‘เฉลิมชัย’ฟื้นฟูระบบนิเวศ แหล่งสัตว์น้ำที่สมุทรสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721035

‘เฉลิมชัย’ฟื้นฟูระบบนิเวศ  แหล่งสัตว์น้ำที่สมุทรสงคราม

‘เฉลิมชัย’ฟื้นฟูระบบนิเวศ แหล่งสัตว์น้ำที่สมุทรสงคราม

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ฟื้นฟู : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงาน “ต่อยอดและการพัฒนาด้านประมงใน จ.สมุทรสงคราม” ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตด้านประมงเขต จ.สมุทรสงคราม มุ่งเน้นขยายผลการพัฒนาอาชีพด้านประมง ฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงาน “ต่อยอด และการพัฒนาด้านประมงใน จ.สมุทรสงคราม” ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตด้านประมงเขต จ.สมุทรสงคราม ที่ อบต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม มุ่งเน้นการขยายผลการพัฒนาอาชีพด้านประมงให้มีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานภาครัฐในการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผลิตด้านการประมง ด้วยการฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาต่างๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อรายได้
จากการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรในพื้นที่ ประกอบกับปริมาณสัตว์น้ำในธรรมชาติลดจำนวนลง ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี จ.สมุทรสงคราม ถือเป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญหลากหลายชนิด ได้แก่ กุ้งทะเล ปูทะเล และสัตว์น้ำที่จับจากทะเลชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะปลาทูที่มีความนิยมในการบริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สามารถสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนและสร้างรายได้อย่างมากในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นที่มาของการจัดกิจกรรมนี้เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติด้วยการปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล เป็นการขยายผลการพัฒนาอาชีพด้านประมงให้มีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผลิตด้านการประมง สนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เกิดการสร้างเครือข่ายและพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรและชาวประมงอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต

“การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อให้กำลังใจพี่น้องชาวประมงในการเตรียมรับโอกาสที่เราสามารถผ่านวิกฤตโควิด-19 มาได้ ซึ่งภาคการเกษตรโดยเฉพาะการผลิตอาหารมีบทบาทสำคัญที่จะเพิ่มมูลค่าต่างๆ ให้พี่น้องเกษตรกรได้ จึงได้พาผู้บริหารมาเยี่ยมเยียนและรับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกรโดยตรง ทั้งในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำเน่า หรือลำคลองตื้นเขิน ทำให้การเลี้ยงสัตว์น้ำของพี่น้องเกษตรกรมีปัญหา สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต มุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยในส่วนของพี่น้องชาวประมงมี Fisherman shop เป็นอีกหนึ่งแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของพี่น้องชาวประมง นอกจากนี้ยังมีเงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มประมงท้องถิ่นซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถให้ได้ครบทุกกลุ่มแต่กระทรวงเกษตรฯ ก็จะเข้ามารับฟังปัญหาเพื่อแก้ไขให้ตรงจุดอย่างแน่นอน” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

กยท.เดินหน้ามาตรการแสดงแหล่งกำเนิดผลผลิตยาง สร้างโอกาสขยายตลาด-ยกระดับมาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721080

กยท.เดินหน้ามาตรการแสดงแหล่งกำเนิดผลผลิตยาง สร้างโอกาสขยายตลาด-ยกระดับมาตรฐาน

กยท.เดินหน้ามาตรการแสดงแหล่งกำเนิดผลผลิตยาง สร้างโอกาสขยายตลาด-ยกระดับมาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.19 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เร่งขับเคลื่อน “มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิตยางพารา” รองรับกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสังคม วางระบบตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ยาง มั่นใจจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทย  และจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสของโลกในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตที่ให้ความสำคัญในการเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน  โดยนำมาใช้เป็นเงื่อนไขหลักในการรับซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งยางพาราด้วย  ดังนั้น กยท. จึงเดินหน้าจัดทำ “มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต” หรือ “มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)” เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดของผลผลิตยางและผลิตภัณฑ์จากยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากประเทศผู้นำเข้ายางและผลิตภัณฑ์จากยางรายใหญ่ของโลก ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา  ได้กำหนดกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้ายางและผลิตภัณฑ์จากยางจะต้องมาจากสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ป่าหลังจากปี 2562 (ค.ศ. 2019)  รวมถึงการจัดการสวนยางพาราที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กยท. ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ที่สอดคล้องเพื่อสนับสนุนมาตรการตรวจสอบย้อนกลับมาอย่างต่อเนื่อง  ได้แก่ การจัดทำข้อมูลแปลงปลูกยางของเกษตรกร การขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกร ข้อมูลการรับซื้อยางของสหกรณ์การเกษตร ข้อมูลการซื้อขายยางพาราของตลาดกลางยางพารา ของ กยท. ตลอดจนข้อมูลแปรรูปยางของบริษัทเอกชนผู้รับซื้อยาง  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของยางและผลิตภัณฑ์ยางได้ว่ามีแหล่งกำเนิดหรือแหล่งที่มาของผลผลิตยางที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต

ทั้งนี้ กยท. ได้ตั้งเป้าหมายว่าประเทศไทยจะสามารถแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด ภายใน 2 ปี  ซึ่งขณะนี้ กยท. มีความพร้อมในการขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น  โดยจะนำเอาระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ หรือ GIS (Geographic Information System)  ซึ่งเป็นระบบบันทึกข้อมูลและพิกัดที่ตั้งของสวนยางในรูปแบบของแผนที่ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่ายางพารามาจากแหล่งกำเนิดใด ควบคู่กับการใช้แอปพลิเคชั่น RUBBERWAY ที่ใช้ในการตรวจสอบการจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิ สังคม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต จะเป็นโอกาสทองของยางพาราไทย ในการพัฒนาระบบการจัดการสวนยางที่ถูกต้องตามหลักสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เนื่องจากประเทศคู่แข่งในการส่งออกยางพาราของไทย (อินโดนีเซีย  เวียดนาม  ลาว กัมพูชา) ยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว แต่ประเทศไทยมี กยท. ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง  ไทยได้เปรียบคู่แข่งในการขยายตลาด ทำให้ราคายางในอนาคตมีเสถียร ภาพมากขึ้นอีกด้วย

“เชื่อว่ามาตรการดังกล่าว จะไม่ใช่บังคับแค่ ยุโรป และสหรัฐอเมริกาเท่านั้น จีน ซึ่งเป็นตลาดรับซื้อยางรายใหญ่ของไทยก็จะต้องนำมาใช้บังคับในการซื้อยางในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะจีนจะต้องส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ ไปยังตลาดยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการตรวจสอบย้อนกลับเช่นกัน ดังนั้นประเทศผู้รับซื้อยางจะต้องหันมาซื้อยางจากประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะขณะนี้ประเทศไทย เป็นประเทศผู้ที่ส่งออกยาง ที่สามารถแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต และตรวจสอบย้อนกลับได้   ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทยได้เป็นอย่างดี” นายณกรณ์ กล่าว

สำหรับมาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต กยท. จะดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาปรับปรุงสวนยางพาราของไทย ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 ครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การดูแล   ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว  ผลผลิต และผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดการเพื่อรักษาและส่งเสริมสภาพความสมบูรณ์ของสวนป่าไม้เศรษฐกิจในระยะยาว การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ      โดยมาตรฐานนี้กำหนดให้มีการป้องกันสวนป่าจากการทำผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น Forest Stewardship Council (FSC) หรือ Program for the Endorsement of Forest Certification (PEFC) โดยในระยะแรกตั้งเป้าไว้ภาย ในปี 2571  สวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. อย่างน้อย 50%หรือประมาณ 10 ล้านไร่ จะต้องผ่านมาตรฐาน มอก.14061 และสวนยางพาราของไทยทั้งหมดจะเป็นสวนยางที่ได้มาตรฐาน ภายใน 20 ปี

‘อธิบดีกรมการข้าว’ขอความร่วมมือสมาชิกศูนย์ข้าว-นาแปลงใหญ่-ชาวนาอาสา รณรงค์ลดการเผา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721031

'อธิบดีกรมการข้าว'ขอความร่วมมือสมาชิกศูนย์ข้าว-นาแปลงใหญ่-ชาวนาอาสา รณรงค์ลดการเผา

‘อธิบดีกรมการข้าว’ขอความร่วมมือสมาชิกศูนย์ข้าว-นาแปลงใหญ่-ชาวนาอาสา รณรงค์ลดการเผา

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.49 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ขอความร่วมมือสมาชิกศูนย์ข้าวฯ สมาชิกนาแปลงใหญ่ ชาวนาอาสา เป็นสื่อกลาง รณรงค์ลดการเผา

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพ คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่มีสาเหตุมาจากควันท่อไอเสียจากรถยนต์ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าบางส่วนมาจากการเผาพื้นที่ทำกินในการทำการเกษตร ที่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กเช่นกัน นอกจากนั้นยังส่งผลต่อชั้นบรรยากาศจากการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผา ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และเกิดปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ โดยมีฝุ่น PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิตและมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายจังหวัด

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน และเกษตรกรที่ประสบปัญหากับค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน จนเกิดผลกระทบกับสุขภาพและการดำรงชีวิตประจำวัน โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ภายในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมรณรงค์และขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนลดการเผาในช่วงระยะเวลานี้ โดยในส่วนของกรมการข้าวได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ขอความร่วมมือสมาชิกนาแปลงใหญ่ สมาชิกศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มชาวนา และชาวนาอาสา ช่วยกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกและชุมชนลดการเผาพื้นที่ทำกิน เพื่อเป็นการลดปัญหาค่าฝุ่น PM 2.5  ที่สูงเกินมาตรฐานในขณะนี้

นอกจากนี้ กรมการข้าว โดยสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามาส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตให้กับชาวนา ซึ่งจะส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต โดยได้นำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา โดยเป็นการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่จะช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้นจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ นอกจากนั้นหลังการเก็บเกี่ยวกรมการข้าวยังตั้งเป้าในการรณรงค์ให้ชาวนาลดการเผาตอซังข้าว ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะเป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริมได้

‘มนัญญา’ขับเคลื่อนสหกรณ์ ร่วมจัดงาน71ปีกรมตรวจบัญชีฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720784

‘มนัญญา’ขับเคลื่อนสหกรณ์  ร่วมจัดงาน71ปีกรมตรวจบัญชีฯ

‘มนัญญา’ขับเคลื่อนสหกรณ์ ร่วมจัดงาน71ปีกรมตรวจบัญชีฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัมมนา : น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ร่วมขับเคลื่อนเชื่อมเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งโปร่งใสในสหกรณ์” ในโอกาสครบรอบ 71 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีให้สหกรณ์อย่างยั่งยืน

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ“ร่วมขับเคลื่อนเชื่อมเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งโปร่งใสในสหกรณ์” และมอบโล่รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ประจำปี 2565 พร้อมกับมอบนโยบายขับเคลื่อนเครือข่ายสหกรณ์โปร่งใสและเข้มแข็งเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์กลุ่มเกษตรกรและประชาชน โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีให้แก่สหกรณ์อย่างยั่งยืนโดยมอบนโยบายแก่ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้บูรณาการเครือข่ายในการสร้างความเข้มแข็งโปร่งใสแก่สหกรณ์ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาแบบรวมศูนย์ช่วยกันวิเคราะห์และติดตาม สำหรับ 3 แนวทางหลัก ในการขับเคลื่อนเครือข่ายทั้งภาครัฐสหกรณ์และสมาชิกต้องร่วมกันในการดำเนินงานอย่างเข้มข้นโดย 1.ภาครัฐต้องส่งเสริมและกำกับดูแลในมาตรการต่างๆ ให้คำปรึกษาแนะนำส่งเสริมผลักดันให้ใช้แอปพลิเคชั่นติดตามตรวจสอบรวมทั้งมาตรการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ยึดอายัด 2.สหกรณ์ต้องส่งเสริมให้มีระบบการควบคุมภายในที่ดีภายในองค์กรเพื่อป้องกันและป้องปรามการทุจริตรวมทั้งพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้สามารถใช้ข้อมูลมาบริหารได้แบบ Real Time และให้สมาชิกมีส่วนร่วมกับการตรวจสอบข้อมูล และ 3.สมาชิกต้องหมั่นตรวจสอบสถานะทางการเงินของตนเองผ่านแอปพลิเคชั่นร่วมประชุมเพื่อรับทราบผลการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในองค์กร

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปัจจุบันมีสหกรณ์ 7,628 แห่ง ได้รับบริการตรวจสอบสมาชิกกว่า 12 ล้านคน มูลค่าธุรกิจกว่า 3.72 ล้านล้านบาท ส่วนการส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชั่น ขณะนี้มีสหกรณ์ใช้แอปพลิเคชั่นแล้ว 1,745 แห่ง คาดว่าในปี 2570 ทุกสหกรณ์จะมีการใช้แอปพลิเคชั่น ทั้งหมด

ด้าน น.ส.อัญมณี กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 71 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้จัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ร่วมขับเคลื่อนเชื่อมเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งโปร่งใสในสหกรณ์” โดยกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่สังกัดกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขบวนการเกษตร และสหกรณ์ รวม 450 คน เพื่อมุ่งหวังสร้างพลังการขับเคลื่อนความเข้มแข็งโปร่งใสในการดำเนินงานของสหกรณ์ยุคดิจิทัลที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ให้เห็นเป็นรูปธรรม

อธิบดีข้าว ชวนชาวนาสุพรรณ ร่วมจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720838

อธิบดีข้าว ชวนชาวนาสุพรรณ ร่วมจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์โลก

อธิบดีข้าว ชวนชาวนาสุพรรณ ร่วมจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์โลก

วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2566, 20.24 น.

29 มี.ค. 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ติดตามและคัดเลือกกลุ่มเกษตรกร เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์ชุมชนข้าวรักษ์โลก ในอำเภอ เมือง อำเภอเดิมบางนางบวช และอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 

อธิบดีกรมการข้าว ​กล่าวว่า การทำนาแบบข้าวรักษ์โลก​​นั้น เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี​ เป็นการส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ ในรูปแบบเศรษฐกิจ BCG คือ ใช้ตลาดนำการเพาะปลูก​ โดยกรมการข้าวจะมีการส่งเสริมให้มีการใช้จุลินทรีย์​ ในการปลูกข้าว​​ ที่จะเข้ามาช่วยในการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร ดังนั้นกรมการข้าวจึงอยากเชิญชวนให้เกษตรกรมาร่วมสมัครมาเป็นกลุ่มชาวนาผู้ปลูกข้าวรักษ์โลก

‘รมช.ประภัตร’นั่งหัวโต๊ะ ไฟเขียว6ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720676

'รมช.ประภัตร'นั่งหัวโต๊ะ ไฟเขียว6ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร

‘รมช.ประภัตร’นั่งหัวโต๊ะ ไฟเขียว6ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร

วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.22 น.

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 6 ร่างมาตรฐาน มุ่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างความปลอดภัยของผู้บริโภค 

29 มี.ค.2566 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 1/2566 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ. … โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จะดำเนินการนำความคิดเห็นดังกล่าว และความคิดเห็นการเวียนรับฟังความเห็น WTO เสนอคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดทุเรียน นำเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรฯ เพื่อพิจารณา 

รวมทั้ง ได้รับทราบผลการดำเนินงานออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ จำนวนทั้งหมด 7 มาตรฐาน ในปีงบประมาณ 2565 นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564-31 กันยายน 2565 ได้แก่ 1.หลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ (มกษ.1004-2557) 2.หลักปฏิบัติสำหรับการผลิตเชื้อเห็ด (มกษ.2507-2559) 3. เมล็ดถั่วลิสง : ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาทอกซิน (มกษ.4702-2557) 4.การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ (มกษ.6401-2557) 5. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มผลิตลูกกุ้งขาวแวนนาไม ปลอดโรค (มกษ.7432-2558) 6. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ.9046-2560) และ7. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่ (มกษ.6909-2562) ซึ่งได้ดำเนินการออกเป็นจำนวนทั้งสิ้น 234 ฉบับ โดยแบ่งเป็นใบอนุญาตผู้ผลิต 92 ฉบับ ผู้ส่งออก 131 ฉบับ และผู้นำเข้า 11 ฉบับ 

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง ได้แก่ 1.เมล็ดโกโก้ 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับโกโก้ 3.หลักปฏิบัติสำหรับการป้องกันและลดการปนเปื้อนสารพิษจากราในธัญพืช 4.การปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มไหมชนิดกินใบหม่อน (ทบทวน) 5.แนวทางการทดสอบความไวของแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพสำหรับปศุสัตว์ และ 6.ห่วงโซ่การคุ้มครอง : ผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยงอย่างยืน ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป 

ด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.เมล็ดโกโก้ ปัจจุบันโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสำหรับการปลูกโกโก้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ผลผลิตโกโก้ออกตลอดทั้งปี นอกจากนี้ความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีจำนวนมากมีการนำเมล็ดโกโก้ไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างกว้างขวาง เช่น อุตสาหกรรมผลิตช็อกโกแลต มกอช. จึงได้จัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่องเมล็ดโกโก้ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์สร้างความปลอดภัยของผู้บริโภค เป็นเกณฑ์อ้างอิงในทางการค้าในประเทศและระหว่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้เมล็ดโกโก้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับโกโก้ มาตรฐานนี้ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับโกโก้ ตั้งแต่การจัดการในแปลงปลูกจนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผล และเมล็ดโกโก้ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมต่อการแปรรูปเพื่อบริโภค โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมสุขภาพความปลอดภัย และสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค

3.หลักปฏิบัติสำหรับการป้องกันและลดการปนเปื้อนสารพิษจากราในธัญพืช เป็นการกำหนดหลักปฏิบัติที่อยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตธัญพืชและผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เป็นอาหารและอาหารสัตว์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนการเก็บเกี่ยว ระหว่างการเก็บเกี่ยว หลังการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา การขนส่ง การแปรรูป และการกระจายสินค้า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันและลดการปนเปื้อนสารพิษจากรา

4.การปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มไหมชนิดกินใบหม่อน (ทบทวน) ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคแมลง เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เช่น จิ้งหรีด หนอนไหม เป็นแมลงที่มีโปรตีนสูง การเลี้ยงไหมชนิดกินใบหม่อนนอกจากจะได้ผลผลิตเป็นรังไหมแล้ว ยังได้หนอนไหมและดักแด้ไหม ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานระบบการผลิตเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค มอกช. จึงได้ดำเนินการทบทวน มาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตรังไหม โดยเปลี่ยนชื่อเป็น

“การปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มไหมชนิดกินใบหม่อน” และขยายขอบข่ายให้ครอบคลุมทั้งรังไหมสดสำหรับนำไปแปรรูป หนอนไหมวัยอ่อนสำหรับนำไปเลี้ยงต่อ และหนอนไหมวัยแก่และดักแด้มีชีวิตสำหรับนำไปแปรรูปเพื่อการบริโภค 

5.แนวทางการทดสอบความไวของแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพสำหรับปศุสัตว์ ซึ่งมาตรฐานนี้ ใช้เป็นแนวทางการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพของแบคทีเรียที่แยกได้จากตัวอย่างในแต่ละขั้นตอนของโซ่การผลิตสัตว์เพื่อการบริโภค เพื่อให้ห้องปฏิบัติการด้านการทดสอบความไวของแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาในปศุสัตว์นำไปปรับใช้ให้มีความสอดคล้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน สอดคล้องกับประกาศแผนปฏิบัติการสำหรับการดื้อยาต้านจุลชีพระดับโลกขององค์การอนามัยโลก รวมทั้งระเบียบวิธีการทดสอบความไวของแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพของโคเด็กซ์ และองค์การสุขภาพสัตว์โลก

และ 6.ห่วงโซ่การคุ้มครอง : ผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยงอย่างยืน มาตรฐานนี้ครอบคลุมข้อกำหนดห่วงโซ่การคุ้มครองผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลจากกุ้งที่มาจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่องการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (มกษ.7401)  หรือมาตรฐานที่เทียบเท่า รวมถึงมาตรฐานที่ Global Sustainable Seafood Initiative (GSSI) ให้การยอมรับ หรือมาตรฐานที่ มกอช.ประกาศกำหนด ประกอบด้วย ข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ผู้รับจ้างช่วงในห่วงโซ่อุปทาน  การแยกผลิตภัณฑ์ บุคลากร เอกสารและบันทึกข้อมูลสำหรับการตามสอบ การแสดงฉลาก และการกล่าวอ้าง การเก็บรักษาบันทึกข้อมูลเพื่อให้สามารถกล่าวอ้างและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาจากระบบการเพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืน และผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลตามมาตรฐานนี้ ครอบคลุมกุ้งทะเลทั้งที่ผ่านและไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป

กยท.เร่งหารือจ่ายเงินประกันรายได้ 7,600 ล้าน ถึงมือชาวสวนยางทันที เมื่อผ่านมติบอร์ด ธ.ก.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720327

กยท.เร่งหารือจ่ายเงินประกันรายได้ 7,600 ล้าน ถึงมือชาวสวนยางทันที เมื่อผ่านมติบอร์ด ธ.ก.ส.

กยท.เร่งหารือจ่ายเงินประกันรายได้ 7,600 ล้าน ถึงมือชาวสวนยางทันที เมื่อผ่านมติบอร์ด ธ.ก.ส.

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566, 10.01 น.

กยท. เผย เงินประกันรายได้ เฟส 4 กว่า 7,600 ล้านบาท จะถึงมือชาวสวนยางได้ทันที เมื่อบอร์ด ธ.ก.ส. ไฟเขียวอนุมัติจ่ายเงินฯ มั่นใจ ได้เป็นของขวัญปีใหม่ไทย ก่อนสงกรานต์แน่นอน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ กยท. ได้ส่งข้อมูลเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับ กยท. ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 รวมกว่าประมาณ 1.6 ล้านราย ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ไว้ ซึ่งมีสิทธิ์รับเงินในโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4  รวมวงเงินประมาณ 7,600 ล้านบาท ทั้งนี้ ได้เร่งประสานความร่วมมือและหารือ ธ.ก.ส. เรื่องการจ่ายเงินประกันให้กับชาวสวนยาง โดยทันทีที่คณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติอนุมัติจ่ายเงินโครงการดังกล่าว  เงินจะเข้าสู่บัญชีของเกษตรกรชาวสวนยาง เชื่อว่าก่อนเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน 2566 นี้อย่างแน่นอน

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4   คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 มีระยะเวลาดำเนินโครงการจนถึงกันยายน 2566  โดยได้กำหนดระยะเวลาประกันรายได้รวม 2 เดือน คือ  ตุลาคม – พฤศจิกายน 2565  โดยจะต้องเป็นสวนยางที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปและเปิดกรีดแล้ว  รายละไม่เกิน 25 ไร่  โดยกำหนดราคาประกันผลผลิตยางแต่ละชนิด ดังนี้ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม แบ่งสัดส่วนให้เจ้าของสวน ร้อยละ 60 และคนกรีด ร้อยละ 40 ของรายได้ทั้งหมด

ทั้งนี้โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง  ได้ดำเนินการมาแล้ว 3 ระยะ ตั้งแต่ตุลาคม 2562 วงเงินรวมทั้งสิ้น 46,682.88 ล้านบาท  ถือเป็นมาตรการหนึ่งของรัฐบาลที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ลดความเสี่ยงเรื่องรายได้  สร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง

ผู้ว่าการ กยท.ยังกล่าวถึงสถานการณ์ราคายางว่า  สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Change)  ทำให้ราคายางไม่เป็นไปตามทฤษฎี ฤดูร้อนฝนก็ยังตก ผลผลิตยางจึงไม่แน่นอน ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้  ผนวกกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางลดลงไปด้วย  ราคายางจึงผันผวน แกว่งตัว อย่างไรก็ตาม ราคายางก้อนถ้วย ซึ่งเป็นยางที่มีการซื้อขายมากที่สุดคือประมาณร้อยละ  60 ของยางทั้งหมด มีราคาค่อนข้างนิ่งประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม (DRC100%)    แต่คาดว่าแนวโน้มในอนาคตราคาน่าจะดีขึ้น เนื่องจากปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดยังมีไม่มาก

อย่างไรก็ตามในอนาคตหากเกษตรกรต้องการขายยางได้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป และมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน เกษตรกรชาวสวนยางจะต้องตื่นตัวในการปรับปรุงและพัฒนาสวนยางพาราให้ได้มาตรฐานสากล  เนื่องจากประเทศผู้นำเข้ายางในหลายประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรปได้นำมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรับซื้อ โดยจะรับยางหรือผลิตภัณฑ์จากยางที่มาจากสวนยางพาราที่ได้มาตรฐาน สามารถแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิตได้ เท่านั้น

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720233

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน  หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสุพร ตรีนรินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน  กปร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมาพลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ พร้อมคณะอนุกรรมการ ได้เดินทางไปติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบสีราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านกูแบสีราอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี  

ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริไว้เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพพื้นที่และทรงเยี่ยมราษฎร รับทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎรที่ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรเป็นเวลานาน รวมถึงยังขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภคในช่วงหน้าแล้ง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ดำเนินการศึกษาในภาพรวมทั้งระบบ เมื่อศึกษาภาพรวมทั้งระบบได้แล้ว ให้ดูว่าส่วนใดควรแก้ไขอย่างไร โดยขอให้ดำเนินการแก้ไขไปทีละส่วนเป็นขั้นตอน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ และทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

นางดวง  ช่วยเมือง  ราษฎรบ้านกูแบสีรา และประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำหมู่ที่ 4 ตำบลกอลำ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี หนึ่งในราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการบอกถึงการดำรงชีพภายหลังจากมีการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่แบบครบวงจร  ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำการพัฒนาดิน ตลอดถึงอาชีพเสริม การศึกษา สาธารณสุข และการคมนาคมในหมู่บ้านว่าจากที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อการทำกินได้ เปลี่ยนแปลงมาเป็นความสมบูรณ์ประกอบอาชีพได้ ได้รับผลผลิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ที่บ้านทำนา ทำสวน ส่วนข้างบ้านปลูกพืชผักในกระสอบเพราะพื้นที่มีน้อย ปลูกพริก 50 ต้น เก็บขายได้ 3,000 กว่าบาทต่อรอบการปลูก ปลูกแบบปลอดสารพิษไม่ใช้ปุ๋ยเคมี  ใช้ปุ๋ยหมัก โดยมีเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาอบรมให้ความรู้โดยใช้ทะลายปาล์มกับสารเร่ง พด. และใช้มูลไก่ ทำให้ประหยัดต้นทุนในการเพาะปลูกได้มาก รายได้ก็เพิ่มขึ้น” นางดวง ช่วยเมือง กล่าว ขณะที่นายมะยะโก๊ะ บือแน อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กอลำ  เปิดเผยว่าบ้านกูแบสีราเดิมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากร 370 คน 78 ครัวเรือน เป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในจังหวัดปัตตานี มีผ่านเกณฑ์ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) เพียง 3 ครัวเรือน นอกนั้นตกเกณฑ์หมดหลังจากได้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงมาสำรวจสภาพพื้นที่ จากนั้นมีการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างระบบน้ำแบบคลองไส้ไก่ส่งน้ำไปยังแปลงเพาะปลูกของราษฎรได้อย่างทั่วถึง และช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง  นอกจากนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนด้านอาชีพ ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และคมนาคม ทำให้ชาวบ้านตำบลกูแบสีรา ได้รับการพัฒนานาอย่างครบวงจร 

“ที่นี่พื้นที่เหมือนกับแอ่งกระทะ เป็นที่ลุ่มทำให้เกิดน้ำท่วมขัง แต่เมื่อมีระบบการระบายน้ำที่ดี ก็มีการทำการเกษตร ปลูกพืชผัก ปลูกผลไม้ ปลูกยางพาราได้ เมื่อก่อนการคมนาคมลำบากถนนเดิมเป็นลูกรังแต่ปัจจุบันมีถนนลาดยางหมดแล้ว ซึ่งในอดีตประชากรส่วนใหญ่จะจบแค่ประถมการศึกษาที่ 4 ก็จะออกไปหางานทำนอกหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ทุกคนได้เรียนต่อจนจบภาคบังคับแล้ว บางรายก็เรียนต่อจนจบปริญญาตรีก็มีถึง 11 คน และได้ทำงานเป็นบุคลากรทางการศึกษา  เป็นเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล  เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุโรงพยาบาลในอำเภอยะรัง อีกส่วนก็เป็นบัณฑิตอาสามาช่วยทำงานด้านต่างๆ ในหมู่บ้าน เศรษฐกิจก็ดีขึ้นมาก จากที่ทั้งหมู่บ้านผ่าน จปฐ. เพียง 3 ครัวเรือน ปัจจุบันผ่านเกณฑ์หมดทั้งหมู่บ้าน เมื่อมีการศึกษา มีความรู้เรื่องการประกอบอาชีพ ทำให้มีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ย 40,000 บาทต่อปี”นายมะยะโก๊ะ บือแน กล่าว

ด้านนางสาวฟาตือเมาะ บาแหะ ประธานกลุ่มพัฒนาบ้านกูแบสีรา ตำบลคลองลำ  อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เผยว่าปัจจุบันสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง จนเหลือบริโภคภายในครัวเรือน จึงนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงขายกิโลกรัมละ 25 บาท หากขายเป็นข้าวเปลือกจะได้เพียงกิโลกรัมละ 12 บาท ขณะเดียวกัน ทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพฝึกอบรมการถนอมอาหาร และแปรรูปอาหารชนิดต่างๆ ให้ทั้งเพื่อบริโภคและจำหน่าย อาทิ การทำข้าวยำ ทำน้ำบูดู แกงขี้เหล็ก และซุปไก่ เป็นต้น “รู้สึกดีใจมากที่มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ปลูกพืชผักได้อย่างสมบูรณ์ทำให้ไม่ลำบาก ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน มีความสุขมากในตอนนี้”นางสาวฟาตือเมาะ บาแหะ กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินงานพัฒนาตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2545 ประกอบด้วยด้านการจัดสรรที่ดินด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ด้านการพัฒนาการเกษตรและส่งเสริมอาชีพ เช่นส่งเสริมเกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปผลผลิต รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มทำขนม กลุ่มปักผ้าคลุมผม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมศึกษาดูงานตามโครงการต่างๆ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ในการทำเกษตร ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการมีส่วนร่วมของราษฎร จัดทำโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับและประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาราษฎรโดยมุ่งเน้นวิถีชีวิตบนพื้นฐานความพอเพียงส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่นซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน สามารถสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

เกษตรกรลั่น! เก็บไว้ให้ลูกหลานกินดีกว่า หลังโดนกดราคามะยงชิดเหลือโลละ15บ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720123

เกษตรกรลั่น! เก็บไว้ให้ลูกหลานกินดีกว่า หลังโดนกดราคามะยงชิดเหลือโลละ15บ.

เกษตรกรลั่น! เก็บไว้ให้ลูกหลานกินดีกว่า หลังโดนกดราคามะยงชิดเหลือโลละ15บ.

วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2566, 11.16 น.

ช่วงนี้นาทีทอง! “ลุงจรัญ” เกษตรกรชาวสุโขทัย เปิดสวนมะยงชิดหวานฉ่ำ ผลใหญ่กว่าไข่ไก่ ให้ประชาชนแวะซื้อกินได้ในราคาถูก แค่กิโลกรัมละ 20-50 บาท แล้วแต่ขนาดผลเล็ก ผลใหญ่ โดยสามารถเดินเด็ดในสวน หรือจะปีนต้นเก็บ ใช้ไม้สอยเองก็ได้ตามสะดวก หลังถูกพ่อค้ากดราคารับซื้อแค่กิโลกรัมละ 15 บาทเท่านั้น

27 มี.ค.66 นายจรัญ เวฬุมาศ เกษตรกรหมู่ที่ 2 ต.ย่านยาว อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย บอกว่า หลังชาวสวนมะยงชิดได้รับผลกระทบกันทั่วหน้าจากปัญหาราคาตกต่ำ เพราะผลผลิตปีนี้ล้นตลาด ทำให้เกษตรกรบางรายจำใจขายในราคาถูกๆและบ้างก็ปรับตัวสู้หาวิธีแปรรูปเพิ่มมูลค่า แต่ที่สวนของตนซึ่งมีพ่อค้ามารับซื้อเช่นกัน ทว่าถูกกดราคาเหลือแค่กิโลกรัมละ 15 บาท จึงตัดสินใจที่จะไม่ขายส่งให้ พร้อมตอบพ่อค้ากลับไปว่า “เอาไว้ให้ลูกหลานกินดีกว่า”

ลุงจรัญ บอกอีกว่า ในสวนหลังบ้านมีมะยงชิดปลูกไว้ทั้งหมด 40 ต้น ปลูกมานาน 7 ปีแล้ว เดิมเคยขายหน้าสวนได้ราคากิโลละ 120 บาท แล้วก็ลดลงมา 80 บาท แต่ปีนี้เหลือแค่กิโลละ 15 บาท จึงไม่ขายให้พ่อค้า แต่จะขายให้ชาวบ้านแทน โดยวางขายที่หน้าบ้าน พร้อมส่งตามออเดอร์ ราคากิโลละ 20-50 บาท แล้วแต่ไซส์เล็ก หรือไซส์ใหญ่ พร้อมทั้งเปิดสวนให้คนมาเดินเก็บเองได้ตามใจชอบ ผลตอบรับดีมาก ลูกค้าชอบเดินเด็ดในสวน ใครที่สนใจติดต่อได้ที่เบอร์ 089-5330268 และ 087-6952946    -009

กรมชลฯ จับมือ UNDP ลงนาม MOU เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719176

กรมชลฯ จับมือ UNDP ลงนาม MOU เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

กรมชลฯ จับมือ UNDP ลงนาม MOU เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2566, 17.02 น.

22 มีนาคม 2566  ที่กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย Mr.Renaud Meyer ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในครั้งนี้  

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรมชลประทานได้เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน กับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนแบบให้เปล่าจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว ที่มีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานประสานหลัก ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวฯ จะช่วยสนับสนุนกระบวนการบริหารจัดการน้ำโดยคำนึงถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยการสร้างความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ และใช้มาตรการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมไปถึงการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป