เกษตรฯสตาร์ทที่เพชรบุรี พัฒนาเกษตรยั่งยืนระดับตำบล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686849

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน กล่าวว่า ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล 7,255 ตำบล ใน 76 จังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ (อพก.) ได้ดำเนินการร่วมกับเกษตรจังหวัด แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลแล้ว นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการดังกล่าว จากนายอลงกรณ์พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ว่าได้เริ่มการประชุมชี้แจงแนวทางการบริหารและการขับเคลื่อนคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล ร่วมกับ ผวจ.เพชรบุรี ที่ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เป็นจังหวัดแรก ถือเป็นการคิกออฟโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล

ด้านนายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล นับเป็นครั้งแรกของประเทศ ควบคู่กับโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองเพื่อสร้างฐานใหม่ที่เข้มแข็งในการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับท็อปเทนของโลก

ทั้งนี้ การจัดประชุมได้สร้างการรับรู้แนวทางการบริหารจัดการคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนที่ จ.เพชรบุรีเป็นจังหวัดแรก ภายใต้แนวคิด “บริหารโดยชุมชน เป็นของชุมชน และเพื่อชุมชน” ซึ่งเป็นกลไกปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อสร้างศักยภาพใหม่ในระดับฐานรากเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรและชุมชนตำบลหมู่บ้านและแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้เกษตรกรรมยั่งยืน 5 สาขา มีภารกิจ 2 ประการ คือเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในทุกจังหวัด และ กทม.ด้วยการยกระดับภาคเกษตรกรรมสู่เกษตรมูลค่าสูง

นายอลงกรณ์ได้มอบแนวทางในการบริหารโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล จ.เพชรบุรี ในระยะตั้งต้นไว้ 6 ประเด็น ดังนี้ 1.จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล โดย อบต.จัดสถานที่มีเจ้าหน้าที่ของ อบต.ทำหน้าที่กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการ เป็นผู้ดูแลและมีอาสาสมัครที่สรรหาในตำบลช่วยปฏิบัติงาน 2.จัดให้มีสภากาแฟเกษตรกรรมยั่งยืนประชุมเดือนละครั้งเป็นเวทีปรึกษาหารือไม่เป็นทางการ 3.คณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลควรประชุมเดือนละ 1 ครั้ง ในช่วง 6 เดือนแรก จากนั้นประชุมทุก 2 เดือน

4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนก่อนหมดหน้าที่ 5.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน และ 6.การจัดทำระบบฐานข้อมูล ซึ่งหวังว่าจะเป็นแนวทางที่สามารถยกระดับอัปเกรดให้แก่ภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

‘เฉลิมชัย’รุกพัฒนาคลองสุราษฎร์ธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686850

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาคลองร้อยสาย และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่วัดบุญบันเทิง ต.บางโพธิ์ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งการพัฒนาคลองนี้ ถือเป็นหลอดเลือดให้พี่น้อง 6 ตำบล ของ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

“พื้นที่คลองร้อยสายมีความอุดมสมบูรณ์ของพืชนานาพันธุ์ตลอดแนวสองฝั่งคลอง มีสวนผลไม้หลากหลายชนิดและสวนมะพร้าวที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี และมีผลิตภัณฑ์ที่ทำมะพร้าวมากมาย ซึ่งการลงพื้นที่ได้มอบหมายกรมชลประทาน เข้ามาพัฒนาคลองร้อยสาย และสอบถามความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมถึงศึกษาออกแบบ และดำเนินการในส่วนของงบประมาณ เพื่อเข้ามาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป สำหรับในส่วนของการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าว ซึ่งได้มีการเรียกประชุมกับส่วนราชการ และได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการว่า ภายในปีนี้จะชะลอการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ราคามะพร้าวของเกษตรกรขยับขึ้นอย่างแน่นอน จึงขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้เข้าข้างนายทุน แต่จะเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างเต็มที่” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ คลองร้อยสาย เป็นพื้นที่ชุมชุนที่อยู่ใกล้ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี เป็นชื่อเรียกของลำคลองสาขาของแม่น้ำตาปี และคลองพุนพิน ซึ่งประกอบด้วยคลองเล็กคลองน้อยนับร้อยคลองเชื่อมโยงกัน ก่อนไหลลงสู่อ่าวไทยที่บริเวณอ่าวบ้านดอน โดยในอดีตการสัญจรไปยังพื้นที่คลองร้อยสายนี้ใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก เนื่องจากยังไม่มีเส้นทางรถยนต์สำหรับการสัญจร ราษฎรมักตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนริมคลอง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนและการประมงเป็นหลัก

‘เฉลิมชัย’สั่งระดมขนส่งเสบียงสัตว์-เวชภัณฑ์ ถึงมือเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686638

'เฉลิมชัย'สั่งระดมขนส่งเสบียงสัตว์-เวชภัณฑ์ ถึงมือเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมต่อเนื่อง

‘เฉลิมชัย’สั่งระดมขนส่งเสบียงสัตว์-เวชภัณฑ์ ถึงมือเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมต่อเนื่อง

วันเสาร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 12.15 น.

“เฉลิมชัย” สั่งระดมขนส่งเสบียงสัตว์และเวชภัณฑ์ถึงมือเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมต่อเนื่อง

15 ต.ค.2565 รมว.เกษตรฯ สั่งกรมปศุสัตว์ระดมขนส่งเสบียงอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นส่งถึงมือเกษตรกร โดยขณะนี้มีสัตว์กว่า 4 ล้านตัวใน 19 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย พร้อมลุยช่วยเหลือสัตว์อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้สั่งการกรมปศุสัตว์ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ทั้งการอพยพสัตว์ ส่งเสบียงอาหารสัตว์ รวมถึงมอบเวชภัณฑ์ในการสร้างเสริมสุขภาพสัตว์ ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง หลังจากที่ได้ปล่อยขบวนรถหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานเพื่อสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ไปช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมจัดส่งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์และสัตวบาลเข้าดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ป่วยทั่วประเทศแล้ว 

ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ยังไม่คลี่คลาย จึงกำชับให้หน่วยงานบริการเคลื่อนที่เร็วพร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยทันทีที่วอร์รูมซึ่งจัดตั้งทั้งในส่วนกลางและทุกจังหวัดได้รับทราบถึงภัยที่เกิดขึ้น ต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือให้เร็วที่สุด

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้ย้ำให้ขนส่งเสบียงอาหารสัตว์ไปถึงมือเกษตรกรอย่างทั่วถึง ล่าสุดวานนี้ (14 ต.ค.) นำส่งโดยรถบรรทุกหญ้าอาหารสัตว์ไปยังอำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษซึ่งรถบรรทุกต้องลุยน้ำท่วมสูง จากนั้นนำลงเรือท้องแบนอีกทอดเพื่อไปให้ถึงชุมชน จนกระทั่งปศุสัตว์ที่เกษตรกรเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่สูงได้กินหญ้าที่นำไปให้ พร้อมกันนี้ยังมีเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์และสัตวบาลเข้าไปดูแลสุขภาพสัตว์ให้ด้วย

สำหรับรายงานจากศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ (ศปภ.ปศ.) กรมปศุสัตว์ กรณีสถานการณ์น้ำท่วม น้ำไหลหลาก และท่วมขังระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 14 ตุลาคม 2565 (ข้อมูล ณ 14 ตุลาคม 2565 เวลา 18.00 น.) มีดังนี้

1. พื้นที่ได้รับผลกระทบสะสมรวม 19 จังหวัด 139 อำเภอ 651 ตำบล 2,466 หมู่บ้าน โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบได้แก่ พระนครอยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก สุโขทัย กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เกษตรกร 67,762 ราย 

ส่วนสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม 4,469,563 ตัว ประกอบด้วย โค 193,358 ตัว กระบือ 42,078 ตัว สุกร 35,949 ตัว แพะ/แกะ 14,357 ตัว และสัตว์ปีก 4,183,821 ตัว รวมถึงแปลงหญ้าได้รับผลกระทบ 2,002.75 ไร่ 

2. กรมปศุสัตว์ให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าสะสมรวม ดังนี้ 
   – อพยพสัตว์ 210,920 ตัว  
   – รักษาสัตว์ 1,582 ตัว 
   – แจกจ่ายถุงยังชีพ 1,570 ถุง 
   – แจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ 873,710 กิโลกรัม 
   – แจกจ่ายเวชภัณฑ์เสริมสร้างสุขภาพสัตว์ 23,606 ชุด ประกอบด้วย แร่ธาตุ วิตามินผง และยาปฏิชีวนะชนิดผง

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า ย้ำให้กรมปศุสัตว์เตรียมพร้อมสำรวจความเสียหายของเกษตรกรทันทีที่น้ำลด เพื่อขอรับการชดเชย ซึ่งจะเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดความสูญเสียของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยที่ต้องการรับการช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ หรือติดต่อศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร 0 2653 4444 ต่อ 3315 หรือ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ : disaster@dld.go.th หรือแจ้งข้อมูลในแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่สามารถดาวน์โหลดในโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันที

ดูแลทุกชีวิต! ก.เกษตรอพยพสัตว์พื้นที่น้ำท่วมแล้ว 2 แสนกว่าตัว แจกอาหาร 8.7 แสนกิโล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686627

ดูแลทุกชีวิต! ก.เกษตรอพยพสัตว์พื้นที่น้ำท่วมแล้ว 2 แสนกว่าตัว แจกอาหาร 8.7 แสนกิโล

ดูแลทุกชีวิต! ก.เกษตรอพยพสัตว์พื้นที่น้ำท่วมแล้ว 2 แสนกว่าตัว แจกอาหาร 8.7 แสนกิโล

วันเสาร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 10.32 น.

รองโฆษกรัฐบาลเผยนายกฯกำชับส่วนราชการ ดูแลทุกชีวิต กระทรวงเกษตรอพยพสัตว์พื้นที่น้ำท่วมแล้ว 2 แสนกว่าตัว แจกอาหาร 8.7 แสนกิโล

15 ตุลาคม 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำชับส่วนราชการเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวมถึงเคลื่อนย้ายคน สิ่งของ และสัตว์เลี้ยงไปในที่ปลอดภัย เน้นย้ำให้ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น สำหรับการดูแลพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดการช่วยเหลือแก่เกษตรอย่างเต็มที่ ผ่านการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์ผลกระทบและความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านปศุสัตว์ ที่ประสบอุทกภัยระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-14 ต.ค.65 มีดังนี้

1. ได้รับผลกระทบสะสมรวม 19 จังหวัด 139 อำเภอ 651 ตำบล 2,466 หมู่บ้าน (อยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยภูมินครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอนพิษณุโลก สุโขทัย กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์)

– เกษตรกร 67,762 ราย

– สัตว์ได้รับผลกระทบ 4,469,563 ตัว (โค 193,358 ตัว กระบือ 42,078 ตัว สุกร 35,949 ตัว แพะ/แกะ 14,357 ตัว สัตว์ปีก 4,183,821 ตัว)

– แปลงหญ้าได้รับผลกระทบ 2,002.75 ไร่

2. ได้ให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าสะสมรวม ดังนี้

– อพยพสัตว์ 210,920 ตัว 

– รักษาสัตว์ 1,582 ตัว

– แจกจ่ายถุงยังชีพ 1,570 ถุง

– แจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ 873,710 กิโลกรัม

– แจกจ่ายเวชภัณฑ์เสริมสร้างสุขภาพสัตว์ 23,606 ชุด(แร่ธาตุ วิตามินผง ยาปฏิชีวนะชนิดผง)

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า กรมปศุสัตว์ได้ตั้งวอร์รูมทั้งส่วนกลางและทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์ พร้อมเข้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่น้ำท่วม มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์และสัตวบาลเข้าดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ป่วยทั่วประเทศ นายเฉลิมชัยฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กำชับให้มีการจัดหน่วยงานบริการเคลื่อนที่เร็วสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือเร็วที่สุด ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำรวจความเสียหายของเกษตรกรเพื่อขอรับการชดเชย

สำหรับเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ที่ต้องการรับการช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ หรือติดต่อศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร 0 2653 4444 ต่อ 3315 หรือ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ : disaster@dld.go.th หรือแจ้งข้อมูลในแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่สามารถดาวน์โหลดในโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันที

เกษตรกรจี้รัฐล้างบางหมูเถื่อน แถมน้ำท่วมซ้ำ แทบหมดตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686459

เกษตรกรจี้รัฐล้างบางหมูเถื่อน แถมน้ำท่วมซ้ำ แทบหมดตัว

เกษตรกรจี้รัฐล้างบางหมูเถื่อน แถมน้ำท่วมซ้ำ แทบหมดตัว

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.14 น.

เกษตรกรจี้รัฐล้างบางหมูเถื่อน แถมน้ำท่วมซ้ำ แทบหมดตัว  

14 ตุลาคม 2565 นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ  เปิดเผยว่า การที่ภาครัฐดำเนินการตรวจจับหมูเถื่อนถี่ขึ้น  เป็นสัญญาณที่ดีกับเกษตรกร  ซึ่งฟาร์มสุกรในภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นฟาร์มรายย่อย จึงต้องยกระดับการป้องกันโรค ด้วยระบบBiosecurity ในฟาร์ม กลายเป็นต้นทุนแฝง ที่ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นถึง 300-500 บาทต่อตัวหมูขุน และขณะนี้ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเข้ามาอีกในหลายพื้นที่ ทำให้ผู้เลี้ยงลำบากมากต้องมีต้นทุนในการฟื้นฟูฟาร์มและต้องเสริมการป้องกันโรคให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคที่มากับน้ำ

“การตรวจจับหมูเถื่อน ของกรมปศุสัตว์และกรมศุลกากรที่ดำเนินการอย่างเข้มงวดมากขึ้น  ถือเป็นภารกิจที่ช่วยให้ผู้เลี้ยงมีกำลังใจมากขึ้น  ขอให้ภาครัฐเห็นถึงความสำคัญ และเร่งปราบปรามขบวนการทำร้ายเกษตรกรไทยและคนไทยต่อไป และกวาดล้างให้สิ้นซาก ที่สำคัญจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้ผู้เลี้ยงในบางพื้นที่จำเป็นต้องจับหมูขายก่อนกำหนดเวลาและน้ำหนักที่เหมาะสม ช่วงนี้จึงมีปริมาณหมูขุนออกสู่ตลาดมากขึ้น แต่เกษตรกรกลับต้องแบกรับภาระต้นทุนสูง” นายสุนทราภรณ์  กล่าว

สำหรับการปราบปรามหมูเถื่อนนั้นภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมปศุสัตว์ และกรมศุลกากร ต้องทำอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ เพราะหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามานั้นขายในราคาเฉลี่ย 135-145 บาทต่อกิโลกรัม  เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาหมูในประเทศมาก และเป็นการทำลายกลไกราคาหมูไทย ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เลี้ยงทั้งประเทศ โดยเฉพาะผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็กที่มีภาระต้องกู้เงินมาฟื้นฟูกิจการ หากจะต้องขายหมูขาดทุน ก็ยากที่จะไปต่อในอาชีพได้

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ กล่าวอีกว่า เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มกลับมาเลี้ยงรอบใหม่ แต่มีไม่มากจากต้นทุนการผลิต ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ และพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง  รวมทั้งมีความกังวลกับหมูเถื่อนที่ยังมีเข้ามาในพื้นที่  ซึ่งในพื้นที่ภาคเหนือประสบปัญหาหมูเถื่อนเข้ามาแทรกแซงตลาดในหลายจังหวัด ทำให้ยอดขายหมูในพื้นที่ไม่ได้ปรับขึ้นตามธุรกิจท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น

“ผู้เลี้ยงต่างกังวลกับหมูเถื่อนที่ทะลักเข้ามาว่าจะนำโรคต่างถิ่นมาด้วย โดยเฉพาะโรคสำคัญอย่าง ASF รวมถึงสารเร่งเนื้อแดงที่อาจปนเปื้อนมาทำอันตรายต่อคนไทย  รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อราคา ซึ่งขณะนี้มีหมูเถื่อนกระจายใส่กล่องโฟม ส่งกระจายไปทั่ว จึงต้องการให้ภาครัฐกวดขันจับกุมอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้หมูเถื่อนเหล่านี้หมดไปโดยเร็ว หากปล่อยให้หมูเถื่อนเหล่านี้ยังสามารถกระจายขายได้ทั่วไป เท่ากับเป็นการทำร้ายผู้เลี้ยง โดยเฉพาะรายย่อย รายเล็ก ที่จะหายไปจากระบบในที่สุด เพราะไม่สามารถแข่งขันได้  หรือแม้แต่รายใหญ่ก็อาจได้รับความเสียหายไปด้วย” นายสุนทราภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

ไทย-สเปนร่วมมือส่งเสริมด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686351

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายเฟลิเป เด ลา โมเรนา กาซาโด (H.E. Mr. Felipede la Morena Casado) เอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย หารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและสเปน โดยมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และเข้าร่วม ที่กระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการหารือในครั้งนี้ ประเทศไทยและสเปน ได้กระชับความสัมพันธ์และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน อาทิ การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การวิจัย หรือการฝึกอบรมและดูงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรของทั้งสองประเทศรวมทั้งความร่วมมือด้านประมง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (Illegal, Unreportedand Unregulated: IUU) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมประมงอย่างยั่งยืน

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า สินค้าเกษตรของไทยมีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสากล ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญกับการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จึงขอฝากท่านเอกอัครราชทูตฯ ช่วยในการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้แก่ชาวสเปนต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ส่งสินค้าออกไปยังสเปน โดยในปี 2564 มีมูลค่าการค้า 7,593 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 4,580 ล้านบาท และไทยนำเข้า 3,013 ล้านบาท ซึ่งสินค้าเกษตรที่ประเทศไทยส่งออกสเปน ที่สำคัญ ได้แก่ 1.ยางแผ่นรมควัน 2.ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค 3.ข้าว 4.สับปะรด มีค่าบริกซ์เกิน 20 ไม่ได้หมักและไม่เติมสุรา และ 5.ปลาทูนา ปลาสคิปแจ็ก และปลาโบนิโต (ชนิดซาร์ดา)

‘เกาะช้าง’แน่นขนัดประชาชนทะลักแห่ท่องเที่ยวรับวันหยุดยาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686356

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเริ่มต้นของวันหยุดยาว ที่ท่าเรือเฟอร์รี่เกาะช้างต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราดมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากนำรถยนต์มาต่อคิวลงเรือเฟอร์รี่ เพื่อเดินทางไปยัง อ.เกาะช้างทำให้รถยนต์ที่จะเดินทางไปต้องต่อคิวกัน จนล้นออกมาจากบริเวณลานจอดรถยนต์ที่สามารถรับได้ 350 คัน ทำให้มีรถยนต์ต้องต่อคิวอยู่บริเวณถนนมีความยาวกว่า 200-300 เมตร

นายสัคศิษฐ์ มุ่งการ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.ตราด เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.เป็นต้นมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ส่วนใหญ่จะจองมาล่วงหน้า ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวหลักของ อ.เกาะช้าง นั้น จะเป็นชาวยุโรปและสแกนดิเนเวียนั้นยังเดินทางมาไม่มากนัก เพราะมีปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมามาก และได้จองห้องพักมาแล้วร้อยละ 80 และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะมีมากกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

นายสัคศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงปลายปี 2565 ตั้งแต่เดือน พ.ย.เป็นต้นไปสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.ตราด ได้จัดกิจกรรมวิ่งบิกินีรัน ที่หาดไชยเชษฐ์ และมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการลดราคาห้องพัก ส่วนสมาคมโรงแรมรีสอร์ท จ.ตราด ก็จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการเปิดบูธร้านค้า และกิจกรรมอื่นๆเพื่อรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมกิจกรรมด้วย มั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางมาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

ขณะที่ท่าเรือแหลมศอก ต.อ่าวใหญ่ อ.เมือง จ.ตราด เรือโดยสารที่นำนักท่องเที่ยวไปเกาะกูด ทั้งเรือบุญศิริ เรือเกาะกูดเอกซ์เพรส และเกาะกูด ปริ้นเซสที่มีเที่ยวเดินเรือวันละ 6 เที่ยว /วัน ปรากฏว่า นักท่องเที่ยวจำนวนไม่มากตามที่มีการคาดหมาย แม้จะเป็นช่วงเปิดฤดูการท่องเที่ยวของ จ.ตราด แล้ว

โดยผู้จัดการเรือบุญศิริ แจ้งว่าช่วงนี้ยอดการจองเดินทางไปเกาะกูดยังมียอดจองปกติไม่มีเพิ่มขึ้นเหมือนที่ผ่านมา และเรือโดยสารทุกลำก็มีนักท่องเที่ยวลงไปแต่ละเที่ยวยังไม่เต็มลำ ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากช่วงนี้เป็นที่อากาศตอนบนของประเทศมีอุณหภูมิลดลงจึงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวยังจังหวัดภาคเหนือ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัดที่มีความรุนแรงทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงนี้ เพราะเกรงว่าทรัพย์สินที่อยู่ในบ้านจะได้รับความเสียหายและไม่ปลอดภัย

‘ประภัตร’นำคกก.ดูงาน จัดการเกษตรครบวงจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686352

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังนำคณะกรรมาธิการ (คกก.) แก้ไขราคาผลิตผลเกษตรกรรม ศึกษาดูงานเรื่อง “การพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรและเกษตรกรรมแบบครบวงจร” ที่หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย (บ้านควาย) อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรีว่าจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและผลกระทบจากภัยพิบัติทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ตลอดจนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งราคาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ จึงมีนโยบายเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร โดยส่งเสริมด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยี พัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ

ทั้งนี้ ได้นำคณะกรรมาธิการฯ ศึกษาวิธีปลูกฟักทอง เพื่อนำองค์ความรู้ไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นพืชทดแทน ซึ่งฟักทองมีระยะการปลูกและเก็บเกี่ยวเพียง 90 วัน ช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในระยะสั้น พร้อมทั้งจะขยายผลไปยังพืชชนิดอื่น จากนั้นได้เยี่ยมชมการดำเนินงานจุดคัดแยกและจุดแพ็กสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรได้มีสถานที่รองรับผลิตผลทางการเกษตรที่ได้มาตรฐาน

สวพส.คว้ารางวัล องค์กรต้นแบบปี’65 ด้านสิทธิมนุษยชน เกษตรกรมีส่วนร่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686357

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) พร้อมคณะ เข้ารับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2565 (Human Rights Awards 2022) ดีเด่น ประเภทส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่า จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในการที่ สวพส.มีความโดดเด่นในการดำเนินงานตามภารกิจ โดยเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับองค์กรอื่นๆ ในการส่งเสริมสังคมแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน

นายวิรัตน์ กล่าวว่า ในการเข้าร่วมโครงการองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2565 สวพส.ได้นำเสนอการดำเนินงานพัฒนากระบวนการ “การสร้างสิทธิและการเข้าถึงการพัฒนาของชุมชนบนพื้นที่สูง ด้วยแผนที่รายแปลงของเกษตรกร อย่างมีส่วนร่วม” โดยมุ่งเน้นให้ “ชุมชนเป็นจุดศูนย์กลาง” ตามหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มีการใช้ฐานข้อมูล แผนที่ องค์ความรู้ภูมิปัญญา และเทคโนโลยี ในการพัฒนาเชิงพื้นที่ให้ตรงตามบริบทสังคม สามารถแก้ปัญหาและความต้องการของชุมชนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ ระเบียบ และกฎหมาย ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานทุกขั้นตอน ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลชุมชน, การกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน, การคิด วิเคราะห์ และวางแผนการพัฒนาชุมชน, การยกระดับสิทธิ ในการดำรงชีพและเข้าถึงการพัฒนาของชุมชน และการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผน สร้างสิทธิและความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและทำกิน

รวมพลประมงพื้นบ้าน ตั้งองค์กรพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686354

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ครั้งที่ 4 โดยที่ประชุมรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน รายงานผลการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ทั้งสิ้น 2,776 องค์กร สมาชิก 104,891 ราย และความคืบหน้าโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ องค์กรชุมชนประมงด้านชายฝั่ง 80 ชุมชน ด้านน้ำจืด 84 ชุมชน ด้านแปรรูป 36 ชุมชน และได้อนุมัติโครงการและกิจกรรมตามความต้องการของชุมชน เพื่อพัฒนาอาชีพประมง 200 องค์กร เรียบร้อยแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 20 ล้านบาท และจะสนับสนุนงบประมาณทุกปี ปีละอย่างน้อย 200 องค์กร องค์กรละ 100,000 บาท

“ภายใต้นโยบายสร้างความเข้มแข็งชุมชนและองค์กรเกษตรกร โดยเฉพาะประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นชาวประมงรายย่อยของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ คณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กรมประมง โดยนายเฉลิมชัย สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมประมง ได้บูรณาการทำงานเชิงรุกกับทุกภาคส่วนร่วมมือกันเร่งดำเนินการพัฒนาชุมชน และหมู่บ้านประมงพื้นบ้าน เพื่อเพิ่มรายได้ด้วยโครงการใหม่ๆ โดยจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตผลผลิตภัณฑ์ประมงและการพาณิชย์ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านสุขลักษณะที่ดีในการแปรรูปสัตว์น้ำ มีการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์และน้ำอุปโภค-บริโภคมาตรวจคุณภาพ รวมทั้งถ่ายทอดเทคนิคการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ในองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 25 แห่ง จาก 18 จังหวัด ซึ่งอยู่ในภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคใต้ 6 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 แห่ง ภาคเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออกจำนวน 2 แห่ง และภาคกลาง 6 แห่งและการออกหนังสือรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนและการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้าน พร้อมกับการพัฒนาแบรนด์โดยให้การรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน 128 ราย และการรับรองสินค้าประมงที่จำหน่ายบนเว็บไซต์ Fisheries Shop ของกรมประมง

สำหรับการพัฒนาหมู่บ้านประมงเป็นแหล่งท่องเที่ยว ภายใต้โครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจ รีสอร์ท มีความคืบหน้า โดยกรมประมงได้ส่งเสริมชุมชนประมงชายฝั่งที่มีศักยภาพ 22 จังหวัด สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ 53 แห่ง โดยมอบหมายให้กรมประมงขยายความร่วมมือกับทุกภาคีภาคส่วนพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนประมงด้วย