DRRAA เร่งแผนดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ AWMC

https://www.naewna.com/local/836179

DRRAA เร่งแผนดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ AWMC

DRRAA เร่งแผนดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ AWMC

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 17.36 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการถาวรของศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน (ASEAN Weather Modification Centre : AWMC) เป็นเจ้าภาพการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567 (ASEAN Regional Seminar on Weather Modification 2024) ระหว่างวันที่ 18 –  22 ตุลาคม 2567

วันที่ 18 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567 (ASEAN Regional Seminar on Weather Modification 2024) โดยมีนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนหน่วยงานความร่วมมือ และผู้แทนหน่วยงานร่วมบูรณาการเข้าร่วม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ พร้อมเปิดเผยว่า จากประเด็นเรื่องน้ำที่มีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากปัญหาภาวะโลกร้อน หรือปัจจุบันได้ยกระดับให้เป็นภาวะโลกเดือดแล้ว ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างสุดขั้ว อันนำมาสู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง หรือน้ำท่วม สภาวะเหล่านี้ เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำและอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งนี้ ด้วยความจำเป็นที่ต้องรักษาแหล่งทรัพยากรน้ำและอาหารนี้ให้คงอยู่ การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นอีกหนึ่งทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว

การดัดแปรสภาพอากาศจึงเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยเพิ่มปริมาณฝนในพื้นที่แห้งแล้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและความท้าทายดังกล่าวในระยะยาว ประเทศไทยนับว่าโชคดีที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริโครงการฝนหลวงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สนองและสืบสานพระราชประสงค์ในการช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ เพื่อความอยู่ดี กินดีและมีความสุข ตลอดจนมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีฝนหลวง ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สำหรับนำมาใช้ในการป้องกัน บรรเทาความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งร่วมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับภาคการเกษตร และรักษาระบบนิเวศของประเทศด้วย

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะอนุกรรมการอาเซียนด้านอุตุนิยมวิทยาและธรณีฟิสิกส์ (ASEAN SCMG) ครั้งที่ 41 ได้จัดการประชุม ระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2562 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และเห็นชอบในการผลักดันการดำเนินความร่วมมือด้านการดัดแปรสภาพอากาศในภูมิภาคอาเซียน โดยจัดตั้งศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน (ASEAN Weather Modification Centre : AWMC) อันจะเป็นศูนย์การแลกเปลี่ยน และหารือ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาภัยแล้ง และสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำร่วมกันในภูมิภาคต่อไป ซึ่งประเทศไทย โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้รับหน้าที่ให้เป็นหน่วยงานประสานงานหลักในการจัดทำหลักการและขอบเขตการทำงานของ AWMC ต่อมาที่ประชุม ASEAN SCMG ครั้งที่ 44 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ได้อนุมัติหลักการและขอบเขตการทำงานของ AWMC ดังกล่าว พร้อมทั้งได้รับความเห็นชอบโดยคณะกรรมการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (ASEAN Committee on Science, Technology and Innovation – COSTI)

การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ณ โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร โรงแรมดีวารี พัทยา และการศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคตะวันออก มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 95 ราย ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายไทย ได้แก่ นักวิชาการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน  65 ราย และผู้แทนหน่วยงานความร่วมมือ จำนวน 11 ราย ในส่วนของผู้แทนจากต่างประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 22 ราย ประกอบด้วยผู้แทนจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ มองโกเลีย ศรีลังกา และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ อันเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการดัดแปรสภาพอากาศของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และสมาชิกศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียนให้มีความรู้ และเกิดทักษะที่เกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย จนสามารถร่วมดำเนินโครงการความร่วมมือให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดการความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนา วิจัยและปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือภายในและระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ และสามารถนำมาปรับใช้กับเทคนิคของแต่ละประเทศได้อย่างเหมาะสม และร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งการดำเนินงานภายใต้ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน โดยจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นเครื่องมือและกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และบรรเทามลภาวะทางอากาศในระดับภูมิภาคเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป

นอกจากนี้ ยังเป็นการแบ่งปันและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเทคโนโลยีฝนหลวงของไทยให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่ดำเนินความร่วมมือด้านการดัดแปรสภาพอากาศกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร อันเป็นการเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รวมถึงเพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน โดยมีประเทศไทย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก และฝ่ายเลขานุการถาวรของ AWMC ให้แก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในปี 2567 นี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การแก้ไขและรับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยนวัตกรรม การพัฒนาวิธีการทำงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล และการจัดการความรู้แบบบูรณาการ” โดยผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติฯ จะมีโอกาสได้ชมการสาธิตการปฏิบัติการฝนหลวง และกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และนักบินจากกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ในการรับมือกับแนวโน้มความท้าทายในอนาคต แสวงหาความร่วมมือและการแบ่งปันความรู้ในด้านนี้ รวมถึงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้ชุมชนของ “AWMC” จุดเด่นอีกหนึ่งประการคือการให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงลึกและการอภิปรายเกี่ยวกับแผนการวิจัยและพัฒนาภายใต้กรอบ 4S: ได้แก่ ความมั่นคง (Security) ความปลอดภัย (Safety) ความราบรื่น (Seamlessness) และความยั่งยืน (Sustainability)

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มุ่งหวังให้การประชุมนี้ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนา วิจัยและปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ตลอดจนร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งการดำเนินงานภายใต้ “AWMC” โดยจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นเครื่องมือ และกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และบรรเทามลภาวะทางอากาศในระดับภูมิภาคให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อันจะนำไปสู่การดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อตกลงที่กำหนดร่วมกันต่อไป

– 006

เกษตรกร’ตำบลหนองตะพาน’ ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

https://www.naewna.com/local/836157

เกษตรกร'ตำบลหนองตะพาน' ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

เกษตรกร’ตำบลหนองตะพาน’ ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.22 น.

เกษตรกรพื้นที่ ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

เกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ ได้ดำเนินการในพื้นที่ หมู่ 2 ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ของ นายลำยอง แสนเจริญ เป็นระบบเกษตรผสมผสานที่ปลูกข้าวพันธุ์ กข43 เป็นพืชหลัก ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวจะปลูกข้าวนาปีเป็นหลัก โดยบริเวณข้างคันนาจะมีการปลูกพืชผักต่างๆ เช่น ชะอม ข่า ตะไคร้ แตงกวาบวบและผักหนาม เป็นต้น มีการเลี้ยงปลา ได้แก่ ปลานิลและปลาจาระเม็ด รวมถึงเลี้ยงแหนแดงเพื่อใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแนวทางของเกษตรผสมผสานที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร บนพื้นฐานแห่งการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน

– 006

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

https://www.naewna.com/local/836156

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.16 น.

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

การถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ขยายผล ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ในการผลิตข้าวคุณภาพดีเพื่อแปรรูปเป็นข้าวสาร รับประทานภายในครอบครัวและจำหน่ายภายในชุมชน สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน

โดยเกษตรกรกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ได้ดำเนินการปลูกข้าวพันธุ์ กข43 จำนวน 35 ไร่ ได้ผลผลิตข้าวเปลือก จำนวน 17,500 กิโลกรัม โดยแบ่งไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในฤดูต่อไป จำนวน 5,000 กิโลกรัม และนำมาสีเป็นข้าวสารเพื่อจำหน่าย ณ ปัจจุบัน ได้มีการสีเป็นข้าวสารไปแล้ว จำนวน 6,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 240,000 บาท

– 006

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

https://www.naewna.com/local/836074

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 12.33 น.

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

การสนับสนุนและส่งเสริมการจัดทำแปลงเรียนรู้ในพื้นที่ขยายผล ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง มีการส่งเสริมและสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว กข43 ที่เป็นผลผลิตจากแปลงเรียนรู้ภายในงานด้านข้าว ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง โดยให้เกษตรกรยืมเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูกและเพิ่มปริมาณผลผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรรายอื่น ซึ่งคิดอัตราการคืน 1:1.25 กิโลกรัม ในปี 2567 มีเกษตรกรยืมเมล็ดพันธุ์ข้าวไปทั้งสิ้น 400 กิโลกรัม

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

https://www.naewna.com/local/836130

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต  ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เกษตร และสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส บริษัท ไวค์เอเชีย จำกัด ผู้จัดการสหกรณ์นิคมบาเจาะ และสหกรณ์นิคมปิเหล็ง ประธานแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ต.โคกเคียน และเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประชุมหารือการส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO และพื้นที่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์ภายใต้โครงการโคบาลชายแดนใต้ ที่โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มสหกรณ์นิคมบาเจาะ จำกัด หมู่ที่ 7 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO และ 2.พื้นที่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์ภายใต้โครงการโคบาลชายแดนใต้ โดยที่ประชุมจะดำเนินการประชุมการส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส เพื่อหาแนวทางการส่งเสริมต่อไป

รองปลัดฯถกอนุฯ พิจารณาแผนงาน โครงการที่ใช้เงิน กองทุนจัดรูปที่ดิน

https://www.naewna.com/local/836129

รองปลัดฯถกอนุฯ  พิจารณาแผนงาน  โครงการที่ใช้เงิน  กองทุนจัดรูปที่ดิน

รองปลัดฯถกอนุฯ พิจารณาแผนงาน โครงการที่ใช้เงิน กองทุนจัดรูปที่ดิน

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดินครั้งที่ 5/2567 โดยมีอนุกรรมการ นายสุรพงศ์ เจริญการยนต์ ผอ.สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง นายกิตติพร ฉวีสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม สรุปผลการประชุมได้ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบ รายงานผลการตรวจสอบภายใน ประจำปี 2567 ซึ่งกลุ่มตรวจสอบภายใน กรมชลประทาน ได้เข้าตรวจสอบ และได้มีข้อเสนอแนะให้ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ทั้งนี้ สำนักงานจัดรูปที่ดินได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อเสนอแนะแล้ว

2.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ การดำเนินงานตามเกณฑ์ประเมินผลการดำเนินงานกองทุนจัดรูปที่ดิน ประจำปีบัญชี 2567 ได้แก่ การทบทวนแผนปฏิบัติการระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการ ประจำปีบัญชี 2568 การทบทวนแผนปฏิบัติการดิจิทัลระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการดิจิทัล ประจำปีบัญชี 2568 การทบทวนแผนการบริหารทรัพยากรบุคคลระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ประจำปีบัญชี 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังและกองทุนจัดรูปที่ดิน ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานกองทุนจัดรูปที่ดิน ประจำปีบัญชี 2567

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

https://www.naewna.com/local/836133

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร  เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อฟื้นฟูดินและช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความผลกระทบ ดังนี้ ให้สำนักงานพัฒนาที่ดินเขตและสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดประเมินสถานการณ์ จัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ประสบอุทกภัยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลจัดการดิน พืชและน้ำ ภายหลังน้ำลดให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และชนิดพืช รวมทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด. ต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับหมอดินอาสา เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย สำหรับพื้นที่ลุ่มที่เป็นนาข้าว เกษตรกรควรรีบทำการระบายน้ำออกโดยเร็วที่สุด ปล่อยให้ดินแห้งเพื่อไม่ให้ต้นข้าวเน่าตาย ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพ จากสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 อัตรา 5 ลิตร/ไร่ ใส่ในนาข้าวเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโต

ในกรณีพื้นที่น้ำท่วมขังแปลงนาจนต้นข้าวเน่าตาย หรือบ้านเรือนชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตเมืองมีน้ำนิ่งท่วมขัง อาจทำให้น้ำเน่าเสีย เกิดลูกน้ำและยุงรำคาญ ส่งผลเสียต่อสุขภาพอนามัยประชาชน แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสีย สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายขยะสด ช่วยบำบัดน้ำเน่าเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากเศษอาหารเหลือทิ้งในครัวเรือนสำหรับสวนไม้ผล ให้ทำทางระบายน้ำให้น้ำไหลออกห้ามนำเครื่องจักรหนักเข้าไปเหยียบย่ำในพื้นที่ และห้ามเข้าเหยียบย่ำโคนต้นไม้ เพราะดินที่ถูกน้ำท่วมจะมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการถูกทำลายและเกิดการอัดแน่นได้ง่ายทำให้ดินขาดอากาศต้นไม้เกิดการทรุดโทรม ถ้าต้นไม้จะล้มให้ทำไม้ค้ำยัน เมื่อดินแห้งแล้วให้พรวนดินเพื่อให้ดินแห้งเร็วขึ้น หากพบปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อราแนะให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. 3 ที่มีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในต้นพืชได้อย่างดี และให้พักดินพื้นที่ถูกน้ำท่วมสักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน โดยอาจปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินไว้ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า เป็นต้น

ทั้งนี้ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด ได้เร่งสำรวจพื้นที่ของเกษตรกร/หมอดินอาสาที่ได้รับความเสียหาย เพื่อปรับพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินโดยเร็วที่สุด กำหนดแนวทางให้ความรู้ทางวิชาการการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ให้คำแนะนำการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. ต่างๆ เมล็ดปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักและปุ๋ยชีวภาพ ในการช่วยบำรุงฟื้นฟูสภาพดินหลังน้ำลดลง รวมทั้งแก้ปัญหาและฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรตามชนิดพืชที่ปลูก โดยกรณีที่นาข้าวได้รับความเสียหายทั้งแปลง ให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ราดเพื่อให้ตอซังย่อยสลายได้เร็วขึ้น ช่วยให้เกษตรกรสามารถเตรียมพื้นที่ในการทำนาในฤดูกาลต่อไปและส่งเสริมการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงดินและเพิ่มธาตุอาหารในดิน หรือผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมสำหรับในพื้นที่ไม้ผล แนะนำให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ลดปัญหารากเน่าโคนเน่า ส่วนพื้นที่พืชไร่ที่ได้รับความเสียหายให้ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ทั้งนี้เมื่อน้ำลดลงไม่ว่าจะเป็นพื้นที่นาข้าว พืชไร่ ไม้ผลมีความจำเป็นต้องทำการปรับสภาพพื้นที่ และเร่งปรับปรุงฟื้นฟูดินให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์โดยเร็ว

กรมชลฯเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน สแตนด์บายเครื่องจักร-เครื่องมือพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

https://www.naewna.com/local/836069

กรมชลฯเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน สแตนด์บายเครื่องจักร-เครื่องมือพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

กรมชลฯเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน สแตนด์บายเครื่องจักร-เครื่องมือพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 20.30 น.

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศแจ้งเตือนอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ในช่วงวันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2567 นี้

กรมชลประทาน ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เครื่องมือประจำจุดเสี่ยง หมั่นตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งาน บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด ตามนโนบายของรัฐบาล

– 006

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ส่งเสริมการใช้วิธีทางนิเวศวิศวกรรม

https://www.naewna.com/local/835984

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ส่งเสริมการใช้วิธีทางนิเวศวิศวกรรม

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ส่งเสริมการใช้วิธีทางนิเวศวิศวกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.48 น.

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ส่งเสริมการใช้วิธีทางนิเวศวิศวกรรม

การใช้วิธีทางนิเวศวิศวกรรม (ecological engineering) ในการบริหารจัดการแมลงศัตรูข้าว เป็นการจัดการระบบนิเวศให้เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของศัตรูธรรมชาติ ที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งช่วยลดการใช้สารเคมีป้องกันกําจัดแมลง เป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศนาข้าว โดยการปลูกพืชร่วมระบบรอบแปลงนาร่วมกับการปลูกข้าว โดยเฉพาะพืชมีดอกที่ให้น้ำหวาน เพื่อเป็นแหล่งอาหาร แหล่งอาศัยของแมลงที่มีประโยชน์ในนาข้าว และช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ในนาข้าว

แปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ภายในงานด้านข้าว ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ดำเนินการปลูกดอกไม้สีเหลือง ได้แก่ ดอกดาวเรือง ถั่วบราซิล บริเวณริมคันนา และปลูกพืชผักสวนครัวที่มีดอกสีเหลือง ได้แก่ บวบ เป็นต้น

‘กรมการข้าว’จัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน

https://www.naewna.com/local/835982

'กรมการข้าว'จัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน

‘กรมการข้าว’จัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.46 น.

กรมการข้าวจัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา เรื่อง “การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก” โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว และข้าราชการ บุคลากร/เจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

นายประยูร อินสกุล เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมาก ในปี 2566 สามารถส่งออกได้ถึง 8.77 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกถึง 178.235 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากผู้นำเข้าข้าวมีความต้องการนำเข้าข้าวเพื่อใช้บริโภคและเก็บเป็นสต็อกเพื่อความมั่นคงทางอาหาร แต่ถึงแม้ว่าข้าวจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกให้แก่ประเทศได้มหาศาล แต่คุณภาพชีวิตของชาวนาไทยยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากหนี้สิน ที่กำลังแรงงานของประเทศส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงชีพ และครอบครัว โดยทำการเกษตรแบบดั้งเดิม พึ่งพาวัฏจักรธรรมชาติ ต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำ นั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญให้ทุกรัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ดังนั้น การจะขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสำเร็จได้เป็นรูปธรรม สามารถแก้ไขปัญหาภาคเกษตร และช่วยชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้น บุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ ปรับรูปแบบการทำงาน แบบบูรณาการ เน้นการทำงานของทุกคนทุกหน่วยงาน ต้องทำงาน เป็น Team Work มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจ มีเป้าหมายร่วมกัน และช่วยกันปฏิบัติงานให้สำเร็จ

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เน้นย้ำในเรื่องการผลิตให้ได้คุณภาพและความปลอดภัย จึงมอบหมายให้กรมการข้าวให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้พื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ จึงส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่หรือศูนย์ข้าวชุมชน และส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อทดแทนการใช้แรงงานในอนาคต เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้นต่อไป” นายประยูร กล่าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่ากรมการข้าวในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่นำนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สู่การปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม และเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลการผลิตข้าว และชาวนาไทยทั้งประเทศ จึงได้มีการจัดสัมมนา เรื่อง “การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชนเชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายของกรมการข้าวให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรของกรมการข้าวนำไปขับเคลื่อนแผนงานโครงการให้บรรลุเป้าหมาย และเพื่อให้ผู้รับผิดชอบโครงการสำคัญของกรมการข้าวรับทราบแนวทางการขับเคลื่อนโครงการและการบริหารแผนงานโครงการ และงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เพื่อนำไปปรับใช้ในแนวทางการปฏิบัติงานของตนเอง เพื่อช่วยเหลือ ช่วยแก้ปัญหาให้กับ ชาวนาไทย ในการวางแผนรับมือรองรับและปรับรูปแบบการผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกความต้องการ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตลอดจนสามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าข้าว และสิ่งสำคัญที่จะทำให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักของนานาประเทศ ซึ่งทุกนโยบายจะเกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน ตลอดจนการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการเป็น Team Work เป็นครอบครัวเกษตร ร่วมมือกัน ขับเคลื่อนงานไปสู่เป้าหมายต่อไป

โดยการสัมมนาในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมสัมมนา จำนวนทั้งสิ้น 350 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกอง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 ตุลาคม 2567 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร