‘อภัย’ประชุมหารือ ความก้าวหน้างาน โครงการปลูกกาแฟ ทดแทนการนำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770431

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการนำเข้า และแก้ไขปัญหา PM2.5 บนพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับมูลนิธิชาวสวนกาแฟ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจากกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่สถาบันวิจัยพืชสวนกรมวิชาการเกษตร

ทั้งนี้ ได้จัดทำ Model แนวทางขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟแก้ไขปัญหา PM2.5 บนพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความขาดแคลนกาแฟในประเทศ และการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ผลักดันส่งเสริมให้เกษตรกรมีปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นการปลูกพืชแบบผสมผสานร่วมกับกาแฟให้มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรที่มีรายได้และช่วยรักษาป่าในชุมชน นำร่องพื้นที่ จ.น่าน เกษตรกร 30 ราย พื้นที่ 300 ไร่ ส่งเสริมการปลูกกาแฟผสมผสานภายในประเทศ ให้สามารถปลูกกาแฟในสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ทั้งพันธุ์อาราบิกา และโรบัสตา โดยเน้นให้เกษตรกรเลือกการปลูกกาแฟตามสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่เป็นหลัก คาดว่าเกษตรกรในพื้นที่นำร่องจะปรับเปลี่ยนทำการเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการเผาทำลายป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

‘สมศักดิ์’เผยน้ำพื้นที่EEC มีพอใช้รับมือผลกระทบเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770434

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามข้อห่วงใยของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับปัญหาขาดแคลนน้ำภาคอุตสาหกรรมจากสถานการณ์เอลนีโญ พบว่าแม้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจะมีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝนมีร่องมรสุมพาดผ่าน ทำให้ฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกทั้ง 6 แห่ง มีปริมาณน้ำ 82% ของปริมาณความจุ คาดว่าจะเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วน รวมถึงภาคอุตสาหกรรม โดยเน้นย้ำให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)บริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกในการเชื่อมโยงแหล่งน้ำแต่ละแห่งในลักษณะอ่างพวงให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรม

ที่ผ่านมา สทนช.มีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนรองรับสถานการณ์เอลนีโญ โดยผันน้ำผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออกเพื่อเติมน้ำทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต-คลองพานทอง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล การสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ การสูบผันน้ำจากคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่

ด้าน ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า สถานการณ์น้ำของประเทศไทยมีทิศทางดีขึ้นตามลำดับ รวมถึงสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก โดยปัจจุบัน ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6 แห่ง ในภาคตะวันออก มี 4 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 100% ของความจุ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลมีปริมาณน้ำ 164 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 100% ของความจุ อ่างเก็บน้ำประแสร์ มีปริมาณน้ำ 282 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 96% ของความจุและอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา มีปริมาณน้ำ 276 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 94% ของความจุส่วนอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำบางพระ มีปริมาณน้ำ 84 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น72% ของความจุ อยู่ในเกณฑ์ดี และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด มีปริมาณน้ำ 161 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 38% ของความจุ อยู่ในเกณฑ์พอใช้ โดย สทนช.จะบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

‘ไชยา’ลุยกาญจนบุรีเติมน้ำเขื่อนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770435

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามสถานการณ์น้ำ การปฏิบัติการฝนหลวง และปัญหาลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (วัว/หมู) ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี พร้อมทั้งมอบนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของส่วนราชการในสังกัด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารส่วนราชการ จ.กาญจนบุรี เข้าร่วม ที่ อบจ.กาญจนบุรี ว่าจากรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ พบว่ายังสามารถเก็บกักน้ำเพิ่มเติมได้ จึงสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุด STB ณ สนามบินนครสวรรค์ ระดมกำลังเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวง เติมน้ำแบบเต็มอิ่มในเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี อ่างเก็บน้ำกระเสียวจ.สุพรรณบุรี อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานีรวมถึงพื้นที่การเกษตรภายใน จ.กาญจนบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ให้เพียงพอรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบห้องเย็นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงเส้นทางการนำเข้าทุกเส้นทางตามนโยบายประกาศสงครามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ยกเลิกการนำเข้าชิ้นส่วนเนื้อสุกรทุกประเภท และชะลอการนำเข้าโคเนื้อ-กระบือ เพื่อแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสุกร โคเนื้อ และกระบือผิดกฎหมายมาจำหน่ายในราคาถูก ทำให้กลไกราคาบิดเบือน สำหรับปัญหาโรคระบาดในสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาญจนบุรี ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโคนมทุก 4 เดือน และโคเนื้อทุก 6 เดือน ขณะนี้ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยในโคและกระบือรอบที่ 1/2567 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2566 เพื่อเร่งกำจัดโรคระบาดให้คืนสู่สถานภาพปลอดโรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า

รมว.เกษตรฯถกมท.-ทส. แก้ปัญหาสมัชชาฯ-กลุ่มพีมูฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770437

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายมงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หารือร่วมกับแกนนำสมัชชาคนจน (สคจ.) เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 กระทรวง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ดินที่เป็นปัญหาค้างคา แบ่งเป็นกระทรวงมหาดไทย 14 กรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ 7 กรณี ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบกรอบการทำงานจากนี้ร่วมกันระหว่าง สคจ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามข้อร้องเรียนในแต่ละประเด็น เสนอต่อสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ดี หลังจากหารือร่วมกับกลุ่มสมัชชาฯ แล้ว รมว.เกษตรฯ ได้เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล พบปะตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ เพื่อหารือการขับเคลื่อนการทำงานของคณะอนุกรรมการ ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรรมการ ลงนามแต่งตั้งทั้งหมด 7 คณะอนุกรรมการ ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินทั้งระบบ 2.คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม 3.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาผลกระทบจากโครงการของรัฐ 4.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ 5.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาสิทธิสถานะ และบุคคล 6.คณะอนุกรรมการสิทธิที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และ 7.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาใน 10 ประเด็นข้อเสนอเชิงนโยบาย และปัญหารายกรณีทั้งสิ้น 266 กรณี ร่วมกันตามที่กลุ่มพีมูฟ ได้ยื่นข้อเสนอการแก้ปัญหา ซึ่งสำนักปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ จะประสานงานฝ่ายเลขาฯ ของคณะกรรมการและอนุกรรมการทุกชุด

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770392

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.37 น.

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม!! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล 20 – 21 พ.ย.นี้ ที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.จัดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตร โชว์ศักยภาพงานวิจัย กับ 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก ในงาน “เปลี่ยนวิถีเกษตรไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” ยกระดับประสิทธิภาพภาคเกษตร เพื่อแสดงถึงการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับกลไกการขับเคลื่อนประเทศไทยจากการเกษตรแบบเดิมไปสู่ยุคการเกษตรที่ขับเคลื่อนด้านนวัตกรรม ตอบโจทย์รัฐบาล ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายใน 4 ปี ระหว่างวันที่ 20 – 21 พ.ย.นี้ ณ ฮอลล์ 5 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ของการจัดตั้งสำนักงานฯ จึงได้จัดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตร ภายใต้หัวข้อ “เปลี่ยนวิถีเกษตรไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” โดยการจัดงานครั้งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดการประชุมฯ พร้อมพระราชทานโล่รางวัล ให้กับนักวิจัยดีเด่น และงานวิจัยดีเด่น จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลโครงการวิจัยดีเด่น ได้แก่ ชุดโครงการความต้องการโภชนะของโคนมในประเทศไทย (กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น)

2.รางวัลนักวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2566 ได้แก่ ผศ.ดร.สุภัทร์ ไชยกุล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 3.รางวัลนักเรียนทุน สวก.ที่มีผลงานวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2566 ได้แก่ นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งมีผลงานวิจัยที่สนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านดิจิทัล (Big data) ด้านการเกษตรของประเทศไทยสู่เวทีโลก 4.รางวัลผู้ประกอบการ สวก.ดีเด่น ที่นำผลงานวิจัยด้านการเกษตรไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ไฟโตไบโอติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ จัดภายใต้ธีมงาน “พลิกโฉมเกษตร สู่ตลาดสากล ด้วย 6 เมกาเทรนด์เปลี่ยนโลก” โดยนำผลงานความสำเร็จจากงานวิจัยและนวัตกรรมของ สวก.และเครือข่ายพันธมิตร มาจัดแสดงภายในงาน ประกอบด้วย 4 โซนหลัก ได้แก่

1.นิทรรศการเทิดพระเกียรติ นำเสนอผลงานของ สวก.ที่สนองพระราชปณิธานด้านการเกษตร เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรในประเทศไทย เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชการที่ 10 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยด้านการเกษตรของไทย

2.นิทรรศการ 20 ปี สวก.และ ARDA Award นำเสนอผลงานวิจัยเด่นของ สวก.ในรอบ 20 ปี ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ที่ช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร รวมถึงสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยเป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมในด้านต่างๆ อาทิ Smart Farm for Future Agriculture , Machinery Plus for Value Added , Miracle of Biodiversity , Food for the Future , Better Forecast for Better Life , Policy for Life and Trade

3.โซนนิทรรศการ 6 Mega Trends เปลี่ยนโลก นำเสนองานวิจัยที่ร่วมขับเคลื่อนและพัฒนา ภาคเกษตรไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก ประกอบด้วย 1) Agritechnology 2) Coffee & Tea 3) Food & Beverage 4) BCG 5) Health & Beauty 6) Agricultural Sustainability

4.โซนนิทรรศการของหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยในระบบ ววน.นำเสนอ บทบาท ภารกิจและผลงานของหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยในระบบ ววน. ที่ทำหน้าที่  เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและบริหารงบประมาณวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

สำหรับตัวอย่างผลงานวิจัยเด่นที่จัดแสดงภายในงาน อาทิ เทคโนโลยีน้ำแข็งเหลวโอโซน หรือ Slurry ice สำหรับยืดอายุการเก็บรักษาสัตว์น้ำ สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในอาหารทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ปลากะพงขาวที่เก็บรักษาในน้ำแข็งเหลวโอโซน พบว่า ไม่มีจุลินทรีย์ก่อโรค ตลอดช่วงระยะเวลาในการเก็บรักษานานถึง 12 วัน นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่น่าสนใจ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโปรตีนสูงจากไข่น้ำ/ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนวัตกรรมสมุนไพรจากพลูคาว / ผลิตภัณฑ์ไฮโดรเจลสมานแผล / ผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงจากสารสกัดข้าวสังข์หยด

ภายในงานยังมีปาฐกถาและการบรรยายที่น่าสนใจ อาทิ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ภาพรวมผลกระทบที่มีต่อภาคเกษตร และการเตรียมการรับมือ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” โดย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ สศก. / การบรรยาย หัวข้อ “เกษตรไทยจะเปลี่ยนไปด้วยวิจัยและพัฒนา” โดย ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ / การเสวนา หัวข้อ “ก้าวทันสภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป กับอนาคตเกษตรไทยเปลี่ยนแปลง” และหัวข้อ “นวัตกรรมอาหารไทย สู่ความมั่นคงอาหารโลก” ส่วนในวันที่ 21 พฤศจิกายน ยังมีพิธีลงนาม MOU การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ระหว่าง สวก.กับ องค์การเภสัชกรรม และ MOU การพัฒนางานด้านปศุสัตว์ ระหว่าง สวก. กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น อีกด้วย

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานรวมทั้งนำเสนอความสำเร็จและความภาคภูมิใจของ สวก.แล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงศักยภาพงานวิจัย และยังต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศทุกวัย ได้มาศึกษาหาความรู้ อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน นักลงทุนและนักธุรกิจได้พบปะนักวิจัยและสัมผัสกับงานวิจัยของจริง เพื่อนำผลงานวิจัยไปต่อยอดในเชิงธุรกิจต่อไปด้วย

– 006

รมช.เกษตรฯถก สมาคมไร่อ้อยฯ รับฟัง-แก้ปัญหา มอบทุนนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770222

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจสมาคมชาวไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ และเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมใหญ่สามัญ สมาคมชาวไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ ประจำปี 2566 ที่หอประชุมสมาคมไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ ว่ารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการเป็นประธานเปิดประชุมสามัญใหญ่ของสมาคมชาวไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ ประจำปี 2566 เนื่องจากได้รับทราบกิจกรรมรวมถึงปัญหาต่างๆ ของเกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยเฉพาะปัญหาการขอรับเงินชดเชย 120 บาท/ตัน จากการตัดอ้อยสด เพื่อลด PM2.5 ในช่วงปี 2565-2566 ยืนยันว่าพร้อมสานต่อและเร่งดำเนินการให้พี่น้องเกษตรกรได้รับเงินชดเชยแน่นอน

“เห็นควรเร่งผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลอีกครั้งภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาล ให้มีความทันสมัยมีสิทธิประโยชน์ที่ก่อให้เกิดกำไรต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยมากขึ้น เช่น ผลผลิตที่เกิดขึ้นเป็นรายสินค้าต้องนำมาคำนวณผลกำไรแบ่งให้เกษตรกร รวมถึงพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ปลูกเพียงแค่อ้อยแต่ปลูกพืชอื่นผสมด้วย จึงควรนำ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล มาอยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรฯ อาจจะตรงตามภารกิจมากกว่า” นายไชยา กล่าว พร้อมกันนั้นได้ร่วมมอบปัจจัยการผลิตการเกษตร (พันธุ์อ้อย) ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย รวมทั้งมอบทุนการศึกษาให้นักเรียน 15 ทุน

จากนั้น นายไชยา ได้ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด พร้อมให้กำลังใจ และรับฟังปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ ดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

‘ไชยา’-DSIค้นห้องเย็นซุกหมูเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770225

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเย็นขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พร้อมด้วย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ว่าได้ขยายผลจากการตรวจค้นของดีเอสไอ ในคดีพิเศษ 59/2566 ที่ตรวจพบบริษัทนำเข้าเนื้อหมูเถื่อน และสามารถตรวจยึดของกลางได้ 200 กิโลกรัม ซึ่งคาดว่าอาจนำหมูเถื่อนมาซุกซ่อนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ตรวจสอบเอกสารสำแดงการนำเข้าของซากสัตว์ที่กำลังตรวจค้นเรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการห้องเย็นที่อยู่ในฐานะผู้รับฝาก ซึ่งต้องมีหลักฐานการรับฝากเก็บสินค้านำเข้าอย่างถูกต้อง

นายไชยากล่าวอีกว่า เบื้องต้นตรวจสอบพบเนื้อกระบือ และโค ที่ส่วนหนึ่งมาจากประเทศที่สามารถนำเข้าได้อย่างออสเตรเลีย ซึ่งผู้นำเข้าต้องเตรียมเอกสารมาสำแดงการนำเข้าให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ และแสดงตนว่านำเข้ามาอย่างถูกต้อง ในส่วนเครื่องในสุกรที่ตรวจพบ 75 ตันมีความคล้ายคลึงกับซากสัตว์ที่ตรวจพบ 161 ตู้คอนเทนเนอร์ ที่ท่าเรือแหลมฉบังก่อนหน้านี้ คาดว่ามีความเชื่อมโยงกัน และอยู่ในระหว่างการพิสูจน์หลักฐาน โดยการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารแก้ปัญหาการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย เพื่อประกาศสงครามการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์เถื่อนและสร้างกลไกตลาดให้กลับมาเป็นปกติ รวมถึงช่วยปกป้องเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ จะตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ รวมถึงเน้นย้ำว่าหากมีกระบวนการที่ขัดกับการแก้ปัญหา เช่น ระเบียบ หรือตัวบุคคล จะต้องแก้ไขให้สามารถดำเนินการตามนโยบายต่อไปได้

‘ธรรมนัส’รุดบริหารจัดการ แก้อุทกภัย-แล้งคาบสมุทรสทิงพระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770224

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์และพบปะเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ต.บ้านตาขาว อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ ได้แก่ อ.ระโนด กระแสสินธุ์สทิงพระ และสิงหนคร และบางส่วนของ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช โดยกรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 2,200 ไร่ อาทิ ก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านท่าเข็น ขุดขยายคลองศาลาหลวง ระยะทาง 2.44 กิโลเมตร ขุดขยายคลองโคกทอง-หัวคลอง ความยาว 4.663 กิโลเมตร ก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองระโนด ขุดขยายคลองโรง ความยาว 4 กิโลเมตร ขุดขยายคลองพังยาง ความยาว 4.50 กิโลเมตร ขุดขยายคลองหนัง ความยาว 2.52 กิโลเมตร ก่อสร้างสถานีสูบน้ำสนามชัย และก่อสร้างคันกั้นน้ำบ้านเกาะใหญ่ – บ้านท่าคุระ ความยาว 3 กิโลเมตร

ด้านการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ได้ดำเนินโครงการ อาทิ การเพิ่มศักยภาพคลอง พล.อ.อาทิตย์ฯ พร้อมอาคารประกอบ โดยขุดขยายคลอง ความยาว 37.40 กิโลเมตร การก่อสร้างสถานีสูบน้ำโคกพระและระบบส่งน้ำ การก่อสร้างสถานีสูบน้ำคลองหนังและขุดลอกแก้มลิงชะแล้ เป็นต้น หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถชะลอน้ำหลากในช่วงฤดูฝนได้ 32,000 ไร่ ส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง 21,530 ไร่และราษฎรได้รับประโยชน์ 1,485 ครัวเรือนสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 12,000 ไร่

“โครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อราษฎรในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำไว้อุปโภคบริโภค การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตรในฤดูแล้ง พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้จะตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาเขตลุ่มน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ลุ่มน้ำที่สำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำทะเลน้อย คาบสมุทรสทิงพระ และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดประตูน้ำสถานีสูบน้ำคลองหนัง พร้อมร่วมปล่อยพันธุ์ปลาสุลต่าน 300,000 ตัว และมอบพันธุ์ปลาให้กับผู้แทนชุมชน จากนั้นได้เดินทางไปยังที่ว่าการ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชน และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) รวม 30 ราย มอบปัจจัยการผลิต ได้แก่ ชุดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ 250 ชุด ปัจจัยการผลิตพืช (ต้นกล้ามะเขือและสารชีวภัณฑ์) 20 ชุด และข้าวสาร 200 ชุด มอบเงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และเยี่ยมชมนิทรรศการความสำเร็จของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่

นบข.เคาะมาตรการช่วย ปลูกข้าวปีการผลิต66/67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770226

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 2/2566 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่กระทรวงพาณิชย์ ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศไทย ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 20 ไร่ รวมไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 56,321 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับปีการผลิตถัดไป กระทรวงเกษตรฯ ได้รับมอบหมายเป็นเจ้าภาพในการเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ตลอดกระบวนการผลิต และเพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบการขอเพิ่มกรรมการของคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) 3 ราย และขอเพิ่มอนุกรรมการของคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติการผลิต (กข.) 2 ราย เพื่อให้การดำเนินงานบริหารจัดการข้าวเป็นไปด้วยความราบรื่น คล่องตัว มีการพิจารณาโดยละเอียดถี่ถ้วน รอบคอบครบทุกด้าน พร้อมนำมติเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

‘เฉลิมชัย’นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769807

'เฉลิมชัย'นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

‘เฉลิมชัย’นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.23 น.

วานนี้ (16 พ.ย.66) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมฯ ร่วมกับ นายเหอ ซุน ผู้ว่าเมืองเจิ้งโจว และคณะผู้บริหารฯ ในการประชุมฯ นายเฉลิมชัย ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ความร่วมมืออันดีของไทย-จีน ที่มีมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านสังคม โดยวาระนี้ ได้มีการนำเสนอพื้นที่ความร่วมมือแห่งใหม่จังหวัดระยอง ภายใต้โครงการ Eastern Economic Corridor: EEC หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ทั้งนี้ ในที่ประชุมฯ ทางฝ่ายจีน ได้ให้การตอบรับอย่างดี พร้อมให้ความร่วมมือส่งเสริม ผลักดันนักลงทุนจากเจิ้งโจว เข้าไปลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมใหม่จังหวัดระยอง และเห็นร่วมส่งนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมณฑลเหอหนาน เข้าไปศึกษาในปีการศึกษาหน้าที่จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการสร้างนิคมฯ ดังกล่าวต่อไป

หลังจากนั้น นายเฉลิมชัย และคณะฯ เดินทางร่วมกับ นายจาง ปั๋ว รองผู้ว่าฯ เมืองเจิ้งโจว ร่วมเป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการเขตนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์การค้าระหว่างประเทศ RCEP “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และเปิดตัวโครงการตามบันทึกความร่วมมือ “สองประเทศ สองนิคม” อย่างเป็นทางการ ระหว่างเมืองเจิ้งโจว กับเมืองระยอง พร้อมทั้งลงนามในสัญญาร่วมก่อสร้างโครงการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไปพร้อมกับก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมใหม่จังหวัดระยอง เพื่อยกระดับความร่วมมือห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย-จีน โดยปีนี้เป็นปีครบรอบ 48 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างไทย-จีน อีกด้วย ถือเป็นการต่อยอด ก้าวสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป