สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713188

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์  ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่คณะดูงานสาขาวิชาแผนภาคและเมืองคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ศึกษาดูงาน ที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการท่องเที่ยวชุมชน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายศรัณยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และพลเอกภาณุวัชร นาควงษม์ ที่ปรึกษาศูนย์โครงการพัฒนาตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจาก มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในโอกาสเดินทางเยือนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเยี่ยมชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการท่องเที่ยวชุมชน  ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชิงวิชาการและลงพื้นที่ศึกษาการพัฒนาเมืองสำหรับอาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต และหลักสูตรการวางแผนภาคและเมือง ดุษฎีบัณฑิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ได้เยี่ยมชม ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ  ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน สถานที่ฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพ การจักสานหวาย จักสานไม้ไผ่ การแกะสลัก การทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาชาวเขา ดอกไม้ประดิษฐ์ เครื่องหนัง และการทำเครื่องเงิน จากนั้น เดินทางไป วัดพระธาตุดอยกองมู สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอน ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา แหล่งรวบรวมศิลปวัฒนธรรมไทใหญ่และทุกชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และวัดจองคำพระอารามหลวง วัดจองกลาง วัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ในการจัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงวิชาการและลงพื้นที่ศึกษาการพัฒนาเมืองของหลักสูตรการวางแผนภาคและเมือง และ Institute of Geography,University of Cologne ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ วันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ 2566 ณ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นกิจกรรมต่อเนื่องโดยได้มีการจัด Excursion Trip เพื่อเรียนรู้ร่วมกันในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยเกี่ยวกับบริบทของเมืองและภูมิภาคต่างๆ สำหรับในปีการศึกษา 2565 ในประเด็นดังต่อไปนี้ 

การวางผังเมืองของเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรล้านนามรดกเมืองและศาสนสถาน การพัฒนาเมืองชั้นในเพื่อการท่องเที่ยวการพัฒนาเมืองจากการจัด Events ความเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบท เกษตรกรรมในเมืองและกึ่งเมือง การขยายตัวของเมืองบนภูเขาในเมืองเล็กๆ  ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่เกษตรกรรมบนภูเขาแบบ
ดั้งเดิม/สมัยใหม่ (ไร่หมุนเวียน) การพัฒนาภูมิภาคในพื้นที่รอบนอกภูเขา โครงการหลวง ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การท่องเที่ยวโดยชุมชน การตั้งถิ่นฐานในชนบท ความรู้ด้านการเกษตรและหัตถกรรมแบบดั้งเดิม สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นการพัฒนาชุมชนชายแดน Greenfield Urbanization การค้าและการลงทุนเมืองชายแดน การอพยพข้ามพรมแดน เมืองของผู้ลี้ภัย พลวัตของการทำให้เป็นเมืองชายแดน การค้าชายแดนและโอกาส โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของเครือข่ายทางหลวงเอเชีย การอพยพข้ามชาติในเมือง ความท้าทายของกิจกรรมข้ามพรมแดน การพัฒนาเมืองและเอกลักษณ์ของเมืองในเอเชีย มรดกโลกของยูเนสโก การท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในการพัฒนาระดับภาคและเมือง และกระตุ้นให้คณาจารย์และนักศึกษาในหลักสูตรมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนภาคและเมือง สร้างเสริมประสบการณ์ทางวิชาการ 

สมใจ นามสุดตา

‘อลงกรณ์’แก้ปัญหาประมง สรุปมติ5ข้อ-ชงปรับข้อกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712987

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานการประชุมหารือแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง โดยมีนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และกรรมการ ตลอดจนตัวแทนนายกสมาคมชาวประมง เจ้าของเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ประมง ปีพ.ศ.2558 และ ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยที่ประชุมมีข้อสรุปเป็นแนวทางแก้ปัญหา ดังนี้ 1.เห็นควรเสนอให้มีการปรับปรุงประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง คณะกรรมการเปรียบเทียบ และหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาของคณะกรรมการเปรียบเทียบ พ.ศ. 2561 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 170 วรรค 2 และวรรค 3 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558

2.เห็นควรยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 22/2560 เรื่อง การแก้ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม 3.กรณีที่มีการออกกฎระเบียบใดๆ จะต้องกำหนดห้วงเวลาก่อนการบังคับใช้เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ชาวประมง โดยกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมในการบังคับใช้ หลังวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 4.มอบหมายกรมประมงหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงประเด็นความคลุมเครือในมาตรา 38 และมาตราอื่นๆ เช่น มาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 105 เป็นต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้และการตีความกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม

5.ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย ใช้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในการพิจารณาตั้งข้อกล่าวหากับชาวประมงที่กระทำผิด โดยใช้ดุลพินิจดูที่เจตนาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายบนหลักความยุติธรรม เนื่องจาก พ.ร.ก.การประมงปี 2558 นั้น มีบทกำหนดโทษที่รุนแรง

“รมว.เกษตรฯ มีความห่วงใยพี่น้องชาวประมง จึงมีนโยบาย 3 ป. ป้อง ปราม ปราบ เพื่อเป็นแนวทางให้กรมประมงเร่งแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวประมง โดยติดตามดูแลทุกประเด็นข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงทุกกลุ่ม พร้อมรับข้อเรียกร้องของทางสมาคม และตัวแทนชาวประมง ให้กรมประมง นำไปพิจารณา และขอบคุณที่ได้สะท้อนปัญหาเพื่อเป็นประโยชน์ในการบูรณาการร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไข ทั้งนี้ ขอฝากไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย เมื่อเกิดเหตุแล้วขอให้ใช้ดุลพินิจในการดำเนินการกับผู้กระทำผิด โดยให้ดูที่เจตนาเป็นหลัก ส่วนมาตราที่ยังเป็นปัญหาทั้งข้อจำกัดของเวลาและเงื่อนไข ให้กรมประมง นำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขซึ่งการออกกฎหมายต่างๆ ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ของทุกฝ่ายให้ได้รับความเป็นธรรม” นายอลงกรณ์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’มอบนโยบาย ให้ผู้บริหารฯนำสู่การปฏิบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712985

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ในปีงบประมาณ 2566 โดยมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วม โดย ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า เกษตรจังหวัดคือตัวแทนของกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในภูมิภาค มีภารกิจที่ต้องปฏิบัติงานร่วมกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อื่นๆ ต้องเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ของกระทรวง ต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทยทั้งในเรื่องการชดเชยความเสียหาย และภัยพิบัติต่างๆ จึงอยากฝากว่าหากมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันได้ จะทำให้การทำงานราบรื่นยิ่งขึ้น นโยบายจะถูกนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง และขับเคลื่อนลงสู่พื้นที่และเข้าถึงเกษตรกรได้

ทั้งนี้ เป้าหมายของกระทรวงเกษตรฯ คือต้องการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร เพิ่มรายได้ โดยบุคลากรของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องไปเป็นพี่เลี้ยง และเชื่อว่าถ้าสามารถเปลี่ยนภาคการเกษตรให้ดีขึ้นได้ก็เปลี่ยนประเทศนี้ได้ จึงต้องสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคการเกษตร ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

อย่างไรก็ดี รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวกับผู้เข้ารับตำแหน่งใหม่ ว่าหากการปฏิบัติงานมีปัญหาติดขัดตรงไหน ขอให้แจ้ง
ผู้บริหารกรมได้เลย หากสามารถแก้ไขตรงไหนได้จะรีบดำเนินการให้ทันที เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และพร้อมให้โอกาสข้าราชการได้ทำงานและเข้าสู่ตำแหน่ง ยืนยันว่าหากทำในสิ่งที่ถูกต้อง พร้อมจะปกป้องทุกเรื่อง จึงอยากให้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง

รองปลัดฯประชุม คกก.ร่วมคัดเลือก ข้าราชการดีเด่น ปี2565รวม4ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712981

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่นและพนักงานราชการดีเด่น ของสำนักงานปลัดกระทรวงการเกษตรฯ โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่นฯ ได้แก่ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผอ.สำนัก/กอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนคณะกรรมการจริยธรรมประจำสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชุมฯ

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว เพื่อรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่นและพนักงานราชการดีเด่น ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงาน รมว.เกษตรฯ รับทราบหลักเกณฑ์การคัดเลือกฯ ประจำปี 2565 (คู่มือฯ กระทรวงศึกษาธิการ) และร่วมพิจารณาคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่น และพนักงานราชการดีเด่น ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประจำปี 2565

สำหรับผลการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2565 ได้แก่ 1.นายกิตติชัย คำขันธ์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ 2.นายยุทธภูมิ ประสมทรัพย์ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ สถาบันเกษตราธิการส่วนผลการคัดเลือกพนักงานราชการดีเด่น ประจำปี 2565 ได้แก่ 1.นายธีรพล พันธุ์เปรม นักวิชาการเผยแพร่ กองเกษตรสารนิเทศ และ 2.นายบัญชา ไชยนา นิติกร สำนักกฎหมาย

เกษตรฯจับมือ ADB พัฒนาภาคเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712983

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับมอบหมายจาก นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ร่วมหารือกับดร.จาง เจียงเฟิง (Dr. Jiangfeng Zhang) ผอ.ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและการเกษตร ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) สำนักงานใหญ่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ว่า ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือระหว่างกันในลักษณะหุ้นส่วนการพัฒนาทุกระดับ โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะเพิ่มศักยภาพการผลิตภาคการเกษตร การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และได้เสนอให้ ADB ศึกษาดูงานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตร ที่ จ.ราชบุรี

น.ส.นฤมล กล่าวอีกว่า ขอบคุณที่ ADB ให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ไทยในโครงการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร เพื่อการฟื้นตัวและความยั่งยืนในพื้นที่สูง ที่ อ.นาน้อย จ.น่าน

ทั้งนี้ ฝ่าย ADB ชื่นชมประเทศไทยที่มีความก้าวหน้าด้านการเกษตรและความร่วมมือและช่วยเหลือประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion : GMS) โดยเฉพาะการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อำนวยความสะดวกด้านการผลิตการค้า และการลงทุนในห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รวมทั้งคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และพลังงานในภาคการเกษตร จึงประสงค์ให้ประเทศไทยถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และ ADB จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีของทั้งสองฝ่าย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

‘ชาวเล’เฮ! ครม.อนุมัติงบเยียวยาซื้อเรือประมงปัตตานี 96 ลำ 163 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712984

'ชาวเล'เฮ! ครม.อนุมัติงบเยียวยาซื้อเรือประมงปัตตานี 96 ลำ 163 ล้านบาท

‘ชาวเล’เฮ! ครม.อนุมัติงบเยียวยาซื้อเรือประมงปัตตานี 96 ลำ 163 ล้านบาท

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 20.27 น.

“เฉลิมชัย ศรีอ่อน”รมต.เกษตรฯ เผยครม.อนุมัติงบช่วยเหลือเยียวยาซื้อเรือประมงปัตตานี จำนวน 96 ลำ เป็นเงิน 163 ล้านบาท ในโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2566 งบกลาง ในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายช่วยเหลือเยียวยาซื้อเรือประมงในพื้นที่ จ.ปัตตานี 

ในโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นกรณีเร่งด่วน ตามการเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) โดยอนุมัตินำเรือประมงออกนอกระบบชุดแรก จำนวน 96 ลำ งบประมาณ 163.36 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนมาตรการลดจำนวนเรือประมงของรัฐบาล และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกิจการประมง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการประมงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะทำให้ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการกองเรือให้มีความเหมาะสมกับปริมาณสัตว์น้ำ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

การจัดสรรปริมาณสัตว์น้ำให้กับเรือประมง ที่อยู่ในระบบเหมาะสมกับปริมาณสัตว์น้ำทั้งหมดที่อนุญาตให้ทำการประมง

ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการทำประมงผิดกฎหมาย จากการใช้เรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมง

ชาวประมงที่ไม่ประสงค์จะประกอบอาชีพประมง สามารถนำเงินที่ได้รับไปเป็นทุนประกอบอาชีพอื่นๆ ได้ตามที่ต้องการ

มหิดลจัดงานวันพระราชทานนาม 54 ปี และงานครบรอบ 135 ปี มหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712904

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.นพ.ก้องเขต เหรียญสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน “ครบรอบ 54 ปี วันพระราชทานนาม และ 135 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล” กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล มีประวัติมายาวนานนับแต่ครั้งเป็นศิริราชพยาบาล พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ.2512 วันที่ 2 มีนาคม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม“มหิดล” ให้เป็นนามมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดลได้พัฒนาขยายขอบข่ายวิชาการให้กว้างขวาง มีการจัดการเรียนการสอนที่ครอบคลุมในศาสตร์ทุกด้าน มีผลงานวิจัยที่มีคุณภาพได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติจำนวนมาก และได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทย จากสถาบันจัดอันดับหลายแห่งในหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” และพร้อมเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก

สำหรับในปีนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล กำหนดจัดงาน ครบรอบ 45 ปี วันพระราชทานนาม และ 135 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล ขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม 2566 ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดยในเวลา 09.00 น. มีการปาฐกถาเกียรติยศ ศ.นพ.กษาน จาติกวนิช ครั้งที่ 12 เรื่อง “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน : ในภาวะความไม่ยั่งยืนของการพัฒนา” โดย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากนั้นเป็นพิธีมอบรางวัลแก่บุคลากรและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2565 ได้แก่ รางวัลมหิดลทยากร รางวัลคนดีศรีมหิดล รางวัลอาจารย์ตัวอย่าง รางวัล MU Researchers of the Year 2023 รางวัลผู้มีผลงานการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตร รางวัลบุคลากรดีเด่น ประจำปี 2565

นอกจากนี้ ภายในงานได้จัดแสดงนิทรรศการในหัวข้อ “นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ที่ทรงมีพระกรุณาธิคุณทรงพระวินิจฉัยให้
“ต้นกันภัยมหิดล” เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งได้รวบรวมพระกรุณาธิคุณด้านอื่นๆ ที่ทรงมีแก่มหาวิทยาลัยมหิดล ในอีกหลายประการ

เสียงจากคนเลี้ยงหมู!‘หมูเถื่อน’กดราคายับเกินจุดขาดทุน ‘รายย่อย’จ่อเลิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712863

เสียงจากคนเลี้ยงหมู!‘หมูเถื่อน’กดราคายับเกินจุดขาดทุน ‘รายย่อย’จ่อเลิก

เสียงจากคนเลี้ยงหมู!‘หมูเถื่อน’กดราคายับเกินจุดขาดทุน ‘รายย่อย’จ่อเลิก

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.42 น.

‘หมูเถื่อน’กดราคาหมูไทยยับเยินเกินเส้นขาดทุน วอนรัฐป้องกันจริงจัง ด้านกรมศุลฯ เตรียมเปิดตู้คอนเทนเนอร์ตกค้าง 23 ก.พ.นี้

22 กุมภาพันธ์ 2566 นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยถึง สถานการณ์ราคาหมูหน้าฟาร์มที่กำลังร่วงลงไม่เป็นท่าติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ กระทั่งปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 84-88 บาท/กิโลกรัม (กก.) แต่ราคาขายจริงนั้นถูกกดราคาต่ำสุดไปถึงราว 70 กว่าบาท/กก.แล้ว ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 100.07 บาท/กก. ขาดทุนยับเยินจากกองทัพหมูเถื่อนที่ยังเกลื่อนเมือง คาดว่ารายย่อยจะทยอยเลิกเลี้ยง โดยขอถามภาครัฐว่าแค่ป้องกันไม่ให้เข้าไทยก็ไม่ต้องตามจับให้วุ่นวาย

“ราคาขายหมูหน้าฟาร์มที่ตกต่ำอย่างหนักในขณะนี้ สะท้อนชัดเจนถึงปริมาณหมูเถื่อนที่ระบาดอยู่ในตลาด ทั้งๆที่มีการส่งสัญญาณถึงรัฐมาโดยตลอดว่าหมูเถื่อนยังคงเกลื่อนเมืองอยู่ แม้ปีที่แล้วจะจับหมูเถื่อนได้ราว 1 ล้านกิโลกรัม ก็เป็นเพียง 5% ของที่ระบาดอยู่ในตลาดเท่านั้น  เราร้องขอเพียงช่วยป้องกันไม่ให้มันเข้ามา เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องเดือดร้อนไปตามจับ ไม่ต้องกังวลกับสุขภาพผู้บริโภคชาวไทยว่าจะเสี่ยงกับหมูที่ไม่ผ่านการตรวจโรค และไม่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนตลาด  กดราคาหมูของเกษตรกรไทยจนเดือดร้อนถึงขั้นขาดทุนกันเช่นนี้ หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ คนเลี้ยงหมูของไทยต้องสูญพันธุ์แน่” นายสัตวแพทย์วรวุฒิกล่าว

ทั้งนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดไม่ให้หมูเถื่อนเข้าสู่ประเทศไทย คือดักตั้งแต่ทางเข้า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งล่าสุดมีการดำเนินโครงการท่าเรือสีขาว กรมศุลกากรรายงานว่าจะมีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่ตกค้างอยู่ในท่าเรือแหลมฉบังกว่า 1,000 ตู้ เพื่อตรวจสอบดูสิ่งของผิดกฎหมาย นับเป็นโครงการที่ช่วยป้องปรามไม่ให้หมูเถื่อนทะลักเข้าสู่ตลาดได้ โดยในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นเปิดตู้ตกค้างนั้น ขอให้กรมศุลกากรเร่งเปิดตู้ที่เก็บความเย็น ซึ่งมักจะเป็นแหล่งเก็บซ่อนหมูเถื่อนได้นานนับปี และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะพบหมูเถื่อนอยู่ในจำนวนตู้ที่ตกค้างนี้แน่นอน โดยชมรมฯ พร้อมจะเข้าร่วมตรวจสอบด้วย

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ กล่าวอีกว่า ในชีวิตจริงเกษตรกรไม่สามารถขายหมูหน้าฟาร์มได้ตามราคาที่สมาคมฯประกาศ เพราะเกิดการกดราคากันขึ้น เป็นการบังคับทางอ้อมให้เกษตรกรจำใจต้องขายขาดทุน เนื่องจากหากไม่ขายก็จำเป็นต้องเลี้ยงหมูต่อไป ในขณะที่ค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงขึ้นมาก เท่ากับต้นทุนการเลี้ยงจะเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องตัดใจขาย นับเป็นสถานการณ์ที่น่าเห็นใจที่สุด จึงต้องขอวอนเจ้าหน้าที่รัฐเร่งกวาดล้างจับกุม พร้อมๆกับป้องกันหมูเถื่อนลอตใหม่ อย่าให้เข้ามาทำลายตลาดหมูไทยมากไปกว่านี้

ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ รายงานราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ประจำวันพระที่ 19 ก.พ. 2566 เปรียบเทียบกับ ราคาวันพระก่อนหน้า (13 ก.พ. 2566) พบว่ามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยระบุสาเหตุสำคัญว่า เกิดจากปัญหาหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้องประกาศปรับลดราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลงในทุกภาค ดังนี้  ภาคตะวันออก ปรับราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเหลือ 84-86 บาท/กก. ลดลง 6 บาท/กก. ภาคอีสาน ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเหลือ 86-88 บาท/กก. ลดลง 8-10 บาท/กก. ภาคเหนือ ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเหลือ 88 บาท/กก.ลดลง 6 บาท/กก. และ ภาคใต้ ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเหลือ 86 บาท/กก. ลดลง 4 บาท/กก.   

เกษตรฯถกคกก.อ้อย-น้ำตาล ร่วมหารือใน6ประเด็นสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712714

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ครั้งที่ 2/2566 ในฐานะกรรมการ(ผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ) ที่ห้องประชุม อก. 1 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมฯ โดยที่ประชุมได้หารือและพิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.เห็นชอบการต่ออายุหนังสืออนุญาตให้เป็นบริษัทส่งออกน้ำตาลทราย 2.เห็นชอบสถาบันชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิได้รับเงินค่าบำรุงสถาบันชาวไร่อ้อยฤดูกาลผลิตปี 2565/2566

3.เห็นชอบการกำหนดอัตราค่าบำรุงสถาบันชาวไร่อ้อยฤดูกาลผลิตปี 2565/2566, 4.เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้จ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินงานของฝ่ายไทย กรณีบราซิลยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องไทยให้การอุดหนุนการส่งออก 5.เห็นชอบการแต่งตั้งลูกจ้างประจำให้ดำรงตำแหน่งในระดับ 8 และ 6.เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูกาลผลิตปี 2565/2566

ปลัดเกษตรฯร่วมลงนาม ด้านเกษตรไทย-สหราชอาณาจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712720

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงนามและหารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับผู้แทนกระทรวงสิ่งแวดล้อมอาหาร และกิจการชนบทแห่งสหราชอาณาจักร (Department for Environment, Food and Rural Affairs (DEFRA) of the United Kingdom) โดยมีนายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทแห่งสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยและสหราชอาณาจักร จะมีความสัมพันธ์ทางการทูตและเป็นคู่ค้าที่สำคัญกันมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่เคยมีการกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองประเทศได้กระชับความสัมพันธ์ทางการค้าภายหลังสหราชอาณาจักร แยกตัวออกจากสหภาพยุโรป โดยในปี 2564 มีการลงนามจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร (Joint Economic and Trade Committee : JETCO) โดย รมว.พาณิชย์ ทั้งสองฝ่าย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านการเกษตร จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการ ชนบทแห่งสหราชอาณาจักร (Memorandum of Understanding on Agricultural Cooperation between the Ministry of Agriculture and Cooperatives of the Kingdom of Thailand and the Department for Environment, Food and Rural Affairs of the United Kingdom)

“บันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ นับเป็นความสำเร็จร่วมกันของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร ที่จะส่งเสริมการค้าของทั้งสองประเทศ โดยใช้กรอบความร่วมมือนี้ เป็นกลไกสำคัญในการอำนวยความสะดวกทางการค้าและพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรเพื่อให้การทำงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เราจึงขอเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมหารือด้านการเกษตร (Agricultural Dialogue) ครั้งที่ 1 ในปี 2566 เพื่อจัดตั้งคณะทำงานการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร การหารือความร่วมมือในด้านการเกษตร พืชสวน ปศุสัตว์ การประมงการแปรรูปอาหาร นโยบายการเกษตร ตลอดจนด้านอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและภาคการเกษตร และรับทราบว่า DEFRA แต่งตั้งทูตเกษตรมาประจำการ ณ สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ประจำประเทศไทย ซึ่งจะทำให้กระทรวงเกษตรฯ และ DEFRA ประสานงานด้านการเกษตรได้โดยตรง” นายประยูร กล่าว

นอกจากนี้ ยังหยิบยกประเด็นความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และอื่นๆ ร่วมหารือเพื่อพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหาร สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน