‘เฉลิมชัย’รุดมอบส.ป.ก. ทำประโยชน์ที่ดิน-ลดเหลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714809

‘เฉลิมชัย’รุดมอบส.ป.ก.  ทำประโยชน์ที่ดิน-ลดเหลื่อมล้ำ

‘เฉลิมชัย’รุดมอบส.ป.ก. ทำประโยชน์ที่ดิน-ลดเหลื่อมล้ำ

วันศุกร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะเกษตรกรในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ชุมพร และมอบปัจจัยการผลิตต่างๆ พร้อมทั้งมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) หนังสือสัญญาเช่าที่ดินสำหรับสถาบันเกษตรกร โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่แปลงหมายเลข 83 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะจ.ชุมพร โดยมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ เข้าถึงระดับรากหญ้า

ทั้งนี้ จ.ชุมพร มีพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมครอบคลุม 8 อำเภอ พื้นที่ดำเนินการทั้งสิ้น 570,620 ไร่จัดที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์แล้ว 33,583 ราย เนื้อที่ประมาณ 502,064 ไร่ตามโครงการจัดที่ดินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดินของ จ.ชุมพร รวม 2 แปลง เนื้อที่ประมาณ 7,235 ไร่ แบ่งเป็น 1.แปลงหมายเลข No.83 เนื้อที่ประมาณ 6,281 ไร่ โดยเกษตรกรได้จัดตั้งสถาบันเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ ชื่อสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด ขอใช้ประโยชน์ที่ดินจาก ส.ป.ก.ชุมพร เนื้อที่ประมาณ 2,197 ไร่ เกษตรกรได้รับการจัดที่ดินแล้ว 420 ราย พื้นที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอีกประมาณ 1,595 ไร่ สามารถรองรับเกษตรกรได้อีก 234 ราย ซึ่งจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2566 นี้ และ 2.แปลงเนื้อที่ประมาณ 954 ไร่ อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำบัญชีคัดเลือกเกษตรกรเพื่อรองรับให้สถาบันเกษตรกรเข้ามาขอใช้ประโยชน์ คาดว่าสามารถรองรับเกษตรกรได้ 97 ราย

“นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ จ.ชุมพร และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับปัญหาผู้ไร้ที่ดินทำกิน โดยมีการแก้ปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย นำมาจัดสรรให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาลภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ซึ่งจะจัดสรรในรูปแบบสหกรณ์การเกษตร เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แลพัฒนาศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ดร.เฉลิมชัยกล่าวและว่า กระทรวงเกษตรฯ จะเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกร โดยสนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยขอความร่วมมือในการรักษาคุณภาพ ลดการใช้สารเคมีและสารปนเปื้อน

‘บิ๊กป้อม’ไม่ประมาท ถอดบทเรียนฯใช้12มาตรการ เตรียมรับมือฤดูฝนปี66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714698

'บิ๊กป้อม'ไม่ประมาท ถอดบทเรียนฯใช้12มาตรการ เตรียมรับมือฤดูฝนปี66

‘บิ๊กป้อม’ไม่ประมาท ถอดบทเรียนฯใช้12มาตรการ เตรียมรับมือฤดูฝนปี66

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.12 น.

พล.อ.ประวิตร ไม่ประมาท เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำรอยปี 65 สั่งถอดบทเรียนฯ ใช้ 12 มาตรการ เตรียมรับมือฤดูฝนปี 66  กำชับทุกหน่วย ร่วมแก้ปัญหาน้ำทุกมิติ มุ่งลดผลกระทบ ปชช.

2 มี.ค.2566 ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยที่ประชุมได้รับทราบ ผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ระยะเร่งด่วนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่  จากเหตุการณ์อุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี65 ส่งผลให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย ราว 2.8 ล้านไร่ ใน 16 จังหวัด ภาคกลาง ซึ่ง สทนช.ได้เสนอโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ระยะเร่งด่วนในพื้นที่เจ้าพระยาใหญ่ และขอรับการสนุนงบประมาณประจำปี66 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณ ก่อนเสนอ ครม. ต่อไป

จากนั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง)มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 โดย สทนช. ได้นำผลการถอดบทเรียนฯมาปรับปรุงเป็น 12 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 การคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงช่วงฝนทิ้งช่วง ,มาตรการที่ 2 การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก ,มาตรการที่ 3 ทบทวนปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ /เขื่อนระบายน้ำและจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำเชิงบูรณาการ ,มาตรการที่ 4 เตรียมความพร้อมซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ โทรมาตร ให้พร้อมใช้งานและปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ ,มาตรการที่ 5 เตรียมพร้อม /วางแผนเครื่องจักร เครื่องมือบุคลากรประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และพื้นที่เสี่ยงในช่วงฝนทิ้งช่วง ,มาตรการที่ 6 ตรวจความมั่นคงปลอดภัยคัน ทำนบ พนังกั้นน้ำ ,มาตรการที่ 7 ขุดลอกคู คลอง และกำจัดผักตบชวา ,มาตรการที่ 8 ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ตั้งศูนย์ส่วนหน้า ก่อนเกิดภัยและฟื้นฟูสภาพให้กลับสู่สภาพปกติ ,มาตรการที่ 9 เร่งเก็บกักน้ำแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝน ,มาตรการที่ 10 สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายภาคประชาชนในการให้ข้อมูลสถานการณ์ ,มาตรการที่ 11 การสร้างการรับรู้/ประชาสัมพันธ์ และ มาตรการที่ 12 ติดตามประเมินผลปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย และได้เห็นชอบ แผนป้องกัน และแก้ไขภาวะน้ำท่วมปี 2566 ของลุ่มน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อม ไว้ด้วยต่อไป

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านน้ำ ในทุกมิติ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านน้ำ  ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งไดักำชับให้ สทนช.เตรียมการวางแผนการกักเก็บน้ำในฤดูฝน ให้มากที่สุด เพื่อไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง ด้วย และให้สร้างการรับรู้ และการแจ้งเตือนภัยสถานการณ์น้ำให้ ประชาชนทราบ อย่างทั่วถึง ทันเวลาและต่อเนื่อง นอกจากนั้น พล.อ.ประวิตร ยังได้ขอบคุณ สทนช. และหน่วยงานที่รับผิดชอบ 10 มาตรการฤดูแล้ง ที่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประชาชน ทั่วประเทศ ได้ผลเป็นอย่างดี ที่ผ่านมา

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรอีสานใต้ ให้ความรู้-ผลักดันเกษตรเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714434

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรอีสานใต้  ให้ความรู้-ผลักดันเกษตรเข้มแข็ง

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรอีสานใต้ ให้ความรู้-ผลักดันเกษตรเข้มแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดงาน : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดงานเกษตรอีสานใต้ ปี 2566 มุ่งแสดงความรู้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านการเกษตร ฯลฯ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปพัฒนาในเรื่องการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพสินค้าเกษตร

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานเกษตรอีสานใต้ ประจำปี 2566 ซึ่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ สถาบันการศึกษา กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “โคก หนอง นา : ศาสตร์พระราชาเพื่อพัฒนาเกษตรที่ยั่งยืน” ที่ลานกิจกรรมคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความรู้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านการเกษตร การแปรรูปสร้างมูลค่า และการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีด้วยสินค้าเกษตรปลอดภัย อีกทั้งสร้างอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ หรือ start up ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งภายในงานกำหนดให้มีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร การผลิตพืชและสัตว์เศรษฐกิจจากภาครัฐและเอกชน เครื่องจักรกลการเกษตร การให้ความรู้ด้านพืชเศรษฐกิจและพืชพลังงานให้แก่เกษตรกร การประกวดพืช สัตว์ การแปรรูปอาหาร การเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์ และสุขภาวะที่ดี อันมีรากฐานจากภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนการจำหน่ายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับจากกลุ่มเกษตรกรกลุ่มต่างๆ จำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการ“สุดยอด นิทรรศการเกษตรมีชีวิต” ที่ใหญ่ที่สุดในอีสานใต้ โคก หนอง นา สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์เลี้ยงสวยงาม ทุ่งทานตะวัน สวนดอกไม้หลากสี อุโมงค์พืชผัก ระบบเพาะปลูกพืชไฮโดรโปนิค การผลิตมะเขือเทศในโรงเรือน นวัตกรรม ผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ ผลผลิตจากการเรียนการสอน การให้คำปรึกษาจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ การแสดงสินค้าและการออกร้านจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร เครื่องจักรกล อุปกรณ์ต่อพ่วง และเทคโนโลยีทางการเกษตร พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์เลี้ยง สินค้ากลุ่มชุมชนและเกษตรกร การเสวนาวิชาการ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การอบรมเชิงปฏิบัติการ การแสดงศิลปวัฒนธรรมนักเรียน นักศึกษา เยาวชน และศิลปินมากมาย ตลอดจนการประกวดร้องเพลงการประกวดวงดนตรี และการประกวดธิดาสวนยาง เป็นต้น

“การจัดงานวันเกษตรอีสานใต้ในครั้งนี้มีความสำคัญกับภาคเกษตรเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการบูรณาการร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ประชาชน และเกษตรกรซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าของพี่น้องเกษตรกรแล้ว ยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปพัฒนาในเรื่องการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาคการเกษตรจะเปลี่ยนแปลงได้ต้องใช้คนรุ่นใหม่ โดยกระทรวงเกษตรฯ มี Smart Farmer และ Young Smart Farmer ที่เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรของประเทศ โดยการใช้เทคโนโลยี การทำการตลาดด้วยตัวเอง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่จะเป็นการยกระดับ พัฒนาคุณภาพชีวิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร มั่นใจว่าถ้าเราช่วยกันสนับสนุนและผลักดันให้พี่น้องเกษตรกรมีความเข้มแข็ง ประเทศก็จะเข้มแข็ง และสามารถเป็นมหาอำนาจทางด้านอาหารได้” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

‘กรมการค้าภายใน’เดินหน้าช่วยเกษตรกร เชื่อมโยงผู้ประกอบการซื้อหอมหัวใหญ่-กระเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714353

'กรมการค้าภายใน'เดินหน้าช่วยเกษตรกร เชื่อมโยงผู้ประกอบการซื้อหอมหัวใหญ่-กระเทียม

‘กรมการค้าภายใน’เดินหน้าช่วยเกษตรกร เชื่อมโยงผู้ประกอบการซื้อหอมหัวใหญ่-กระเทียม

วันพุธ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566, 12.01 น.

กรมการค้าภายในลงพื้นที่ อ.ฝาง เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ารับซื้อพืช 3 หัวจากเกษตรกร หลังผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด พร้อม kick off ปล่อยคาราวานหอมหัวใหญ่และกระเทียมกระจายไปยังตลาดปลายทางในภูมิภาคต่างๆ เพื่อเร่งระบายผลผลิต เผยหลังดำเนินโครงการ “อมก๋อย โมเดล” ตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิต ดันราคาขยับขึ้นทุกชนิด หอมหัวใหญ่ เพิ่ม 30% หอมแดง เพิ่ม 37% และกระเทียม เพิ่ม 50%

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ (28 ก.พ.) กรมฯ ได้ลงพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการรับซื้อพืช 3 หัว (หอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม) ภายใต้โครงการ “อมก๋อยโมเดล” ณ สหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ฝาง จำกัด อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอีกแหล่งผลิตสำคัญและเป็นแหล่งเพาะปลูกขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ และได้จัดกิจกรรม kick off ปล่อยคาราวานหอมหัวใหญ่และกระเทียมของอำเภอฝาง ที่ผู้ประกอบการเข้ารับซื้อเพื่อกระจายไปยังตลาดปลายทางในภูมิภาคต่างๆ ด้วย เพื่อช่วยระบายผลผลิตให้กับเกษตรกรและผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“กรมฯ ได้ดำเนินการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเร่งรับซื้อผลผลิตพืช 3 หัว ในอำเภอแม่วางมาตั้งแต่เดือน ม.ค.2566 และวันนี้ เป็นกลุ่มของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอฝาง ซึ่งเป็นอีกแหล่งผลิตสำคัญ ที่ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดถัดจากอำเภอแม่วาง โดยกรมฯ ได้เร่งให้ผู้ประกอบการที่ทำสัญญาข้อตกลงเข้ามารับซื้อผลผลิตในพื้นที่ทันที เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าราคาพืช 3 หัว ภาพรวมในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนืออยู่ในเกณฑ์ดีตลอดฤดูกาล” นายวัฒนศักย์ กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการต่าง ๆ รองรับผลผลิต ควบคู่กับมาตรการดูดซับผลผลิตพืช 3 หัว ออกจากแหล่งผลิต อาทิ โครงการบริหารจัดการตลาดพืชหัว ปี 2566 การสนับสนุนค่าบริหารจัดการคุณภาพและเชื่อมโยงกระจายผลผลิต การสนับสนุนค่าบริหารจัดการซื้อและรวบรวม การแปรรูปผลผลิตพืช 3 หัว เพื่อกระจายเข้าสู่ร้านอาหารและร้านค้าธงฟ้า รวมทั้งการกำกับดูแลการขนย้ายและการนำเข้า

ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในกรณีพบปัญหาผลผลิตมีราคาสูง หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ กรมฯ จะเร่งดำเนินการเชื่อมโยงผลผลิตออกสู่ตลาดปลายทางอย่างรวดเร็วและให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภคต่อไป

ก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้ขับเคลื่อนมาตรการ “อมก๋อยโมเดล” ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรเครือข่ายภาคเอกชน 16 ราย ประกอบด้วย ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก ตลาดกลาง อาทิ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง และตลาดล้านเมือง ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง อาทิ แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี เดอะมอลล์ และท็อปส์ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ พีที พีทีที สเตชัน บางจาก และเชลล์ เข้ารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกร ในราคานำตลาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิต

จากนั้น วันที่ 27 ม.ค.2566 ได้จัดให้มีพิธีลงนามสัญญาข้อตกลงมาตรฐาน และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การรับซื้อพืช 3 หัว (หอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม) เพื่อเป็นกลไกในการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าตลอดฤดูกาล ภายใต้โครงการ “ขับเคลื่อนการบริหารจัดการพืช 3 หัว อมก๋อยโมเดล @เชียงใหม่” ณ สหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่บ้านกาดพัฒนา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ รับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกร จำนวน 23 กลุ่ม 4 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และศรีสะเกษ ปริมาณรับซื้อรวม 22,800 ตัน หอมหัวใหญ่ 7,300 ตัน หอมแดง 7,500 ตัน กระเทียม 8,000 ตัน

โดยผลจากการรับซื้อผลผลิตภายใต้โครงการอมก๋อยโมเดล ส่งผลให้ปัจจุบันราคาซื้อขายพืช 3 หัว ในตลาดอยู่ในเกณฑ์ดีกว่าปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก โดยราคาแบบสด หอมหัวใหญ่ ปีนี้อยู่ที่ 16 บาท/กิโลกรัม (กก.) สูงกว่าปีที่แล้วที่ 12 บาท/กก. เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 หอมแดง ปีนี้อยู่ที่ 13 บาท/กก. สูงกว่าปีที่แล้วที่ 9.50 บาท/กก. เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 และกระเทียม ปีนี้อยู่ที่ 21 บาท/กก. สูงกว่าปีที่แล้วที่ 14 บาท/กก. เพิ่มขึ้นร้อยละ 50

– 006

‘กรมประมง’ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน’IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714352

'กรมประมง'ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน'IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia'

‘กรมประมง’ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน’IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia’

วันพุธ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566, 11.57 น.

กรมประมงร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia พร้อมประกาศความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการประมงพื้นบ้าน และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย

เมื่อที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง…กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ร่วมกับ TBTI และ INFOFISH เป็นเจ้าภาพจัดพิธีปิดงานเฉลิมฉลองปีสากลแห่งการทำประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย ปี พ.ศ. 2565 แห่งภูมิภาคเอเชีย (IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia) ภายใต้ธีม “ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยการสนับสนุนการทำประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย” (Towards a new era of support for small-scale fisheries and aquaculture in Asia) เพื่อประกาศความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ รวมกว่า 380 คน

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สำหรับงาน IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia ในครั้งนี้  กรมประมงได้ร่วมกับ Too Big To Ignore Global Partnership for Small-scale Fisheries Research (TBTI) และ INFOFISH พร้อมด้วยการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จัดกิจกรรมพิธีปิดงาน เฉลิมฉลองปีสากลแห่งการทำประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย ปี พ.ศ. 2565 แห่งภูมิภาคเอเชีย (IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia) ภายใต้ธีม “ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยการสนับสนุนการทำประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย” (Towards a new era of support for small-scale fisheries and aquaculture in Asia and the Pacific) โดยมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วม

ภายในงานมีการนำเสนอวิดีโอความสำเร็จของ IYAFA 2022 และยังมีเวทีให้องค์กรและประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียได้ประกาศความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย ด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ และทบทวนกิจกรรมที่ประเทศต่าง ๆ ได้ดำเนินการในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงแผนที่จะดำเนินการในอนาคต โดยมีวิทยากรจากประเทศไทย โดยกรมประมง ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) องค์การข่ายงาน ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งเอเชียและแปซิฟิก (NACA) International Collective in Support of Fish workers (ICFS) The Sri Lanka Forum for Small -Scale Fisheries (SLFSSF) ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา INFOFISH Too Big To Ignore (TBTI) จากประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ China Blue Sustainability Institute และ Food and Agriculture Organization – Regional Office for Asia and the Pacific (FAO – RAP)

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นผลสะท้อนความสำเร็จของการเฉลิมฉลองปีสากลแห่งการทำประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย ปี พ.ศ. 2565 ที่ได้เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจต่อบทบาทของชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อยต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในบริบทของความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการเพื่อขจัด ความยากจนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมบทบาทและความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการร่วมพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาสังคมและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อยอีกด้วย

ครม. ผ่านฉลุย’เฉลิมชัย’ดันสร้างอ่างฯ แม่ตาช้าง แหล่งน้ำเพื่อชาวแม่สรวย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714279

ครม. ผ่านฉลุย'เฉลิมชัย'ดันสร้างอ่างฯ แม่ตาช้าง แหล่งน้ำเพื่อชาวแม่สรวย

ครม. ผ่านฉลุย’เฉลิมชัย’ดันสร้างอ่างฯ แม่ตาช้าง แหล่งน้ำเพื่อชาวแม่สรวย

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 19.38 น.

ชาวแม่สรวยปลื้ม หลัง ครม. มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง หวังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนแห่งใหม่ช่วยบรรเทาปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม 

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จังหวัดเชียงราย กรอบวงเงินงบประมาณ 1,325 ล้านบาท มีแผนระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2567-2569 เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย รวมทั้งบรรเทาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลากได้อีกด้วย

ด้าน นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่และผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว มีลักษณะเป็นเขื่อนดิน สามารถเก็บกักน้ำได้ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร หากดำเนินการแล้วเสร็จตามแผน จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับช่วยเหลือด้านการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ตำบลป่าแดดและพื้นที่ใกล้เคียง กว่า 4,775 ครัวเรือน ส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 17,200 ไร่ ตลอดจนเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถสร้างรายได้ ขยายอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยรักษาสภาพต้นน้ำลำธารเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่พื้นดิน ฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้ดีขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ จะเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน เพื่อให้พี่น้องชาวอำเภอแม่สรวย ได้ใช้ประโยชน์โดยเร็วต่อไป

สำหรับโครงการดังกล่าว กรมชลประทาน ได้รับรางวัลเลิศรัฐ จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ประจำปี 2565 สาขารางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม จากผลงาน “การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำด้วย ชลประทานเพื่อท้องถิ่น” อ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานและทีมงานชลประทานเพื่อท้องถิ่นอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง ในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง

‘ชาวสวนยาง’เฮ!ครม.ไฟเขียวประกันรายได้เฟส4 อนุมัติสินเชื่อหนุนกิจการไม้ยางเฟส2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714193

‘ชาวสวนยาง’เฮ!ครม.ไฟเขียวประกันรายได้เฟส4 อนุมัติสินเชื่อหนุนกิจการไม้ยางเฟส2

‘ชาวสวนยาง’เฮ!ครม.ไฟเขียวประกันรายได้เฟส4 อนุมัติสินเชื่อหนุนกิจการไม้ยางเฟส2

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.51 น.

ชาวสวนยางเฮ! ครม.ไฟเขียว ประกันรายได้ชาวสวนยาง เฟส 4 กว่า 7.64 พันล้าน พร้อมอนุมัติสินเชื่อ 2 หมื่นล้าน หนุนกิจการไม้ยาง เฟส 2

28 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 วงเงิน 7,643.86 ล้านบาท และอนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ ระยะที่ 2 วงเงินกู้ยืม 20,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 วงเงิน 7,643.86 ล้านบาท มีระยะเวลาโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2566 ระยะเวลาประกันรายได้รวม 2 เดือน คือ ตุลาคม – พฤศจิกายน 2565 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 และเป็นเกษตรกรที่ปลูกยางในพื้นที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น ซึ่งมีประมาณ 1.6 ล้านคน รวมพื้นที่สวนยางกรีดได้ 18.18 ล้านไร่

ส่วนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นๆ ยังคงเดิม อาทิ 1)เป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ 2)ราคายางที่ประกันรายได้ มีดังนี้ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม 3)แบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวน ร้อยละ 60 และคนกรีดร้อยละ 40 ของเงินค่าประกันรายได้ สำหรับการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางที่ผ่านมา 3 ระยะ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 วงเงินสะสมโครงการรวมทั้งสิ้น 46,682.88 ล้านบาท สามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้เฉลี่ยปีละ 1.4 ล้านคน

น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ ระยะที่ 2 วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท มีระยะเวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ ครม. มีมติอนุมัติ โครงการนี้ เป็นการสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการแปรรูปไม้ยางและผลิตภัณฑ์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย และมีผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยมากกว่าร้อยละ 50 เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรับซื้อไม้ยาง การดำเนินงานกิจการไม้ยาง การขยายกำลังการผลิตและปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิตแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี และค่าดำเนินการ รวมวงเงิน 604 ล้านบาท

ทั้งนี้ มีเป้าหมาย คือ 1)ลดพื้นที่ปลูกยาง จำนวน 200,000 ไร่ และ 2)ราคาไม้ยางไม่ต่ำกว่า 1,500 บาทต่อตัน การดำเนินโครงการในระยะที่ผ่านมา สามารถสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบกิจการแปรรูปไม้ยางพาราที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจากสถานการณ์โควิด – 19 ได้กว่า 38 บริษัท และสามารถดูดซับไม้ยางจากการโค่นต้นยางได้ 4.22 ล้านตัน จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ 6 ล้านตัน

‘นิพนธ์’ย้ำปศุสัตว์ต้องทำครบวงจร หวังสร้างความมั่นคงอาหารคนในพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713986

‘นิพนธ์’ย้ำปศุสัตว์ต้องทำครบวงจร หวังสร้างความมั่นคงอาหารคนในพื้นที่

‘นิพนธ์’ย้ำปศุสัตว์ต้องทำครบวงจร หวังสร้างความมั่นคงอาหารคนในพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.42 น.

“นิพนธ์”ย้ำปศุสัตว์ต้องทำครบวงจร ต้นทาง-กลางทาง-ปลายทาง หวังสร้างความมั่นคงอาหารให้คนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 นายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจาก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ครั้งที่ 1/2566 ณ ห้องประชุม 211 ชั้น 2 อาคารเรียนรวม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา วิทยาเขตสตูล อ.ละงู จ.สตูล โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการ กพต.หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมประชุม

นายนิพนธ์ กล่าวถึงความก้าวหน้ากิจกรรมโคบาลชายแดนใต้ โดยกล่าวว่า ตามมติ กพต.ครั้งที่ 3/65 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 65 ได้อนุมัติกิจกรรมโคบาลชายแดนใต้ ตามโครงการเมืองปศุสัตว์ ภายใต้กรอบระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะ 7 ปี (พ.ศ.2565 – 2571) ได้ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกิจกรรมโคบาลชายแดนใต้ และคณะทำงานครั้งที่ 1 เพื่อเตรียมความพร้อมแผนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และสร้างการรับรู้ต่อประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งศอ.บต.ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านสภาเกษตรกรจังหวัด และคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง ทั้งจัดทำแผนผังการบริหาร การบริการต่อเกษตรกรที่เข้ามาติดต่อยังหน่วยงาน แผนผังการบริหารด้านการธุรการ การกักสัตว์เพื่อควบคุมโรคติดต่อในการขนย้ายโคเข้าพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ การฉีดวัคซีน การผสมเทียม การบริหารน้ำเชื้อโค รวมทั้งแผนการติดตามประเมินผล เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานมีการบูรณาการ การทำงานร่วมกันขององค์กรทุกภาคส่วน ตามกระบวนการห่วงโซ่คุณค่า (ต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง) โดยมีเกษตรกรประสงค์เข้าร่วมจำนวน 230 กลุ่มๆ ละ 10 คน รวม 2,300 คน ประกอบด้วยจังหวัดนราธิวาส 64 กลุ่ม ยะลา 68 กลุ่ม ปัตตานี 42 กลุ่ม สงขลา 30 กลุ่ม และจังหวัดสตูล 26 กลุ่ม โดยจังหวัดนราธิวาสได้นำร่องการดำเนินงานในลักษณะเดียวกับคู่มือปฏิบัติงานกิจกรรมโคบาลชายแดนใต้ไปแล้ว จำนวน 2 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มต้นแบบที่จูงใจให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสและจังหวัดอื่น ได้ศึกษาเป็นต้นแบบในการดำเนินการ และได้เตรียมความพร้อมในการปลูกพืชอาหารสัตว์แล้วจำนวน 4,600 ไร่ ซึ่งพรุ่งนี้อาจจะมีวาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้า ครม.

นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องปศุสัตว์นั้น ทั้งการเลี้ยงโคเนื้อ ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เราต้องมาดูกระบวนการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งหากอุตสาหกรรมฮาลาลในพื้นที่เกิดผลสำเร็จ เราจะมีตลาดประเทศตะวันออกกลาง ตลาดคาบสมุทรอินโดจีน อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่มีประชากรต้องการบริโภคจำนวนมาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าส่งเสริมการผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ซึ่งการตั้งเป้าหมายโดยทำให้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหารนั้น จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

“อย่างกรณีไก่ไข่ ซึ่งขณะนี้ทราบจากรายงานว่า ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้นั้นมีการนำเข้าจากจังหวัดใกล้เคียงกว่า 5 แสนฟองต่อวันเพื่อบริโภค ภาครัฐต้องเข้าไปส่งเสริมตั้งกระบวนการต้นทาง คือ การมีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ที่ดี จากนั้นมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานฮาลาลตรงตามต้องการของตลาด และไปสู่ปลายทางคือการจำหน่าย และการปรับปรุงมาตรฐานต่างๆเพื่อยกระดับให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ และขยายตลาดออกไปให้เพิ่มมากขึ้นอีก ตรงนี้จะเป็นอีกจุดสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นไม่สงบในพื้นที่ด้วยการพัฒนา” นายนิพนธ์ กล่าว

‘กรมการค้าภายใน’ลุยแหล่งผลิตมะนาว ป้อนขายส่งผ่านรถโมบายทั่วกรุงเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713564

‘กรมการค้าภายใน’ลุยแหล่งผลิตมะนาว ป้อนขายส่งผ่านรถโมบายทั่วกรุงเทพฯ

‘กรมการค้าภายใน’ลุยแหล่งผลิตมะนาว ป้อนขายส่งผ่านรถโมบายทั่วกรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.30 น.

ลดภาระค่าครองชีพ! ‘กรมการค้าภายใน’ลุยแหล่งผลิตมะนาว ป้อนขายส่งผ่านรถโมบายทั่วกรุงเทพฯ 

25 ก.พ.2566 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ (25 ก.พ.) กรมฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์มะนาวและแหล่งผลิตของกลุ่มเกษตรกรตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ผลผลิต ปริมาณผลผลิต เพราะแหล่งผลิตนี้ เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตที่กรมฯ ได้ทำการเชื่อมโยงผลผลิตไปจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนผ่านรถโมบายพาณิชย์ ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ดูแลพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์ราคามะนาวหน้าแล้ง ต้นมะนาวไม่ติดดิก ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย และแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ทั้งในส่วนของประชาชนและร้านอาหารที่ใช้มะนาวเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร

“ผลสำรวจพบว่าต้นมะนาวบางส่วนเริ่มติดดอกใหม่ในปริมาณมากขึ้นแล้ว คาดว่าผลผลิตมะนาวจะเริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงพฤษภาคม โดยแหล่งผลิตแห่งนี้ เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตที่กรมฯ ได้ทำการเชื่อมโยง และยังมีแหล่งผลิตอื่น ๆ ในจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดพิจิตร ที่กรมฯ จะทำการเชื่อมโยงนำผลผลิตไปจำหน่ายในราคาถูกผ่านรถโมบายพาณิชย์ โดยมั่นใจว่า จะดูแลและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์มะนาวหน้าแล้ง” นายวัฒนศักย์กล่าว

ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ และร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์มะนาวอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านปริมาณและราคา หากพบพื้นที่ใด มีปัญหาราคามะนาวสูงหรือสินค้าไม่เพียงพอ จะทำการเชื่อมโยงผลผลิตมะนาวจากตลาดกลางทั่วประเทศ และจังหวัดแหล่งผลิตเข้าไปเปิดจุดจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็วต่อไป  

ปัจจุบัน สถานการณ์ผลผลิตมะนาว อยู่ในสภาพอากาศช่วงหนาว กระทบแล้ง ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของมะนาว ประกอบกับฝนตกชุกและน้ำท่วมในบางพื้นที่แหล่งผลิตในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลผลิตมะนาวในแหล่งผลิตสำคัญได้รับความเสียหาย ทำให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสภาวะปกติตามช่วงฤดูกาลผลิตในแต่ละปี โดยราคามะนาวล่าสุดในกรุงเทพฯ ราคาเบอร์ 1-2 เฉลี่ยราคา 5-7 บาท เพิ่มจากเดือนก่อนราคา 3.9-4.50 บาท

โดยกรมการค้าภายใน ได้มีการติดตามสถานการณ์และดำเนินแก้ไขปัญหาในทันที โดยได้ร่วมมือกับสมาคมตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย ประกอบด้วย ตลาดศรีเมือง ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง เชื่อมโยงผลผลิตมะนาวจากตลาดกลางออกจำหน่ายผ่านรถโมบายพาณิชย์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนผู้บริโภค รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบมะนาวในราคาขายส่ง ซึ่งได้วิ่งไปจำหน่าย ณ สถานที่ชุมชน กว่า 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา โดยได้รับความสนใจจากประชาชนและร้านอาหารเป็นอย่างมาก ซึ่งกรมฯ จะดำเนินการต่อเนื่องต่อไป

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ กรมฯ ได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน หากตรวจพบจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่ติดป้ายแสดงราคาจะมีโทษ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากมีการค้ากำไรเกินควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ

‘ก.เกษตรฯ’จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713330

'ก.เกษตรฯ'จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

‘ก.เกษตรฯ’จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.10 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีฯ พร้อมสนับสนุนให้มีการบูรณาการร่วมกันในพื้นที่อย่างเป็นระบบ มีการรวมกลุ่มเกษตรกรและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและต่อยอดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองศาลา ตำบลหนองศาลา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการดำเนินงาน ประกอบกับมีการทำงานบูรณาการร่วมกันในพื้นที่อย่างเป็นระบบ สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง ตลอดจนมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์ เช่น การใช้มูลสัตว์เป็นปุยในไร่นา การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น

สำหรับโคเพศเมีย จำนวน 233 ตัว ที่ได้รับการไถ่ชีวิตในวันนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี จะนำไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ 1) อำเภอชะอำ จำนวน 37 ตัว 2) อำเภอท่ายาง จำนวน 106 ตัว 3) อำเภอบ้านลาด จำนวน 20 ตัว 4) อำเภอเมืองเพชรบุรี จำนวน 20 ตัว 5) อำเภอบ้านแหลม จำนวน 20 ตัว 6) อำเภอเขาย้อย จำนวน 21 ตัว และ 7) อำเภอหนองหญ้าปล้อง จำนวน 10 ตัว และเมื่อครบสัญญาแล้ว เกษตรกรจะได้รับกรรมสิทธิ์โคเป็นของตนเองต่อไป

“โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รับสนองพระราชดำริให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ถือได้ว่าก่อเกิดประโยชน์ เป็นคุณูปการแก่เกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง และยังเป็นที่น่ายินดีที่มีการบูรณาการร่วมกันในพื้นที่อย่างเป็นระบบ สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกร และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง และยังมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์ เช่น การใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยในไร่นา การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และประการสำคัญ ยังได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นการสนองแนวพระราชดำริด้านการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ จึงขอให้เกษตรกรที่จะได้รับมอบ โค-กระบือในครั้งนี้ เลี้ยงดูแลโค-กระบือเป็นอย่างดี เสมือนเป็นสมาชิกในครัวเรือน และปฏิบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริอย่างเคร่งครัด” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

– 006