‘เฉลิมชัย’จัดงานครบ 17 ปี กรมการข้าวร่วมพัฒนาชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721929

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 17 ปี
โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม มีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและประกาศนียบัตรให้แก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น รางวัลคนดีศรีข้าว ศูนย์วิจัยข้าวดีเด่นและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นประจำปี 2565 โดยผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ นายนรภัทร ศรีษะนอก นักวิชาการเกษตรชำนาญการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กองเมล็ด พันธุ์ข้าว และ น.ส.เบญจวรรณ พลโคตร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก กองวิจัยและพัฒนาข้าว

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาพี่น้องชาวนาต้องเผชิญสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ ส่งออกข้าวลดลง ต้นทุนการผลิตราคาสูง สถานการณ์ภัยธรรมชาติ แมลงศัตรูข้าว ประกอบกับการระบาดของโควิด-19 จึงมีนโยบายช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่มุ่งเน้นให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มีคุณภาพและได้ปริมาณมากขึ้น เกษตรกรสามารถจำหน่าย
ข้าวเปลือกได้ในราคาสูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นอกจากนี้ยังมีนโยบายให้กรมการข้าวพัฒนาและสนับสนุนให้ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นศูนย์รวมในการบูรณาการ
งานด้านข้าวของทุกส่วนราชการในพื้นที่โดยเป็นแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่ชุมชนได้อย่างพอเพียงและต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวการลดต้นทุนการผลิตข้าว การแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าวโดยมีเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ให้การสนับสนุน

อีกทั้งได้เชิญชวนให้พี่น้องชาวนาร่วมเป็นชาวนาอาสาในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศเพื่อเป็นเครือข่ายสนับสนุนและทำงานช่วยเหลือแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับกิจกรรมการผลิตข้าว ตลอดจนจัดให้มีโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model มุ่งเน้นการผลิตข้าวคุณภาพสูงลดการใช้สารเคมี หันมาใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแทน ลดต้นทุนการผลิตและการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ เพื่อทำเกษตรอย่างปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาศึกษาแนวทางในการทำนาเปียกสลับแห้ง ซึ่งเหมาะสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งและในภาวะฝนทิ้งช่วง สามารถบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เพียงพอต่อความต้องการ

หม่อนไหมเร่งส่งเสริม มุ่งเพิ่มเกษตรกรปลูกหม่อนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721928

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่าช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีเกษตรกรหม่อนไหม ออกจากอาชีพแล้วกว่า 21,000 ราย เนื่องจากเป็นผู้สูงอายุเป็นผู้ป่วยและผู้พิการ รวมถึงผู้ที่ต้องดูแลกลุ่มผู้เปราะบาง มากกว่าร้อยละ 40 สาเหตุหลักคือเพื่อลดและป้องกันการติดเชื้อโรคระบาดและเสียชีวิต โดยช่วงเวลาดังกล่าวมีเกษตรกรหม่อนไหม เสียชีวิตกว่า 2,000 รายและกว่าร้อยละ 30 เป็นผู้ที่หันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นที่มีราคาสูงขึ้น ปัจจุบันมีเกษตรกรที่อยู่ในการดูแลรับผิดชอบของกรมหม่อนไหม ประมาณ 65,000 ราย

ในสถานการณ์ดังกล่าว ได้มอบนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนให้บุตรหลานทายาทหม่อนไหม หรือเยาวชนหันมาสืบทอดการประกอบอาชีพหม่อนไหมรวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนที่สนใจ หันมาประกอบอาชีพหม่อนไหมมากขึ้น เนื่องจากเป็นอาชีพที่สร้างรายได้โดยใช้ระยะเวลาสั้นทั้งยังสนับสนุนให้ผู้ที่ออกจากอาชีพแล้วกลับมาประกอบอาชีพหม่อนไหม ได้เกือบ1,000 ราย ขณะเดียวกัน ก็มีการวิจัยและพัฒนาวัสดุอุปกรณ์การทำงานด้านหม่อนไหมต่างๆ เพื่อรองรับผู้สูงอายุและผู้พิการ ให้สามารถประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาใช้ในการดำเนินโครงการต่างๆ เช่น การจัดการสัมมนาเชื่อมโยงตลาดเส้นไหมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ทอผ้าไหม โดยเป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมและกลุ่มเกษตรกรผู้รับซื้อวัตถุดิบ เป็นแนวทางแก้ปัญหาเส้นไหมไม่เพียงพอกับความต้องการในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิต ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด

รองปลัดฯร่วมถก คกก.ประเมินบุคคล คัดเลือกตำแหน่ง ระดับผู้ชำนาญการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721926

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการประเมินบุคคลตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล และนักจัดการงานทั่วไป ระดับชำนาญการและระดับชำนาญการพิเศษ ครั้งที่1/2566 โดยการประชุมดังกล่าวเพื่อรับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินบุคคลเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ และระดับชำนาญการพิเศษ ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงานรัฐมนตรี รับทราบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเลื่อน การย้าย การโอน ข้าราชการพลเรือน เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษลงมา ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ

รวมทั้งพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ในการประเมินบุคคลเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคลระดับชำนาญการพิเศษ การนับระยะเวลาขั้นต่ำในการดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในสายงานที่เกี่ยวข้อง หรือเกื้อกูลกับสายงานที่จะแต่งตั้ง ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ระดับชำนาญการพิเศษ 1 ราย ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล และนักจัดการงานทั่วไป ระดับชำนาญการ 2 ราย

‘อธิบดีกรมข้าว’ลงพื้นที่เมืองกาญจน์ ตรวจศูนย์ข้าวชุมชน ปลุกชาวนาปลูกข้าวรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721897

'อธิบดีกรมข้าว'ลงพื้นที่เมืองกาญจน์ ตรวจศูนย์ข้าวชุมชน  ปลุกชาวนาปลูกข้าวรักษ์โลก

‘อธิบดีกรมข้าว’ลงพื้นที่เมืองกาญจน์ ตรวจศูนย์ข้าวชุมชน ปลุกชาวนาปลูกข้าวรักษ์โลก

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 19.39 น.

 “อธิบดีกรมข้าว”ลงพื้ นที่เมืองกาญจน์ ตรวจศูนย์ข้าวชุมชน  ปลุกชาวนาปลูกข้าวรักษ์โลก

เมื่อวันที่ 3  เม.ย นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์อธิบดีกรมการข้าวได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานศูนย์ข้าวชุมชน  ตำบลท่ามะขาม เพื่อรับทราบถึงข้อมูลการดำเนินงาน และทราบถึงปัญหาอุปสรรคที่เกษตกรกำลังประสบ จึงได้แนะแนวทางแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาให้เกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวรักษ์โลกในรูปแบบ BCG Model ซึ่งก็คือการปลูกข้าวปลอดภัย ไร้สารเคมี โดยแนะให้ใช้จุลินทรีย์ในการปลูกและสาหร่ายแกมเขียวมาผสมผสานในการเพาะปลูก  โดยมี นางสมพิศ เหลืองประมวล ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขาม ร่วมให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

‘กรมชลฯ’เดินหน้าส่งน้ำตามแผนส่งน้ำฤดูแล้ง เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721877

‘กรมชลฯ’เดินหน้าส่งน้ำตามแผนส่งน้ำฤดูแล้ง เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน

‘กรมชลฯ’เดินหน้าส่งน้ำตามแผนส่งน้ำฤดูแล้ง เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 19.00 น.

‘กรมชลฯ’เดินหน้าส่งน้ำตามแผนส่งน้ำฤดูแล้ง เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน

3 เม.ย.2566 ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 10/2566 ผ่านทางระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

โดยนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (3 เม.ย. 66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 48,219 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,810 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 ของความจุอ่างฯรวมกัน ในขณะที่มีการใช้น้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 21,226 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 7,655 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 85 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.) สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกไปแล้ว 10.14 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 97 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกไปแล้ว  6.37 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 96 ของแผนฯ 

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 3 – 6 เม.ย. 66 ลมตะวันตกเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 7 – 8 เม.ย. 66 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจเกิดพายุฝนฟ้าคะนองได้  นอกจากนี้ ยังได้มีการคาดการณ์ในช่วงฤดูฝนที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พบว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดฝนทิ้งช่วง ด้วยปรากฎการณ์เอลนีโญ ที่จะส่งผลให้ปริมาณฝนในปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการตาม 5 มาตรการหลัก อาทิ 1. บริหารจัดการน้ำเพื่อให้น้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดทั้งปี 2. บริหารน้ำท่าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 3. ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลัก 4. เก็บกักน้ำในอ่างให้มากที่สุด 5. วางแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันภัยทางน้ำ โดยเน้นย้ำให้โครงการชลประทานทั่วประเทศติดตามสภาพอากาศและสภาพฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนที่จะถึง เน้นย้ำให้ทุกโครงการฯวางแผนกักเก็บน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในอนาคตให้มากที่สุด รวมถึงสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือในการกำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ 

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้บริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือไปยังเกษตรกร งดทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 เพื่อให้การจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ที่สำคัญเพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตให้มากที่สุดด้วย

‘ผำ พืชเกษตรตัวใหม่ผ่านการวิจัยพร้อมแปรรููปสู่เชิงพาณิชย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721869

'ผำ พืชเกษตรตัวใหม่ผ่านการวิจัยพร้อมแปรรููปสู่เชิงพาณิชย์'

‘ผำ พืชเกษตรตัวใหม่ผ่านการวิจัยพร้อมแปรรููปสู่เชิงพาณิชย์’

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 18.33 น.

“ผำ พืชเกษตรตัวใหม่ผ่านการวิจัยพร้อมแปรรููปสู่เชิงพาณิชย์” ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร ดร.ปรียนุช พรหมภาสิต รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร เป็นประธานเปิดงาน “การยกระดับวัตถุดิบทางการเกษตร ให้มีคุณภาพสูงเพื่อแปรรูปเชิงพาณิชย์” โดยมีพาณิชย์จังหวัดกำแพงเพชร พัฒนาชุมชนจังหวัดกำแพงเพชรเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มยังสมาร์ท ฟาร์ม จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมด้วย บริษัท เดอะ พอสสิเบิ้ล จำกัด และบริษัท คิงส์ เฟาร์เทร่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแปรรูปผำเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรียานุช  พรหมภาสิต กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยฯได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย รศ. ดร. ภญ. รัตติรส คนการณ์ (ดร.ออย)ซึ่งทางมหาวิทยาลัย ฯ มีบุคลากร ที่มีความรู้ความสามารถ ทางด้านการวิจัยที่เก่งและได้รับรางวัลจากผลการวิจัยอยู่มากมาย

ดังนั้นในการนี้ ทางมหาวิทยาลัยจึงได้ วิจัยคุณภาพของผำ ซึ่งเป็นพืชน้ำที่มีคุณค่าทางอาหารและมีโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพของมนุษย์ประกอบกับเป็นพืชที่ปลูกง่ายและเหมาะกับธรรมชาติของประเทศไทย ดังนั้นในวันนี้มีหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้ง สถาบันการเงินคือ ธกส.ประกอบกับมีเอกชน ที่มีความพร้อมทางด้านการแปรรูป สู่เชิงธุรกิจ มาร่วมผลักดันผลการวิจัย ให้นำไปสู่การปฏิบัติในภาคการเกษตรผลิตและจำหน่ายได้จริง

โดยมีอาจารย์ทฤษฎี เพชรมะลิ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเลี้ยงผำควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์น้ำ ดร.สุเนตร ม้าทอง ประธาน บริษัท เดอะพอส สิเบิ้ล จำกัด,นายวิศรุต ปัญญาประดิษฐ์โชค บริษัท คิงส์ เฟาร์เทร่น จำกัด พร้อมด้วยวิทยากรที่มีความชำนาญทางด้านการผลิตผำรวมถึงบริษัทผู้แปรรูปผำในเชิงพาณิชย์ได้ให้ความรู้ให้ข้อมูลอย่างละเอียดโดยมีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาพร้อมหลายหน่วยงาน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานในครั้งนี้

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721810

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.55 น.

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ 

3 เมษายน 2566 นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่าได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการรับสินค้าจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อขอทราบผลการตรวจสอบตู้ตกค้างในโครงการท่าเรือสีขาวหลังเปิดไปเพียง 5 ตู้จาก 331 ตู้ ณ วันแถลงข่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์  หวั่นยังมีหมูเถื่อนคงค้างรอการระบายอีกหลายตู้ พร้อมขอเข้าฟังขั้นตอนและพิธีการศุลกากรอันรัดกุม เพื่อความมั่นใจในมาตรการป้องกันหมูเถื่อน เนื่องจากผู้เลี้ยงหมูไทยได้รับผลกระทบหนักจากปริมาณหมูส่วนเกินที่นำเข้าจากต่างประเทศเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 25,000 เมตริกตัน/เดือน

“หมูเถื่อนจากต่างประเทศไม่ว่าจะจากยุโรปหรืออเมริกาใต้จะผ่านเข้ามาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับด่านกรมศุลกากร ซึ่งเกษตรกรทุกคนเชื่อมั่นว่าพิธีการทางศุลกากรของไทย มีมาตรการที่เข้มงวดรัดกุม ยากที่สิ่งของผิดกฎหมายจะผ่านด่านเข้ามาได้ แต่น่าแปลกที่ปริมาณหมูเถื่อนกระจายอยู่ในท้องตลาดทั่วประเทศมากเหลือเกิน คณะกรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและผู้เลี้ยงสุกรจากทุกภูมิภาค  จึงทำหนังสือขอเข้าพบท่านอธิบดีกรมศุลกากร เพื่อขอรับฟังนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่กรมฯ ดำเนินการในการป้องกันไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายเข้ามาสู่ราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ เพื่อความมั่นใจในการประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรต่อไป” นายสุรชัยกล่าว 

นอกจากนี้ นายสุรชัย ยังแสดงความกังวล กับจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ตกค้างในโครงการท่าเรือสีขาวของกรมศุลกากร ที่มีการแถลงข่าวไปเมื่อช่วงกุมภาพันธ์ 2566 ว่ามีตู้ตกค้างมากถึง 331 ตู้ และมีการสุ่มเปิดตู้ต่อหน้าสื่อมวลชนเพียง 5 ตู้ พบเป็นหมูเถื่อนถึง 3 ตู้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่พบข่าวตรวจสอบตู้ตกค้างอีก จึงขอเรียนถาม ผลการตรวจสอบตู้ทั้งหมดจากกรมศุลฯอีกครั้ง เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นหมูเถื่อนลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำลายตลาดให้เกษตรกรไทยเดือดร้อนเรื่อยมา

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2565 เป็นต้นมา ปรากฏชิ้นส่วนเนื้อสุกรลักลอบนำเข้าจากหลายประเทศเข้าสู่ประเทศไทย โดยสันนิษฐานว่าไม่ได้รับอนุญาตจากกรมปศุสัตว์ ตามอำนาจของพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรฯได้ติดตามการจับกุมปราบปรามหมูเถื่อนของภาครัฐ พบว่ามีปริมาณเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 5% ของการลักลอบทั้งหมดในแต่ละเดือน ซึ่งคำนวณได้จากปริมาณหมูเถื่อนในท้องตลาดที่มีอยู่ถึง 25,000 เมตริกตัน/เดือน ส่งผลกดดันราคาหมูหน้าฟาร์มในประเทศให้ตกต่ำ นำไปสู่ภาวะขาดทุนของเกษตรกรไทย

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติกล่าวอีกว่า  “ต้นทุนการผลิตหมูของไทย สูงกว่าในต่างประเทศถึง 30% เนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ของบ้านเรามีราคาสูงกว่ามาก จึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคาขายกับหมูเถื่อนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร ปนเปื้อนสารตกค้าง ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และอาจมีเชื้อโรคระบาดสัตว์ ASF เข้ามาซ้ำเติมหมูไทย เมื่อหมูเถื่อนมีจำนวนมาก เกษตรกรก็มักถูกกดราคาหน้าฟาร์มจากผู้ซื้อ กลายเป็นวังวนปัญหาไม่รู้จบ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากกรมศุลากร ในการป้องกันที่ต้นทางตั้งแต่ก่อนหมูเถื่อนจะเข้าประเทศ”………..-005

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำโค้งสุดท้าย ยึด 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721568

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำโค้งสุดท้าย ยึด 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำโค้งสุดท้าย ยึด 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 12.28 น.

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำโค้งสุดท้าย ยึด 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง

2 เมษายน 2566 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สั่งกำชับทุกหน่วยงานในสังกัดกรมชลประทานทั่วประเทศ บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้ พร้อมปฏิบัติตาม 10 มาตรการรองรับฤดูแล้งอย่างเคร่งครัด ตลอดจนวางแผนบริหารความเสี่ยง รองรับสถานการณ์ภัยแล้งในบางพื้นที่ไว้ล่วงหน้า เน้นย้ำน้ำอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

สถานการณ์น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (2 เม.ย.66) มีปริมาณน้ำรวมกัน 48,375 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือ 63% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 24,433 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,864 ล้าน ลบ.ม. หรือ 60% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 8,168 ล้าน ลบ.ม. ในส่วนของการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ได้มีการวางแผนไว้ทั้งประเทศประมาณ 10.42 ล้านไร่ ปัจจุบัน (2 เม.ย.66) เพาะปลูกไปแล้ว 10.14 ล้านไร่ หรือ 97% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาวางแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังไว้ 6.64 ล้านไร่ เพาะปลูกไปแล้ว 6.37 ล้านไร่ หรือ 96% ของแผนฯ

“ภาพรวมปริมาณน้ำในปัจจุบัน ยังคงเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่กรมชลประทานได้กำหนดไว้ และยืนยันว่า น้ำจะเพียงพอสนับสนุนทุกกิจกรรมของการใช้น้ำไปจนตลอดฤดูแล้งนี้ เพราะได้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต มีการจัดรอบเวรการส่งน้ำ การปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนฤดูน้ำหลาก ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียของผลผลิตทางเกษตร รวมถึงการวางแผนบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งในบางพื้นที่ที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงอยากขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด และปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม เพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนและลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

สวนยางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม…จุดเปลี่ยนสู่อนาคตที่สดใส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721304

สวนยางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม...จุดเปลี่ยนสู่อนาคตที่สดใส

สวนยางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม…จุดเปลี่ยนสู่อนาคตที่สดใส

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566, 17.08 น.

ปัจจุบันกระแสการอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้เข้ามามีบทบาทความสำคัญในการซื้อขายสินค้าต่างๆ  โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐอเมริกา ได้บัญญัติกฎหมายที่เข้มงวดเพิ่มเติมหลายฉบับเกี่ยวกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่าย  เชื่อว่าในอนาคตอีกไม่นานจะมีอีกหลายประเทศนำกฎระเบียบดังกล่าวมาบังคับใช้เช่นกัน

“ยางพารา” พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าวด้วย

ประเทศไทย เป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่อันดับ 1  ของโลก แต่ละปีส่งออกมากกว่า  4  ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มาจากยางพารา  ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ ถุงมือยาง  เฟอร์นิเจอร์ไม้ยาง  และอื่นๆ คิดเป็นมูลค่ามหาศาล  ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการจัดการตั้งแต่กระบวนการปลูกสร้าง การจัดการสวนยาง และการแปรรูปยางตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ  เพื่อจะสามารถส่งไปขายในกลุ่มประเทศดังกล่าวได้

หากไม่เร่งดำเนินการ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราก็จะขายไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  เปิดเผยว่า  อียู และสหรัฐอเมริกา ได้นำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน มาเป็นเงื่อนไขนำเข้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา  โดยได้บัญญัติเป็นกฎหมายว่า จะต้องมาจากสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย  ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ  ไม่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าหลังจากปี 2562 (ค.ศ. 2019)  รวมทั้งมีการจัดการสวนยางพาราที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน  โดยจะต้องแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้

ดังนั้นเพื่อให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทยสามารถส่งไปขายในกลุ่มประเทศดังกล่าวได้   กยท. เร่งขับเคลืื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม  2 เรื่องใหญ่ๆด้วยกัน

เรื่องแรกคือ การพัฒนาปรับปรุงสวนยางพาราของไทย   ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี 

“ กยท.จะเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางปรับปรุงพัฒนาสวนยางพาราให้ผ่านมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 1406  โดยในระยะแรกตั้งเป้าไว้ภายในปี 2571  สวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. อย่างน้อยครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 10 ล้านไร่ จะต้องผ่านมาตรฐาน มอก. 14061” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

สำหรับมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 นั้น จะครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การดูแล   ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว  ผลผลิต และผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดการเพื่อรักษาและส่งเสริมสภาพความสมบูรณ์ของสวนป่าไม้เศรษฐกิจในระยะยาว การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ   นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการป้องกันสวนป่าจากการทำผิดกฎหมายต่างๆ เช่น การลักลอบตัดต้นไม้ การเผาป่า การใช้ที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และอำนวยประโยชน์แก่ชุมชนในพื้นที่อีกด้วย  ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนสากล    ไม่ว่าจะเป็น   Forest Stewardship Council (FSC)  หรือ  Program for the Endorsement of Forest Certification (PEFC)

ดังนั้น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราที่มาจากสวนยางที่ผ่านมาตรฐานดังกล่าว  จะสามารถส่งไปขายใน อียู และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศที่ทำเงื่อนไขการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นกฎระเบียบในการนำเข้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราได้อย่างแน่นอน  และยังเป็นโอกาสทองเกษตรกรของที่จะสามารถขายยางได้ในราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป  เบื้องต้นคาดว่าไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 3 บาท ที่สำคัญจะมีตลาดรับซื้อแน่นอน  เพราะขณะนี้มีผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหลายรายได้ติดต่อเจรจากับ กยท. และลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU)  ในการจัดหายางที่ผ่านมาตรฐานสากลให้กับบริษัทผู้แปรรูปยางรายใหญ่แล้ว

นอกจากนี้การปรับปรุงพัฒนาการจัดการสวนยางให้ได้มาตรฐานสากล ยังจะช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตจะลดลงในระยะยาวอีกด้วย

ส่วนเรื่องที่ 2 ที่กยท.จะเร่งดำเนินการคือ   “มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต” หรือ “มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)”  เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดผลผลิตยางและผลิต ภัณฑ์จากยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว

ขณะนี้ กยท.มีความพร้อมในการขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม  โดยจะนำเอา GIS (Geographic Information System)  หรือระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นระบบการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยจะแสดงในรูปของภาพแผนที่ มาใช้ในการแสดงแหล่งที่มาของผลผลิตว่า ยางพารามาจากแหล่งกำเนิดใด ควบคู่ไปกับระบบแอปพลิเคชั่น RUBBERWAY   ที่ใช้ในการตรวจสอบการจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับสังคมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

มาตรการดังกล่าว จะไม่ใช่บังคับแค่ อียูและสหรัฐอมริกาเท่านั้น   ในอนาคตประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรับซื้อยางรายใหญ่ของไทยก็จะต้องนำมาใช้บังคับในการซื้อยางด้วยอย่างแน่นอน  เพราะจีนจะต้องส่งออกผลิต ภัณฑ์ที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ ไปยังตลาดอียู และสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการตรวจสอบย้อนกลับเช่นกัน

“มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต และผลิตภัณฑ์ยางพารา รวมทั้งการพัฒนาการจัดการสวนยางพาราของไทยให้ได้มาตรฐานสากล จะช่วยสร้างผลดี และประโยชน์อย่างมาก ทั้งต่อผู้ซื้อ ที่ทำให้รู้แหล่งกำเนิดว่า ยางพารามาจากสวนที่มีกระบวนการจัดการที่ได้มาตรฐานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น  ในขณะที่ผู้ขาย ก็จะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน มีศักยภาพเหนือคู่แข่ง  เพราะประเทศคู่แข่งในการส่งออกยางพาราของไทย เช่น  อินโดนีเซีย  เวียดนาม  ลาว กัมพูชา ยังไม่ดำเนินการใดๆในเรื่องดังกล่าว และยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอีกด้วย   ในขณะที่ประเทศไทย มี กยท. รับผิดชอบโดยตรง และมีความพร้อมในการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งจะโอกาสทองของยางพาราไทยในการขยายตลาด และยกระดับขึ้นสู่ตลาดยางพรีเมี่ยม  ประเทศผู้นำเข้ายางจะต้องแห่มาซื้อยางจากประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ราคายางของไทยในอนาคตมีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน”  นายณกรณ์กล่าวย้ำ

นอกจากนี้มาตรการส่งเสริมพัฒนาการจัดการสวนยางพาราให้ได้มาตรฐานสากล และมาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิตดังกล่าว  ยังไปสนับสนุนการขับเคลื่อนมาตรการ Zero Carbon ในภาคการเกษตรอีกด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า  ก๊าซเรือนกระจก  มีความสำคัญต่อการรักษาระดับอุณหภูมิโลก หากมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากเกินไปจะก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินไหว  ซึ่งก๊าซที่จะให้เกิดภาวะเรือนกระจกที่รู้จักกันดีคือ คาร์บอน หรือ คาร์บอนใคออกไซด์ (C02) ดังนั้นการลคคาร์บอน จึงมีส่วนสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า สวนยางที่มีระบบการจัดการที่ได้มาตรฐานสากล นอกจากจะเป็นสวนยางที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์(Zero Carbon ) แล้ว ยังจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้อีกด้วย  ซึ่งการกักเก็บคาร์บอนของสวนยางดังกล่าว สามารถสร้างเป็น Carbon Credit  นำมาซื้อ-ขาย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง

Carbon Credit จะมีบทบาทสำคัญในการส่งออกสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะส่งออกไปตลาด อียู ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ อียูใด้เคาะมาตรการจัดเก็บภาษีก๊าซเรือนกระจกก่อนข้ามพรมแดนสำหรับสิบค้านำเข้า(CBAM ) เพื่อเก็บภาษีเพิ่มสำหรับสินคำนำเข้าที่ ไม่มีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต   โดยการอนุญาตให้นำ Carbon Credit ที่ซื้อมาหักล้างกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกไป เพื่อทำให้โดยรวมแล้วระดับการปล่อยก็ซเรือนกระจกไม่เกินที่กฎหมายกำหนดไว้

ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางก็จะสามารถขาย Carbon Credit ได้ เพราะสวนยางพารานั้นมีความคล้าย คลึงป่าไม้ที่เป็นแหล่งดูดชับคาร์บอนตามธรรมชาติด้วยกระบวนการสังคราะห์แสงที่ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่จะต้องเป็นสวนยางที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์เท่านั้น

“กยท. มืนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาสวนยางให้ได้มาตรฐานอยู่แล้ว ดังนั้น การที่พัฒนาต่อ ยอดให้เป็นสวนยาง Zero Carbon ด้วยจึงไม่ยากเกินไป ที่สำคัญยังจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากช่วยลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อมแล้วและยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งยังจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขาย Carbon Credit ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน อันจะไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

หากเกษตรกรสามารถพัฒนาการจัดการสวนยางพาราได้ให้มาตรฐานสากลแล้ว  ไม่ว่าประเทศผู้นำเข้ายางจะนำมาตรการใดๆมาบังคับ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเลย  ในทางตรงข้ามกลับจะเป็นมาตรกรที่ส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถขายยางได้ในราคาที่สูงขึ้น  ยกระดับตลาดยางพาราของไทยเหนือคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน

– 006

‘ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน’สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721277

'ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน'สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

‘ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน’สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.00 น.

ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศาลพระพรหม ประจำกรมวิชาการเกษตร เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีข้าราชการร่วมด้วย


สำหรับประวัติ ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จบการศึกษา
1.บัญชีบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 Bachelor of Accountancy, Faculty of Business Administration, Kasetsart University.
2.เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
 Master of Economics (Business Economics), School of Development Economics,
 NIDA.
3.Graduate Certificate in Logistics and Supply Chain Management, University of South
 Australia

ก่อนหน้านี้ ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ล่าสุดได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร