สทนช.รุกบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง รับภาวะเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758805

สทนช.รุกบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง รับภาวะเอลนีโญ

สทนช.รุกบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง รับภาวะเอลนีโญ

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.20 น.

สทนช.รุกบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง รับภาวะเอลนีโญ เร่งสร้างแก้มลิงในทุ่งกุลา ช่วยพื้นที่ 3 จังหวัด แก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และทะเลสาบทุ่งกุลา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ และมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2566 ของจังหวัดสุรินทร์ พร้อมแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก ทั้งนี้พบว่า ในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง มี 3 ปัญหา คือน้ำท่วม น้ำแล้ง  และคุณภาพน้ำในบางพื้นที่ รวมไปถึง จังหวัดร้อยเอ็ด และมหาสารคาม บางส่วน  ในขณะเดียวกันได้พิจารณาแหล่งน้ำ ระบบประปา ที่ยังไม่ทั่วถึง ซึ่งทางสหประชาชาติหรือยูเอ็นได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาด เพื่อการอุปโภคบริโภครวมไปถึง สาธารณูปโภคด้านการสุขาภิบาล โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งจากการที่ท่านได้ไปร่วมประชุมยูเอ็นที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับแผนการจัดการน้ำ 20 ปี โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางด้านน้ำซึ่งจะมีแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อเป็นน้ำต้นทุนในการรองรับพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง รวมถึงป้องกันอุทกภัย และที่สำคัญในพื้นที่ลุ่มริมน้ำมูล ที่มักประสบปัญหาน้ำท่วมน้ำล้นตลิ่ง เวลามีน้ำหลากจึงต้องเร่งแก้ไขในเรื่องนี้ นอกจากนี้รวมถึงการฟื้นฟูอนุรักษ์ดูแลระบบนิเวศน์ ที่บางพื้นที่ยังมีปัญหาเรื่องป่าเสื่อมโทรมและบางลุ่มน้ำที่มีปัญหาคุณภาพน้ำบางช่วง ซึ่งต้องมีการดูแล นอกจากนี้จะมีระบบตรวจวัดระดับน้ำในการแจ้งเตือนภัยให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบเวลาเกิดอุทกภัย เพื่ออพยพขึ้นที่สูงได้ทันที ซึ่งบริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้มีการศึกษาแผนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำมูลตอนกลาง รวมกับ สนทช.เพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ

ทั้งนี้ยอมรับว่า จังหวัดสุรินทร์มีปริมาณน้ำมาก ในบางพื้นที่ บางพื้นที่ก็มีปริมาณน้ำน้อย โดยเฉพาะทุ่งกุลา ที่มีปัญหาแหล่งเก็บกักน้ำน้อย และในลำน้ำมูลเวลามีน้ำหลากมามากๆ ก็ไม่มีที่เก็บเพียงพอทั้งนี้ในฤดูแล้งจึงงอาจมีปัญหา เรื่องของปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอได้ ดังนั้นในส่วนของ สทนช. จะดำเนินการในส่วนทุ่งกุลา จะดำเนินการในลักษณะ แก้มลิง ในลำน้ำพลับพลา ที่ไหลผ่านทุ่งกุลา และในพื้นที่ของทุ่งกุลาเองจะมีการขุดลอกคูคลองปรับปรุงให้ดีขึ้น รวมไปถึงการผันน้ำ  เชื่อมโยงลำน้ำมูลและลำน้ำพลับพลา เพื่อเก็บน้ำในฤดูแล้ง และลดปัญหาอุทกภัย 

เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการทะเลสาบทุ่งกุลา ต.ไพรเขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ เป็นโครงการต้นแบบของการพัฒนาแก้มลิง ใช้สำหรับรองรับน้ำจากโครงการผันน้ำเพื่อการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง และการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ดอนและพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการขุดลอกพื้นที่ทำเป็นแก้มลิงกักเก็บน้ำไว้ใช้แก้ปัญหาความแห้งแล้ง ตั้งแต่ปี 2550 โดยขุดพื้นที่กว่า 750 ไร่ จัดเป็นแก้มลิงขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยไร่นา สามารถเก็บกักน้ำได้ 1.9 แสน ลบ.ม. ปัจจุบันสามารถพัฒนาเป็นแหล่งรองรับน้ำเชื่อมโยงกับโครงการผันน้ำจากลุ่มน้ำมูลตอนกลางได้เป็นอย่างดี นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ชาวบ้านได้ประโยชน์จากการทำเกษตร ยังมีการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจำนวนมาก มีกิจกรรมทางน้ำไว้รองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาเป็นโครงการนิคมการเกษตรข้าวหอมมะลิอินทรีย์ จำหน่ายสินค้าทุ่งกุลาร้องไห้ นำรายได้เข้าชุมชนอีกทางหนึ่ง โดย สทนช.จะใช้โครงการทะเลสาบทุ่งกุลานี้เป็นต้นแบบนำไปขยายผลเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนกลาง พัฒนาศักยภาพพื้นที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

ส่วนอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง เป็นแหล่งเก็บน้ำที่สำคัญของจังหวัด สุรินทร์ เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบอุปโภคบริโภค ผลิตน้ำประปาให้กับชุมชนเมือง ซึ่งเป็นการบริหารจัดการร่วมกันกับอ่างเก็บน้ำอำปึล ซึ่งก็มีปริมาณน้ำพอสมควร แต่ต้องไม่ประมาทกับสถานการณ์เอลนิโญไปอีก 2 ปี จึงต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างดี ไม่เฉพาะช่วงฤดูแล้งปีนี้อย่างเดียว แนวโน้มปริมาณฝนปีหน้าจะน้อย ดังนั้นจึงอยากขอประชาชน รณรงค์ การประหยัดน้ำ และทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างความรับรู้ให้ประชาชนเข้าใจการบริหารน้ำรองรับเอลนิโญ จะไปถึงปี 67ด้วย

เลขาฯ สทนช. กล่าวถึงการเข้ารับมอบนโยบายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า นายภูมิธรรม ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก โดยให้การบ้าน สทนช. ว่า 100 วันนี้ ต้องมีโครงการเร่งด่วนในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ดำเนินการให้แลวเสร็จ 100 วัน  ให้เป็นรูปธรรม เช่น การขุดลอกแหล่งน้ำ การกำจัดวัชพืช เพื่อลดการสูญเสียน้ำระดับหนึ่ง และการขับเคลื่อนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง การสร้างบ่อบาดาลเพิ่มเติม เพื่อนำน้ำมาใช้ ทั้งนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ให้รัฐบาลพิจารณาส่งเสริม ที่สำคัญ ที่สทนช. ขอให้ประชาชนงดทำนาปรัง หรือนาปีต่อเนื่อง ได้มีการเสนอกับรัฐบาล และรองนายกฯ ว่าต้องมีอาชีพทางเลือกให้กับเกษตรกร

สทนช.ใช้6แผนฝ่าวิกฤต พื้นที่EECน้ำพอใช้ฤดูฝน-แล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758708

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากการประชุมประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แม้สถานการณ์เอลนีโญส่งผลกระทบต่อปริมาณฝนตกสะสมที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย โดยพื้นที่ภาคตะวันออก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 80% แต่จากการประเมินสถานการณ์น้ำพบว่าพื้นที่ EEC จะมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในภาคครัวเรือน ภาคเกษตร ภาคพาณิชยกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว ตลอดฤดูฝนนี้และฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงจากการประเมินสถานการณ์น้ำ สทนช.ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนสูบน้ำผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออกเพื่อเติมน้ำต้นทุน ดังนี้ แผนที่ 1.แผนสูบจากคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต-คลองพานทอง-อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ระยะเวลาช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน 2566 จำนวน 61 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปัจจุบันสูบน้ำไปแล้ว 24.49 ล้าน ลบ.ม. เป็นไปตามแผน ส่วนแผนที่ 2.แผนสูบจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างฯบางพระ ระยะเวลาช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2566 จำนวน 24.45 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันสูบน้ำ 7.54 ล้าน ลบ.ม. เป็นไปตามแผนเช่นกัน โดยการสูบน้ำช่วงนี้จะดำเนินการในช่วงที่คุณภาพน้ำในแม่น้ำบางปะกงมีค่าความเค็มไม่เกิน 0.5 กรัมต่อลิตร

แผนที่ 3.แผนสูบอ่างฯประแสร์-อ่างฯ หนองปลาไหล ระยะเวลาช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566-มิถุนายน 2567 จำนวน 37 ล้าน ลบ.ม. คาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2567 จะสูบน้ำได้รวม30-35 ล้าน ลบ.ม. โดยแผนที่ 2 และ 3 ดำเนินการโดยบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกจำกัด (มหาชน) หรือ East Water แผนที่ 4.แผนสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน-อ่างฯประแสร์ ระยะเวลาช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน 2566 จำนวน 50 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ ได้เริ่มสูบก่อนแผนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ปัจจุบันสูบได้เพียง2.6 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากบริเวณคลองสะพานเกิดฝนทิ้งช่วง และปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยราว 70%

สำหรับแผนที่ 5.แผนสูบจากคลองวังโตนด-อ่างฯประแสร์ ระยะเวลาช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2566 จำนวน 25 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งระดับน้ำในคลองวังโตนดสูงถึงเกณฑ์การสูบ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้ว ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อสูบน้ำตามปริมาณที่กำหนดไว้และแผนที่ 6.แผนสูบจากอ่างฯประแสร์-อ่างฯคลองใหญ่ ระยะเวลาช่วงเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2566 จำนวน 63 ล้าน ลบ.ม. ได้ดำเนินการสูบก่อนแผนในเดือนพฤษภาคม 2566 ปัจจุบันสูบไปแล้ว 30 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งส่วนนี้ยังเป็นไปตามแผน ไม่พบปัญหาหรืออุปสรรค

กรมชลฯช่วยเกษตรกรรับมือเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758705

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 43,223 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 6,020 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 10,260 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่แล้ว 3,321 ล้านลบ.ม. ซึ่งปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่แล้วค่อนข้างมาก จึงเน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เร่งเก็บกักน้ำและสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เอลนีโญ โดยยึดตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝน ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนด สู่ 6 แนวทางปฏิบัติของกรมชลประทาน อย่างเคร่งครัด พร้อมนำ 3 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 (เพิ่มเติม)ที่ กอนช.กำหนด มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ได้แก่ 1.จัดสรรน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญ ที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด อย่างรอบคอบและรัดกุม 2.ควบคุมการเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง โดยการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมืองดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง ซึ่งได้ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 22 จังหวัดแล้ว และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ อาทิ ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย รณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า

ด้านมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรได้จ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในปี 2567 มีเป้าหมาย 90,000 คน ช่วยเหลือภัยแล้ง อาทิ จัดหาแหล่งน้ำสำรอง การขุดลอกเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกัก รวมถึงสั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ สำรวจแหล่งน้ำสำรองแต่ละพื้นที่เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้มากที่สุด นอกจากนี้ได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ ด้วย

‘อภัย’เร่งติดตาม ความก้าวหน้างาน หนุนอาชีพเกษตร จังหวัดชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758715

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ระนอง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สำนักแผนงานและโครงการพิเศษศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้กระทรวงเกษตรฯ (ศอ.บต.กษ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าภาวะการผลิตการตลาด และราคาของสินค้าเกษตร 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง

นอกจากนี้ได้รับทราบปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์สินค้าเกษตร อาทิ ปัญหามังคุด จ.นครศรีธรรมราช ปัญหาผลผลิตมังคุดที่กำลังจะออกในฤดูกาลนี้เหลืออีก 12,000 ตัน และปัญหาเกี่ยวกับตลาดรับซื้อล้ง โดยแนะนำวิธีแก้ปัญหาในการการแปรรูปเชิงพาณิชย์ โดยนำมังคุดตกเกรด แปรรูปเป็นมังคุดคัด และการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมังคุด GAP ทุกแปลงเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์และวางแผนขยายผลต่อไป

ทั้งนี้ นายอภัย ได้ขอให้ ศอ.บต.กษ.และสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สรุปแนวทางปัญหาสินค้าเกษตรทั้ง 4 ชนิด ให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกันเป็นภาพรวมทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ และเรื่องสืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว เรื่องการใช้แอปพลิเคชั่นเกษตรแทรค เพื่อใช้สร้างฐานข้อมูลรายแปลงทุกชนิดสินค้า โดยจะหารือกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัดต่อไป

กรมพัฒนาฯปิดงาน ประชุมวิชาการปี’66 ฟื้นฟูสร้างสรรค์ดิน ใช้เทคโนโลยีพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758208

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ กล่าวภายหลังปิดประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2566 “ฟื้นฟูปฐพี สร้างสรรค์ดินดีด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน” ที่โรงแรมกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่าขอชื่นชมกับทุกความสำเร็จในการพัฒนางานวิจัยด้านการพัฒนาที่ดิน สำหรับกิจกรรมต่างๆ นั้น มีการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “การขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ดินและน้ำในมิติใหม่”

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดให้มีการประกวดผลการวิชาการโดยมีคณะกรรมการวิชาการเป็นผู้พิจารณาตัดสินผลการประกวด ซึ่งมีผู้ได้รับรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น 27 รางวัล แบ่งเป็นประเภทบรรยาย 21 รางวัล และประเภทนิทรรศการ 6 รางวัล ซึ่งทุกรางวัลแสดงให้เห็นถึงการผลิตผลงานวิชาการที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร

ดร.อาทิตย์กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณผู้จัดการประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับผลงานวิชาการ รวมทั้งได้ร่วมมือร่วมใจกันให้การจัดงานประชุมวิชาการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี มองเห็นทิศทางในอนาคตที่จะร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายในทุกระดับ

สวพส.เผยผลสำเร็จ การพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758210

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า ได้นำหลักการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนตามแบบโครงการหลวง มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน มีการปรับระบบการผลิตจากการปลูกกาแฟในพื้นที่ว่างหรือเป็นการปลูกภายใต้ร่วมเงาไม้กว่า 2,700 ไร่ มีการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากงานวิจัยมาใช้ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ตั้งแต่การปลูก การดูแลรักษา การแปรรูป และการจำหน่ายกาแฟคุณภาพที่ไม่ส่ง
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รวมทั้งสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานพัฒนาและแก้ไขปัญหาผลิตภาพและการผลิตกาแฟให้เกษตรกรในพื้นที่ตลอดห่วงโซ่การผลิต มีการสร้างเกษตรกรผู้นำให้เป็นต้นแบบความสำเร็จที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ และประสานความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่โครงการฯ กับเกษตรกรรายอื่น กระทั่งสามารถนำนวัตกรรมจากงานวิจัยมาปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตกาแฟอาราบิกาคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ โดยให้ผลผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ มูลค่ารวม 4.27 ล้านบาท ในปี 2556 และเพิ่มเป็น 46.43 ล้านบาท ในปี 2566 โดยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 205,442.47 บาท/ครัวเรือน/ปี

รวมถึงเกษตรกร 226 ราย จาก 13 หมู่บ้าน ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร เกิดความร่วมมือของภาคเอกชนในการรับซื้อเมล็ดกาแฟกะลา ได้แก่ มูลนิธิโครงการหลวง บริษัทกาแฟชาวไทยภูเขา บริษัท ปตท.น้ำมันและค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัทบอนคาเฟ่ และผู้รับซื้อในท้องถิ่นเฉลี่ย 360–500 ตัน/ปี เกษตรกรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ด้วยการฝึกอบรมศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หนุ่มสาวที่ออกไปทำงานนอกพื้นที่กลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรผลิตกาแฟอาราบิกา มีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดและกลายมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาช่องทางการตลาดใหม่ๆ

อีกทั้งพื้นที่ได้รับการปรับระบบมาปลูกกาแฟอาราบิกาใต้ร่มเงาไม้ (Shade-Grown Coffee) รวม 2,771 ไร่ การผลิตภายใต้แนวคิด Zero Waste ทำให้เกษตรกรนำเปลือกกาแฟที่เหลือทิ้งไปผลิตปุ๋ยหมักแล้วนำกลับมาใช้ลดต้นทุนการผลิตได้มากถึง 25 ตัน/ปี ชุมชนมีบ่อบำบัดน้ำเสียจากการสีแปรรูปกาแฟ 22 บ่อ 77 ครัวเรือน สามารถบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติ เฉลี่ย 2,900,000 ลิตร/ปี มีเงินออมเฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท/ปี สำหรับใช้จ่ายในครัวเรือน มีการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกตามความเหมาะสมของพื้นที่ ได้เพิ่มพื้นป่าให้ชุมชนโดยรอบมากกว่า 1,300 ไร่ เกิดการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างยั่งยืน

ปลัดฯถก EggBoard จัดทำแผนปฏิบัติฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758207

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ครั้งที่ 2/2566 ซึ่งมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ 3 วาระ คือ 1.ร่างโครงการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ปี 2566 และมอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินการ รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงานในการประชุม Egg Board ครั้งต่อไป 2.ประสิทธิภาพการผลิตไก่ไข่และไข่ไก่ ปี 2567 เนื่องจากปัจจุบันสายพันธุ์ไก่ไข่ได้พัฒนาให้มีความก้าวหน้า มีระบบการบริหารจัดการฟาร์ม รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีในการผลิตไก่ไข่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกรมปศุสัตว์ พิจารณาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไก่ไข่และไข่ไก่ ดังนี้ 1.ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) 1 ตัว ผลิตลูกพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ได้ 77 ตัว ปลดที่อายุ 72 สัปดาห์ 2.พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) 1 ตัว ผลิตลูกไก่ไข่เพศเมียได้ 107 ตัว ปลดที่อายุ 72 สัปดาห์ และ 3.แม่ไก่ยืนกรง 1 ตัว ผลิตไข่ไก่ได้ 361 ฟอง ปลดที่อายุ 80 สัปดาห์

3.แผนปฏิบัติการด้านไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2567-2571) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ.2561-2580 โดยกรมปศุสัตว์ กำหนดให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการรายชนิดสินค้าปศุสัตว์ทุกๆ 5 ปี เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์และเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบและมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ เชิญผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรม ร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการด้านไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2567-2571) ก่อนขอความเห็นชอบต่อ Egg Board ใช้เป็นแผนขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านไก่ไข่และผลิตภัณฑ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

‘ธรรมนัส’ควง 2 รมช. รุดรับฟังปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758209

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งผู้บริหาร
กระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ร่วมพบปะพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง โดยพูดคุย รับฟัง และพร้อมสะสางปัญหาของ
พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนด้านการเกษตรจากโครงการต่างๆ ได้แก่ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณเชิงเขาพนมดงรักษ์ อ่างเก็บน้ำห้วยเชิง จ.สุรินทร์ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยศาลา รวมถึงเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการปลูกป่าทับที่ทำกินที่ป่าภูแลนคา ด้านทิศเหนือ อ.แก่งค้อ จ.ชัยภูมิ ผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล ผู้เดือดร้อนจากโครงการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ ทับที่อาศัยและที่ทำกิน ผู้เดือนร้อนจากโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยขนาดมอญ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน รวมถึงปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่สะสมมานาน

จากนั้น รมว.เกษตรฯ พร้อมคณะ ร่วมกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ติดตามประเด็นปัญหาภัยแล้ง ผลกระทบจากเอลนีโญ พื้นที่ทำกิน การบริหารจัดการน้ำ โดยปัญหาหลักที่เกษตรกรอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไข ได้แก่ ปัญหาความเสียหายจากภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคอีสาน ปัญหาการพักหนี้เกษตรกรและปัญหาที่ดินทำกิน

‘ธรรมนัส’ประชุมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำ พบ‘18 จังหวัด’ประสบอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758053

‘ธรรมนัส’ประชุมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำ พบ‘18 จังหวัด’ประสบอุทกภัย

‘ธรรมนัส’ประชุมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำ พบ‘18 จังหวัด’ประสบอุทกภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.27 น.

‘ธรรมนัส’ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ พบ 18 จังหวัดยังประสบ‘อุทกภัย’

21 กันยายน 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ชั้น 3 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดฝนตกหนักและมีพื้นที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด แต่ในบางพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่ำกว่าปกติ เนื่องจากสถานการณ์เอลนีโญ ประกอบกับช่วงฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก จะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2566 นั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเป็นห่วงประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ จึงได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมมาตรการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่และทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นแล้วว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคเกษตรในวงกว้าง จึงได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วน เพื่อเตรียมมาตรการรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่น ๆ ตั้งแต่การป้องกัน การเผชิญกับสถานการณ์ และการแก้ไขฟื้นฟูตามนโยบายที่ได้มอบไว้ โดยได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนและเกษตรกรอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงทีต่อไป

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 21 ก.ย. 2566) มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 18 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี นครพนม จันทบุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และอ่างทอง ซึ่งกรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 4 ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ เร่งดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 2 เครื่อง บริเวณชุมชนหมู่ 1 ตำบลปากแควและสะพานพระร่วง แม่น้ำยมฝั่งซ้ายในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี อ.เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย ด้วย

พิพิธภัณฑ์เกษตรดันต่อยอด นวัตกรรมเศรษฐกิจพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757989

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวสำเภาว์ งามเชย รองผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝ่ายพัฒนา ร่วมกับผู้บริหารและภาคีความร่วมมือ เปิดโครงการ 14 ปี พกฉ. “ส่งสุขปันความรู้ ต่อยอด นวัตกรรมเกษตรพอเพียง” ประจำปี 2566 สนับสนุนชุดส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียน สถานศึกษา กว่า
30 แห่ง จากทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสครบรอบ 14 ปี สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ได้จัดโครงการ 14 ปี พกฉ. “ส่งสุข ปันความรู้ต่อยอด นวัตกรรมเกษตรพอเพียง” ประจำปี 2566 เพื่อส่งต่อความรู้สู่อาชีพ โดยการจัดทำชุดส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย อุปกรณ์ปลูกผักแนวตั้ง ชุดเพาะเห็ดฟางในตะกร้า หนังสือองค์ความรู้ด้านการเกษตร มอบให้กับโรงเรียน สถานศึกษา นำไปใช้ประโยชน์เสริมสร้างทักษะพื้นฐาน ต่อยอดการเรียนรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง แก่นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ในการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีผู้แทนจากโรงเรียน สถานศึกษากว่า 30 แห่งเข้าร่วมรับมอบในครั้งนี้

ทางด้านนางสาวสำเภาว์ ได้เปิดเผยว่า “ในโอกาสครบรอบ 14 ปี ของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เรามุ่งมั่นสู่การสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธาน ด้านการเกษตร สู่สังคม การจัดโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนในการร่วมสนับสนุนการจัดหาทุน และอุปกรณ์การเรียนรู้ในการส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ร่วมกันต่อยอดองค์ความรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพึ่งพาตนเองต่อยอดทักษะสู่การสร้างอาชีพด้านการเกษตรต่อไป”