สทนช.งัด10มาตรการรับมือ ช่วงฤดูฝน-มั่นใจไม่ท่วมซ้ำรอยปี’54

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812225

สทนช.งัด10มาตรการรับมือ  ช่วงฤดูฝน-มั่นใจไม่ท่วมซ้ำรอยปี’54

สทนช.งัด10มาตรการรับมือ ช่วงฤดูฝน-มั่นใจไม่ท่วมซ้ำรอยปี’54

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่าหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ ขณะนี้ สทนช.ได้เร่งรัดให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝน พร้อมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กนช.ยังได้เห็นชอบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนและการส่งเสริมความมั่นคงด้านน้ำอุปโภค-บริโภค เพื่อรองรับสถานการณ์ที่กำลังเข้าสู่สภาวะลานีญาซึ่งคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มรุนแรง โดยแผนงาน/โครงการภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนดังกล่าว จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับตั้งแต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ คาดว่าแต่ละหน่วยงานจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป

สำหรับกรณีที่หลายภาคส่วนมีข้อกังวล ว่าในปีนี้อาจเกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มเข้าสู่สภาวะลานีญาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องถึงปลายปี 2567 สทนช.ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ บูรณาการติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ฝน ตลอดจนสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง พบว่าสถานการณ์ในปีนี้แตกต่างจากปี 2554 หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฝนในช่วงต้นฤดูฝนปีนี้ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งพายุหมุนเขตร้อนที่พัดผ่านประเทศไทยปีนี้คาดว่าจะมีเพียง 1-2 ลูก นอกจากนี้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในช่วงปี 2554 ยังกระจัดกระจายขาดเอกภาพมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากถึง 48 หน่วยงาน ก่อให้เกิดปัญหาความทับซ้อน เพราะไม่มีหน่วยงานหลักเข้ามาดูแลบริหารจัดการภาพรวม แต่ปัจจุบันการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีเอกภาพมากขึ้น หลังจากการจัดตั้ง “สํานักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)”ขึ้นมาเมื่อปี 2560 ทำหน้าที่บูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยมี พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เป็นกฎหมายหลักในการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ประสานสอดคล้องกันในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน

เช่นเดียวกับการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของไปประเทศไปสู่การปฏิบัติในปัจจุบัน ก็ได้มีการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นมา ทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ ในระดับชาติ โดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่จัดทำนโยบายและแผนแม่บท ตลอดจนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ ส่วนในระดับลุ่มน้ำ มีจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำขึ้นมาขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำ และในระดับพื้นที่ มีการตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ ขึ้นมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ดังนั้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในปัจจุบันจึงมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติ สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

‘ธรรมนัส’ถกมุ่งเพิ่มรายได้เกษตรกร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812226

‘ธรรมนัส’ถกมุ่งเพิ่มรายได้เกษตรกร

‘ธรรมนัส’ถกมุ่งเพิ่มรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่กรมชลประทาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1.ทรัพยากรการเกษตร ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง การตรวจดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม แผนปฏิบัติการฝนหลวง ปี 2567 ความก้าวหน้าการจัดซื้อเครื่องบินฝนหลวง และความก้าวหน้าการออกโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร

2.ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของสินค้าพืช ประมง และปศุสัตว์ ได้แก่ แผนส่งเสริมการปลูกพืชหลังทำนา สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2567 ธนาคารโค-กระบือ โครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม การส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ Gene Editing ความก้าวหน้าประเด็น IUU ความก้าวหน้าโครงการโฉนดต้นยางพารา และการส่งเสริมการปลูกกล้วยหอม 3.การตลาดและต่างประเทศ ได้แก่ การขยายตลาด อ.ต.ก.ไปสู่ภูมิภาค โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการศูนย์แสดงสินค้าผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูง (E-Commerce) ความก้าวหน้า MOU กับจีน การยกวิทยฐานะของทูตเกษตร และการเปิดตลาดส่งออกเครื่องในเป็ด และ 4.การบูรณาการ งานวิจัย และงานอื่นๆ ได้แก่ การบูรณาการหน่วยงานภายใต้โครงการสำคัญปี 2567 ความต้องการงบประมาณด้านการวิจัย (เพิ่มเติม) โครงการเฉลิมพระเกียรติ ร.10 งานพืชสวนโลกและผลการปฏิบัติงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนการบริหารงาน มุ่งเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรตามนโยบายฯ

ปลัดฯลงพื้นที่เปิดการส่งน้ำ เตรียมพร้อมการทำนาปี’67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812227

ปลัดฯลงพื้นที่เปิดการส่งน้ำ เตรียมพร้อมการทำนาปี’67

ปลัดฯลงพื้นที่เปิดการส่งน้ำ เตรียมพร้อมการทำนาปี’67

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่เปิดการส่งน้ำเตรียมความพร้อมการทำนาปี 2567 โดยมี นายปรีชา พันธุ์วา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายวัชระ ไกรสัย ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 12 กรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 12 จ.ชัยนาท และ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีการเปิดประตูระบายน้ำ 3 จุด ประกอบด้วย จุดที่ 1 ปากคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลเทพ จุดที่ 2 ประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 1 ซ้าย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก และจุดที่ 3 ประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 1 ขวา รวมทั้งพบปะเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน กว่า 200 ราย ที่มารับฟังบรรยายการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และแนวทางการเพาะปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง

สำหรับวัตถุประสงค์ของกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการ Kick Off เพื่อเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการทำเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรใช้น้ำฝนทำเกษตรเป็นหลัก และใช้น้ำชลประทานสนับสนุนซึ่งเป็นการวางแผนการใช้น้ำภาพรวมของประเทศให้เพียงพอตลอดฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี 2567

ดัน‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’เกษตรกร เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเร็วๆนี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812132

ดัน‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’เกษตรกร เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเร็วๆนี้

ดัน‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’เกษตรกร เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเร็วๆนี้

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 11.06 น.

ดัน‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’เกษตรกร เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเร็วๆนี้

23 มิ ย.67 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้มีมติเห็นชอบหลักการโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตลดต้นทุนการผลิตข้าวแก่เกษตรกร โดยจะสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์ ไม่เกินไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2567/68 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร เป้าหมาย 4.68 ล้านครัวเรือน วงเงินงบประมาณ 29,994.3445 ล้านบาท โดยที่ประชุมมอบหมายให้กรมการข้าวนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วที่สุด เพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการทำเกษตรให้กับเกษตรกร

นายคารม กล่าวว่า ปุ๋ยที่เข้าร่วมโครงการ เป็นปุ๋ยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน หรือหนังสือสำคัญรับแจ้งถูกต้องตามพ.ร.บ.ปุ๋ยและชีวภัณฑ์ ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยสำหรับนาข้าวที่ขึ้นทะเบียน เบื้องต้นจำนวน 13 รายการ ได้แก่ 1.ปุ๋ยสูตร 25-7-14 2.ปุ๋ยสูตร 20-8-20 3.ปุ๋ยสูตร 20-10-12 4.ปุ๋ยสูตร 30-3-3 5.ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 6.ปุ๋ยสูตร 18-12-6 7.ปุ๋ยสูตร 16-8-8 8.ปุ๋ยสูตร 16-12-8 9.ปุ๋ยสูตร 16-16-8 10.ปุ๋ยสูตร 16-20-0 11.ปุ๋ยสูตร 20-20-0 12.ปุ๋ยอินทรีย์ที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรม หรือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ 13.ชีวภัณฑ์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย และเกษตรกรขอให้เพิ่มอีก 3 สูตร ได้แก่ 1.ปุ๋ยสูตร 16-16-16 2.ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และ 3.ปุ๋ยสูตร 13-13-24

“โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง รัฐบาลจะช่วยครึ่งหนึ่งและชาวนาจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ใช้งานได้ง่ายและทั่วถึง แต่จะไม่จ่ายเป็นเงินสด ให้ซื้อผ่านแอปฯ ธ.ก.ส. โดยจะเชิญชวนผู้ประกอบการ ผู้ค้าปุ๋ย ทุกบริษัทมาเข้าร่วมในราคาเดียวกันหมด เพื่อแก้ปัญหาชาวนาซื้อปุ๋ยแพง ซึ่งปุ๋ยที่ดำเนินการตามสูตรที่ระบุ จะช่วยเพิ่มผลผลิต ทั้งนี้ จะมีคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลและตรวจสอบโครงการให้ชัดเจนโปร่งใสให้ประโยชน์สูงสุดเกิดกับชาวนา” นายคารม กล่าว

กรมพัฒนาที่ดินแก้ปัญหาภัยแล้ง ภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำทั้งบนดินและใต้ดิน พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812124

กรมพัฒนาที่ดินแก้ปัญหาภัยแล้ง ภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำทั้งบนดินและใต้ดิน พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง

กรมพัฒนาที่ดินแก้ปัญหาภัยแล้ง ภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำทั้งบนดินและใต้ดิน พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 09.07 น.

กรมพัฒนาที่ดินแก้ปัญหาภัยแล้ง ภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกร

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 โดยนางนงนุช ศรีพุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ร่วมประชุมปรึกษาหารือกับภาคีเครือข่าย และหน่วยงานสถานีพัฒนาที่ดินในสังกัด ขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งบนดินและใต้ดินพื้นที่ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดชัยนาท นครนายก สุพรรณบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี นครปฐม อ่างทอง และลพบุรี 

โดยวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นการชะลอความเร็วของน้ำ การกักเก็บตะกอน การป้องกันการสูญเสียหน้าดิน รักษาความชื้นในดินรวมทั้งเป็นการเก็บกักน้ำฝน ทำให้เกิดความชื้นที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ประกอบกับ นโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้มีการขยายผลโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรหรือชุมชน ที่ต้องการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ทำการเกษตร ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่เกษตรกร เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ อีกด้วย

กรมพัฒนาที่ดิน แก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตรด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812088

กรมพัฒนาที่ดิน แก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตรด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

กรมพัฒนาที่ดิน แก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตรด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

วันเสาร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 17.49 น.

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1  นางนงนุช  ศรีพุ่ม  ขับเคลื่อนนโยบาย ภายใต้โครงการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตร  

เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ได้ลงพื้นที่สำรวจปัญหา ความต้องการและแนวทางการแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับหลักวิชาการของกรมพัฒนาที่ดิน ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 11 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ประสบปัญหาภัยทางการเกษตร เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย และการลุกล้ำของน้ำทะเลในบางพื้นที่ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบในการเพาะปลูก เมล็ดข้าวไม่งอก พืชผลเติบโตช้า พืชไม่ดูดซับธาตุอาหาร และผลผลิตไม่ดี ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกร สถานีพัฒนาที่ดินปทุมธานีจึงได้จัดทำโครงการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตร ในพื้นที่ดำเนินการ 60 ไร่ โดยมีลักษณะงาน ดังนี้

1. ปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 1 ขึ้นรูปคันนา และปรับความลาดเอียงของพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำในนา เพื่อควบคุมวัชพืช และแก้ปัญหาดินเปรี้ยวดินเค็ม และลดการเผา จากการใช้น้ำ และน้ำหมักชีวภาพในการย่อยสลาย

2. ปรับพื้นที่ร่องสวนเดิม พร้อมปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 3 เพื่อแก้ปัญหาดินที่เสื่อมโทรมจากการเพราะปลูกมาเป็นระยะเวลานาน และเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำในแปลง

3. ขุดลอกคูระบายน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในแปลงนา และเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำ และการกักเก็บน้ำใช่วงหน้าแล้ง

และ 4. ทางลำเลียงในไร่นา เพื่อแก้ปัญหาการขนย้ายสินค้าเกษตรโดยการดำเนินโครงการดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อทำการเกษตรได้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติในพื้นที่ได้ และสร้างศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรกร และการแข่งขันทางการตลาด พร้อมทั้งลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้ และความเป็นอยู่ที่มั่นคงและดีขึ้น

‘บุญสิงห์’ร่วมหารือแนวทาง ปรับปรุงพันธุ์สัตว์ปีกพะเยา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811727

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ปีก จ.พะเยา ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์พะเยา ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สัตว์ปีก ทั้งเป้าหมายของการคัดเลือกพันธุ์สัตว์ปีกให้ได้ลักษณะตามต้องการ ทั้งลักษณะคุณภาพและลักษณะปริมาณ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพันธุ์สัตว์ปีกที่ในประเทศยังต้องการผลผลิตจำนวนมาก สอดคล้องกับการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย เพื่อเพิ่มรายได้ 3 เท่าใน 4 ปี ของ รมว.เกษตรฯ

ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วย นายดนัย คำขวัญ ผอ.สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ นายกฤษณ์ พิมพ์งาม ปศุสัตว์ จ.พะเยา น.ส.จีระนันท์ สว่างดวง เกษตรและสหกรณ์ จ.พะเยา น.ส.หยาดรุ้ง โปรงชนะ เจ้าพนักงานสัตวบาลชำนาญงาน รักษาการ ผอ.ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์พะเยา และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมให้ข้อมูลในการตรวจราชการในครั้งนี้ สำหรับศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์พะเยา ดำเนินการผลิตสัตว์พันธุ์ดี ทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ 1.โคพื้นเมืองพันธุ์ขาวลำพูน 2.กระบือพันธุ์น้ำว้า 3.สุกรพันธุ์แลนด์เรซ และ 4.ไก่พื้นเมืองพันธุ์ประดู่หางดำเชียงใหม่

ที่ปรึกษาฯรับฟังร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811726

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมอภิปรายสาระสำคัญและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษล้านนาตะวันออก พ.ศ. … กลุ่ม จ.พะเยา ที่โรงแรม M2 hotel waterside อ.เมือง จ.พะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพและขีดความสามารถทั้งทางด้านทรัพยากรและศักยภาพของพื้นที่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน หรือกลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก ที่มีศักยภาพ เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญเชื่อมโยงการค้าและการนำเข้าส่งออก อีกทั้งมีฐานทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ หากมีกลไกการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ และเกิดความต่อเนื่องสอดคล้องกับบริบทและศักยภาพเชิงพื้นที่ สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม

ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้ปัจจุบันไม่เอื้อต่อการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางดังกล่าว เพราะการส่งเสริมด้านการบริหารด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และระบบการอนุมัติอนุญาตตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์เป็นการบริหารที่มีลักษณะรวมศูนย์ ขาดการส่งเสริมการกระจายโอกาสในเชิงพื้นที่ อีกทั้งการจัดทำระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของหน่วยงานรัฐยังขาดความต่อเนื่อง ไม่เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาเชิงพื้นที่หรือกลุ่มจังหวัดได้อย่างเต็มศักยภาพจึงกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออกในพื้นที่กลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก เพื่อวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่นั้นๆ อย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ บูรณาการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคให้เกิดความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออกมีการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร รวมทั้งกำหนดแผนงานด้านการพัฒนาพื้นที่นั้นๆ อย่างมีเป้าหมายและมีมาตรการส่งเสริมภาคเอกชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วม

สทนช.บูรณาการข้อมูล รับมือ‘ลานีญา’ลดภัยน้ำท่วม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811728

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมแผนรับมือ ซึ่งเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2567/2568 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ เพื่อให้ทุกหน่วยงานด้านน้ำยึดเป็นหลักในการเตรียมแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขภัยอันเกิดจากน้ำให้เหมาะสมกับสภาพและบริบทของแต่ละลุ่มน้ำ รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำอุปโภค-บริโภคให้กับประชาชนตลอดทั้งปี ไม่ให้ส่งผลกระทบในช่วงฤดูแล้งถัดไป จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการและโครงการฯ ไปสู่แผนปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด และจะติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

สำหรับการได้มาซึ่งข้อมูลการคาดการณ์ที่แม่นยำนั้น สทนช.ได้บูรณาการร่วมกับ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศฯ ร่วมวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งสถานการณ์น้ำฝนและน้ำท่าที่มีความแม่นยำสูง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมทรัพยากรธรณี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้จำลองสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับสภาพการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อซักซ้อมการเตรียมความพร้อมรับมือและป้องกันภัย รวมถึงการปรับแผนการบริหารจัดการน้ำ ผ่านแม่น้ำ คู คลอง ระบบหรือเครื่องมือชลประทานต่างๆ ที่มีอยู่ได้อย่างแม่นยำ สัมพันธ์และเหมาะสมกับสภาพที่เกิดในพื้นที่นั้นๆ ที่สำคัญคือ สามารถเตือนภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ทันการณ์หรือล่วงหน้า 3 วัน ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน สามารถบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ประเทศไทยจะอยู่ในช่วงฤดูฝนแล้วแต่ยังมีบางพื้นที่ไม่มีฝนตกและอาจประสบภาวะภัยแล้งในอีก 2 เดือนข้างหน้า เช่น พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณ จ.มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ประกอบกับเกษตรกรบางส่วนมีการหว่านข้าวไปแล้ว ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมแผนในการให้ความช่วยเหลือแล้ว เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในการเลื่อนการเพาะปลูกออกไปเพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย ส่วน ปภ.สนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย และ สทนช.ภาค 3 จะเร่งลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ผู้ช่วยฯพบชาวบ้าน มีปัญหาเดือดร้อน ท่าเทียบเรือฯชำรุด เร่งดำเนินการแก้ไข

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811729

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากสะพานท่าเทียบเรือประมงชำรุดเสียหายที่หน้าวัดรางจันทร์สามัคคีธรรม หมู่ 4 ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่ง ดร.จอมขวัญ ได้รับแจ้งจากนายพูลศักดิ์ นิลเภตรา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 และนายสมศักดิ์ แจ่มจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.นาโคก ให้พบปะเกษตรกรและประชาชน เพื่อรับเรื่องร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนกรณีดังกล่าว โดยจะรายงานต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ รับทราบและพิจารณาต่อไป

สำหรับสะพานท่าเทียบเรือประมง ที่หน้าวัดรางจันทร์สามัคคีธรรม หมู่ 4 ต.นาโคก ก่อสร้างและใช้งานมานานประมาณ 30 ปี สร้างด้วยงบประมาณของกรมประมง เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ ต.นาโคก และตำบลใกล้เคียง ใช้เป็นท่าเทียบเรือประมง นำสัตว์น้ำทะเลที่จับได้ขึ้นขายบนฝั่ง รวมทั้งเป็นจุดเที่ยวชมทะเลและธรรมชาติป่าชายเลน ซึ่งเป็นการส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้จากการขายสินค้าประมงแปรรูป แต่ปัจจุบันสะพานมีความชำรุดเสียหายจากคลื่นน้ำทะเลกัดเซาะ เกษตรกรและชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งและนักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้สะพานท่าเทียบเรือประมงได้ เพราะเสี่ยงกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ส่งผลให้เกษตรกรและประชาชน ขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ จึงมีความต้องการให้กรมประมง พิจารณาดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมสะพานดังกล่าวให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ