ปลัดฯร่วมเปิดงาน ThaiTradeที่ซาอุฯ ส่งเสริมภาพลักษณ์ หนุนสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755220

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Thai Trade Exhibition Saudi Arabia 2023”โดยมีนายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด นายอับดุลลาซิส อัลซาครานรองผู้ว่าการสำนักการค้าต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ดร.ซามี่ บิน อับดุลลาห์ อัลโอไบดี ประธานสภาหอการค้าไทย-ซาอุดีอาระเบีย เอกอัครราชทูตและผู้แทนสถานทูตจากประเทศต่างๆ ภาคธุรกิจไทยและซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วม ที่ Riyadh International Convention and Exhibition Center กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ว่างานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีงามให้แก่ประเทศไทย และเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน เป็นโอกาสให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทย สามารถเดินหน้าเข้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย ได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งสินค้าพืช ประมง และไม้ตัดดอก

นายประยูร เน้นย้ำว่าประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเป็น “แหล่งความมั่นคงอาหารของโลก” จึงให้ความสำคัญกับการผลิต แปรรูปสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัย และได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ตรวจสอบทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้าและผู้บริโภคชาวต่างชาติ ภายใต้นโยบาย 3S คือ Safety Security และ Sustainability รวมถึงการขับเคลื่อนภาคการเกษตรโดยเชื่อมโยงกับโมเดลทางเศรษฐกิจ“Bio-Circular-Green” Economy หรือ “BCG”

‘ธรรมนัส’ขอ100วันแก้ปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755226

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา และนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรฯ โดยสักการะห้องพิรุณ 130 (ห้องพระ อาคาร 1 ชั้น 4) สักการะศาลพระภูมิชัยมงคลสักการะศาลท้าวเวสสุวรรณ สักการะศาลตา-ยาย สักการะองค์พระพิรุณทรงนาค(หน้าอาคาร) และสักการะองค์พระพิรุณทรงนาค (ห้องพิพิธภัณฑ์) และถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ได้มอบหมายนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประชุมผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมด เพื่อหารือมาตรการและการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีความเร่งด่วน อาทิ การแก้ปัญหาภัยแล้งซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี การปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ผิดกฎหมาย และนโยบายพักหนี้เกษตรกร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่นายกรัฐมนตรีให้ความเป็นห่วง ส่วนการแบ่งงานของ รมช.เกษตรฯ จะมีการประชุมแบ่งงานภายหลัง
และสามารถเดินหน้าทำงานได้ทันที

สำหรับปัญหามังคุดใต้นั้น ได้เร่งระบายผลผลิตจนสถานการณ์คลี่คลายแล้ว นอกจากนี้ได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้ามาตรการแก้ปัญหาในระยะกลาง และระยะยาวอย่างยั่งยืน

รมว.เกษตรฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอฝากถึงพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ว่ากระทรวงเกษตรฯ มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้มีความอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน ซึ่งนโยบายเร่งด่วนต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นจะต้องมีความชัดเจนและเห็นผลภายใน 100 วัน

กยท.ฟันธงราคายางเพิ่ม แนวโน้มสดใส/เน้นรับมือเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755225

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องจนถึงปี 2567จะทำประเทศในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก รวมทั้งประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและฝนตกน้อยกว่าปกติ น้ำยางจึงออกมาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ขณะที่ความต้องการใช้ยางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายางในช่วงปลายปี 2566 และในปีถัดไปมีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่สูงขึ้น แต่จะค่อยเป็นค่อยไป โดยขณะนี้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ในระดับ 47 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำยางสดราคาประมาณ 43 บาทต่อกิโลกรัม

“ปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ผลผลิตยางลดลง เห็นได้จากตัวเลขผลผลิตยางสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ถึงปัจจุบันของประเทศผู้ผลิตยางโลกลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีผ่านที่มา โดยมูลค่าการส่งออกยางพาราแปรรูปสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2566 ของประเทศไทย ลดลง 21% และมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางสะสมลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา” นายณกรณ์ กล่าว

สำหรับสถานการณ์ราคายางที่ผ่านมายังไม่ปรับตัวขึ้นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประเทศผู้รับซื้อยาง ใช้ยางจากสต๊อกยางที่เก็บไว้ จะเห็นได้จากยอดการผลิตยางรถยนต์และยางรถบรรทุกของโลกไม่ได้ลดลง โดยช่วงไตรมาสแรกปีนี้ยอดการผลิตยางรถยนต์สูงถึง 410.7 ล้านเส้น เพิ่มขึ้น 0.7% เช่นเดียวกับยางรถบรรทุกมียอดการผลิต 47.9 ล้านเส้น เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

ส่วนทิศทางของราคายางในช่วงปลายปีนี้ มีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยหนุนในหลายๆ ด้าน โดยประเทศผู้นำเข้ายางรายใหญ่หลายประเทศได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ในส่วนของประเทศญี่ปุ่น เริ่มผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ในขณะที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน พยายามรักษาเสถียรภาพการลงทุนภาคเอกชน สร้างการมีส่วนร่วมให้ภาคเอกชนในโครงการสำคัญของรัฐ รวมทั้งมีมาตรการสนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด ทำให้ความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตยางที่ลดลงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ผนวกกับสต๊อกยางของประเทศผู้นำเข้าถูกใช้ไปจนหมดแล้วจะต้องซื้อยางเข้ามาใหม่ จึงเป็นปัจจัยหนุนที่จะทำให้ยอดการส่งออกยางของไทยและทิศทางของราคายางจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้และต่อเนื่องจนถึงปี 2567

“ราคายางมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เกษตรกรชาวสวนยางต้องดูแลสวนยางอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ยางสมบูรณ์สามารถกรีดยางได้ตามปกติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ เพราะยางพาราเป็นพืชที่ชอบอากาศชุ่มชื้น หากต้นยางได้รับน้ำที่เพียงพอ ก็จะสามารถผลิตน้ำยางได้เพิ่มขึ้น ชาวสวนยางอาจจะต้องหาแหล่งน้ำกักเก็บ หรือขุดสระเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ เพื่อให้สามารถกรีดยางได้” นายณกรณ์ กล่าว

ระยอง เปิดศูนย์แปรรูปวัสดุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755227

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง นายไตรภพวงศ์ ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง นายจิม ฟิทเทอร์ลิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บ.ดาว ประเทศไทย ร่วมเปิดศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อการจัดการและแปรรูปขยะวัสดุรีไซเคิลครบวงจร อย่างเป็นทางการมีส่วนราชการ ท้องถิ่น และ ประชาชนในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านฉาง ร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก ซึ่งศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งนี้ถือว่าเป็นต้นแบบแห่งแรกของประเทศ สำหรับการคัดแยกและยกระดับคุณภาพวัสดุรีไซเคิลเหลือใช้ในชุมชนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีฝีมือคนไทยซึ่งพร้อมดำเนินการในรูปแบบ ธุรกิจชุมชน หรือ CommunityEnterprise ซึ่งก่อตั้งด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้แก่ กลุ่ม บ.ดาว ประเทศไทย วว.บพข.สถาบันพลาสติก และ เทศบาลตำบลบ้านฉาง โดยตั้งเป้าแก้ปัญหาพลาสติกใช้แล้วและวัสดุรีไซเคิลในหลุมฝังกลบ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลในแต่ละปีกว่า 1,000 ตัน และลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกได้ถึง 2,400 ตัน ซึ่งการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อการจัดการและแปรรูปขยะวัสดุรีไซเคิลครบวงจร ได้รับการสนับสนุนงบประมาณกว่า 20 ล้านบาทจากกองทุน Dow Business Impact Fund และกลุ่ม บ.ดาว ประเทศไทย ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการลงทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

‘หมูเถื่อน’เรื่องเร่งด่วนในมือ‘ธรรมนัส’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755122

‘หมูเถื่อน’เรื่องเร่งด่วนในมือ‘ธรรมนัส’

‘หมูเถื่อน’เรื่องเร่งด่วนในมือ‘ธรรมนัส’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.44 น.

‘หมูเถื่อน’เรื่องเร่งด่วนในมือ‘ธรรมนัส’

ถ้อยแถลงครั้งแรกหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า คือการแถลงนโยบายที่ต้องช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน 3 เรื่อง ได้แก่ ภัยแล้ง – ประมง – หมูเถื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการปราบปรามหมูเถื่อน ที่ท่าน รมต. ยืนยันว่าเมื่อตนลงมือแล้ว ต้องเห็นผลภายใน 1-2 เดือน นับเป็นคำสั่งอันเข้มแข็งของรัฐมนตรีที่ได้ใจคนเลี้ยงหมูยิ่งนัก

เรื่องราวหมูเถื่อนเกิดขึ้นมาเนิ่นนานกว่าขวบปี เกาะกินผลประโยชน์หลายร้อยล้าน และทำร้ายเบียดเบียนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยไม่มีที่ยืน ต้องล้มหายตายจากเลิกอาชีพกันไปไม่น้อย จนเกิดการร้องเรียนและเรียกร้องให้มีการสืบสวน สอบสวน และดำเนินคดีเรื่อยมา  แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้บงการได้อย่างถึงที่สุด กระทั่งเกิดมุมมองว่าน่าจะเป็นเพราะมี “ผู้มีอิทธิพล” อยู่เบื้องหลัง จึงทำให้ขบวนการหมูเถื่อนยังคงยืดเยื้อ และการดำเนินคดีก็สะดุดเป็นระยะ

กระทั่งในที่สุดพบคดีใหญ่ “หมูเถื่อนตกค้าง ณ ท่าเรือแหลมฉบัง 161 ตู้คอนเทนเนอร์” ที่กรมศุลกากร ส่งมอบให้ DSI และ ปปง. ดำเนินคดีต่อ สังคมไทยจึงได้เห็นความคืบหน้าของคดีออกมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ทราบว่าจะสามารถสาวถึงต้นตอ และดำเนินการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดได้เมื่อใด  พอท่าน รมต.เกษตรฯ รับปากกระโจนเข้าช่วยเร่งรัดให้ทุกอย่างจบลงภายใน 1-2 เดือน จึงเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของคนเลี้ยงหมูทั่วไทยที่หวังจะได้เห็นหน้าคนร้ายในขบวนการนี้อย่างใจจดจ่อ

อีกส่วนหนึ่งคือ การฝังทำลายซากหมูเถื่อน จำนวนมหาศาลถึง 4 ล้าน 5 แสนกิโลกรัมจากทั้ง 161 ตู้นี้ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบดำเนินการของกรมปศุสัตว์ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ของท่าน รมต.พอดี  แม้ก่อนหน้านี้คณะทำงานท่าเรือสีขาวพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ได้ประชุมร่วมกับกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการทำลายออกมาแล้วว่าจะฝังทำลายในเขต อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนกันยายนนี้ แต่ผ่านเดือนกันยายนเข้ามาราว 1 สัปดาห์แล้ว ยังไม่เห็นกำหนดการฝังทำลายใดๆ ออกมา

ทั้งๆที่ดูเหมือนว่า หมูเถื่อนของกลางพร้อมแล้วเพราะถูกตรวจสอบหลักฐานเรียบร้อย งบประมาณการทำลายที่สายเดินเรือผู้ขนส่งหมูเถื่อนเข้ามาต้องรับผิดชอบก็พร้อมแล้ว พื้นที่ฝังทำลายก็มีแล้ว ทุกอย่างมีความพร้อมแบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าเกิดการล่าช้าในขั้นตอนใด  ขณะที่หมูในบางตู้ก็เสื่อมสภาพและส่งกลิ่นเหม็น ควรอย่างยิ่งที่จะเร่งทำลาย เพื่อตัดตอนเชื้อโรคที่อาจระบาดออกมาติดหมูไทย และตัดตอนหมูติดเชื้อไม่ให้เล็ดลอดเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค สร้างความสบายใจให้ทุกฝ่าย จึงเป็นอีกประเด็นของเรื่องหมูเถื่อนที่ต้องฝากท่านธรรมนัสเร่งติดตามดำเนินการให้ทุกคนได้เห็นการฝังทำลายหมูครั้งประวัติศาสตร์นี้ในเร็ววัน

ที่สำคัญ ต้องวางแผนระยะยาวและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์หมูเถื่อนเข้ามาทำร้ายหมูไทยได้อีก เพราะมันสร้างความเสียหายมหาศาล กระทบตั้งแต่เกษตรกร   และผู้คนในห่วงโซ่การผลิตหมู  ไปจนถึงสุขภาพผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจของประเทศ 

กลุ่มเกษตรกรตั้งความหวังกับกระทรวงเกษตรฯในยุคของท่าน ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ไว้ไม่น้อย ท่ามกลางกระแสความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาทดสอบ ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือและเป็นกำลังใจให้ท่านนำพาเกษตรกรไทยเดินหน้าประกอบอาชีพ เพื่อช่วยกันสร้างความมั่นคงทางอาหารและฟื้นฟูเศรษฐกิจบ้านเมืองอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

สามารถ สิริรัมย์

หลักเกณฑ์การจัดที่ดิน’ส.ป.ก.’ 3 กรณี และการขอสละสิทธิการใช้ที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755118

หลักเกณฑ์การจัดที่ดิน'ส.ป.ก.' 3 กรณี และการขอสละสิทธิการใช้ที่ดิน

หลักเกณฑ์การจัดที่ดิน’ส.ป.ก.’ 3 กรณี และการขอสละสิทธิการใช้ที่ดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.39 น.

ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกและจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร การโอนหรือตกทอดทางมรดกสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อ และการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน พ.ศ. 2564 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกและจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 3 กรณี คือ

1) กรณีการจัดที่ดินรอบแรก จะมุ่งเน้นการจัดที่ดินให้แก่ผู้ถือครองที่ดินเดิมที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรตามกฎหมาย เพื่อให้เกษตรกรดังกล่าวมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในในที่ดินโดยชอบตามกฎหมาย ส.ป.ก. โดยหากที่ดินที่เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินเดิมได้รับการจัดที่ดินนั้นเป็นที่ดินของรัฐ เกษตรกรจะได้รับสิทธิการเข้าทำประโยชน์ (ส.ป.ก. 4-01) แต่หากเป็นที่ดินที่ ส.ป.ก. จัดซื้อมา (ที่ดินเอกชน) เกษตรกรผู้เช่าที่ดินที่จัดซื้อ เกษตรกรผู้ยากจน หรือผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก จะได้รับการจัดที่ดิน โดยการทำสัญญาเช่าหรือสัญญาเช่าซื้อที่ดินจาก ส.ป.ก.

2) กรณีการจัดที่ดินรอบใหม่ (รอบสอง ขึ้นไป) อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากกรณีการโอนสิทธิหรือสละสิทธิของเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินรอบแรก รวมทั้งในกรณีที่เกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินรอบแรกนั้นเสียชีวิตลง ซึ่งเกษตรกรดังกล่าวล้วนประกอบเกษตรกรรมในรูปแบบครอบครัวเกษตรกร กรณีนี้ จะมุ่งเน้นการจัดที่ดินให้แก่คู่สมรส บุตร เครือญาติ หรือทายาทของเกษตรกรดังกล่าว โดยคู่สมรส บุตร เครือญาติ หรือทายาทนั้นจะต้องมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรตามกฎหมาย และต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ในทรัพย์สินและหนี้สินที่เกษตรกรรายเดิมมีอยู่อันเนื่องมาจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินในกรณีนี้จะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับเกษตรกรรายเดิม (สัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสิทธิการเข้าทำประโยชน์ (ส.ป.ก. 4-01) แล้วแต่กรณี)

3) กรณีการจัดที่ดินแปลงว่าง อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากกรณีการจัดที่ดินรอบแรกที่ไม่มีผู้ถือครองที่ดินเดิมหรือผู้ถือครองที่ดินเดิมไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกร หรือในกรณีที่เกษตรกรถูกสั่งสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์เนื่องจากกระทำผิดระเบียบการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของ ส.ป.ก. หรือที่ดินที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบให้แก่ ส.ป.ก. รวมทั้งในกรณีที่เกษตรกรซึ่งได้รับการจัดที่ดินรอบแรกนั้นไม่มีคู่สมรส บุตร เครือญาติ หรือทายาท หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรหรือไม่ประสงค์จะขอรับการจัดที่ดินต่อจากเกษตรกรรายดังกล่าว โดยในการจัดที่ดินแปลงว่างนี้จะมุ่งเน้นการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรซึ่งขึ้นทะเบียนขอรับการจัดที่ดินไว้กับ ส.ป.ก. ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินจะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก.

ทั้งนี้ หากเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินซึ่งได้รับการจัดให้เข้าทำประโยชน์ มีเหตุจำเป็นต้องจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ได้รับที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อาจยื่นคำขอสละสิทธิของตนต่อ ส.ป.ก.จังหวัด เพื่อให้เกษตรกรอื่นนอกเหนือจาก เกษตรกรซึ่งเป็นคู่สมรส บุตร หรือเครือญาติ เป็นผู้ได้รับพิจารณาจัดที่ดินแทนที่ได้โดยการเช่า หากเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) เป็นเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินซึ่งชราภาพ หรือทุพพลภาพ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือประสงค์จะประกอบอาชีพอื่น (2) เกษตรกรผู้ได้รับที่ดินไม่ประสงค์จะทำประโยชน์ในที่ดินนั้นอีกต่อไป โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวไม่ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินนั้น (3) เป็นการขอสละสิทธิในที่ดินทั้งหมดที่ตนได้รับจัดที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

โดยเกษตรกรอื่นต้องจ่ายค่าชดเชย ต้องจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เกษตรกรเดิมได้รับที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อาทิ เช่น ไม้ยืนต้นทางการเกษตร โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือมูลค่าการปรับปรุงพัฒนาที่ดินเพื่อให้เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม รวมถึงค่าภาระติดพันอยู่ หรือมีหนี้สินค้างชำระกับ ส.ป.ก. หรือสถาบันการเงินที่ร่วมโครงการกับ ส.ป.ก. หรือสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน!!!

ปลัดฯหารือภาครัฐ-เอกชน ขยายช่องทางรองรับตลาดมังคุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755006

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการขยายช่องทางการกระจายผลผลิตมังคุดภาคใต้ที่จะออกสู่ตลาด เน้นการผลิตมังคุดคุณภาพ โดยมี นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคใต้ (นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง และสงขลา) เข้าร่วมการประชุม ที่ห้องประชุมองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร จตุจักร กทม.และผ่านการประชุมออนไลน์

นายประยูร กล่าวว่า ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2566 เป็นช่วงที่ผลผลิตมังคุดทั้งประเทศมีการเก็บเกี่ยวมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 58.63 ของผลผลิตมังคุดทั้งปี โดยแหล่งผลิตมังคุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จ.จันทบุรีนครศรีธรรมราช, ชุมพร, ตราด และ นราธิวาส ตามลำดับ ซึ่งมังคุดภาคใต้มีราคาปรับตัวลดลง คาดว่าจะมีผลผลิตมังคุดเหลือออกสู่ตลาดในเดือนสิงหาคม 2566 ประมาณ 5,000 ตัน และในเดือนกันยายน 2566 ประมาณ 11,200 ตัน ซึ่งเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แจ้งแผนงานรองรับในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2566 ได้แก่ 1.รณรงค์ให้เกษตรกรรวมกลุ่มทั้งทางการและไม่เป็นทางการ 2. คัดเกรดมังคุด 3.ประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการนำล้งไปรับซื้อมังคุดที่กลุ่มเกษตรกร และ 4.จำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยายช่องทางตลาดรองรับผลผลิตมังคุดล้นตลาด และเน้นการผลิตมังคุดคุณภาพ ดังนี้ 1.เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างการรับรู้กับพี่น้องเกษตรกร 2.กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งรัดการกระจายออกนอกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.นครศรีธรรมราช จำกัด (สกต.นครศรีธรรมราช) และสหกรณ์การเกษตรพรหมคีรี จำกัด รวมถึงเพิ่มจุดกระจายมังคุด 3.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ให้แจ้งสถาบันเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน ว่าจะมีการเปิดจุดจำหน่ายที่ อ.ต.ก.ตรัง อ.ต.ก.สงขลา อ.ต.ก.กทม. และอาจพิจารณาเพิ่มจุดจำหน่ายที่อื่น เพื่อรองรับการบริหารจัดการมังคุดภาคใต้ และช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคภายในประเทศซื้อมังคุดเพิ่มขึ้น 4.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 (สวพ.7) กรมวิชาการเกษตร ให้สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรแปลงใหญ่ และวิสาหกิจชุมชม ร่วมกันยื่นขอ GAP เพื่อเน้นการผลิตมังคุดคุณภาพ และ 5.กรมส่งเสริมการเกษตร ติดตามการรายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาด นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ขอความร่วมมือสมาคมผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย ช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกไปยังต่างประเทศเพิ่มจากเดิมให้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันเวลา

ปลัดฯประชุมคกก.นโยบายและแผนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755005

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2566 มีวาระพิจารณาที่สำคัญ ได้แก่ 1.การเปิดตลาดสินค้าเกษตร ตามพันธกรณีความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ปี พ.ศ. 2567-2569 สำหรับสินค้ากระเทียม เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ หัวพันธุ์มันฝรั่ง และมันฝรั่งสดเพื่อการแปรรูป 2.(ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2566-2570 และมอบหมายฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร นำเสนอแผนปฏิบัติการด้านการเกษตร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2566-2570 ต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเพื่อรับทราบ

3.ปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร เพื่อให้กลไกการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรมีความครอบคลุม/สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงต้องปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร โดยเพิ่มผู้แทนจาก 3 หน่วยงาน เป็นอนุกรรมการฯ และมอบหมายฝ่ายเลขานุการ เสนอ (ร่าง) คำสั่งคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ต่อประธานกรรมการนโยบายฯ เพื่อพิจารณาลงนามต่อไป นอกจากนี้ยังรับทราบการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรฯ

เกษตรฯเดินหน้า หารือสหกรณ์ฯ หนุนปลูกกาแฟ ขยายการรับซื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755004

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ชุมพร พร้อมด้วยนายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยหารือร่วมกับสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และภาคเอกชน ในการขยายปริมาณรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกร เนื่องจากปัจจุบันปริมาณผลผลิตเมล็ดกาแฟดิบในประเทศไม่เพียงพอ ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มากถึง 6 หมื่นตันต่อปี อีกทั้งได้มีนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการนำเข้า จึงเป็นโอกาสดีที่จะร่วมกันในการส่งเสริมการผลิตกาแฟเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยซึ่งกาแฟถือเป็นพืชที่มีโอกาสทางการตลาดสูง แต่ในประเทศยังมีการผลิตน้อย

สำหรับสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด ดำเนินธุรกิจหลายด้าน ในส่วนของธุรกิจแปรรูป ได้แก่ กาแฟคั่ว-บด, กาแฟ 3 in 1 และกาแฟสารดิบ ภายใต้ผลิตภัณฑ์ชื่อ “กาแฟชุมพร” สำหรับธุรกิจรวบรวมกาแฟนั้น สหกรณ์รวบรวมผลผลิตจากสมาชิก เครือข่ายสหกรณ์ และสหกรณ์ทั่วไป โดยในระหว่างปีบัญชี 2565-2566 สหกรณ์รวบรวมกาแฟได้ 276 ตัน เป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

ส่วนการปลูกกาแฟ ปี 2566 ภาคใต้ (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล และยะลา) มีเนื้อที่ยืนต้น 89,643 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 80,856 ไร่ ผลผลิต 6,909 ตัน (ข้อมูลคณะทำงานพัฒนาคุณภาพ ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรฯ ภาคใต้ ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2566)

กรมชลฯเร่งกำจัดผักตบชวา ขวางทางน้ำแม่น้ำบางปะกง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755002

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สำนักเครื่องจักรกล ได้กำจัดผักตบชวาและวัชพืช รวมทั้งสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและส่งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคและการเกษตรอย่างเต็มศักยภาพ บรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง อาทิ พื้นที่ จ.นครนายก กำจัดวัชพืชได้ประมาณ 25,000 ตัน และแม่น้ำปราจีนบุรี กำจัดได้ประมาณ 20,000 ตัน ที่บริเวณจุดสะพานบางขนาก กำจัดวัชพืชได้ประมาณ 15,000 ตัน รวมถึงบริเวณหน้าเขื่อนบางปะกง กำจัดวัชพืชได้ประมาณ 23,600 ตัน รวมปริมาณการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ได้ทั้งหมดประมาณ 83,600 ตัน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้กำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ เพื่อการบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถส่งน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดตามสอบถามได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วน 1460