กรมการข้าว รวมพลัง Big Cleaning Day เตรียมพร้อมยิ่งใหญ่ ครบรอบ 20 ปี วันสถาปนากรมการข้าว 16 มีนาคมนี้

กรมการข้าว รวมพลัง Big Cleaning Day เตรียมพร้อมยิ่งใหญ่ ครบรอบ 20 ปี วันสถาปนากรมการข้าว 16 มีนาคมนี้

กรมการข้าว รวมพลัง Big Cleaning Day เตรียมพร้อมยิ่งใหญ่ ครบรอบ 20 ปี วันสถาปนากรมการข้าว 16 มีนาคมนี้

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.00 น.

27 กุมภาพันธ์ 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Big Cleaning Day” พร้อมด้วย นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ กรมการข้าว ร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาดบริเวณโดยรอบอาคารสำนักงานและลานจอดรถ เพื่อเตรียมความพร้อมสถานที่สำหรับการจัดงานวันสถาปนากรมการข้าว ครบรอบ 20 ปี ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2569 นี้

กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงเป็นการปรับภูมิทัศน์ให้สะอาด เป็นระเบียบ และพร้อมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพลังความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจ และความภาคภูมิใจของบุคลากรทุกภาคส่วน ที่พร้อมก้าวสู่ปีที่ 20 อย่างมั่นคงและสง่างาม ดังนั้นการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นภายในหน่วยงาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านข้าวของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

– 006

กรมการข้าว หนุนข้าวปลอดภัยสู่ OTOP ระดับ 4 ดาว เพิ่มรายได้เกษตรกร

กรมการข้าว หนุนข้าวปลอดภัยสู่ OTOP ระดับ 4 ดาว เพิ่มรายได้เกษตรกร

กรมการข้าว หนุนข้าวปลอดภัยสู่ OTOP ระดับ 4 ดาว เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.12 น.

การพัฒนาข้าวปลอดภัยและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ถือเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับรายได้เกษตรกรไทย ท่ามกลางความผันผวนของราคาพืชผลทางการเกษตร สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการรวมพลังเกษตรกรเพื่อสร้างระบบการผลิตข้าวคุณภาพ จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่การเป็นสินค้า OTOP ระดับ 4 ดาว

คุณกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท  กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของสหกรณ์เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ แม้จะผลิตข้าวได้ แต่เมื่อนำไปจำหน่ายกลับไม่ได้ราคาที่เหมาะสม ทำให้สหกรณ์ต้องหาทางช่วยเหลือสมาชิกในการเพิ่มมูลค่าและยกระดับมาตรฐานการผลิต

“ช่วงแรกเรารวมตัวกันเพราะราคาพืชผลที่ผลิตออกมาแล้วขายไม่ได้ราคา พอสหกรณ์เข้ามา ก็พยายามหาวิธีช่วยสมาชิก และเมื่อมีโครงการนาแปลงใหญ่เกิดขึ้น เราจึงนำสมาชิกเข้าร่วม เพื่อพัฒนาให้การปลูกข้าวได้มาตรฐาน GAP ส่งเข้าสหกรณ์เพื่อแปรรูปและจำหน่าย” คุณกำไรกล่าว

สหกรณ์ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า สมาชิกต้องสามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้นและมีความมั่นคงทางรายได้ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการข้าวปลอดภัยจำนวน 40 รายในปัจจุบัน เนื่องจากการปรับรูปแบบการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP จากรายบุคคลมาเป็นรายกลุ่ม ซึ่งต้องควบคุมคุณภาพทั้งแปลงนา

“หากมีแปลงใดพบปัญหา เช่น ข้าวดีดที่ปนเปื้อนและแก้ไขไม่ได้ จะส่งผลต่อการรับรองของทั้งกลุ่ม เราจึงต้องรักษามาตรฐานอย่างเข้มงวด ไม่สามารถผ่อนปรนได้ เพราะข้าวของเราต้องเป็นข้าวมาตรฐานและเป็นพันธุ์แท้” ผู้จัดการสหกรณ์กล่าว

ในด้านการผลิต สหกรณ์ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่สมาชิก ตั้งแต่การวางแผนการปลูก การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ การใช้สารที่เหมาะสม ไปจนถึงการวางแผนการตลาด โดยมีกรมการข้าวเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยสนับสนุนด้านวิชาการและมาตรฐานการผลิต นอกจากนี้กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ยังได้เข้ามาช่วยพัฒนาแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของทางสหกรณ์ และ เชื่อมโยงตลาดให้กับเกษตรกร ไปพร้อมๆ กัน

สำหรับพันธุ์ข้าวเด่นของกลุ่ม ได้แก่ ข้าว กข43 และข้าวหอมขาวเจ๊กชัยนาท ซึ่งเป็นสินค้า GI หรืออัตลักษณ์ของจังหวัดชัยนาท โดยข้าวหอมขาวเจ๊กชัยนาทเป็นข้าวพื้นถิ่นที่มีกลิ่นหอม เมล็ดใหญ่ และปลูกแบบนาปี ขณะที่ข้าว กข43 ได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภคสายสุขภาพ เนื่องจากเป็นข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ

“ข้าว กข43 ปลูกไม่ยาก ปลูกได้ตลอดปี และตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาล เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน จึงขายดีมาก” คุณกำไรกล่าว

ในส่วนของการแปรรูป สหกรณ์มีโรงสีที่ได้รับมาตรฐาน GMP ควบคุมกระบวนการตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต ลดความชื้น ตรวจจุดเสี่ยง ไปจนถึงการผลิตในระบบความปลอดภัย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและรักษาคุณภาพสินค้า โดยมีการอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์จากการยกระดับคุณภาพทำให้ราคาข้าวของสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยข้าวทั่วไปในฤดูกาลที่ผ่านมาอาจขายได้เพียงตันละประมาณ 5,000 บาท ขณะที่ข้าว กข.43 ที่ผลิตตามมาตรฐานสามารถขายได้ถึงประมาณตันละ 10,000 บาท ช่วยเพิ่มรายได้และเกษตรกรมีภาระหนี้สินลดลง

“สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการสามารถชำระหนี้ได้ เพราะราคาข้าวดีขึ้น ต่างจากเกษตรกรที่ยังใช้วิธีการผลิตแบบเดิม” คุณกำไรกล่าว

ด้านการตลาด สหกรณ์ใช้เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศในการกระจายสินค้า รวมถึงช่องทางออนไลน์ของตนเอง โดยเน้นการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงผ่านเพจและไลน์ เพื่อสร้างความเข้าใจในจุดเด่นของสินค้าและรักษาฐานลูกค้า

สำหรับวิสัยทัศน์ในอนาคต สหกรณ์มุ่งสู่การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และแนวทางการเกษตรยั่งยืน เช่น การส่งเสริมการทำนาคาร์บอนต่ำ การลดการเผาฟาง และการเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

“เราต้องให้ความรู้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปรับตัวทัน ถ้ายังทำนาแบบเดิม ใช้สารเคมีหนัก ๆ ในอนาคตอาจแข่งขันไม่ได้ การพัฒนาคุณภาพจึงเป็นทางรอดของเกษตรกร” ผู้จัดการสหกรณ์กล่าวทิ้งท้าย

สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ ซึ่งดำเนินงานมากว่า 37 ปี จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสหกรณ์ในฐานะกลไกสำคัญในการยกระดับเกษตรกรไทย จากการผลิตแบบดั้งเดิม สู่ระบบการผลิตข้าวปลอดภัยที่มีมาตรฐานและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน หากผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ สามารถติดต่อมาได้ที่ เพจข้าวสารคุณภาพ ข้าวเพื่อสุขภาพ by ข้าวรักนะ 

‘อธิบดีกรมการข้าว’ จับมือออสเตรเลีย ดันปลูก ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ นวัตกรรมใหม่ เตรียมส่งป้อนตลาดโลก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ จับมือออสเตรเลีย ดันปลูก 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' นวัตกรรมใหม่ เตรียมส่งป้อนตลาดโลก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ จับมือออสเตรเลีย ดันปลูก ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ นวัตกรรมใหม่ เตรียมส่งป้อนตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.53 น.

เตรียมลืมข้อจำกัดเดิมๆ! กรมการข้าวเซ็น MOU ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลีย นำร่องโปรเจกต์ “ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ” ชูนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้นานอกเขตชลประทานก็ปลูกได้ เปิดประตูให้ชาวนาไทยส่งออกข้าวสู่ตลาดพรีเมียม!

กรมการข้าว พลิกโฉมการทำนาของไทย เมื่อ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) เชิงกลยุทธ์กับ Mr. Ed Thistlethwaite (นายเอ็ด ดิสเทิลเวท) ผู้อำนวยการบริษัท ไรซ์โกรเวอร์ส สิงคโปร์ จำกัด ในเครือ The SunRice Group บริษัทยักษ์ใหญ่จากประเทศออสเตรเลีย

เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือระยะเวลา 1 ปีนี้ คือการลุย “โครงการนำร่องและประเมินความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์” ในการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของไทย เพื่อส่งออกไปตีตลาดโลก!

ไฮไลต์สำคัญ: ปลดล็อกพื้นที่ ปลูกได้แม้น้ำไม่สมบูรณ์!

ที่ผ่านมา การปลูกข้าวลดโลกร้อนในบ้านเรา มักใช้วิธี “เปียกสลับแห้ง (AWD)” ซึ่งขยายผลได้ยาก เพราะมีข้อจำกัดใหญ่คือ ต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานที่ดีเยี่ยมเท่านั้น แต่ข่าวดีคือ The SunRice Group จะนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาช่วย ซึ่ง “ไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ที่มีระบบชลประทาน” จึงมั่นใจได้ว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้พี่น้องชาวนาไทยขยายพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำได้เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล!

การทำงานร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ชาวนา

เพื่อขับเคลื่อนโปรเจกต์นี้ให้สำเร็จ ทั้งสองฝ่ายได้แบ่งบทบาทดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างชัดเจน ดังนี้ครับ:

•กรมการข้าว: จะเป็นทัพหน้าในการ “คัดเลือกกลุ่มเกษตรกร” ที่เหมาะสมเข้าร่วมโครงการ พร้อมจัดอบรม ถ่ายทอดความรู้ เก็บข้อมูลการลดคาร์บอนจากแปลงนา และประสานงานภาครัฐให้ราบรื่น

• The SunRice Group: จะนำข้อมูลความต้องการข้าวคาร์บอนต่ำจากตลาดโลกมาเจาะลึกให้ชาวนารู้ พร้อมสนับสนุนข้อกำหนดด้านคุณภาพ การรับรองมาตรฐาน และแนวทางการส่งออก เพื่อให้ข้าวไทยไปถึงมือผู้บริโภคทั่วโลก

จับตาดูโครงการนำร่อง 1 ปีนี้ให้ดี! เพราะนี่คือโอกาสสำคัญที่จะช่วยยกระดับข้าวไทย และเปิดทางให้เกษตรกรก้าวสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ตลาดโลกกำลังต้องการครับ

“พี่น้องชาวนาคิดว่า เทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ต้องง้อระบบชลประทานแบบ 100% จะช่วยให้เราทำข้าวส่งออกได้ง่ายขึ้นไหมครับ? ใครสนใจอยากให้กลุ่มของตัวเองเข้าร่วมเป็นกลุ่มนำร่องบ้าง คอมเมนต์มาคุยกันได้เลยครับ!”

#กรมการข้าว #ชาวนาไทย #SunRiceGroup #ข้าวคาร์บอนต่ำ #เปียกสลับแห้ง #เกษตรกร #อานนท์นนทรีย์ #ส่งออกข้าว #ข้าวไทย #ข่าวเกษตร

กรมชลฯ – กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

กรมชลฯ – กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.37 น.

กรมชลประทาน ประสานความร่วมมือ กฟผ. ลงนาม 3 ฉบับ พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน แหล่งพลังงานสะอาด มุ่งเป้า Net Zero พร้อมศึกษาวิจัยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุด

25 กุมภาพันธ์ 2569 กรมชลประทาน ลงนาม 3 บันทึกข้อตกลงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แก่ 1) โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนลำปาว (จ.กาฬสินธุ์) เขื่อนลำตะคอง (จ.นครราชสีมา) เขื่อนกระเสียว(จ.สุพรรณบุรี) และเขื่อนห้วยแม่ท้อ (จ.ตาก) 2) โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนแก่งกระจาน (จ.เพชรบุรี) และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล (จ.เชียงใหม่) และ 3) โครงการวิจัยและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ โดยมี นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. และนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เป็นตัวแทนลงนาม พร้อมด้วย นายวิภู พิวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. และนายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษากรมชลประทาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีบทบาทหลักในการวางแผน พัฒนา และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศ รวมไปถึงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในระดับลุ่มน้ำ ความร่วมมือกับ กฟผ. ในครั้งนี้ จึงเป็นการต่อยอดการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยนำน้ำที่บริหารจัดการตามแผนชลประทานอยู่แล้วมาเพิ่มมูลค่าทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบข้อมูลของทั้งสองหน่วยงานและงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การทำงานร่วมกันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการวางแผนในระดับลุ่มน้ำ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงเทคนิค และการพัฒนานวัตกรรมสนับสนุนการตัดสินใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงด้านน้ำและประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระยะยาว

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน จึงร่วมกับกรมชลประทานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือสามารถใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ โดยนำน้ำที่ได้จากการระบายน้ำของเขื่อนตามแผนของกรมชลประทานมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนของประเทศ เพื่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนลำปาว เขื่อนลำตะคอง เขื่อนกระเสียว และเขื่อนห้วยแม่ท้อ ได้รับอนุมัติในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ให้ กฟผ. ดำเนินการร่วมกับ กรมชลประทาน โดยสามารถผลิตไฟฟ้ารวมกันได้ปีละ 39 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 15,000 ตันคาร์บอนต่อปี นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานที่มีอยู่ ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 70 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 50,000 ตันคาร์บอนต่อปี และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 28.75 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 13,000 ตันคาร์บอนต่อปี ปัจจุบัน กฟผ. ผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานทั้งหมด 16 เขื่อน รวมผลิตไฟฟ้าได้ต่อปีกว่า 660 ล้านหน่วย ลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้กว่า 360,000 ตันคาร์บอนต่อปี

– 006

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าอัปสกิล IT ยกระดับองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัล หนุนชาวนาลดต้นทุน – ลดคาร์บอน

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าอัปสกิล IT ยกระดับองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัล หนุนชาวนาลดต้นทุน – ลดคาร์บอน

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าอัปสกิล IT ยกระดับองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัล หนุนชาวนาลดต้นทุน – ลดคาร์บอน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.49 น.

24 กุมภาพันธ์ 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรม “การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมการข้าว” โดยมีผู้บริหารทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงเจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าร่วม ณ โรงแรม พาโค่ เขาใหญ่ บาย โบนันซ่า จังหวัดนครราชสีมา

กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานองค์กร สอดรับนโยบายเร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และการผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำของรัฐบาล เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยสู่ “เกษตรกรรุ่นใหม่” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมา กรมการข้าวได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญ อาทิ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดการปล่อยคาร์บอนในภาคเกษตร

ปัจจุบัน กรมการข้าวได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลและแพลตฟอร์มสำคัญ อาทิ ระบบพยากรณ์และเตือนภัยศัตรูพืช ระบบ Rice GIS ระบบบริหารข้อมูลชาวนาอาสา ระบบฐานข้อมูลแปลงนา ระบบติดตามผลการดำเนินงาน รวมถึงแอปพลิเคชัน ALLRice ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านข้าว ปฏิทินเพาะปลูก การพยากรณ์ราคา และระบบเตือนภัยโรคระบาด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรอย่างครบวงจร ซึ่งทิศทางอนาคต กรมการข้าวกำหนด 5 แนวทางสำคัญในการยกระดับข้าวไทย ได้แก่ 1.พัฒนาระบบพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ตรงตลาด ด้วยฐานข้อมูล Demand-Supply 2.ส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและเกษตรแม่นยำ พร้อมระบบตรวจวัดและรายงาน (MRV) 3.สร้างระบบตลาดข้าวเชื่อมโยงโลก ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) 4. ปฏิรูประบบนโยบายและแรงจูงใจภาครัฐ ด้วยกลไกจ่ายตามผลลัพธ์ (Result-Based Incentive) และ 5. ขับเคลื่อนข้าวมูลค่าสูง ผ่านนวัตกรรมการแปรรูปและการสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยในตลาดโลก

เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่างนำมาใช้บริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ รวมถึงสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต ดังนั้น บุคลากรกรมการข้าวจึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล เพื่อสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคการผลิตข้าวของประเทศต่อไป

อธิบดีกรมชลฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เดินหน้าผลสัมฤทธิ์ตามพระบรมราโชบาย

อธิบดีกรมชลฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เดินหน้าผลสัมฤทธิ์ตามพระบรมราโชบาย

อธิบดีกรมชลฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เดินหน้าผลสัมฤทธิ์ตามพระบรมราโชบาย

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.20 น.

24 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วย พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี และคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ อาคารรับรอง 606 สนามเสือป่า สำนักพระราชวัง แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

โดยมีวาระการประชุมต่าง ๆ อาทิ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ประจำปี 2568 ความคืบหน้าการดำเนินงานศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ความคืบหน้าการดำเนินงานสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง การจัดงาน “โครงการหลวง 57” การจัดพิธีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ จังหวัดตาก และความคืบหน้าการดำเนินงานสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ นั้น กรมชลประทานได้เข้าไปดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ ดังนี้

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ จังหวัดตาก กรมชลประทานได้จัดทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ กรมชลประทาน รวม 4 เฟส มีแผนพัฒนา ทั้งหมด 32 โครงการ (13 อ่างเก็บน้ำ และอื่น ๆ 19 โครงการ) ประกอบด้วย โครงการที่ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 12 โครงการ โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน 3 โครงการ และโครงการที่มีแผนก่อสร้าง จำนวน 17 โครงการ ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด จะมีปริมาณน้ำรวมทั้งหมดประมาณ 5,238,534 ลูกบาศก์เมตร และสามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ประมาณ 9,613 ไร่ ส่งผลให้พื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ และราษฎร มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการดำเนินกิจกรร ต่างๆ ตลอดทั้งปี และสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ กรมชลประทาน ดำเนินการจัดหาน้ำต้นทุน เพื่อสนับสนุนพื้นที่สถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง ประกอบด้วย 1. โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำพร้อมระบบส่งน้ำสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง ผลการดำเนินงานปัจจุบัน ร้อยละ 30.00 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2569

และ 2. โครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 15 แห่ง ปัจจุบันกรมชลประทานอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ จำนวน 13 แห่ง ได้แก่ 1) อ่างเก็บน้ำช่องเสม็ด 2) อ่างเก็บน้ำคลองยาง 3) อ่างเก็บน้ำโคกเพชร 4) อ่างเก็บน้ำช่องตะโก 5) อ่างเก็บน้ำคลองหิน 6) อ่างเก็บน้ำระหอกเกตุ 7) อ่างเก็บน้ำคลองโป่ง 8)อ่างเก็บน้ำป่าไม้สหกรณ์ 9) อ่างเก็บน้ำฐานเจ้าป่า 10) อ่างเก็บน้ำเขาประทุน 11) อ่างเก็บน้ำซับสมบูรณ์ 12) อ่างเก็บน้ำซับเศรษฐี และ 13) อ่างเก็บน้ำซับคะนิง ผลการดำเนินงานภาพรวม ร้อยละ 30.00 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2569 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ราษฎร 710 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 5000 ไร่ ครอบคลุม 19 หมู่บ้าน ในอำเภอโนนดินแดง สำหรับอ่างเก็บน้ำอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำร่มเกล้า และอ่างเก็บน้ำเขาลูกช้าง ปัจจุบันราษฎรมีแหล่งน้ำในพื้นที่เพียงพอสำหรับด้าเนินกิจกรรมต่าง ๆ อ่างเก็บน้ำดังกล่าวจึงเป็นแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่าในพื้นที่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับกรมป่าไม้เพื่อฟื้นฟูสภาพอ่างเก็บน้ำตามความเหมาะสมต่อไป

นอกจากนี้ องคมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการหลวงมาอย่างต่อเนื่องและดียิ่ง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้การดำเนินงานของโครงการหลวงเป็นไปตามกรอบพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน

– 006

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก ‘APP TECH’ ผลิกชีวิตเกษตรกร

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก ‘APP TECH’ ผลิกชีวิตเกษตรกร

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก ‘APP TECH’ ผลิกชีวิตเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.00 น.

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดกิจกรรม “App Tech Connect เทคโนโลยีที่เหมาะสม เชื่อมอนาคตเกษตรกรไทย” นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ : เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เปิดโลกนวัตกรรมสู่การใช้งานในสนามจริง ชี้ให้เห็นพลังงานวิจัยที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการผลิต คุณภาพผลผลิต ตลาดสร้างรายได้ ไปจนถึงความยั่งยืนของชุมชน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกษตรกรไทยต้องเจอกับปัญหากดดันรอบด้านทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาผลผลิตและภูมิอากาศผันผวน มาตรการกีดกันทางการค้า ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ปัญหาเหล่านี้หากไม่เร่งปรับตัวจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยทั้งระบบ จากความท้าทายดังกล่าว ARDA จึงเดินหน้าผลักดัน “เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology)” ภายใต้นโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่ตั้งเป้าหมายชัดว่าต้องทำให้เกษตรกร 20,000 ครัวเรือน มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% ภายใน 2 ปี ผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้เกิดผลจริงในพื้นที่โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนจำกัด ปัจจุบัน ARDA ได้อนุมัติทุนวิจัยภายใต้แผนงานมุ่งเป้า APP TECH แล้ว 36 โครงการ ครอบคลุมเทคโนโลยีทั้งพืชไร่ พืชสวน และปศุสัตว์ ร่วมกับพันธมิตร 24 หน่วยงาน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 61 จังหวัดทั่วประเทศ ขณะนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมแล้วกว่า 17,596 ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรมีความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ARDA นำชม 4 ผลงานเด่นที่ ดังนี้

ครั้งแรกของไทย! เทคโนโลยีผสมเทียมขั้นสูง ไทยแบล็คกรมปศุสัตว์’ เขย่าอุตสาหกรรมเนื้อ ลดนำเข้า 2 ล้านตัน/ปี ดันรายได้เกษตรกรพุ่งตัวละ 40,000 บาท         

อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ผลผลิตลดลงจากโรคลัมปีสกิน ต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูง ขณะที่ความต้องการเนื้อพรีเมียมในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กำลังผลิตยังไม่พอจนต้องนำเข้ามากกว่า 2 ล้านตันต่อปี กระทบทั้งความมั่นคงอาหารและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  ARDA สนับหนุนงานวิจัยให้ กรมปศุสัตว์พัฒนา “โคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์” โคเนื้อพรีเมียมที่ผสมระหว่างวากิว แองกัส และโคพื้นเมืองไทย จนได้โคที่ทนร้อน เนื้อนุ่ม และให้เกรดเนื้อสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไปอย่างชัดเจน พร้อมช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรถึง 30,000–40,000 บาทต่อตัว

จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการฯ คือการพัฒนาชุดเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงตั้งแต่กระบวนการ “เก็บไข่ – ปฏิสนธิ – ย้ายฝากตัวอ่อน” ทำให้สามารถขยายพันธุ์โคคุณภาพสูงได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า โดยเก็บไข่จากแม่พันธุ์ปฏิสนธิในห้องแล็บ และย้ายฝากไปยังแม่โคอุ้มบุญในฟาร์มทั่วประเทศ และเมื่อผสานกับเทคนิคอาหารสัตว์แบบแม่นยำ ทำให้เกษตรกรขุนโคได้เร็วขึ้น ลดเวลาอย่างน้อย 2 เดือน

โดยปัจจุบันโครงการฯ สามารถสร้างแม่โคตั้งท้องแล้วกว่า 541 ตัว ฝากย้ายตัวอ่อนแล้ว 170 ตัว เกษตรกรกว่า 540 รายได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ฟาร์มจำนวน 108 แห่ง ในกว่า 17 จังหวัด และเริ่มผลิตเนื้อพรีเมียมออกสู่ตลาดได้จริง

ARDA เปิดตัวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ใหม่ “UP 242 – UP 227” สร้างทางเลือก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยพะเยาพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม “UP227 และ UP242 ” ชูจุดเด่นให้ผลผลิตเมล็ดเพิ่มมากกว่า 20% จาก 1,200 กก./ไร่ เป็น 1,500 กก./ไร่ สร้างรายได้เกษตรกรสูงขึ้น 20–30% ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เหมาะกับพื้นที่หลังนาในภาคเหนือโดยเฉพาะ ปัจจุบันโครงการฯ สามารถรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา เชียงราย แพร่ ลำปาง น่าน และเชียงใหม่ ซึ่งผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้มากถึง 25,000–36,000 กก. ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยได้ผลผลิต 550 กก.ต่อไร่ จากเดิมได้เพียง 450 กก.ต่อไร่ ซึ่งช่วยรองรับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ SMEsเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” และผ่านการขึ้นทะเบียนพันธุ์ลูกผสมดีเด่นเรียบร้อยแล้ว

ARDA ปั้นภาคเหนือเป็นแหล่ง ข้าวพรีเมียมไทย’ ดันสาลีจาปอนิกาทะยาน เพิ่มรายได้เกษตรกรพุ่งเป็นเท่าตัว!

ARDA เดินหน้าพัฒนาพืชหลังนาและพืชพรีเมียมมูลค่าสูงในภาคเหนืออย่างเป็นระบบ เแก้โจทย์รายได้ไม่ต่อเนื่องของเกษตรกรในพื้นที่น้ำน้อย ตั้งเป้าลดการพึ่งพาการนำเข้าข้าวระดับพรีเมียมของประเทศ โดยผลักดันสองโครงการสำคัญ คือ “ข้าวสาลี” และ “ข้าวจาปอนิกา” ซึ่งต่างเป็นพืชที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและศักยภาพพื้นที่จริง ข้าวสาลี ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ช่วยพลิกพื้นที่หลังนาให้มีรายได้เพิ่ม 3 เดือนช่วงฤดูหนาว ด้วยคุณสมบัติใช้น้ำน้อยและเหมาะกับพื้นที่สูง ยกระดับผลผลิตจากต่ำกว่า 250 เป็น 350–400 กก./ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% พร้อมสร้างต้นแบบเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่มูลค่าสูง เช่น คราฟต์เบียร์ อาหารสุขภาพ และหลอดข้าวสาลี ในขณะเดียวกัน ข้าวจาปอนิกา ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นสินค้าทางเลือกเพื่อตลาดเฉพาะที่ไทยต้องนำเข้า 2,100 ตันต่อปี มูลค่า 50 ล้านบาท ปัจจุบันเกษตรกรได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดและการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ลดต้นทุนลง 14% ผลผลิตเพิ่มเป็นเฉลี่ย 945 กก./ไร่ (เดิมเกษตรกรผลิตได้น้อยกว่า 800 กก./ไร่) ทำให้เกษตรกร 105 รายมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% หรือกว่า 6,567 บาท/ไร่ พร้อมยกระดับมาตรฐาน GAP ให้เกษตรกร และพัฒนาโรงสีสู่มาตรฐาน GHP/HACCP เพื่อรองรับการผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งสองโครงการกำลังปั้นห่วงโซ่มูลค่าข้าวภาคเหนือใหม่อย่างครบวงจร เพิ่มรายได้ ลดนำเข้าและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ผลงานวิจัยที่นำเสนอในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโชว์ผลงานวิจัย แต่คือการโชว์จุดเริ่มต้นของการยกระดับเกษตรไทยทั้งระบบ ให้หลุดพ้นจากวงจรต้นทุนสูง–รายได้ต่ำ สู่ยุคใหม่ที่ “เทคโนโลยีทำงานแทนต้นทุน และงานวิจัยสร้างรายได้จริง” และ ARDA พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงทุกความสำเร็จของงานวิจัยไปขยายผลจากต้นแบบในภาคเหนือไปสู่เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกครัวเรือนมีอนาคตที่มั่นคง แข่งขันได้ และยืนอยู่ได้อย่างภาคภูมิในเศรษฐกิจใหม่ของโลกได้อย่างมั่นใจ

กรมชลประทาน เดินหน้าความร่วมมือ JICA–MLIT ยกระดับระบบชลประทานอัจฉริยะ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ

กรมชลประทาน เดินหน้าความร่วมมือ JICA–MLIT ยกระดับระบบชลประทานอัจฉริยะ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ

กรมชลประทาน เดินหน้าความร่วมมือ JICA–MLIT ยกระดับระบบชลประทานอัจฉริยะ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.31 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นำคณะผู้บริหารกรมชลประทาน เข้าพบ Mr. Hirabayashi Hideki, Executive Technical Advisor to the Director General ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมชลประทานกับ Japan International Cooperation Agency (JICA) ในโครงการ “Project for Smart Irrigation and Drainage System in AWD Rice Cultivation and GHG” เพื่อพัฒนาระบบชลประทานและระบบระบายน้ำอัจฉริยะสำหรับการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โดยโครงการดังกล่าว มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่น ทั้งการออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำ การควบคุมระดับน้ำในแปลงนา การประยุกต์ใช้เทคนิคการบดอัดชั้นดิน (Hardpan) เพื่อลดการสูญเสียน้ำ ซึ่งพื้นที่ที่ดำเนินโครงการต้นแบบ “มุกดา Smart Farm 349” อยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยมุก จังหวัดมุกดาหาร เพื่อพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการน้ำเชิงนวัตกรรมที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการจัดการน้ำภาคเกษตรกรรมของไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ และรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารกรมชลประทานยังได้เข้าพบผู้แทนจาก Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism (MLIT) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การป้องกันอุทกภัย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนระบบชลประทาน โดยเฉพาะแนวทางช่วยเหลือและเสริมความเข้มแข็งให้พื้นที่อำเภอหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา

‘อธิบดีกรมชลฯ’ นำคณะศึกษาดูงานญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการน้ำและความร่วมมือระหว่างประเทศ

‘อธิบดีกรมชลฯ’ นำคณะศึกษาดูงานญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการน้ำและความร่วมมือระหว่างประเทศ

‘อธิบดีกรมชลฯ’ นำคณะศึกษาดูงานญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการน้ำและความร่วมมือระหว่างประเทศ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.51 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นำคณะผู้บริหารกรมชลประทานศึกษาดูงานและหารือความร่วมมือกับ Asian Development Bank Institute (ADBI) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนาย Byungsik Jung รองคณบดีสถาบันฯ ให้การต้อนรับ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านความร่วมมือทางวิชาการและหลักสูตรฝึกอบรมระดับนานาชาติ

ต่อมา คณะผู้บริหารฯได้ลงพื้นที่ ณ ศูนย์บริหารจัดการรวมโทเนะกลาง เมืองซัตเตะ จังหวัดไซตามะ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศญี่ปุ่น ทำหน้าที่ควบคุม ป้องกัน และบริหารจัดการอุทกภัยให้กับชุมชน พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการวางระบบป้องกันอุทกภัยแบบบูรณาการ การควบคุมระดับน้ำและประตูระบายน้ำจากระยะไกล การตรวจสอบสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ รวมถึงศึกษารายละเอียดโครงสร้างภายในอุโมงค์สถานีสูบน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ และระบบเครื่องสูบน้ำสมรรถนะสูง เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดการบริหารจัดการน้ำของไทยให้มีประสิทธิภาพ มั่นคง และรองรับสภาพภูมิอากาศและความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้อย่างเหมาะสม

-(016)

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลุยแก้ปัญหาฝุ่น พื้นที่อีสานตอนบน-ใต้ตอนล่าง-จันทบุรี

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ลุยแก้ปัญหาฝุ่น พื้นที่อีสานตอนบน-ใต้ตอนล่าง-จันทบุรี

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลุยแก้ปัญหาฝุ่น พื้นที่อีสานตอนบน-ใต้ตอนล่าง-จันทบุรี

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.11 น.

20 กุมภาพันธ์ 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในการประชุมภารกิจการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังปัญหา อุปสรรคในการดำเนินงาน และมอบนโยบาย ในการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พร้อมปฏิบัติการทำฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร หากสภาวะแวดล้อมเข้าเงื่อนไข ให้ดำเนินการควบคู่กันไป ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน ภาคใต้ตอนล่างและโซนจังหวัดจันทบุรี
โดยมี นายสุรพันธุ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในการปฏิบัติการสำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีฝุ่นค่อนข้างหนาแน่น ให้เตรียมวางแผนในการทำงานให้รัดกุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานต่อไป ณ หน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จังหวัดขอนแก่น