‘มนัญญา’ลงพื้นที่ งานปันน้ำใจสู่น้อง จังหวัดชายแดนใต้ มอบโอกาสเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754227

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเปิดโครงการ “ปันน้ำใจสู่น้อง 3 จังหวัดภาคใต้ชายแดน” ครั้งที่ 2 ที่โรงเรียนราชพัฒนา หมู่ 6 ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้องจ.นราธิวาส พร้อมด้วยนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ เพื่อมอบอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์กีฬา สิ่งของ ทุนการศึกษาและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน ให้แก่โรงเรียนราชพัฒนา และโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมสหกรณ์ปิเหล็ง 4 แห่ง รวมทั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จ.นราธิวาส 5 แห่ง พร้อมกับพบปะเยี่ยมเยียนคณะครู นักเรียน และเยี่ยมชมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

น.ส.มนัญญากล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชนของชาติรวมทั้งเข้ามาเติมเต็มทักษะการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์การศึกษาไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียนสำหรับนักเรียนและครูผู้สอน อุปกรณ์การกีฬาที่จะช่วยสร้างศักยภาพของเด็กให้มีความเข้มแข็ง รวมไปถึงทุนการศึกษาที่จะมอบโอกาสและต่อยอดการเรียนให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ การพัฒนาเมืองให้เติบโตโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมในทุกมิติเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงบริการของรัฐโดยเฉพาะการศึกษา ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะผลักดันการดำเนินงาน การแก้ปัญหา และสร้างพื้นฐานของความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชนได้อย่างเหมาะสม นำมาซึ่งบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองต่อไปในอนาคต

‘พีรพันธ์’จัดอบรมฯใช้งาน สารบรรณอิเล็กทรอนิกส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754221

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี ผู้อำนวยการศูนย์/ สำนัก/ กอง/ เกษตรและสหกรณ์จังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และจากต่างประเทศ เข้าร่วม

ทั้งนี้ การประชุมจัดขึ้นที่ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบออนไลน์ ZOOM Cloud Meeting มีหัวข้อในการฝึกอบรมหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม นำไปใช้ปฏิบัติงานตามหน้าที่รับผิดชอบต่อไป

กรมชลฯเฝ้าระวังน้ำโขง เปิดปตร.6แห่งรับมือเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754223

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายศาสตรา พรหมรักษ์ ผอ.โครงการชลประทานนครพนม กรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงใน จ.นครพนม เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยมีระดับต่ำกว่าระดับวิกฤต หลังจากช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศลาวตอนบน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และตอนใต้ของประเทศจีน ทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศลาว คือเขื่อนน้ำคาน ต้องเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูง กรมชลประทาน ต้องแขวนบานประตูระบายน้ำ (ปตร.) ในพื้นที่ทั้ง 6 แห่งเพื่อระบายน้ำลงลำน้ำโขงป้องกันน้ำล้นตลิ่ง

อย่างไรก็ดี ได้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ตามประกาศจากกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เตือนน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดให้ออกหนังสือแจ้งเตือนร้านค้าและชุมชนให้ขนย้ายสิ่งของขึ้นสู่ที่สูง และกรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบบแรงดันสูง (Hydroflow) 2 เครื่อง มีอัตราการสูบได้วันละ 300,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ระบายลงสู่แม่น้ำโขง ที่ประตูระบายน้ำห้วยบังกอ อ.เมือง บรรเทาความเสียหายให้พื้นที่เศรษฐกิจ

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก 20 แห่งใน จ.นครพนม มีปริมาณน้ำเก็บกัก 50.037 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 88.36 ของปริมาณเก็บกัก โดยจะบริหารจัดการน้ำอย่างประณีตรักษาระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ Upper Rule Curve และจะเริ่มปิดบานประตูระบายทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ปตร.ห้วยลังกา ปตร.น้ำอูน ปตร.บ้านหนองบัว ปตร.ห้วยทวย ปตร.ห้วยบังกอ และ ปตร.ห้วยบังฮวกเพื่อเก็บน้ำในลำน้ำให้มากที่สุดที่ร้อยละ 90-100ของความจุลำน้ำ ซึ่งจะสามารถกักเก็บน้ำได้รวมประมาณ 51.70 ล้านลบ.ม. พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้น้ำทุกกลุ่มเตรียมพร้อมรับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ปี 2566ต่อเนื่องปี 2567 ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุดปลูกพืชเหมาะสมกับน้ำต้นทุนเพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย ซึ่งได้รับความเข้าใจและการตอบรับจากกลุ่มผู้ใช้น้ำเป็นอย่างดี

ส่วนแผนการใช้น้ำฤดูฝนปีนี้ ได้วางแผนจัดสรรเพื่อการเกษตร 16.9 ล้านลบ.ม. การอุปโภค-บริโภค 108,000 ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศ 742,000 ลบ.ม. รวม 17.79 ล้านลบ.ม. โดยฤดูฝนปีนี้เกษตรกรทำการเพาะปลูกเต็มพื้นที่ในเขตชลประทาน 39,422 ไร่

“โครงการชลประทานนครพนม มีแผนการพัฒนาแหล่งน้ำหลายโครงการ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในจังหวัดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถนำน้ำในลำน้ำมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ก่อนจะไหลลงแม่น้ำโขง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการทั้งสิ้น 18 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จทั้งหมดจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 19,085 ไร่” ผอ.โครงการชลประทานนครพนม กล่าว

‘บุญเกิดฟาร์ม’บทพิสูจน์คอนแทรคฟาร์มเลี้ยงหมูพลิกชีวิต ซีพีเอฟส่งเสริมเกษตรยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753802

‘บุญเกิดฟาร์ม’บทพิสูจน์คอนแทรคฟาร์มเลี้ยงหมูพลิกชีวิต ซีพีเอฟส่งเสริมเกษตรยั่งยืน

‘บุญเกิดฟาร์ม’บทพิสูจน์คอนแทรคฟาร์มเลี้ยงหมูพลิกชีวิต ซีพีเอฟส่งเสริมเกษตรยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.19 น.

‘บุญเกิดฟาร์ม’บทพิสูจน์คอนแทรคฟาร์มเลี้ยงหมูพลิกชีวิต ซีพีเอฟส่งเสริมเกษตรยั่งยืน

ชีวิตของคนหาเข้ากินค่ำอย่าง ‘ไพรัตน์ อยู่อภิบาลรักษ์’ กับ ‘บัณพร บุญเกิด’ ที่ยึดอาชีพรับจ้างขับรถขนส่งไข่ไก่ในจังหวัดนครราชสีมา เงินเดือนรวมกันเพียง 3,000 บาท สำหรับเลี้ยงลูกอีก 2 และใช้ให้เพียงพอกับทั้ง 4 ชีวิตในครอบครัว แม้จะยากลำบากแต่ทั้งสองไม่เคยท้อแท้ สู้ทนบากบั่นเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ยังโชคดีที่มีคนคอยหยิบยื่นโอกาสให้ เมื่อทีมงานของเครือซีพีเห็นถึงความขยันของพวกเขา จึงให้โควต้ารับส่งไข่ไก่เพิ่มขึ้น ไพรัตน์กับบัณพรไม่ลังเลที่จะรับไว้ ตัดสินใจดาวน์รถขนส่งเป็นของตัวเอง เพื่อรับงานขนส่งไข่ไก่ตรงกับบริษัท

“ตอนนั้นทางทีมงานฝ่ายขายของซีพีเห็นเรากระเตงลูกชายตัวเล็กๆมาขนไข่ไก่ ทำงานหนักเอาเบาสู้ จึงช่วยสนับสนุนให้ได้โควตารับไข่ไก่กับบริษัท ตอนนั้นรับงานเยอะขึ้น เริ่มมีรายได้ดีขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยการต้องตะลอนไปบนท้องถนน วันหนึ่งกลายเป็นจุดพลิกผันเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ ลูกชายเจ็บหนักเกือบไม่รอด เราสองคนจึงกลับมาคิดว่า ต้องทำอย่างอื่นที่ดีกว่าการรับจ้างหากินบนท้องถนน จึงเปลี่ยนมาตัวแทนขายไข่ของซีพีแทน ขายไข่อยู่ปีกว่าๆจึงย้ายจากโคราชกลับมาอยู่บ้านแฟนที่ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ยึดอาชีพขายไข่และยังรับงานขนส่งอาหารหมู ส่งไข่ให้บริษัทอยู่ จนกระทั่งผู้จัดการโครงการส่งเสริมเลี้ยงหมู มาชวนเลี้ยงหมูเพราะซีพีเอฟกำลังจะขยายการเลี้ยงในโซนลพบุรี จึงตัดสินใจเลี้ยงหมูขุนมาตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา” บัณพร เล่า

แม้ว่าช่วงแรกการเลี้ยงหมูของ “บุญเกิดฟาร์ม” จะขลุกขลักไปบ้าง เนื่องจากไม่เคยทำอาชีพนี้มาก่อน แต่ด้วยความมานะพยายาม และได้ทีมงานของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)  หรือซีพีเอฟ คอยแนะนำและสู้มาด้วยกันตลอด ทำให้การเลี้ยงหมูพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากวันแรกมีโรงเรือนหลังเดียว เลี้ยงหมู 650 ตัว ทั้งคู่ตัดสินใจขอเพิ่มการเลี้ยงมากขึ้น เพื่อขยายกำลังผลิตมากขึ้น โดยเลือกนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุน โดยเฉพาะระบบไบโอแก๊ส เพราะเวลานั้นค่าไฟฟ้าค่อนข้างสูง ไบโอแก๊สนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงได้แล้ว ยังทำให้ฟาร์มอยู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ภายในระยะเวลา 10 ปี “บุญเกิดฟาร์ม” ขยายการเลี้ยงเพิ่มเป็น 12 โรงเรือน เลี้ยงหมูขุนรวม 10,000 ตัว

“เราคิดตลอดว่าต้องพัฒนาอาชีพเลี้ยงหมูให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาทีมงานซีพีเอฟแนะนำสิ่งไหนเราทำหมด เพราะบริษัทคิดค้นมาดีแล้ว เราเปิดรับและลงมือทำอย่างจริงจัง ตอนนี้ฟาร์มทั้งสองโซนที่ลพบุรีและนครสวรรค์ต่างใช้ระบบเดียวกัน ใช้ไบโอแก๊ส ใช้ระบบอัตโนมัติในการควบคุมการปรับอากาศในโรงเรือน ใช้ไซโลอาหารอัตโนมัติ ติดกล้อง CCTV ภายในโรงเรือนและจุดสำคัญรอบฟาร์ม และวางแผนนำระบบสมาร์ทฟาร์มมาใช้อย่างจริงจัง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสามารถแก้ปัญหาทันท่วงที นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจให้การเลี้ยงหมูของเรามีการพัฒนาต่อเนื่อง จะได้หมูที่มีคุณภาพที่สุดเพื่อผู้บริโภค” ไพรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังต่อยอด “เปลี่ยนขี้หมูเป็นทอง” โดยไพรัตน์ใช้ทักษะด้านงานช่าง คิดค้นสร้างเครื่องอัดเม็ด เพื่อนำกากขี้หมูที่ผ่านการบำบัดในระบบไบโอแก๊สแล้วมาอัดเม็ด กลายเป็น ‘ปุ๋ยขี้หมูอัดเม็ด’ อีกกิจการในครัวเรือนที่สร้างรายได้เสริมอีกประมาณ 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน ขณะเดียวกัน น้ำหลังจากการบำบัด หรือที่เรียกว่า “น้ำปุ๋ย” ที่มีแร่ธาตุที่พืชต้องการสูง ยังถูกแบ่งปันให้กับเกษตรกรรอบข้างที่ติดต่อผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อขอรับน้ำปุ๋ยใช้บำรุงต้นพืช ช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยให้เกษตรกรโดยรอบผ่านพ้นวิกฤติแล้งมาตลอด โดยทางฟาร์มสนับสนุนการต่อท่อ ติดเครื่องปั๊มน้ำ และซื้อน้ำมันเติมเครื่องให้ทั้งหมด

บัณพร บอกอีกว่า ความสำเร็จของบุญเกิดฟาร์มในวันนี้ คือบทพิสูจน์ว่า คอนแทรคฟาร์มเลี้ยงหมูกับซีพีเอฟ เป็นอาชีพที่มั่นคง ตอกย้ำสิ่งที่ซีพีเอฟทำมาตลอด คือ “การส่งเสริมเกษตรยั่งยืน” ให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่ดี ลดความเสี่ยงเรื่องตลาดและราคาผลผลิตที่ผันผวน ด้วยการบริหารจัดการและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บนพื้นฐานของมาตรฐานการผลิตเดียวกันกับบริษัท เพื่อยกระดับภาคเกษตรของไทยให้แข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี

“คอนแทรคฟาร์มตอบโจทย์ชีวิตเรามากๆ จากคนที่แทบไม่มีเลย อดๆอยากๆ เคยมีเงินติดตัวทั้งบ้านแค่ 30 บาท ต้องให้ลูกกินก่อน พ่อแม่ยอมอด 20 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันเหนือความคาดหมาย ชีวิตดีขึ้นมาก ลูกๆได้เรียนหนังสือ ทุกคนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ขอบคุณซีพีเอฟ ขอบคุณทีมงานทุกคนตั้งแต่สมัยก่อนที่ให้โอกาส ขอบคุณผู้จัดการและทีมสัตวบาลที่มาคอยดูแลสนับสนุนแนะนำ ถ้าไม่มีเขาและไม่มีโอกาสที่ได้รับ ก็คงไม่มีเราในวันนี้ และขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจคว้าทุกโอกาสไว้อย่างไม่ลังเล และมุ่งมั่นทำมาตลอด ตั้งใจทำให้ดีที่สุด แนะนำอะไรดีๆเราเปิดรับหมด พยายามทำให้ดีที่สุด จนตอนนี้เรามีพื้นฐานที่มั่นคง เป็นรากฐานให้ลูกทั้ง 2 คน ที่ได้มารับช่วงต่อจากพ่อแม่แล้ว” บัณพร กล่าวอย่างภูมิใจ

“บุญเกิดฟาร์ม” คืออีกหนึ่งภาพสะท้อน ความมุ่งมั่นของซีพีเอฟ ในการผลักดันให้โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อย หรือคอนแทรคฟาร์ม กลายเป็นอาชีพที่ช่วยสร้างความมั่นคงแก่พี่น้องเกษตรกรไทย โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยยกระดับการเลี้ยง เพื่อจุดหมายปลายทางคือการผลิตหมูคุณภาพเพื่อผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

‘เฉลิมชัย’ชูผู้นำวันพรุ่งนี้ สร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753726

‘เฉลิมชัย’ชูผู้นำวันพรุ่งนี้  สร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

‘เฉลิมชัย’ชูผู้นำวันพรุ่งนี้ สร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อบรม : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรผู้นำในวันพรุ่งนี้ (Leaders for Tomorrow) ให้แก่ข้าราชการประเภทอำนวยการสูง 52 ราย เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์การเป็นผู้นำระดับสูง สามารถเชื่อมโยงบทบาทหน้าที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และงานนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร ผู้นำในวันพรุ่งนี้ (Leaders for Tomorrow) ให้แก่ข้าราชการประเภทอำนวยการสูงในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้บริหารระดับต้น 52 ราย ที่ส่วนราชการในกระทรวงเกษตรฯ และศึกษาดูงานในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์การเป็นผู้นำระดับสูงของหน่วยงาน ในการเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไป สามารถเชื่อมโยงบทบาทหน้าที่ของตนเอง สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และงานนโยบายของรัฐ เสริมศักยภาพการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งมีผลกระทบต่อตนเองทีมงาน และองค์กร ให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยคาดหวังผลจากการฝึกอบรม คือ ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีความพร้อมเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไป

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยข้าราชการที่จะร่วมทำงานและขับเคลื่อนนโยบายให้ก้าวไปข้างหน้า สิ่งสำคัญจึงเป็นการพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันเทคโนโลยีและนวัตกรรม อย่างไรก็ดีการเป็นผู้นำจะมีโอกาสในการขับเคลื่อนและโอกาสในการทำงานมากกว่า โครงการนี้จึงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าอบรมทุกๆ ท่าน ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จ

“สิ่งสำคัญที่ขอฝากไว้คือเมื่อเข้ามาเป็นผู้บริหาร สิ่งที่แยกแยะไม่ออกคือการเป็นผู้นำหรือเป็นเจ้านาย ซึ่งการเป็นผู้นำนั้นนอกจากจะได้งานที่มีคุณภาพแล้ว ยังได้หัวใจในการทำงานด้วย การทำงานให้ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถทำงานด้วยตัวเองคนเดียวได้ จึงต้องมีการเชื่อมโยงการทำงานกับทุกภาคส่วน และขอขอบคุณการทำงานร่วมกันตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ที่ได้ยึดมั่นมาเสมอว่าการเป็นผู้นำต้องไม่สร้างภาระให้กับองค์กร และขอฝากความหวังให้ผู้เข้ารับการอบรมจะเติบโตก้าวหน้ามาเป็นผู้นำที่ดี สามารถขับเคลื่อนงานโดยยึดเกษตรกรเป็นที่ตั้งมั่นใจว่าทุกท่านจะเป็นกำลังสำคัญในการทำให้ประเทศผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคและสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้นได้ต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

‘มนัญญา’โชว์ผลงานกรมวิชาการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753722

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการ “5 ทศวรรษแห่งการพัฒนาวิชาการเกษตรไทย และการก้าวไปในทศวรรษที่ 6” ที่เฮลิกซ์ การ์เด้น ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กทม.เพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม 50 ปี กรมวิชาการเกษตร ให้แก่หน่วยงานต่างๆ เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และประชาชน ได้รับรู้อย่างกว้างขวาง

น.ส.มนัญญากล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานด้านการค้นคว้าวิจัย และพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืช เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีทางการเกษตรด้านต่างๆ พร้อมทั้งให้บริการด้านการรับรองมาตรฐานสินค้าพืช บริการส่งออกสินค้าเกษตร ยกระดับมาตรฐานการผลิต การพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ พัฒนางานวิจัยในรูปแบบตลาดนำการวิจัยสู่เกษตรมูลค่าสูง ตลอดจนคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงตลาดสินค้าเกษตรไทย มีโครงการนำร่องด้านคาร์บอนเครดิตในพืชเศรษฐกิจภายใต้ชื่อ “DOA Green Together” ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา และไม้ผล (ทุเรียน และมะม่วง)

“งานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่กรมวิชาการเกษตร จะได้เผยแพร่ความรู้ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่โดดเด่นตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษของการดำเนินงาน และทิศทางการดำเนินงานในทศวรรษที่ 6 เชื่อมั่นว่ากรมวิชาการเกษตร มีความพร้อมที่จะนำพาเกษตรกรไทยและการผลิตสินค้าเกษตร ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับสากลได้ เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาคนไทยและทั่วโลก ว่าผลงานและความสำเร็จของกรมวิชาการเกษตร ในฐานะผู้พัฒนาและส่งเสริมงานวิจัย พัฒนาผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้จริง สร้างคุณค่างานวิจัยให้เติบโต เข้มแข็งและยั่งยืนได้ และจะสามารถเติบโตและก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ” น.ส.มนัญญา กล่าว

‘อภัย’ร่วมวงประชุม ส่งเสริมปลูกกาแฟ พื้นที่สวนยางพารา ทดแทนการนำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753723

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมการส่งเสริมการปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการนำเข้า ร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ 123 และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ (ZoomMeeting)

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณารูปแบบการปลูกกาแฟในพื้นที่สวนยางพารา โดยมีรูปแบบการปลูก คือ การปลูกยางพารา และการปลูกกาแฟแยกพื้นที่กันอย่างชัดเจนระหว่างต้นยางพารากับต้นกาแฟ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาการปลูกกาแฟแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนดอยเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตภาคเหนือ และการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย การส่งเสริมการปลูกกาแฟรูปแบบ CSR ของภาคเอกชนด้วย

รองปลัดฯถกผลงาน อนุสัญญาฯต้านการแปรสภาพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753725

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ครั้งที่ 2/2566 ผ่าน

สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีนายอาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้แทนจากกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติรับทราบกำหนดการประชุมคณะกรรมการทบทวนการดำเนินงานตามอนุสัญญาครั้งที่ 21 (Committee for the Review of the Implementation of the Convention : CRIC 21) ที่ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2566 และมีมติเห็นชอบรายงานผลการดำเนินงานแห่งชาติ (National Report) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) ปี 2566 โดยมีข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1.เห็นควรจัดทำแผนและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมในระดับรุนแรงซึ่งพบมากที่สุดใน จ.กาญจนบุรี น่าน พิษณุโลก ลำปาง พัทลุง บุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี และมหาสารคาม เป็นต้น 2.เห็นควรส่งเสริมและสนับสนุนการบูรณาการข้อมูลจากรายงานอนุสัญญาฯ กับข้อมูลสภาพเศรษฐกิจและสังคมเชิงพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่แม่นยำและเกิดประสิทธิผล และ 3.เห็นควรส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากรายงานอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูดิน น้ำ ป่าไม้ และ ระบบนิเวศ ที่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล

‘จัดที่ดินแทนที่’กรณีเกษตรกรรายเดิมเสียชีวิต ทายาทขอรับสิทธิ์ต่อใช้ที่ดิน‘ส.ป.ก.’ไม่ยากอย่างที่คิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753570

‘จัดที่ดินแทนที่’กรณีเกษตรกรรายเดิมเสียชีวิต ทายาทขอรับสิทธิ์ต่อใช้ที่ดิน‘ส.ป.ก.’ไม่ยากอย่างที่คิด

‘จัดที่ดินแทนที่’กรณีเกษตรกรรายเดิมเสียชีวิต ทายาทขอรับสิทธิ์ต่อใช้ที่ดิน‘ส.ป.ก.’ไม่ยากอย่างที่คิด

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 12.34 น.

ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกและจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร การโอนหรือตกทอดทางมรดกสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อ และการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน พ.ศ.2564 กล่าวถึง “การจัดที่ดินแทนที่” หมายถึง การจัดที่ดิน ส.ป.ก.เมื่อเกษตรกรเดิมที่ใช้ที่ดินนั้นเสียชีวิตแก่ทายาทได้ใช้ทำการเกษตรต่อไป ไว้ในข้อ 30 และ 31

นางโสน ตะกรุดแจ่ม เกษตรกรในพื้นที่ ต.หนองย่างทอย อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ หนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากที่ดิน ส.ป.ก.ตามแนวทางการจัดที่ดินแทนที่ กล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินการนั้นไม่ยาก โดยเมื่อพ่อแม่เสียชีวิต ก็จะต้องดูว่าพ่อแม่นั้นมีลูกกี่คน เช่น หากมีลูก 3 คน และถ้า ทั้ง 3 คน สามารถไปลงนามยินยอมที่ ส.ป.ก.ให้ครบทุกคนได้ ก็จะทำให้การพิจารณาของเจ้าหน้าที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากมีผลต่อการแบ่งสิทธิ์การใช้ประโยชน์ที่ดินนั้น อาทิ 3 คนนี้อาจประกอบอาชีพเกษตรกรทุกคน ทั้ง 3 ก็จะมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ได้ แต่หากบางคนไม่ได้เป็นเกษตรกร เช่น ไปรับราชการหรือทำงานในบริษัทเอกชน ก็จะไม่มีสิทธิ์ เพราะตามกฎหมายให้สิทธิ์เฉพาะผู้ที่ทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักเท่านั้น

“ถามว่าใช้เวลานานไหม? ก็ไม่นานนะ ก็ตามขั้นตอนของราชการ แต่ถ้าญาติพี่น้องไปพร้อมกันหมดเลย เขาจะใช้เวลาไม่นานกับการทำเอกสาร แล้วเขาก็จะมาดูด้วยว่าชื่อ-นามสกุลตรงไหม? พ่อแม่คนเดียวกันหรือเปล่า? มันไม่ได้ยากตรงเจ้าหน้าที่ แต่ยากตรงเอกสารเราไม่ตรง ถ้าเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล เราก็ต้องเอาเอกสารประกอบด้วย ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล” นางโสน กล่าว

ส.ป.ก.ไม่ใช่แค่‘จัดสรรที่ดิน’ แต่ยังช่วย‘ส่งเสริมความรู้’เพิ่มรายได้เกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753568

ส.ป.ก.ไม่ใช่แค่‘จัดสรรที่ดิน’ แต่ยังช่วย‘ส่งเสริมความรู้’เพิ่มรายได้เกษตรกรไทย

ส.ป.ก.ไม่ใช่แค่‘จัดสรรที่ดิน’ แต่ยังช่วย‘ส่งเสริมความรู้’เพิ่มรายได้เกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 12.31 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นหน่วยงานระดับกรมภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มีภารกิจด้านการจัดการที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร รวมถึงพัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเกษตรกรให้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ-อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นางโสน ตะกรุดแจ่ม เกษตรกรในพื้นที่ ต.หนองย่างทอย อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ หนึ่งเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากที่ดิน ส.ป.ก.เล่าว่า ได้รับที่ดิน ส.ป.ก.ตามแนวทาง “การจัดที่ดินแทนที่” หมายถึง การจัดที่ดิน ส.ป.ก.เมื่อเกษตรกรเดิมที่ใช้ที่ดินนั้นเสียชีวิตแก่ทายาทได้ใช้ทำการเกษตรต่อไป ซึ่งตนก็ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชหลายชนิด เช่น อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าว ทั้งนี้ การมีหน่วยงานและกลไกการจัดที่ดินแบบ ส.ป.ก.ให้ประโยชน์กับเกษตรกรอย่างมาก

“เน้นๆ เลย อย่างน้อยก็ทำให้ขายที่ไม่ได้ จะได้เป็นการทำกินจริงๆ มันก็เป็นอะไรที่คุ้มครองเรา เป็นข้อดีของ ส.ป.ก.แล้วหน่วยงานเขาก็จะออกมาชี้แจงเรื่อย ยิ่งเดี๋ยวนี้ยิ่งบ่อย เหมือนยุคมันเปลี่ยนเขาก็จะให้บริการดีขึ้น มีการให้ความรู้เกษตรแปลงใหญ่ของ ส.ป.ก.แปลงใหญ่มันกับแปลงใหญ่พืชผัก ส.ป.ก.ออกมาสนับสนุน แล้วก็กลุ่มเกษตรอินทรีย์ ที่ ส.ป.ก.เขาก็ออกมาสนับสนุน มาดูแล ปลูกผักปลอดสาร แล้วก็ต่อ GAP ให้ ดูแลมาตรฐาน GAP เพื่อยกราคาสินค้าขึ้น จะได้มีราคาเพิ่มขึ้น แล้วก็พาไปดูงาน” นางโสน กล่าว