‘สุรเดช’ชูสวนทวีทรัพย์ ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754750

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ลงพื้นที่ จ.ชุมพร เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตร (ทุเรียน กาแฟ และมังคุด) โดยมี นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายธราพงษ์ มีมุสิทธิ์เกษตรและสหกรณ์จังหวัดชุมพร และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯร่วมลงพื้นที่ โดยเยี่ยมชมสวนทวีทรัพย์ ซึ่งมีการบริหารจัดการผลิตทุเรียนคุณภาพแบบเกษตรอุตสาหกรรม ตามแนวทาง BCG Model ของนายวีรวัฒน์ จีรวงส์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2566 สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น และประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ปะทิว จ.ชุมพร

นายสุรเดชกล่าวว่า มุ่งมั่นที่จะยกระดับควบคุมคุณภาพทุเรียนไทยเพื่อให้ได้คุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานการส่งออกที่กำหนด ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจาก ผวจ.ชุมพร จนประสบความสำเร็จ และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่บูรณาการความร่วมมือกันเป็นอย่างดีทั้งนี้ ขอฝากว่ายังคงต้องคุมเข้มในการตรวจควบคุมคุณภาพทุเรียนให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ยึดมั่นในจรรยาบรรณ และขอให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อขับเคลื่อนทุเรียนไทย ทุเรียนคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

รองปลัดฯ กล่าวชื่นชมสวนทุเรียนของนายวีรวัฒน์ จีรวงส์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2566 ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการผลิตทุเรียน ทั้งการแปรรูปทุเรียนแช่เยือกแข็ง และทุเรียนฟรีซดราย นอกจากนั้นยังนำผลไม้ชนิดอื่นๆ ในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาแปรรูป เช่น มะม่วงฟรีซดราย มังคุดฟรีซดราย สับปะรดฟรีซดราย และเงาะไส้สับปะรดฟรีซดราย และมีการตลาดแบบครบวงจร โดยสวนฯ ผลิตทุเรียนในพื้นที่ 250 ไร่ พร้อมทั้งมีการจัดทำวงจรการบริหารจัดการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน GAP หรือ Premium Durian Cycle : PDC ในรอบ 1 ปี ทำให้ง่ายต่อการวางแผน และบริหารจัดการผลิต และบริหารจัดการสวนแบบเกษตรอุตสาหกรรม ตามแนวทาง BCG MODEL ใช้นวัตกรรมการห่อผลทุเรียนโดยใช้กระดาษห่อผลไม้สีขาวที่ฆ่าเชื้อเคลือบผิวมันด้านนอกระบายน้ำและอากาศได้มาห่อผลทุเรียน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันแมลงศัตรูทุเรียนได้ ทำให้ลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืชปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานในสวนและผู้บริโภค อีกทั้งยังได้คิดค้นสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน สร้างรายได้ สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตรเป็นอย่างดี จากนั้นลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของล้งทุเรียน บริษัทอาเฮียฟรุต อ.หลังสวน จ.ชุมพร พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่

‘เศรษฐเกียรติ’ถก คณะอนุกรรมการฯ คำสั่งทางปกครอง ในการปฏิรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754751

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองในการปฏิรูปที่ดินครั้งที่ 2/2566 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เข้าร่วม โดยที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินการตามมติคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองในการปฏิรูปที่ดินครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566 โดยจัดทำวาระการประชุม และอยู่ระหว่างนำเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) เพื่อพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

นายเศรษฐเกียรติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณากรณีนาย บ.อุทธรณ์คำสั่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสกลนคร (คปจ.สกลนคร) ที่สั่งให้สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื่องจากได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่ นาง พ.เพื่อใช้เป็นที่ตั้งโรงงาน ฮ. โดยมิได้รับอนุญาตจากทางราชการ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ คปก.ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ. 2535 ข้อ 7 (1) และ (3) โดย ส.ป.ก.สกลนคร ได้แจ้งสิทธิอุทธรณ์ทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังภูมิลำเนาของนาย บ. ซึ่งนาย บ.ได้ยื่นคำอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง คปจ.สกลนคร คปก.จึงไม่มีอำนาจรับคำอุทธรณ์ของนาย บ. ไว้พิจารณาได้ โดยที่ประชุมเห็นชอบไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาตามความเห็นของ ส.ป.ก.และให้นำเสนอ คปก.พิจารณาวินิจฉัยต่อไป

‘เอลนีโญ’ยังแรง!!! กรมชลฯเร่งเก็บกักน้ำปลายฝน วอนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754765

'เอลนีโญ'ยังแรง!!! กรมชลฯเร่งเก็บกักน้ำปลายฝน วอนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง

‘เอลนีโญ’ยังแรง!!! กรมชลฯเร่งเก็บกักน้ำปลายฝน วอนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.31 น.


เอลนีโญยังแรง เร่งเก็บกักน้ำปลายฝน วอนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง ลดเสี่ยงผลผลิตเสียหาย

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา  ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ(กรุงเทพมหานคร) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นต้น เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (4ก.ย.66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,470 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,153 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯ รวมกัน จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำทั่วประเทศไปแล้ว 14,238 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 96 ของแผน เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 5,706 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 104 ของแผน ปัจจุบันมีการเพาะปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศไปแล้ว 14.96 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 88 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 2.84 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำนาปีไปแล้ว 7.49 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 93 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวไปแล้ว 2.53 ล้านไร่ ในส่วนของสถานการณ์ค่าความเค็มใน 4 ลำน้ำสายหลัก(เจ้าพระยา บางปะกง ท่าจีน และแม่กลอง) ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า สถานการณ์เอลนีโญจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้ และมีแนวโน้มส่งผลยาวต่อเนื่องไปจนถึงเดือนเมษายน 67 โดยคาดการณ์ว่า ณ วันที่ 1 พ.ย. 66 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งประเทศรวมกันประมาณ 21,160 ล้าน ลบ.ม เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 5,803 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก ปริมาณน้ำดังกล่าวนี้ จะเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น จึงได้สั่งการไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำด้วยความประณีต สอดคล้องสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงผลกระทบจากสภาวะเอลนีโญและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญให้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรณรงค์ขอความร่วมมือเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปีรอบแรกและเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ให้งดทำนาปีต่อเนื่อง ด้วยปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอ ตลอดจนรณรงค์ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันเก็บกักน้ำไว้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ แก้มลิง บ่อ อาคารชลประทานที่ได้รับการถ่ายโอนแล้ว หรือแม้แต่ภาชนะสำรองน้ำภายในครัวเรือน ไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งถัดไป

กรมพัฒนาฯทำแอปฯรู้จริงพืชดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754490

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรหลายพื้นที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีมาใช้ จึงมีแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ส่งเสริมให้เกษตรกรเน้นการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการของพืชแต่ละชนิดรวมถึงลักษณะของดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร จึงคิดค้น นวัตกรรม รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย จากฐานข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินทั่วประเทศ ร่วมกับค่าความต้องการธาตุอาหารของพืชจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสามารถให้คำแนะนำปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมกับชนิดพืชและสามารถลดต้นทุนการผลิตสำหรับพืชเศรษฐกิจ

จากผลสำเร็จงานวิจัยสู่นวัตกรรม โดย นายยุทธศาสตร์ อนุรักติพันธุ์ ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร พัฒนานวัตกรรมรู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย ด้วยฐานข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการธาตุอาหารของพืชจนเป็น แอปพลิเคชั่น รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย (Thai Soil Fertility Management : TSFM) สามารถให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมสำหรับพืชเศรษฐกิจ 63 ชนิด ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 77 จังหวัด 923 อำเภอ 7,425 ตำบลสามารถเลือกผสมปุ๋ยใช้เองได้ถึง 51,256 สูตร พร้อมค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการใช้ปุ๋ยแต่ละสูตร เป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดผ่านทางสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Android และIOS โดยลงทะเบียนครั้งเดียว กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนเท่านั้น “นวัตกรรมรู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย” แอปพลิเคชั่นที่ให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมตามความต้องการของพืชตรงตามสภาพดินที่ครบถ้วน แม่นยำ รู้ผลไว ใช้งานง่ายช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย ลดการตกค้างจากสารเคมีในดิน ช่วยรักษาทรัพยากรดินและช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมด้วย

‘มนัญญา’เปิดงาน แก้ไขหนี้สหกรณ์ หนุนสร้างรายได้ สมาชิกกลุ่มเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754492

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเปิดโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสมาชิกสหกรณ์ใน จ.นราธิวาส ที่สหกรณ์นิคมปิเหล็ง จำกัด ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร เสริมสร้างองค์ความรู้ในการบริหารจัดการสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่สมาชิก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการบรรเทาและแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร พัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรด้วยระบบสหกรณ์ ให้มีความสามารถในการบริหารหนี้สินของตนเอง ผ่านกลไกการให้บริการของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่ตนเองสังกัด รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพ

ในโอกาสนี้ น.ส.มนัญญา ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ (กสน.3) และหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ให้แก่สมาชิกสหกรณ์นิคมปิเหล็ง จำกัด และสหกรณ์นิคมบาเจาะ จำกัด 40 ราย พร้อมเยี่ยมชมบูธแสดงผลผลิตสินค้าของผู้แทนกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์นิคมปิเหล็ง จำกัด เช่น เกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ เกษตรกรผู้ทำการเกษตรผสมผสานเกษตรกรผู้ทำสวนผลไม้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากเกษตรกรผู้ทำนาข้าว เป็นต้น

รองปลัดฯร่วมประชุม คกก.โครงการเกษตรวิชญา1/66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754494

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าประเด็นต่างๆ ได้แก่ 1.ผลการปรับปรุงเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินโครงการเกษตรวิชญา ปี 2565, 2.การจัดทำแผนปฏิบัติการโครงการเกษตรวิชญา ระยะ 5 ปี(พ.ศ. 2566 -2570) 3.การปรับผังแปลงเพาะปลูกในพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน 4.การดำเนินงานร่วมกับโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง 5.การส่งเสริมให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจร่วม ตามโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ และ 6.การบริหารจัดการน้ำ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญา ประจำปี 2565 โดยมีการปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการ 4 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน พื้นที่ศูนย์สาธิตการเรียนรู้เกษตรบนพื้นที่สูง และพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน อีกทั้งยังรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาประจำปี 2566 โดยมีผลการดำเนินงานในพื้นที่ทั้ง 4 ส่วน เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด และสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการโครงการเกษตรวิชญา ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งมีผลการดำเนินงานในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 91.96 และแบ่งตามพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ ร้อยละ 89.28 พื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน ร้อยละ 96.11 พื้นที่ศูนย์สาธิตการเรียนรู้เกษตรบนพื้นที่สูง ร้อยละ 89.03 และพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน ร้อยละ 93.40

นายเศรษฐเกียรติกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการปรับแผนปฏิบัติการโครงการเกษตรวิชญา ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงาน ได้แก่ 1.การจัดทำโรงกรองน้ำอย่างง่าย เพื่อใช้ในการกรองน้ำก่อนส่งเข้าระบบกระจายน้ำรายแปลง 2.ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตของโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) 3.ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการตลาด 4.ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ลดการใช้ปุ๋ยเคมีทางการเกษตร 5.ส่งเสริมการผลิตเกษตรแบบเกษตรปลอดภัยทุกราย และ 6.ประสานขอรับการสนับสนุนระบบไฟฟ้าภายในแปลง และมีมติเห็นชอบการพัฒนาเกษตรกรต้นแบบโครงการเกษตรวิชญา โดยขอรับการสนับสนุนจาก สวพส.และมูลนิธิโครงการหลวง ปี 2567-2570 ปีละ 15 ราย

ทั้งนี้ นายจรัลธาดา กรรณสูต และ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ได้ให้คำแนะนำในการอบรมเพิ่มความรู้ให้เกษตรกรเพื่อเพิ่มรายได้ในการประกอบอาชีพ โดยเน้นการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนการปลูกหอมหัวใหญ่ เช่น กุหลาบ และชา เป็นต้น ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเน้นย้ำให้ติดตามตรวจสอบมาตรฐาน GAP ให้สามารถผลิตได้สินค้าเกษตรได้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เมืองคอน ลุยแก้ปัญหามังคุดตกต่ำ แฉรู้ข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754518

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่เมืองคอน ลุยแก้ปัญหามังคุดตกต่ำ แฉรู้ข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เมืองคอน ลุยแก้ปัญหามังคุดตกต่ำ แฉรู้ข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.53 น.

“ผู้กองธรรมนัส”บินด่วนลงพื้นที่เมืองคอน แก้ราคามังคุดตกต่ำ หลังชาวสวนเททิ้งกลางถนนประชด เผยมีข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา เตรียมตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ขณะที่ส.ส.ภูมิใจไทย เตรียมเสนอญัตติด่วนเข้าสภาฯ

จากกรณีเกษตรกรชาวสวนมังคุด อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราชสุดทนที่ราคามังคุดตกต่ำเหลือเพียงกก.ละ 5 บาท สร้างความเดือดร้อนไปทั่วจนต้องนำผลไม้มังคุดจำนวนกว่า2ตันไปเททิ้งบนถนนเพื่อประชดราคาตกต่ำสุดขีด บนถนนสายนครศรีธรรมราช-นบพิตำ หน้าที่ว่าการอำเภอพรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราชเมื่อเร็วๆนี้นั้น จนหลายฝ่ายตื่นตัวเข้ามาแก้ไขแต่สถานการณ์ราคามังคุดยังไม่ดีขึ้นนั้น

ล่าสุดเย็นวันนี้ ( 4 ก.ย.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะลงพื้นที่ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช พบปะเยี่ยมเยียนรับทราบปัญหาราคามังคุดตกต่ำกับเกษตรกรชาวสวนมังคุด จ.นครศรีธรรมราช โดยมีนายอภินันท์   เผือกผ่อง ผวจ.นครศรีธรรมราช และรองอธิบดีกรมการค้าภายในและนายอำเภอพรหมคีรี,จนท.พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมพี่น้องเกษตรกรชาวสวนมังคุดในพื้นที่ อ.พรหมคีรี ให้การต้อนรับ  โดยจุดแรกพบพี่น้องเกษตรกรชาวสวนมังคุดที่อาคารเอนกประสงค์เทศบาลตำบลพรหมโลก อ.พรหมคีรี ทั้งนี้เพื่อรับทราบปัญหาที่แท้จริงและเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านปริมาณ ราคา และวางแผนหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมังคุดอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนมังคุดต่อไป

โดยพื้นที่ประสบปัญหาราคามังคุดตกต่ำ ได้แก่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอพรหมคีรี อำเภอชะอวด อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอพระพรหม อำเภอลานสกา ซี่งมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหามังคุดราคาตกต่ำ สรุปความได้  1.ส่งเสริมการขายตรงและขายผ่านระบบออนไลน์ช่วยชาวสวนรายย่อย 2.เร่งเปิดจุดปลายทางเพิ่มขึ้น ทั้งห้างท้องถิ่น และโมบายพาณิชย์ เพื่อช่วยระบายผลผลิต 3.ให้มีการจัดการผลผลิตต่อเนื่อง มีการแปรรูปมังคุดเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น มังคุดกวน น้ำมังคุด  ทำเครื่องสำอาง เป็นต้น 4.ส่งเสริมให้ชาวสวนทำมังคุดคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาด5.ส่งเสริมการรวมกลุ่มแปลงใหญ่มังคุด ให้มีการประมูลผลผลิตของสมาชิก เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการตลาด

ขณะที่นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 8 นครศรีธรรมราช เผยว่า อยากให้มีตลาดกลางมังคุด ต่อไปมังคุดของเราจะต้องมารอให้ผู้ประกอบการ หรือ ผู้มาซื้อให้มาถามเราว่าจะขายราคาเท่าไหร่ ไม่ใช่ให้เรามาถามว่าคุณจะซื้อราคาเท่าไหร่ เราจะแก้ปัญหาจุดนี้ให้ได้  ภายในฤดูกาลหน้าเราจะเริ่มกันเลย แลตนได้ติดต่อกับเจ้าของสวนมังคุดมาตลอด จะให้การอุแลในเรื่องนี้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการนำปัญหาเข้าสู่รัฐสภาเพื่อเสนอญัตติการแก้ปัญหาด้านผลผลิตของเกษตรกร พืชเกษตร ตกต่ำ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบโดยการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญในเรื่องนี้ขึ้น 

ด้านร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ก่อนที่จะเดินทางมาที่นี้ ตนมีข้อมูลเชิงลึกอยู่แล้วในเรื่องของปัญหาของพี่น้องเกษตรกรซึ่งไม่ใช่เฉพาะมังคุด   แต่พี่น้องเกษตรกรชาวสวน อ.พรหมคีรี เรื่องมังคุดเรื่องล้งเป็นเรื่องใหญ่ ถามว่าจะต้องแก้ยังไงผมขอเอาข้อมูลทั้งหมดไปปรึกษากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในวันศุกร์นี้ว่าเราจะมีมาตรการควบคุมและแก้ปัญหาอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีขบวนการทุบราคามังคุดให้ต่ำลงทางรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า อันนี้เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งถามว่าผมมีข้อมูลมั๊ย ผมขอตอบว่ามีข้อมูลครับ แต่การพูดในที่สาธารณะผมไม่ได้พูด แต่ว่าเรื่องก็จะมีการหารือกันและตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เราจะมีการปรามเจ้าหน้ารัฐบางคนที่มีส่วนทำให้ราคาตกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า เราขอตั้งกรรมการในการไต่สวนเรื่องนี้ก่อน และหาข้อเท็จจริงว่ามันเกี่ยวข้องอะไรยังไงต่อไป เราจะไปตัดสินใจโดยไม่มีการสืบสวนสอบสวนก่อนไม่ได้  ผู้สื่อข่าวถามว่าเบื้องต้นมีมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้แค่ไหน ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ตนฟังข่าวมาหลายๆทางแล้วแต่ขอเอาข้อมูลเหล่านี้ไปหาข้อเท็จจริงก่อนว่ามันเป็นยังไง

“เท่าที่ฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกรหลายกลุ่ม พบว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากพี่น้องเกษตรกรรายย่อยที่ไม่ได้เข้าอยู่ในกลุ่ม แต่อันนั้นก็ถือว่าเป็นปัญหาหลักเพราะรายย่อยนั้นเยอะมาก ฉะนั้นเมื่อมีการประมูลต่างๆพี่น้องเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมได้ประโยชน์จากตรงนี้ ถามว่าจะแก้ปัญหาให้เขายังไง ก็คงต้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนก่อนเราต้องช่วยระบายออกก่อนในตอนนี้ โดยบูรณาการโดยกระทรวงเกษตรฯ และกรมการค้าภายในช่วยระบายออกก่อน ส่วนในเรื่องพี่น้องกลุ่มเกษตรกรรายที่รวมกลุ่มกันไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนในเรื่องของราคาเราจะได้ไปหารือกับ รมว.พาณิชย์ก่อนว่าเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ใช่ให้ราคามันตกฮวบฮาบ ทั้งๆที่ปลายทางราคาผู้บริโภคยังสูงอยู่ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหากันอย่างเร่งด่วนต่อไป”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับข้อมูลของเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชพบว่า ฤดูกาลนี้ มีผลผลิตมังคุด จำนวน 40,561 ตัน ออกสู่ตลาดแล้วจำนวน 28,110 ตัน (ร้อยละ 70) ที่เหลือ 12,451 ตัน ยังคงทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณผลผลิตมากที่สุดอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 21-31 สิงหาคม 2566 มีปริมาณ 6,500 กว่าตัน  ซึ่งกรมการค้าภายในร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รวบรวมมังคุดจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปเปิดจุดจำหน่ายในกรุงเทพมหานคร ผ่านรถโมบายพาณิชย์ จำนวนทั้งหมด 100 จุด และต่างจังหวัดอีก 120 จุด รวม 220 จุด ปริมาณ 1,100 ตัน เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรในการจำหน่ายมังคุดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยได้มอบกล่องใส่ผลไม้ให้กับเกษตรกร จำนวน 35,000 กล่อง โดยสำนักงานฯ ได้จัดสรรให้กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรขายออนไลน์แล้ว โดยมังคุดรุ่นที่ 1 ออกหมดไปแล้ว

ตอนนี้เหลือรุ่นที่ 2 อีกประมาณ 20,000 ตันเศษ ซึ่งจากมาตรการที่กรมการค้าภายในเข้าไปดูดซับผลผลิต 12,950 ตัน จะช่วยเร่งระบายผลผลิตให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องต่อไป ณ วันที่ 1 กันยายน 2566 ราคามังคุดคัดเกรดต่าง ๆ – เกรดมันใหญ่ ราคา 33 – 37 บาท/กิโลกรัม  – เกรดมันเล็ก ราคา 23 – 27 บาท/กก. – เกรดผิวกาก/ผิวลาย ราคา 20 บาท/กก. – และเกรดตกไซต์/ผิวดำ ราคา 15 – 17 บาท/กก. และราคาซื้อขาย ณ จุดรับซื้อทั่วไป

ส่วนเกรดมันรวม ราคา 25-30 บาท เกรดคละ 13-20 บาท ส่วนเกรดดำ/ดอก 7-10 บาท ทั้งนี้ ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพผลผลิต ซึ่งการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็งเพื่อทำมังคุดคุณภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และนำผลผลิตมารวมเพื่อใช้ระบบประมูลจะทำให้มีการแข่งขันด้านราคาและเพิ่มอำนาจการต่อรองทำให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ประกอบกับผลผลิตมังคุดจังหวัดนครศรีธรรมราชอยู่ในช่วงปลายฤดู ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กและมีผลกระทบจากฝนตกในพื้นที่จึงมีเนื้อแก้วและยางไหลร่วมด้วย ส่งผลให้คุณภาพและราคาลดลง

‘คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754328

‘คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

‘คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.32 น.

“คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” เกิดขึ้นตามบทบัญญัติในมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย มาตรการ ข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก. ตลอดจน การควบคุมการบริหารงานของ ส.ป.ก. รวมทั้งอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังนี้ (1) จัดหาที่ดินของรัฐเพื่อนำมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

(2) พิจารณากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา 25 การจัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินตามมาตรา 29 และการกำหนดเนื้อที่ที่ดินที่จะให้เกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรเช่าระยะยาว หรือเช่าซื้อตามมาตรา 30 (3) พิจารณาการกำหนดแผนผังและการจัดแบ่งแปลงที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (4) พิจารณาอนุมัติแผนงานและโครงการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนงบค่าใช้จ่ายของ ส.ป.ก. เสนอรัฐมนตรี (5) พิจารณากำหนดแผนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อยกระดับรายได้ และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกร

(6) พิจารณากำหนดแผนการส่งเสริม และบำรุงเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมถึงการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพผลิตผลเกษตรกรรม ตลอดจนสวัสดิการ การสาธารณูปโภค การศึกษาและการสาธารณสุขของเกษตรกร (7) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนแบบสัญญาเช่าและเช่าซื้อที่จะทำกับเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน

(8) กำหนดระเบียบการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและปฏิบัติตามแผนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรม (9) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินกู้ยืมจาก ส.ป.ก. ตลอดจนเงื่อนไขของการกู้ยืมโดยอนุมัติรัฐมนตรี

(10) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตลอดจนการควบคุมดูแลกิจการอื่นๆ ภายในเขตปฏิรูปที่ดิน (11) ติดตามการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก. ให้เป็นไปตามแผนงานและโครงการที่ได้รับอนุมัติ ตลอดจนกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน (12) กำหนดกิจการและระเบียบการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก. หรือสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 4/2566 ซึ่งที่ประชุม ให้ความเห็นชอบหลักการแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื่องจากระเบียบ คปก. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตและการให้ผู้รับอนุญาตถือปฏิบัติในการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2541

ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเพื่อรองรับกรณีผู้ได้รับอนุญาตรายเดิมไม่ประสงค์จะทำประโยชน์ในที่ดินหรือถึงแก่ความตาย และมีคู่สมรส บุตร หรือ เครือญาติ หรือทายาทมายื่นคำขออนุญาตไว้เป็นการเฉพาะ รวมทั้งยังไม่มีหลักเกณฑ์รองรับการจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินของผู้ได้รับอนุญาตที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายในระหว่างการใช้ประโยชน์ในที่ดินก่อนการสละสิทธิหรือถึงแก่ความตาย

นอกจากนั้น ยังได้อนุมัติแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 4,010 ล้านบาท เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาผู้ไร้ที่ดินทำกิน พัฒนาศักยภาพพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล พัฒนาโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกันนี้ยังได้อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เข้าสำรวจก่อสร้าง หรือดำเนินการใด ๆ เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟ อันเป็นกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ จำนวน 2 โครงการ

ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ ในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่รวมประมาณ 1,537-3-04 ไร่ และโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด- มุกดาหาร – นครพนม เนื้อที่รวมประมาณ 1,917-3-75 ไร่ เป็นระยะเวลาหนึ่งปี โดย รฟท. จะดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นช่วงหรือระยะเวลาที่มีการเยียวยาหรือจ่ายค่าชดเชยเกษตรกรแล้ว และในการออกหนังสืออนุญาตหรือให้ความยินยอมจะนำเสนอ คปก. พิจารณาอนุญาตตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป และในส่วนการเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินและการเก็บค่าหลักประกันเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่ ส.ป.ก. กำหนด

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์รองรับการพิจารณาอนุญาตและการจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตรายเดิมสละสิทธิ โอนสิทธิ หรือถึงแก่ความตาย เป็นไปเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมแก่เกษตรกร นอกจากนี้ การเพิ่มประเภทกิจการเพื่อรองรับกรณีที่เกษตรกรผู้ได้รับมอบที่ดินจาก ส.ป.ก. ประสงค์จะใช้ที่ดินบางส่วนสำหรับประกอบอาชีพเสริมไว้เป็นการเฉพาะด้วย

โดยการใช้ที่ดินดังกล่าวจะต้องไม่เกินกว่าสัดส่วนที่กำหนดเพื่อมิให้กระทบต่อการใช้ที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับที่ดินตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้งสอดคล้องกับบริบทและสภาพของสังคมในปัจจุบัน ที่ประชุมได้มีการเห็นชอบในเรื่องของงบบริหารกองทุนฯ ที่จะใช้ในการขับเคลื่อนงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

“นอกจากนี้ ในส่วนของการดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟ เป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ช่วยเกษตรกรในการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าและการขนส่งสินค้า ส่งเสริมการจ้างงานและการลงทุน ทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ส่งเสริมการค้าขายชายแดนระหว่างประเทศ ทำให้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การเกษตร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของ ส.ป.ก. ในการทำให้พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอยู่ได้ อยู่ดี มีความสุข ตลอดไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

‘กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’อีกที่พึ่งของเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754326

‘กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’อีกที่พึ่งของเกษตรกรไทย

‘กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’อีกที่พึ่งของเกษตรกรไทย

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.30 น.

“กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) โดยในมาตรา 9 และมาตรา 10 กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้น ซึ่งมีรายได้มาจาก (1) เงินที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน (2) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากรัฐบาลหรือจากแหล่งต่างๆ ภายในประเทศหรือต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศหรือบุคคลอื่น

(3) เงินที่ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และ (4) เงิน ดอกผลหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ ส.ป.ก. ได้รับเกี่ยวกับการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยกองทุนนี้ระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่า การใช้จ่ายเงินของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้กระทำได้เฉพาะการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

ขณะที่ “คณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.)” เกิดขึ้นตามบทบัญญัติของ ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการจัดทำโครงการที่ใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2536 โดยอาศัยมาตรา 19 (12) แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ออกระเบียบนี้ขึ้น ซึ่งในข้อ 12 ของระเบียบฯ ระบุว่า การเสนอโครงการ ให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเสนอต่อ ส.ป.ก. เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการดำเนินการต่อไป

ในวันที่ 31 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 7/2566 โดยมี ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบ โครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 55,000,000 บาท เพื่อให้การปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติราชการและแผนภารกิจของกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ บรรลุตามภารกิจ

“และยังมีแผนงานโครงการต่างๆ ที่ต้องดำเนินการตามแผนอีก จำนวน 29 โครงการ/กิจกรรม รวมถึงร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานทั้งภายในและ ส.ป.ก. ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณและอัตรากำลังทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการขับเคลื่อนงานให้ภารกิจต่าง ๆ ของกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ และของ ส.ป.ก. สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมถึงเกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดจากการให้สินเชื่อเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

นอกจากนั้น “กองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ยังมีการบริการด้านสินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน” ซึ่งมีกระบวนการตั้งแต่การรับคำขอกู้ยืมเงิน ไปจนถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กู้ตามระเบียบว่าด้วยการกู้ยืมเงินกองทุนฯ นอกจากนั้นยังมีการจัดทำแผนปฏิบัติการกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ เช่น แผนสินเชื่อ แผนการจัดซื้อที่ดินเอกชน ตรวจสอบบัญชีกองทุน เป็นต้น จึงมีความจำเป็นต้องมีบุคลากรและงบประมาณเพื่อรองรับการดำเนินงานตามภารกิจ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และลดปัญหาการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ของ ส.ป.ก.จังหวัด และส่วนกลาง

ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีบัญชี 2567 โดยมีการจำแนกตัวชี้วัดการประเมินออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเงิน 2) ด้านการตอบสนองผลประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3) ด้านการปฏิบัติการ 4) ด้านการบริหารจัดการทุนหมุนเวียน 5) ด้านการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารงาน และ 6) ด้านการดำเนินงานตามนโยบายรัฐ/กระทรวงการคลัง เพื่อให้การดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกรอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน

สำหรับกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีพันธกิจในการจัดหาเงินทุนเพื่อหมุนเวียนเข้าสู่กองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ บริหารงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนในการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ 2 ลักษณะ

คือ 1.รายจ่ายหมุนเวียน สำหรับการจัดซื้อที่ดิน เพื่อนำมาจัดให้แก่เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ ด้วยการทำสัญญาเช่าที่ดิน สัญญาเช่าซื้อที่ดิน การสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อพัฒนาอาชีพและรายได้ 2.รายจ่ายขาด สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่าง ๆ ตามภารกิจที่เกี่ยวกับการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม

เกษตรฯซ้อมแผนรับมือภัยแล้งปี’66/67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754220

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 5/2566 โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งปี 2566/67 และเอลนีโญ โดยที่ประชุมรับทราบสถานการณ์น้ำ และพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ตลอดจนพิจารณาแผนงาน/โครงการรองรับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2566/67

นายอภัยกล่าวว่า เนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายน 2566 ได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโญ โดยมีแนวโน้มที่จะแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2566 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2567 ส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ ประกอบกับกรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 (กรณี One Map ข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2566) คาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การ 22,825 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) (48%) น้อยกว่าปี 2565 จำนวน 13,037 ล้าน ลบ.ม. สำหรับอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาคาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การ 6,897 ล้าน ลบ.ม.(38%) น้อยกว่าปี 2565 จำนวน 7,177 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ คาดการณ์พื้นที่เกษตรที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2566/67 รวมประมาณ 16.51 ล้านไร่ แบ่งเป็นในเขตชลประทาน ลุ่มเจ้าพระยา รวม 22 จังหวัด พื้นที่ 7.34 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน พื้นที่ซึ่งมีโอกาสเกิดภัยแล้ง รวม 60 จังหวัด พื้นที่ 9.17 ล้านไร่ ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมรองรับผลกระทบด้านการเกษตรในช่วงฤดูแล้งที่จะเกิดขึ้น ที่ประชุมจึงได้ร่วมกันพิจารณาแผนงาน/โครงการรองรับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2566/67 รวม 4 แผนงานนอกจากนี้ได้พิจารณาให้ข้อเสนอแนะโครงการต่างๆ รวมถึงพิจารณากำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องในแต่ละพื้นที่เพื่อเสนอขอรับจัดสรรงบกลาง