เผยสาเหตุราคามันสำปะหลังดิ่งหนักเหลือไม่ถึงกิโลฯละ 2 บาท จี้รัฐประกันราคาด่วน

เผยสาเหตุราคามันสำปะหลังดิ่งหนักเหลือไม่ถึงกิโลฯละ 2 บาท จี้รัฐประกันราคาด่วน

เผยสาเหตุราคามันสำปะหลังดิ่งหนักเหลือไม่ถึงกิโลฯละ 2 บาท จี้รัฐประกันราคาด่วน

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.01 น.

ผู้เชี่ยวชาญด้านมันสำปะหลัง เผยสาเหตุราคาดิ่งหนักเหลือไม่ถึง 2 บาทต่อกิโลกรัม หลังตลาดใหญ่จีนลดการนำเข้า และผลผลิตในประเทศออกมาเป็นจำนวนมาก ชี้รัฐจำเป็นต้องประกันราคาเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 ดร.สิรทัศน์ วีระพิริยะชาติ เจ้าของช่อง YouTube ส.เกษตรวันหยุด ให้สัมภาษณ์ภาพรวมของปัญหาเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังที่เผชิญสภาวะราคารับซื้อตกต่ำมากร่วงต่ำกว่า 2 บาทต่อกิโลกรัม และบางพื้นที่แค่ 1.20 ว่า สถานการณ์ราคามันสำปะหลังตกต่ำ เพราะปริมาณส่งออกต่ำลงมาก คือเหลือจำนวน 6 ล้านตัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี  62 ก่อนที่ปริมาณการส่งออกจะขยับขึ้นมาในปีถัดๆมา จำนวน 7 ล้านตัน จนปี 65 ขยับถึง 10 ล้านตัน

“แต่ในปี 66 ลดเหลือจำนวน 8 ล้านตัน ซึ่งคิดว่าในอนาคตปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังที่ลดลงก็คงจะขยับขึ้นอีกเหมือนในอดีต อย่างไรก็ตาม ยอดส่งออกไปจีนที่ลดลงเนื่องจากจีนได้มีการนำข้าวโพดที่ปลูกในประเทศจีนมาใช้ทดแทนปริมาณนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย รวมทั้งซื้อจากประเทศอื่นที่ราคาถูกกว่าไทย เช่น เวียดนาม” ดร.สิรทัศน์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศเราด้วย โดยต้องเข้าใจตลาดมันสำปะหลังว่า ผู้ประกอบการที่รับซื้อมันสำปะหลังมี 2 แบบ คือ1)ลานขนาดใหญ่ 20- 30 ไร่ ซื้อหัวมันสดเพื่อตากทำมันเส้น 2) ลานย่อยจะซื้อมา ขายไปเพื่อส่งต่อโรงแป้งหรือลานขนาดใหญ่อีกทอด  ซึ่งเกษตรกรจะขายมันสำปะหลังราคาสูงหรือไม่ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ อยู่ระยะทางใกล้โรงแป้งเพราะลานรับซื้อจะมีต้นทุนค่าขนส่งให้โรงแป้งไม่มาก หรือ พื้นที่โซนที่มีลานรับซื้อจำนวนมากก็จะมีการแข่งขันราคารับซื้อ ดังนั้น ขึ้นอยู่กับแหล่งพื้นที่เกษตรกรปลูกและพื้นที่จะไปขายทำให้ราคาต่างกัน ถ้าอยู่ใกล้โรงแป้งซึ่งรับซื้อราคาสูงเกษตรกรก็จะขายได้ราคาสูง

ทั้งนี้ ลานรับซื้อส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในโซนภาคอีสานที่มีแหล่งปลูกมันสำปะหลังเยอะ โดยมากที่สุด จังหวัดนครราชสีมา รองลงมาจังหวัดกำแพงเพชร , ชัยภูมิ, กาญจนบุรี , อุบลราชธานี

จากปัญหาราคาส่งออกมันสําปะหลังร่วงหนักในช่วงนี้นั้น  ดร.สิรทัศน์ เห็นว่า การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนนั้น ต้องมีการนำมันสำปะหลังมาใช้ในประเทศไทยให้มีปริมาณมากขึ้น เพราะประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก จึงมีการผลิตในปริมาณที่เกินใช้ในประเทศ ดังนั้นเมื่อประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่จากไทยลดปริมาณการสั่งซื้อมันเส้น จากปี 2566 จำนวน 4.6 แสนตัน ปี 2567 การซื้อลดปริมาณเหลือ 2 แสนตัน จึงทำให้สถานการณ์ราคามันสำปะหลังตกต่ำอย่างที่เห็น

“ส่วนการแก้ปัญหานั้น 1)ไทยจะต้องมีการหาตลาดใหม่เพื่อขยายตลาดส่งออกควบคู่ไปกับ และ 2)การเน้นให้ใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมประเทศให้มากขึ้น นอกจากนี้เดิมไทยส่งออกในปริมาณ 70% ควรส่งออกลดลงเหลือ 50% ใช้ในประเทศ 50% ก่อน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเกษตรกรมันสำปะหลังต้องการให้ช่วยเร่งด่วนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคามันสำปะหลังเนื้อแป้ง 25%ราคา 2.50 บาท/กิโลกรัม ขณะที่มันสำปะหลังมีต้นทุนการปลูกขั้นต่ำเฉลี่ย 2 บาทกว่าต่อกิโลกรัม ขณะที่ปัจุบันราคามันสำปะหลัง อ้างอิงจากสำนักงานเศรษฐกิจการ เกษตร ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1.83บาท/กิโลกรัม”ดร.สิรทัศน์ กล่าวย้ำ

พร้อมคาดการณ์ว่าปีนี้ฤดูกาลผลิต 67/68 หัวมันสดจะมีปริมาณ 22 ล้านตัน ขณะที่ปี 2567 ปริมาณมันเส้นส่งออกแค่ 2 ล้านกว่าตัน แป้งมันส่งออก 1.9 ล้านตัน ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง 6 ล้านตัน ส่วนฤดูกาลผลิตปี 66/67 ส่งออกได้ 8 ล้านตัน โดยปีก่อนหน้านั้น จำนวน 10 ล้านตัน

“เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำหน้าที่เป็นเซลล์ใหญ่พาไปขาย ช่วงนี้มีนักการเมืองหลายคนฝั่งรัฐบาลที่เป็นเจ้าของโรงแป้ง โดยเฉพาะโซนโคราช,อุบลฯ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตีข่าวว่ากำลังพยายามไปเปิดตลาดที่จีน ว่าเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายกฯทำ MOU กับจีนคำสั่งซื้อล่วงหน้า 5,300 ล้านบาท แต่ก็จะอาศัยระยะเวลานาน  ดังนั้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคามันสำปะหลังในช่วงนี้ก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเพราะเพิ่งเก็บผลผลิตมันสำปะหลัง จึงทำให้ช่วงนี้ปริมาณในประเทศมีเยอะ แต่สักระยะหนึ่งปริมาณมันสำปะหลังในประเทศจะน้อยลง จึงมีความหวังว่าสถานการณ์หลังเดือนกุมภาพันธ์น่าจะดีขึ้น พร้อมๆไปกับที่รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมให้มีการใช้ในประเทศมากขึ้น”ดร.สิรทัศน์ กล่าว

คลี่คลาย!‘ประมงราชบุรี’มั่นใจ คุมสถานการณ์‘ปลาหมอคางดำ’ได้

คลี่คลาย!‘ประมงราชบุรี’มั่นใจ คุมสถานการณ์‘ปลาหมอคางดำ’ได้

คลี่คลาย!‘ประมงราชบุรี’มั่นใจ คุมสถานการณ์‘ปลาหมอคางดำ’ได้

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.23 น.

คลี่คลาย!‘ประมงราชบุรี’มั่นใจ คุมสถานการณ์‘ปลาหมอคางดำ’ได้

17 มกราคม 2568 นายจิระพงศ์ ศิริวัฒน์ นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนประมงจังหวัดราชบุรี มอบหมายให้นางสาวจินตนา นิธรรม หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง นางสายหยุดฤทธิ์ ช่วยประมง อำเภอโพธาราม พร้อมเจ้าหน้าที่และหน่วยงานพันธมิตร ได้ลงพื้นที่ทำกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” จับปลาหมอคางดำในคลองหนองบางงู ตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม ตามแผนปฏิบัติการในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ตั้งเป้าจัดกิจกรรมจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้ครบทั้ง 6 อำเภอ ควบคู่กับการวางแผนการปล่อยปลาผู้ล่าลงในแหล่งน้ำเพื่อช่วยกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ และในระยะต่อไปมีการวางแผนการปล่อยปลาพื้นถิ่นกลับคืนลงสู่แหล่งน้ำเพื่อทดแทนปลาที่ถูกกำจัดออก และเพิ่มความหลากหลายในระบบนิเวศ 

จังหวัดราชบุรี ยังพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ 6 อำเภอ แต่มีปริมาณน้อยและไม่รุนแรง อยู่ในระดับสีเขียว หรือพบน้อยกว่า 10 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร ที่สำคัญในคลองต่างๆ ยังพบปลาพื้นถิ่นชนิดอื่นๆ เช่น ปลาสร้อย ปลาตะเพียน เป็นต้น และเกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเพาะปลูกพืชในร่องสวน จึงไม่ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ ส่วนในพื้นที่อำเภอบางแพซึ่งมีพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมากของจังหวัด พบจำนวนปลาหมอคางดำน้อยมาก และเกษตรกรยังมีเตรียมความพร้อมจัดการบ่อเลี้ยงป้องกันปลาหมอคางดำรุกล้ำเข้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

ปีนี้ราชบุรียังคงดำเนินการต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศและดูแลเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด  จะมีการจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองจับปลาออกจากลำคลองในพื้นที่ 6 อำเภอ และดำเนินการปล่อยปลาผู้ล่าเพื่อช่วยตัดวงจรปลาหมอคางดำ และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะเดียวกัน ประมงจังหวัดยังดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ทุกช่องทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังและแจ้งเจ้าหน้าที่หากพบปลาชนิดนี้ในลำคลอง ตามมาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ”  พร้อมกับสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า ปลาหมอคางดำมีประโยชน์สามารถนำมาบริโภค หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ตลอดจนนำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพสำหรับเกษตรกรปลูกพืชได้อีกด้วย

กรมส่งเสริมสหกรณ์สั่งเข้มห้ามเผาในเขตพื้นที่นิคมฯ พบฝ่าฝืนตัดสิทธิ์ทันที

กรมส่งเสริมสหกรณ์สั่งเข้มห้ามเผาในเขตพื้นที่นิคมฯ พบฝ่าฝืนตัดสิทธิ์ทันที

กรมส่งเสริมสหกรณ์สั่งเข้มห้ามเผาในเขตพื้นที่นิคมฯ พบฝ่าฝืนตัดสิทธิ์ทันที

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะระหว่างเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ตรงกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกร และการเผาในพื้นที่เกษตร เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจให้ได้หลายรอบต่อปี เช่น การเผาใบอ้อย ตอซังฟางข้าว และตอซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากปัญหาดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ภาคการเกษตร จึงมีมติให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมาตรการเชิงรุกกับเกษตรกรที่ไม่ให้ความร่วมมือทำการเผาผลผลิตทางการเกษตรในที่ดินของรัฐจัดให้ พร้อมวางบทลงโทษพิจารณาตัดสิทธิ์ ไม่ให้สิทธิ์ เพิกถอนสิทธิ์ หรือไม่ให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งพิจารณาตัดสิทธิ์ความช่วยเหลือหรือชดเชยต่าง ๆ จากภาครัฐ และสิทธิ์การทำการเกษตรในที่ดินของรัฐบาลด้วย

ด้านนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ภายใต้การกำกับดูแลของศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญเรื่องแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นอย่างมาก เนื่องจากเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนทุกภาคส่วน จึงออกแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ภาคการเกษตร ในเขตพื้นที่นิคมสหกรณ์ โดยสั่งการไปยังสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ที่มีพื้นที่ Hotspot ให้กำชับกวดขัน “นิคมสหกรณ์” ในพื้นที่รับผิดชอบให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ไม่ให้มีการเผาในเขตพื้นที่นิคมสหกรณ์โดยเด็ดขาด หากตรวจสอบพบว่ามีเกษตรกรสมาชิกที่ฝ่าฝืนเผาในเขตพื้นที่นิคมสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการชะลอการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ (กสน.3) และชะลอการได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ซึ่งเป็นเอกสารที่สามารถนำไปขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ รวมทั้งจะไม่ได้รับการสนับสนุนแผนงาน/โครงการ/เงินอุดหนุนของรัฐบาล ในฐานะสมาชิกนิคมสหกรณ์ และจากสหกรณ์ที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ด้วย

“อย่างไรก็ตาม นิคมสหกรณ์ต้องรายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการรายเดือน ภายใต้มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี พ.ศ.2568 ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทราบ ภายในวันที่ 7 ของทุกเดือน จนกว่าจะสิ้นสุดสถานการณ์ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รวบรวมผลการดำเนินการ และรายงานให้กรมควบคุมมลพิษทราบเพื่อวางแผนดำเนินการต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

‘ปลาหมอคางดำ’ควรรอกระบวนการพิจารณาก่อน

‘ปลาหมอคางดำ’ควรรอกระบวนการพิจารณาก่อน

‘ปลาหมอคางดำ’ควรรอกระบวนการพิจารณาก่อน

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.19 น.

‘ปลาหมอคางดำ’ควรรอกระบวนการพิจารณาก่อน

ในช่วงที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็นจีโอที่นำชาวบ้านไปเรียกร้องความช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐและเอกชน ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ในการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีปลาหมอคางดำนี้ กลับมีข้อควรระวังที่สำคัญ ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวนี้มีความไม่สมเหตุสมผลในบางส่วน

ประการแรก : เอกชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เป็นเพียงผู้นำเข้าสัตว์อย่างถูกกฎหมาย ยังไม่ผ่านกระบวนการสอบสวนทางกฎหมายใด ๆ ดังนั้นไม่ควรด่วนสรุปความผิด การเรียกร้องความรับผิดชอบจากเอกชนที่ทำตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยไม่มีการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม อาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ที่ทำถูกต้องในกระบวนการทางกฎหมาย

ประการต่อมา : ข้อเรียกร้อง 3 ข้อที่มีต่อภาคเอกชน ได้แก่ การเคารพกฎเกณฑ์การนำเข้าสัตว์ต่างถิ่น การนำกำไรของบริษัทมาแก้ปัญหา และไม่ดำเนินคดีหากมีการวิจารณ์   หากพิจารณาในบริบทที่ถูกต้อง พบว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากเอกชนที่ถูกกล่าวหานี้ได้มีการขออนุญาตนำเข้าสัตว์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่การลักลอบนำเข้าสัตว์ นอกจากนี้ บริษัทนี้ยังมีประวัติในการคืนกำไรคืนสู่สังคมทั้งในช่วงวิกฤตต่าง ๆ โดยเฉพาะการร่วมมือในการกำจัดปลาหมอคางดำ

ในส่วนของข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับการไม่ดำเนินคดีผู้กล่าวหาบริษัทนั้น ผู้เขียนเห็นว่าหากมีการกล่าวหาจนเกิดความเข้าใจผิด การปกป้องชื่อเสียงจากกระบวนการทางกฎหมายก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้  อีกทั้ง ผู้ที่ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทไม่ควรวิตก หากข้อมูลที่ใช้กล่าวหามีความถูกต้อง ไม่เป็นข้อมูลเท็จ

ก่อนหน้านี้ยังมีความพยายามแสดงให้เห็นว่าการฟ้องหมิ่นประมาทครั้งนี้ คือการฟ้องปิดปาก แต่ในความเป็นจริงผู้ถูกฟ้อง ยังคงใช้สื่อเพื่อชี้นำไปในทิศทางที่ทำให้ผู้ฟ้องเสียหาย ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการฟ้องนี้ไม่ใช่การฟ้องปิดปากจริง และไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อผู้ถูกฟ้อง

ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่า ควรให้คดีที่เกี่ยวข้องกับปลาหมอคางดำ ทั้งสองคดีได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องตามกระบวนการก่อน ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ศาลแพ่ง หรือคดีหมิ่นประมาท การจะดำเนินการใด ๆ ควรรอให้กระบวนการทำงานและรับฟังการพิจารณาอย่างถูกต้องตามกระบวนการ จึงจะสามารถตัดสินได้อย่างมีเหตุมีผล  อย่าใจร้อนหรือล้ำเส้นในกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุดเพื่อความยุติธรรมที่แท้จริง

#ทนง สิงห์สุรสีห์

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’เป็นปธ.ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 50 ปี

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'เป็นปธ.ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 50 ปี

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’เป็นปธ.ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 50 ปี

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.22 น.

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 50 ปี ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก., ผู้ตรวจราชการกรม, ผู้อำนวยการ สำนัก/กอง/ศูนย์ ผู้เชี่ยวชาญ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณากำหนดวันและสถานที่ รวมถึงรูปแบบในการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 50 ปี, การแต่งตั้งคณะทำงานจัดกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 50 ปี โดยมีคณะทำงานทั้งหมด 7 คณะ ดังนี้

– คณะทำงานด้านพิธีการและประชาสัมพันธ์

– คณะทำงานฝ่ายวิชาการและนิทรรศการ

– คณะทำงานฝ่ายสถานที่

– คณะทำงานฝ่ายจำหน่ายผลิตภัณฑ์

– คณะทำงานฝ่ายต้อนรับ และอาหาร/เครื่องดื่ม

– คณะทำงานพิธีสงฆ์

– คณะทำงานฝ่ายติดตามประเมินผลการจัดงาน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมพิจารณามอบหมายเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานสรรหาของที่ระลึก และจัดสรรงบประมาณในการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 50 ปี อีกด้วย ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ

– 006

ปลดล็อก‘ทุเรียนไทย’! ศุลกากรจีนไฟเขียวส่งออกไปจีนได้ บนเงื่อนไขมีเอกสารรับรอง

ปลดล็อก‘ทุเรียนไทย’! ศุลกากรจีนไฟเขียวส่งออกไปจีนได้ บนเงื่อนไขมีเอกสารรับรอง

ปลดล็อก‘ทุเรียนไทย’! ศุลกากรจีนไฟเขียวส่งออกไปจีนได้ บนเงื่อนไขมีเอกสารรับรอง

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

‘อธิบดีกรมวิชาการเกษตร’แจ้งข่าวดี‘จีน’อนุมัติส่งออก‘ทุเรียนไทย’ไปจีนได้แล้ว แต่ต้องมีเอกสารรับรองตรวจวิเคราะห์สาร by2 และแคดเมียม พร้อมเปิดเผยศักยภาพห้องปฏิบัติห้องวิเคราะห์

17 มกราคม 2568 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปยังประเทศจีน ซึ่งล่าสุด สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ( GACC ) ได้พิจารณาและรับทราบถึงรายละเอียดของวิธีการตรวจ และเอกสารรับรองผลการตรวจสอบ( test report )ของห้องปฏิบัติการในประเทศไทย ในการตรวจสอบสาร Basic Yellow2 หรือ by2 และแคดเมียม ในทุเรียนไทย พร้อมยอมรับการส่งออกทุเรียนจากประเทศที่มีเอกสารการรับรองผลการตรวจ สาร by2 และแคคเมียมจากห้องปฏิบัติการของประเทศไทยแล้ว

สำหรับในขณะนี้ประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองความสามารถในการทดสอบสาร BY2 และแคคเมียม ในทุเรียนผลสดส่งออกจากไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาเชียงใหม่ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาสงขลา  บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขากรุงเทพฯ  บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาฉะเชิงเทรา  บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาสมุทรสาคร และบริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน) (AMARC)

ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการ (Lab) ดังกล่าว จะมีศักยภาพในการตรวจวิเคราะห์ รวมกันได้ 700 ตัวอย่าง/วัน โดยใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ประมาณ 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้าจะมีห้องปฏิบัติการ เพิ่มอีก 4 แห่ง  ส่งผลให้สามารถตรวจวิเคราะห์สาร by2 และแคดเมียม ได้กว่า 1,500 ตัวอย่าง/วัน โดยกรมวิชาเกษตรได้จัดตั้งจุดรับให้ผู้ประกอบการสามารถนำส่งตัวอย่างผลทุเรียนสด เพื่อตรวจวิเคราะห์สาร by2 และ แคคเมียม ณ ที่ตลาดมรกต จังหวัดชุมพร และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี

นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดมาตรการ 4 ไม่ เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนไทย ปี 2568  ได้แก่  ไม่อ่อน ไม่หนอน ไม่สวมสิทธิ์  และ ไม่มีสี ไม่มีสารเคมีต้องห้าม พร้อมมีเป้าหมายในการใช้สี การใช้สารเคมี เป็นศูนย์ในโรงคัดบรรจุทั้งหมด โดยได้เน้นย้ำต่อสารวัตรเกษตร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบและหากมีการตรวจพบสาร BY2 และสารเคมีที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจะยกเลิกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืชทันที

‘นฤมล’ร่วมมหกรรมเกษตรฯ ถนนสายดอกไม้ที่กว๊านพะเยา

‘นฤมล’ร่วมมหกรรมเกษตรฯ ถนนสายดอกไม้ที่กว๊านพะเยา

‘นฤมล’ร่วมมหกรรมเกษตรฯ ถนนสายดอกไม้ที่กว๊านพะเยา

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา บริเวณถนนชายกว๊าน หน้าศาลหมื่นปี (ลานข่วงวัฒนธรรม) บริเวณสามแยกถนนประสาท และสวนสมเด็จย่า 90 พรรษา โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร และนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ รวมทั้งผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม เพื่อเผยแพร่ความรู้ในการส่งเสริมการเกษตรให้ครบห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสร้างช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ และขยายผลการจัดมหกรรมดังกล่าวไปสู่จังหวัดภาคเหนืออื่นๆ เพิ่มมากขึ้น โดยมอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ นำผลการจัดงานจากปีก่อน มาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และพัฒนารูปแบบกิจกรรมให้ดีกว่าเดิม มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมพื้นฟูและช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคเหนือให้ได้รับผลประโยชน์อย่างสูงสุด

ทั้งนี้ ในส่วนการจัดนิทรรศการของกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้ของรัฐบาล และเกี่ยวข้องกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับความปลอดภัยทางอาหารเพื่อส่งเสริมกิจกรรม นิทรรศการ และการจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ไปพร้อมกัน

พด.มุ่งพัฒนาเกษตรกร เปิด3ศูนย์ฯเรียนรู้เชิงเกษตร

พด.มุ่งพัฒนาเกษตรกร  เปิด3ศูนย์ฯเรียนรู้เชิงเกษตร

พด.มุ่งพัฒนาเกษตรกร เปิด3ศูนย์ฯเรียนรู้เชิงเกษตร

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งความสุขปีใหม่ 2568 เพื่อเป็นของขวัญให้เกษตรกร ส่งมอบผลิตภัณฑ์การเกษตรคุณภาพ เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการใช้จ่าย สร้างรายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายภายในครัวเรือนให้กับเกษตรกรและประชาชน ตลอดจนส่งมอบความสุขจากการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สวยงาม พร้อมกับได้รับความรู้ทางด้านการเกษตร มอบเป็นของขวัญสู่มือพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ จัดกิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรฯ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมในวันหยุดช่วงเทศกาล บริการจุดพักรถอาหารว่างและเครื่องดื่ม ชมภูมิทัศน์ และศึกษาเรียนรู้ด้านการเกษตร ดังนี้ 1.ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ภายใต้ธีม “4 ทศวรรษผืนป่าและแผ่นดินที่พ่อสร้าง”เปิดให้บริการนั่งรถรางดูงานศูนย์ฯ เยี่ยมชมนิทรรศการ 4 ทศวรรษ ผืนป่าและแผ่นดินที่พ่อสร้าง นิทรรศการวันดินโลก นิทรรศการวิชาการต่างๆ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต และสวนดอกไม้ พร้อมทั้งจัดจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนในเครือข่าย

2.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ภายใต้ธีม“เปิดบ้านพ่อ ส่งต่อความสุขปีใหม่” ให้บริการนั่งรถรางเยี่ยมชมแปลงสาธิต พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตภายในศูนย์ฯ ได้แก่ สถานที่ 9 มหามงคล ฐานเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต นอกจากนี้ดำเนินการแจกไม้กล้าพันธุ์ดี เมล็ดพันธุ์พืช พร้อมทั้งแจกปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพซุปเปอร์ พด.2 สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น และสารควบคุมแมลงศัตรูพืช โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.7

3.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส เปิดให้บริการนั่งรถลากพ่วงเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ได้แก่ โครงการแกล้งดิน เกษตรทฤษฎีใหม่ พืชสวนครัวประดับ ไบโอดีเซล พิพิธภัณฑ์ดิน ป่าพรุจำลอง ศูนย์การเรียนรู้ด้านสุขภาพ การเลี้ยงปลาในน้ำเปรี้ยว และการขยายพันธุ์ปลา การเลี้ยงสัตว์ปีก และสัตว์เคี้ยวเอื้อง การเพาะเห็ด และการปลูกผักไร้ดิน และร้านพิกุลเกษตรภัณฑ์

นอกจากนี้ได้จัดหาสินค้าเกษตรคุณภาพดีราคาพิเศษ จำหน่ายให้ประชาชน โดยศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จัดจำหน่ายสินค้า ภายใต้ธีม “เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายผักและผลไม้จากศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ผักคุณภาพในราคาพิเศษ อาทิ ผักกาดกวางตุ้ง บร็อกโคลี่ เบบี้ฮ่องเต้ ผักสลัดคอส-ฟิลเลย์-โอ๊คลีฟเขียว กะหล่ำปลีหัวใจ ผลไม้ต่างๆ อาทิ เคพกูสเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี และเสาวรส สินค้าเกษตรแปรรูป อาทิ แคปหมูกระจก แคปหมูติดมัน ถั่วทอดกรอบ ข้าวแต๋น และแจกชุดผลิตภัณฑ์ พด.ต่างๆ และให้บริการวิเคราะห์ดิน

อย.-ปคบ.จับสินค้าเถื่อนลอบนำเข้า

อย.-ปคบ.จับสินค้าเถื่อนลอบนำเข้า

อย.-ปคบ.จับสินค้าเถื่อนลอบนำเข้า

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 16 มกราคม นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับ พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ รักษาราชการแทน ผบก.ปคบ.พ.ต.อ.วีระพงษ์ คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปคบ.เปิดปฏิบัติการทลายแหล่งจัดเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ในพื้นที่เขตลาดกระบัง กทม.ตรวจยึดของกลาง 127 รายการ 1,411 ชิ้น มูลค่ากว่า 600,000 บาท ภายหลังตรวจสอบเพจเฟซบุ๊ก“หิ้วเองจากญี่ปุ่น” ซึ่งมีการโฆษณาประกาศขายผลิตภัณฑ์อาหาร ยา และเครื่องสำอาง ฯลฯ จากต่างประเทศ อย่างผิดกฎหมาย จงขออำนาจศาลอาญามีนบุรี ออกหมายค้น และเข้าตรวจค้นจับกุม โดยพบตัวนายนที (สงวนนามสกุล) แสดงตัวเป็นผู้ดูแลสถานที่ก่อนเข้าค้น โดยเจ้าหน้าที่พบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดังกล่าว จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน

เบื้องต้นพบว่าสินค้าทั้งหมดนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น มีการลอบจำหน่ายทางออนไลน์มานานประมาณ 2 ปี โดยเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ.2558, พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535, พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510, พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522

‘อัครา’ช่วยชาวพะเยาลดต้นทุนผลิตข้าว

‘อัครา’ช่วยชาวพะเยาลดต้นทุนผลิตข้าว

‘อัครา’ช่วยชาวพะเยาลดต้นทุนผลิตข้าว

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่ศูนย์ข้าวชุมชน ต.สันป่าม่วง อ.สันป่าตอง จ.พะเยา ว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและศูนย์ข้าวชุมชนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ จนสามารถยกระดับการบริหารจัดการข้าวให้เพิ่มผลผลิตคุณภาพดี ซึ่งกรมการข้าวร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปลูกข้าวสรรพสีบนพื้นที่ ต.สันป่าม่วง 78 ไร่ ผ่านการใช้เทคโนโลยีเป็นเกษตรประณีตช่วยให้ประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าว และเป็นวงจรเกษตรอินทรีย์ ซึ่งผลผลิตจะเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง สามารถนำเมล็ดข้าวจำหน่ายได้ราคาถึง 50 บาทต่อกิโลกรัม และสามารถนำใบข้าวสรรพสีไปสกัดสารโปรตีน สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุอื่นๆ นำไปผลิตอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับรายได้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

นายอัครา กล่าวต่อว่า แปลงข้าวสรรพสีจะออกแบบเป็นรูปไดโนเสาร์และนกยูงคอเขียวไทย ซึ่งเป็นสัตว์ประจำ จ.พะเยา โดยการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมนี้ นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่มีอาชีพเพิ่ม ทั้งนี้ คาดว่านาข้าวสรรพสีจะพร้อมให้ชมความสวยงามในช่วงกลางเดือนมกราคม 2568 เป็นต้นไป