เกษตรฯเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ-สัตว์น้ำพื้นที่แม่กลอง ต่อยอดอาชีพ-สร้างรายได้ชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717606

เกษตรฯเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ-สัตว์น้ำพื้นที่แม่กลอง ต่อยอดอาชีพ-สร้างรายได้ชาวประมง

เกษตรฯเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ-สัตว์น้ำพื้นที่แม่กลอง ต่อยอดอาชีพ-สร้างรายได้ชาวประมง

วันพุธ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “ต่อยอด และการพัฒนาด้านประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม” ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตด้านประมงในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ณ ลานอเนกประสงค์องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมใหญ่ ม.2 ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการขยายผลการพัฒนาอาชีพด้านประมงของจังหวัดให้มีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานภาครัฐในการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผลิตด้านการประมง ด้วยการฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

โดย นายเฉลิมชัย กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมและมีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาด้านการประมงของทะเลฝั่งอ่าวไทยอีกแห่งหนึ่ง แต่จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาต่างๆ ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรในพื้นที่ ประกอบกับปริมาณสัตว์น้ำในธรรมชาติลดจำนวนลง ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรสงคราม ถือเป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญหลากหลายชนิด ได้แก่ กุ้งทะเล ปูทะเล และสัตว์น้ำที่จับจากทะเลชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะปลาทูที่มีความนิยมในการบริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สามารถสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนในจังหวัด และสร้างรายได้อย่างมากในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นที่มาของการจัดกิจกรรมในวันนี้เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติด้วยการปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล เป็นการขยายผลการพัฒนาอาชีพด้านประมงของจังหวัดให้มีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผลิตด้านการประมง สนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เกิดการสร้างเครือข่ายและพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรและชาวประมงอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต

ด้าน นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความยั่งยืน จึงได้กำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผลิตด้านการประมง กำหนดจัดงาน “ต่อยอด และการพัฒนาด้านประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม” ขึ้น ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมปล่อยกุ้งกุลาดำจำนวน 1,500,000 ตัว และมอบพันธุ์สัตว์น้ำให้แก่ผู้นำชุมชนทั้งหมด 10 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนตำบลบางจะเกร็ง ตำบลคลองโคน ตำบลบางแก้ว ตำบลลาดใหญ่ ตำบลแหลมใหญ่ ตำบลบางยี่สาร และตำบลแพรกหนามแดงอีก 4 ชุมชน เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนนำไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ เป็นการสร้างฐานทรัพยากรเพื่อการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค และมีส่วนในการขยายผลและต่อยอดการพัฒนาอาชีพด้านประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม ขณะเดียวกันยังมีการมอบเงินอุดหนุนโครงการให้แก่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นแก่ชุมชนกลุ่มตกกุ้งเชิงอนุรักษ์ยายแพงบางคนที และชุมชนกลุ่มอาหารทะเลตากแห้ง จำนวน 200,000 บาท และมอบหนังสือรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP แปลงใหญ่มะพร้าวแก่เกษตรกร จำนวน 5 ราย และมอบพันธุ์พืชแก่ผู้นำชุมชน จำนวน 6 ราย รวมถึงมีการจัดนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้จากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเกษตรกร

– 006

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716298

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ พิพิธภัณฑ์บ้านอีสานมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นายสถิตย์ เจ๊กมา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำคณาจารย์ บุคลากร นิสิต เข้าร่วมอบรมและฝึกปฏิบัติการการทำดอกโน  การทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด  ซึ่งเป็น 1 ในพิธีฮีต ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ โดยฮีตเดือน 4 คือประเพณีบุญผะเหวด เทศน์มหาชาติ ซึ่งก็จะมีพิธีกรรม การเตรียมของในงานมากมาย โดยเฉพาะการทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู(ธุงกระดาษ) และการทำดอกโนซึ่งเป็นสิ่งของที่จะต้องมีไว้ประดับในพิธีกรรมบุญผะเหวด โดยเฉพาะการทำดอกโน ที่นับวันจะหาคนสืบสานได้ยาก เนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก ต้องใช้แรง และความอดทนในการทำ 

โดยนายภูวดล อยู่ปานนักวิชาการศึกษา สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า บุญผะเหวดบุญพระเวส หรือบุญมหาชาติ เป็นบุญประจำเดือนสี่ตามฮีตสิบสองที่ชาวอีสานยังคงสืบสานเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของท้องถิ่น การจัดงานบุญผะเหวด จะนิยมจัดในช่วงเดือน 3-4 หรือราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ใช้เวลาในการจัดงานราว 3 วัน หมู่บ้านหรือชุมชนใดจะจัดงานบุญนี้ ก็จะมีการบอกกล่าวพี่น้อง หรือหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาช่วยและร่วมบุญกัน ทำให้เกิดสายสัมพันธ์และความสามัคคีกัน โดยทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ได้จัดกิจกรรมอบรมและฝึกปฏิบัติการทำดอกโนธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู หรือธุงกระดาษเพื่อเตรียมไว้ประดับในงานบุญผะเหวดที่มหาวิทยาลัยฯกำลังจะจัดขึ้น มีอาจารย์ บุคลากร และนิสิตที่สนใจอยากจะสืบสานประเพณี และอยากที่จะเรียนรู้การทำดอกโน ทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู มาร่วมอบรม ก่อนจะแยกย้ายไปยังฐานต่างๆ ที่สนใจ เพื่อฝึกปฏิบัติจริง และจากผลงานที่ได้ มาร่วมประดับในงานบุญผะเหวด 

สำหรับการทำดอกโน หรือดอกโสน  สมัยก่อนนิยมเอาลำต้นของต้นดอกโสนมาทำ แต่การอบรมในวันนี้ ทำจากกิ่งต้นหม่อน ซึ่งมีความเหนียว แต่เนื้อไม่แข็ง วิธีการทำคือต้องปอกเปลือกไม้ออกให้เห็นสีขาวๆ ใช้มีดตอก บวกกับแรงมือ กดคมฝานให้เป็นริ้วไล่ระดับให้เป็นวงกลม เป็นชั้นๆพอเป็นดอก ก็ใช้มีดตอกตัดไม้ออกให้เป็นดอก โดนดอกโนใช้ประดับในงาน ตกแต่งธรรมาสน์สำหรับให้พระสงฆ์ขึ้นไปนั่งเทศน์กัณฑ์ต่างๆ ซึ่งนับวันสิ่งเหล่านี้จะเลือนหายไป เนื่องจากวิธีการทำค่อนข้างยาก และไม่ค่อยมีการถ่ายทอดเทคนิคการทำ สำหรับการทำธุงไส้หมู และธงใยแมงมุม จะง่ายกว่า โดยธุงไส้หมูเป็นงานประดิษฐ์ที่เกิดจากการตัดกระดาษแก้วสี ใช้กรรไกรตัดสลับกันเป็นลายฟันปลา แล้วคลี่ออกและจับหงายจะเกิดเป็นพวงกระดาษสวยงาม นำไปผูกติดกับคันไม้ไผ่หรือแขวนในงาน และการอบรมการทำธุงใยแมงมุม เป็นธุงที่ทำจากเส้นด้าย ผูกโยงกันคล้ายใยแมงมุมใช้แขวนโดยรอบในงานพิธีกรรม ซึ่งทั้งธุงใยแมงมุมและธุงไส้หมู จะมีความเชื่อว่าเป็นการดักจับสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในพิธีกรรมบุญผะเหวด ส่วนสีสันต่างไปของธุง ก็เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานเจริญหูเจริญตา มีความตื่นตัว ไม่ง่วงหงาวหาวนอน ระหว่างอยู่ในพิธี 

ด้านนางสาวเพ็ญนภาโรจน์จรรยากิจ นิสิตคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ได้มาร่วมการฝึกอบรมการทำดอกโนในวันนี้ กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการทำต้นดอกโน ในงานบุญผะเหวดที่ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดขึ้น รู้สึกว่ามีขั้นตอนการทำที่ยากและใช้ทักษะความชำนาญเพื่อที่จะทำให้ดอกโนออกมาสวยงามตามที่อาจารย์วิทยากรได้สอน และถ้าไม่ได้มาร่วมงานก็จะไม่รู้เลยว่าใช้วัสดุอะไรทำ ทำอย่างไร และไม่รู้ว่าจะไปหาเรียนเรื่องนี้ได้ที่ไหน จึงถือเป็นประสบการณ์ที่ดีที่หาไม่ได้ในห้องเรียน

ยุทธนา โชติชูตระกูล

รุกฆาตพัฒนาสวนยางทั่วประเทศ20ล้านไร่ สู่มาตรฐานสากลรองรับกระแสรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716279

รุกฆาตพัฒนาสวนยางทั่วประเทศ20ล้านไร่  สู่มาตรฐานสากลรองรับกระแสรักษ์โลก

รุกฆาตพัฒนาสวนยางทั่วประเทศ20ล้านไร่ สู่มาตรฐานสากลรองรับกระแสรักษ์โลก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.23 น.

กยท.เร่งขับเคลื่อนมาตรฐานสากลการทำสวนยางพาราตามกระแสรักษ์โลก  ยืนยันสวนยางทั้วประเทศ20ล้านไร่ต้องผ่านมาตรฐาน มอก. 14061  การันตีภายในปี 2571 ต้องให้ได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านไร่  เผยเป็นโอกาสทองของประเทศไทยที่มีศักยภาพเหนือเพื่อนบ้านในการพัฒนาก้าวสู่ตลาดยางพรีเมี่ยม  ไร้คู่แข่ง ขายได้ในราคาสูงและมีตลาดรองรับที่แน่นอน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย ว่า ในปี 2566นี้ กยท.จะเร่งพัฒนาปรับปรุงสวนยางพาราของไทย   ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี  โดยสวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท.ทั่วประเทศทั้งหมดประมาณ 20 ล้านไร่ จะต้องเป็นสวนยางพาราที่ได้มาตรฐานของประเทศไทย มอก. 14061เพื่อรองรับตลาดยางพาราโลก ที่ได้มีการนำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นมาตรฐานในการรับซื้อยางและผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากยางพารา โดยจะมีตรวจสอบแหล่งที่มาแบบย้อนกลับ

“กระแสรักษ์โลก อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการซื้อสินค้าของประเทศผู้นำเข้า  ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางจะต้องตื่นตัวในการปรับปรุงและพัฒนาสวนยางพาราให้ได้มาตรฐาน  ซึ่งจะเป็นโอกาสทองเกษตรกรของที่จะสามารถขายยางที่มาจากสวนยางพาราที่ผ่านมาตรฐาน  ได้ในราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป ในเบื้องต้นไม่น่าต่ำกว่ากิโลกรัมละ 3 บาท  นอกจากนี้ยังมีจะตลาดรับซื้อที่แน่นอนและมีแนวโน้มที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการจะถูกบังคับโดยกฎหมายของประเทศผู้นำเข้าว่า จะต้องเป็นยางหรือผลิตภัณฑ์จากยางที่มาจากสวนยางพาราที่ได้มาตรฐานเท่านั้น” นายณกรณ์กล่าว

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า  ขณะนี้มีผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหลายรายได้ติดต่อเจรจากับ กยท. เพื่อลงนามบันทึกข้อตกลง(MOU)  ในการจัดหายางที่มาจากสวนยางพาราที่ได้มาตรฐาน  ดังนั้นเพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดยางพาราของไทย รองรับกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กยท.จะเร่งส่งเสริมให้เกษตร กรชาวสวนยางปรับปรุงพัฒนาสวนยางพาราให้ผ่านมาตรฐาน  โดยในระยะแรกตั้งเป้าไว้ภายในปี 2571  สวนยาง พาราที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. อย่างน้อยครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 10 ล้านไร่ จะต้องผ่านมาตรฐาน มอก. 14061ที่เหลือภายใน 20 ปี สวนยางพาราของไทยทั้งหมดจะเป็นสวนยางที่ได้มาตรฐาน

สำหรับมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 นั้น ครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การดูแล   ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว  ผลผลิต และผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดการเพื่อรักษาและส่งเสริมสภาพความสมบูรณ์ของสวนป่าไม้เศรษฐกิจในระยะยาว การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ   โ ดยมาตรฐานนี้กำหนดให้มีการป้องกันสวนป่าจากการทำผิดกฎหมายต่างๆ เช่น การลักลอบตัดต้นไม้ การเผาป่า การใช้ที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และอำนวยประโยชน์แก่ชุมชนในพื้นที่  ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนสากล    ไม่ว่าจะเป็น   Forest Stewardship Council (FSC)  หรือ  Program for the Endorsement of Forest Certification (PEFC)

“การพัฒนาปรับปรุงสวนยางพาราให้ได้มาตรฐานดังกล่าวนั้น  เกษตรกรจะต้องเข้าใจถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนา อาจจะยุ่งยากบ้างในช่วงแรก แต่เมื่อทำได้แล้วก็จะเป็นเรื่องปกติในการทำสวนยางพารา และที่สำคัญจะช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตจะลดลงในระยะยาว นอกจากนี้ยังจะเป็นโอกาสทองของเกษตรกรที่จะขายยางได้ราคาที่ดี มีตลาดซึ่งเป็นตลาดพรีเมี่ยมรองรับที่แน่นอน รวมทั้งคู่แข่งยังมีน้อย เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาสวนยางให้ได้มาตรฐาน และยังไม่มีหน่วยงานที่รับรองอีกด้วย  ในขณะที่ประเทศไทยมีพร้อมในทุกๆด้าน และ กยท.พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวย้ำในตอนท้าย

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มผลผลิต-รักษาคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716177

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มผลผลิต-รักษาคุณภาพ

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มผลผลิต-รักษาคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.05 น.

กระทรวงเกษตรฯจัดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มผลผลิตและรักษาคุณภาพพร้อมนำงานวิจัยรวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ดีมาใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิด “งานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ปฏิบัติได้จริง” ภายใต้โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกิจกรรมหลักสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพร้อมมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกรจำนวน 21 รายสัญญาเช่าที่ดินจำนวน 5 รายสินเชื่อจำนวน 4 รายจุลินทรีย์ปม.1 พันธุ์ปลาสำหรับเกษตรกรจำนวน 10 รายเยี่ยมชมนิทรรศการและพบปะเกษตรกรโดยมีนายธนาชีรวินิจเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายสมเกียรติกอไพศาลประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายประยูรอินสกุลปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมณองค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษีตำบลบางภาษีอำเภอบางเลนจังหวัดนครปฐม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับนโยบายตลาดนำการผลิตจึงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่เพื่อให้สามารถควบคุมผลผลิตและราคาได้โดยเชื่อมั่นว่าแนวทางของโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่จะสามารถสร้างประโยชน์โดยตรงแก่เกษตรกรเพราะจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้นช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้และวางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทานทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยกระดับมาตรฐานผลผลิตซึ่งเกษตรกรสามารถกำหนดชนิดผลผลิตตามความต้องการของตลาดได้และภาครัฐยังสามารถช่วยกำหนดตลาดล่วงหน้าให้ได้ด้วยเพื่อให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกทั้งยังผลักดันการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงและใช้การตลาดสมัยใหม่เป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรรายย่อยทั้งด้านการผลิตและการจำหน่ายการรวมกลุ่มกันจะสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกรโดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การเอาเปรียบจากคู่ค้าและมีโอกาสในการขยายตลาดไปช่องทางต่างๆได้มากขึ้นรวมถึงตลาดต่างประเทศด้วย

อย่างไรก็ตามข้าวคุณภาพดีส่วนหนึ่งจะต้องมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีมาตรฐานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำนาในขณะที่เราต้องการผลิตข้าวคุณภาพดีให้ได้ปริมาณมากเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศมากเท่าใดเราก็ต้องการปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานปริมาณมากตามด้วยเช่นกันโดยในส่วนของภาครัฐที่ผลิตเมล็ดพันธุ์คือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกรมการข้าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งปีการผลิต 2565/66 มีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้ประมาณ 95,000 ตันแต่ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของทั้งประเทศที่อยู่ประมาณ 1.33 ล้านตันและในส่วนของหน่วยงานอื่นที่เข้ามาผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรนอกเหนือจากสหกรณ์การเกษตรและภาคเอกชนที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบางส่วนแล้วศูนย์ข้าวชุมชนยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญและใกล้ตัวเกษตรกรที่สุดที่จะมาเติมเต็มปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ยังขาดแคลนตามหลักการของศูนย์ข้าวชุมชนที่ “ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเองโดยชุมชนแล้วกระจายไปสู่ชุมชนของตนเองและชุมชนข้างเคียงอย่างมีคุณภาพ”

“การจัดงานครั้งนี้มุ่งหวังว่าจะมีส่วนกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกของกลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เข้าร่วมงานได้รับรู้และเข้าใจในการเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสมและการยกระดับมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวรวมไปถึงการสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและเพิ่มมูลค่าทางการค้าจากการผลิตข้าวคุณภาพดีโดยเน้นการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดตามนโยบายการตลาดนำการผลิตนำไปสู่การจัดการสินค้าเกษตรสู่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

นอกจากนี้  กระทรวงเกษตรฯยังมุ่งมั่นที่จะเพิ่ม GDP ให้กับภาคการเกษตรนั่นก็คือการเพิ่มรายได้หรือเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับเกษตรกรซึ่งรัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนปัจจัยต่างๆเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดได้หากวันนี้ทำให้เงินในกระเป๋าของเกษตรกรเพิ่มขึ้นสามารถสร้างความเข้มแข็งได้ประเทศก็จะเข้มแข็งตามไปด้วยการใช้เทคโนโลยีในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตจึงเป็นคำตอบที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาดีขึ้นได้และมาตรการหลังจากนี้การนำงานวิจัยรวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ดีจะช่วยสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนจึงขอให้เชื่อมั่นว่ากระทรวงเกษตรฯจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างแน่นอน

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวเพิ่มเติมว่าข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักทั้งในด้านการบริโภคและการส่งออกของประเทศไทยอีกทั้งยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งที่ผ่านมาพื้นที่ทำนาประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งอุทกภัยภัยแล้งฝนทิ้งช่วงและการระบาดของโรคและแมลงทำให้ผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมากต้นทุนการผลิตข้าวสูงขึ้นประกอบกับราคาที่เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตข้าวมีความผันผวนดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวการลดต้นทุนการผลิตข้าวการเพิ่มผลผลิตและยกระดับคุณภาพให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพัฒนาการผลิตข้าวให้มีความรู้ความเข้าใจได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสมเพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนจากการผลิตซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศต่อไป

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐมกล่าวได้ว่าเป็นเมืองอัจฉริยะที่มีอัตลักษณ์ที่รู้จักในด้านการเกษตรแปรรูปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเขตการลงทุนการศึกษาและประตูเศรษฐกิจด้านตะวันตกรวมถึงการท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรมแบ่งเขตการปกครองเป็น 7 อำเภอ 106 ตำบล 930หมู่บ้านมีประชากรราว 922,171 คนและมีพื้นที่ราว 1.3 ล้านไร่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตรโดยเป็นพื้นที่ทำนา 2.7 แสนไร่พื้นที่พืชไร่ 5.6 หมื่นไร่และพื้นที่พืชอื่น 3.2 หมื่นไร่มีพื้นที่ชลประทาน 1,036,626 ไร่ (163.079 ของพื้นที่เกษตรกรรม)

‘กรมชลฯ’ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715724

‘กรมชลฯ’ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนฯ

‘กรมชลฯ’ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนฯ

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 17.08 น.

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 10/2566 ผ่านทางระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (7 มี.ค. 66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 52,455 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 16,246 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุอ่างฯรวมกัน ในขณะที่มีการใช้น้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 16,981 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 6,091 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 67 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.) สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกไปแล้ว 9.85 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 89 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกไปแล้ว  6.36 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 94 ของแผนฯ

ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ติดตามสภาพอากาศและแนวโน้มปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาวิเคราะห์ในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ที่สำคัญตรวจสอบอาคารชลประทาน ให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำโดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังแล้วเสร็จ ขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดการทำนาต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่กำหนด รวมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอใช้ตลอดทั้งปี

เกษตรกรภาคใต้โวย! เดือดร้อนขาดทุนยับ หลังร่วมโครงการส่งเสริมแปรรูปใช้ยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715590

เกษตรกรภาคใต้โวย! เดือดร้อนขาดทุนยับ หลังร่วมโครงการส่งเสริมแปรรูปใช้ยางพารา

เกษตรกรภาคใต้โวย! เดือดร้อนขาดทุนยับ หลังร่วมโครงการส่งเสริมแปรรูปใช้ยางพารา

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 11.36 น.

สถาบันเกษตรกรภาคใต้โวย ได้รับความเดือนร้อนและประสบปัญหาขาดทุนหลายสิบล้าน หลังเข้าร่วมโครงการส่งเสริมแปรรูปใช้ยางพารา 

7 มี.ค.66 แท่นแม่พิมพ์และเครื่องจักรซึ่งใช้การผลิตแปรรูปยางพารา ที่ถูกติดตั้งในโรงงานแปรรูปยางพารา สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด ภายในนิคมอุสหกรรมฉลุง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ถูกปล่อยทิ้งโดยไม่ได้ใข้งานมากว่า 2 ปี หลังจากทางกระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบทและกรมทางหลวง หยุดชะงักการสั่งซื้อแท่งแบริเออร์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ หนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการแปรรูปใช้ยางพาราในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความเดือนร้อน ประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทหยุดการสั่งซื้อกว่า 2 ปี 

ที่โรงงานแปรรูปยางพาราสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด นายกิตติธัช ณวาโย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด และประธานเครือข่ายสถาบันแปรรูปยางพาราแห่งประเทศไทย พร้อมเครือข่ายสถาบันเกษตรกรในจังหวัดภาคใต้ ได้ร่วมกันแถลงข่าวหลังได้รับความเดือนร้อนและกำลังประสบกับปัญหาการขาดทุน 

โดยนายกิตติธัช ณวาโย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด กล่าวว่า ความเดือดร้อนของสถาบันเกษตรกรในภาคใต้หลายแห่งเกิดจากความไม่ต่อเนื่องของงบประมาณ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิจำกัดและเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรในภาคใต้ ได้เข้าร่วมนโยบายส่งเสริมการแปรรูปใช้ยางพาราในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ได้อนุมัติงบประมาณกว่า 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ปี 2562 สิ้นสุดในปี 2566

แต่โครงการดังกล่าวดำเนินเพียงปี 2562 และปี 2563 และได้ใช้งบประมาณไปเพียง 1,200 ล้านบาท หลังจากนั้นทางกรมทางหลวงชนบทและกรมทางหลวงก็จะงัดในการสั่งซื้อ ทำให้สถาบันเกษตรกรที่ได้ลงทุนไปแต่ละแห่งเป็นเงินจำนวนหลายสิบล้านบาท กำลังจะประสบปัญหากับการขาดทุน

ซึ่งที่ผ่านมาทางเครือข่ายได้ยื่นหนังสือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาหรือคำตอบที่ชัดเจน วันนี้ทางเครือข่ายจึงออกมาแถลงข่าวถึงความเดือดร้อนและขอวอนให้นายกรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยแก้ปัญหาหรือสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการต่อ ซึ่งนอกจากจะมีการเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศไทยแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับชาวสวนยางเพิ่มขึ้น 


 
นายกิตติธัช ณวาโย สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิจำกัด ได้เข้าร่วมโครงการด้วยการผลิตแท่งแบริเออร์เพื่อกั้นเป็นเกาะกลาง ซึ่งตามแผนงบประมาณจะผลิตให้ได้ 12,282 กิโลเมตร แต่มีการสั่งซื้อเพียง 200 กิโลเมตร และโครงการดังกล่าวก็ได้หยุดไปซึ่งตนในฐานะประธานเครือข่ายได้เข้าไปยื่นหนังสือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่วันนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ว่าจะดำเนินโครงการนี้ต่อไปหรือไม่อย่างไร ทุกหน่วยงานที่ไปติดต่อมีแต่ความเพิกเฉย จึงอยากร้องเรียนไปถึงนายกรัฐมนตรีให้ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของสถาบันเกษตรกร ซึ่งมีเกษตรกร ชาวสวนยางเป็นสมาชิก 

นายกิตติธัช ณวาโย ยังกล่าวต่อว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงคมนาคม ได้กรุณาให้สถาบันเกษตรกรได้ผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระการขาดทุนและการสร้างอาชีพของพี่น้องลูกหลานชาวสวนยางสืบไป – 012

อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อย จ.ตาก เสร็จสมบูรณ์ เดินหน้ากักเก็บน้ำเต็มศักยภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715572

อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อย จ.ตาก เสร็จสมบูรณ์ เดินหน้ากักเก็บน้ำเต็มศักยภาพ

อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อย จ.ตาก เสร็จสมบูรณ์ เดินหน้ากักเก็บน้ำเต็มศักยภาพ

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 09.54 น.

อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อย จ.ตาก เสร็จสมบูรณ์ เดินหน้ากักเก็บน้ำเต็มศักยภาพ 

กรมชลประทาน ก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อยพร้อมระบบส่งน้ำ เสร็จ เป็นที่เรียบร้อย สนับสนุนน้ำให้กับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ พร้อมทั้งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนช่วยเหลือ ประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก .

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ  ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของโครงการอ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อยพร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำให้กับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก 

นาย ประพิศ ระบุว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการพัฒนาอ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อยพร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในการปลูกป่า และกิจกรรมอื่นๆของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ จังหวัดตาก พร้อมทั้งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค และการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ชาวตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว สามารถเริ่มเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้แล้ว 

สำหรับอ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อย มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำสันทำนบดิน กว้าง 8 เมตร ยาว 123 เมตร สูง 23 เมตร มีความจุเก็บกัก 196,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมอาคารระบายน้ำล้นชนิด CHUTE SPILLWAY และอาคารท่อส่งน้ำลงลำน้ำเดิม ตั้งอยู่ที่ หมู่10 บ้านห้วยโป่ง ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในฤดูฝนกว่า 500 ไร่ และฤดูแล้งกว่า 100 ไร่ ช่วยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและเกษตรกร รวมถึงเพิ่มความมั่นคงทางด้านน้ำ พัฒนาเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อีกด้วย

‘มนัญญา’เปิดงาน’เทศกาลควายไทยอุทัยธานี’ครั้งที่ 11

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715367

'มนัญญา'เปิดงาน'เทศกาลควายไทยอุทัยธานี'ครั้งที่ 11

‘มนัญญา’เปิดงาน’เทศกาลควายไทยอุทัยธานี’ครั้งที่ 11

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2566, 21.49 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2566 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “เทศกาลควายไทย อุทัยธานี” ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 5 มีนาคม 2566 ณ บริเวณเขื่อนวังร่มเกล้า จังหวัดอุทัยธานี เพื่อให้เกษตรกรได้พบปะ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเกษตรกรด้วยกัน ปราชญ์ด้านกระบือ และผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนเพื่อการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ พัฒนาปรับปรุงพันธุ์กระบือของชาวอุทัยธานีให้ดียิ่งขึ้นไป รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มจากกระบือสวยงาม ช่วยกระตุ้นการซื้อขายกระบือในจังหวัดอุทัยธานี ให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาสนใจในการประกอบอาชีพการเลี้ยงกระบือ อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากกระบือมากขึ้น

ทั้งนี้ นส.มนัญญา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับภาคปศุสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงกระบือ ทั้งกระบือสวยงามและกระบือทั่วไป เนื่องจากเกษตรกรโดยส่วนใหญ่ในจังหวัดอุทัยธานีมีอาชีพทำนา อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอาชีพการเลี้ยงกระบือเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญ 1 ใน 3 ของจังหวัดอุทัยธานี และยังเป็นอาชีพที่น่าสนใจ เพราะสามารถใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นแหล่งอาหารได้ โดยกรมปศุสัตว์ได้เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงกระบือควบคู่ไปกับการทำแปลงพืชอาหารสัตว์พันธุ์ดี โดยเฉพาะหญ้าแพงโกลา และหญ้าอื่น ๆ ที่มีความเหมาะสมในสภาพพื้นที่ลุ่มนาข้าว เป็นการสร้างรายได้ในอาชีพนี้ได้เป็นอย่างดีโดยปีที่ผ่านมาพบว่าสามารถช่วยกระตุ้นให้การซื้อขายกระบือสวยงามและกระบือทั่วไปในจังหวัดอุทัยธานีมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธ์ุกระบือ ทำให้ลูกกระบือที่เกิดมามีมูลค่าสูง โดยในปี 2565 พบว่า จังหวัดอุทัยธานีมีเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ จำนวน 2,833 ราย จำนวนกระบือ 31,349 ตัว ปริมาณผลผลิตรวม 10,414 ตัว (กระบือสวยงาม 851 ตัว กระบือทั่วไป 9,427 ตัว) มูลค่ารวม 415.05 ล้านบาท (กระบือสวยงาม 85.1 ตัว กระบือทั่วไป 329.95 ตัว)

สำหรับภายในงานจัดให้มีการประกวดกระบือ ประกอบด้วย การประกวดกระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง (เฉพาะกระบือในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี) จำนวน 20 รุ่น การประกวดกระบือทั่วไป จำนวน 20 รุ่น และการประกวดกระบือแกรนด์แชมป์ (Grand Champion) ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 4 ถ้วย ประกอบด้วย กระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง เพศผู้ เพศเมีย และกระบือทั่วไป เพศผู้ เพศเมีย ตามลำดับ นอกจากนั้นภายในงานยังจัดให้มีการแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับกระบือ การจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ และสินค้า OTOP อีกด้วย

– 006

กรมการค้าภายใน เชื่อมโยงเปิดจุดจำหน่ายมะนาวราคาส่ง จ.ลพบุรี กระแสตอบรับคึกคัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715225

กรมการค้าภายใน เชื่อมโยงเปิดจุดจำหน่ายมะนาวราคาส่ง จ.ลพบุรี กระแสตอบรับคึกคัก

กรมการค้าภายใน เชื่อมโยงเปิดจุดจำหน่ายมะนาวราคาส่ง จ.ลพบุรี กระแสตอบรับคึกคัก

วันเสาร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.53 น.

กรมการค้าภายในเดินหน้าช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและร้านอาหาร ในการบริโภคมะนาว เชื่อมโยงมะนาวจากแหล่งผลิต เปิดจุดจำหน่ายราคาส่ง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรีในงาน พาณิชย์ลดราคา ออนทัวร์ ทั่วไทย ประชาชนและร้านอาหารตอบรับเข้ามาซื้อกันคึกคัก 

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี ดำเนินการเชื่อมโยงผลผลิตมะนาวจากตลาดศรีเมือง จังหวัดราชบุรี เปิดจุดจำหน่ายขายปลีกในราคาส่ง ในงานพาณิชย์ลดราคา ออนทัวร์ ทั่วไทย @ลพบุรี ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2566 ณ สนามกีฬาเทศบาลเมืองบ้านหมี่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุร โดยได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะมะนาวราคาถูกจริง และมีมะนาวให้เลือกซื้อได้ตามต้องการ ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและลดต้นทุนในการประกอบอาหารลงได้มาก 

“กรมฯ จะประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอย่างใกล้ชิด หากพื้นที่ใด จังหวัดใด มีปัญหาขาดแคลน และราคาสูงขึ้น ก็จะเชื่อมโยงมะนาวจากแหล่งผลิตทั้งในจังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดพิจิตร ไปเปิดจุดจำหน่ายทันที โดยจังหวัดที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว ประกอบด้วย ประจวบคีรีขันธ์ พังงา และ ลพบุรี ซึ่งจากการติดตาม ประชาชนและร้านอาหาร ได้เดินทางมาซื้อมะนาวกันอย่างคึกคัก และขอบคุณและชื่นชมการแก้ไขปัญหาของกรมฯ ที่ทำได้รวดเร็ว”

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ กรมฯ ได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน หากตรวจพบจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่ติดป้ายแสดงราคาจะมีโทษ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากมีการค้ากำไรเกินควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ จากสถานการณ์ราคาสินค้ามะนาว มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศแปรปวนในเดือนที่ผ่านมา โดยภาพอากาศที่หนาวและฝนตกชุก ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของมะนาว ต้นมะนาวไม่ติดดอก ผลผลิตมะนาวในแหล่งผลิตสำคัญเสียหายออกสู่ตลาดน้อย โดยราคามะนาวล่าสุดในกรุงเทพฯ ราคาเบอร์ 1-2 เฉลี่ยราคา 5-7 บาท เพิ่มจากเดือนก่อนราคา 3.9-4.50 บาท นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความเป็นห่วงเป็นใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน ผนึกกำลังกับสมาคมตลาดกลางสินค้าเกษตรไทย ประกอบด้วย ตลาดศรีเมือง ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง เชื่อมโยงผลผลิตมะนาวจากตลาดกลาง ออกจำหน่ายผ่านรถโมบายพาณิชย์ กว่า 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ในราคาขายส่งตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา

จากนั้น เมื่อวันที่  25 ก.พ.2566 กรมฯ ได้ลงพื้นที่แหล่งผลิตมะนาวของกลุ่มเกษตรกร ตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ผลผลิต ปริมาณผลผลิต และเชื่อมโยงผลผลิตมะนาวจากสวนออกจำหน่ายผ่านรถโมบายพาณิชย์ในราคาขายส่ง รวมถึงเชื่อมโยงไปจำหน่ายในจังหวัดต่าง ๆ ที่พบว่าสถานการณ์ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และผลจากการลงพื้นที่ ยังพบว่า มะนาวติดดอกมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศไม่แปรปวน คาดผลผลิตใหม่จะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นต่อไป และจะออกผลในปริมาณมากในช่วงเดือนพฤษภาคม

วช. หนุนนวัตกรรมชีวภัณฑ์แบบสารละลาย-แบบเม็ด ช่วยแก้โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715106

วช. หนุนนวัตกรรมชีวภัณฑ์แบบสารละลาย-แบบเม็ด ช่วยแก้โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา

วช. หนุนนวัตกรรมชีวภัณฑ์แบบสารละลาย-แบบเม็ด ช่วยแก้โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา

วันเสาร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2566, 08.04 น.

วช. นำนวัตกรรมชีวภัณฑ์แบบสารละลายและแบบเม็ด ผลผลิตจากงานวิจัย ช่วยแก้ปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราพืชเศรษฐกิจหลักภาคใต้

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสารชีวภัณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ ที่ วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ได้มอบหมายให้ นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม พร้อม ด้วยนายสุพจน์  อาวาส ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และ สื่อมวลชน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมะแอ เจ๊ะหลง และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา นายสุรชัย บุญวรรโณ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง นายรัตนะ สวามีชัย เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ นางสาวขวัญจิต เคียงตระกูล ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาเศรษฐกิจ กองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายอับดุลฮาฟิซ สะตีมือมะ เกษตรอำเภอกรงปินัง นายกอเซ็ง ยูโซ๊ะ กำนัน ตำบลสะเอะ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ผู้นำชุมชน  และชาวบ้านให้การต้อนรับ ณ บ้านแปแจง อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา 

นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า 
วช. เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารทุนวิจัย และนวัตกรรมของประเทศโดยมุ่งเน้นผลสำเร็จจากการวิจัย ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ และเพื่อใช้เป็นกลไกในการพัฒนาและแก้ปัญหาเร่งด่วนสำคัญของประเทศ วช. เห็นถึงปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดจากโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจ ของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมะแอ เจ๊ะหลง มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เพื่อดำเนินการพัฒนานวัตกรรมชีวภัณฑ์แบบสารละลายและแบบเม็ดเพื่อแก้ไขปัญหาโรคอุบัติใหม่ที่ทำให้ใบยางพาราร่วง เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับไปกรีดยางและช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพน้ำยางและถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ โดยใช้พื้นที่โครงการวิจัย คือ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งเกิดผลผลิตที่เป็นองค์ความรู้ทั้งด้านการเกษตร นวัตกรรมสารชีวภัณฑ์ในรูปแบบสารละลายและแบบเม็ดเพื่อการใช้งานในแปลงยางที่เกิดปัญหาโรคใบร่วง เป็นการยกระดับรายได้ครัวเรือนจากผลผลิตยางพารา ของเกษตรกรใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมะแอ เจ๊ะหลง กล่าวว่า โรคใบร่วงชนิดใหม่ของยางพารา เป็นโรคที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรชาวสวนยางพาราเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกยางพาราในภาคใต้ ปัจจุบันการเกิดโรคในพื้นที่อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา มีการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ สาเหตุของโรคมาจากเชื้อราที่เข้าทำลายใบยางแก่ และใบยางอ่อน ซึ่งอาการจะเป็นจุดแผลบนใบ ใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด ทำให้ผลิตน้ำยางได้ลดลง จากปัญหาดังกล่าวคณะผู้วิจัยจึงลงพื้นที่สำรวจพื้นที่แปลงยางเพื่อทำการวิจัย และเก็บข้อมูล เบื้องต้นพบว่า โรคใบร่วงชนิดใหม่ ทำให้ผลผลิตของยางพาราลดลง 30 – 50% หรือขาดรายได้ 4,000 บาทต่อไรต่อปี คิดเป็น 9.6 หมื่นล้านบาทต่อปีของผลผลิตทั้งประเทศ ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงยาง เบื้องต้น เกษตรกรได้ฉีดพ่นยาด้วยสารเคมีจากเรือนยอดด้วยโดรน ทำให้เกิดการแพร่กระจายในอากาศและสิ่งแวดล้อม จุดนี้คณะวิจัยจึงเริ่มคิดกรรมวิธีการควบคุมโรคใบร่วงด้วย สารชีวภัณฑ์ในรูปแบบสารละลายและแบบเม็ด ที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้เอง ซึ่งสารชีวภัณฑ์ที่เกษตรกรใช้ต้องมีคุณสมบัติสามารถควบคุมเชื้อด้วยวิธีการเคลื่อนที่ของสารธรรมชาติอนุภาคเล็กสู่ลำต้นและกระจายทุกส่วนของต้นยางเพื่อกำจัดต้นตอและควบคุมเชื้อโรคได้อย่างเบ็ดเสร็จ อีกทั้ง สารชีวภัณฑ์นี้ยังสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ต้นยางเพื่อต้านเชื้อได้อีกด้วย 

การถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ การใช้นวัตกรรมสารชีวภัณฑ์ในรูปแบบสารละลายและในรูปแบบเม็ดต่อการแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ คณะผู้วิจัยเลือกพื้นที่แปลงยางพาราบ้านแปแจง อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ศึกษาชีววิทยา และฟีโนโลยีต่อการอุบัติของโรคใบร่วงชนิดใหม่ของยางพาราในรอบปี รวมถึงพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพนวัตกรรมสารชีวภัณฑ์ในรูปแบบสารละลายและในรูปแบบเม็ดต่อการแก้ปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ และนำนวัตกรรมสารชีวภัณฑ์ไปทดสอบประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์ในสภาพแปลงจริงของยางพารา ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ผลการทดสอบเบื้องต้นด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์ทั้งในห้องปฏิบัติการและแปลงตัวอย่างมีผลในทางที่ดี คือเชื้อราลดลงและใบแตกยอดใหม่เร็วขึ้น และสามารถเปิดกรีดยางได้ มีผลผลิตน้ำยาง เปลือกยางนิ่ม กรีดง่าย และมีผลิตยางเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน

จากความก้าวหน้าของโครงการ “การประยุกต์ใช้นวัตกรรมสารชีวภัณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงชนิดในยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้” ณ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา พร้อมกับการทำงานร่วมกับชุมชนภาคการเกษตรของพื้นที่ ได้เริ่มเห็นผลที่เป็นรูปธรรม ในการสร้างชุมชนพึ่งพาตนเองได้โดยใช้งานวิจัยและนวัตกรรมในการสนับสนุนและส่งเสริมเพื่อความเข้มแข็งและยั่งยืน