‘อธิบดีกรมข้าว’ชวนขาย’คาร์บอนเครดิต’ เพิ่มช่องทางรายได้ให้ชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719169

'อธิบดีกรมข้าว'ชวนขาย'คาร์บอนเครดิต' เพิ่มช่องทางรายได้ให้ชาวนา

‘อธิบดีกรมข้าว’ชวนขาย’คาร์บอนเครดิต’ เพิ่มช่องทางรายได้ให้ชาวนา

วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.50 น.

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ให้การต้อนรับ นายนพดล ประเสริฐสุโข ประธานบริษัท โกลบอลเบสท์ อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนบริษัทจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการรับซื้อคาร์บอนเครดิตในนาข้าว เพื่อเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางในการยกระดับรายได้ให้กับชาวนา ซึ่งทางบริษัทมีเป้าหมายในการส่งเสริมการรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากเกษตรกร โดยจะนำร่องรับซื้อในเขตนาชลประทานบนพื้นที่กว่า 2 ล้านไร่ในปีนี้

อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าว ได้รับนโยบายจากท่าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการกำกับดูแลงานด้านข้าว ที่ถือเป็นสินค้าภาคการเกษตรที่สำคัญ โดยให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งกรมการข้าวได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของตลาดคาร์บอนเครดิตที่พี่น้องชาวนาจะได้รับ จึงได้มีการเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชาวนา เพื่อทำความเข้าใจถึงคำว่าคาร์บอนเครดิต และสร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ที่พี่น้องชาวนาจะได้รับหากมีการทำคาร์บอนเครดิตขึ้น โดยขณะนี้กรมการข้าวได้มีการนำร่องพื้นที่ในการสร้างรายได้จากการทำคาร์บอนเครดิตให้ชาวนาในจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นที่แรก

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า กรมการข้าว โดยสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามาส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตให้กับชาวนาในอำเภอเดิมบางนางบวช และอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งถือเป็นอำเภอนำร่องที่จะส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต โดยได้นำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา โดยเป็นการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่จะช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้นจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ นอกจากนั้นหลังการเก็บเกี่ยวกรมการข้าวยังตั้งเป้าในการรณรงค์ให้ชาวนาลดการเผาตอซังข้าว 
ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะเป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริมได้

นอกจากนี้ กรมการข้าวจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อบันทึกข้อมูลการทำนาแบบลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของชาวนา ให้สอดรับกับการส่งเสริมให้ชาวนาหันมาสนใจในการขายคาร์บอนเครดิต อีกทั้งจะมีการจัดฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องคาร์บอนเครดิตให้กับศูนย์ข้าวชุมชนและชาวนาอาสาในเขตจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาต่อไปในอนาคตอีกด้วย

สำหรับชาวนาท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมถึงการขายคาร์บอนเครดิตได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เว็บไซต์กรมการข้าว และ Facebook Fanpage Rice News Channel

– 006

เช็คสถานการณ์‘ข้าว’ เดือน ม.ค.66 ส่งออกแล้ว 0.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 75.20%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719059

เช็คสถานการณ์‘ข้าว’ เดือน ม.ค.66 ส่งออกแล้ว 0.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 75.20%

เช็คสถานการณ์‘ข้าว’ เดือน ม.ค.66 ส่งออกแล้ว 0.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 75.20%

วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2566, 08.17 น.

เช็คสถานการณ์‘ข้าว’ เดือน ม.ค.66 ส่งออกแล้ว 0.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 75.20%

22 มีนาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานสถานการณ์ข้าวโลกข้าวไทย ปี 2565/66 และการคาดการณ์ปริมาณการส่งออกข้าวไทย ปี 2566 อยู่ที่ 8 ล้านตัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และปริมาณผลผลิตข้าวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณผลผลิตข้าวโลกมีแนวโน้มลดลง

นายอนุชากล่าวถึงสถานการณ์ข้าวโลก ปี 2565/66 ตามที่กระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) คาดการณ์ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2566 การผลิตข้าวโลก ประมาณ 502.98 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 11.82 ล้านตันข้าวสาร (-2%) จากปีการผลิต 2564/65 ที่มีปริมาณ 514.80 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากผลผลิตข้าวในประเทศ ของผู้ผลิตสำคัญมีแนวโน้มลดลง การบริโภคข้าวโลก ประมาณ 517.18 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 2.71 ล้านตันข้าวสาร (-1%) จากปี 2564/65 ที่มีปริมาณ 519.90 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากการบริโภคข้าวมีแนวโน้มลดลง การค้าข้าวโลก ประมาณ 54.17 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 2.12 ล้านตันข้าวสาร (-4%) จากปี 2564/65 ที่มีปริมาณ 56.28 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกมีแนวโน้มส่งออกลดลง ประกอบกับประเทศผู้นำเข้ามีแนวโน้มนำเข้าลดลงด้วย ขณะที่สต็อกข้าวโลก ปลายปี 2565/66 ประมาณ 169.13 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 14.21 ล้านตันข้าวสาร (-8%) จากปี 2564/65 ที่มีปริมาณ 183.34 ล้านตันข้าวสาร โดยจีนมีสต็อกข้าวมากที่สุด 107.00 ล้านตันข้าวสาร รองลงมา คือ อินเดีย 29.00 ล้านตันข้าวสาร ฟิลิปปินส์ 4.76 ล้านตันข้าวสาร อินโดนีเซีย 2.96 ล้านตันข้าวสาร และไทย 2.65 ล้านตันข้าวสาร

สำหรับการส่งออกข้าวโลก ณ วันที่ 1 มกราคม-24 กุมภาพันธ์ 2566 อินเดีย ส่งออกข้าวได้มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ประมาณ 1.69 ล้านตันข้าวสาร รองลงมา ได้แก่ ไทย 1.39 ล้านตันข้าวสาร เวียดนาม 0.92 ล้านตันข้าวสาร ปากีสถาน 0.63 ล้านตันข้าวสาร และสหรัฐฯ 0.19 ล้านตันข้าวสาร สำหรับราคาส่งออกข้าวสารของ The Rice Trader เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ไทย ราคาข้าวทุกชนิดปรับตัวลดลง เวียดนาม ราคาข้าว Jasmine ปรับตัวสูงขึ้น ราคาข้าวขาวปรับตัวลดลง อินเดีย ราคาข้าวทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้น ปากีสถาน ราคาข้าวทุกชนิดปรับตัวลดลง และสหรัฐฯ ราคาข้าวขาวปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ การส่งออกข้าวของไทย ปี 2565 – 2566 ไทยส่งออกข้าวขาวเป็นอันดับหนึ่งคิดเป็น 52% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ข้าวนึ่ง (24%) ข้าวหอมมะลิไทย (17%) ข้าวหอมไทย (4%) ข้าวเหนียว (2%) และข้าวกล้อง (1%) โดยตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทยอันดับหนึ่ง คือ ภูมิภาคเอเชีย คิดเป็น 52% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ภูมิภาคแอฟริกา (22%) ตะวันออกกลาง (12%) อเมริกา (9%) ยุโรป (4%) และโอเชียเนีย (1%)

ด้านแนวโน้มสถานการณ์การส่งออกข้าวไทย ปี 2566 กรมการค้าต่างประเทศและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้ร่วมกันคาดการณ์ปริมาณการส่งออกข้าวไทยอยู่ที่ 8 ล้านตัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และปริมาณผลผลิตข้าวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณผลผลิตข้าวโลกมีแนวโน้มลดลง เพราะพื้นที่เพาะปลูกข้าวของประเทศผู้ผลิตสำคัญเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิกาศ ซึ่งอาจส่งผลให้ข้าวไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตามปริมาณธัญพืชในตลาดโลกมีแนวโน้มกลับมาสูงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศลดปริมาณการนำเข้าข้าวลงและนำเข้าข้าวสาลีเพิ่มขึ้น และจากปัจจัยค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นและมีความผันผวน จะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของข้าวไทยลดลง รวมทั้งเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าอาจมีกำลังซื้อลดลงจากปัญหาเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ข้อมูลกรมศุลกากร เดือนมกราคม 2566 ไทยส่งออกข้าวแล้ว 0.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 75.20% โดยไทยส่งออกข้าวไปทุกภูมิภาคได้เพิ่มขึ้น ยกเว้นภูมิภาคโอเชียเนีย นับว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับการส่งออกข้าวไทยในปี 2566

นายอนุชากล่าวถึงสถานการณ์ข้าวไทย ปี 2565/66 ว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ ปี 2565/66 รอบที่ 1 (นาปี) มีพื้นที่ปลูกข้าว 62.92 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน 0.09 ล้านไร่ (-0.1%) พื้นที่เก็บเกี่ยว 60.06 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน 0.20 ล้านไร่ (-0.3%) และผลผลิต 26.70 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปีก่อน 0.11 ล้านตันข้าวเปลือก (-0.4%) รอบที่ 2 (นาปรัง) มีพื้นที่ปลูกข้าว 11.34 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.79 ล้านไร่ (+19%) พื้นที่เก็บเกี่ยว 11.31 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.79 ล้านไร่ (+19%) และผลผลิต 7.35 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.18 ล้านตันข้าวเปลือก (+19%) ด้านการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 (ณ วันที่ 12 มีนาคม 2566) รอบที่ 1 (นาปี) เกษตรกรขึ้นทะเบียนเพาะปลูกข้าว ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 ตุลาคม 2565 มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 4.655 ล้านครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 62.30 ล้านไร่ และรอบที่ 2 (นาปรัง) ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 – 30 เมษายน 2566 มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 0.289 ล้านครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 4.72 ล้านไร่

สถานการณ์ด้านราคา ณ วันที่ 16 มีนาคม 2566 เทียบกับปีก่อน ราคาข้าวเปลือกทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเพิ่มขึ้น 16% ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาเพิ่มขึ้น 20% ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาเพิ่มขึ้น 23% ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเพิ่มขึ้น 17% และข้าวเปลือกปทุมธานี ราคาเพิ่มขึ้น 7% แนวโน้มสถานการณ์ราคาข้าว ปัจจัยบวก ได้แก่ ความต้องการใช้ข้าวในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศกำลังฟื้นตัว นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาท่องเที่ยวในไทย และการส่งออกข้าวไทยมีทิศทางเป็นบวก เนื่องจากค่าเงินบาทที่อยู่ในระดับ 34 -35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก ค่าขนส่งและค่าตู้คอนเทนเนอร์ปรับตัวลดลง ตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น และผลผลิตของประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินเดีย มีปริมาณจำกัด และปัจจัยลบ ได้แก่ ค่าเงินบาทไทยที่ค่อนข้างผันผวน ซึ่งหากค่าเงินบาทแข็งค่าอาจกระทบต่อราคาและการส่งออกข้าวไทย

เปิดต้องการใช้‘ข้าว’ปีการผลิต66/67 ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น6%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718816

เปิดต้องการใช้‘ข้าว’ปีการผลิต66/67 ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น6%

เปิดต้องการใช้‘ข้าว’ปีการผลิต66/67 ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น6%

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 08.13 น.

เปิดต้องการใช้‘ข้าว’ปีการผลิต66/67 ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น6%

21 มีนาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 66 ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประธาน นบข. และคณะกรรมการ นบข. รับทราบการกำหนดความต้องการใช้ข้าว ปีการผลิต 2566/67 ตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 6% พร้อมรับทราบความคืบหน้าผลการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2565/66 รอบที่ 1 ณ 15 มี.ค. 66 ธ.ก.ส. โอนเงินชดเชยให้เกษตรกรแล้ว 2.622 ล้านครัวเรือน รวม 7,858.91 ล้านบาท คิดเป็น 42% ของวงเงินงบประมาณที่ ครม. อนุมัติ

นายอนุชา กล่าวถึงการกำหนดความต้องการใช้ข้าว ปีการผลิต 2566/67 ตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ว่า ผลการประชุมหารือโดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 กำหนดความต้องการใช้ข้าว (Demand) ปีการผลิต 2566/67 ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 6% ที่มีปริมาณ 27.646 ล้านตันข้าวเปลือก ดังนี้ (1) เพื่อการบริโภคภายในประเทศ ปริมาณรวม 15.577 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 10.125 ล้านตันข้าวสาร ประกอบด้วย บริโภคทั่วไป ปริมาณรวม 5.717 ล้านตันข้าวสาร และใช้ในอุตสาหกรรม ปริมาณรวม 4.408 ล้านตันข้าวสาร (2) เพื่อการส่งออก ปริมาณรวม 12.308 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 8 ล้านตันข้าวสาร (3) เพื่อทำเมล็ดพันธุ์ ปริมาณรวม 1.411 ล้านตันข้าวเปลือก

สำหรับความคืบหน้าผลการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมมาตรการคู่ขนาน และโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 ณ วันที่ 15 มีนาคม 2566 มีดังนี้

1. โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2565/66 รอบที่ 1 คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงฯ ได้กำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาแล้ว 23 งวด จาก 33 งวด ผลการดำเนินการ ธ.ก.ส. โอนเงินชดเชยให้เกษตรกรแล้ว 2.622 ล้านครัวเรือน จำนวน 7,858.91 ล้านบาท คิดเป็น 42% ของวงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ (18,700.13 ล้านบาท)

2. มาตรการคู่ขนานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 สามารถดึงอุปทานข้าวเปลือกได้รวม 5.140 ล้านตันข้าวเปลือก (69%) เป้าหมาย 7.50 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินงบประมาณ 8,022.69 ล้านบาท ดังนี้

2.1 โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2565/66 ปริมาณข้าวเปลือก เข้าร่วมโครงการฯ 2.225 ล้านตันข้าวเปลือก (89%) เป้าหมาย 2.50 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินงบประมาณ 7,107.69 ล้านบาท

2.2 โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2565/66 ปริมาณข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการฯ 0.400 ล้านตันข้าวเปลือก (40%) เป้าหมาย 1.00 ล้านตันข้าวเปลือก) วงเงินงบประมาณ 375.00 ล้านบาท

2.3 โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2565/66 ปริมาณข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการฯ 2.515 ล้านตันข้าวเปลือก (63%) เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินงบประมาณ 540 ล้านบาท

3. โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 โดยสนับสนุนเงินช่วยเหลือให้เกษตรกร ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกินครัวเรือนละ 20,000 บาท ธ.ก.ส. โอนเงินให้เกษตรกรแล้ว 4.640 ล้านครัวเรือน จำนวน 53,990.75 ล้านบาท (98%) วงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ 55,083.09 ล้านบาท เกษตรกรเป้าหมาย 4.678 ล้านครัวเรือน

นายอนุชากล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563 – 2567 ว่า ความคืบหน้าการดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563 – 2567 ตามข้อสั่งการประธาน นบข. (นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธาน นบข.) ครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 มีบัญชาว่า “ให้ขับเคลื่อนการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ข้าวไทยที่สำคัญเป็นรูปธรรม” โดยกรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขานุการ นบข. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญเป็นรูปธรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ ข้าวไทย ปี 63-67 มีความคืบหน้าที่สามารถลดต้นทุนการผลิต/เพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ โดยลดต้นทุนการผลิต ปี 2565 ต้นทุน 3,433 บาทต่อไร่ (5,787 บาทต่อตัน) เป้าหมายปี 2567 ต้นทุนไม่เกิน 3,000 บาทต่อไร่ (ไม่เกิน 6,000 บาทต่อตัน) เพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ปี 2565 ผลผลิตเฉลี่ย 593 กิโลกรัมต่อไร่ เป้าหมายปี 2567 ผลผลิตเฉลี่ย 600 กิโลกรัมต่อไร่

รวมทั้งตอบสนองความหลากหลายของตลาดข้าว โดย 1. ปรับปรุงข้าวพันธุ์ใหม่ ไม่น้อยกว่า 12 พันธุ์ ลักษณะสั้นเตี้ยดกดี ปี 2563 – 2565 รับรองพันธุ์แล้ว 12 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าพื้นนุ่ม 3 พันธุ์ ได้แก่พันธุ์ กข87 กข89  กข97 ข้าวเจ้าพื้นแข็ง 7 พันธุ์ ได้แก่พันธุ์ กข85 มะจานู69 อัลฮัมดุลิลาฮ์4 กข91 กข93 กข95 และ กข101ข้าวหอมไทย 1 พันธุ์ ได้แก่พันธุ์ ขาวเจ๊กชัยนาท4 ข้าวโภชนาการสูง 1 พันธุ์ ได้แก่พันธุ์ ขาหนี่ 117 ทั้งนี้ กรมการข้าวมีแผนรับรองพันธุ์ข้าวเหนียวเพิ่มเติมอีก 2 พันธุ์ (รับรองพันธุ์แล้ว 1 พันธุ์) รวมเป็น 14 พันธุ์ และ 2. ประกวดข้าวพันธุ์ใหม่ เพื่อการพาณิชย์ เป้าหมายจัดงานปีละ 1 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 มีการมอบรางวัลให้ข้าว 3 ชนิด 6 สายพันธุ์ รับรองพันธุ์แล้ว 2 พันธุ์  ได้แก่ ข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ได้แก่ พันธุ์ RJ44 (RJ44 ขึ้นทะเบียนพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร) และ CNT15171ข้าวเจ้าพื้นแข็ง ได้แก่ พันธุ์ PSL16348 และ CNT07001 (CNT07001 รับรองพันธุ์โดยกรมการข้าว) ข้าวหอมไทย ได้แก่ พันธุ์ PTT13030 และ BioH95-CNT

กยท. นำหลัก’เชื้อรากำจัดเชื้อรา’ แก้ปัญหาโรคใบร่วงยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718656

กยท. นำหลัก'เชื้อรากำจัดเชื้อรา' แก้ปัญหาโรคใบร่วงยางพารา

กยท. นำหลัก’เชื้อรากำจัดเชื้อรา’ แก้ปัญหาโรคใบร่วงยางพารา

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.29 น.

กยท.น้อมนำพระราชดำริ ใช้หลักการธรรมชาติบำบัดใช้ “เชื้อรากำจัดเชื้อรา” แก้ปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ สวนยางของเกษตรกรสามารถกลับมากรีดได้ตามปกติ มั่นใจจะทำให้การระบาดลดลงอย่างแน่นอน พร้อมเดินหน้าจับมือเกษตรกรจัดทำแปลงสาธิตในทุกจังหวัด เพื่อขยายผลสู่สวนยางของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละพื้นที่ 

                นายขจรจักษณ์  นวลพรหมสกุล   รองผู้ว่าการด้านบริหาร การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)  เปิดเผยว่า  กยท.ได้น้อมนำพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัช กาลที่ 9  และพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว   มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราจนประสบผลสำเร็จ สามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพจากที่เคยระบาดสูงสุดถึงประมาณ 1 ล้านไร่ ขณะนี้สามารถควบคุมการระบาดเหลือประมาณ 630,000 ไร่ และมีแนวโน้มการระบาดลดลงอย่างต่อเนื่อง

                สำหรับสถานการณ์การระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ในสวนยางพาราประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย พบโรครวมกันมากกว่า 2 ล้านไร่ จากนั้นเริ่มระบาดเข้าสู่ประเทศไทยทางภาคใต้ตอนล่าง เริ่มจากสวนยางพาราในจังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2562 และแพร่กระจายขึ้นมาระบาดในพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง ตอนบน และภาคตะวันออกตามลำดับ การระบาดรุนแรงต่อเนื่องจนถึงปี 2564-2565 มีสวนยางพาราทั่วประเทศได้รับผลกระทบรวมพื้นที่ประมาณ 1,000,000 ไร่ คิดมูลค่าความเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท
                อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี 2565  กยท.ได้นำแนวพระราชดำริมาใช้ดำเนินการแก้ปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ ทำให้การระบาดลดลง  โดยใช้หลักการธรรมชาติบำบัด  ใช้ “เชื้อรากำจัดเชื้อรา”  คือ เชื้อไตรโคเดอร์มา  ซึ่งเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพ มาฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคร่วงชนิดใหม่คือ เชื้อรา Colletotrichum sp.  ด้วยการใช้อัตราปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม เชื้อราไตรโคเดอร์สด 1 กิโลกรัม และรำ 4 กิโลกรัม ใช้หว่านในสวนยางพาราที่เป็นโรคใบร่วง 1 ไร่ หรือถ้าเกษตรกรต้องการฉีดพ่นให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์สด 1 กิโลกรัมผสมน้ำหมักชีวภาพ อัตรา 200 ลิตร ฉีดพ่นในสวนยางพาราที่เป็นโรคใบร่วง 1 ไร่ โดยหว่านหรือฉีดพ่นให้ครอบคลุมบนใบยางพาราที่ร่วงหล่นทั่วทั้งสวน ทุก 3 เดือน

                “การแก้ปัญหาระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ดังกล่าว  กยท.ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกรมส่งเสริมการ เกษตรในการเพาะเชื้อไตรโคเดอร์มาพร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรเพาะเชื้อใช้เอง โดยไม่ต้องซื้อ  และกรมพัฒนาที่ดิน ในเรื่องสารเร่ง พ.ด. เพื่อทำน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา บวกกับปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพดังกล่าว เป็นการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ทำให้ต้นยางมีความสมบูรณ์ แข็งแรง  โรคต่างๆก็จะเข้าทำลายได้ยาก นอกจากนี้ยังช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ต้นทุนลดลงอีกด้วย อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าปุ๋ยเคมีไม่ดี  แต่เกษตรกรควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก  ซึ่งจะได้ประโยชน์ถึง 3 อย่าง คือ 1.ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น 2.ต้นยางแข็งแรง และ 3.ลดต้นทุนการผลิตเพราะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับเชื้อไตรโคเดอร์มาและน้ำหมักชีวภาพ เกษตรกรจะลงทุนแค่ 300 บาทต่อไร่เท่านั้น” นายขจรจักษณ์ กล่าว

                รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า  กยท.ตั้งเป้าว่า จะหยุดการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ให้ได้  ทั้งนี้ล่าสุด กยท. โดยสถาบันวิจัยยาง ได้มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “โครงการการป้องกันและควบคุมโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา : การขยายผลสู่การปฏิบัติในแปลงเกษตรกร” ใน 4 พื้นที่ คือ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่จังหวัดสงขลา  พื้นที่ภาคใต้ตอนกลางที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  ภาคใต้ตอนบนที่จังหวัดชุมพร  และภาคตะวันออกที่จังหวัดระยอง   เพื่อให้พนักงาน กยท.  เกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา  รับทราบพื้นที่การระบาด ผลกระทบจากการระบาดของโรค พร้อมทั้งได้มีการสาธิตการทำปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ จุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มา และการนำไปใช้ป้องกันและควบคุมโรคในสวนยาง เพื่อขยายผลไปสู่การปฏิบัติในสวนยางของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย  ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการและบริบทในแต่พื้นที่ยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาความรุนแรงและควบคุมการแพร่ระบาดให้เหลือน้อยลงเป็นโรคยางปกติทั่วไปหรือค่อยๆหมดไปในที่สุด  

                นอกจากนี้ กยท. ยังได้มีการจัดทำแปลงสาธิตในการกำจัดโรคใบร่วงชนิดใหม่ในทุกจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว อย่างน้อยจังหวัดละ 5 แปลง โดยมีศูนย์วิจัยยางเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและการดูแลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อใช้เป็นแปลงตัวอย่างในการขยายผลไปแก้ปัญหาการระบาดในสวนยางอื่นๆ  ซึ่ง กยท. ตั้งเป้าหมายในปีงบประมาณ 2566 มีพื้นที่สวนยางที่จะขยายผลจำนวน 16,200 ไร่ เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรสามารถกรีดยางได้ตามปกติ เนื่องจากสวนยางพาราที่เป็นโรคใบร่วงชนิดใหม่นั้น จะไม่สามารถกรีดยางได้ ทำให้เกษตรกรไม่มีรายได้ และไม่มีเงินใช้ดำรงชีวิตและดูแลสวนยาง

                “หลังจากที่เกษตรกรนำแนวทางการแก้ปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ดังกล่าว ไปใช้ในแปลงสวนยางสาธิต พบว่า ไม่มีเชื้อรา Colletotrichum ที่เป็นสาเหตุของโรคดังกล่าว เกษตรกรสามารถกลับมากรีดยางได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากเดิมที่กรีดไม่ได้เลย และคาดว่าจะสามารถกรีดได้ตามปกติคือ กรีดยาง 2-3 วัน เว้น 1 วัน ได้ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางกลับมามีรายได้เช่นเดิม” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวในตอนท้าย

นายกฯเน้นยุทธศาสตร์ยางพารา หนุนเกษตรกรมีผลผลิตมีคุณภาพ ขายได้ราคาดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718560

นายกฯเน้นยุทธศาสตร์ยางพารา หนุนเกษตรกรมีผลผลิตมีคุณภาพ ขายได้ราคาดี

นายกฯเน้นยุทธศาสตร์ยางพารา หนุนเกษตรกรมีผลผลิตมีคุณภาพ ขายได้ราคาดี

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566, 09.12 น.

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ เน้นย้ำ ยุทธศาสตร์ยางพารา สนับสนุนให้เกษตรกรมีผลผลิตที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี ตามวิสัยทัศน์ “ประเทศผู้ผลิตยางคุณภาพดี เกษตรกรมีรายได้มั่นคง”

20 มีนาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบความก้าวหน้าจากรายงานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งได้ดำเนินการผลักดันซื้อขายยางมาตรฐาน และการจัดการป่าไม้ยั่งยืน โดยการซื้อขายล็อตแรกมีจำนวนกว่า 500 ตัน ระหว่างสหกรณ์ชุมชน กับ เอกชน ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินการตามนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี (2560-2579) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตยางของไทยให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร ด้านเศรษฐกิจ ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และด้านเทคโนโลยี ทำให้อาจมีผลกระทบต่อแนวทางการพัฒนา และการปรับตัวภายใต้การผลิตและการซื้อขายผลิตภัณฑ์ยาง ส่งผลให้การซื้อขายยางในหลายประเทศ เริ่มให้ความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย กยท. จึงจัดระบบ ผลักดันสวนยางไทย ให้เข้าสู่ระบบการรับรองป่าไม้ ตั้งแต่กระบวนการปลูกสร้างสวนยาง เก็บเกี่ยว แปรรูป เพื่อผลักดันให้เกิดการซื้อ – ขายผลิตภัณฑ์จากยางพารา ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ผ่านระบบตลาดยางพาราของ กยท. ซึ่งเป็นแนวทางจากแผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี (2560-2579) ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรฯ และสถาบันเกษตรกรฯ 2.การเพิ่มประสิทธิภาพ และการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน  3.การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 4.การพัฒนาตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย และ 5.การพัฒนาปัจจัยสนับสนุน 

ทั้งนี้ จากการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่ผ่านมา ได้มีการส่งมอบยาง ตามสัญญาการซื้อขายยางก้อนถ้วยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามหลักสากล ระหว่าง สหกรณ์ยางพาราชุมชนตำบลหนองแคน จำกัด และ บริษัท ไทยอิสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) โดยมีการซื้อขายยางกว่า 500 ตัน และในล็อตแรกได้ส่งมอบยางแล้ว 60 ตัน นับเป็นจุดเริ่มต้นให้เกษตรกรชาวสวนยางเกิดความมั่นใจ มีความมั่นคงในรายได้ จากการทำสวนยางตามมาตรฐานสากล สามารถผลิตยางที่มีคุณภาพ และขายได้ในราคาที่สูงขึ้น นำไปสู่ความยั่งยืนของอาชีพการทำสวนยาง ถือเป็นการขับเคลื่อนภายใต้แนวทางเพิ่มมูลค่าสินค้าและความยั่งยืนของอาชีพการทำสวนยาง สะท้อนและเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเกษตรกร กลุ่มสถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวสำหรับการดำเนินธุรกิจการซื้อขาย

“นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี (2560-2579) ซึ่งจะทำให้สามารถยกระดับมาตรฐานของการผลิตยาง และเพิ่มมูลค่าการซื้อขายได้ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลผ่านการกลั่นกรองจากผู้มีความรู้ความสามารถ เข้าใจปัญหา ซึ่งเชื่อมั่นว่านโยบายที่ผลักดันผ่านยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของรัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืน โดยยุทธศาสตร์ยางพารา ช่วยผลักดันให้เกษตรกร มีผลผลิตที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี ควบคู่ไปกับมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน เป็นไปตามวิสัยทัศน์ “ประเทศผู้ผลิตยางคุณภาพดี เกษตรกรมีรายได้มั่นคง” นายอนุชา กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ศวข.ปทุม ติดตามการเตรียมงานวันข้าว 66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718316

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ศวข.ปทุม ติดตามการเตรียมงานวันข้าว 66

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ศวข.ปทุม ติดตามการเตรียมงานวันข้าว 66

วันเสาร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.17 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ พร้อมด้วย นายวีระศักดิ์ หอมสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง นายวิฑูรย์ ไทยถาวร ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์  และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เพื่อจัดเตรียมสถานที่การจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2566 โดยมี นาย มุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 เห็นชอบกำหนดให้ วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงให้ความสำคัญต่อกิจการด้านข้าวมาโดยตลอด

‘เฉลิมชัย’มอบ‘นิพนธ์’เดินหน้า‘โคบาลชายแดนใต้’ สู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718078

‘เฉลิมชัย’มอบ‘นิพนธ์’เดินหน้า‘โคบาลชายแดนใต้’ สู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหาร

‘เฉลิมชัย’มอบ‘นิพนธ์’เดินหน้า‘โคบาลชายแดนใต้’ สู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหาร

วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2566, 21.16 น.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 นายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมโครงการการสร้างการรับรู้โคบาลชายแดนใต้ ณ ห้องประขุมโรงแรม ซีเอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ปศุสัตว์เขต 9 ปศุสัตว์จังหวัดปัตตานี เกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกรในจังหวัดปัตตานีร่วมในการประชุม

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ขอชื่นชมกับเกษตรกรที่ให้ความสนใจในโครงการโคบาลชายแดนใต้ โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแนวคิด หลักเกณฑ์ และวิธีดำเนินงานโครงการให้ แก่เกษตรกร ให้เกษตรกรมีความพร้อมก่อนเข้าร่วมโครงการ และให้การขับเคลื่อนโครงการโคบาลชายแดนใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคาดหวังว่า หลังจากผ่านการรับฟังโครงการสร้างการรับรู้โคบาลชายแดนใต้ ในครั้งนี้ ผู้เข้ารับฟังจะมีความเข้าใจ และนำความรู้ หรือแนวคิดดีๆ ที่ได้จากการฝึกอบรมไปใช้ให้เกิดรายได้ต่อตนเองและครอบครัว และเกิดประโยชน์ต่อสังคมในพื้นที่

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวได้มีความคืบหน้ามาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มีกลุ่มเลี้ยงโคเนื้อลังกาสุกะ ได้ร้องขอไปยังกระทรวงเกษตรฯให้มีการช่วยเหลือในเรื่องเงินทุนเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนากลุ่มฯทั้งในเรื่องการขยายผล และการยกระดับคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานตลาดสากล ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมาย นายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ปรึกษาฯมาร่วมประชุมหาแนวทางช่วยเหลือ และได้มีการอนุมัติเงินทุนจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้แก่เกษตรกร 14 กลุ่ม วงเงิน 54 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีการโอนเงินงวดแรกให้แก่เกษตรกรแล้ว 20 ล้านบาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ก.พ.66 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติจัดสรรเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้กรมปศุสัตว์ยืมเพื่อใช้ดำเนินโครงการโคบาลชายแดนใต้ วงเงิน 1,566.20 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยกำหนดชำระคืนภายใน 7 ปี ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 มีระยะเวลาโครงการ พ.ศ.2565 – 2572 เพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว นำไปสู่การพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ

“การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งการพัฒนาให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนในพื้นที่มีรายได้ที่มั่นคง มีความถนัดด้านอาชีพตามวิถีชีวิต อย่างการเลี้ยงโค จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ก่อให้เกิดความสันติภาพ นำไปสู่สู่สันติสุขในพื้นที่ได้ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการต่อยอดไปยังการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ การเลี้ยงไก่เนื้อต่อไป โดยการดำเนินการในเรื่องนี้ต้องครอบคลุมครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการ ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง เพื่อแก้ปัญหาความยากจน และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกร”

– 006

‘มนัญญา’สั่งตรวจเข้ม ฤดูทุเรียนคัดคุณภาพส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717869

‘มนัญญา’สั่งตรวจเข้ม ฤดูทุเรียนคัดคุณภาพส่งออก

‘มนัญญา’สั่งตรวจเข้ม ฤดูทุเรียนคัดคุณภาพส่งออก

วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตรวจเข้ม : น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามมาตรการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออกไปจีน พร้อมกับมอบนโยบายการกำกับดูแลการส่งออกทุเรียนฤดูกาลผลิตปี 2566 แก่คณะผู้บริหาร นายด่านตรวจพืช และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาตลาดทุเรียนส่งออก โดยให้ตรวจทุกชิพเมนท์

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุม “มาตรการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน” พร้อมมอบนโยบายการกำกับดูแลการส่งออกทุเรียนไปจีนในฤดูกาลผลิตปี 2566 แก่คณะผู้บริหารและนายด่านตรวจพืช กรมวิชาการเกษตร ว่าในฤดูกาลผลิตทุเรียนปี 2566 มีนโยบายให้เป็นปีทุเรียนไทยคุณภาพ เพื่อรักษาตลาดส่งออกทุเรียน เนื่องจากขณะนี้ไทยมีคู่แข่งทางการค้ามากขึ้น ดังนั้น การจะรักษาตลาดส่งออกทุเรียนไทย ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพที่ได้มาตรฐานเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มทุเรียนส่งออกไปจีน โดยให้ตรวจทุกชิพเมนท์ทั้งการขนส่งทางบก เรือ และอากาศ หากพบกระทำผิดไม่เป็นไปตามมาตรฐานทุเรียนส่งออกหรือแนวทางปฏิบัติตามพิธีสารไทย-จีน กรมวิชาการเกษตร จะไม่ออกใบรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อการส่งออกอย่างเด็ดขาด
และสำหรับกรณีทุเรียนแช่แข็งนั้น ให้มีการตรวจการนำเข้าและส่งออกอย่างเข้มงวด แม้ว่าจะเป็นการนำเข้าโดยกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ ก็ตาม แต่กรมวิชาการเกษตร มีหน้าที่ต้องตรวจในเรื่องโรคพืช โรคแมลง เพราะหากมีการนำเข้ามาเพื่อส่งออกก็จะต้องใช้ชื่อของประเทศไทย ทั้งที่เป็นทุเรียนจากประเทศอื่นดังนั้น เพื่อรักษาชื่อเสียงและมาตรฐานทุเรียนไทย หากพบความผิดก็ต้องระงับการส่งออก

นอกจากนี้ให้เพิ่มการตรวจติดตามว่าเมื่อนำทุเรียนแช่แข็งเข้ามาแล้ว นำไปใช้ทำอะไร หรือส่งออกไปที่ไหนบ้าง ส่วนในเรื่องของทุเรียนอ่อน ให้กรมวิชาการเกษตร ไปดูว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไร ในกรณีที่ตรวจสอบพบว่ามีการตัดออกมาจำหน่าย ซึ่งก่อนหน้านี้จะใช้วิธีการพ่นสีทุเรียน แต่ยังมีปัญหาว่ามีการนำกลับมาขายข้างทาง ทำให้ผู้บริโภคเสียหาย จึงให้ไปหารือกับทางจังหวัดในการดำเนินการว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้ เช่น การเผาทำลาย หรือนำไปประมูลเพื่อทำทุเรียนแปรรูป เป็นต้น

สำหรับในช่วงฤดูผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกที่จะเริ่มออกสู่ตลาดมาก ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ให้กรมวิชาการเกษตร ไปพิจารณาว่าจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องไม้เครื่องมือ รองรับในการตรวจทุเรียนเพื่อส่งออกอย่างไร เพื่อให้ทันกับการส่งออกและปริมาณผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความเข้มงวดในการตรวจทุกชิพเมนท์ และการตรวจติดตามสวนทุเรียนที่ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP (Good Agricultural Practices) และโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต หรือ GMP (Good Manufacturing Practice)เพื่อรักษามาตรฐานการส่งออกให้เป็นไปตามข้อตกลงของประเทศคู่ค้า เพราะไทยได้ทำข้อตกลงเรื่องมาตรฐานการส่งออกกับประเทศปลายทางจึงยิ่งต้องทำให้ไทยกลับมาเข้มงวดภายในประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อรักษามาตรฐานและความเชื่อถือระหว่างประเทศคู่ค้า

ครบรอบ 17 ปี’กรมการข้าว’ มุ่งพัฒนา’ชาวนาไทย’ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717801

ครบรอบ 17 ปี'กรมการข้าว' มุ่งพัฒนา'ชาวนาไทย' เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ครบรอบ 17 ปี’กรมการข้าว’ มุ่งพัฒนา’ชาวนาไทย’ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.57 น.

ครบรอบ 17 ปี กรมการข้าว มุ่งพัฒนาชาวนาไทยก้าวข้ามเรื่องผลประโยชน์และการเมือง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 17 ปี โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ กรมการข้าวถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยกิจกรรมภายในงานมีการประกอบพิธีสงฆ์พิธีบวงสรวงแม่โพสพพิธีไหว้ศาลพระภูมิและพิธีไหว้เจ้าที่

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณและประกาศนียบัตรให้แก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น รางวัลคนดีศรีข้าวศูนย์วิจัยข้าวดีเด่นและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นประจำปี 2565 โดยผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นของกรมการข้าวในปีนี้ได้แก่นายนรภัทรศรีษะนอกนักวิชาการเกษตรชำนาญการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมากองเมล็ดพันธุ์ข้าว และ น.ส.เบญจวรรณ พลโคตร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลกกองวิจัยและพัฒนาข้าว

ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า ข้าวมีความสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและยังเป็นพื้นฐานของเกษตรกรไทยอีกทั้งยังถือเป็นพืชการเมืองซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้รับการพัฒนาในด้านข้าวอย่างเต็มที่ทั้งในเรื่องบุคลากรที่จะต้องสร้างความเข้มแข็งการขับเคลื่อนการพัฒนาพันธุ์ข้าวและด้านการตลาดจึงทำให้ยังไม่มีความมั่นคงเท่าที่ควรการดำเนินในปัจจุบันจึงต้องไม่มองแค่ผลประโยชน์และคะแนนเสียงและต้องช่วยกันเปลี่ยนความคิดก้าวข้ามเรื่องผลประโยชน์และการเมืองอย่างไรก็ตามเชื่อว่านักวิชาการและนักวิจัยของกรมการข้าวมีความรู้ความสามารถจึงต้องมาช่วยกันยกระดับและสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและองค์กรที่เกี่ยวข้องซึ่งพี่น้องชาวนาเกือบ 5 ล้านครอบครัวหรือ 15 ล้านคนต้องเป็นกลุ่มคนที่เข้มแข็งเพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้าง GDP ของประเทศจึงเน้นย้ำกับกรมการข้าวให้เห็นปัญหาที่แท้จริงจะได้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดถึงแม้จะมีอุปสรรคบ้างแต่ถ้าคิดถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศก็เชื่อว่าจะสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้และไม่เสียดายงบประมาณในการพัฒนาภาคการเกษตรเชื่อว่าถ้าภาคการเกษตรเข้มแข็งประเทศชาติก็จะเข้มแข็งต่อไปด้วย

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารงานของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านตระหนักและเข้าใจในปัญหาที่พี่น้องชาวนาต้องเผชิญอยู่ในสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำส่งออกข้าวไทยลดลงต้นทุนการผลิตข้าวราคาสูงสถานการณ์ภัยธรรมชาติและแมลงศัตรูข้าวประกอบกับประเทศไทยประสบปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆและได้มีนโยบายช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวให้มีชีวิตที่ดีขึ้นผ่านโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่มุ่งเน้นให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูกเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มีคุณภาพและได้ปริมาณที่มากขึ้นเกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้นและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายให้กรมการข้าวพัฒนาและสนับสนุนให้ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นศูนย์รวมในการบูรณาการงานด้านข้าวของทุกส่วนราชการในพื้นที่โดยเป็นแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่ชุมชนได้ใช้อย่างพอเพียงและต่อเนื่องรวมทั้งยกระดับเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวการลดต้นทุนการผลิตข้าวการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าวโดยมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง

อีกทั้งยังได้มีเป้าหมายที่จะเชิญชวนให้พี่น้องชาวนาร่วมมาเป็นชาวนาอาสาในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศเพื่อเป็นเครือข่ายในการสนับสนุนและทำงานร่วมกันกับกรมการข้าวซึ่งเปรียบเสมือนอาสาสมัครเกษตรที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับกิจกรรมการผลิตข้าวและช่วยเหลืองานของกรมการข้าวตลอดจนยังได้จัดให้มีโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model ที่มุ่งเน้นในการผลิตข้าวคุณภาพสูงโดยลดการใช้สารเคมีหันมาใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแทนซึ่งจะสามารถลดต้นทุนการผลิตและลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเพื่อทำเกษตรอย่างปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาศึกษาแนวทางในการทำนาเปียกสลับแห้งซึ่งเหมาะสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งและในภาวะฝนทิ้งช่วงในหลายจังหวัดสามารถบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เพียงพอต่อความต้องการของต้นข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกษตรกรยังสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้

– 006

‘เฉลิมชัย’เปิดตลาดไหม เชื่อมโยงผู้ผลิต-เกษตรกรทอผ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717637

‘เฉลิมชัย’เปิดตลาดไหม  เชื่อมโยงผู้ผลิต-เกษตรกรทอผ้า

‘เฉลิมชัย’เปิดตลาดไหม เชื่อมโยงผู้ผลิต-เกษตรกรทอผ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดตลาด : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการสัมมนาเชื่อมโยงตลาดเส้นไหม ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมกับเกษตรกรผู้ทอผ้าและร่วมพิธีลงนามข้อตกลงซื้อขายเส้นไหม เพื่อเชื่อมโยงตลาดเส้นไหม สอดคล้องนโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรฯ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเชื่อมโยงตลาดเส้นไหม ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ทอผ้าไหม และเป็นสักขีพยานการลงนามข้อตกลงซื้อขายเส้นไหมและผู้ทอผ้าไหม โดยมีนายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงาน รมว.เกษตรฯ นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมรีเจ้นท์ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตเส้นไหมซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผ้าไหม กับกลุ่มผู้ทอผ้าไหม ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานฯ 27 จังหวัด ตั้งแต่ จ.สุพรรณบุรี อุทัยธานี จังหวัดภาคตะวันตกกทม.และปริมณฑล ที่สำคัญคือ 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีกลุ่มทอผ้าและผู้ประกอบการทอผ้าไหมเป็นจำนวนมากกว่า 460 ราย มีความต้องการเส้นไหมปีละกว่า 5–7 ตันต่อปี และเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่า เมื่อนำอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่เป็นอาชีพใหม่ในพื้นที่มาเปรียบเทียบกับอาชีพทางการเกษตรเดิมของพื้นที่ภาคใต้ ทั้งด้านประมง ปศุสัตว์ และพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ทุเรียน ผลไม้อื่นๆ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ที่ทำรายได้ให้กับประชาชนภาคใต้มาอย่างยาวนาน การที่จะขยายพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลิตเส้นไหมในพื้นที่ให้เพียงพอกับความต้องการจึงเป็นข้อจำกัดหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรในการสร้างความร่วมมือและขยายอาชีพหม่อนไหมสู่ชุมชน

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า โครงการสัมมนาเชื่อมโยงตลาดเส้นไหมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ทอผ้าไหม เป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นแนวคิดในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ มีเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอน มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ โดยสั่งการให้หน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค บูรณาการร่วมกัน แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการและภาคเอกชน เพื่อทราบข้อมูลความต้องการของตลาด และจับคู่กับภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร วางแผนการผลิต ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ตามความต้องการของตลาด ซึ่งการจัดงานนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิต ที่ภาครัฐเป็นตัวกลางในการประสานงานจับคู่ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหม และกลุ่มเกษตรกรผู้รับซื้อวัตถุดิบ ที่จะได้เส้นไหมที่มีคุณภาพไปทอผ้าไหมในราคาที่เป็นธรรม

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหม ผู้ประกอบการด้านเส้นไหม และกลุ่มผู้ทอผ้าไหม เข้าร่วม