ชาวนาวอนรัฐบาลปัดฝุ่น! โครงการประกันราคาข้าว หลังโรงสีรับซื้อราคาต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767744

ชาวนาวอนรัฐบาลปัดฝุ่น! โครงการประกันราคาข้าว หลังโรงสีรับซื้อราคาต่ำ

ชาวนาวอนรัฐบาลปัดฝุ่น! โครงการประกันราคาข้าว หลังโรงสีรับซื้อราคาต่ำ

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.28 น.

ชาวนากาฬสินธุ์ เรียกร้องรัฐบาลจัดโครงการประกันราคาข้าว และให้เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว หลังประสบปัญหาต้นทุนการผลิตต่อไร่สูงถึงไร่ละ 5,000 บาท เฉลี่ยขายข้าวได้เพียงไร่ละ 4,000 บาท ด้านผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่กาฬสินธุ์ เผยราคารับซื้อผลผลิตข้าวเปลือก ปีนี้ยังอยู่เกณฑ์ปกติ ข้าวเหนียวตันละ 12,000 บาท ข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 ราคาตันละ 13,500 บาท 

7 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศ การประกอบอาชีพของเกษตรกรชาว จ.กาฬสินธุ์ ทั้ง 18 อำเภอ ในช่วงรอเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว ฤดูกาลผลิต 2566 ซึ่งจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป พบว่า ชาวนาทั้งในเขตใช้น้ำชลประทาน และนอกเขตชลประทาน ได้ออกมาตรวจสภาพนาข้าวและต้นข้าว ซึ่งเป็นผลผลิตจากหยาดเหงื่อ แรงงาน และการลงทุนที่สูง ทั้งนี้ ในส่วนแปลงข้าวที่อยู่ในที่ลุ่มรวงข้าวยังดูเขียวอยู่ เพราะยังมีน้ำขัง ขณะที่แปลงข้าวที่อยู่บนที่สูง เมล็ดข้าวกำลังเข้าสู่ระยะพลับพลึง และได้อายุเก็บเกี่ยวในสัปดาห์หน้าที่กำลังจะมาถึง

นายปี วรรณศรี อายุ 71 ปี  ชาวนาบ้านแสนสำราญ หมู่ 4 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า อาชีพทำนาเป็นอาชีพที่ต้องลงทุนสูง รายได้ต่ำ และเสี่ยงกับการขาดทุน ทุกปีที่ผ่านมาทำทั้งข้าวนาปี และนาปรัง ผลสรุปไม่คุ้มทุนเลย จากการคำนวณทุกขั้นตอนซึ่งเป็นรายจ่ายทั้งหมด เริมจากไถ คราด พรวน เมล็ดพันธุ์ น้ำมันสูบน้ำ ค่าแรง ค่าปุ๋ยเคมี ค่ารถเกี่ยว ค่าขนส่ง สูงถึงไร่ละ 5,000 บาท ขณะที่ผลลิตได้เฉลี่ยไร่ละ 400-500  ก.ก. ขายได้ ก.ก.ละ 8-9 บาท จะเห็นว่าเมื่อหักลบกลบหนี้แล้วขาดทุนยับ

นายปี กล่าวอีกว่า หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเคยมีโครงการช่วยเหลือชาวนา ทั้งโครงการรับจำนำข้าว โครงการประกันราคาขาว และช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นการชดเชยรายได้ที่หายไป ทำให้ชาวนาลดทุนทำนาได้บ้าง ถึงแม้ต้นทุนการผลิตยังสูง โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ที่เหมือนอยู่เหนือการควบคุมของหน่วยงานภาครัฐ ปล่อยให้ผู้ประกอบการร้านขายปุ๋ยปรับราคาไปเอง อย่างไรก็ตาม ขณะที่ข้าวกำลังรอเก็บเกี่ยวนี้ จึงอยากให้ทางรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือชาวนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการประกันราคา การปรับราคาซื้อข้าวเปลือกให้สูงขึ้น และช่วยค่าเก็บเกี่ยว และโครงการจำนำข้าวด้วย ทั้งนี้ หากประกันราคาให้ กก.ละ 13 บาท หรือขายได้ในราคา ก.ก.ละ 15 บาท ชาวนาพอจะมีรอยยิ้มและอยู่ได้

ด้านนายธนาพล ธรรมโนขจิต ผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปัจจุบันรับซื้อข้าวเปลือกเหนียวแห้ง ซึ่งเป็นข้าวเก่า ราคาตันละ 12,000 บาท ข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 ทั้งข้าวเก่าและใหม่แห้ง ที่กำลังจะออกสู่ตลาดราคาตันละ 14,000-14,500 บาท ขณะที่เกี่ยวสด ราคาตันละ 10,500-11,000 บาท สำหรับแนวโน้มราคารับซื้อผลผลิตข้าวนาปี ฤดูกาลผลิต 2566 ข้าวเหนียวเกี่ยวสด ตันละ 9,000-10,000 บาท ข้าวเหนียวแห้ง  12,000-13,000 บาท ข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 เกี่ยวสดตันละ 10,500-11000 บาท ข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 แห้งตันละ 13,500-14,000 บาท  ทั้งนี้ ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพข้าว

นายธนาพลกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม หากชาวนาต้องการขายข้าวได้ราคาสูง และได้ปริมาณมากขึ้น ควรใช้เมล็ดพันธุ์ใหม่ ทำนาดำ เพื่อคัดแยกข้าวปลอมปนได้ง่าย และให้ผลผลิตสูงกว่านาหว่าน โดยเฉพาะในส่วนของการนำข้าวเปลือกมาขายนั้น ควรผึ่งแดดให้แห้งก่อน ซึ่งจะได้ราคาสูงกว่านำข้าวเกี่ยวสดมาขาย ที่จะถูกแหล่งรับซื้อหักค่าความชื้นและสิ่งเจือปน.012

‘ธรรมนัส’ดูแลผู้เลี้ยงไก่ไข่ ลดต้นทุน-ราคาเป็นธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767592

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้สมาคมกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่ นำผู้แทนเกษตรกรเข้าพบ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ ในการนี้ สมาคมฯ ได้กล่าวขอบคุณที่ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยได้รับการดูแลจากกรมปศุสัตว์ เป็นอย่างดี สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร รวมถึงมีการจัดสรรโควตา อย่างเป็นธรรม ทำให้เกิดความสมดุลทั้งในด้านการผลิตและการตลาด ทำให้ปริมาณไข่ไก่ไม่ขาดและไม่ล้นตลาด จึงขอบคุณภาครัฐที่เป็นพี่เลี้ยง ทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อยดีขึ้น แต่อยากจะขอให้ภาครัฐช่วยดูแลและปกป้องอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ รวมถึงช่วยดูแลในเรื่องต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อยู่ได้

อย่างไรก็ดี รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมในเรื่องการปลูกพืชอาหารสัตว์ เพื่อช่วยให้ราคาต้นทุนถูกลง รวมถึงประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อดูแลในเรื่องราคาไข่ไก่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคต่อไป

กรมชลฯยกระดับสู่ดิจิทัล พัฒนาบุคลากร-สร้างมูลค่าเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767590

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยียุคดิจิทัล จึงพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีที่เหมาะสมทันสมัยสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้ดำเนินงานวิจัยพัฒนานวัตกรรม ทั้งที่เป็น Hardware และ Software ในอันจะเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลให้กับงานในยุคนี้ นอกจากนี้ยังได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการจัดซื้อ ซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานเป็นสำคัญ ในขณะเดียวกับเร่งจัดเก็บองค์ความรู้ที่สำคัญในการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานในสังกัดกรมชลประทาน ด้วยการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เกษียณอายุราชการ ผ่านกิจกรรม KM Buddy และระบบพี่เลี้ยง สู่บุคลากรรุ่นใหม่เพื่อให้เจ้าหน้าที่รุ่นใหม่มีความพร้อมปฏิบัติงานได้รวดเร็ว มีทักษะเหมาะสมกับงาน ลดเปอร์เซ็นต์อัตราการเกิดความผิดพลาด และเพื่อส่งเสริมความสามารถให้บุคลากรมากยิ่งขึ้น

“เราได้ริเริ่มนำหลักสูตรในการพัฒนาบุคลากรและการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานเช่น การรายงานผลและติดตามงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พัฒนาบุคลากรให้สามารถใช้Application และโปรแกรมที่มีการอัปเดตและเป็นปัจจุบันมากที่สุด อีกทั้งร่วมมือกับองค์กรที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เข้ามาบรรยายให้ความรู้แก่บุคลากร โดยให้ความสำคัญในการปรับกระบวนการทางความคิด หรือ Mindset ของข้าราชการทุกระดับ มุ่งสร้างมูลค่าให้กับองค์กรด้วยการทำงานเชิงรุก เฉพาะอย่างยิ่งด้านการสื่อสารกับมวลชนในยุคดิจิทัลให้ได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็วทันเหตุการณ์ ซึ่งช่วยกระชับการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน” นายเดช กล่าว

นอกจากนี้ได้จัดทำแผนพัฒนาบุคลากร(Training Road Map) ซึ่งเป็นแผนฝึกอบรมในแต่ละระดับของตำแหน่งงานที่สอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบและขีดความสามารถ เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง และเป็นการวางแผนความก้าวหน้าให้บุคลากรทุกระดับตำแหน่ง ทุกสายงาน พร้อมทั้งได้การปรับปรุงหลักสูตรมาตรฐานเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ในการปฏิบัติงานในแต่ละตำแหน่ง และกำหนดเส้นทางสั่งสมประสบการณ์ในการเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ กำหนดคุณสมบัติของข้าราชการที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการต้องมีประสบการณ์ในงานที่หลากหลายตามมาตรฐานที่กำหนด จุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถองค์กรให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ข้างต้น

“ยิ่งไปกว่านี้ การพัฒนากลุ่มกำลังคนคุณภาพให้เขาเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ช่วยสร้างกรอบความคิดและทักษะได้นำมาซึ่งการสนับสนุนงานค้นคว้า วิจัย ประดิษฐ์นวัตกรรมด้วยกระบวนการ Design Thinking หรือการคิดเพื่อแก้ปัญหา พัฒนาแนวคิดใหม่ให้งานชลประทาน ดังจะเห็นได้จากผลงานประดิษฐ์นวัตกรรมมากมายผ่านงาน RID Innovation Award 2023 ที่ช่วยประหยัดงบประมาณและตอบโจทย์การใช้งานด้านชลประทานได้เป็นอย่างดี” นายเดช กล่าว

รมว.เกษตรฯรุดพบ ชาวไร่กำแพงเพชร รับฟังปัญหาในพื้นที่ หาทางแก้ไขโดยเร็ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767588

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่พบปะชาวบ้านและพี่น้องเกษตรกรสมาชิกสมาคมชาวไร่อ้อย เพื่อรับฟังข้อเสนอ ปัญหา อุปสรรค หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ที่สมาคมชาวไร่อ้อยเขต 6 กำแพงเพชร ว่า จ.กำแพงเพชร มีทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพเหมาะสมกับการเกษตร โดยมีแม่น้ำต้นทุนสายหลัก คือแม่น้ำปิง ไหลผ่านจังหวัด 104 กิโลเมตร มีพื้นที่ชลประทาน 1.45 ล้านไร่ เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม รวมทั้งมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน และมีกล้วยไข่ที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด

นอกจากนี้ เรื่องปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน เรื่องราคาสินค้าเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น และปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาอ้อย กระทรวงเกษตรฯ ได้รับทราบและพร้อมทำงาน จัดทำแผนการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อยกระดับภาคการเกษตรในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ที่มีวัตถุประสงค์สำคัญที่ในการ “พัฒนาศักยภาพเกษตรปลอดภัย สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี”

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์เขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เอกสารการทำประโยชน์และการปรับปรุงบำรุงดิน ข้าวสาร ถุงยังชีพ พันธุ์ปลา และพันธุ์พืชผักให้พี่น้องเกษตรกรด้วย

เกษตรฯแก้ปมนำเข้ายางพาราผิดก.ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767591

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานแก้ปัญหาการนำเข้าและส่งออกสินค้าด้านพืชที่ผิดกฎหมาย ครั้งที่ 1/2567ว่าได้หารือแนวทางการตรวจสต๊อกยางตามแนวชายแดน เพื่อลดผลกระทบด้านราคายางพาราที่เกษตรกรได้รับ โดยตรวจการเคลื่อนย้ายยาง และตั้งจุดสกัด และกำหนดให้มีการรายงานผลมายังคณะทำงานแก้ไขปัญหาการนำเข้าและส่งออกสินค้าด้านพืชที่ผิดกฎหมายทุก 15 วัน พร้อมทั้งได้พิจารณาแผนการปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราผิดกฎหมาย ประจำปีงบประมาณ 2567 และแผนการตรวจสอบปริมาณยางคงเหลือ

ทั้งนี้ จากการเร่งรัดในหลายๆ มาตรการของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ส่งผลให้ราคายางพาราขยับเพิ่มสูงขึ้น ดังนี้ น้ำยางสดจาก 45 บาท/กิโลกรัม เป็น 49.20 บาท/กิโลกรัม ยางก้อนถ้วยจาก 42.17 บาท/กิโลกรัม เป็น 46 บาท/กิโลกรัม ยางแผ่นดิบจาก 45.95 บาท/กิโลกรัม เป็น 48.75 บาท/กิโลกรัม และยางแผ่นรมควันชั้น 3 จาก 50.82 บาท/กิโลกรัม เป็น 52.55 บาท/กิโลกรัม (ที่มา : การยางแห่งประเทศไทย)จึงต้องมีการดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง สำหรับในปี 2566 ปริมาณยางพารากว่าร้อยละ 90 มีการส่งออกผ่านด่านสำคัญ ได้แก่ ด่านแหลมฉบัง ร้อยละ 50.52 ด่านปาดังเบซาร์ ร้อยละ 26.07 และด่านสะเดา ร้อยละ 15.13

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 (ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี) ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ.เข้าตรวจร้านจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร จ.กาญจนบุรี พบการจำหน่ายสินค้าที่ผิดกฎหมาย 3 รายการ

ชป.วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน เน้นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาดแคลน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767514

ชป.วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน เน้นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาดแคลน

ชป.วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน เน้นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาดแคลน

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.30 น.

ชป.วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน เน้นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาดแคลน

6 พ.ย.2566 ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน ดร.ทวีศักดิ์  ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17  สำนักเครื่องจักรกล  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ (กรุงเทพมหานคร) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นต้น เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

จากปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของประเทศช่วงที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อปริมาณน้ำในเขื่อน ทำให้ปัจจุบัน (6 พ.ย. 66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 61,362 ล้าน ลบ.ม. (80% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 37,420 ล้าน ลบ.ม. (71% ของความจุอ่างฯรวมกัน)   เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 18,159 ล้าน ลบ.ม. (73% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 11,463 ล้าน ลบ.ม. (63% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)  

กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 66/67 ทั้งประเทศตามปริมาณน้ำต้นทุนรวม 40,387 ล้าน ลบ.ม. โดยแบ่งเป็นน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม รวม 21,810 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสำรองน้ำไว้ต้นฤดูฝน (พ.ค.- ส.ค.67)  รวม 18,577 ล้าน ลบ.ม. จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้ว 813 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 4 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีแผนจัดสรรน้ำรวม 6,100 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำต้นทุน 11,085 ล้าน ลบ.ม. โดยได้จัดสรรไปแล้ว 120 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ของแผนฯ  

ทั้งนี้ ได้เข้าสู่ฤดูแล้งของพื้นที่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก รวมทั้งภาคกลางแล้ว จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ เร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำ พร้อมวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่ เฝ้าระวังและเตรียมจัดหาแหล่งน้ำสำรอง พร้อมวางแผนเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือเฝ้าระวังในจุดเสี่ยงขาดแคลนน้ำ  ที่สำคัญให้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานในท้องถิ่นกลุ่มผู้ใช้น้ำ ทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำและแผนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เกษตรกรและประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง  เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำให้ชุมชน  ให้สามารถมีน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ไปตลอดช่วงฤดูแล้งนี้  ตาม 9 มาตรการรองรับฤดูแล้งปี 66/67 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ  สำหรับพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ขอให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด   นำสถิติปริมาณฝนและปริมาณน้ำจากปีที่ผ่านมามาเป็นแนวทางในการวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ควบคู่ไปกับการเก็บกัก พร้อมดำเนินการตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 66  ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด

ปชป.จี้สภาฯตั้งกมธ. ถกแก้ปัญหาทุเรียนทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767381

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ แถลงข่าวที่รัฐสภา ว่าได้ยื่นญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาการส่งเสริม พัฒนา แก้ปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืนทั้งระบบ และยกร่างกฎหมายว่าด้วยทุเรียน โดยมี สส.จากทุกพรรคการเมือง ร่วมลงนามเสนอญัตติดังกล่าว 20 คนด้วยปัจจุบันประเทศไทยส่งออกทุเรียนนำรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งในปี 2565 มีมูลค่าส่งออก 125,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5 เท่า เมื่อเทียบกับระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จัดเป็นพืชผลการเกษตรที่ส่งออกทำรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับ 3 รองจากยางพารา และมันสำปะหลัง ทำให้เกษตรกรทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้และภาคอื่นๆ รวม 43 จังหวัด ขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนอย่างรวดเร็ว ในปี 2566 มีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 1,340,000 ไร่ มีทั้งที่ปลูกโดยเกษตรกรรายย่อย และที่ปลูกโดยนักลงทุนเป็นเกษตรอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ การขยายพื้นที่ปลูกทุเรียน

ทั้งนี้ ได้ทำให้ต้องใช้ที่ดิน แหล่งน้ำ พลังงานจากน้ำมันและไฟฟ้าเพื่อการเกษตร แรงงานภาคเกษตร การขนส่งผลผลิตทุเรียน อุตสาหกรรมแปรรูปทุเรียน ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช รวมทั้งปัจจัยการผลิตอื่นๆ ในปริมาณที่สูงขึ้น หากไม่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบครบวงจร ถ้าผลผลิตทุเรียนล้นตลาด และคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ราคาอาจจะตกต่ำ หากใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง อาจจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ปัจจุบันภาครัฐมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียน จึงใช้การขอความร่วมมือ การออกระเบียบหรือคำสั่งในระดับจังหวัด โดยอิงมาตรฐานทางวิชาการ ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับทุเรียนระดับ พ.ร.บ. มาบังคับใช้โดยเฉพาะ ต้องอาศัยกฎหมายทั่วไป อาทิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 47 ทำให้มีข้อจำกัดในการลงโทษผู้นำทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด หากมีกฎหมายเกี่ยวกับทุเรียนเป็นการเฉพาะ จะทำให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และภาครัฐไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับทุเรียนโดยเฉพาะมาบังคับใช้เพื่อการส่งเสริม การพัฒนา การแก้ปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืน ทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับต้นๆ และประเทศไทยมีจุดแข็งหลายอย่างเหนือประเทศคู่แข่ง แต่ปัจจุบันยังไม่มีกองทุนทุเรียนไทย ที่สามารถหักเงินจากการส่งออกทุเรียนเข้ากองทุน เหมือนยางพาราที่มีกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ซึ่งทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียน มีเงินทุนมาศึกษาวิจัย พัฒนา เกี่ยวกับทุเรียนให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหวังว่าสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 จะให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ให้มีความมั่นคงต่อไป

‘ธรรมนัส’ติดตามนำเข้า-ส่งออกสินค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767378

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามงาน และพบพี่น้องเกษตรกรผู้ประกอบการพื้นที่ จ.ตาก ว่าได้กำหนดมาตรการประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรเถื่อน มุ่งปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง จึงก่อให้เกิดปัญหาการลักลอบขนส่งสินค้า ซึ่งพื้นที่ จ.ตาก เป็นพื้นที่ตะเข็บขายแดนไทย-เมียนมา ระยะทางประมาณ 533 กิโลเมตร จึงทำให้มีการลักลอบนำเข้าสินค้าทางช่องทางธรรมชาติได้ง่าย ซึ่งเป็นวิถีชาวบ้านที่มีการปลูกพืชในฝั่งเมียนมาเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจึงมีการลักลอบมาฝั่งไทย การขนส่งสินค้าทางการเกษตรผ่านด่านพรมแดนถาวร จ.ตาก มีด่านกักกันสัตว์ตาก ด่านตรวจพืชแม่สอด และด่านตรวจประมงตาก ดำเนินการตรวจสอบควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตรการออกใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงการป้องกันการลักลอบนำเข้า–ส่งออกสินค้า ทั้งทำการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้ทราบ ให้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาด และความเสียหายเนื่องจากการเกิดโรคระบาด เนื่องจากกรมปศุสัตว์ ได้ห้ามนำเข้าโค กระบือ แพะ และแกะ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ จึงก่อให้เกิดปัญหาการลักลอบขนส่งสินค้าข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า จากการหารือครั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้ทางกรมปศุสัตว์ เตรียมปลดล็อกคำสั่งชะลอการนำเข้าโค-กระบือ และสัตว์ต่างๆ เข้าสู่ราชอาณาจักรไทย พร้อมให้ทางกรมปศุสัตว์ หาแนวทางร่วมกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ สร้างความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา ด้านความรู้การผลิต และพัฒนาสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน มีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปตามกฎหมายการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรในเงื่อนไขเดียวกัน

รองปลัดฯประชุมหารือ แก้ปัญหาลอบนำเข้ายาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767379

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมปรึกษาหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ายางพาราของ จ.ระนอง ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และจังหวัดระนอง ผ่านระบบ Zoom Meeting มีสาระสำคัญในการประชุมดังนี้ 1.การนำเสนอ (ร่าง) แนวทางแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้ายางพาราของ จ.ระนอง โดยเกษตรและสหกรณ์จังหวัดระนอง

2.การปรึกษาหารือกับหน่วยงานระดับกรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมวิชาการเกษตร และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่

งานวิถีหม่อนไหม อวดความเป็นไทย ให้นทท.ทั่วโลกชม งาน‘โมโตจีพี2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767386

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายศรัญญู พูลลาภ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้ร่วมกับจังหวัดบุรีรัมย์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จ.บุรีรัมย์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรบุรีรัมย์ และภาคีเครือข่าย จัดนิทรรศการ “วิถีหม่อนไหม” ในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” รายการ “โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2023” (OR THAILAND GRAND PRIX 2023) ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่อยู่คู่กับชาวไทยที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผ้าซิ่นตีนแดง ลายผ้าไหมเอกลักษณ์ของชาวบุรีรัมย์

สำหรับนิทรรศการ “วิถีหม่อนไหม” จะเป็นการนำเสนอการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งระบบ ครบวงจร ในรูปแบบเสมือนจริง ที่สามารถมองเห็น ได้ยินเสียงมีการเคลื่อนไหวและสามารถสัมผัสได้ที่เริ่มจากการปลูกหม่อน การเลี้ยงไหม การสาวไหม การฟอกย้อมเส้นไหมด้วยสีธรรมชาติ การทอผ้าไหม และการจัดแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ตลอดจนการแปรรูปอาหารจากหม่อนไหม ซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหารในชีวิตประจำวันได้ เช่น ผัดกะเพราดักแด้ ยำดักแด้ ใบหม่อนทอดกรอบ ชาใบหม่อน เป็นต้น เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้กับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก และเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรมไทยให้นักแข่งและนักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสวิถีชีวิตหม่อนไหมและเผยแพร่ไปทั่วโลก