กรมฝนหลวงฯประชุมเตรียมการจัดนิทรรศการ เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/836735

กรมฝนหลวงฯประชุมเตรียมการจัดนิทรรศการ เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2567

กรมฝนหลวงฯประชุมเตรียมการจัดนิทรรศการ เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2567

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.39 น.

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ณ ห้องประชุมเทวกุล ชั้น 6 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายภักดี จันทร์เกษ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการฝนหลวง เป็นประธานการประชุมการเตรียมการจัดนิทรรศการเนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2567 โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และพิจารณาส่งรายละเอียดข้อมูลการจัดนิทรรศการ การนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์มาจำหน่าย และกิจกรรมสาธิต

– 006

เช็คที่นี่!!! คาดการณ์ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 3 วันล่วงหน้า

https://www.naewna.com/local/836707

เช็คที่นี่!!! คาดการณ์ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 3 วันล่วงหน้า

เช็คที่นี่!!! คาดการณ์ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 3 วันล่วงหน้า

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.57 น.

คาดการณ์ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 3 วันล่วงหน้า (21 – 23 ต.ค.67) ข้อมูล ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2567

น้ำทะเลหนุนสูง วันนี้ – 24 ตุลาคม 2567 พื้นที่เสี่ยง จังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม ขอให้เฝ้าระวังน้ำเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกแนวคันกั้นน้ำ

ชป.เตรียมรับมือฝนหนักภาคใต้-ภาคเหนือฝนน้อยเร่งเก็บกักไว้ใช้แล้งหน้า

https://www.naewna.com/local/836621

ชป.เตรียมรับมือฝนหนักภาคใต้-ภาคเหนือฝนน้อยเร่งเก็บกักไว้ใช้แล้งหน้า

ชป.เตรียมรับมือฝนหนักภาคใต้-ภาคเหนือฝนน้อยเร่งเก็บกักไว้ใช้แล้งหน้า

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.11 น.

วันนี้ (21 ต.ค.67) ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (swoc) อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำกู กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายปกรณ์ สุตสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอุทกวิทยา กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และและแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

สำหรับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน (21 ต.ค.67) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 62,301 ล้าน ลบ.ม. (82% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ยังสามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 14,060 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 21,020 ล้าน ลบ.ม. (85% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ยังสามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 3,851 ล้าน ลบ.ม.

ด้านสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ส่วนใหญ่มีแนวโน้มลด อาทิ แม่น้ำปิงที่จังหวัดเชียงใหม่ สถานการณ์น้ำได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ยังคงเหลือพื้นที่น้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตอำเภอเมืองลำปาง กรมชลประทาน ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำลงลำน้ำวังอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีฝนตกเพิ่มในพื้นที่คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ส่วนสถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี หลังเกิดฝนตกหนักเมื่อวันที่ 19 ต.ค.67 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน กรมชลประทาน ได้นำเครื่องสูบน้ำ รถฉีดน้ำ รถแบ๊คโฮ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน ปัจจุบันสถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย โดยปริมาณหลากจะไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันยังมีพื้นที่รองรับน้ำได้อย่างเพียงพอ

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่า ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณฝนจะเริ่มลดลง จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ดังกล่าว วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ควบคู่ไปกับกับการเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนนี้ให้ได้มากที่สุด

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ จะมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น จึงต้องเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เครื่องมือ เข้าประจำจุดเสี่ยง ตลอดจนตรวจสอบอาคารชลประทานให้ใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปโดยสะดวก สามารถลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามข้อสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

กรมฝนหลวงฯ ร่วมสมทบทุนเข้า ‘กองทุนเพื่อการกุศลกับสภากาชาดไทย’

https://www.naewna.com/local/836597

กรมฝนหลวงฯ ร่วมสมทบทุนเข้า ‘กองทุนเพื่อการกุศลกับสภากาชาดไทย’

กรมฝนหลวงฯ ร่วมสมทบทุนเข้า ‘กองทุนเพื่อการกุศลกับสภากาชาดไทย’

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.11 น.

21 ตุลาคม 2567  เวลา 10.00 น. นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มอบหมายให้ นายไพจิตร เค้ากล้า เลขานุการกรม เข้าร่วมเป็นเกียรติในงานวันที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ในวาระครบรอบ 57 ปีและร่วมสมทบทุนเข้า กองทุนเพื่อการกุศลกับสภากาชาดไทย โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุม 7 ชั้น 5 อาคาร 1  กรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน กรุงเทพมหานคร

ส.ป.ก.เน้นจัดสรรที่ดินเกษตรกรทำกิน

https://www.naewna.com/local/836480

ส.ป.ก.เน้นจัดสรรที่ดินเกษตรกรทำกิน

ส.ป.ก.เน้นจัดสรรที่ดินเกษตรกรทำกิน

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประธานเปิดโครงการสัมมนา เรื่อง “แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการและการตรวจการปฏิบัติราชการ ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ 2568” พร้อมทั้งมอบนโยบายแนวทางขับเคลื่อนภารกิจสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิณะโรจน์ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กทม.ว่า ส.ป.ก.ได้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญตามนโยบายด้านการเกษตร “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”ของรัฐบาล อีกทั้งยังคงสานต่อ 9 นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ อาทิ 1.การปรับปรุงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ (ส.ป.ก. 4-01) เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร 2.โครงการโฉนดต้นไม้ในเขตปฏิรูปที่ดิน และ 3.โครงการตรวจสอบคุณสมบัติการใช้ประโยชน์ที่ดินของผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบตามกฎหมายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตร และส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งทุน เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นายอิทธิ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ในส่วนภูมิภาคบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งรัดการจัดทำโฉนดเพื่อการเกษตร และเร่งรัดดำเนินการบริหารจัดการที่ดินชุมชนเพื่อการอยู่อาศัยที่ถูกต้องตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เพื่อการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรและขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในองค์กรตามหลักการปลูกฝังและยึดมั่นจริยธรรมด้วยความสุจริตโปร่งใส เพื่อต่อยอดการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกร

รองปลัดฯเยี่ยมศูนย์ฯ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงโค-แพะ

https://www.naewna.com/local/836485

รองปลัดฯเยี่ยมศูนย์ฯ  ปลูกข้าวโพดเลี้ยงโค-แพะ

รองปลัดฯเยี่ยมศูนย์ฯ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงโค-แพะ

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ปัตตานีเพื่อติดตามการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงโคและแพะ เป็นการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้เกษตรกร อีกทั้งการปลูกข้าวโพดเพื่อเลี้ยงสัตว์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับเกษตรกร เนื่องจากช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรศึกษาข้อมูลและเตรียมการวางแผนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งในเรื่อง 1.การลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ได้แก่ ลดค่าอาหารสัตว์ ข้าวโพดเป็นพืชอาหารสัตว์ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะแป้งและโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่สัตว์เคี้ยวเอื้องต้องการ ทำให้เกษตรกรสามารถลดการซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูปได้, การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า, การปลูกข้าวโพดสามารถใช้พื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่มีอยู่, ลดการพึ่งพาแหล่งอาหารสัตว์ภายนอก,การมีแหล่งผลิตอาหารสัตว์เอง ทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณของอาหารสัตว์ได้ และลดความเสี่ยงการขาดแคลนอาหารสัตว์ช่วงที่ราคาสูง

2.การเพิ่มรายได้ ได้แก่ การขายข้าวโพดสด เกษตรกรสามารถตัดต้นข้าวโพดสดไปขายให้กับฟาร์มเลี้ยงสัตว์อื่นๆ หรือแปรรูปเป็นอาหารสัตว์หมักเพื่อจำหน่าย, การเพิ่มผลผลิตทางอ้อม, การปลูกข้าวโพดอาจช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน ทำให้พืชชนิดอื่นๆ ที่ปลูกหมุนเวียนสามารถเจริญเติบโตได้ดีขึ้น และเพิ่มผลผลิตได้, การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการมีรายได้หลายช่องทางจากการปลูกข้าวโพดและเลี้ยงสัตว์ จะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น

‘นฤมล’เยือนคาซัคสถาน เปิดตลาดใหม่ขยายส่งออกสินค้า

https://www.naewna.com/local/836479

‘นฤมล’เยือนคาซัคสถาน เปิดตลาดใหม่ขยายส่งออกสินค้า

‘นฤมล’เยือนคาซัคสถาน เปิดตลาดใหม่ขยายส่งออกสินค้า

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เยือนสาธารณรัฐคาซัคสถาน เพื่อร่วมประชุมผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตรกับ Mr.Ermek Kenzhehanuly (นายเออร์เมกเคนเซฮานูลี) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงเกษตรสาธารณรัฐคาซัคสถาน เพื่อส่งเสริมการค้า การถ่ายทอดเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการเกษตรในสาขาต่างๆ โดยแลกเปลี่ยนนักวิชาการ การวิจัยร่วม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาตลาด การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า และการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยทางอาหาร เป็นต้น

“กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการเกษตรกับคาซัคสถานในด้านต่างๆ ทั้งมิติวิชาการและการค้า ซึ่งคาซัคสถานถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียกลาง ที่กระทรวงเกษตรฯ จะมีความร่วมมือด้วยอย่างเป็นทางการ แม้ว่าที่ผ่านมาการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับคาซัคสถาน จะมีปริมาณไม่มากนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่คาซัคสถานเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ด้วยประชากรประมาณ 20 ล้านคนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 450,000 บาทต่อปี และเป็นประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียกลาง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ คาซัคสถานมีนโยบายที่จะเป็นศูนย์กลางในการขนส่งของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) จึงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องเกษตรกรของทั้งสองฝ่ายในส่วนของการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร เนื่องจากคาซัคสถานเป็น EAEU ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบของสหภาพยุโรป ทำให้การส่งออกสินค้าดังกล่าวจากไทยจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มประเทศดังกล่าว รวมถึงได้มีการหารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือและแนวทางในการส่งออกสินค้าในรูปแบบทวิภาคีกับคาซัคสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกสินค้าประมงแปรรูปและสินค้าฮาลาล รมว.เกษตรฯ จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานในเรื่องดังกล่าว โดยกระทรวงเกษตรฯ เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรระหว่างไทยและคาซัคสถาน ครั้งที่ 1 เพื่อให้เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนโยบายเกษตรที่สำคัญ การผลักดันโครงการความร่วมมือด้านวิชาการเกษตร รวมทั้งการหารือแนวทางการขยายการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกัน

‘นฤมล’เดินหน้า พัฒนาเกษตรกร ร่วมประชุมFAO

https://www.naewna.com/local/836376

‘นฤมล’เดินหน้า  พัฒนาเกษตรกร  ร่วมประชุมFAO

‘นฤมล’เดินหน้า พัฒนาเกษตรกร ร่วมประชุมFAO

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.50 น.

‘นฤมล’เดินหน้าพัฒนาเกษตรกร ร่วมประชุมFAO จัดทรัพยากรน้ำดิน

“นฤมล”ประกาศ เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกษตรกรรายย่อยด้วยเกษตรสมัยใหม่ บนเวที “World Food Forum 2024” พร้อมเชิญนานาประเทศเยือนไทยร่วมประชุมการจัดการทรัพยากรดินและน้ำฯ

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหหกรณ์ ได้กล่าวในพิธีปิดการประชุม World Food Forum 2024 ภายใต้ธีม อาหารที่ดีกว่าเพื่อทุกคนทั้งในวันนี้และอนาคต “Good food for all, for today and tomorrow” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม 2567 ณ สำนักงานใหญ่ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่า ตลอดการประชุมที่ผ่านมา พวกเราได้คำมั่นสัญญาจากทุกภาคส่วนที่จะร่วมมือกันในทุกมิติ ทั้งนโยบายจากภาครัฐ ภาคการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การลงทุนจากโครงการความร่วมมือต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะบทบาทของเยาวชนที่จะเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารและเกษตรในอนาคต

นางนฤมล กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย รวมถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยได้ดำเนินการภายใต้โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “BCG Model” ซึ่งเป็นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง BCG Model มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” อีกทั้งเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ การลงทุน โลจิสติกส์ เศรษฐกิจดิจิตอล และเป็นผู้นำด้านอาหารและการเกษตร

“ประเทศไทยได้สนับสนุนการเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีจากการเกษตรแม่นยำ ไปจนถึงตลาดดิจิตัลเพื่อค้าผลผลิตทางการเกษตร สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด อันนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร พัฒนาผลผลิตและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ภายใต้นโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยประเทศไทยยังตระหนักถึงบทบาทของดินและน้ำต่อความมั่นคงอาหาร และได้ส่งเสริมงานวิจัย การลงทุน เพื่อพัฒนาสุขภาพดิน และการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ”

นางนฤมล ยังได้กล่าวเชิญชวนผู้นำประเทศ และนักวิชาการ เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO ซึ่งมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2567 ณ กรุงเทพมหานครฯ ด้วย

กรมชลฯระดมทุกภาคส่วนเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพมโนรมย์-ช่องแค แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม

https://www.naewna.com/local/836306

กรมชลฯระดมทุกภาคส่วนเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพมโนรมย์-ช่องแค แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม

กรมชลฯระดมทุกภาคส่วนเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพมโนรมย์-ช่องแค แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.43 น.

กรมชลประทาน จัดปัจฉิมนิเทศเปิดเวทีระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลพบุรี เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน  กล่าวว่า โครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลพบุรี เป็นโครงการย่อยของโครงการเจ้าพระยาใหญ่ตอนบนจาก 16 โครงการ มีอายุการใช้งานมาแล้วมากกว่า 60 ปี ปัญหาปัจจุบันระบบชลประทานของโครงการมีประสิทธิภาพลดลงไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะการณ์ อีกทั้งคลองส่งน้ำฯ และอาคารประกอบใช้งานมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้อาคารชำรุดเสียหาย รวมถึงอาคารควบคุมมีสภาพชำรุดทรุดโทรม และคลองส่งน้ำบางสายยังเป็นคลองดิน คลองระบายน้ำมีสภาพตื้นเขิน ขนาดคลองแคบลง ปัญหาการบุกรุกเขตคลองระบายน้ำ คันคลองระบายน้ำบางช่วงต่ำ ท่อรับน้ำจากปากคลองมีระดับสูงกว่าระดับน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก เกิดปัญหาในช่วงฤดูแล้งถึงต้นฤดูฝน เกษตรกรต้องใช้เครื่องสูบน้ำเข้าคลองเอง เนื่องจากระดับน้ำต่ำทำให้น้ำไม่เข้า ทรบ.ปากคลอง ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตร และงบประมาณที่ใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมโครงการฯ มีอยู่อย่างจำกัด แม้ว่าจะมีการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งระบบได้ 

นายสุรชาติ กล่าวอีกว่า กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยดำเนินการปรับปรุงระบบชลประทานให้มีความสอดคล้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองชัยนาท-ป่าสัก ให้มีความเหมาะสมและเพียงพอต่อการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องมีการจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลพบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค ที่เชื่อมโยงกับระบบลำน้ำของโครงการข้างเคียงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความสมดุลระหว่างการใช้น้ำ การระบายน้ำ และการรักษาคุณภาพน้ำ ซึ่งการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาและการปรับปรุงระบบชลประทาน ระบบระบายน้ำ รวมถึงระบบลำน้ำที่มีอยู่เดิม การก่อสร้างอาคารกักเก็บน้ำในคลองระบายเพิ่มเติม การก่อสร้างสถานีสูบน้ำปลายคลองระบายน้ำลงคลองชัยนาท-ป่าสัก จะส่งผลดีต่อภาพรวมของโครงการฯ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ การสูบน้ำ บรรเทาปัญหาอุทกภัยและเก็บกักน้ำเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงการนำพลังงานทดแทนมาใช้ การดำเนินงานโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค มีระยะเวลาดำเนินการ 540 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2566 สิ้นสุดวันที่ 2 พฤศจิกายน 2567

การดำเนินงานโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแคจะมีความเชื่อมโยงกันโดย โครงการส่งน้ำฯ มโนรมย์ รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองชัยนาท-ป่าสัก และโครงการส่งน้ำฯ ช่องแค รับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก 

สำหรับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ มีแผนงานปรับปรุงคลองส่งน้ำและอาคารประกอบ 33 สาย ความยาว 215 กิโลเมตร และปรับปรุงระบบคลองระบายน้ำและอาคารประกอบ 24 สาย ความยาว 221 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการปรับปรุง 1,333.51 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบส่งน้ำ 860.74 ล้านบาท,ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบระบายน้ำ 369.98 ล้านบาท, ค่าลงทุนด้านเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรผู้ใช้น้ำ 4.45 ล้านบาท และค่าลงทุนด้านอาคารสถานที่/ครุภัณฑ์/บุคลากร 98.34 ล้านบาท ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานในพื้นที่โครงการ 281,805 ไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้ง 64,437 ไร่ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 352 บาท/ไร่ คิดเป็นมูลค่า 143.43 ล้านบาท/ปี ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่โครงการ จำนวน 330,314 ไร่ และสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 32,681 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.89

ส่วนโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค มีแผนงานปรับปรุง คลองส่งน้ำและอาคารประกอบ 26 สาย ความยาว 194 กิโลเมตร และปรับปรุงระบบคลองระบายน้ำและอาคารประกอบ 19 สาย ความยาว 237 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการปรับปรุง 1,313.90 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบส่งน้ำ 808.85 ล้านบาท,ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบระบายน้ำ 425.75 ล้านบาท, ค่าลงทุนด้านเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรผู้ใช้น้ำ 3.97 ล้านบาท และค่าลงทุนด้านอาคารสถานที่/ครุภัณฑ์/บุคลากร 75.33 ล้านบาท ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานในพื้นที่โครงการ 245,320 ไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้ง 52,612 ไร่ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 276 บาท/ไร่ คิดเป็นมูลค่า 111.53 ล้านบาท/ปี ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่โครงการ จำนวน 280,770 ไร่ และสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 28,438 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 10.13

ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นจะส่งผลให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ และลพบุรี สิงห์บุรี และพื้นที่ใกล้เคียงได้รับประโยชน์จากโครงการฯ มีน้ำกิน น้ำใช้ เพื่อการอุปโภค บริโภคและทำการเกษตรอย่างพอเพียง สร้างอาชีพและรายได้มั่นคง ประชาชนมีความอยู่ดี กินดี มีความสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป

นายวิทยา ชพานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า หากมีการพัฒนาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้งเป็น 64,437 ไร่ ส่งผลให้มีรายได้ด้านเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 143.43 ล้านบาท/ปี หรือคิดเป็น 352 บาท/ไร่ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอุทภัยในพื้นที่ใครงการ 330.314 ไร่ สามารถลดพื้นที่น้ำได้ 32,681 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.89 จะสามารถสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค ได้ดียิ่งขึ้น 

นายอนิวรรต์ ไพรดำ ผู้จัดการแปลงใหญ่ข้าวตำบลสนามแจง หมู่ที่2  ต. สนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี   กลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตคลองส่งน้ำ 14 ขวา  กล่าวว่า ทางกลุ่มมีสมาชิก 20 ราย ได้มีการผลิตพันธุ์ข้าวปทุมธานี1 ให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลพบุรี จำนวน 900 กว่าไร่  เกษตรกรใช้น้ำจากคลองชัยนาท ป่าสัก โครงการช่องแค คลองส่งน้ำ 14 ขวา ที่ผ่านมาเกษตรกรแทบจะไม่ได้น้ำจากคลองส่งน้ำ 14 ขวาเป็นหลักแต่ใช้จากคลองระบายที่แยกย่อยออกมาที่เป็นหัวใจหลักในการส่งน้ำมาให้กับเกษตรกรที่ผลิตข้าว และก็ต้องขอบคุณกรมชลประทาน ที่จะมีการพัฒนาปรับปรุงคลองส่งน้ำ 14 ขวา ให้เป็นคลองส่งน้ำให้กับเกษตรกรเพื่อช่วยให้การเพาะปลูก การทำการเกษตรแบบยั่งยืนและ เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ดียิ่งขึ้น  

นางเพ็ชรัตน์ ทองมี  กำนันตำบลโพธิ์ชัย อำเภออินทร์บุรึ จังหวัดสิงห์บุรี และประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำคลองส่งน้ำ 9 ขวา  ชัยนาท-ป่าสัก กล่าวว่า ทางกลุ่มผู้ใช้น้ำมีความต้องการในเบื้องต้นคือการกำจัดวัชพืชที่มีในคลองเยอะ อยากให้มีการดาดคลอง จะทำให้วัชพืชไม่ขึ้น การไหลของน้ำจะไหลได้ดีขึ้น  และธรณีประตูที่อยากทำให้ต่ำลง จะสามารถส่งน้ำเข้าไปในคลอง9 ขวา ได้ดีขึ้น ยังมีตรงพื้นที่ดงมัน อยากให้มีการปรับปรุงฝายน้ำ จากอันเดิมเก่ามาก อยากให้ทำประตูใหม่ ระบบจะได้ดีขึ้น หากมีการระบายน้ำ ส่งน้ำได้ดีจะทำให้ชาวบ้านที่เป็นเกษตรผลิตเมล็ดข้าวส่งศูนย์ข้าวชัยนาท สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้ได้มากขึ้น 

นายประจวบ พวงสมบัติ ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำเขาแก้ว ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นหนึ่งชุมชนที่อยู่ในพื้นที่การปรับปรุงสถานีสูบน้ำเขาแก้ว จุดสำคัญในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์  บอกว่า อยากให้มีการปรับปรุงสถานีสูบน้ำเขาแก้ว ที่สร้างมาหลายสิบปีแล้ว อยากให้มีประสิทธิภาพได้ดีกว่านี้ สามารถสูบน้ำได้แบบต่อเดียว ที่ปกติต้องสูบน้ำสองต่อทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะภาระค่าไฟที่มีการใช้จ่ายที่สูง หากมีการปรับปรุงสถานีสูบน้ำก็จะช่วยให้ชาวบ้าน เกษตรกรใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย 

ร.ต.ต.ดร.วิรัช โตอิ้ม นายกเทศมนตรีตำบลท่าน้ำอ้อยม่วงหัก กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้เล็งเห็นความสำคัญโดยจะมาพัฒนาปรับปรุงคลองสูบน้ำ สถานีสูบน้ำบ้านเหล็กให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างทั่วถึง  สำหรับเทศบาลตำบลท่าน้ำอ้อยม่วงหักมีหน้าที่ช่วยดูแลกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มผู้ใช้น้ำของบ้านเหล็ก หากมีปัญหาอะไรทางเทศบาลฯจะประสานงานกับกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของชลประทานให้กับเกษตรกร โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง 

อีกทั้งผมได้สนับสนุนโครงการนี้มาตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน โดยให้เงินทุนสำรองตั้งโครงการนี้ 600,000 บาท ซึ่งปัจจุบันเราสามารถสูบน้ำและผันน้ำเข้ามาได้ ทุกวันนี้พี่น้องเกษตรกรดีใจที่มีน้ำใช้ในฤดูแล้งได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือต้องเสียค่ากระแสไฟฟ้าเอง ทางกรมชลประทานไม่สามารถตั้งงบประมาณ มาช่วยเหลือได้ ซึ่งหากมีการปรับปรุงสถานีสูบน้ำนี้ก็จะช่วยให้ประชาชน มีน้ำใช้ได่ง้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘นฤมล’ดันนโยบายสหกรณ์ก้าวสู่ปีที่52

https://www.naewna.com/local/836132

‘นฤมล’ดันนโยบายสหกรณ์ก้าวสู่ปีที่52

‘นฤมล’ดันนโยบายสหกรณ์ก้าวสู่ปีที่52

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ประจำปี 2567
ครบรอบ 52 ปี โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กทม.ว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งผลักดันให้สหกรณ์ภาคการเกษตร โดยนำหลักตลาดนำ นวัตกรรมเสริม ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ มาเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรในชุมชนแบบมืออาชีพ รวมถึงมีการสร้างกลุ่มอาชีพเพื่อสร้างอาชีพเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาดผลผลิตในสถาบันเกษตรกร เช่น ผัก ผลไม้ และข้าวสาร ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2568 กรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและสหกรณ์ภาคการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง โดยการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ทำระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง ฟาร์มเกษตรอัจฉริยะในพื้นที่การเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ได้ปริมาณต่อไร่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มคุณภาพผลผลิตทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นที่ยอมรับของตลาด จึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากยุค Farmer Aging Society สู่ยุคของ Smart Farmer ได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมทั้งมีการส่งเสริมและพัฒนาร้านค้าสหกรณ์ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรทั้งทางตรงและช่องทางออนไลน์ให้มีความเข้มแข็ง โดยให้สมาชิกสหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้บริการของสหกรณ์มากขึ้น พร้อมทั้งผลักดันการเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมกันระหว่างสหกรณ์ภาคการเกษตรและสหกรณ์ นอกภาคการเกษตรให้มากยิ่งขึ้น