สศก.เผยดัชนีความผาสุก อยู่ที่ 80.46 เกษตรกรพัฒนาระดับดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740114

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงผลการศึกษาดัชนีความผาสุกของเกษตรกรไทย ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขอนามัย ด้านการศึกษา ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม โดยดัชนีความผาสุกของเกษตรกรระดับประเทศ ในปี 2565 มีค่าอยู่ที่ระดับ 80.46 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดี ลดลงจากปี 2564 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ระดับ 81.10 และเมื่อพิจารณาดัชนีความผาสุกของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค ในปี 2565 พบว่า ภาคกลางมีค่าดัชนีมากที่สุดอยู่ที่ระดับ 81.82 รองลงมาได้แก่ ภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 81.57 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 80.96 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 80.08 ซึ่งทุกภาคมีการพัฒนาอยู่ในระดับดี

สำหรับรายละเอียดแต่ละด้าน อาทิ ดัชนีด้านสุขอนามัย ปี 2565 ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 99.85 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.77 ซึ่งจากการแพร่ระบาดของโควิด–19 ช่วงที่ผ่านมา ทำให้ครัวเรือนเกษตรดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้ได้ขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP) การผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบายอาหารปลอดภัย (Food Safety) รวมทั้งมีการเสริมสร้างความรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีด้านสังคม ปี 2565 ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 91.06 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก ลดลงจากปี 2564 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ระดับ 92.64 เป็นผลจากการที่ครัวเรือนเกษตรเป็นครอบครัวขยาย สมาชิกในครอบครัวมีการดูแลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัว สร้างระบบคุ้มครองและสวัสดิการผู้สูงอายุ ส่งเสริมการปรับสภาพแวดล้อมชุมชนและบ้านให้ปลอดภัยต่อผู้สูงอายุ รวมทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว

ดัชนีด้านเศรษฐกิจ ปี 2565 ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 78.26 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 77.31 เป็นผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรและแรงงานเกษตร พบว่า รายได้เงินสดสุทธิของครัวเรือนเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดจากนอกภาคเกษตรมากกว่ารายได้เงินสดทางการเกษตร 2.7 เท่า ซึ่งมีสาเหตุจากเกษตรกรบางส่วนประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกิน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรไม่เพียงพอ ผลผลิตราคาไม่แน่นอน

ดัชนีด้านสิ่งแวดล้อม ปี 2565 ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 62.67 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ลดลงจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 64.49 เนื่องจากปี 2565 มีพื้นที่ได้รับการฟื้นฟูทรัพยากรดิน 1.76 ล้านไร่ ลดลงจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 2.02 ล้านไร่ ขณะที่สัดส่วนพื้นที่ป่าต่อพื้นที่ทั้งหมดของประเทศลดลงเช่นกัน เนื่องจากภาครัฐโดยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง

กรมข้าวมุ่งชักชวน ให้ชาวนาปลูกข้าว แบบเปียกสลับแห้ง ขายคาร์บอนเครดิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740113

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพ บางส่วนมีสาเหตุจากการเผาพื้นที่การเกษตร ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก นอกจากนั้นยังส่งผลต่อชั้นบรรยากาศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และเกิดปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวต่อว่า ได้เข้ามาส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดี ประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต โดยชาวนาจะต้องทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาร่วมด้วยในการทำนา เช่น การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ ทำให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ด้าน น.ส.อมรรัตน์ อินทร์มั่น ผอ.สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กล่าวว่า คาร์บอนเครดิต เป็นสิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถวัดปริมาณและสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตได้ โดยการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต สามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อ-ขาย (Trading Platform) หรือ ศูนย์ซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย เปิดบัญชี T-VER credit กับ อบก. และซื้อ-ขายในระบบทวิภาค (Over-the-counter : OTC) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขายโดยตรง

‘เอ้กบอร์ด’เร่งรักษาเสถียรภาพราคา‘ไข่ไก่’ ขอความร่วมมือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739943

‘เอ้กบอร์ด’เร่งรักษาเสถียรภาพราคา‘ไข่ไก่’ ขอความร่วมมือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด

‘เอ้กบอร์ด’เร่งรักษาเสถียรภาพราคา‘ไข่ไก่’ ขอความร่วมมือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.46 น.

‘เอ้กบอร์ด’เร่งรักษาเสถียรภาพราคา‘ไข่ไก่’ ขอความร่วมมือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด

27 มิถุนายน 2566 นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ครั้งที่ 1/2566 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ไก่ไข่ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 66) ซึ่งการเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) ปี 2566 มีแผนการเลี้ยง จำนวน 3,800 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 1,970 ตัว (50.90 %) การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ปี 2566 มีแผนการเลี้ยง จำนวน 440,000 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 147,746 ตัว (33.58 %) จำนวนไก่ไข่ยืนกรงปัจจุบัน 52.08 ล้านตัว ประมาณการผลผลิต 43.21 ล้านฟองต่อวัน การส่งออกไข่ไก่สด ปี 2566 (ม.ค. – เม.ย.) จำนวน 163.53 ล้านฟอง มูลค่า 718.96 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 179.97 และ 229.98 ตามลำดับ ส่งออกไปสิงคโปร์ คิดเป็นร้อยละ 66 รองลงมา คือ ฮ่องกง ร้อยละ 19 (ข้อมูลกรมศุลกากร)

ในส่วนราคา ปี 2566 (ข้อมูล ณ วันที่ 23 มิ.ย. 66) ไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ฟองละ 3.80 บาท (ข้อมูล โดยกรมการค้าภายใน) ลูกไก่ไข่ตัวละ 28 บาท ไก่ไข่รุ่นตัวละ 175 บาท (ข้อมูล โดย บมจ.ซีพีเอฟ) ทั้งนี้ ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ในไตรมาส 1/2566 เฉลี่ยฟองละ 3.67 บาท โดยคาดการณ์ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ในไตรมาส 2/2566 เฉลี่ยฟองละ 3.70 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนไตรมาส 2/2565 พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.46  เนื่องจากค่าพันธุ์สัตว์ ราคาอาหารสัตว์ วัคซีน ยาป้องกันโรค ค่าน้ำ และค่าไฟปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ในปี 2566 มีการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ของกรมปศุสัตว์ โดยได้มีการจัดประชุมหารือเพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตไข่ไก่ภายในประเทศ และได้เชิญผู้แทนจาก 4 สมาคมไก่ไข่ 4 สหกรณ์ไก่ไข่ ผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ 16 บริษัท และผู้แทนจากสำนักงานปศุสัตว์เขต 1 – 9 พิจารณากำหนดมาตรการร่วมกัน และกำหนดมาตรการในปัจจุบัน ได้แก่ 1) มาตรการขอความร่วมมือผู้เลี้ยงไก่ไข่ปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยผู้เลี้ยงไก่ไข่ทุกราย ปลดไก่ไข่ยืนกรงที่อายุไม่เกิน 80 สัปดาห์ ยกเว้นรายย่อยที่เลี้ยงต่ำกว่า 30,000 ตัว ที่ไม่ใช่ฟาร์มในระบบเกษตรพันธสัญญาของผู้ประกอบการรายใหญ่ และผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ขนาดการเลี้ยงตั้งแต่ 100,000 ตัว ขึ้นไป ปลดไก่ไข่ยืนกรงไม่ให้อายุเกิน 78 สัปดาห์ จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2566 2) มาตรการขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ ผลักดันการส่งออกหรือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน 2566 จำนวน 65 ล้านฟอง

ที่ประชุมยังได้มีการรับทราบผลการส่งออกตลาดไข่ไก่สดไปไต้หวัน ซึ่งปัจจุบันมีการส่งออกไข่ไก่สดไปไต้หวันแล้วจำนวน 20,828,229 ฟอง (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิ.ย. 66) และคาดการณ์ปี 2566 จะมีปริมาณการส่งออกไข่ไก่สดจากประเทศไทย ไปไต้หวันได้มากกว่า 50 ล้านฟอง มูลค่ากว่า 230 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการสร้างตลาดใหม่ และสร้างเสถียรภาพด้านราคาที่เกษตรกรจำหน่ายในประเทศได้ โดยผลสำเร็จจาการเปิดตลาดและส่งออกไข่ไก่สดครั้งนี้ มาจากความเชื่อมั่นสินค้าเกษตร และอาหารไทยที่กรมปศุสัตว์กำกับดูแลการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการปลอดภัยอาหาร ตั้งแต่แหล่งที่มาของสัตว์จากฟาร์มมาตรฐาน GAP จนถึงศูนย์รวบรวมและแปรรูปสินค้าปศุสัตว์ ที่ได้มาตรฐาน GMP และ HACCP สอดคล้องตามข้อกำหนดกฎหมายไทย ระเบียบของคู่ค้า และหลักสากล

รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชุมยังได้ติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี กากถั่วเหลืองนำเข้า ราคาวัตถุดิบทดแทน (ปลายข้าว และมันเส้น) และปลาป่น ผลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่ การกำหนดมาตรการสำหรับฟาร์มไก่ไข่ที่ปลดไก่ไข่ยืนกรงเกินอายุที่เหมาะสม รวมถึงได้มีการพิจารณาคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ด้วย

ปลัดฯร่วมถกคกก.ควบคุม ผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739857

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2566 ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุม

ทั้งนี้ ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก และบทบาทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับยาสูบ ภายใต้กลไกคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการส่งเสริมเกษตรกรให้เพาะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนการปลูกยาสูบ และคณะทำงานขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2566-2570 ยุทธศาสตร์ที่ 66 มาตรการภาษีการป้องกันและปราบปรามเพื่อควบคุมยาสูบ

‘อลงกรณ์’ปั้นนักสร้างแบรนด์ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรออกสู่ตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739860

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการยกระดับด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยมี ดร.มนัญญา ปริยวิชญภักดี รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์การพัฒนาบัณฑิตและวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้าร่วม

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สนับสนุนส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่า ยกระดับสินค้าเกษตรทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การสร้างแบรนด์จะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการแข่งขันตลอดเวลา เกษตรกร ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ทางการตลาด ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยใช้หลักตลาดนำการผลิต พัฒนาองค์ความรู้ด้านการสร้างแบรนด์
เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างโอกาสเข้าถึงตลาด พร้อมทั้งให้ความสำคัญด้านการรักษาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เน้นย้ำ

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า ได้ตั้งให้มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เป็นศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จ.เพชรบุรี (Agritech and Innovation Center หรือ AIC) เพื่อให้เป็นแหล่งบริการเกษตรกรที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร สามารถนำองค์ความรู้ต่างๆ ไปใช้พัฒนาต่อยอดการผลิต สามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และให้สินค้ามีคุณภาพและมาตรฐาน ประกอบกับ ปัจจุบันการสร้างแบรนด์เป็นปัจจัยสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่มากขึ้น เนื่องจากเป็นการสร้างอัตลักษณ์และสร้างมูลค่าให้กับสินค้า ตลอดจนสร้างความโดดเด่นของสินค้า เพื่อให้เกิดการจดจำง่ายซึ่งกระบวนการเรียนรู้ด้านนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการออกแบบ LOGO การสร้าง QR Code Social Media และตลาดนำการผลิต มีความสำคัญอย่างมาก จะทำให้สามารถเพิ่มช่องทางการจัดหน่ายผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรีร่วมกับคณะทำงานส่งเสริมและพัฒนาแบรนด์จ.เพชรบุรี เห็นความสำคัญดังกล่าว จึงจัดทำโครงการยกระดับสร้างแบรนด์สินค้า โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 50 ราย ประกอบด้วย เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ ได้เรียนรู้ถึงกลยุทธ์ การสร้างและสื่อสารแบรนด์ผ่านการค้นหา กำหนด สร้างสรรค์ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมโดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ 1. การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตรชุมชน/การออกแบบและพัฒนาตราสัญลักษณ์สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน/ฉลากสำหรับบรรจุภัณฑ์ 2. ความสำคัญการตลาด การทำ Social Media / QR Code และ 3. การตลาดนำการผลิต

เนื้อควายเถื่อน! ‘เฉลิมชัย’นำทีมฝังทำลายกว่า 110 ตัน โวลั่นจับจริงไม่เอื้อใคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739741

เนื้อควายเถื่อน! 'เฉลิมชัย'นำทีมฝังทำลายกว่า 110 ตัน โวลั่นจับจริงไม่เอื้อใคร

เนื้อควายเถื่อน! ‘เฉลิมชัย’นำทีมฝังทำลายกว่า 110 ตัน โวลั่นจับจริงไม่เอื้อใคร

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.24 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมฝังทำลายเนื้อกระบือเถื่อนกว่า 110 ตัน โวลั่นจับจริงไม่เอื้อใคร พร้อมปกป้องข้าราชการชนขบวนการลักลอบนำเข้า ขณะที่”อธิบดีกรมปศุสัตว์”เผยจับกุมการลักลอบนำเข้าเนื้อกระบือและโคแล้ว 88 ครั้ง น้ำหนักรวมกว่า 354 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 53.2 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีฝังทำลายเนื้อกระบือของกลางลักลอบนำเข้า ณ ศูนย์กักกันสัตว์ฃลเพชรบุรี ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยกล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าเนื้อกระบือและโคอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือและโคเนื้อเนื่องจากการลักลอบนำเข้าเนื้อกระบือและโค นอกจากทำลายกลไกราคาภายในประเทศ ยังอาจเป็นพาหะของโรคระบาดสัตว์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบการเลี้ยงกระบือและโคเนื้อของประเทศไทยอย่างมหาศาล เพราะเนื้อกระบือและเนื้อโคที่ลักลอบนำเข้าไม่ผ่านการตรวจสอบซึ่งอาจมีเชื้อโรคและสารตกค้างที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งการฝังทำลายเนื้อกระบือของกลางในครั้งนี้มีจำนวนมากถึง 110,079 กิโลกรัม มูลค่ารวม 14,529,665 บาท โดยที่ผ่านมาได้กำชับกรมปศุสัตว์ให้เข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์และสัตว์มีชีวิตอย่างต่อเนื่อง

“การจับเนื้อเถื่อน เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งการดำเนินการในวันนี้ เกิดจากความร่วมมือทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้อง ทั้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ตำรวจ กรมศุลกากร การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นบ่อนทำลายประเทศ ทั้งเนื้อไก่ ขาไก่ เนื้อสุกร เนื้อโค เนื้อกระบือ ที่มีการลักลอบนำเข้ามา เป็นบ่อนทำลายเสถียรภาพด้านราคา มาตรฐาน คุณภาพ สุขภาพร่างกาย ความเจ็บป่วยของผู้บริโภค หากตรวจพบให้จับอย่างเดียว แล้วดำเนินคดีถึงที่สุด ไม่ต้องมาเคลียร์ จะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดผมขอให้ กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ และฝากถึงผู้บริโภค ต้องเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพและขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจได้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะปกป้องอาชีพของเกษตรกรและคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคอย่างเต็มที่” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ในวันนี้มีการฝังทำลายเนื้อกระบือ 110,079 กิโลกรัม โดยใช้รถแบคโฮขุดหลุมและฝังกลบ 2 คัน รวมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคซึ่งวิธีการฝังทำลายเนื้อกระบือของกลางลักลอบนำเข้า เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organization for Animal Health หรือ WOAH) ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมในการทำลายซากและของเสียจากสัตว์ปริมาณมากที่สามารถทำได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2565 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกรมศุลกากร ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกรณีการลักลอบนำเข้าซากกระบือและซากโค (เนื้อ เครื่องใน และชิ้นส่วน) จำนวนทั้งสิ้น 88 ครั้ง น้ำหนักรวม 354,147 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 53.2 ล้านบาท การดำเนินการกับซากกระบือและซากโคของกลางแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนที่หนึ่งได้ทำลายไปแล้วจำนวน 244,068 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 38.7 ล้านบาท ส่วนที่สองได้รวบรวมเพื่อทำลายในวันนี้ 110,079 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 14.5 ล้านบาท โดยแหล่งผลิตของเนื้อกระบือของกลาง ส่วนใหญ่มาจากประเทศอินเดีย

– 006

ปลัดฯปล่อยขบวนปฐมฤกษ์ เป็ดปรุงสุกไทยส่งไปออสเตรเลีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739625

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีส่งออก “เป็ดแปรรูปตู้ปฐมฤกษ์” ของไทยไปออสเตรเลียโดยมี นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายประสิทธิ์บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหารบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงงานแปรรูปมีนบุรี 2 ซีพีเอฟ ว่าการเปิดตลาดเป็ดปรุงสุกในออสเตรเลียถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของไทย จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์เป็ดปรุงสุกตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการเจรจาระหว่างรัฐบาลสองประเทศอย่างต่อเนื่อง 7 ปี ตั้งแต่ปี 2559 จึงเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพเป็ดปรุงสุกของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าเป็ดปรุงสุกไปหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อียู ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยลอตแรกส่งออก 20 ตัน ขนส่งทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คาดว่าการส่งออกเป็ดปรุงสุกไทยไปออสเตรเลียช่วงปีแรกประมาณ 1,200 ตัน ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศได้ประมาณ 400 ล้านบาท (11.86 ล้านเหรียญสหรัฐ)

“กระทรวงเกษตรฯ ขอแสดงความยินดีกับซีพีเอฟในฐานะเป็นผู้ประกอบการรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับอนุมัติให้ส่งออกเป็ดปรุงสุกไปยังตลาดออสเตรเลีย โดยผ่านการตรวจสอบด้านคุณภาพและความปลอดภัยระดับโลกจากกรมปศุสัตว์ และทางการออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตเป็ดปรุงสุกของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าโลก ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมพร้อมผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตรรายการใหม่ส่งออกไปต่างประเทศเพิ่มเติมในเร็วๆนี้” ปลัดเกษตรฯ กล่าว

สศก.ศึกษาแนวทางพัฒนา สินค้ามันสำปะหลังพื้นที่NeEC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739622

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า แผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic Corridor :NeEC) ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพแห่งใหม่ของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิต เชื่อมโยงการเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งการดำเนินแผนดังกล่าว ต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอ มีต้นทุนต่ำ มีตลาดและอุตสาหกรรมรองรับที่ชัดเจน รวมถึงมีการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษี พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบ โลจิสติกส์ การขนส่ง และการลดต้นทุนด้านพลังงาน ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบกิจการได้อย่างมีศักยภาพ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพในพื้นที่

สศก.ในฐานะหน่วยงานหลักในการเสนอแนะนโยบาย จัดทำแผนพัฒนาและมาตรการทางการเกษตรจึงได้มีการศึกษา “ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic Corridor : NeEC)” โดยรวบรวม ศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิต การตลาด ที่เกี่ยวข้องกับสินค้ามันสำปะหลัง ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ลงพื้นที่ จ.นครรราชสีมา เพื่อสำรวจผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน นำข้อมูลมาใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนวทางการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพ ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) เบื้องต้นได้เก็บรวบรวมข้อมูล 3 ด้าน ทั้งด้านการผลิต ด้านการแปรรูป และด้านการตลาด

“การจัดทำข้อเสนอแนวทางพัฒนาสินค้ามันสำปะหลัง จะเป็นการเชื่อมโยงและรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) ให้มีผลเป็นรูปธรรม โดยขณะนี้ สศก.อยู่ระหว่างการประมวลผลและวิเคราะห์ผลการศึกษาดังกล่าวโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพี่อนำมาประกอบการกำหนดนโยบาย มาตรการต่างๆ รวมทั้งเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับนำไปพัฒนา ต่อยอด วางแผนการผลิตและการตลาดให้เกษตรกรต่อไป”นายฉันทานนท์ กล่าว

‘สุรเดช’ร่วมเปิดงาน เทศกาลทุเรียนชุมพร มุ่งผลผลิตมีคุณภาพ ออกสู่ตลาด3แสนตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739619

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายธิติโลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมงานวันเปิดฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน ประจำปี 2566 โดยมีนายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ ผวจ.ชุมพร เป็นประธานฯ ตลอดจนนางอู๋ ตงเหมย กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำ จ.สงขลา นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นายสุบรรณ์ รักษ์ทอง เกษตรจังหวัดชุมพร นายสุรพศ สุวรรณรักษา ประธานวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคุณภาพบ้านบางกลอย และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่อาคารที่ทำการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคุณภาพบ้านบางกลอย/แปลงใหญ่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

ทั้งนี้ จ.ชุมพร ร่วมกับ สำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร และเกษตรกรบ้านบางกลอย ต.หงษ์เจริญ ร่วมกันจัดงานดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ตลอดจนนักท่องเที่ยว รับทราบถึงการเริ่มฤดูกาลทุเรียนของ จ.ชุมพร และเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าจ.ชุมพร เป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพ รสหวาน มัน กรอบอร่อย โดยกระทรวงเกษตรฯ และจังหวัดชุมพร บูรณาการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตทุเรียน และมีมาตรการป้องกันควบคุม แก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ตั้งแต่กระบวนการเก็บเกี่ยวให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จนถึงกระบวนการส่งออกเพื่อรักษาคุณภาพจนถึงมือผู้บริโภค สำหรับปี 2566 จ.ชุมพร คาดการณ์จะมีปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาด 337,376 ตันโดยเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมิถุนายนและกระจายถึงเดือนธันวาคม

‘ขจร’ชูเทคโนโลยีลดต้นทุนผลิตข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739623

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายขจร เราประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เกษตรกร และประชาชน เข้าร่วม ที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลกจ.พิษณุโลก ว่างานดังกล่าวเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านข้าวแก่ชาวนาและผู้สนใจทั่วไป ถ่ายทอดและนำเสนอองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการลดต้นทุนด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เป็นการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อตระหนักรู้และเห็นความสำคัญของข้าว รวมทั้งเป็นการเชิดชูเกียรติชาวนาไทยและสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวนา ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตข้าวให้เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต มุ่งเน้นให้ข้าวมีคุณภาพสูงด้วยการขยายผลร่วมกันระหว่างเกษตรกร และเจ้าหน้าที่

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่ามีการนำนิทรรศการด้านข้าวต่างๆ มากมาย มาจัดแสดง อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 91 พรรษา นิทรรศการเชิดชูเกียรติชาวนา นิทรรศการอุทยานพันธุ์ข้าว นิทรรศการวิชาการจากหน่วยงานราชการและเอกชน การสาธิตการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร แปลงสาธิตพันธุ์ข้าว แปลงสาธิตการปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ผู้ร่วมงานสามารถ ชม ชิม ช้อปผลิตภัณฑ์จากข้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกชิงรางวัล อาทิกิจกรรมการประกวดธิดาชาวนา ซึ่งเปิดโอกาสให้บุตรหลานเกษตรกรเข้าร่วมประกวด รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ น.ส.ตวงทิพย์ พุ่มพวง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ น.ส.อรจิรา ปิ่นแก้ว และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ น.ส.ศศิธร คำสาริกากิจกรรมแข่งขันฝัดข้าวลีลา กิจกรรมการหุงข้าวหม้อดิน และกิจกรรมแข่งขันตอบคำถามองค์ความรู้ด้านข้าว