนาลูกหนี้4แบงก์  ตามกรอบ22มี.ค.นี้

‘นฤมล’เร่งแก้หนี้สิน สมาชิกกองทุนฟื้นฟู พัฒนาลูกหนี้4แบงก์ ตามกรอบ22มี.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมหารือและรายงานผลการดำเนินงานโครงการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรลูกหนี้ธนาคาร 4 แห่ง ร่วมกับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยมีนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดดำเนินงานโครงการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรลูกหนี้ธนาคาร 4 แห่ง พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดแนวทางการช่วยเหลือและแก้หนี้สินเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพให้แล้วเสร็จ ภายในกรอบระยะเวลา 22 มีนาคม 2568

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า จากข้อมูลเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568 พบว่าจากจำนวนเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 50,621 ราย มีเกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้ว 29,333 ราย และมีเกษตรกรแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม เพื่อทดแทนผู้ไม่มาใช้สิทธิ์ 18,914 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างนำส่งรายชื่อเกษตรกรให้กับธนาคารของรัฐ 4 แห่ง เพื่อตรวจสอบสถานะหนี้ NPL ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดต่อไป

เกษตรฯชี้งานมหกรรมฯ ผลตอบรับดีสร้างรายได้6ล้านบ.

เกษตรฯชี้งานมหกรรมฯ ผลตอบรับดีสร้างรายได้6ล้านบ.

เกษตรฯชี้งานมหกรรมฯ ผลตอบรับดีสร้างรายได้6ล้านบ.

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา จ.พะเยา กล่าวถึงผลสำเร็จของการจัดงานดังกล่าว ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567–5 มกราคม 2568 ที่ลานหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง จ.พะเยา ว่าการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ในการส่งเสริมการเกษตรระดับพื้นที่อย่างครบวงจรของระบบการผลิตสินค้าเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เผยแพร่ความรู้นวัตกรรมด้านการผลิต การตลาด ทั้งพืช สัตว์ และประมง เชื่อมโยงการจัดกิจกรรมทางภาคการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่มีจุดแข็งในสินค้าอัตลักษณ์ GI รวมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของ จ.พะเยา และพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้สรุปผลการจัดงานทั้ง 10 วันมีผู้สนใจเข้าร่วมชมงาน 276,834 ราย มียอดจำหน่ายสินค้า รวม 6,154,361 บาท โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.อาหารปรุงสุกพร้อมทาน 2.เสื้อผ้าและสิ่งทอ 3.สินค้าแปรรูปและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 4.สินค้าจักสาน หัตถกรรม และศิลปะประดิษฐ์ และ 5.เครื่องดื่มต่างๆ เป็นต้น

สำหรับกิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมงานให้ความสนใจมากที่สุด ได้แก่ 1.การจัดนิทรรศการนวัตกรรมการเกษตรฯร้อยละ 56.82, 2.Workshop การฝึกอบรมร้อยละ 52.73, 3.การตกแต่งสถานที่ และสวนดอกไม้ร้อยละ 48.91, 4.การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร ร้อยละ 42.22 และ 5.การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ร้อยละ 39.37 นอกจากนี้ ยังสามารถจับคู่เจรจาธุรกิจสำเร็จ 5 คู่ ได้แก่ 1.การซื้อ-ขายสินค้าข้าว 3 คู่ ปริมาณรวม 41,000 ตันคิดเป็นมูลค่ากว่า 450 ล้านบาท 2.การซื้อ-ขายยางก้อนถ้วย 1 คู่ ปริมาณรวม 2,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท และ 3.การซื้อ-ขายปลานิล 1 คู่ ปริมาณรวม 109.5 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 6.68 ล้านบาท รวมมูลค่าการซื้อ-ขาย ทั้งสิ้น 506.68 ล้านบาท

ส่วนผลสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงาน พบว่ามีความพึงพอใจต่อการจัดงานในระดับมากที่สุด ร้อยละ 78 ระดับมาก ร้อยละ 18.3 และต้องการให้จัดงานในปีถัดไป โดยจะเข้าร่วมงานอีกถึง 99%

‘อัครา’มอบโฉนดฯปี’68ให้เกษตรกร

‘อัครา’มอบโฉนดฯปี’68ให้เกษตรกร

‘อัครา’มอบโฉนดฯปี’68ให้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานกิจกรรมการมอบโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร ส่งความสุขปีใหม่มอบให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ประจำปี 2568 และมอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร ที่เวทีกลาง Zone 6 ภายในงานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา จ.พะเยา

สำหรับกิจกรรมภายในงาน รมช.เกษตรฯ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบป้ายรับรองร้านอาหาร Q Restaurant Premium ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ให้ร้านเฮียอู๊ด ข้าวต้มโต้รุ่งมอบพันธุ์ปลาจากกรมประมงให้เกษตรกร 5 ราย มอบป้ายสระน้ำประจำไร่นา (บ่อจิ๋ว) ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ของกรมพัฒนาที่ดิน ให้เกษตรกร 5 ราย มอบกล้าพันธุ์ทุเรียนจันทบุรี ของกรมวิชาการเกษตร 5 ราย มอบออมสินโครงการส่งความสุขส่งเสริมการออมของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 100 ใบ และมอบโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตรจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 100 ราย

“การจัดงานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยาเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นงานที่รวบรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มาจัดงานเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่สนใจได้เข้ามาเที่ยวชมงาน โดยทุกหน่วยงานได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาส่งเสริมและสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรได้เข้าถึงกระทรวงเกษตรฯ มากยิ่งขึ้น และโอกาสนี้ขอถือโอกาสเชิญชวนพี่น้องประชาชน มาท่องเที่ยว จ.พะเยา หลีกหนีความวุ่นวายแล้วมาเที่ยวเมืองรอง สัมผัสบรรยากาศสโลว์ไลฟ์นั่งชิมกาแฟริมกว๊านพะเยา หรือนั่งเรือไหว้พระกลางน้ำ สัมผัสวิถีชีวิตคนเมืองเหนือ” นายอัครา กล่าว

‘รมว.นฤมล’ถกความร่วมมือ’ออสเตรเลีย’ เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตรระหว่าง 2 ประเทศ

'รมว.นฤมล'ถกความร่วมมือ'ออสเตรเลีย' เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตรระหว่าง 2 ประเทศ

‘รมว.นฤมล’ถกความร่วมมือ’ออสเตรเลีย’ เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตรระหว่าง 2 ประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.54 น.

“รมว.นฤมล”ถกความร่วมมือ“ออสเตรเลีย“เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตรระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมผลักดันการส่งออกเป็ดปรุงสุกของไทย

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือร่วมกับ นางจูลี คอลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจขนาดเล็กแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย ณ  สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ประเทศไทยยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศออสเตรเลีย และเตรียมพร้อมจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรฯ ไทย-ออสเตรเลีย และการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหารระหว่างไทย – ออสเตรเลีย ในปี 2568 อีกทั้ง ฝ่ายออสเตรเลียแสดงความสนใจในการยกระดับความร่วมมือกับประเทศไทยทั้งภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement : TAFTA) และกรอบความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area: AANZFTA) พร้อมทั้งผลักดันการขยายการค้าสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศให้มากยิ่งขึ้น อีกด้วย

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้ติดตามและผลักดันการขยายขอบเขตการส่งออกสินค้าเป็ดปรุงสุกของไทย เพิ่มเติม 3 รายการ คือ ไขมันเป็ด เป็ดปรุงสุกแปรรูปติดกระดูก เครื่องในเป็ดแปรรูป ซึ่งทางออสเตรเลียรับทราบและจะเร่งรัดการดำเนินการต่อไป

‘กรมการข้าว’ใส่ใจแก้ปัญหา ชวนลดและงดการเผาตอซังฟางข้าว

'กรมการข้าว'ใส่ใจแก้ปัญหา ชวนลดและงดการเผาตอซังฟางข้าว

‘กรมการข้าว’ใส่ใจแก้ปัญหา ชวนลดและงดการเผาตอซังฟางข้าว

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 21.23 น.

PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน กรมการข้าว ใส่ใจแก้ปัญหา ชวนลดและงดการเผาตอซังฟางข้าว

หลายพื้นที่ในภาคเหนือ ยังคงเผชิญวิกฤติฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับที่ 1 ของเอเชีย และเป็นอันดับที่ 2 ของโลก (การจัดอันดับ World’s Best Awards ของนิตยสารทราเวล แอนด์ เลซเซอร์ ปี 2559) ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องฝุ่นควัน สาเหตุหลักคือ การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

กรมการข้าว ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และ เพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยได้รับเกียรติจาก ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเกษตรกร เข้าร่วมงานฯกว่า 5,000 คน

งานฯ ดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัยด้วยการจัดการตอซังและฟางข้าว ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อปลอดการเผา และผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ให้แก่เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน smart farmer ชาวนาอาสา ผู้นำองค์กรชาวนา และประชาชนทั่วไป

ได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตลอดจนให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการงดเผาตอซังและผลิตข้าวอย่างปลอดภัย เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จนเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว

กรมการข้าว ได้ร่วมกันสร้างจิตสำนึกในการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ให้เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการเผา ที่จะสามารถช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ “นาแปลงใหญ่” เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิต และบริหารจัดการผลิตข้าว มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ กลุ่มเกษตรกรให้มีความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ห่วงโซ่การผลิตข้าวแบบเดิม โดยการผสานเชื่อมโยงกันตั้งแต่เริ่มการจัดการการเพาะปลูกข้าว ไปจนถึงการตลาด โดยกระบวนการรับรองการผลิตข้าวมีทั้งการรับรองรายเดี่ยวและการรับรองแบบกลุ่ม ซึ่งการขอการรับรองแบบกลุ่มนั้น จะช่วยประหยัดงบประมาณและเวลา สร้างความเข็มแข็งและความยั่งยืนในการผลิตให้กับ กลุ่มเกษตรกร ที่ผ่านมากรมการข้าว ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ค่าฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่เกษตรกรเผาฟางข้าว จึงมอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ คิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรไม่เผาฟาง จึงได้คิดค้นจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ที่ช่วยในการย่อยสลายตอซัง และฟางในนาข้าว โดยมีประสิทธิภาพ สามารถย่อยสลายได้ภายใน 7-10 วัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับนาข้าว ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้สูงสุด 20% – 30% เพื่อให้เกษตรกรหยุดการเผาไร่นา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ กรมการข้าวได้ถ่ายทอดวิธีการปลูกข้าวให้แก่เกษตรกร โดยเป็นการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งเป็นเทคนิคการจัดการน้ำในแปลงนาที่มีประสิทธิภาพ สามารถให้น้ำได้ตามความต้องการของข้าวในแต่ระยะการเจริญเติบโต โดยปล่อยให้น้ำแห้งตามธรรมชาติ เพื่อให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศที่ดี กระตุ้นให้รากและลำต้นข้าวมีความแข็งแรง โดยเทคนิคการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งดังกล่าว สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าว และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ที่เป็นปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิต และมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ

– 006

‘สุริยะ’มอบที่ปรึกษาฯติดตามผลการดำเนินงาน’ธนาคารที่ดิน’

'สุริยะ'มอบที่ปรึกษาฯติดตามผลการดำเนินงาน'ธนาคารที่ดิน'

‘สุริยะ’มอบที่ปรึกษาฯติดตามผลการดำเนินงาน’ธนาคารที่ดิน’

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 20.54 น.

ที่ปรึกษารองนายกฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ตรวจติดตามผลการดำเนินงานของ “ธนาคารที่ดิน” ชี้เป็นหน่วยงานตอบโจทก์การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน หนุนยกระดับผลิตภัณฑ์การเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของวิสาหกิจชุมชน วอนทุกภาคส่วนช่วยกันสนับสนุน

วันที่ 17 มกราคม 2567 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) มอบหมายนายศรัณยสัณฑ์ วีรกุลสุนทร ที่ปรึกษารองนายกฯ และ นายภัทร ภมรมนตรี ประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยม และพบปะเกษตรกร สมาชิกวิสาหกิจชุมชนศาสตร์พระราชาวัดพุทธอุทยานดอยอินทรีย์ ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย และ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย พื้นที่ดำเนินโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ของ “ธนาคารที่ดิน”

โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พระอาจารย์ วิบูลย์ ธัมเตโช วัดพุธอุทยานดอยอินทรีย์ นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมผู้บริหาร “ธนาคารที่ดิน” และส่วนราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับ

นายศรัณยสัณฑ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาที่ทำกินของพี่น้องเกษตรกรมาโดยตลอด วันนี้รู้สึกยินดีที่ได้เห็นความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามภารกิจของ “ธนาคารที่ดิน” ที่เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนศาสตร์พระราชาวัดพุทธอุทยานดอยอินทรีย์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน จนกลายมาเป็นชุมชนต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ที่ยั่งยืน ทั้งยังเป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้การบริหารจัดการที่ดินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของหลายหน่วยงาน ทั้งองค์กร นักเรียน นักศึกษา ในและต่างประเทศ 

ขณะที่พื้นที่ วิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ นั้น ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร สัตว์เลี้ยง ปลา รวมถึงถนน และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานได้รับความเสียหาย จึงขอกำลังใจพี่น้องเกษตรกร และได้กำชับหน่วยงานในพื้นที่รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสนับสนุนฟื้นฟู พัฒนาพื้นที่ให้กลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ดังเดิม 

“การที่ได้มาเห็นพื้นที่จริง ทำให้ทราบว่า การบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบการจัดการแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนของ “ธนาคารที่ดิน” จะเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินในอีกหลายพื้นที่ของประเทศได้ การทำให้เกษตรกรและผู้ยากจนได้มีสิทธิในที่ดินทำกินเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ขอฝากให้ทุกหน่วยช่วยกันสนับสนุน เพื่อให้พี่น้องชาวบ้านจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป”นายศรัณยสัณฑ์ กล่าว

ด้านนายกุลพัชร เปิดเผยว่า ขอขอบคุณทุกหน่วยงานภาคีที่ร่วมกันสนับสนุน ให้ “ธนาคารที่ดิน” ดำเนินโครงการตามภารกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับพี่น้องเกษตรกร ขยายไปทุกพื้นที่ที่เดือดร้อน มุ่งกระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน และให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ยากจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พึ่งพาตนเองได้ 

จากนั้น นายศรัณยสัณฑ์ คณะผู้บริหารธนาคารที่ดิน ได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาในบ่อส่วนกลางของวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ โดยรับความอนุเคราะห์พันธุ์ปลาจำนวน 10,000 ตัว  จากประมงจังหวัดเชียงราย เพื่อให้สมาชิกได้เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์จำหน่ายเป็นอาชีพต่อไป

สำหรับ วิสาหกิจชุมชนศาสตร์พระราชาวัดพุทธอุทยานดอยอินทรีย์ ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย มีสมาชิกจำนวน 64 ครัวเรือน ในเนื้อที่ 84-0-50.3 ไร่ ส่วนวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย สมาชิกจำนวน 65  ครัวเรือน พื้นที่ 68 ไร่

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 20.41 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ลด งดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และเพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 เวลา นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ลด งดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และเพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน โดยมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานฯ และมีผู้บริหารระดับสูงสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ณ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

พร้อมรับฟังการปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “แนวทางการลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” ซึ่งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัยด้วยการจัดการตอซังและฟางข้าว ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อปลอดการเผา และผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ให้เกษตรกรได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตลอดจนให้เกษตรกรเล็งเห็นถึงความสำคัญของการงดเผาตอซัง ซึ่งจะสามารถช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และสนองนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5

– 006

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมพิธีเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมพิธีเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมพิธีเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.12 น.

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมพิธีเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ…ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และเพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน โดยมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี โดยการจัดงานในครั้งนี้ ได้มีการจัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อ ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน โดยหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน กว่า 22 หน่วยงาน ณ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

– 006